Talae

อยู่กับเรานานๆ นะ จุ๊ฟ

บทที่ 6 To the unknown: เริ่มออกเดิน

ชื่อตอน : บทที่ 6 To the unknown: เริ่มออกเดิน

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 27

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2563 21:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 6 To the unknown: เริ่มออกเดิน
แบบอักษร

“เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน สรุปว่ามีใครบางคนตั้งใจจะล้มกระดานพวกเราสินะ” เทรย์พูดเหมือนเป็นการกล่าวเปิดประชุม 

“ก็พูดไปเลยสิว่าษิริยาจงใจฆ่าเคธี่ เธอต้องการจะหยุดพวกเรา” ไอเลี่ยมพูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด 

“ก่อนหน้านี้ที่ษิริยายังไม่ทำอะไร อาจจะเป็นเพราะแบล็คหายไป แต่ตอนนี้ในเมื่อแบล็คเล่นบทเพลงพันนามารีนแล้ว องค์ประกอบของผู้พิทักษ์ก็เลยกลับมาครบอีกครั้ง ษิริยาคงรู้สึกว่าต้องรีบทำอะไรบางอย่าง ไม่อย่างนั้นพวกเราก็คงจะเดินหน้าต่อไปเกินกว่าที่เธอจะขัดขวางได้อีก” คาเมร่าวิเคราะห์ 

“ยัยนั่นไม่มีสิทธิ์อะไรมาขัดขวางอยู่แล้ว” ไอเลี่ยมลงความเห็นอย่างมีอารมณ์ 

“พวกเราอาจจะเดินหมากผิดไป จริงๆ แล้วอาจไม่ควรเรียกเคธมาเลยก็ได้” กวางหวินถอนหายใจจนผ้าคลุมหน้ากระพือ ฉันมองอย่างลุ้นๆ ตอนที่ชายผ้าพลิ้วลงมาอีกครั้ง ไม่ได้เห็นดวงหน้าหลังผ้าคลุมอีกตามเคย 

“ถ้าไม่เรียกมา เราก็คงไม่มีวันหามันเจอ แล้วก็คงจะเปิดผนึกไม่ได้” ตรินพูด ภาพของเด็กหนุ่มจอมกวนเหมือนจะถูกลบออกไปชั่วขณะ “เราแค่ระวังตัวกันน้อยไป ไม่คิดว่าษิริยาจะตามกลิ่นมาได้เร็วขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อคืน ก็ทำกับดักหลอกล่อไว้เยอะแล้วแท้ๆ” 

“เมื่อคืนพวกเราแต่ละคนพาตัวปลอมกลับไปด้วย คิดกันว่าษิริยาคงใช้เวลานานกว่าจะพบว่าตัวเธอจริงๆ ยังอยู่ที่นี่กับไอเลี่ยม แต่คงประเมินษิริยาต่ำไปจริงๆ” เทรย์หันมาอธิบายให้ฉันซึ่งนั่งงงเป็นไก่ตาแตกฟัง 

“ทำไมษิริยาถึงต้องตามล่าฉันด้วยล่ะ?” ฉันถามเบาๆ 

“ถ้าเธอรู้ว่าตัวเธอคือใคร เธอก็จะรู้คำตอบจ้ะ” กวางหวินบอกด้วยถ้อยเดียวกับไอเลี่ยมไม่มีผิด 

ดูเหมือนปมปริศนาที่ว่าฉันเป็นใครนี่คงตอบคำถามได้ทุกอย่างเลยสินะ ยิ่งรู้อย่างนี้ ในใจก็ยิ่งทุรนทุราย ฉันคือใครกันล่ะ ก็แค่เด็กผู้หญิงธรรมดาที่โตมากับพ่อและพี่ชายเท่านั้น 

“ด้านพันนามารีนกับแบล็คก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร” เทรย์รายงานสถานการณ์ 

ฉันฉุกคิดขึ้นมาได้เมื่อได้ยินชื่อของพี่แบล็ค เขาเป็นคนธรรมดาเหมือนฉันแน่ๆ ก็เขายังทำเพจเล่นดนตรีแล้วฉันยังเป็นแฟนเพจเขาอยู่เลย ดังนั้นเขาต้องถูกดึงเข้ามาในเรื่องนี้ด้วยสาเหตุบางอย่าง อาจจะเป็นเหตุเดียวกับที่ฉันถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ก็ได้ ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมบอกว่าฉันเป็นใคร ฉันก็จะใช้ทางลัดล่ะ 

“พี่แบล็คเป็นใครเหรอคะ?” 

“เขาเป็นผู้พิทักษ์แห่งเฟอรี่เทอร่า แต่เกิดมาชาตินี้ดันลืมว่าตัวเองเป็นใคร” เทรย์บอกด้วยสีหน้ากึ่งหงุดหงิด “จะเรียกว่าเวทมนต์เสื่อมสภาพก็คงจะได้ ทำให้พวกเราลุ้นกันอยู่ตั้งยี่สิบปี กลัวว่าตัวแทนแห่งการรังสรรค์จะไม่กลับมาเกิดซะแล้ว” 

“หรือว่าฉันจะเป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ของดินแดนอะไรสักอย่างที่เกิดมาแล้วลืมว่าตัวเองเป็นใครเหมือนกัน?” ฉันโพล่งถามหน้าตาตื่น 

ตรินกับเตชินมองหน้าฉันแล้วหัวเราะออกมาไม่หยุด ราวกับว่าคำถามของฉันมันน่าขำเหลือทน เหมือนฉันไม่ประมาณตนแล้วถามอะไรไร้สาระโคตรจะเป็นไปไม่ได้ออกไป 

