facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางแยกที่หก : อยากเป็นคนที่ใช่

ชื่อตอน : ทางแยกที่หก : อยากเป็นคนที่ใช่

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 551

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 15:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางแยกที่หก : อยากเป็นคนที่ใช่
แบบอักษร

6 

            เดือนพฤศจิกายน เวลา 05.59 น.  

            : บ้านบุริมนาถ

 

            ‘บัว...บัว...บัวได้ยินวีไหม’ 

               บุริมนาถลืมตาขึ้นมาในความมืด ได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นหูทว่ารู้สึกได้ถึงความเศร้าในน้ำเสียงนั้น

               ‘บัว...บัวตอบวีหน่อยสิ’  

               ปวีร์ยังคงเรียกหาเธอดังขึ้นเรื่อยๆ ใจหนึ่งก็อยากตอบเขา แต่อีกใจอวดดียังไม่อยากให้อภัยเขา

            ‘บัว...จะให้วีเป็นบ้าตายก่อนใช่ไหม บัวถึงจะยกโทษให้แล้วกลับมา’  

               คราวนี้ชายหนุ่มพูดขาดเป็นห้วงๆ คล้ายกลั้นเสียงสะอื้นไห้ไว้ บุริมนาถไม่พอใจเขาแต่ ‘ปวีร์ของเธอ’ ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

               บัวไม่โกรธแล้วก็ได้...

               วี...วี...

               เธอเดินตามหาเจ้าของเสียงในม่านหมอกอนธการ เสียงเขาอยู่ไม่ไกล บุริมนาถพยายามเปล่งเสียงเรียกชื่อเขาบ้าง ทว่า...ไม่ว่าจะพยายามเท่าใดก็รับรู้ได้เพียงลมที่เหมือนถูกเป่าออกจากปาก

               วี...ได้ยินบัวไหม

            ‘กลับมาเถอะนะบัว บัว!’  

 

            กริ๊ง...กริ๊ง... 

            หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ผุดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงหลังนาฬิกาปลุกเธอให้ตื่นจากฝันประหลาดที่ไม่เหมือนความฝัน เสียงเรียกของปวีร์ดังก้องโสตประสาทราวกับเขาอยู่ข้างๆ เตียงเธอ

               บุริมนาถกดปิดนาฬิกาปลุกเครื่องเก่า หยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมากดเช็กความเคลื่อนไหว ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ไร้คนโทรเข้า ปราศจากข้อความใหม่ทั้งใน Line และ Facebook messenger แน่นอนว่าเมื่อไม่มีอะไรเพิ่มเติมก็หมายถึงปวีร์ไม่ติดต่อมา 

               เธอโง่เองที่คืนนั้นเสียใจจนบ้าบิ่นดึงสหัสวรรษมาจูบหวังให้ปวีร์หรือคนที่อยู่อีกฝั่งถนนเห็นแล้วสะกิดกันให้มองตาม เธออยากให้ปวีร์รู้สึกเสียใจหรือทำอะไรสักอย่าง เช่น ตะโกนห้าม ปรี่เข้ามาชกต่อยกับสหัสวรรษ แสดงอาการหึงหวงบ้าง สุดท้ายก็ผิดหวังตามระเบียบ นอกจากปวีร์ไม่รับรู้แล้ว เธอยังอับอายมาก มองหน้าสหัสวรรษแทบไม่ติด

               แต่ถึงอย่างไรก็ตาม...เธอลั่นวาจาออกไปแล้วว่าจะเปิดโอกาสให้สหัสวรรษ ทำให้เขาได้ใจ หลังจากวันนั้นชายหนุ่มติดต่อและมาหาเธอแทบทุกวัน ทั้งวันหยุดวันทำงาน มีเวลาให้เธอเหลือเฟือต่างจากปวีร์ลิบลับ ที่สำคัญบุพการีของเธอออกตัวเชียร์ อนุญาตให้สหัสวรรษไปมาหาสู่ได้ไม่เคยเอ่ยปากห้าม บุริมนาถเลยทำได้เพียงเปิดใจและปฏิบัติต่อเขาเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง

               หญิงสาววางโทรศัพท์มือถือไว้ที่เดิม พับผ้าห่มไว้ปลายเตียง ฝืนใจลาจากที่นอนนุ่มตรงเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกายยามเช้าก่อนออกไปทำงาน หลังถอดชุดนอนทิ้งลงตะกร้ารอซัก บุริมนาถพาร่างแบบบางของตัวเองมาอยู่หน้ากระจก นิ้วเรียวดั่งลำเทียนแตะไล้บนหน้าอกซ้าย ความรู้สึกแน่นหน้าอกในวันเกิดอุบัติเหตุยังชัดเจนในความทรงจำ หญิงสาวครุ่นคิดครู่หนึ่ง

               แปลกเหลือเกิน...อาการแบบนั้นเกิดขึ้นเพราะเครียดเท่านั้นเองเหรอ

                

               เวลา 08.30 น.  

           : โรงเรียนอนุบาลนภสินธุ์  

               บุริมนาถในฐานะผู้จัดการโรงเรียนสนทนาสั้นๆ ง่ายๆ กับนักเรียนอนุบาลก่อนส่งแต่ละห้องเข้าเรียนโฮมรูมกับครูประจำชั้น ต่อจากนั้นเธอเดินมาที่โรงจอดรถครูเพราะลืมหยิบกระเป๋าสตางค์ในรถบิดาติดมือมาด้วย เป็นเวลาเดียวกันกับที่รถสปอร์ตเปิดประทุนสีดำแล่นฉิวเข้ามาจอดในช่องจอดรถที่ว่างอยู่

               สหัสวรรษนั่นเอง...

