ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รอยแผลที่ปริแยก

ชื่อตอน : รอยแผลที่ปริแยก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 217

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 13:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รอยแผลที่ปริแยก
แบบอักษร

12 

รอยแผลที่ปริแยก 

                คติยาสวมกอดจิรัศยาที่ขอบตาแดงก่ำ ปลอบใจกันสองสามคำก่อนแยกย้ายคนละทาง คติยามองตามรถ BMW สีน้ำเงินของจิรัศยาจนลับสายตาก่อนเดินตรงไปยังทางเข้าออฟฟิศ ซึ่งเธอไม่ต้องกดกริ่งให้เสียเวลาเพราะน้องสาวหน้าบูดเดินออกมาเปิดรอรับแล้ว

                “มาทำไรคะ” เจ้าของบริษัทถามเสียงเย็น เชิดหน้าเล็กน้อยตามนิสัยประจำตัว 

                “ถามแบบนี้จะไม่ต้อนรับพี่ด้วยเหรอ” คติยายิ้มให้กับอาการแง่งอนของน้องสาว ตั้งแต่เกิดเรื่องที่บ้านพิพัศเกียรติเย็นนั้นคีติกาก็หายหน้าหายตาไปเลย ไร้การติดต่อในทุกช่องทาง 

                “ก็เข้ามาสิคะ” คีติกาเปิดทางแล้วเดินนำเข้าไปด้านใน คติยาจึงเป็นฝ่ายปิดล็อกประตูให้อย่างรู้งาน  

                “พอดีพี่มาดูชุดที่จะใส่ไปงานประมูลเครื่องเพชรการกุศลน่ะ” 

                “นึกว่าโกรธจนไม่คิดจะใส่แบรนด์ของน้องแล้วซะอีก” คีติกายังตั้งแง่ไม่เลิก พี่สาวคนสวยระบายลมหายใจสีหน้าเหนื่อยอ่อน มองตอบน้องสาวอย่างจริงจัง 

                “เราหรือเปล่าที่มัวแต่โกรธจนไม่ยอมพูดจาไม่มาพบหน้า เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งพี่และเธอต่างก็ผิดด้วยกันทั้งสองฝ่าย” คติยากลืนก้อนเสียใจลงคอก่อนเอ่ยต่อ “พี่ผิดที่ไม่เข้มแข็งยอมรับหมั้นกับพี่กุลทั้งที่รู้ว่าอาจแตกหักกับน้ำหนาว กระทั่งปล่อยความรู้สึกให้เลยตามเลย พี่ถามจริงๆ นะ น้ำหนาวรับรู้สักนิดไหมถึงความเจ็บปวดของพี่ น้ำหนาวรู้ไหมว่าพี่รักพี่กุลและพี่กุลเองก็รักพี่ พี่ผิดมากเหรอที่เผลอไผลไปกับความรัก” 

                คีติกาพูดไม่ออก ยิ่งเห็นพี่สาวตาแดงก่ำและปล่อยหยาดน้ำใสออกมาคำพูดต่างๆ นานาที่ตระเตรียมไว้ในใจยิ่งเหือดแห้งหายไปในลำคอ  

                “พี่ขอโทษจริงๆ นะน้ำหนาว แต่พี่ไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเรามันตึงเครียดไปมากกว่านี้ พี่ไม่อยากเห็นแม่ไม่สบายใจ” 

                คีติการะบายลมหายใจ สายตาวางมาดเมื่อครู่เริ่มเจือด้วยความมีหัวจิตหัวใจมากขึ้น “หนาวก็ขอโทษค่ะสำหรับการกระทำที่ทำร้ายความรู้สึกพี่ แต่สำหรับเรื่องพี่กุล...” 

                “ให้มันเป็นไปตามโชคชะตาเถอะ” คติยาเอ่ยขัดน้องสาว “หากตอนนี้เขาเลือกน้ำหนาวพี่ก็ไม่ขัดขวาง ขอเพียงแค่เราอย่ามีเรื่องหมองใจให้คุณแม่ต้องปวดหัวอีกเลย” 

                “ก็ได้ค่ะ” คีติกาตอบรับและส่งยิ้มกลับคืนให้พี่สาวได้ในที่สุด “งั้นไปดูชุดกันเถอะค่ะ” 

