Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 11

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 946

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2563 16:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 11
แบบอักษร

11

             “ว้าย น่ารักจังเลย อายุเท่าไหร่แล้วคะ คุณมุคาเอดะ” 

             “ห้าขวบครับ” คนถูกถามยิ้มตอบสาวๆ ในออฟฟิศที่แวะเวียนมารุมล้อมเด็กหญิงที่เพิ่งได้เจอครั้งแรก มิสุเอะดูคึกคักขึ้นมาที่ได้รับทั้งคำชมและเสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมงานของบิดา คนในบริษัทอยู่ในชุดลำลองสบายๆ ในบรรยากาศที่แตกต่างจากเวลาทำงาน พอได้เวลาก็แยกย้ายกันไปนั่งที่โต๊ะอาหาร ซึ่งล้อมเตาบาร์บิคิวเป็นกลุ่มๆ ตามที่เขาจัดเอาไว้ให้ ทุกอย่างเรียบร้อยตามที่เตรียมงานเอาไว้ สตาฟของสถานที่ก็ดูแลทุกอย่างให้อย่างมืออาชีพ จนหัวหน้าโปรเจคจัดงานอย่างเขาแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

             “ปะป๊า มิสุเอะจังไปเล่นเครื่องเล่นได้มั้ย” เริ่มงานไปได้ไม่เท่าไหร่ ลูกสาวก็หันมาทำท่ากระโดดโลดเต้นเตรียมจะไปเล่นเต็มที่เพราะเล็งเครื่องเล่นกลางสนามไว้ตั้งแต่ตอนเดินเข้ามาแล้ว จริงๆ ก็ยังกินไปได้ไม่เยอะเท่าไหร่ แต่ก็คงบังคับให้อยู่นิ่งๆ นานกว่านี้ไม่ได้ เพราะเด็กคนอื่นก็เริ่มแยกออกจากพ่อแม่วิ่งไปที่เครื่องเล่นกันทั้งนั้นอย่างไม่ต้องนัดหมาย

             มุคาเอดะมองพนักงานใส่เสื้อสตาฟที่คอยดูแลเด็กๆ อยู่ตามคำสั่งของมิกิ เอามือลูบหัวลูกสาวแล้วยอมปล่อยไปเล่นเหมือนคนอื่น

             “แดดเริ่มร้อนแล้ว อย่าลืมกลับมาดื่มน้ำเป็นพักๆ นะ”

             เด็กหญิงพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม แล้วก็วิ่งตัดสนามหญ้าไปยังจุดหมายที่มีเสียงเกรียวกราวของเด็กๆ มุคาเอดะมองด้วยสายตาโล่งอก แต่หางตาก็เหลือบ ไปมองซุ้มเครื่องดื่มที่บริการตั้งแต่ชากาแฟไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากโอโตนามิแล้วก็ยังมีสตาฟของงานช่วยอยู่สองสามคน เพราะดูเหมือนจะได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะพวกเบียร์สดที่คนแทบจะต่อแถวรอกันยาวเป็นสิบ

             อีกอย่างที่ดูจะได้รับความนิยมก็คือตัวคนบริหารซุ้มเอง ที่คงไม่รู้ตัวว่าพวกสาวๆ ในบริษัทเขาจับกลุ่มยืนแอบมอง แล้วก็กรี๊ดกร๊าดสนุกสนานตามประสาสาวโสด เขาก็ไม่แปลกใจหรอกเพราะคนคนนี้ไปยืนอยู่ที่ไหนก็เด่น ไม่ต้องทำอะไรก็เด่น ขนาดแค่ยืนเอามือกำบาร์ถังเบียร์สดโยกขึ้นโยกลงไม่ได้ทำอะไร คนที่มายืนรอก็หลงใหลกันจนยิ้มไม่หุบ

             ก็นะ... จะเรียกว่าเป็นหนึ่งในสีสันของงานที่ช่วยให้งานที่เขาจัดดูประสบความสำเร็จด้วยก็ได้ แต่สำหรับเขาแล้วอยู่ในความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งเรื่องที่ไม่รู้มาก่อนว่าโอโตนามิจะมาคุมซุ้มเครื่องดื่มในงานบาร์บิคิววันนี้ หรือทั้งที่คิดว่าจะพยายามทำตัวร่าเริงเสียหน่อยเพื่อที่จะได้เปลี่ยนบรรยากาศหนักหน่วงของตัวเองลงบ้าง แต่ดันมาเจอเขา...