               การแต่งตัวของชายหนุ่มในแต่ละวันเหมือนหลุดมาจากรันเวย์แฟชั่นวีค วันนี้ก็เช่นกัน...เขาสวมสเวตเตอร์สีดำมีฮู้ดด้านหลังกับ Track Pants และรองเท้ากีฬาสีเดียวกัน แบรนด์เดียวกัน บุริมนาถอดยิ้มกับสไตล์การแต่งตัวที่เปลี่ยนไปทุกวันของสหัสวรรษไม่ได้ ถ้าเรื่องฐานะเป็นความแตกต่างแรกระหว่างเขากับปวีร์ สไตล์คงเป็นความต่างที่สองที่เธอค้นพบ

               บุริมนาถพยายามมองหาจุดเด่นของสหัสวรรษที่ไม่เหมือนปวีร์ เธออยากให้โอกาสคนดีอย่างเขาโดยไร้เงาคนรักเก่ามาบดบัง               

               “อรุณสวัสดิ์ครับคุณครู”

               กุหลาบขาวมัดใหญ่ที่คนซื้อพยายามซ่อนไว้ด้านหลังอย่างไรก็ไม่มิดถูกยื่นมาตรงหน้าหญิงสาว

               “เนื่องในโอกาสอะไรคะ”

               “อยากจะให้ครับ” เขายิ้ม “เช้านี้ผมตั้งใจจะไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลเลยแวะซื้อกระเช้าดอกไม้ เห็นกุหลาบขาวสวยดีคิดว่าบัวน่าจะชอบ ชอบไหมครับ”

               “ชอบค่ะ บัวชอบกุหลาบสีขาว”

               “แล้วบัวชอบคนซื้อกุหลาบสีขาวไหมครับ”

               หนุ่มหล่อหุ่นนายแบบทำหน้าทะเล้น กระเซ้าหญิงสาวอย่างอารมณ์ดี

               “ทานข้าวเช้าหรือยังคะ ข้าวเช้าสำคัญนะคะ”

               บุริมนาถเฉไฉ ยอกย้อนด้วยประโยคที่เขาเคยพูดไว้ครั้งเจอกันหนแรก ก่อนขยับก้าวจากบริเวณหน้ารถ ชายหนุ่มเดินตามติดๆ เหมือนไม่อยากห่างเธอ

               “เรียบร้อยแล้วครับ แม่บ้านไม่เคยปล่อยให้ผมอดอยากไม่ว่าเวลาไหน ว่าแต่บัวเถอะ...ทานหรือยัง” สหัสวรรษแสดงความห่วงใย

               “ทานแล้วค่ะ” เธอยิ้มตอบ “แต่งตัวแบบนี้จะไปฟิตเนสต่อเหรอคะ” บุริมนาถไม่ได้แกล้งแซวแต่คิดเช่นนั้นจริงๆ

               “เปล่าครับ ผมจะมาสมัครเป็นครูพละที่นี่ ไม่รู้ว่าผู้จัดการจะอนุมัติรึเปล่า”

               “ทดลองงานก่อนก็แล้วกันนะคะ”

               สหัสวรรษเย้าแหย่แบบนี้ทุกครั้งที่มาขลุกอยู่กับเธอที่โรงเรียนอนุบาลนภสินธุ์ เธอเคยถามว่าเขาไม่มีงานทำหรืออย่างไร สหัสวรรษตอบหน้าตายว่างานของเขาช่วงนี้คือการดูแลเธอ งานอื่นขอหยุดพักไว้ก่อน  

               เมื่อมาถึงห้องทำงาน สหัสวรรษใช้เวลาขณะบุริมนาถจัดการเอกสาร ตระเวนหาแจกันทรงสูงทั่วโรงเรียน พอได้มาก็จัดแจงเสียบดอกกุหลาบสีขาวลงไปอย่างสวยงาม ตั้งไว้บนโต๊ะทำงานของเธอ

               “แต้มผมตอนนี้อยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์แล้วครับ”

               ชายหนุ่มหย่อนตัวนั่งบนหัวโต๊ะทำงานบุริมนาถ ใกล้ๆ กับแจกันที่เพิ่งวาง เขาตกลงกับเธอว่าจะจริงใจและยอมรับต่อความรู้สึกของกันและกัน สหัสวรรษไม่ได้หวังให้เธอให้ใจเขาเต็มร้อยตั้งแต่แรก ขอเพียงแค่ให้เธอคอยรายงานว่าแต่ละวันเธอรู้สึกดีกับเขามากน้อยแค่ไหนในรูปแบบเปอร์เซ็นต์

               “อืม...” ผู้จัดการโรงเรียนละสายตาจากแฟ้มเอกสาร “วันนี้ได้ดอกกุหลาบที่ชอบ ให้ไปก่อนครึ่งหนึ่งเลยค่ะ”

               “โธ่...ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เองเหรอ ผมคงต้องไปหาอย่างอื่นทำเพิ่มแต้มบุญแล้วล่ะ” สหัสวรรษหน้ามุ่ย ล่าถอยไปยังโซฟารับแขก ปล่อยบุริมนาถจัดการสะสางภาระต่อ “ผมว่าผมได้กลิ่นโกโก้ ต้องมีคนอยากให้บัวดื่มแน่เลย”

               “อะไรนะคะ...มีคนอยากให้บัวดื่มโกโก้” บุริมนาถทำหน้าเหลอหลาเมื่อได้ยินประโยคนั้น

               “ก็...” สหัสวรรษหรี่ตาคล้ายสมองกำลังประมวลผลเรียบเรียงคำพูดใหม่ “คนที่อยากให้บัวดื่มโกโก้ก็ผมไง เดี๋ยวชงให้นะ” ชายหนุ่มฉีกยิ้ม กระเด้งตัวลุกเดินไปที่มุมเครื่องครัวสำหรับประกอบอาหารเครื่องดื่มง่ายๆ มีกาน้ำร้อนไฟฟ้า ไมโครเวฟ เครื่องบดเมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์สำหรับทำกาแฟดริป “เอ๊ะ...บัวไม่ชอบดื่มกาแฟนี่นา ทำไมมีของพวกนี้ในห้องล่ะครับ” สหัสวรรษยกเครื่องบดเมล็ดกาแฟมาหมุนเล่น

               บุริมนาถเงียบ จ้องหนุ่มตัวสูงที่กำลังหยิบจับของใช้ปวีร์ด้วยความรู้สึกหลากหลาย หลักๆ คือเห็นข้าวของพวกนั้นแล้วปวดใจแต่จะตัดใจทิ้งก็ทำไม่ลง เธอไม่ชอบดื่มกาแฟทว่าสุขใจทุกครั้งยามกลิ่นกาแฟอบอวลในห้องนี้ นั่นหมายความว่าปวีร์มาหาเธอที่นี่ ภาพเขาชงกาแฟพร้อมๆ กับชวนพูดคุยเรื่องช่วยคนนั้นคนนี้คงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

               “โอ๊ย!” เจ้าของห้องสติลอยล่องเผลอคิดถึงความทรงจำจึงถูกชายหนุ่มแกล้งเอาแก้วเซรามิกร้อนๆ แนบหลังมือ “เล่นอะไรคะ” บุริมนาถค้อนใส่สหัสวรรษขณะรับแก้วจากเขา