                คีติกาจูงมือพาพี่สาวไปยังห้องเสื้อ ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบที่เธอดีไซน์ขึ้นมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท บ้างก็เป็นชุดที่เปิดตัวกับสาธารณชน บ้างก็แค่ออกแบบเล่นๆ และเก็บเข้ากรุด้วยความเสียดาย คีติกาซักถามธีมของงานประมูลเครื่องเพชรจากพี่สาวก่อนเลือกเฟ้นชุดสวยที่คิดว่าเข้ากับงานที่สุดมาให้คติยาซึ่งนั่งรออยู่ตรงโซฟากำมะหยี่สีเงิน  

                “ชุดนี้ดูเข้ากับพี่มาก ยิ่งใส่กับรองเท้าคู่นี้รับรองว่าปังแน่นอน” คีติกายื่นชุดราตรีสีเงินปักเลื่อมอย่างปราณีต พร้อมกับรองเท้าส้นสูงดีไซน์สะดุดตาให้พี่สาว  

                “รองเท้าสวยมากเลย” 

                “นี่เป็นรองเท้าที่หนาวเพิ่งออกแบบสดๆ ร้อนๆ ค่ะ ยังไม่ได้เปิดตัวเลย กะให้พี่หนึ่งใส่ไปเปิดตัวในงานนี้นี่แหละ” 

                “จะดีเหรอ” คติยาได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกกดดัน กลัวใส่ไปแล้วเธอจะทำให้ภาพลักษณ์ของดีไซน์ดูพังมากกว่าปัง  

                “ดีสิคะ อย่าลืมนะว่าพี่หนึ่งก็สวยพอๆ กับหนาว ขอแค่มั่นใจและเชิดหน้าเข้าไว้เป็นพอ”  

                “จะพยายามนะจ๊ะ” คติยารับชุดมาจากน้องสาวและเดินไปเปลี่ยนในห้องลองเสื้อ ผ่านไปไม่กี่นาทีคติยาก็เดินออกมาด้วยชุดราตรีจากฝีมือการดีไซน์ของคีติกา เจ้าของผลงานไล่สายตาขึ้นๆ ลงๆ อย่างพึงพอใจเมื่อเห็นว่าทั้งชุดและรองเท้าเข้ากันได้ดีอย่างลงตัวราวกับถูกออกแบบมาเพื่อพี่สาวโดยเฉพาะ  

                “วันจริงรวบผมสูงนะ คอจะดูระหงและมีสง่าราศรีกว่านี้” 

                “แล้วชุดน้ำหนาวล่ะ” 

                “ชุดอะไร ใครบอกจะไป ไม่เอาหรอก งานการกุศลน่าเบื่อจะตาย” คีติกาเสริมประโยคปฏิเสธให้ดูจริงจังด้วยการทำปากหยัน 

                “สวยมากเลยครับ” เสียงของบุคคลที่สามดังขัดคติยาที่กำลังจะอ้าปากต่อบทสนทนา คนถูกชมว่าสวยยิ้มรับเอียงอายและหลบสายตาที่มองเธออย่างชื่นชม เวทิศโผล่เข้ามาโต้งๆ แถมยังจ้องคติยาราวกับโดนมนตร์สะกด คีติการู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงธุลีที่ลอยผ่านลำแสงแดด ทั้งพี่สาวและมหากุลยืนมองหน้ากันเอียงอายประหนึ่งว่าโลกนี้มีเพียงแค่สองคน คีติกาชักตาร้อนผ่าวจึงกระแอมเสียงในลำคอเรียกสติ 

                “พี่กุลมาที่นี่ด้วยเหรอคะ” คติยาถาม ปรับสีหน้าให้ดูเรียบเฉยเมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำให้น้องสาวไม่พอใจ  

                “พี่กุลมาขลุกอยู่ที่นี่ตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ ทำตัวประหนึ่งว่ามาช่วยทำงาน” คีติกาชิงตอบด้วยความหมั่นไส้หวังปั่นหัวให้พี่สาวรู้สึกอิจฉา เธอกำลังจะบิวด์ตัวเองให้สงสารพี่สาวได้อยู่แล้วเชียว แต่พอเจอภาพมหากุลที่ยืนมองคติยาตาค้าง ความริษยาก็เข้าทำงานแทนที่ความเห็นใจอย่างรวดเร็ว  

                “น้ำหนึ่งว่างไหมครับ สอนพี่ทำมอคค่าหน่อยสิ พี่พยายามชงหลายแก้วแล้วแต่ไม่ได้รสชาติเหมือนที่น้ำหนึ่งทำให้กินเลย” 