             “มิสุเอะจังไปเล่นแล้ว ดังนั้นนายต้องกินๆๆๆ ซะตอนนี้”

             มุคาเอดะหลุดจากภวังค์ หันกลับมามองนาคากุจิที่คีบทั้งผักทั้งเนื้อย่างใส่จานให้

             “พอแล้ว ฉันไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”

             “ดื่มเบียร์อีกซักแก้วมะ” เพื่อนเอาเนื้อดิบจากถาดลงไปปิ้งต่อในตะแกรงดังฉ่า แล้วก็คีบอย่างอื่นใส่จานรุ่นน้องอย่างยาจิมะต่อ

             มุคาเอดะเหลือบมองเบียร์สดในแก้วตัวเองที่พร่องไปครึ่งแก้ว ถอนหายใจเบาๆ พลางตอบปฏิเสธ

             “ไม่ล่ะ ถ้าฉันเมาขึ้นมาใครจะดูงานต่อเฮอะ ยังต้องเก็บกวาดอีกนะ”

             “ต้องเก็บกวาดอะไรฟะ ไหนว่าทางสถานที่จัดการให้หมดไง?”

             “ถึงอย่างนั้นในฐานะคนรับผิดชอบงาน หลังงานเลิกก็ต้องอยู่ก่อน แล้วนี่ถ้ามีใครมีปัญหาอะไรฉันก็ต้องแจ้นไปดู จะมานั่งกินดื่มทำตัวเป็นแขกไม่ได้หรอกนะ”

             “นายนี่มันจริงจังเกินไปแล้วมุคาเอดะ” นาคากุจิทำหน้าเหลือเชื่อ “ไม่มีใครเขาต้องการให้นายทำงานขนาดนั้นหรอกเฟ้ย”

             มุคาเอดะมองค้อน ยกแก้วเบียร์จิบไม่ตอบ จริงๆ หนึ่งในเหตุผลที่ไม่เติมเครื่องดื่ม ก็แค่เขาไม่อยากเดินไปที่ซุ้มนั่น

             “ว่าแต่ นายไม่เห็นบอกเลยว่าคุณชินของนายมาเปิดซุ้มเครื่องดื่มด้วย”

             สำลักเบียร์จนแทบพ่นออกมา รีบวางแก้วลงกับโต๊ะ เอาแขนปาดริมฝีปาก

             “บอกแล้วว่าเป็นแค่เจ้าของบ้านเช่า ไม่ได้สนิทขนาดนั้น” มุคาเอดะตอบด้วยเสียงขุ่น แต่เพราะเพื่อนพูดขึ้นมาก็เลยเผลอเอาตาไปมอง แล้วก็รีบเลี่ยงสายตาลงพลางตอบ

             “ฉันก็ไม่รู้มาก่อนเหมือนกันว่าคุณชิ... คุณโอโตนามิเขาจะมาจัดซุ้มเครื่องดื่มอะไรนี่ เขาไม่ได้บอก”

             “อะไรกัน เป็นคนช่วยประสานงานให้นายได้คุยกับคุณมิกิเขาแท้ๆ หรือกะจะให้นายเซอร์ไพรส์เนอะ”

             เออ ก็เซอร์ไพรส์ในความหมายนึง แต่ไม่เป็นผลดีต่อหัวใจเท่าไหร่ ถ้าหัวใจวายตายไปจะว่ายังไงฮึ... // มุคาเอดะ 

             “แต่จะเรียกว่าดีหรือไม่ดีไม่รู้ พวกสาวๆ ไม่เป็นอันกินกันเลย นี่มันถือเป็นวิกฤตของหนุ่มโสดในบริษัทเราเลยนะเว้ย”

             “วิกฤตอะไร...?”

             “อ้าว! นายไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของงานบาร์บิคิวแบบนี้เหรอ!”

             “...ความหมายที่แท้จริง? มีอย่างอื่นนอกจากมากินเนื้อด้วยเหรอ?”