“คงไม่ใช่สินะ” ฉันถอนหายใจอย่างเซ็งๆ 

“พูดถึงพันนามารีน ฉันเพิ่งได้ข่าวดีมาล่ะ...” เสียงของเทรย์ชะงักไปเล็กน้อย เธอเหลือบมองไอเลี่ยมเหมือนเกรงใจ “จริงๆ ก็ไม่ใช่ข่าวดีอะไรหรอก แค่พันนามารีนทำพันธนาการหัวใจกับแบล็คแล้วนะ” 

หัวใจอีกแล้ว ชาวแพนเจียนี่อะไรๆ ก็หัวใจจริงๆ นะ สร้อยที่ทำขึ้นมาจากสิ่งที่เหลือของเจ้าตาหวานก็เรียกว่าหัวใจ สิ่งที่ไอเลี่ยมขอจากท่านคาเมโอก็หัวใจ แล้วนี่ยังมีพันธนาการหัวใจเพิ่มขึ้นมาอีกเหรอ 

ฉันมัวแต่คิดโน่นนี่อยู่คนเดียวจนไม่ทันสังเกตว่าความเงียบก่อตัวขึ้นมาอย่างกระทันหัน รู้ตัวอีกทีทุกคนก็กำลังนั่งมองไปทางไอเลี่ยมด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป กวางหวินมองอย่างลุ้นๆ (เดาจากท่าทาง ฉันเองก็ไม่เห็นสีหน้าเธอเหมือนกัน) คาเมร่ามองเหมือนสงสาร ฉันก็เลยหันไปมองบ้าง ทันได้เห็นไอเลี่ยมถอนหายใจยืดยาวด้วยท่าทางที่ทำให้นึกถึงสัตว์ที่บาดเจ็บ คล้ายกับท่าทางครั้งแรกที่ฉันเจอเขา 

“งั้นเหรอ...” เสียงของไอเลี่ยมเหมือนครางมากกว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย ขนาดตอนเจ้าตาหวานตายไอเลี่ยมยังดูไม่เศร้าเท่านี้เลยนะ 

“พันธการหัวใจมันร้ายแรงมากเหรอคะ?” ฉันกระซิบถามไอเลี่ยม แต่คนที่ตอบกลับเป็นกวางหวินแทน 

“ไม่ได้ร้ายแรงหรอกจ้ะ เป็นคล้ายๆ การหมั้นหมายของคนสองคนมากกว่า เพียงแต่พิเศษหน่อยตรงที่ชั่วชีวิตหนึ่งจะทำได้ครั้งเดียวเท่านั้น หมายความว่าเรารักกันและกัน จะรักไปจนตายเลยเรียกว่าพันธนาการหัวใจไง พอทำแล้วจะเกิดพันธนาการขึ้นที่ข้อเท้า เหมือนเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของคนรักของเราน่ะ ดูสิ ฉันก็มีนะ” 

กวางหวินเลิกชายกระโปรงขึ้นแล้วขยับข้อเท้าซ้ายให้ฉันดู บนข้อเท้าขาวกลมกลึงได้รูปมีกำไลข้อเท้าอยู่วงหนึ่ง เป็นหินกลมๆ ก้อนเล็กๆ ร้อยเข้าด้วยกันแบบห่างๆ เหมือนแผนที่ดวงดาวด้วยอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น 

“สร้อยสายลมน่ะ และสายลมก็เป็นตัวแทนของนายหัวฟูของฉันเอง” ว่าแล้วกวางหวินก็ลงมือขยี้หัวเตชินอย่างมันเขี้ยวจนเขาต้องเบี่ยงตัวหลบ 

ฉันลดสายตาลงมองที่ข้อเท้าของเตชินบ้างและพบว่าที่ข้อเท้าซ้ายของเขามีกำไลข้อเท้าที่เหมือนทำจากเปลวไฟเส้นบางๆ สั่นระริกวูบวาบอยู่ ถ้าจะบอกว่ามีธาตุอะไรสักอย่างที่เป็นตัวแทนของกวางหวิน ฉันว่าก็ต้องเป็นไฟเนี่ยแหละ 

“มองอะไรนักหนา อยากกินเท้าฉันหรือไง?” เตชินถามกลั้วหัวเราะพร้อมกับยื่นเท้ากระดิกมาทางฉันจนโดนกวางหวินตีเข้าให้หนึ่งป้าบใหญ่ 

“ฉันขอออกไปเดินเล่นหน่อยนะ” จู่ๆ ไอเลี่ยมก็ลุกพวกขึ้นเดินดุ่มๆ ไปทางประตูจนฉันตั้งตัวไม่ทัน 

“อย่าไปไกลนักล่ะ ไม่รู้ว่าษิริยายังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้รึเปล่า” เสียงของเทรย์ดังไล่หลังขณะไอเลี่ยมหายออกไปนอกประตู 

ฉันละล้าละลัง ใจจริงอยากจะตามไอเลี่ยมออกไปเพราะนอกจากเขาแล้วเรียกได้ว่าฉันแทบไม่รู้จักใครในห้องนี้เลย แต่อีกใจก็ไม่กล้า เพราะท่าทางของเขาตอนนี้ดูเหมือนคนอยู่ในโลกส่วนตัว ไม่ต้องการให้ใครเข้าไปยุ่งทั้งสิ้น 

“ไม่เป็นไรหรอกเคธ อยู่กับพวกเรานี่แหละดีแล้ว ปล่อยให้พ่อนักสู้ได้ทำใจหน่อย” กวางหวินบอกเมื่อเห็นท่าทางจะลุกไม่ลุกดีของฉัน 

ฉันสงสัยนะแต่ไม่กล้าถามว่าทำใจเรื่องอะไรเหรอก็พอดีคาเมร่าที่เงียบมาตลอดพึมพำขึ้นมา 

