คามิเลียสีชมพู
facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 37 กลุ้มใจ (ตอนแรก)

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 กลุ้มใจ (ตอนแรก)

คำค้น : มันตราสมิง เสือสมิง รักต่างพันธุ์ โรแมนติก รัก เสือกับคน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2563 02:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 กลุ้มใจ (ตอนแรก)
แบบอักษร

“ฉันน่ะนะพี่มาลา สะดุ้งตื่นมาตอนตี 2 กว่า โอ้โหทีนั้นแหละ หลับไม่ได้เลย!! ” 

เสียงน้าสาวที่พูดจ้ออยู่ไม่หยุดมาตั้งแต่กลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว ด้วยเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนรั้งให้รู้สึกขนพองสยองเกล้าโดยแท้ ยายแปงเองที่กลับมาถึงก็บ่นเสียยกใหญ่เรื่องโรงพยาบาล ทั้งเรื่องของที่หลับที่นอน เสียงไซเรนที่ดัง เสียงของคนเดินไปเดินมาตลอดทั้งคืน แล้วไหนจะเรื่องที่ มีคนข้างห้องแกเสียชีวิตอย่างปริศนาอีกด้วย 

“เสียงดังโหวกเหวกโวยวาย แล้วไหนจะตำรวจอะไรเยอะแยะวิ่งพล่านกันไปหมด” 

มือไม้ของน้าสาวที่ตวัดกวัดแกว่งไปทั่วตามสไตล์นักเล่าเรื่องมือฉมัง โดยมีลุงดำและป้ามาลาเองนั่งอยู่เป็นผู้ฟังที่ดี หากแต่ห่างออกไปนั้นกลับมีร่างของเสือโคร่งใหญ่ตัวมหึมานอนอาบแดดอยู่ยังชานไม้หน้าบ้าน ด้วยเพราะแสงแดดยามเช้าที่อบอุ่นสาดลงมายังหน้าชานฝั่งซ้ายของเรือนไม้บะเก่า อีกทั้งอากาศเช้านี้ที่เริ่มจะหนาวเย็นขึ้นกว่าอาทิตย์ก่อนอยู่มาก สายลมเย็นๆ ที่บาดผิวกายรั้งเอาต้นไผ่ที่ปลูกขึ้นเป็นแนวบริเวณหน้าบ้านนั้นไหวเอนอยู่น้อยๆ เสียงสอบแสบของใบไม้ที่เสียดสีกันทำหน้าที่เหมือนเพลงกล่อมนอนให้เจ้าของลายพลาดกลอนและเจ้าเมี่ยงนอนอวดพุงกันอยู่อย่างไม่ได้สนใจว่าใครจะมองขึ้นมา แถมชานเรือนยังกว้างกว่าชานของบ้านร้างลุงพลเสียมาก รั้งเอาเสียครืดคราดดังคลอมาอย่างกำลังสบายตัว 

 

“โห...ผ่อฮั้นเนาะ นอนกึ่งดึ่งก่างด่าง ผ่อหยังไอ่เมี่ยงเลาะ” 

(โห...ดูนั่นสิ นอนอุตุอยู่ตรงนั้น ดูอย่างกับไอเมี่ยงแน่ะ) 

 

ยายแปงเองที่มองดูเจ้าของลายพาดกลอนใหญ่นอนหลับสบายอยู่กับชานไม้แล้วก็อดจะบ่นแซวไม่ได้ ด้วยเพราะกลับมาก็รับทราบข่าวจากลุงดำว่าศาลของพ่อปู่สมิงตาไฟโดนเผาเสียวอดวาย รั้งเอาไฟลุกลามไปกับต้นไม้บริเวณนั้นอยู่บ้าง โชคยังดีที่ศาลของลุงพลแกไม่ได้ถูกเผาวอดไปด้วย 

 

“ผ่อเลาะ บะป๋ะกั๋นคืนเดว ศาลหายอี้หวะ ธัมโมสังโฆ” 

(ดูซิ ไม่เจอกันคืนเดี๋ยว ศาลหายซะงั้นน่ะ ธัมโม สังโฆ) 

 