               “หยอกนิดหน่อยเอง เห็นบัวเหม่อตั้งนาน ผมดูดีมากใช่ไหมล่ะตอนหันหลังชงโกโก้” คนหลงตัวเองกล่าวอย่างภูมิใจ

               “ค่ะ” หญิงสาวทำเออออ “ทูเดย์ดูดีตลอดเวลาแหละค่ะ หล่อ หุ่นดีเหมือนพวกดารานายแบบ ไม่สนใจวงการบันเทิงบ้างเหรอคะ” ส่วนท้ายนี่ความจริงล้วนๆ

               “อย่าเลย” สหัสวรรษหัวเราะชอบใจ “ถ้าผมรับงานแสดงขึ้นมาจริงๆ ผมกลัวคนอื่นตกกระป๋อง”

               “เอ...แล้วตอนนี้แสดงอยู่หรือเปล่าคะ”

               “ครับ ตอนนี้ผมว่าผมก็แสดงนะ” จู่ๆ ปฏิกิริยาตอบกลับของสหัสวรรษก็ราบเรียบทั้งน้ำเสียงทั้งหน้าตา บุริมนาถถึงกับกลั้นหายใจ นั่งหลังตรงรอลุ้นคำตอบ “ผมแสดงออกชัดเจนว่าจริงจังกับบัวขนาดนี้ บัวยังไม่เห็นอีกเหรอครับ” แล้วก็ทำหน้ามู่ทู่ ปากยื่นปากยาวเหมือนตัวเองเป็นเด็กน้อย

               “เมื่อเช้าเด็กอนุบาลหนึ่งบ่นคิดถึงทูเดย์ค่ะ” บุริมนาถเอาคืนคนชอบอำ

               “อยากไล่ผมก็พูดตรงๆ ครับคุณบุริมนาถ” หนุ่มหล่อทำตาขวาง “แต่ผมจะปลอบตัวเองว่าบัวอยากทำงาน ดังนั้นในฐานะว่าที่แฟนหนุ่มสุดหล่อต้องไม่รบกวนคนสวย งานเสร็จเมื่อไหร่โทรเรียกผมนะ” สหัสวรรษกางนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยเป็นสัญลักษณ์แทนโทรศัพท์ ก่อนเดินออกจากห้องไม่อิดออด 

               คล้อยหลังสหัสวรรษปลีกตัวไปไม่นาน บุริมนาถเอนกายพิงพนักนวม รู้สึกเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยที่ลากสหัสวรรษเข้ามาอยู่ในวังวนชีวิตอิรุงตุงนัง เธอไม่อยากให้เขาผิดหวังแต่ใจเจ้ากรรมมันดันเลิกรักปวีร์ไม่ได้เสียที

               “ขอโทษนะคะทูเดย์”

               หารู้ไม่ว่าสหัสวรรษยังยืนพิงกายอยู่ข้างกรอบประตูหน้าห้อง ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก

               สิ่งที่บุริมนาถคิดว่าเขาไม่รู้ เธอก็คงไม่คิดว่าเขารู้

 

               เวลา 10.00 น.  

               เสียงเจื้อยแจ้วของนักเรียนอนุบาลหนึ่งห้องสาม ดังมาถึงทางเดินหน้าห้องบุริมนาถ หญิงสาวที่ตั้งใจตามหาสหัสวรรษจึงแอบไปสังเกตการณ์หน้าห้องเรียน

               “พี่ทูเดย์เล่าอีกสิคะ”

               “ผมอยากฟังเรื่องซูเปอร์ฮีโร่ของผู้ชายบ้าง”

               “เล่าแน่นอนครับ แต่ตอนนี้ต้องวาดภาพระบายสีก่อน”

               นักเรียนทุกคนในโรงเรียนนี้รู้จัก ‘พี่ทูเดย์’ กันหมด แม้เขาเพิ่งมาคลุกคลีกับเด็กที่นี่ได้ไม่นาน แต่สหัสวรรษมีลูกล่อลูกชนแพรวพราว ชอบซื้อของเล่นหรือขนมที่เหมาะสมกับวัยมาให้ เด็กๆ เลยติดเขางอมแงม วันไหนที่เขาไม่มาก็จะถามหากันเกรียวกราวจนครูประจำชั้นรวมถึงบุริมนาถคร้านตอบคำถาม

               ในหัวของบุริมนาถไม่เคยมีภาพจำของปวีร์เช่นนี้เลย รายนั้นหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย กลางวันเอาแต่นอนพักผ่อน ส่วนกลางคืนก็ร้องเพลง นานทีถึงจะโผล่มาตามคำขอของเธอ เขาบอกกลัวถูกบิดามารดาเธอเขม่นว่าไม่มีการมีงานทำแล้วยังมาฉุดให้เธอเสียเวลาทำงานอีก ซึ่งสหัสวรรษไม่เคยถูกตำหนิในทำนองนั้น พวกท่านเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานอย่างชัดเจน 

               เฮ้อ...

               บุริมนาถถอนหายใจยาว พอนึกถึงจุดนี้ก็เห็นใจ (อดีต) แฟนหนุ่มทุกที แต่ก็นั่นแหละ...เธอไม่รู้จริงๆ ว่าปวีร์คนที่อ่อนโยน คนที่สอนให้เธอมองเห็นและยอมรับความห่วงใยของบุพการีเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

               เธอจำได้ว่าหลังจากที่ตอบตกลงคบกับเขาช่วงปลายปีสี่ ความรักราบรื่นไร้ปัญหา กระทั่งบุริมนาถต้องฝึกสอนในโรงเรียนตอนปีห้า ปวีร์ที่ยังเรียนไม่จบเช่นกันแต่มีเวลาว่างมากกว่า จึงไปทำงานพาร์ตไทม์ช่วงกลางวันที่ร้านกาแฟของรุ่นพี่ฆ่าเวลา เขาเริ่มบ่นน้อยใจที่เธอไม่ยอมไปไหนมาไหนด้วยสักเท่าไหร่ แต่ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งอะไรใหญ่โตจวบจนเรียนจบมหาวิทยาลัย