             “ไอ้ตายด้านเอ๊ย! นี่สินะ ความเหนือชาวบ้านของคนเคยมีเมียแล้ว! ไม่เข้าใจจิตใจของคนเป็นโสดอีกต่อไปแล้ว!”

             “หย่าไปแล้วเฟ้ย! ตามกฎหมายฉันก็โสด!” แล้วคนที่โวยวายบอกว่าร่างกายต้องการเนื้อๆๆๆ ก็คือนายนะ! 

             “ฮะ ฮะ ผมเข้าใจครับ” ยะจิมะที่นั่งมองรุ่นพี่เถียงกันมานานหัวเราะ “รุ่นพี่นาคากุจิจะบอกว่างานแบบนี้มันเปิดโอกาสให้พวกหนุ่มสาวต่างแผนกได้พูดคุยกัน บางคนอาจจะแลกเปลี่ยนเบอร์โทรติดต่อแล้วสานต่อความสัมพันธ์กันต่อไปในอนาคตเลยก็ได้”

             “เป๊ะ! นายพูดได้ดีมากยะจิมะ แต่โคตรน่าสงสารที่นายดันเป็นรุ่นน้องแผนกของไอ้รุ่นพี่มืดบอดอย่างมุคาเอดะ มันถึงได้จัดให้ทั้งฉันทั้งนายอยู่ในกลุ่มที่มีแต่ป้าๆ แบบนี้ นายเป็นเพื่อนภาษาอะไรถึงจัดให้ฉันอยู่กลุ่มนี้เฮอะ! ไอ้คนหน้าตาดีแต่จิตใจเหี้ยมโหด”

             มุคาเอดะเหงื่อแตก เหลือบมองบรรดา `ป้า` ผู้ครองโต๊ะใหญ่ข้างๆ ซึ่งพากันหันมาเขม่น

             “เอ้อ... ยะจิมะนี่ฉันต้องเอาไว้ใกล้ๆ ตัวเผื่อเอาไว้ช่วยงาน ส่วนนายนี่คนจัดกลุ่มเขาจับสลากได้มา นายซวยของนายเองนะ ช่วยไม่ได้...”

             “แล้วยังไปเอาคุณชินอะไรนี่มาประจำซุ้มเครื่องดื่มอีก! สาวๆ ไปรุมดูไปถ่ายรูปกันหมดแล้ว อินสตราแกรมสาวๆ ในบริษัทก็มีแต่คุณชินแล้ว นี่! นายดูแฮชแท็ก #หนุ่มหล่อซุ้มเครื่องดื่มนี่! แล้วสำนึกถึงความผิดพลาดของตัวเองซะ นายทำให้หนุ่มโสดบริษัทเราสาปแช่งแผนกนายกันหมด” มุคาเอดะจ้องหน้าจอมือถือที่เต็มไปด้วยรูปโอโตนามิอย่างที่ว่า นายตามอินสตราแกรมสาวๆ ในบริษัทเรียลไทม์ขนาดนั้นเลยเหรอวะ!  

             “ในฐานะคนรู้จัก นายควรจะรับผิดชอบการกระทำของนายซะ” นาคากุจิใส่อารมณ์ต่อ ชี้นิ้วไปยังซุ้มที่ว่า “ไปพาเจ้าของบ้านเช่านายออกไปจากซุ้มนั้นเดี๋ยวนี้ ซักสิบนาทีก็ยังดี เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวบริษัทเราได้คุยกันบ้าง!”

             “พูดบ้าๆ” มุคาเอดะพ่นลมออกจมูก “นายก็รู้จักคุณโอโตนามิเขา ก็ไปชวนเองสิ”

             “ทำไมฉันต้องเสียสละอย่างนั้นด้วย ฉันไปชวนฉันก็เป็นคนอดคุยกับสาวๆ สิ”

             “...”