หญิงชราถือพัดไม้ไผ่ในมือขยับพัดวีอยู่น้อยๆ มืออีกข้างวางอยู่กับที่พักแขนของเก้าอี้ไม้สักตัวประจำของแก ขณะที่กำลังมองสลับไปมาระหว่างพ่อปู่สมิงตาไฟและเจ้าเมี่ยงที่นอนอยู่ในท่าเดียวกัน พลางถอนหายใจ ตอนนั้นเองที่ร่างบางเดินเข้ามาหาในชุดเสื้อถักไหมพรมสีชมพูอ่อน กับกระโปรงผ้าชีฟองสีขาวสูงอยู่เหนือเข่า ผมที่ปล่อยยาวลงมาเงาสลวยอย่างเช่นเคย ในมือเจ้าหล่อนเดินมาพร้อมกับกับถาดไม้ในมือ น้ำดื่มและยาหลังอาหารที่เตรียมเอาไว้ให้ยายแปงพร้อมสรรพแล้ว 

“ยาหลังอาหารนะคะ” 

มันตราเดินมานั่งลงกับชานไม้พลางหยิบแก้วน้ำลงไว้กับโต๊ะ ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กพลางเดินเข้ามาหาเสือสมิงร่างใหญ่ที่นอนอาบแดดอยู่อย่างสบายใจ ครั้นพอร่างบางเดินลงมาคุกเข่าข้างตัว เจ้าของลายพลาดกลอนก็กลับลืมตาตื่นขึ้นมามองในทันที ด้วยเพราะตามสัญชาตญาณของสัตว์ตระกูลแมวที่มักจะหลับไม่ลึก นั่นทำให้ทุกครั้งที่มีอะไรไหวอยู่ใกล้ๆ ก็มักจะลืมตาตื่นขึ้นมามองแทบจะตลอดเวลา 

“ทำให้ตื่นรึเปล่า” 

เจ้าของริมฝีปากนุ่มเอ่ยถาม มือเรียวก็พลางขยับอุ้งตีนใหญ่ของอีกฝ่ายเข้ามาบรรจงเช็ดอยู่น้อยๆ ด้วยเพราะอุ้งตีนหนาที่ครั้นพอย่ำลงกับพื้นดินหรือพงหญ้า ก็มักจะมีเศษดินหรือแม้กระทั่งเศษใบไม้ติดอยู่กับแผงขน ยายแปงเองที่รักความสะอาดเหนือสิ่งอื่นใดก็มันจะบ่นพ่อปู่สมิงตาไฟคนนี้อยู่ตลอดเวลา สาวเจ้าจึงจำเป็นจะต้องคอยเช็ดออกให้ตลอด 

 

“เปล่า” 

 

นัยน์ตาสีแดงเพลิงมองร่างบางตรงหน้าก่อนจะล้มตัวลงนอนยังที่เดิม ปล่อยให้สาวเจ้าทำความสะอาดอุ้งตีนทั้งสี่ข้างของเขาไปเรื่อยๆ 

“เสร็จแล้วไปเปลี่ยนซิ่น ข้าว่ามันสั้นเกินไป” 

เสียงทุ้มเอ่ยบอกพลางหลับตาลงช้าๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองลงยังกระโปรงผ้าชีฟองของตัวเองอย่างฉงน 

“สั้นเกินไปเหรอ?” 

ริมฝีปากนุ่มเอ่ยออกมาอย่างไม่ได้เห็นด้วยกับอีกฝ่ายเท่าไหร่ ด้วยเพราะปรกติมันตราเองก็พอมีกระโปรงที่สั้นอยู่เหนือเข่าอยู่แล้ว หากแต่คำพูดนี้รั้งให้มันตรากลับหวนคิดถึงคำพูดของแม่ค้าที่ตลาด ที่เอ่ยออกมาถึงรูปร่างของเธอที่มันดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ ประกอบกับที่สมิงเองรั้งเธอขึ้นอยู่หลายครั้งหลายคราตอนที่อุ้มกลับมาเมื่อวาน หรือเพราะเธอจะอ้วนขึ้นจริงๆ กันนะ นั่นทำเอามันตราเองถึงกับไม่มั่นใจในตัวเองเข้าไปใหญ่ 

“ก็ไม่สั้นนะน้าว่า” 

น้าสาวกล่าวเห็นด้วยอีกเสียงระหว่างที่แกเดินมามองดูใกล้ๆ หากแต่เสียงพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงจากปลายจมูกงุ้มสีชมพูของสมิงดูเหมือนจะขัดใจกับคำพูดเหล่านี้เหลือเกิน 