               ในงานรับปริญญาบัตรของบุริมนาถ ปวีร์ช่วยรับส่งเวลาเดินทาง เพราะมอเตอร์ไซค์ไปไหนมาไหนคล่องตัวและรวดเร็วกว่ารถยนต์ เขาตามถือของขวัญที่เธอได้รับจากรุ่นพี่รุ่นน้อง ทว่าจบงานสำคัญกลับยังไม่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่เธอ พูดง่ายๆ ว่าแม้ปวีร์พยายามพิสูจน์ตัวเองแค่ไหน สุดท้ายเธอและเขาถูกกีดกันอยู่ดี  ผ่านพ้นงานนั้น...พวกท่านก็ส่งเธอไปดูงานต่างประเทศชดเชยที่เคยขอผัดผ่อนตอนเรียนปีสี่

               สำหรับบุริมนาถมันเป็นสามเดือนที่ไม่มีความสุข ไม่เจอหน้ากันว่าแย่แล้ว เวลาว่างไม่เคยตรงกันอีกต่างหาก สองสามวันถึงจะได้ยินเสียง เห็นหน้าเขาผ่านแอปพลิเคชั่นสื่อสารต่างๆ สักครั้ง

               นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ปวีร์เริ่มเปลี่ยนไป แต่จะโทษว่าเป็นความผิดเธอคงไม่ใช่ เพราะฝ่ายหนึ่งก็พ่อแม่ อีกฝ่ายก็คนรัก หักหาญน้ำใจไม่ได้สักทาง เขาเคยเข้าใจปัญหาพวกนี้ แต่คนเราเมื่ออดทนกับอะไรมากเข้าจนถึงขีดสุดความอดทน คงน้อยใจหรือท้อใจเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

               “ครูบัว...ครูบัว...”

               บุริมนาถหลุดจากภวังค์ความคิด ด้วยเสียงแหลมเล็กที่ร้องเรียกยามเด็กๆ หันมาเจอหญิงสาวที่ยืนพิงประตูห้องเรียน ครูบัวของเด็กๆ ต้องปั้นหน้ายิ้มหวาน เดินเข้าไปในห้องอนุบาลหนึ่งทับสาม

               “มาประเมินผลงานถึงนี่เลยเหรอครับผู้จัดการ”

               สหัสวรรษถามโดยไม่มองหน้าเพราะเขาติดภารกิจวาดภาพอย่างขะมักเขม้นให้เด็กๆ ดูอยู่

               “ใช่ค่ะ” บุริมนาถนั่งลงข้างๆ สหัสวรรษ “ทูเดย์วาดภาพอะไรอยู่เหรอคะ” หญิงสาวนึกสงสัย เขาวาดรูปผู้ชายใส่สูทสีดำ มีปีกสีขาวกำลังยืนอยู่บนตึก

               “ผมวาดตามที่เด็กๆ บอกน่ะครับ เห็นบอกกันว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่”

               “ใครกันนะช่างออกแบบ”

               บุริมนาถยิ้มเอ็นดูในความคิดของเด็ก โดยไม่รู้ว่าเด็กที่สหัสวรรษพูดถึงไม่มีตัวตนในห้องเรียนนี้ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความจริง

               ผู้จัดการโรงเรียนอยู่ในห้องนั้นอีกพักใหญ่ๆ ก็กลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง ไม่นานนักสหัสวรรษก็กลับเข้ามา เขานั่งบนเก้าอี้อีกฝั่งของโต๊ะทำงาน เอาศอกวางบนโต๊ะยกมือเท้าค้าง มองเอกสารหญิงสาวอย่างสนใจ

               “ทำอะไรอยู่เหรอครับ”

               “บัวกำลังหาข้อมูลเรื่องเปิดสอนระดับประถมอยู่ค่ะ บัวคิดว่าโรงเรียนยังมีพื้นที่พอสำหรับขยายชั้นเรียน โดยที่ยังเหลือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กอยู่”

               “ที่ผ่านมาบัวคงเครียดกับเรื่องนี้มากสินะครับ”

               “ก็...” บุริมนาถจะตอบว่านิดหน่อยก็พูดไม่ได้เต็มปาก ช่วงก่อนเกิดอุบัติเหตุเธออดหลับอดนอนหลายคืน ส่วนหนึ่งเพราะโครงการนี้ “ก็ใช่ค่ะ” เธอพยักหน้ารับสารภาพ

               “บัวควรพักผ่อนบ้างนะครับ อย่าโหมหนักเกินกำลัง โชคดีไม่ได้อยู่ข้างเราเสมอไป”

               “หมายความว่าไงคะ”

               “การทำงานหนักจนเกิดความเครียดสะสมเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อหัวใจได้นะครับ” ใบหน้าเคร่งขรึม น้ำเสียงจริงจังดึงความสนใจคนฟังได้เป็นอย่างดี 

               “หัวใจเหรอคะ” บุริมนาถยกมือจับอกซ้ายตัวเอง ตอนเช้าเธอก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน มีอะไรร้ายแรงที่เขายังไม่ได้บอกเธองั้นหรือ

               “ถ้าเจอคนที่อาสาดูแลหัวใจ บัวก็อย่าปล่อยเขารอนาน รีบรับรักเขาไวๆ เถอะ”

               บุริมนาถปรับอารมณ์แทบไม่ทัน คาดไม่ถึงว่าเขาจะเล่นมุกนี้ เธอเหลือกตามองบนใส่คนทำมือเป็นสัญลักษณ์มินิฮาร์ท  

               “โดนหักสิบเปอร์เซ็นต์นะคะ โทษฐานทำให้เครียดกว่าเดิม”

               “โธ่...ผมล้อเล่นเฉยๆ โดนหักสิบเลยเหรอครับ มันไม่มากไปหน่อยเหรอ พิจารณาใหม่ด้วยครับ” สหัสวรรษกะพริบตาปริบๆ ขอความเห็นใจ

               “ไม่ค่ะ คุณแกล้งบัว” หญิงสาวไม่ยอมความ เมื่อกี้หัวใจเธอแทบหยุดเต้นลุ้นว่าเขาจะพูดอะไรออกมา

               “หักก็หัก แต่กลางวันนี้ผมว่าผมต้องได้คะแนนเยอะแน่นอน”

               “หืม...อะไรทำให้มั่นใจขนาดนั้นคะ”

               “รอชมได้เลยครับ”

 

               เวลา 11.00 น. 