             ยังไม่ทันจะตอบอะไร เสียงมือถือของมุคาเอดะก็ดังขึ้น ทำให้ต้องเปิดดูข้อความจากอิชิซากะ ในข้อความมีแต่คำขอโทษและขอยกเลิกเรื่องการสอนเปียโนให้กับลูกสาวเขาเพราะสามีบอกให้ปฏิเสธ แถมขออนุญาตลบแอคเคาน์ติดต่อนี้ด้วย คาดว่าน่าจะเป็นข้อบังคับจากสามีเช่นกัน

             ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จะว่าดีก็ดี เขาเองก็โล่งใจ เพราะก็ตะขิดตะขวงใจกับเรื่องเรียนเปียโนที่นั่นอยู่เหมือนกัน ใจจริงก็คิดว่าจะปฏิเสธ แต่เพราะมัวแต่ยุ่งๆ เนื่องจากต้องเอาสมองไปคิดเรื่องอื่น ทำให้ช่วงสองวันนี้ไม่สามารถเอาตัวเองออกจากวังวนอารมณ์ดิ่งดาวน์ได้เลย นี่ก็ต้องขอบคุณงานบาร์บิคิววันนี้ ที่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง จากการได้ออกมาพบปะเพื่อนที่บริษัทอย่างนาคากุจิหรือสอนงานรุ่นน้องอย่างยะจิมะ ...แต่เขาก็รู้ตัวดีนั่นแหละว่าพอกลับถึงบ้านก็คงทิ้งตัวลงกับโซฟา อยากนอนเป็นผักปลา ถอนหายใจทิ้งทั้งคืนอีก...

             ต่อให้เหนื่อยหรือจิตใจพังทลายแทบเป็นผงแค่ไหน เขาก็ยังมีงานบริษัทและงานบ้านที่ต้องทำ แล้วก็ยังต้องจัดการเรื่องรอบตัวลูกอยู่ดี ก็แปลกที่ว่าเขาพูดกับโอโตนามิว่าต้องการเอาเวลาไปคิดเรื่องลูกมากกว่า แต่หลังจากพูดคำนั้นออกไป อย่าว่าแต่กลายเป็นว่าคิดแต่เรื่องของโอโตนามิซ้ำไปซ้ำมายิ่งกว่าเดิม ความสามารถในการดูแลลูกยังตกต่ำกว่าตอนเอาเวลาส่วนหนึ่งไปใช้กับโอโตนามิเสียอีก... ทั้งที่น่าจะมีเวลามากขึ้นแท้ๆ แต่กลายเป็นประสิทธิภาพในการทำอะไรติดลบ หรือจริงๆ เขาเป็นคนที่ทำอะไรด้วยตัวคนเดียวเองไม่ได้เสียแล้ว??

             ทำด้วยตัวคนเดียว... 

             พูดถึงเรื่องนี้ มุคาเอดะก็นึกภาพตัวเองในห้องเมื่อคืน... หลังจากที่กล่อมมิสุเอะหลับไปแล้ว เขาก็ลุกมานั่งดื่มชาสงบจิตใจที่โต๊ะครัวคนเดียว จะว่าไปก็ทำเหมือนตอนอยู่กับโอโตนามิทุกอย่าง แต่รู้ตัวอีกทีก็แค่นั่งถอนหายใจในห้องเงียบ ไม่มีความรู้สึกเหมือนได้พักผ่อน บอกตัวเองว่าให้รีบไปนอนแต่ก็นอนไม่หลับ ...นอนไม่หลับเป็นคืนที่สองแล้วนั่นแหละ

             “อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน เป็นห่วงว่านายจะอยู่คนเดียวไม่ได้น่ะ” 

             มุคาเอดะใจหายกับคำพูดที่จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ หน้าอกเสียวแปลบขึ้นมาจนต้องยกมือไปวางทาบแล้วขยำเสื้อเบาๆ เขาจำสีหน้าของคนพูดตอนที่พูดคำนี้ได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ก็ได้รู้ความหมายแล้วว่าที่โอโตนามิพูดจาทำนองนี้หลายรอบเพราะอะไร จริงๆ โอโตนามิอาจจะเจอคนที่ใช่มาได้สักพักใหญ่แล้ว แต่ไม่แน่ใจ เลยพยายามบอกใบ้และเกริ่นให้รู้ตัวหลายรอบ

             ถอนหายใจแล้วก็ยกมือถือขึ้นมากด แสงจากหน้าจอส่องเข้าใบหน้า นิ้วเลื่อนหาคลิปวีดีโอที่ดูเมื่อวันก่อน แม้จะกดลดเสียงไว้จนเกือบสุดแล้วเพราะรู้อยู่ว่าเป็นคลิปยังไง ดวงตาก็ยังอดหรี่มองด้วยท่าทางเหมือนคนกำลังแอบทำอะไรผิดไม่ได้

             นี่มัน... เขาทำกันอย่างนี้จริงเหรอ??? 