“ก็เห็นต้องทำใจอย่างนี้ทุกที ไม่รู้ว่าจะรักไปทำไมกันนักหนา” 

“สาวโสดตลอดชาติอย่างเธอก็ไม่เข้าใจน่ะสิ” ตรินเอ่ยขึ้นอย่างล้อเลียนโดยมีเตชินหัวเราะผสมโรงด้วย โอ้โห พวกเขากล้าล้อภูติแห่งทิวาได้ยังไงกันนั่น ถ้าฉันเดาไม่ผิด คาเมร่าน่ะต้องมีอายุอย่างน้อยๆ ก็ร้อยล้านปีตั้งแต่สมัยสงครามเลยเชียวนะ 

“งงใช่มั้ยล่ะเคธ งั้นฉันจะสรุปให้ฟังเอง” คาเมร่าทำท่าไม่สนใจสองแฝดแต่หันมาทางฉันแทน “ไอเลี่ยมน่ะตกหลุมรักพันนามารีนตั้งแต่สมัยสงครามแล้ว และส่วนหนึ่งที่เขายอมตกลงเป็นผู้พิทักษ์ก็เป็นเพราะพันนามารีนเนี่ยแหละ” 

อย่างนั้นเหรอ ก็ไหนไอเลี่ยมบอกว่าเขายอมตกลงเพราะท่านคาเมโอบอกว่าจะทำให้ชาวอดามานท์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นท่ามกลางทะเลทรายยังไงล่ะ 

“ทั้งๆ ที่ตอนนั้นพันนามารีนก็มีคนรักอยู่แล้วนะ แต่ธรรมชาติของชาวแพนเจียน่ะบังคับให้เรารักใครได้เพียงแค่คนเดียวเท่านั้นในชีวิต ไอเลี่ยมก็เลยไม่สามารถเลิกรักพันนามารีนได้ไงล่ะ” คาเมร่าพูดต่อ “ที่ว่าพากองทัพชาวอดามานท์ต่อสู้เพื่อให้ได้ไปอยู่ในดินแดนที่ดีขึ้นน่ะก็แค่คำพูดสวยหรูที่ไอเลี่ยมเอามากจากบรรพบุรุษเท่านั้น จริงๆ แล้วก็แค่แม่ทัพคนหนึ่งที่ยอมพาคนของตัวเองไปตายแค่เพื่อจะได้ตั้งรกรากในดินแดนที่ติดกับผืนน้ำ เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับพันนามารีนก็เท่านั้น ยังดีที่หยุดตัวเองทัน” 

“ก็เพราะว่าหยุดตัวเองได้ทันนั่นแหละ ชาวอดามานท์จึงไม่ได้ถูกกวาดล้างไป และเพื่อเป็นการชดเชยให้กับคนของเขา ไอเลี่ยมจึงยินยอมเสียสละตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ เพื่อปกป้องคนของเขา รวมทั้งโลกนี้ไว้” เทรย์เอ่ยเสริม 

ฟังอย่างนี้ ไอเลี่ยมเหมือนชายหนุ่มผู้คลั่งรักเลยแฮะ ยอมเอาทหารของตัวเองไปแลกกับการได้อยู่ใกล้ผู้หญิงที่ไม่มีวันจะรักตอบ 

“แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือทุกๆ ครั้งที่เกิดใหม่ ไอเลี่ยมก็จะต้องรักพันนามารีนทุกครั้งแล้วก็ต้องเสียใจทุกครั้งที่พันนามารีนไปรักกับคนอื่น” คาเมร่าสรุป 

“แล้วพันนามารีนไม่เคยคิดจะรักไอเลี่ยมบ้างเลยเหรอคะ?” ถึงจะรู้สึกแย่นิดหน่อยที่รู้ว่าไอเลี่ยมมีคนที่รักอยู่แล้วแต่ฉันก็อดถามอย่างแปลกใจไม่ได้ อย่างนี้ไอเลี่ยมก็น่าสงสารตายเลยน่ะสิ 

“ก็เพราะสิ่งที่พันนามารีนกับคนรักของเธอขอเพื่อแลกเปลี่ยนกับการยอมเป็นผู้พิทักษ์น่ะคือมนตราบทหนึ่งที่คล้ายๆ กับมนตราผูกวิญญาณที่ใช้ทำให้ผู้พี่ทักษ์ทั้งหมดกลับมาเกิดใหม่ทุกๆ ห้าร้อยปีน่ะสิ” เทรย์เอ่ยขึ้นบ้าง จนถึงตอนนี้ยัยนี่ยังไม่ยอมปล่อยมือที่กุมมือฉันเอาไว้เลยนะนี่ “เพียงแต่มนตราบทนั้นไม่ได้ผูกวิญญาณแต่ผูกหัวใจ ทำให้พวกเขาเกิดมาเพื่อจะรักอีกฝ่ายเพียงเท่านั้น” 

“อย่างนี้ก็เหมือนบังคับหัวใจตัวเองเลยสิ” ฉันออกความเห็นอย่างไม่เห็นด้วย 

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะ” เทรย์ยักไหล่ “แต่จริงๆ ก็ไม่เชิงหรอก คือมนตราบทนี้จะอยู่ในรูปของเพลงน่ะ เวลาเล่นจะทำให้ระลึกถึงความรู้สึกรักที่พวกเขามีให้กันจนทำให้รู้สึกว่าคนนี้แหละคือคนที่เราจะรัก ไม่ได้ทำให้ตกหลุมรักแรกพบปุบปับอะไรแบบนั้นหรอก” 