                “ได้สิคะ งั้นเดี๋ยวหนึ่งขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะแล้วจะตามไป” คติยาตอบรับเสียงใสแล้วกลับไปเปลี่ยนใส่ชุดปกติตามเดิม เธอส่งชุดให้น้องสาวพร้อมฝากว่าเดี๋ยวจะมาเอา และไม่ลืมตบท้ายด้วยคำขอบคุณก่อนเดินออกไปจากห้องเสื้อ  

                คีติกาหายใจแรงฟึดฟาดด้วยอารมณ์โทสะที่ปะทุสุมอก ชุดราตรีที่พี่สาวเพิ่งถอดถูกเหวี่ยงลงพื้นจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดในลำคอบ่งบอกว่าหล่อนพยายามอดกลั้นมากแค่ไหน หากเป็นเมื่อก่อนคีติกาคงกวาดข้าวของใกล้มือลงพื้นเรียบไปแล้ว และอาจตามไปต่อว่าด่าทอพี่สาวเสียๆ หายๆ ทว่าตอนนี้เธอเอานิสัยเดิมๆ กลับมาใช้ไม่ได้อีกแล้ว เธอไม่อยากเป็นคนงี่เง่าในสายตามหากุล  

                คีติกานั่งสงบสติอารมณ์จนพอใจแล้วจึงเดินออกไปข้างนอก ชะโงกหน้าสอดส่องไปทางโซนครัว ภาพของชายหนุ่มที่กำลังจิบกาแฟควันกรุ่นกับหญิงสาวร่างเล็กที่ส่งยิ้มละมุนให้กันช่างรบกวนใจคีติกาเหลือเกิน เธอจึงตัดสินใจไม่ก้าวขาเข้าไปแทรกกลางเพราะกลัวอารมณ์ที่สะกดไว้จะระเบิดท่วมทุ่งลาเวนเดอร์  

....................................  ......................  ................................. 

 

                แสงแฟลชและเสียงชัตเตอร์จากนักข่าวหลายสำนักดังรัวแข่งกันไม่ว่างเว้นในงานประมูลเครื่องประดับเพชร ณ ห้องแกรนด์บอลรูมของโรงแรมสุดหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีมหัทธน พิพัศเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร Groly Gems เป็นเจ้าภาพจัดงานในคืนนี้ และรายได้ส่วนหนึ่งจากการประมูลเครื่องเพชรจะมอบให้กับองค์กรเพื่อการกุศลจำนวนสี่แห่ง แน่นอนว่างานนี้ย่อมอุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบคนดัง คุณหญิงคุณนายจากวงสังคมไฮโซ ไปจนถึงดารานางแบบแถวหน้าของเมืองไทยที่มาเดินแบบเครื่องเพชรในครั้งนี้ด้วย  

                 “นั่นไง! คุณน้ำหนาวกับคุณน้ำหนึ่งมาแล้ว” เสียงนักข่าวร้องบอกกันเซ็งแซ่ทันทีที่สองศรีพี่น้องปรากฏตัว คีติกาที่มักสงวนรอยยิ้มไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยรีบฉีกยิ้มทันทีที่เห็นกล้อง เมื่อแรกเธอตั้งใจว่าจะไม่มาอย่างแน่นอน แต่พอรู้ว่ามหากุลโดนคำสั่งของภีมพิมลให้มาร่วมงานด้วย เธอจึงรีบคุ้ยหาชุดในห้องเสื้อจ้าละหวั่นเพื่อหวังแย่งซีนพี่สาว ขนาดเมื่อสองวันที่แล้วในห้องลองเสื้อมหากุลยังมองคติยาตาค้าง แล้ววันนี้ยิ่งแต่งหน้าทำผมจัดเต็มเขาจะไม่หลงใหลพี่เธอเข้าไปใหญ่เหรอ ไม่ได้หรอก คีติกายอมให้เขาเผลอไผลไปกับคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด  

                “งั้นแม่เข้าไปในงานก่อนนะ” กนกลักษณ์บอกลูกสาวเมื่อเห็นว่านักข่าวกำลังเรียกร้องขอสัมภาษณ์สองฝาแฝด  