             มุคาเอดะปล่อยให้คลิปวีดีโอเล่นไปสักพัก ถึงค่อยเลื่อนมือสอดเข้าไปในกางเกงด้านหน้า หลุบมองส่วนสำคัญในนั้นที่เงียบเป็นป่าสากยิ่งกว่าตอนนอนหลับ ถ้าเขาชอบผู้ชายด้วยกันมันก็น่าจะมีปฏิกิริยาอะไรขึ้นมาบ้างไม่ใช่เหรอ...? ผู้ชายสองคนในคลิปวีดีโอทั้งกอดทั้งรัด ฟาดฟันกันขนาดนั้น ขย่มเตียงกันราวกับไม่ใครก็ใครจะต้องถูกฆ่า มันก็น่าจะต้องตื่นเต้นเร้าใจบ้างสิ ไม่ใช่จะมานอนเงียบ

             ...เอ๊ะ เดี๋ยวสิ ทำไมถึงได้เปิดดูคลิปที่เป็นผู้ชายกับผู้ชายดูได้อย่างอัตโนมัติ... ว่าแต่นี่มันเป็นคลิปเดียวกับที่ดูกับโอโตนามิวันก่อนแน่เหรอ? ทำไมมันดูแล้วเฉยมาก หรือว่าที่มันไม่รู้สึกเลย เพราะไม่มีเสียงต่ำๆ กระซิบเชิงบังคับว่าให้ดูอยู่ข้างหู

             แค่นึกถึงคำว่า `เสียงต่ำๆ` ภาพตอนที่เกิดเรื่องพวกนั้นก็ผุดขึ้นมาในสมอง ทำร่างเสียววาบเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต มุคาเอดะหน้าแดงก่ำ หลุบตามองส่วนที่อยู่ในกางเกงอีกรอบ... ไม่จริง... ตื่นขึ้นมาด้วยเรื่องที่นึกแค่นี้เนี่ยนะ?!

             ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ชายหนุ่มเอามือกำของตัวเองช้าๆ รูดขึ้นลงเบาๆ พลางมองคลิปวีดีโอที่มีเสียงครางจากคนในคลิปกำลังทำให้กัน เขาไม่ได้มองหน้าหรือสนใจฟังเสียงของคนในคลิปมาก แค่คิดว่าจนถึงเมื่อวันก่อน เขาก็ยังทำแบบเดียวกับที่คนพวกนี้ทำกันอยู่กับโอโตนามิอยู่เลย จะเรียกว่า `ทำกัน` ก็ไม่ถูก เพราะสำหรับเขาแล้ว โอโตนามิเป็นคนทำให้ฝ่ายเดียวทุกอย่าง ร่างกายปฏิเสธอะไรไม่ได้เลยเวลาที่อยู่ในมือเขา พอเห็นคนในคลิปส่งเสียงครางกระเส่าพลางพูดขอร้องอีกฝ่ายไปเรื่อยแล้วก็ให้นึกได้ว่าตัวเองเคยพูดอะไรน่าอับอายไปมากมายขนาดไหนเหมือนกัน แค่คิดขึ้นมาก็รู้สึกอยากหนีไปแทรกตัวตามรอยแยกแผ่นดินสุดๆ แต่มันก็คือหลักฐานที่บอกว่าโอโตนามิทำให้เขารู้สึกดีจนเสียผู้เสียคนไปขนาดนั้นได้ รู้ถึงไหนก็คงอายไปถึงนั่น

             เสียงคนในคลิปวีดีโอดังต่อเนื่อง มุคาเอดะปล่อยลมหายใจถี่ เหงื่อออก รูดท่อนลำขึ้นลงไปมาเงียบๆ อยู่พักใหญ่ ถึงแม้จะรู้สึกร่างกายร้อนรุ่มเปียกชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ได้แต่กระสับกระส่ายไปมาบอกไม่ถูก เสียงคนครางใส่กันเริ่มกลายเป็นน่ารำคาญ สุดท้ายก็ทนไม่ได้ เลื่อนมือไปกดปิด

             นั่งเงียบ ปล่อยให้ส่วนที่ยังแข็งแรงเฉอะแฉะอยู่ แต่ยังไงดีล่ะ มันไม่ใช่อย่างที่เขาคิด...