“ครั้งนี้พวกเราเฝ้ารอให้ผู้พิทักษ์แห่งเฟอรี่เทอร่าปรากฏตัวอยู่ยี่สิบปีเต็ม นึกว่ามนตราผูกวิญญาณจะเสื่อมซะแล้ว กังวลว่าโลกนี้จะขาดผู้พิทักษ์ไปหนึ่ง กลัวว่าแผนการทั้งหมดที่ทำมาเป็นล้านๆ ปีจะพังลงที่รุ่นนี้ซะแล้ว แต่ว่าในที่สุดแบล็คก็เล่นเพลงพันนามารีน พวกเราถึงได้รู้ว่าเขาน่ะเกิดมาแล้ว เพียงแต่ลืมตัวตนของตัวเองไป” เทรย์เล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ฉันถึงเพิ่งรู้ซึ้งถึงประโยชน์ของบทเพลงนั้นขึ้นมาเลยเชียวละ” 

“และเพราะว่าพันนามารีนพบคนรักของเธอในชาตินี้แล้ว ไอเลี่ยมเลยหมดอาลัยตายอยากจนรับอาสาอยากจะดูแล...” คาเมร่ากรอกตาไปมาทำท่าคิดเหมือนจะพยายามหาคำพูดที่เหมาะสม แต่สุดท้ายก็ยักไหล่แล้วพยักเพยิดมาทางฉัน “...เธอ” 

ฉันนิ่งเงียบไปด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ฉันเพิ่งรู้จักเขาเมื่อวานนี้ ท่าทางที่ดูห่วงใย ที่เขาคอยดูแล นั่นเพราะฉันมีความสำคัญอะไรบางอย่างที่ฉันยังไม่รู้ว่าคืออะไร อันนั้นฉันก็เข้าใจ แต่ว่าความใจดีเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ พวกนั้นล่ะ ฉันไม่ได้เด็กหรือบื้อจนดูไม่ออก เวลาที่เขากอดฉัน อุ้มฉัน สบตา ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นนั่น ฉันนึกว่าเขาทำเพราะความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กัน เหมือนที่ฉันรู้สึกเสียอีก 

แต่ว่าคงจะไม่ใช่สินะ เขาแค่ทำเพื่อประชดใครอีกคนเท่านั้น ฉันเม้มปากสนิท ปัดความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนโดนอะไรทิ่มแทงอยู่ในอกทิ้งไป 

ก็ดีแล้วล่ะ ที่ได้รู้เสียตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องพาหัวใจไปอยู่ใกล้เขาให้มากนัก จะไปหวังอะไรกับผู้ชายที่รักผู้หญิงคนอื่นมาตลอดล้านปีล่ะจริงมั้ย 

“อย่าเครียดเลยน่าเคธ ยังไงพวกฉันก็ไม่ปล่อยให้เธอโดนฆ่าหรอก” ตรินลุกขึ้นมาตบหัวปลอบฉันสองสามทีอย่างเข้าใจผิด 

อ่า แทนที่จะนั่งเครียดเรื่องผู้ชาย ฉันควรจะเครียดเรื่องเอาชีวิตรอดก่อนสินะ ฉันสะบัดหัวเบาๆ สองสามทีเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเอ่ยปากถามออกไปโดยไม่ได้เจาะจงถามใครเป็นพิเศษ 

“เราจะทำยังไงกันต่อไปเหรอคะ?” 

“เราจะพาเธอไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยกว่าที่นี่จ้ะ” กวางหวินเป็นคนตอบ “อย่างน้อยก็จนกว่าเธอจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร” 

“ฉันจะไม่ได้กลับบ้าน จนกว่าจะคิดออกว่าตัวเองเป็นใครงั้นเหรอคะ?” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้นมานิดหนึ่ง นี่มันเข้าข่ายกักขังหน่วงเหนี่ยวแล้วนะ ทำอย่างกับเล่นเกมส์ แต่เป็นเกมส์ที่อันตรายถึงชีวิตอีกต่างหาก ไม่รู้จะถูกฆ่าตายเมื่อไหร่ แบบนี้มันไม่แฟร์สักนิด 

“เธอถูกษิริยาหมายหัวอยู่ กลับบ้านไปจะโดนเก็บเอาน่ะสิ” ตรินบอกเรียบๆ 

“ก่อนหน้านี้ฉันก็ใช้ชีวิตของฉันมาดีๆ ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใคร พวกนายมาทำอย่างนี้กับฉันทำไม จับฉันมาทำไม?” นัยน์ตาของฉันเริ่มร้อนผ่าว ก้อนสะอื้นวิ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ 

“ที่ษิริยาไม่ได้เล่นงานเธอก่อนหน้านี้ เพราะว่ายัยนั่นควานหาตัวเธอไม่เจอต่างหาก” คาเมร่าอธิบาย “ที่พวกเราเรียกเธอมา ก็เพื่อที่จะปกป้องเธอได้ ก่อนที่ษิริยาจะตามตัวเธอเจอ แล้วฆ่าเธอทิ้งคาบ้านโดยไม่มีใครช่วยทัน เราทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อเธอนะ” 

“แล้วก็เพื่อโลกใบนี้” เทรย์เสริมเสียงอ่อนๆ มือเล็กๆ ที่ยังคงกุมมือฉันไว้บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “ไว้ถ้ามีโอกาส ฉันจะให้เธอติดต่อกับที่บ้านนะ แต่คงต้องหาวิธีปลอดภัยหน่อย ฉันไม่อยากให้ษิริยาตามเจอว่าครอบครัวเธออยู่ที่ไหน ไม่อย่างนั้นยัยนั่นอาจจะหันไปเล่นงานครอบครัวของเธอแทนเพื่อข่มขู่พวกเรา” 

ฉันได้แต่เงียบไปอีกหน พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงไป ฉันคงไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากเชื่อพวกเขาสินะ แม้ว่าทั้งหมดนี้มันจะเชื่อลำบากขนาดไหนก็ตามเถอะ 

“ฉันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?” ฉันถามด้วยเสียงเจือสะอื้นทั้งที่พยายามจะกลั้นเอาไว้แล้วแท้ๆ 

“เป็นวงล้อกลไกที่สำคัญต่อโลกใบนี้มากๆ เลยเชียวล่ะ” เทรย์ยืนยัน 

“ใครทำอะไรเคธี่น่ะ?” น้ำเสียงเข้มๆ ดังมาจากทางประตูพร้อมกับร่างสูงกำยำที่หอบเอาฝุ่นทรายเข้ามา เขาตรงเข้ามาแตะไหล่ฉันราวกับจะปกป้องจากใครก็ตามที่ทำร้ายจิตใจฉัน แต่ฉันขยับตัวหนี 

ก็ฉันรู้แล้วนี่ว่าที่เขาทำดีกับฉัน ก็แค่เพราะอยากประชดคนอื่น 

ดวงตาสีเขียวอมทองสบมาอย่างสงสัยกับท่าทีที่แปลกไปของฉัน เขามองตรงลึกเข้ามาเพียงแวบก็เหมือนจะส่งความอบอุ่นไปถึงหัวใจของฉันได้ ก็เพราะแบบนี้ไง ฉันถึงได้หลงชอบเขาได้ง่ายๆ แบบนั้น 

ก่อนที่ร่างสูงจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร เทรย์ซึ่งยังคงกุมมือฉันเอาไว้อยู่ก็ลุกขึ้น ดึงให้ฉันลุกตามมาด้วย 

“รีบไปกันเถอะ ฉันไม่อยากให้เกิดเหตุอะไรแทรกซ้อนจนกว่าจะถึงดีพรีเจี้ยน” 

“เฮ้อ ก็ได้” ไอเลี่ยมถอนหายใจดังเฮือก เขามองหน้าฉันดวงแววตาตั้งคำถามอีกแวบหนึ่งก่อนจะเดินนำออกไปที่เรือนกระจก 

พวกเราเดินตัดผ่านเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวทะลุออกทางประตูด้านหลัง เดินขึ้นบันไดแคบๆ ที่แซะเข้าไปตามผนังผาจนมาถึงประตูบ้านหนึ่ง 

ไอเลี่ยม กดๆ ดันๆ สองสามทีก็มีเสียงกลไกทำงานดังครืด 

เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้ว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้มีทางเข้าออกแค่ทางเดียว แต่ผนังผาด้านนี้ก็เป็นประตูด้วย มันเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นห้องด้านหลังเป็นลานจอดรถในร่ม ด้านในมีรถหน้าตาคล้ายรถจี๊ปสีดำคันใหญ่หมอบนิ่งอยู่ ล้อที่มีหน้ากว้างมากกว่าปกติทำให้พอจะเดาได้ว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อขับในทะเลทรายโดยเฉพาะ ด้านข้างมีอาวุธกองอยู่ น่าจะเป็นของที่ไอเลี่ยมเตรียมจะเอาไปส่งให้ลูกค้า 

“ไม่รู้จะแห่กันมาทำไมเยอะแยะ จะนั่งกันพอมั้ยก็ไม่รู้” ไอเลี่ยมบ่นในคอพลางเดินประจำที่คนขับ “เคธี่ มานั่งข้างหน้ากับฉันนี่เร็ว จะได้เห็นวิวชัดๆ” 

“ฉันจะไปนั่งกับเทรย์กับกวางหวินข้างหลัง” ฉันโพล่งขัดขึ้นมา ไอเลี่ยมหันขวับมามองฉันอย่างไม่เข้าใจ เขาอ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเทรย์แทรกขึ้นมาก่อน 

“นั่งข้างหลังแหละดีแล้ว เกิดษิริยาวางกับดักอะไรเอาไว้ข้างหน้า จะได้ไม่โดนไปด้วย” 

เพราะเหตุนั้นฉัน เทรย์ และกวางหวินจึงได้นั่งที่ตอนกลางของรถ คาเมร่านั่งที่นั่งข้างคนขับคู่กับไอเลี่ยม ส่วนตรินกับเตชินนั่งหลังสุด 

ประตูโรงรถทำจากโลหะแบบทึบเลื่อนเปิดออกตามคำสั่งจากรีโมทในมือไอเลี่ยม ฉันมองผ่านกระจกรถออกไป เห็นแต่เนินทรายสุดลูกหูลูกตา ไม่มีถนน มีแต่รอยล้อรถเป็นทางเล็กๆ ทอดออกจากประตูที่พอจะทำให้รู้ว่าไอเลี่ยมเคยขับรถผ่านทางนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน 

การเดินทางของพวกเราเริ่มขึ้นในลักษณะนี้ ฉันหันหลังมองกลับไป เห็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเล็กๆ เดียวดายซึ่งประตูค่อยๆ เลื่อนปิดลงเอง จากตรงนี้ มองไม่เห็นเมืองอดามานท์ที่ถูกขุดลึกลงไปข้างใต้เลย มีแต่ฝุ่นทรายที่คละคลุ้งขึ้นมาตามแรงบดของล้อรถเท่านั้น 

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างรถได้อยู่ไม่นานก็ก็ทนมองต่อไปไม่ได้อีก เนินทรายทอดขึ้นลงไม่สิ้นสุดสะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตาไปหมด ไอเลี่ยมหยิบแว่นดำขึ้นมาสวม ฉันเหลือบมองเรียวหน้าคมนั้นแล้วต้องนึกชมอยู่ในใจว่าเขาดูเท่เหลือเกิน  