                “ค่ะคุณแม่ เดี๋ยวหนึ่งตามไปนะคะ” คติยาพยักหน้าให้มารดาก่อนหันมายิ้มไหว้ทักทายสื่อมวลชน คีติกาเห็นความชดช้อยมารยาทงามของพี่สาวแล้วก็นึกอยากเบ้ปากกลอกตามองบนเสียเดี๋ยวนั้น เพราะเธอเพียงแค่ส่งยิ้มมีจริตให้พวกเขาไม่ได้ประนมมือไหว้แต่อย่างใด แล้วดูที่พี่สาวเธอทำสิ เรียกว่าข้ามหน้าข้ามตาและหักหน้าน้องสาวชัดๆ คีติกาได้แต่คิดในใจด้วยความขุ่นเคือง  

                บรรดานักข่าวเริ่มต้นด้วยการเอ่ยชมความสวยที่กินกันไม่ลงของสองฝาแฝด ฝ่ายพี่สาวสวมชุดราตรีสีเงินแวววาว ส่วนน้องสาวก็ไม่น้อยหน้าเธอเลือกชุดราตรีสีทองวิบวับขับผิวนวลผ่องดุจไข่มุก เสริมความโดดเด่นหนือคติยาด้วยลิปสติกสีแดงเข้ม นักข่าวสัมภาษณ์เรื่องทั่วไปตั้งแต่ไฮไลท์ของเครื่องเพชรที่นำมาประมูลไปจนถึงคอลเลคชั่นใหม่ของคีติกา ดีไซน์เนอร์คนเก่งจึงถือโอกาสเปิดตัวรองเท้าดีไซน์ใหม่ที่คติยาสวมใส่มาในงานนี้ด้วย 

                “ขอถือโอกาสเปิดตัวรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่อย่างไม่เป็นทางการเลยก็แล้วกันนะคะ ส่วนงานแฟชั่นโชว์อย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอนค่ะ เป็นไงคะสวยไหม” คีติกาผายมือให้นักข่าวทำการถ่ายภาพรองเท้าของเธอ พร้อมกระซิบให้พี่สาวช่วยโพสท่าสวยๆ เหมือนนางแบบมืออาชีพ คติยาโอดครวญทางสายตาเพราะเธอทำอะไรแบบที่น้องสาวสั่งเป็นเสียที่ไหน กระนั้นเธอก็ยินดีช่วยโพสเท่าที่ความสามารถจะเอื้ออำนวย  

                “นี่เป็นครั้งแรกหรือเปล่าคะที่คุณทั้งสองออกงานหลังจากเกิดเหตุร้ายขึ้นกับคุณมหากุล” จากการพูดคุยสนุกสนานกำลังถูกนักข่าวดึงเข้าสู่คำถามชวนเครียด สองฝาแฝดหันมาสบตากันเล็กน้อยก่อนคติยาเป็นฝ่ายตอบ  

                “ใช่ค่ะ” 

                “แล้วเรื่องคดีไปถึงไหนแล้วครับ” นักข่าวหนุ่มจากหนังสือพิมพ์อีกเจ้าถาม คีติกาเริ่มทำรอยยิ้มหดหายออร่าแห่งนางพญาที่พร้อมฟาดฟันข้าไทเริ่มเข้าครอบงำเรื่อยๆ หล่อนได้แต่จิกด่าอยู่ในใจถึงความไร้มารยาทของนักข่าว 

                คติยาเหลือบมองน้องสาวเล็กน้อย พอเห็นว่าอยู่ในอารมณ์ไหนเธอจึงรับหน้าที่ตอบคำถามตามเดิม “หนึ่งกับน้องไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจเถอะค่ะ เกรงว่าพูดไปอาจส่งผลต่อรูปคดีได้” 

                “แล้วเป็นความจริงไหมครับที่คุณมหากุลตายแล้วฟื้น” นักข่าวคนเดิมยังจี้ถามไม่เลิก 

                “ไม่เป็นความจริงเลยค่ะ ในตอนที่ไปถึงโรงพยาบาลชีพจรของคุณมหากุลแค่หยุดเต้นชั่วคราวเท่านั้น เป็นเพราะคุณหมอทำการช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถคุณมหากุลจึงฟื้นขึ้นมาอย่างปลอดภัยค่ะ” เรื่องนี้คติยาและภีมพิมลคุยกันไว้นานแล้ว ด้วยความที่ไม่อยากให้เป็นที่ตื่นตกใจในวงสังคม อีกทั้งเรื่องราวปาฏิหาริย์ตายแล้วฟื้นเช่นนี้ย่อมได้รับความสนใจในวงกว้างทั่วทุกชนชั้นแน่ ภีมพิมลไม่ประสงค์ให้รายการข่าวต่างๆ เวียนกันมาเชิญลูกชายเธอไปสัมภาษณ์ ซึ่งอาจทำให้ภาพลักษณ์ของมหากุลเปลี่ยนไปในทางงมงาย ดังนั้นเธอจึงตระเตรียมกับคติยาให้ตอบคำถามเช่นนี้หากถูกนักข่าวสัมภาษณ์ 