                เวลานี้เป็นเวลารับประทานอาหารของเด็กๆ บุริมนาถวางปากกาลงบนกองเอกสารพะเนินเทินทึก ลงมาดูความเรียบร้อยที่โรงอาหาร กวาดสายตามองรอบทิศไม่ยักเห็นสหัสวรรษ คนที่มโนว่าตัวเองจะได้คะแนนเพิ่มหายเข้ากลีบเมฆไปตั้งแต่สิบโมงครึ่ง              

               เขากลับไปไม่บอกเธองั้นหรือ...บุริมนาถฉุกคิด

               “มองหาคุณทูเดย์อยู่เหรอคะคุณบัว”

               ครูประจำชั้นอนุบาลสองยิ้มกริ่มเอ่ยถามบุริมนาถ ครูสาวๆ ในโรงเรียนก็เป็นปลื้มชื่นชมสหัสวรรษไม่ต่างจากเด็กๆ เขาชอบซื้อน้ำหอมหรือเครื่องสำอางกระจุกกระจิกมาฝากเพื่อนร่วมงานของเธอ ไม่รู้ว่ามีน้ำใจหรือแอบติดสินบนไม่ให้ครูคนอื่นรู้สึกรำคาญเวลาเข้าไปป่วนในชั้นเรียน 

               “ค่ะ ครูเห็นเขาเหรอคะ”

               “อยู่ในห้องครัวโน่นแน่ะค่ะ แม่ครัวชมว่าทำอาหารเก่งระดับเชฟเลยค่ะ”

               “ทำอาหารเหรอคะ”

               บุริมนาถไม่อยากจะเชื่อ แต่ไม่ปล่อยความสงสัยไว้นาน ขาเรียวก้าวอย่างมั่นใจบนรองเท้าส้นสูงตรงไปที่ห้องครัว ขยี้ตามองสหัสวรรษที่ในเวลานี้ถอดสเวตเตอร์ตัวนอกออก เหลือเพียงเสื้อยืดสีขาวด้านใน สวมผ้ากันเปื้อนลายหมีที่บุริมนาถสั่งตัดให้กับแม่ครัว เผื่อไว้ใช้หลอกล่อเด็กน้อยให้ยอมทานอาหารง่ายๆ

               ท่าทางจับกระทะ ควงตะหลิวของชายหนุ่มดูทะมัดทะแมง แววตามุ่งมั่น ประหนึ่งเชฟในภัตตาคารตามที่ครูกล่าวอ้าง หญิงสาวไม่อยากรบกวนสมาธิจึงเดินเข้าไปหาตอนที่เขาตักอาหารในกระทะลงบนจานกระเบื้อง

               “ครูบัวคะ อย่าไล่ป้าออกเลยนะคะ” แม่ครัวหันมาพูดทีเล่นทีจริง “ป้าทำอาหารมานานแต่ยังไม่อร่อยเท่าอาหารที่คุณทูเดย์ทำเลยค่ะ” หญิงสูงวัยรีบรายงานเจ้านายสาว แววตาชื่นชมมองสลับไปทางสหัสวรรษด้วย 

               “อร่อยจริงๆ เหรอคะคุณทูเดย์”

               บุริมนาถแกล้งหยอก สหัสวรรษถอดผ้ากันเปื้อนผ่านศีรษะ แม่ครัวยื่นมือมาหวังรับไปซักให้ ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพยืนยันจะซักเอง

               “อร่อยไม่อร่อย คุณผู้จัดการต้องลองชิมนะครับ”

               “หน้าตาน่าทานนะคะ”

               บุริมนาถมองอาหารสามอย่างบนโต๊ะ ได้แก่ ผัดคะน้าหมูกรอบ แกงเขียวหวานไก่ สลัดผลไม้ สีสันของอาหารและการจัดจานชวนชิมสุดๆ

               “อ้าปากครับ” สหัสวรรษใช้ช้อนคันใหม่ตักแกงเขียวหวานไก่พอดีคำขึ้นมาจ่อตรงปากหญิงสาว เธอยิ้มเขินเมื่อเห็นแม่ครัวทั้งสองยืนเชียร์อยู่ “อ้ำเร็วๆ สิ” พ่อครัวก็อ้าปากค้าง สั่งให้เธอชิมเสียที

               บุริมนาถจำต้องทำตามคำสั่ง ให้เขาป้อนถึงปากเหมือนเด็กอนุบาลหนึ่งโดยดี รสชาติถูกปากเธอมาก หวนให้นึกถึงอาหารที่โรงอาหารคณะ ปวีร์ชอบสั่งแกงเขียวหวานไก่เวลามาทานมื้อเที่ยงด้วยกัน เธอแย่งส่วนหนังจากจานเขาประจำ

               หยุดคิดเดี๋ยวนี้บัว!

               “อร่อยค่ะ”

               “ให้กี่คะแนนดีล่ะครับ”

               “เอาเพิ่มไปสักสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้วกันค่ะ รวมกับของเดิมเป็นเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์พอดีวันนี้”

               “ขอบคุณครับ” เขายิงฟันราวกับเด็กๆ “ถ้าคุณเลือกผม คุณไม่ต้องเข้าครัวทำอาหาร เพราะผมจะทำให้คุณทานในทุกมื้อ” เก๊กเสียงหล่อเสนอขายตัวเองสุดฤทธิ์

               “ทำอะไรกันอยู่จ๊ะ”

               บุษณีเดินเข้ามาในห้องครัว แม่ครัวยกมือไหว้บุคคลสำคัญของโรงเรียนอนุบาลนภสินธุ์แล้วกลับไปทำหน้าที่ของตนตามเดิม

               “ทูเดย์เขาโชว์ทำอาหารน่ะค่ะแม่”

               “แล้วรสชาติเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”

               “อร่อยสุดๆ เลยครับคุณแม่” คนทำเยินยอตัวเอง “คุณแม่ต้องทานด้วยกันนะครับ”

               “ได้สิ แม่หิวอยู่พอดีเลยลูก”

               ชายหนุ่มขอให้แม่ครัวช่วยเตรียมข้าวสวย อาหารที่เขาทำ รวมถึงจาน ช้อน ส้อมต่างๆ ไปให้ที่ห้องรับรองแขกซึ่งมีโต๊ะทานอาหารอยู่

               อย่างที่สามที่สหัสวรรษแตกต่างจากปวีร์คือพฤติกรรมช่างฉอเลาะออดอ้อนผู้ใหญ่ แม้แต่ในเวลาทานอาหาร...สหัสวรรษคอยตักกับข้าวใส่จานบุษณีสลับกับจานบุริมนาถ ชวนพูดคุยเรื่องธุรกิจอย่างออกรส บุษณีให้ความเอ็นดูเขามาก มากเสียจนเธอเหมือนไม่มีตัวตนในวงสนทนา