“ค่าๆ เดี๋ยวเปลี่ยนให้ค่ะ” ร่างบางถึงกับตามใจอีกฝ่าย 

ครั้นพอเช็ดอุ้งตีนใหญ่นี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มือเรียวขยับยันร่างของเธอขึ้นอย่างช้าๆ พลางเดินกลับเข้าไปยังห้องนอนใหญ่เพื่อเปลี่ยนกระโปรงตัวใหม่ให้ยาวขึ้นตามคำสั่งของสมิง ป้ามาลาเองที่ครั้นพอเห็นหลานสาวเดินเข้าไปยังในเรือนแล้วก็หันกลับมากระซิบกับยายแปงอยู่อย่างแผ่วเบาทีเดียว 

“แม่ๆ แม่ว่า...เมื่อกี้เหมือนเมียล้างเท้าให้ผัวป่ะ” 

ป้ามาลาเอ่ยถามคนเป็นแม่อย่างกำลังหาแนวร่วม ก่อนพัดไม้ไผ่ในมือเล็กของยายแปงจะสับลงกลางกระบานหนาของลูกสาวแกอย่างแรงทีเดียว รั้งเสียง ‘ปัก!’ ดังเข้าไปถึงภายในห้องนอนใหญ่เลยทีเดียว 

“โอ้ยแม่! ตีฉันทำไมเนี่ย!!” เสียงป้ามาลาโวยวายขึ้นเสียงดัง 

 

“ปากมึงนี่หนา กูจะต๊บหื้อมันเบินเพ้อเล้อกำเมาะ” 

(ปากมึงนี่นะ! เดี๋ยวกูตบให้ปากบวมเลยนี่!) 

 

ยายแปงที่หวงหลานสาวทำทีง้างพัดในมือจะตีซ้ำอยู่หลายทีทีเดียว ก่อนที่มันตราเองจะเดินออกมาจากห้องพร้อมกับกระโปรงชีฟองอีกตัวที่ยาวลงมาคลุมเข่า บ่าเล็กรั้งด้วยสายกระเป๋าทำจากโลหะสีทองคำ ถักเข้ากับหนังวัวแท้สีดำสวย ตัวกระเป๋าตีด้วยฝีเย็บอย่างประณีตและงดงาม ด้านหน้ารั้งด้วยป้ายยี่ห้อที่บอกได้เด่นหราเลยว่าเป็นของมีราคา ก่อนสาวเจ้าจะยกมือเรียวขึ้นพนมไหว้ยายแปง น้าสาว ป้ามาลา และลุงดำเพื่อขอตัวไปทำงานก่อน 

“สมิง...ฉัน...ไปทำงานก่อนนะ” ริมฝีปากนุ่มสีชมพูเอ่ยบอก 

สมิงที่นอนอยู่กับชานถอนหายใจอยู่อย่างขัดใจ ด้วยก่อนหน้านี้พยายามรั้งให้สาวเจ้าเลิกทำงานที่ร้านคุณหยาดทิพย์ หากแต่มันตราเองก็ยังยืนยันคำเดิม นั่นจึงทำให้เจ้าของลายพลาดกลอนไม่ยอมลุกหันมามองเจ้าหล่อนเสียที 

 

“ไปเต๊อะๆ เดวก่ออารมณ์ดีคนเดว” 

(ไปเถอะๆ เดี๋ยวก็อารมณ์ดีขึ้นเองแหละ) 

 

มือเล็กของยายที่รับไหว้หลานสาว ก่อนจะปัดมือเป็นสัญญาณว่าให้รีบไปทำงานเสียเถอะ ไม่อย่างนั้นจะไปสายเอาได้ มันตราที่ยังคงเป็นห่วงอีกฝ่ายก็พลันหันมองอยู่อย่างนั้น ก่อนจะค่อยๆ เดินลงกระไดเรือนไป ไม่นานรถสีแดงคันงามก็ถูกขับออกไปในเวลาต่อมา 

 

 

 

 

 

 

ภายในร้านขายของเก่าแห่งเดิมที่ยังคงเปิดเครื่องปรับอากาศภายในไว้เสียเย็นเฉียบเช่นเคย ครั้นพอเสียงกระดิ่งหน้าร้านส่งสัญญาณเตือนว่ามีคนเปิดประตูไม้สักใหญ่หนักอึ้งนี้เข้ามา คุณหยาดทิพย์เจ้าของร้านก็พลันเงยหน้าขึ้นมองพลางเอ่ยต้อนรับอย่างที่ทำในทุกๆ ที 

“สวัสดีค่า ให้ช่วยอะไรมั้ยคะ?” 