                “ขอตัวเข้าไปในงานก่อนนะคะ อยู่ตรงนี้นานแล้วเดี๋ยวพี่ๆ ไม่ได้สัมภาษณ์คนอื่นกันพอดี” คีติกาฉีกยิ้มให้กล้องทิ้งท้ายแล้วเดินออกโดยไปไม่รอพี่สาว เธอกำลังจะแบกอารมณ์มึนตึงเข้าไปในงานหวังได้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สักแก้วมาดับอารมณ์ แต่ฝีเท้าที่กำลังก้าวไปอย่างมั่นคงพลันชะงักแล้วถอยร่นออกมา เมื่อเห็นภีมพิมลทั้งลากทั้งจูงมหากุลให้เข้าไปในวงสัมภาษณ์ซึ่งคติยายังอยู่ในนั้น  

                เสียงเริงร่าพร้อมแววตาเปี่ยมสุขของภีมพิมลที่เจ้ากี้เจ้าการให้นักข่าวชักภาพของมหากุลกับคติยาช่างรบกวนจิตใจคีติกายิ่งนัก อารมณ์มึนตึงเมื่อครู่ยิ่งถูกดึงให้ตึงจนได้ยินเสียงดังเปี๊ยะ คีติกาบีบมือสองข้างเป็นเชิงข่มอารมณ์พร้อมเปิดโสตประสาทฟังเสียงสัมภาษณ์ 

                “แพลนแต่งงานปีหน้ายังเหมือนเดิมไหมคะ” นักข่าวที่อยู่หลังสุดของวงสื่อมวลชนตะโกนถาม เวทิศในร่างมหากุลหันมองหญิงสาวที่กำลังตกอยู่ในภาวะลำบากใจ โฉมหน้าที่ได้รับการผลัดแต่งให้งดงามกว่าเวลาปกติฉายความเศร้าออกมาเพียงครู่เดียวก่อนกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มและชิงพูดขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้อ้าปากตอบ 

                “เราสองคนถอนหมั้นแล้วค่ะ” เธอควรเป็นฝ่ายออกปากพูด มิเช่นนั้นมหากุลอาจถูกมองว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษ ภีมพิมลที่ยืนคอยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลได้แต่มองด้วยสายตาเป็นกังวล เธอไม่คิดว่าคติยาจะใจเด็ดตอบออกไปตามความจริง และพอแลไปทางซ้ายมือก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมลูกสะใภ้ที่เธอหมายมั่นปั้นมือถึงรีบร้อนบอกสื่อมวลชนเช่นนั้น เป็นเพราะคีติกาน้องสาวตัวแสบที่ยืนคุมอยู่ไม่ห่างนี่เอง  

                “ว้าว ไม่รู้มาก่อนเลยนะเนี่ย” น้ำเสียงกดต่ำแบบยินดีปรีดากระซิบอยู่ๆ ข้างคีติกา เกวลีเหยียดยิ้มสายตามองไปยังคติยาและมหากุลที่กำลังปลีกตัวออกจากวงสัมภาษณ์ “แบบนี้ก็ดีสินะ ฉันก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าจะกลายเป็นมือที่สาม” 

                คีติกาแค่นเสียงเยาะเล็กน้อย ปรายหางตามองคนข้างกายที่อยู่ในความสูงไล่เลี่ยกันอย่างสมเพช “อย่าได้ใจไปหน่อยเลย พี่กุลถอนหมั้นเพื่อกลับมาหาน้ำหนาวต่างหากล่ะคะ” 

                “มันคงดูไม่จืดนักหรอกหากนักข่าวจะพากันพาดหัวว่า ‘สมบัติผลัดกันชม พี่น้องใช้ผู้ชายคนเดียวกัน’” เกวลีมองกลับดีไซน์เนอร์สาวอย่างเยาะหยันก่อนเดินกระแทกไหล่คีติกาเข้าไปในงาน  