ราวกับจะรู้สึกได้ว่าฉันมองอยู่ เจ้าของดวงหน้าคมจึงหันมาขยิบตาให้ ฉันรีบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันหน้าไปมองคาเมร่าที่นั่งมองไปข้างหน้านิ่งๆ ราวกับรูปปั้นวีรสตรีอะไรสักอย่าง 

กวางหวินหันไปคุยเล่นแฟนหนุ่มและฝาแฝดเป็นระยะ ส่วนเทรย์ก็นั่งขดตัวนิ่งอยู่ข้างฉันในชุดเหมือนหนูน้อยหมวกแดงแต่เป็นสีดำของเธอ บางครั้งฉันรู้สึกเหมือนยัยนี่เป็นยัยน้องน้อยที่คอยตามติดฉันเป็นตังเม แต่ก็ขี้อายเกินกว่าจะหันมาพูดด้วยอะไรแบบนั้นเลยละ 

“ไอเลี่ยมยังไม่เคยพาเธอออกมาเหรอ?” เทรย์เงยหน้าขึ้นถามฉันเบาๆ ชายหมวกฮู๊ดสีดำทำให้ฉันมองเห็นหน้าเธอแต่ตรงที่ต่ำกว่าตาลงไปเท่านั้น เป็นผู้หญิงอีกคนที่ชอบปิดหน้าสินะ 

“ยัง...” 

เทรย์พยักหน้ารับแล้วเงียบไปเหมือนไม่รู้จะคุยอะไรต่อ แอบอึดอัดอยู่นิดนะที่ต้องมาอยู่กับคนเงียบๆ ดูลึกลับแบบนี้ แต่เทรย์ก็มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด แต่เป็นอะไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน คล้ายๆ กับว่าเธอเหมือนใครบางคนที่ฉันรู้จักดี แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร 

ดูเหมือนไอเลี่ยมจะเป็นคนแรกที่จับสังเกตความอึดอัดของฉันได้ เขาเหลือบมองมานิดๆ แล้วหันไปกดปุ่มเปิดเพลง ในรถจึงมีเสียงเพลงร็อคดังขึ้นมาทำลายความเงียบได้บ้าง แต่ดูเหมือนคาเมร่าจะไม่ชอบใจ เธอหยิบมือถือขึ้นมาจิ้มๆ เชื่อมบลูทูธ แล้วเสียงเพลงร็อคก็เปลี่ยนเป็นคลาสสิคแทน 

พอบรรยากาศน่าอึดอัดถูกเสียงเพลงยกออกไปแล้ว ฉันก็รู้สึกสบายใจขึ้นที่จะเอ่ยปากพูด ก็เลยถามขึ้นมาลอยๆ เหมือนก่อนหน้านี้จะได้ยินเทรย์พูดคำว่าดีพรีเจี้ยน แต่ฉันไม่เห็นรู้จักเลยเนี่ยสิ 

“เราจะไปไหนกันเหรอคะ” 

“สนามบินที่ใกล้ที่สุดน่ะ” ไอเลี่ยมเป็นคนตอบ ฉันรู้สึกหงุดหงิดใจ ก็เลยเลื่อนกระจกใสที่ปิดระหว่างที่นั่งตอนหน้ากับตอนกลางของรถเสียเลย ตลกดีที่รถจี๊ปมีอะไรแบบนี้ด้วย ฉันนึกว่าจะมีแต่ลีมูซีนเท่านั้นที่ต้องเสริมอุปกรณ์เพิ่มความเป็นส่วนตัวพวกนี้ 

ไอเลี่ยมทำหน้าเหวอนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เอื้อมมือมาเลื่อนกระจกเปิด เหมือนเขาตัดสินใจจะปล่อยให้ฉันทำตามที่สบายใจไปก่อนเพราะเห็นเขาหันไปคุยอะไรกับท่านคาเมร่าสักอย่างด้วยท่าทางทำนองว่าจนปัญญา แต่ฉันไม่ได้ยินเลย กระจกกันเสียงเสียด้วย รถของไอเลี่ยมนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ 

“อดามานท์ตั้งอยู่กลางทะเลทรายซาฮาร่า คิดว่าเธอน่าจะพอเดาได้อยู่แล้ว” กวางหวินอธิบายต่อจากไอเลี่ยมพลางหัวเราะคิกคักไปด้วย “แถบนี้ไม่มีถนนหรือรางรถไฟ วิธีจะเดินทางได้สะดวกที่สุดก็คือเครื่องบิน ตอนนี้พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปสนามบินที่ฟายาลาร์จู เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐชาด เหมือนเป็นโอเอซิสกลางทะเลทรายน่ะจ้ะ” 

“ใช้เวลานานมั้ยคะ?” 

“ต้องถามไอเลี่ยมน่ะ ฉันเองก็ไม่เคยมาเส้นทางนี้เหมือนกัน” มือเรียวสวยทำท่าจะยื่นไปเปิดประจกที่กั่นระหว่างที่นั่งตอนหน้ากับตอนกลางของรถเหมือนจะแกล้ง 

“งั้นก็ช่างมันเถอะค่ะ” 

“โกรธจริงจังน่าดูเลยแฮะ” กวางหวินแซว 

ฉันอัดลมเข้าไปในสองข้างแก้มพลางเสมองออกไปนอกหน้าต่างรถ แต่มองไม่ได้เท่าไหร่ก็ต้องเบือนหน้าหนีจากแสงสะท้อนของเม็ดทรายที่แยงตา 

“วิวไม่สวยสินะ งั้นฉันจะทำให้สวยเอง” กวางหวินทาบมือลงบนกระจกหน้าต่างของรถ ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกไม้หลากหลายสีสวยจนแทบลืมหายใจ และถ้าฉันไม่ได้คิดไปเอง รู้สึกว่าจะมีกลิ่นดอกไม้โชยเข้ามาถึงในนี้ด้วย 