หากแต่หญิงสาวที่เดินเข้ามาในร้านกลับกลายเป็นมันตรา หญิงสาวที่หายไปจากร้านได้หลายวันทีเดียว ก็ครั้นพอนำของไปส่งให้กับลูกค้าที่น่านแล้ว มันตราเองก็ไม่ได้มาทำงานที่ร้านอีกเลย หากแต่พอมันตราเองเดินก้าวเข้ามาในร้านแห่งนี้เพียงก้าวเดียวเท่านั้น กลิ่นหอมของหมู่มวลดอกไม้ต่างๆ ที่ห่างหายจากร้านไปนานก็กลับมาให้ได้กลิ่นอีกครั้งหนึ่ง รั้งเอาคุณหยาดทิพย์เองถึงกลับแปลกใจ 

“มันก็ดีหรอกนะ ที่ร้านมีกลิ่นหอมๆ แบบนี้ แต่มันดูเลือกที่รักมักที่ชังไปหน่อย” 

เจ้าของริมฝีปากแดงเอ่ยบอกอย่างทีเล่นทีจริง มือเองก็พยายามจัดวางเครื่องประดับไว้ยังจุดเดิมๆ ที่มันตราเคยจัดเอาไว้ให้ก่อนหน้านี้ ก่อนจะเก็บเครื่องประดับเหล่านั้นเข้ากับตู้โชว์สวยของเธอ 

“น้านึกว่าหนูจะไม่มาแล้วซะอีก” ริมฝีปากสีแดงสวยเอ่ยถามพลางยิ้มแซวอีกฝ่าย 

“เอ่อ ขอโทษค่ะที่มาช้า พอดีต้องจัดการอะไรหลายๆ อย่าง” 

มันตรายิ้มออกมาแหยๆ ด้วยเพราะหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มมานั้นก็คือต้องเช็ดอุ้งเท้าใหญ่ให้กับสมิง และรวมไปถึงจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ถูกใจพ่อปู่สมิงตาไฟเสียด้วยสิ หากแต่เรื่องแบบนี้จะให้บอกไปก็คงจะไม่ได้ 

“อ่อ น้าหาพนักงานใหม่ได้แล้วนะ แกน่าจะมาเริ่มงานพรุ่งนี้แหละ” คุณหยาดทิพย์เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มสวย มือเรียวประสานกันรั้งไว้กับตู้กระจก 

“เอ๋? ... หมายถึงหนูไม่ต้องมาแล้วเหรอคะ?” 

สาวเจ้าเอ่ยถามออกไปตามตรง หากแต่คำถามนั้นกลับทำให้คุณหยาดทิพย์เองแกถึงกับหลุดขำออกมา เล็บยาวที่ถูกแต่งมาเสียมันเงาขยับขึ้นเกาปลายคิ้วคมพลางกำลังคิดหาคำพูดดีดี 

“เอ่อ...จะว่ายังไงดี จริงๆ น้าก็อยากให้หนูมาช่วยนะ เพราะเวลาหนูอยู่ที่ร้านก็จาา...” 

มือสวยนั้นผายมือออกให้สาวเจ้าเข้าใจถึงบรรยากาศ ด้วยเพราะเหล่าจิตวิญญาณของของต่างๆ ภายในร้าน ดูเหมือนจะชอบอยู่ใกล้กับมันตรา นั่นรั้งให้บรรยากาศภายในร้านนี้อบอุ่น และอีกอย่างลูกค้าดูจะเข้าร้านเยอะขึ้นในวันที่มันตราเข้ามาทำงานที่ร้าน แม้จะไม่มีอะไรการันตียอดขายที่เพิ่มขึ้นได้ หากแต่ก็พอทำให้ร้านนี้คึกคักขึ้นได้มากโขทีเดียว 

“ก็อย่างที่เห็น แต่น้ากลัวว่าหนูจะต้องลำบากน่ะสิ เพราะเรื่องคราวที่แล้วก็ทำเอาลำบากเลยไม่ใช่เหรอ...” 