               ขณะที่สหัสวรรษขอตัวไปซักผ้ากันเปื้อนคืนห้องครัวและต่อด้วยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสำรองที่อยู่ในรถ บุษณีเรียกลูกสาวคนเดียวมาคุยกันที่ห้องทำงานของตน

               “ว่ายังไงคะแม่”

               “บัวกับทูเดย์คบกันแบบไหน”

               “เพื่อนกันค่ะแม่ บัวกับเขาเป็นเพื่อนกัน”

               บุริมนาถย้ำคำว่า ‘เพื่อน’ เป็นพิเศษ เธอจะไม่บอกมารดาเด็ดขาดว่าเธอเลิกกับปวีร์แล้วและกำลังให้โอกาสสหัสวรรษพิสูจน์ตัวเองอยู่ ขืนพ่อแม่รับรู้ท่านต้องสนับสนุนสหัสวรรษออกนอกหน้า เพราะขนาดไม่รู้ ยังปูทางให้เขาจนแทบจะยกเธอใส่พานถวายพร้อมข้าวสารอีกหลายถัง

               “แต่แม่คิดว่าทูเดย์คิดกับลูกมากกว่าเพื่อนนะบัว ลูกควรเปิดใจให้เขาหน่อย” บุษณีที่ผ่านโลกมามากกว่าพูดอย่างตรงไปตรงมาและแนะนำด้วยความหวังดี

               “กับปวีร์หนูไม่เคยเห็นแม่พูดแบบนี้” บุริมนาถทวงความยุติธรรมให้หนุ่มอีกคนทันทีทันใด

               “สหัสวรรษกับปวีร์ต่างกันลิบลับ คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมอยากให้ลูกตัวเองเจอคนดีๆ”

               “แล้วปวีร์ไม่ดีตรงไหนคะ”

               “เยอะแยะถมเถไปความกักขฬะของหมอนั่น ไม่มีสัมมาคารวะกับพ่อแม่ ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย อายุปูนนี้แล้วยังร้องเพลงกลางคืน ถ้าลูกยังคบเขาต่อ แม่กลัวว่าลูกต้องเป็นฝ่ายหาเลี้ยงผู้ชาย” บุษณีรัวยาวชุดใหญ่ ผสมปนเปทั้งความจริงทั้งอคติแต่เป็นอย่างหลังเสียมากกว่า “เชื่อแม่นะบัว ลูกแม่สง่างามและเพียบพร้อม วันนี้พรหมท่านลิขิตเนื้อคู่ที่เหมาะสมมาให้ลูกแล้ว” ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดทั้งมวลเพราะรักลูกมาก 

               “หนูจะเก็บไปคิดก็แล้วกันค่ะ” บุริมนาถรับปากแบบขอไปที ขี้เกียจต่อความยาวสาวความยืด นี่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว ถ้าเธอจะคบหาสหัสวรรษในฐานะแฟนต้องมาจากความรักเท่านั้น ปฏิญาณตรงนี้เลยว่าเธอจะไม่พ่ายแพ้ต่อแรงคะยั้นคะยอของพ่อแม่หรือพลาดท่าเสียทีถูกจับคลุมถุงชนเด็ดขาด

               ส่วนผู้เป็นแม่นั้น...แค่ลูกรักไม่ปฏิเสธเหมือนที่ผ่านมา บุษณีก็ยินดีมากแล้ว

 

               เวลา 17.00 น.  

           : ท่าเรือหางแมงป่อง ริมแม่น้ำปิง

               ช่วงบ่ายสหัสวรรษไม่มาวอแวในห้องบุริมนาถ แต่ตามประจบเอาใจบุษณีเพื่อขออนุญาตพาบุริมนาถไปทานอาหารเย็นด้วยกัน แน่นอนว่าบุษณีไม่ติดขัดและมิวายกำชับให้ลูกสาวให้เกียรติอีกฝ่ายด้วย

               ตะวันใกล้ละขอบฟ้า สหัสวรรษชวนบุริมนาถมาที่โรงแรมสไตล์ล้านนาริมแม่น้ำปิง ที่นี่มีท่าเทียบเรือหางแมงป่อง เรือท้องแบนที่ทำจากไม้สัก เจ้านายทางเหนือสมัยก่อนนิยมใช้ในการเดินทาง ปัจจุบันมีคนริเริ่มดำเนินกิจการท่องเที่ยวกลางแม่น้ำปิงด้วยเรือทรงโบราณ โรงแรมแห่งนี้ก็เช่นกัน จัดโปรแกรมดินเนอร์บนเรือหางแมงป่องเพียงหนึ่งรอบต่อวัน ปวีร์เคยมาติดต่อจองคิวเพื่อฉลองรับปริญญาให้กับเธอแบบกะทันหัน ไม่รู้ว่าคิดอะไรของเขา แต่นับว่าโชคดีที่คิวยาวถึงกลางปี เขาถึงยอมถอดใจมิเช่นนั้นเธอรู้สึกแย่แน่ๆ ที่เห็นเขาใช้เงินที่สู้อุตส่าห์ทำงานจนเหนื่อยกับความสำเร็จแค่ก้าวหนึ่งในชีวิตเธอเท่านั้นเอง  

               ล่องเรือเที่ยวพิเศษนี้มีเพียงสองหนุ่มสาวและคนบังคับเรือเท่านั้น เนื่องจากสหัสวรรษอยากได้ความเป็นส่วนตัว จึงปฏิเสธมัคคุเทศก์บรรยายรวมทั้งบริกรคอยดูแลเรื่องอาหารและความสะดวกต่างๆ เขาขอให้ทางโรงแรมจัดเมนูอาหารง่ายๆ ไว้บนโต๊ะที่เวลานี้กลายเป็นสิ่งคั่นกลางระหว่างสหัสวรรษและบุริมนาถที่นั่งในลักษณะหันหน้าเข้าหากัน  ไม่มีใครรีบร้อนลงมือรับประทานอาหารเย็น ส่วนหนึ่งคงเพราะหญิงสาวกำลังตื่นตาตื่นใจกับประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ บุริมนาถเคยยืนอยู่แต่บนฝั่งบ้าง นั่งรถผ่านบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบ้าง มองเรือแล่นช้าๆ แล้วอยากเป็นคนในเรือ