“รถคันนี้มีฟังค์ชั่นแบบนี้ด้วยเหรอคะ” ฉันพึมพำอย่างประหลาดใจ 

“อ๋อ นี่คือมายาภาพของฉันเองจ้ะ” กวางหวินบอกพร้อมกับแตะมือลงบนกระจกหน้าต่างอีกหน ภาพทุ่งดอกไม้ก็หายไปกลายเป็นความมืดของทะเลทรายยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว “จริงๆ ถ้าเป็นตอนกลางคืน วิวข้างนอกก็คงเป็นประมาณนี้แหละ” 

“เปลืองพลังโดยใช่เหตุน่า เก็บแรงไว้สู้กับษิริยาดีกว่ามั้ย” เสียงติงเบาๆ ดังมาจากเทรย์เมื่อกวางหวินทาบมือกับกระจกหน้าต่างและทำท่าจะสร้างมายาภาพอันใหม่อีก 

“ก็ได้” กวางหวินทิ้งตัวลงกับพนักพิงอย่างงอนๆ ก่อนจะหันมาทางฉันแล้วพูดทีเล่นทีจริง “พูดถึงษิริยา ที่ไอเลี่ยมยอมเอาตัวเข้าปกป้องเธอขนาดนั้น เธอคิดว่าเป็นเพราะแค่เขาอยากประชดพันนามารีนจริงๆ น่ะเหรอ จะงอนเขาแบบนี้จริงๆ เหรอ?” 

“ก็แค่เพราะว่าฉันมีความสำคัญต่อแผนการกู้โลกอะไรของพวกเธอเท่านั้นนั่นแหละ ถ้าฉันเป็นแค่เด็กธรรมดาจริงๆ ไอเลี่ยมก็คงจะไม่สนใจ” 

“พูดอย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับไอเลี่ยมน่ะสิ เพราะถ้าเธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงธรรมดาจริงๆ เธอกับไอเลี่ยมคงไม่มีโอกาสได้เจอกัน คนอะไร ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวกลางทะเลทรายก็ได้ด้วย เป็นฉันคงเหงาตาย” 

ฉันคิดตามที่กวางหวินพูดแล้วก็อดรู้สึกสงสารไอเลี่ยมขึ้นมานิดๆ ไม่ได้ เพราะเมื่อร้อยล้านปีก่อน ดินแดนของเขาอยู่ที่นี่ ตอนนี้เขาเลยต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่เพื่อทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ตามที่สัญญาเอาไว้ 

“และฉันก็เชื่อว่าถึงแม้เธอจะไม่ได้พิเศษอะไร ถ้าไอเลี่ยมบังเอิญไปเจอเธอกำลังโดนทำร้าย เขาก็ต้องกระโดดเข้าไปปกป้องเธออยู่ดี” กวางหวินพูดต่อ “พ่อนักรบของเราใจดีกับสาวๆ เสมอนั่นแหละ” 

“สาวๆ คนไหนก็ได้” ฉันเถียง 

“ความรักก็เกิดจากการที่ใครก็ได้มาเจอกับใครก็ได้แบบนี้ล่ะ” ผู้พิทักษ์ตัวแทนแห่งความรักฟันธงออกมา “จากใครก็ได้ค่อยๆ กลายเป็นคนสำคัญ” 

“แล้วเทรย์ล่ะ มีคนสำคัญบ้างรึเปล่า?” เขินมากๆ เข้า ฉันก็โยนขี้ด้วยการหันไปถามเด็กสาวชุดดำที่ทำตัวกลมกลืนไปกับอากาศธาตุได้อย่างไม่น่าเชื่อ เธอเงยหน้าขึ้นมองฉันก่อนจะหลบตาวูบเหมือนเขินๆ ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่ดังกว่าเสียงกระซิบนิดเดียวเท่านั้น 

“เธอสำคัญกับฉันมากนะ เพราะส่วนหนึ่งของเธอคือคนที่เป็นเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของฉัน” 

“อะไรนะ?” ฉันถามอย่างงงๆ แต่เทรย์ไม่ยอมอธิบายอะไรต่อ เพียงแต่หันไปหยิบกระปุกขนมออกมาจากช่องเก็บของเล็กๆ ในรถแล้วเอาเข้าปากเป็นการปิดบทสนทนา โดยไม่ลืมส่งกระปุกขนมต่อมาให้ฉัน 

“ดราม่าเป็นปริศนาอีกตามเคย” กวางหวินพูดพลางรับกระปุกขนมต่อไปจากฉันด้วยท่าทางเริงร่า “อย่าไปสนใจเทรย์เลยนะเคธ ยัยนี่ก็ชอบทำตัวลึกลับอย่างนี้แหละ อุ๊ย ขนมนี่อร่อยจริงๆ นะเนี่ย” 

ฉันหันไปมองหน้ากวางหวินอย่างอย่างมีความหวัง แต่กวางหวินทำแค่เลิกผ้าปิดหน้าขึ้นเหนือปากขณะหย่อนขนมชิ้นพอดีคำเข้าไป ทำให้ฉันได้เห็นเพียงแค่เรียวปากสีชมพูอวบอิ่มเท่านั้น นี่ใจคอเธอจะไม่ยอมเปิดผ้าคลุมหน้าจริงๆ น่ะเหรอ อยากเห็นอ่ะ 