                งานประมูลเครื่องเพชรดำเนินไปอย่างราบรื่นพร้อมเสียงชื่นชมจากแขกเหรื่อ แต่สำหรับคีติกานอกจากคำว่าน่าเบื่อแล้วก็มีคำว่าน่าหงุดหงิดนี่แหละที่อยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดเวลาที่งานดำเนินไป เธอโดนภีมพิมลกีดกันให้ออกห่างจากมหากุลด้วยการดันให้คติยาตัวติดกับลูกชายคนรอง พาไปแก้ตัวต่อเพื่อนๆ ในแวดวงคุณหญิงคุณนายเรื่องการถอนหมั้นว่าเป็นเพียงการแง่งอนของเด็กๆ ประเดี๋ยวเดียวก็เคลียร์ใจกันได้แล้ว คีติกาได้แต่ส่งสายตามองตามอย่างขุ่นเคือง และถัดจากพี่สาวของเธอก็มีเกวลีนี่แหละที่เป็นตัวมาร ดาราสาวได้เข้าไปเจ๊าะแจ๊ะจอแจกับมหากุลโดยที่ภีมพิมลไม่แปะป้ายหวงห้าม ซ้ำยังยิ้มรับทักทายเป็นอย่างดี  

                “ยายพี่เกลมันมีดีกว่าฉันตรงไหน” คีติกาบ่นเสียงลอดไรฟันพลางกระดกแชมเปญหมดแก้วแล้ววางกระแทกในถาดที่พนักงานกำลังเดินผ่านมาพอดี 

                “ไม่เอาน่าน้ำหนาว ทำหน้าหงิกหน้างอแบบนั้นเดี๋ยวก็โดนเอาไปซุบซิบนินทาหรอก งานนี้ทั้งนักข่าวและคุณหญิงคุณนายเดินกันให้ขวักเลยนะ แม่ไม่อยากให้เราตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน” กนกลักษณ์ปราม 

                “คนจะพูดจะเล่าใครจะห้ามปากพวกเขาได้ล่ะคะ ต่อให้ตัดลิ้นออกไปแต่ถ้ามือยังเขียนได้ เรื่องเน่าๆ คาวๆ ก็ยังถูกเล่าขานอยู่ดี...หนาวขอตัวนะคะ” คีติกาพูดจบก็เดินตัวปลิวออกไป ท่ามกลางสายตาห่วงใยเจือความกังวลจากมารดาที่มองตามไล่หลัง  

                คีติกาปลีกตัวมานั่งเงียบๆ ทอดสายตามองวิวแม่น้ำเจ้าพระยาจากตึกสูง แสงไฟจากหลากหลายแหล่งที่ส่องกระทบกับผิวน้ำขับให้บรรยากาศด้านนอกยามค่ำคืนงดงามจับตา พอหลีกห่างจากเสียงจอแจกับความอึกทึกคึกโครมของเครื่องเสียงบนเวทีหัวใจหล่อนก็พลอยได้ผ่อนคลายบ้าง ยิ่งได้แชมเปญรสชาติดีไหลรินสู่ลำคอระหงบรรยากาศที่ราวกับมีไอร้อนปกคลุมเมื่อครู่ก็พลันค่อยๆ เลือนสลาย 

                “ไงเรา ขอนั่งด้วยได้ไหม” รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าคมเข้มก้มมองหญิงสาวที่นั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้บุนวม คีติกายิ้มรับบางเบาพลางตบฝ่ามือกับเบาะให้เขานั่งข้างๆ จิรภัทรทิ้งกายลง แลมองเสี้ยวหน้าสวยที่หม่นหมองผิดวิสัย “ทำไมดูเศร้าๆ จังล่ะ” 

                “จะมาสมน้ำหน้ากันเหรอคะ” 

                “เอ้า! เรานี่ พี่ถามดีๆ ไหงไปแปลความว่าสมน้ำหน้าได้ล่ะ” จิรภัทรหัวเราะกับความยอกย้อนแง่งอนของหล่อน  

                “ก็พี่จิณณ์ถามทั้งที่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าหนาวเป็นแบบนี้เพราะป้าพิมลไม่ต้อนรับ นี่ตั้งแต่เข้างานมาหนาวก็ทำได้แค่ส่งยิ้มให้พี่กุล สวัสดีสักคำยังไม่ได้พูดเลยด้วยซ้ำ”  