คุณหยาดทิพย์เองละประโยคไว้ในฐานที่เข้าใจกัน ก็จากเรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดกับมันตรา ที่ต้องเดินทางไปยังจังหวัดน่าน ก็เกือบเอาชีวิตไปทิ้งอยู่กลางทางเสียแล้ว หากไม่ได้สมิงช่วยไว้ละก็… 

“สมิง...บอกแล้วเหรอคะ” 

มันตราเอ่ยถามออกไปอย่างไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ หากแต่คุณหยาดทิพย์เองก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ที่สมิงแวะมาหาเจ้าหล่อนที่ร้าน ครั้งนั้นก็ถึงกับทำเอาทะเลาะกันเสียยกใหญ่ 

“อย่าเรียกว่าบอก ให้เรียกว่ามาด่าดีกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเสือสมิงทุกตัวปากจัดแบบนี้หรือเปล่า รู้แต่ว่าของเธอ จัดมาก” 

คุณหยาดทิพย์เอ่ยอย่างย้ำคำทีเดียว 

“ขอโทษค่ะ...ขอโทษแทนสมิงด้วยนะคะ...” 

ร่างบางเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาทีเดียว หากแต่มือเรียวของคุณหยาดเองก็พลางยกขึ้นปัดอยู่ไปมา ด้วยเพราะถึงสมิงจะปากจัดเพียงไหน เธอก็ตอบคืนไปเสียเท่าทวีเหมือนกัน รั้งเอายายมณีเองจะต้องเป็นฝ่ายห้ามทัพ โดยการบอกกับสมิงว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นให้มันตราเองเป็นฝ่ายเลือกดีกว่าไหม ว่าสาวเจ้าเองต้องการจะมาช่วยงานอยู่หรือเปล่า หากมันตรายืนยันคำเดิม ยายมณีแกก็จะเคารพการตัดสินใจของมันตรา และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมวันนี้ดูพ่อปู่สมิงตาไฟจึงหงุดหงิดกว่าวันอื่นๆ หากแต่แน่นอนว่า มันตราเองก็ไม่ได้รับรู้ถึงข้อตกลงนี้แต่อย่างใด 

“ไม่เป็นไรหรอก ก็แล้วแต่หนูนะ เพราะน้าเองยินดีมากๆ อยู่แล้วที่หนูมาช่วย” 

คุณหยาดทิพย์เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงใจ 

“หนู อยากจะขอมาช่วยงานที่ร้านได้มั้ยคะ เพราะว่า...อยู่ที่บ้านก็ไม่ได้ทำอะไร” 

มันตราเองก็เอ่ยขอร้องออกไป ด้วยเพราะสาวเจ้าก็ยังอยากช่วยงานที่นี่อยู่ และนั่นถึงกับทำเอาคุณหยาดทิพย์เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ใหญ่ ขยับมือมากุมมือนุ่มของมันตราเอาไว้อย่างเป็นพระคุณมากโขทีเดียว ด้วยเพราะเพียงมันตรายืนยันคำตอบนี้ เธอเองก็ชนะพนันไปแล้ว รอยยิ้มสวยของคุณหยาดปรากฏบนใบหน้างาม รั้งเอามันตราเองยิ้มตามอย่างใสซื่อทันที 

“อ้อ! น้าลืมไปเลย” 

ทันใดนั้นเองคุณหยาดทิพย์ก็เดินกลับไปยังหลังเคาน์เตอร์สำหรับโชว์เครื่องประดับใหญ่ พลางเปิดลิ้นชักและหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลซองหนึ่งออกมายื่นให้ ก่อนจะเท้าลงกับตู้กระจกนี้อย่างสบายใจ 

“เงินเดือนเดือนแรกของหนูจ่ะ ถึงจะไม่ครบเดือนแต่น้าก็ให้เป็นค่าเหนื่อยก็แล้วกัน” 

มันตราเองที่รับซองสีน้ำตาลนั้นมากับมือพลางทำหน้าเหลอหลา ด้วยเพราะเข้ามาทำงานที่นี่ยังไม่ถึง 7 วันด้วยซ้ำ หากแต่กลับได้เงินเดือนเป็นซองหนาขนาดนี้เชียวหรือ ครั้นพอเปิดดูก็ถึงกับต้องเลิกคิ้ว ด้วยเพราะค่าตอบแทนนี้มันมากโขทีเดียว แน่นอนว่ามันเป็นเงินเดือนที่เยอะกว่าเงินเดือนของเลขานุการที่เธอเคยทำอยู่อีก 

“หนู...ว่าน้าหยาดน่าจะหยิบผิดซองรึเปล่าคะ...” 