“เธอชื่อเคธใช่มั้ยล่ะ เป็นชื่อที่เหมาะกับเธอมากๆ เลยนะ” กวางหวินเริ่มชวนคุยอีก 

“ก็พี่ชายฉันชื่อคลาวด์น่ะค่ะ คลาวด์กับเคธ แค่นั้นเอง” ฉันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เคธก็แค่ชื่อธรรมดาๆ จริงๆ ก็ไม่เห็นจะเหมาะกับเด็กไทยหัวดำๆ ของฉันตรงไหนเลย ไม่ใช่ชื่ออาหรับที่เป็นเชื้อสายทางแม่ของฉันด้วยซ้ำ 

“อ้าวเหรอ นึกว่าเคธหรือเคธี่มาจากคำว่าเคธเธอรีนที่แปลว่าที่แปลว่าความบริสุทธิ์ซะอีกนะเนี่ย” กวางหวินเอียงคอมองฉันพลางงับขนมเข้าปาก 

“เอ่อ จริงๆ พี่คลาวด์ก็เคยพูดอย่างนั้นเหมือนกันนะคะ” 

“นั่นแหละ ฉันถึงบอกว่าเหมาะกับเธอมากๆ เลย” กวางหวินพยักหน้าหงึกหงัก “ก็เธอน่ะทั้งเป็นคนดี ทั้ง ‘เคธเธอรีน’ ซะขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ไอเลี่ยมจะชอบเธอ” 

“อะไรนะ?” ฉันกับเทรย์ประสานเสียงกันดังลั่น 

“ไอเลี่ยมรักเคธเหรอ?” เทรย์ถามย้ำอีกด้วยน้ำเสียงเหมือนถูกจุดประกายความหวังซ้ำยังเปลี่ยนจากคำว่าชอบเป็นรักซะอย่างนั้น ฉันที่เพิ่งหายจากอาการสำลักขนมหันไปมองเธอย่างแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเด็กผู้หญิงตัวซีดแสนเนือยคนนี้ดูกระตือรือร้นกับอะไรบางอย่าง แถมยังดูตื่นเต้นยิ่งกว่าฉันเองซะอีก (จริงๆ ฉันก็ใจเต้นเป็นรัวกลองเลยแหละ แต่ต้องเก็บอาการไว้สักหน่อย รักษาฟอร์มน่ะ) 

“ก็ใช่น่ะสิ อาจจะยังไม่ถึงกับรักด้วยหัวใจทั้งดวง แต่ก็ต้องเริ่มชอบไปแล้วแน่ๆ” กวางหวินหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวส่วนเทรย์กำกระปุกขนมในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวไปแล้ว  

“แน่ใจนะ” เทรย์ถามด้วยน้ำเสียงกึ่งไม่แน่ใจกึ่งมีความหวังราวกับเป็นคนที่ถูกชอบซะเอง 

“ก็แหงสิ เธอกล้าสงสัยสายตาผู้พิทักษ์แห่งความรักของฉันงั้นหรือไง?” กวางหวินยืนยันกลั้วหัวเราะ 

“แล้วพันนามารีนล่ะ?” น้ำเสียงของเทรย์เริ่มจะนิ่งลงแล้วเหมือนควบคุมตัวเองได้ในที่สุด แต่คำถามของเธอทำเอาใจพองๆ ของฉันร่วงผลอยไปกองอยู่แทบเท้าเลย 

“ดูไม่ออกหรือไงเทรย์ ไอเลี่ยมน่ะก็แค่รู้สึกผูกพันกับพันนามารีนอย่างคนที่เคยรักมานานแค่นั้นแหละ รู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนดี เป็นคนที่ควรปกป้องและทะนุถนอมอะไรแบบนั้นมากกว่า แต่ไม่ได้รักในแบบคนรักหรอก” 

“แค่เขาดูเสียใจนะตอนที่ฉันบอกว่าพันนามารีนกับแบล็คทำพันธนาการหัวใจกันแล้วน่ะ” 

“ก็คงอารมณ์เหมือนพ่อแม่ที่ร้องไห้ในงานแต่งงานของลูกละมั้ง เหมือนกับคนที่มีค่ากับเรามากๆ กำลังจะเดินจากเราไปเพื่อไปอยู่กับเจ้าของคนใหม่ชั่วชีวิตอะไรแบบนี้” กวางหวินกุมมือไว้เหนืออกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเพ้อๆ เหมือนกำลังเล่นละครก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือฉันไว้ “เพราะงั้นเคธก็อย่าไปงอนอะไรไอเลี่ยมเขาเลยนะ ที่เขาคอยดูแลเธอน่ะก็เพราะชอบเธอจริงๆ นั่นแหละ เธอคงแยกแยะออกใช่มั้ยระหว่างดูแลอย่างดี กับดูแลให้มีชีวิตรอดน่ะ” 

ความรู้สึกผิดบวกกับความดีใจค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในหัวใจของฉันขณะที่ความหมายของคำพูดกวางหวินซึมเข้าไปในสมอง นั่นสิ ฉันน่าจะคิดได้ ถ้าไอเลี่ยมแค่อยากให้ฉันรอดจากเงื้อมมือของษิริยา อาจจะขังฉันเอาไว้ในที่ที่ปลอดภัยแล้วคอยให้ข้าวให้น้ำเท่านั้น ก็หรือถ้าเขาอยากจะประชดพันนามารีนจริงๆ แค่ทำดีกับฉันตอนพันนามารีนอยู่ด้วยก็คงพอ ไม่จำเป็นต้องของสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แล้วคอยพยายามทำให้ฉันรู้สึกสบายใจก็ได้ แล้วฉันยังจะกล้าไปทำเชิดไม่ยอมคุยกับเขาอีก แย่จริงๆ เลย 

“ดีจังเลยนะ” เทรย์พึมพำออกมาพลางวางกระปุกขนมกลับเข้าที่เดิม ฉันไม่เข้าใจเหมือนกันว่าดียังไง 

ความคิดเห็น