                “ก็เราไปทำอะไรให้คุณป้าไม่พอใจล่ะ” 

                คีติการู้ดีแก่ใจเลยทีเดียวว่าที่ภีมพิมลปฏิบัติต่อเธอเช่นนั้นเป็นเพราะอะไร จึงได้แต่เงียบและถอนหายใจทิ้ง “ช่างเถอะ นึกถึงป้าพิมลแล้วอารมณ์ขึ้น เปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า ว่าแต่น้องสาวพี่จิณณ์ไม่มาด้วยเหรอคะ” 

                “ยายจูนบอกว่าขี้เกียจ...” คีติกาพยักหน้ารับอย่างไม่ติดใจอะไร แต่คำพูดต่อมาของจิรภัทรนี่สิทำเธอหน้างอคอหักได้อีกยก “...ขี้เกียจเจอหน้าบูดบึ้งและสายตาเย็นชาของน้ำหนาว ยายจูนว่างั้น” 

                คีติกาส่งสายตาค้อนขวับให้ชายหนุ่มที่หัวเราะกลบเกลื่อน “น่าตบปากสักที” 

                “ตบปากยายจูนเหรอ” 

                “ตบพี่นั่นแหละค่ะ!” หล่อนกระแทกเสียงใส่พลางยกแชมเปญดื่มจนหมดแก้วแล้ววางไว้บนโต๊ะ “พี่จิณณ์จะไปไหนก็ไปเลยนะ หนาวอยากอยู่คนเดียว” 

                “อย่าเพิ่งไล่สิ ให้พี่นั่งเป็นเพื่อนน่ะดีแล้ว” 

                “ทำไมไม่เข้าไปหาเพื่อนในงานล่ะคะ เพื่อนพี่ก็เดินกันให้ขวัก”  

                “ไม่เอาหรอก เบื่อพวกมัน” จิรภัทรไหวไหล่เล็กน้อย แม้ยึดอาชีพข้าราชการเป็นผู้บังคับใช้กฏหมายบ้านเมืองทว่าโปร์ไฟล์ของจิรภัทรก็ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด ครอบครัวของชายหนุ่มมีฐานะมั่งคั่งมาหลายชั่วอายุคน บิดารับราชการตำรวจยศนายพลและกำลังจะเกษียณปีหน้า ส่วนมารดาก็เป็นผู้ดีเก่ามีเชื้อสายเจ้า จิรภัทรจึงเติบโตมาท่ามกลางแสงสปอต์ไลท์ไม่ต่างจากมหากุล และถือเป็นหนุ่มไฮโซอีกคนที่ฮอตมาก แต่จิรภัทรจะออกงานสังคมน้อยกว่ามหากุล เขาไปเฉพาะงานสำคัญๆ ที่เกี่ยวพันกับคนสนิทเท่านั้น อย่างเช่นคืนนี้ที่บิดาของเพื่อนรักเป็นเจ้าภาพ 

                “หนาวถามตรงๆ นะ พี่จิณณ์คิดว่าหนาวเป็นคนผิดใช่ไหม” ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนในโลหิตทำให้หญิงสาวกล้าที่จะพูดมากขึ้น เมื่อแรกจิรภัทรคิดว่าสิ่งที่เธอถามคงหมายถึงเรื่องภีมพิมล แต่เมื่อเจอสายตาที่จ้องเขาอย่างจริงจังผสมกับความสับสน ผู้กองหนุ่มจึงเดาออกทันทีว่าเธอไม่ได้หมายถึงภีมพิมล 

                “พี่จะคิดแบบนั้นได้ยังไงในเมื่อคนร้ายเป็นคนทำกุลบาดเจ็บไม่ใช่เหรอ” 