               “เห็นบัวยิ้มได้แล้วผมก็ดีใจ นึกว่าจะพาบัวมาเมาเรือเสียอีก” 

               “ขอบคุณนะคะที่ชวนบัวไปไหนมาไหนด้วย จนบัวเกือบลืมว่าขับรถชนรถทูเดย์” ร่างบางในชุดทำงานสีเบจละสายตาจากผืนน้ำสีขุ่นหันมาสื่อสารกับสหัสวรรษ

               เธอหมายความอย่างที่พูดจริงๆ เสมือนเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว เหมือนเพื่อนในยามที่ปรึกษาใครไม่ได้ เหมือนคนในครอบครัวที่คอยใส่ใจความรู้สึก หญิงสาวจดจำวันแรกที่เจอกันได้ เสี้ยววินาทีหนึ่งที่หวั่นไหวกับรอยยิ้มสหัสวรรษ คงเพราะยามนั้นเพิ่งเสียใจมาหมาดๆ ทว่าพอรู้จักกันมากขึ้น ตอนนี้บุริมนาถอยากถนอมเขาไว้ในตำแหน่งมิตรมากกว่า อนาคตจะเปลี่ยนแปลงเช่นไรค่อยว่ากันอีกที

               “ไม่เอาน่า อย่าทำหน้าซาบซึ้งแบบนั้น ผมไม่ได้ทำเพื่อเอาใจหรืออยากได้คะแนนจากบัวสักหน่อย ผมอยากเที่ยวแต่ไม่อยากมาคนเดียวเลยมัดมือชกบัวไง” สหัสวรรษยิ้มเขิน ดูน่ารักและหล่อเหลาในเวลาเดียวกัน “อันที่จริง...ผมมีเรื่องอยากจะถามบัว แต่มันอาจทำให้ฉุนเฉียวได้ถึงเลือกพาบัวมาอยู่กลางที่เย็นๆ” ชายหนุ่มวกกลับเข้าประเด็น 

               “ว่ามาสิคะ”   

               “ผมอยากรู้เรื่องของเขาจากปากบัว”

               ‘เขา’ ที่ว่า คงหมายถึงปวีร์

               “ทำไมถึงอยากรู้ล่ะคะ”

               “อย่างที่ตำราพิชัยสงครามของซุนวูบอกไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ผมอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงเอาชนะใจบัวได้ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาผมทำทุกวิถีทางแต่ไม่มีทีท่าว่าบัวจะประทับใจอะไรในตัวผมเหมือนที่รู้สึกดีกับเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอจนถึงตอนนี้ผมก็เชื่อว่าบัวยังรักเขาอยู่”

               นั่นสิ...

               “บัวก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เวรกรรมของบัวมั้งคะ”

               แต่เวลาตั้งสี่ปีที่คบกัน ให้ลืมเขาในระยะเวลาสั้นๆ คงไม่ได้หรอก

               “แล้วทำไมถึงเลิกกับเขาล่ะครับ บัวหวงที่เขามีแฟนคลับเยอะงั้นเหรอ” สหัสวรรษเจาะข้อมูลเชิงลึกกว่าเก่า

               “เปล่าค่ะ” หญิงสาวสั่นหน้า บรรยากาศยามสนธยาและบทสนทนานำพาสู่โหมดเศร้า “เขานอกใจบัว” เธอตอบสั้นๆ พูดกี่ทีก็เจ็บ

               “นอกใจเหรอครับ” ชายหนุ่มทำหน้าตกใจคล้ายไม่เชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยิน    

               “ใช่ค่ะ เขาพาผู้หญิงคนอื่นไปนอนที่ห้อง”

               “บัวแน่ใจเหรอครับว่าเขากับผู้หญิงคนนั้น...” สหัสวรรษกลั่นกรองเลือกใช้คำที่ถนอมจิตใจหญิงสาวที่สุด “พวกเขาแทงข้างหลังคุณจริงๆ”

               “แน่ใจสิคะ บัวเห็นกับตา”

               “เอ่อ...เห็นกับตาเหรอครับ”

               “ค่ะ ก่อนหน้าที่บัวจะไปเจอพวกเขาอยู่ด้วยกันมีคนส่งคลิปวิดีโอตอนเขาพาผู้หญิงเข้าห้องมาให้ บัวถึงจับได้คาหนังคาเขา” ถึงไม่เห็นเหตุการณ์อย่างว่าแต่ภาพผู้หญิงใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นนอนบนเตียงกับผู้ชายกึ่งเปลือยออกมาจากห้องน้ำอยู่ด้วยกันสองต่อสองตลอดคืน มันสามารถตีความเป็นอื่นได้อีกหรือ “วันนั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนส่งคลิปเขากับผู้หญิงคนนั้นให้บัว” เธอเพิ่มเติมรายละเอียดให้คำพูดดูมีน้ำหนักยิ่งขึ้น 

               “แล้วบัวรู้ไหมครับว่าคนที่ส่งคลิปมาให้เป็นใคร”

               “ไม่รู้ค่ะ คลิปถูกส่งมาทางไลน์ บัวพยายามติดต่อกลับไปทั้งทางข้อความแล้วก็โทร เขาไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความกลับมาเลย”

               “เขาอาจจะสร้างสถานการณ์ให้บัวผิดใจกับแฟนก็ได้นะครับ”

               “แต่บัวเห็นผู้หญิงคนนั้นนอนอยู่ในห้องเขา แล้วเขาก็เรียกผู้หญิงคนนั้นว่า...” บุริมนาถหลับตาลงข่มความโกรธ “ที่รัก” เธอจำได้ไม่ลืม คำนั้นทำให้เธอปวดใจเหลือเกิน

               “บางทีเขาสองคนอาจจะเป็นแค่เพื่อนกัน อาจจะเย้าแหย่กันเล่นเฉยๆ ก็ได้ครับ”

               “ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงทำไมไม่บอกบัวก่อนล่ะคะว่าจะพาคนอื่นไปนอนที่ห้อง”

               “เขาอาจจะกลัวบัวไม่สบายใจก็ได้”

               “งั้นก็ไม่ควรทำแบบนั้นตั้งแต่แรก ทูเดย์ไม่ต้องแก้ตัวหรือมองเขาในแง่ดีขนาดนั้นก็ได้ค่ะ บัวอยากลืมเขาให้ได้” บุริมนาถก้มมองคงคาอีกครั้ง สีของน้ำปิงกับอารมณ์เธอตอนนี้น่าจะขุ่นมัวพอๆ กัน “มันอาจจะต้องใช้เวลา แต่บัวจะลบเขาออกจากชีวิตค่ะ”