ร่างบางถึงกับปิดซองกระดาษนั้นและเลื่อนคืนให้ หากแต่เจ้าของร้านนั้นกลับเลื่อนซองกระดาษสีน้ำตาลนี้กลับมาให้เธออีกครั้ง 

“ไม่ผิดหรอกจ่ะ ก็แบ่งตามเห็นสมควรแหละ รับไว้เถอะ” 

เจ้าหล่อนบอกพลางปัดมืออยู่ไปมาเชิงว่าจำนวนเงินในซองนี้ถูกต้องที่สุดแล้ว ก่อนขาเรียวสวยจะก้าวออกไปและเดินไปยังหลังร้าน 

“ยังไงก็ฝากร้านด้วยนะมันตรา” คุณหยาดแกเอ่ยออกมาก่อนจะเดินกลับเข้าไปยังโซนด้านหลัง 

“ค่ะน้าหยาด ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ” 

มันตราเอ่ยขอบคุณพลางยกสองมือเรียวขึ้นขยับไหว้ ก่อนจะเริ่มงานของเธอไปตามปรกติ ริมฝีปากเล็กของเธอเอ่ยทักทายจิตวิญญาณของแหวนแต่ละวงอย่างสนิทสนมทีเดียว บรรยากาศในร้านดูจะครึกครื้นขึ้นในทันที หากแต่สิ่งหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาหลังเคาน์เตอร์ใหญ่นี้ กลับมีเครื่องชั่งน้ำหนักหนึ่งวางอยู่ มันดูไม่เหมือนของที่ถูกนำมาไว้สำหรับขาย ดูจะเป็นของที่คุณหยาดหล่อนเอาไว้ใช้เองเสียมากกว่า 

“น้าหยาดคะ...เครื่องชั่งน้ำหนักนี้ชั่งได้มั้ย?” 

ร่างบางเองหันกลับไปเอ่ยถามคนที่นั่งจัดเองการอยู่ด้านใน 

“ออ ของน้าเอง ชั่งได้...แต่มันจะเก่าหน่อยนะ” คุณหยาดทิพย์เอ่ยตอบ 

ได้ยินดังนั้นเองร่างบางก็พลันค่อยๆ ขึ้นเหยียบลงกับเครื่องชั่งน้ำหนักเก่าอันนี้อย่างกำลังลุ้นอยู่ในใจทีเดียว ริมฝีปากนุ่มของเธอขบเม้มลงก่อนที่ขาอีกข้างจะขึ้นไปเหยียบเสียจนเต็มตัว ดวงตากลมทั้งสองข้างหลับลงอย่างไม่อยากจะก้มลงไปมองเลย ครั้นพอทำใจได้แล้วมันตราจึงก็ค่อยๆ ก้มลงมองยังหน้าปัดเข็มที่ชี้ลงยังตัวเลข ก่อนสาวเจ้าเองจะถึงกับรีบขยับลงจากเครื่องนั้นในทันที มือเรียวขยับก้มลงไปดันเครื่องชั่งโลหะนี้กลับเข้าไปยังตำแหน่งเดิมของมัน ด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากไหนก็ไม่รู้ถึง 5 กิโลกรัม 

“เพราะแบบนี้ก็เลยบอกให้ไปเปลี่ยนกระโปรงรึเปล่านะ… ขาใหญ่ขึ้นเหรอ...หนักขึ้นตั้งขนาดนี้ ทำยังไงดีล่ะ...” 

มันตราถึงกับพร่ำบ่นอยู่กับตัวเอง ก่อนมือเรียวจะรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพลางเลื่อนหาสูตรวิธีการลดน้ำหนักในทันที ปากกาที่วางอยู่กับหน้ากระจกเองถูกหยิบขึ้นมาเขียนสูตรคำนวณต่างๆ มากมาย ไปพร้อมๆ กับเสียงพร่ำบ่นถอนหายใจออกมาไม่หยุดทีเดียว 

 

“ต้องทำงาน ต้องทำงาน” 

 