                “แต่ภาพจากกล้องวงจรปิดให้การตรงกันข้ามกับคำพูดของหนาว แต่หนาวไม่ได้หลอน ไม่ได้ฝันไป หนาวยังจำสัมผัสฝ่ามือของสัตว์นรกพวกนั้นได้ดี มันติดตรึงในความรู้สึกราวกับฝังอยู่ข้างใน ต่อให้กรีดเนื้อออกไปมันก็ยังติดแน่นอยู่ดี” คีติกาเช็ดถูเรียวแขนเล็กของตัวเองอย่างแรงจนเกิดเป็นรอยปื้นแดง จิรภัทรดึงมือเธอที่กำลังทำร้ายตัวเองออกจากกัน ใบหน้าสวยมีน้ำตาไหลปนเปื้อน เสียงสะอื้นถูกส่งผ่านลำคอเมื่อความหนักอึ้งที่พยายามขุดกลบเหยียบถมลงดินกำลังพากันดันตัวสูงขึ้นๆ กระทั่งคีติกาไม่อาจทนเก็บความรู้สึกได้อีกต่อไปจึงระเบิดออกมาอย่างที่เห็น 

                จิรภัทรดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอก ฝ่ามือเย็นชืดลูบประโลมต้นแขนเล็กหวังช่วยบรรเทาความคับข้องของหล่อน คนที่วางมาดภายนอกว่าเข้มแข็ง ขีดเส้นแบ่งเขตแดนไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แท้จริงแล้วคือคนที่โดดเดี่ยวและกำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส “พวกมันก็ได้แค่สัมผัส ศักดิ์ศรียังเป็นของน้ำหนาวนะและไม่มีใครมาทำลายได้ อีกอย่างผลการตรวจสารเสพติดของน้ำหนาวออกมาแล้วนะ” 

                คีติกาผละออกจากอกแกร่งอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตจ้องมองเขาอย่างลุ้นระทึก “ผลเป็นไงคะ” 

                “นอกจากแอลกอฮอล์แล้วก็ไม่พบสารเสพติดชนิดอื่น” 

                ฝ่ามือเล็กบีบเข้าหากันแน่น สายตาสีสนิมเบือนออกไปทางฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เธอควรดีใจหรือเสียใจดีล่ะที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ แรกทีเดียวเธอยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้เสพยาอย่างแน่นอน แต่พอได้ใคร่ครวญดีๆ คีติกากลับอยากให้มีสารของยานรกไหลเวียนในร่างกายเธอ เพื่อจะได้ใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเธออาจถูกคนในงานวางยาจนทำให้เกิดภาพหลอน 

                “แต่ก็ยังยืนยันแน่นอนไม่ได้ เพราะสารเสพติดบางชนิดอยู่ในเส้นผมแค่สามวัน” 

                “พี่จิณณ์ส่งภาพจากกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุวันนั้นให้น้ำหนาวหน่อยได้ไหมคะ เผื่อหนาวจะคิดอะไรออก” 

                “ก็ได้ แต่ไว้วันหลังนะ พอดีพี่ลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ” จิรภัทรยอมตามใจเธออย่างว่าง่าย หรืออาจเพราะแววตาที่เจือด้วยความสับสนระคนโศกเศร้าคู่นั้นก็ไม่รู้ที่ทำให้เขาใจอ่อนยวบ 

                “หนาวไม่ขอให้พี่เชื่อใจหนาวอย่างบริสุทธิ์ถ่องแท้ แค่อยู่เคียงข้างในวันที่หนาวเจ็บก็พอ”  

                จิรภัทรตอบรับคำวิงวอนนั้นด้วยสายตาอบอุ่นเจือยิ้มกว้าง ฝ่ามือกร้านลูบเรือนผมสลวยอย่างอ่อนโยน คีติกาเอนศีรษะพิงไหล่บึกบึนของตำรวจหนุ่มขอยึดเป็นที่พักพิงอันอบอุ่น เธอให้ฐานะจิรภัทรเป็นพี่ชายทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายคิดเช่นไรกับเธอ กระนั้นคีติกาก็หวังว่าเขาคงตัดใจได้ในสักวัน  

                ภาพอิงแอบแนบชิดของคนทั้งคู่อยู่ในสายตาของเทพหนุ่มมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ที่คีติกาตกอยู่ในอ้อมกอดของจิรภัทร เขายังคงยืนมองอยู่เช่นนั้นด้วยความรู้สึกว้าวุ่นที่กำลังวิ่งไปรวมกับความหวงแหน ผู้หญิงคนนั้นเขาเป็นคนจองตั้งแต่ก่อนเข้าสิงร่าง และหล่อนเองก็ทำท่ารักเขาจะเป็นจะตาย แต่กลับมานั่งกอดกับผู้ชายอื่นอยู่อย่างนี้น่ะเหรอ  

                “เธอเป็นผู้หญิงแบบไหนกันคีติกา” 

ความคิดเห็น