             ทำเองไม่ได้แล้ว...??? 

             แค่คิดประโยคนี้ขึ้นมา ขนแขนเขาก็ลุกซู่ เฮ้ย... ไม่จริงน่ะ บ้าไปแล้ว จะทำไม่ได้ได้ยังไง! เขาก็ไม่ถึงกับตายด้านไร้อารมณ์อย่างนั้นใช่มั้ย? ...แต่มันก็ไม่มีอารมณ์มากไปกว่านี้แล้วจริงๆ นะ นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่กลัว... ก่อนหน้าที่จะมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับโอโตนามิ เขาก็เป็นพวกไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว จะจัดการตัวเองทีก็นานๆ ครั้ง เพราะมีโอโตนามิเข้ามานี่แหละ เขาถึงได้แปลกใจว่าตกลงเป็นคนที่จริงๆ สามารถไฟลุกโชนกับเรื่องแบบนั้นได้ขนาดนี้หรอกหรือ? ในเมื่อได้รับการฝึกปรือวิชามาขนาดนั้นแล้ว (?) มันก็ควรจะสนุกกับการทำด้วยตัวเองได้มากกว่านี้สิ

             มุคาเอดะรีบยกมือถือขึ้นมาเสิร์ช เหงื่อแตกอ่านสาเหตุแล้วสรุปว่าที่ทำไม่ได้น่าจะมาจากความเครียด ใช่ ต้องมาจากความเครียดแน่ๆ ไหนจะเรื่องงาน เรื่องมิสุเอะจะเรียนเปียโน และที่เครียดพีคสุดก็น่าจะเป็นเรื่องของโอโตนามินั่นแหละ เรื่องนี้ทำให้เขานอนไม่หลับมาจะสองวันแล้ว เขายังหนุ่มยังแน่นขนาดนี้ ไม่มีทางที่จะหมดความต้องการเรื่องนี้ง่ายๆ ใช่มั้ย? เพราะถ้าแค่คิดว่านี่ไม่ใช่มือตัวเองแต่เป็นมือของโอโตนามิละก็... เอ... วันก่อนโอโตนามิพูดให้ลองทำยังไงนะ ที่บอกว่า...

             “เคยทำเองไหม?”  

          “ใช้นิ้วสอดเข้าไป เหมือนกับที่ฉันทำให้คราวก่อน” 

             มุคาเอดะหน้าแดงก่ำ ก้มลงมองด้วยความตกใจที่ส่วนที่มันสงบไปแล้วผงาดขึ้นมาใหม่อีกรอบ เมื่อกี้ก็มีปฏิกิริยาขึ้นมาเพราะแบบนี้เหมือนกัน... แค่คิดถึงเสียงของหมอนั่นตอนพูดเองนะ...

             มุคาเอดะไม่มีทางเลือก ขยับเก้าอี้ออกเปลี่ยนมาเป็นยืนเท้ากับโต๊ะ ก้มตัวลงจัดท่าทางเท่าที่นึกออก... ใช้มือหนึ่งกุมส่วนที่แข็งตัวด้านหน้า อีกมือลองใช้นิ้วแตะที่ช่องทางด้านหลัง ยืนทำใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปทีละนิด รู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูกจนต้องหยุดนิ้วค้างไว้แค่นั้น ไม่รู้ว่าทำถูกหรือเปล่า แต่โอโตนามิก็ทำประมาณนี้ใช่ไหมน่ะ...

             มุคาเอดะกลั้นหายใจ เหงื่อแตกพลั่ก... ขนาดแค่นิ้วของตัวเองนิ้วเดียว ยังรู้สึกว่ามันแสบและคับแน่นจนตอนแรกไม่คิดว่าจะสามารถสอดเข้าไปได้ แต่ปกติคุณชินทำแบบนี้ได้ง่ายๆ แถมยังค่อยๆ ขยับขยายเอาเข้าไปได้ตั้งสองนิ้ว... ว่าแต่มันต้องเข้าไปลึกแค่ไหนเหรอ?? ถึงจะรู้สึกดีแบบนั้น ที่แน่ๆ ตอนนี้เขาไม่กล้าขยับ แล้วคือยังไง? ต้องทำยังไงต่อ...