ครั้นพอเข้าสู่ช่วงบ่ายก็พอจะมีลูกค้าเข้ามาในร้านอยู่บ้าง สาวเจ้าที่พยายามดูแลลูกค้าเสียเป็นอย่างดี ในยามที่ลูกค้าออกไปจากร้านเสียหมดแล้ว มือเรียวนี้ก็ขยับถือไม้กวาด ไม้ปัดขนไก่ ผ้าขี้ริ้วออกมาปัดกว่าเช็ดถูกทุกอย่างเสียจนสะอาดเอี่ยมอ่อง หากแต่ก็ดูจะไม่สาแก่ใจเธอ ร่างบางที่ทำทีเดินไปเดินมา พลางหยิบฝักบัวออกมาช่วยรดน้ำต้นไม้ยังหน้าร้าน ทำความสะอาดน้ำพุที หรือแม้กระทั่งรื้อแหวนในตู้ออกมาจัดใหม่ ด้วยหวังว่ามันจะพอให้เธอได้ใช้พลังงานบ้างนั่นเอง 

“มันจะลดบ้างมั้ยนะ” 

มันตราพร่ำบ่นอยู่กับตัวเองอยู่หลังเคาน์เตอร์โชว์เครื่องประดับ แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่น้ำหนักของเธอมันจะลดลงภายในวันเดียว ถึงอย่างนั้นมันตราเองก็เลือกที่จะกลับมาชั่งยังเครื่องชั่งน้ำหนักตัวเดิม… 

 

 

“...” 

 

 

ความเงียบนี้ดูจะเป็นคำตอบที่ดีทีเดียวสำหรับตัวเลขที่มันแสดงยังหน้าปัดเล็กนั้น ด้วยนอกจากตัวเลขจะไม่ลดแล้ว มันยังกลับเพิ่มขึ้นไปอีก 

“ทำไมอย่างงั้นล่ะ...” 

สาวเจ้านั่งทอดถอนหายใจอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานกระทั่งเลิกงานทีเดียว 

 

เสียงกระดิ่งที่ติดอยู่ยังประตูไม้สักบานใหญ่นั้นดังขึ้นอีกครั้ง มันตราเองที่รีบเงยหน้าขึ้นมองด้วยหวังว่าคนที่เข้ามาจะเป็นสมิงหรือเปล่า หากแต่ไม่เลย คนที่เดินเข้ามากลับเป็นชายคนหนึ่งในชุดสูทสีดำ ทรงผมถูกจัดทรงมาเสียเรียบแปล้ รองเท้าหนังนี้ถูกขัดเสียจนเป็นมันเงา ชายคนนั้นคือ ‘คุณธี’ ที่ดูเหมือนจะแวะเข้ามาหาคุณหยาดทิพย์ที่ร้านเสียมากกว่า รั้งเอาดวงใจของเธอเผลอหล่นตุบลงกับพื้นทีเดียว 

“เอ่อ...มาหาคุณหยาดเหรอคะ” ริมฝีปากเล็กสีกุหลาบเอ่ยถามพลางยกมือสวัสดี 

“ครับ ว่าจะมาชวนไปทานข้าวเสียหน่อย” 

คุณธีที่เคยเป็นลูกค้าเก่าเอ่ยตอบพลางยกมือขึ้นรับไหว้ ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านแห่งนี้อย่างกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเสียงอย่างนั้น ร่างบางเองที่เริ่มจะใจแป้วหันมองยังหน้าร้านที่ว่างเปล่านี้อยู่หลายครั้งหลายคราทีเดียว ด้วยเพราะตอนนี้มันเกินเวลาเลิกงานของเธอไปกว่าหลายสิบนาทีแล้ว 

 

“เพราะ...ว่า….ยังโกรธเรื่องเมื่อเช้าอยู่หรือเปล่านะ… หรือว่าจะ...เพราะ” 

 

ริมฝีปากนุ่มเอ่ยกับตัวเองก่อนจะรีบส่ายหน้าสลัดความคิดเหล่านั้นออกเสียจนหมด มือเรียวรีบเก็บข้าวของใส่ในกระเป๋าใบสีดำของเธอ พลางตะโกนบอกคุณหยาดว่าเธอจะขอตัวกลับก่อน ครั้นพอคุณหยาดทิพย์แกตอบกลับมา มันตราก็เพียงเดินออกจากร้านขายของเก่าแห่งนี้ไป และมุ่งหน้ากลับบ้านในทันที… 

ความคิดเห็น