               “บัวจะไม่ลองพิจารณาเรื่องคนส่งคลิปจริงๆ เหรอครับ”

               “เขาหวังดี ทำไมบัวต้องไปจับผิดเขาด้วยล่ะคะ”

               ถ้าไม่เห็นคลิปวิดีโอนั่น ไม่เห็นหลักฐานคาตา เธอคงเป็น ‘ของตาย’ ที่ไม่มีวันรู้ความจริง

               “ถ้าเขาหวังดีจริงทำไมไม่เปิดเผยตัวตนล่ะครับ คนส่งมีไลน์ของบัวแสดงว่าต้องรู้จักกับบัว อย่างน้อยๆ ต้องมีเบอร์โทรศัพท์ถึงแอดไลน์มาหาบัวได้ เขาหวังดีประสงค์ร้ายหรือเปล่า”

               สหัสวรรษกำลังใช้หลักการเน้น ย้ำ ซ้ำ ทวน ทำให้บุริมนาถเริ่มไขว้เขว คล้อยตามในสิ่งที่เขาสงสัย

               “ถ้าบัวหาตัวคนส่งเจอแล้วเรื่องนี้จะดีขึ้นกว่าเดิมเหรอคะ”

               ในเมื่อสุดท้ายผลก็ชัดเจนว่าปวีร์นอกใจเธอเหมือนเดิม ทำไมต้องเสียเวลาตามหาคนคนนั้นด้วย

               “อย่างน้อยบัวก็น่าจะได้รู้ว่ามีคนใกล้ชิดไม่หวังดี”

               “ทูเดย์รู้เหรอคะ” เขาเกริ่นเหมือนรู้ตัวคนส่ง

               “ไม่ครับ แต่ผมว่าเรื่องนี้มีกลิ่นแปลกๆ สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล”

               ไม่ชอบมาพากล?

               ตัวสหัสวรรษเองก็เป็นเรื่องไม่ชอบมาพากลของบุริมนาถเช่นกัน ถึงเธอจะเริ่มมองเขาเป็นเพื่อน ถึงเขาจะยืนกรานว่าไม่ได้รู้จักมักจี่กับปวีร์แต่การที่วันนี้เขากางปีกปกป้องคนใจร้ายคนนั้น เธอตะขิดตะขวงใจพิกล เขาเดินหน้าขอโอกาสจากเธอทุกวันแท้ๆ การเห็นบาดแผลคู่แข่งขนาดนี้ไฉนไม่รีบเหยียบซ้ำกลับทำตรงกันข้าม ตกลงแล้วเขามองปวีร์เป็นมิตรหรือศัตรูหัวใจกันแน่  

               “บัวไม่สนใจเรื่องนั้นหรอกค่ะ ทุกอย่างกลายเป็นอดีตหมดแล้ว ชีวิตต้องเดินไปพร้อมกับวันพรุ่งนี้”

               บุริมนาถกำสองมือแน่น ยืนยันในสิ่งที่ไม่รู้จะทำสำเร็จเมื่อไหร่เสียงเครือ ด้านสหัสวรรษผิดหวังที่ชี้นำความคิดหญิงสาวพิจารณาเรื่องคนส่งไลน์ไม่สำเร็จ เขาตัดสินใจเลิกทู่ซี้ ปล่อยให้เธอใช้เวลากับตัวเองจนเรือกลับเข้าเทียบท่า

               “ขอโทษนะครับที่ทำให้บัวหมดสนุก”

               สหัสวรรษยื่นมือซ้ายให้คนหน้าเศร้าหมองจับตอนก้าวขึ้นจากเรือ บุริมนาถช้อนตามองครู่หนึ่งก่อนรับความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ นั้น เขาไม่ผิด...เธอผิดเองที่ระงับอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ทุกทีกับเรื่องนอกใจ

               “บัวก็ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ”

               หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาพลางพยายามชักมือกลับ ทว่าสหัสวรรษไม่ยอมปล่อยมิหนำซ้ำยังจับไว้แน่น เธอจำต้องก้าวเดินพร้อมๆ กับเขา

               “เรื่องที่ผมอยากคุยกับบัวบนเรือ จริงๆ มีมากกว่านั้น ผมคิดว่าคงต้องเก็บเอาไว้พูดวันอื่นแล้ว”

               “เรื่องอะไรเหรอคะ” คงไม่เกี่ยวกับปวีร์ใช่ไหม

               “ผมไม่ถามเรื่องเขาแน่นอนครับ” คนตัวสูงรีบออกตัวเหมือนรู้ความคิดเธอ “ผมอยากไปเที่ยวครับ” เขาหยุดเดิน นัยน์ตาคู่นั้นออเซาะขอให้เธอเห็นใจอยู่ในที เพราะสัญญากันแล้วว่าจะไปด้วยกัน

               “ที่ไหนคะ”

               “เชียงใหม่อากาศเริ่มเย็นแล้ว ต้นเดือนหน้าคงเข้าหน้าหนาวเต็มๆ ผมอยากสัมผัสความหนาว สูดอากาศบริสุทธิ์ให้ฉ่ำปอด”

               “ดอยอินทนนท์ไหมคะ”

               บุริมนาถเสนอชื่อยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย มีเส้นทางสำหรับเดินศึกษาชื่นชมธรรมชาติอย่างกิ่วแม่ปานด้วย ดีกว่านี้คงหาไม่ได้แล้ว

               “ผมไม่ชอบเดินสักเท่าไหร่ อยากเห็นพวกดอกไม้สวยๆ บ้าง”

               “อืม...” บุริมนาถครุ่นคิดตามเงื่อนไขที่สหัสวรรษเพิ่มเติม

               “ดอยอ่างขาง!” จู่ๆ ชายหนุ่มก็โพล่งขึ้นมา ดวงตาแวววาวสดใส

               “ดะ...ดอยอ่างขางเหรอคะ” ผิดกับบุริมนาถที่อึ้งกิมกี่ หน้าซีดเผือดไร้เลือดฝาด

               “ใช่ดอยอ่างขางไหมครับที่มีทั้งนางพญาเสือโคร่งทั้งซากุระ”  

ความคิดเห็น