             “คุณชิน...”

             พอนึกภาพใบหน้ากับน้ำเสียงของคนคนนั้นแล้ว เขาก็รู้ตัวดีว่าเผลอเรียกชื่อออกไปอย่างไม่อาย เพราะพอหลุดเรียกไปอย่างนั้นแล้ว ทั้งนิ้วทั้งมือทั้งสะโพกก็ขยับประสานจังหวะกันได้เองโดยอัตโนมัติ มุคาเอดะหลับตาลง ทั้งที่ก็เป็นแค่มือตัวเองทั้งข้างหน้าข้างหลัง แต่แค่ในหัวมีภาพและจินตนาการถึงน้ำเสียง ทุ้มต่ำของอีกคน ทุกอย่างก็ดูราบรื่นไปหมด แค่คิดว่ายังมีคนนั้นประสานตัวแนบแผ่นหลังของเขาอย่างที่เคยทำ เป็นคนใช้นิ้วสอดเข้าออกให้พลางก้มลงจูบต้นคอกระซิบข้างหู ร่างกายเขาก็ยินดีตอบรับสัมผัสทั้งหมด มุคาเอดะหอบหายใจ ถี่ ครางแผ่ว มือที่รูดขึ้นลงสัมผัสกับความชื้นมากขึ้น น้ำเมือกใสทะลักออกมาจนชุ่มมือที่เร่งยิกๆ เสียงเสียดสีกระตุ้นให้หัวใจหวิว ครางชื่ออีกคนราวกับว่าอยู่ตรงนั้นด้วยกัน ก่อนจะกระตุกร่างเกร็งตัว ปล่อยของเหลวสีข้นขุ่นออกมาอย่างไม่กลัวเลอะเทอะพื้นห้อง หอบหายใจหนัก ปรือตายกมือที่เปื้อนเต็มที่ขึ้นมาดู

             ได้แล้ว...

             เขาก็ไม่ได้ถึงกับทำเองไม่ได้นี่? ...แค่ว่าต้องนึกถึงโอโตนามิไปด้วยเท่านั้นเอง

             แต่มันยังไม่พอ...

             ไม่เห็นเหมือนกับที่โอโตนามิทำให้เลย... 

             “...เข้าข้างแล้วเห็นมะ มุคาเอดะ”

             มุคาเอดะสะดุ้ง กระตุกหน้าเงยขึ้นมองหลุดจากภวังค์ ค่อยเห็นเพื่อนกับรุ่นน้องที่กำลังคุยกันกลับมาอยู่ในสายตา

             “อะ... อือ อะไรนะ?”

             “ใจลอยไปไหน? ไม่ได้ฟังเลยเหรอ” นาคากุจิเอาไม้คีบเนื้อย่างชี้ไปที่ซุ้มเครื่องดื่มซึ่งมีมิกิยืนคุยกับโอโตนามิอยู่ แค่ภาพหนุ่มหล่อสาวสวยคุยกัน ก็ดูเหมือนจะทำให้สาวๆ ในออฟฟิศที่ยืนซุบซิบดูงานกันอยู่ใจแป้วกันไปเป็นแถบ

             “ฉันบอกว่าโชคเข้าข้างละเห็นมะ คุณมิกิไปยืนคุยกับคุณชิน นี่นายไปปล่อยข่าวหน่อยสิว่าคุณชินเขามีแฟนแล้ว คบกับคุณมิกิอยู่ ทีนี้สาวๆ ในบริษัทจะได้เลิกกรี๊ดกร๊าดเสียที”

             “พูดบ้าๆ ทำไมฉันจะต้องทำอย่างนั้นด้วย” มุคาเอดะยกเบียร์จิบอีกคำพลางตอบหงุดหงิด ไม่ใช่แค่สาวๆ ในบริษัทหรอก เขาก็ไม่ได้อยากจะเห็นภาพนี้เหมือนกัน แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรใช่ไหม... เพราะเป้าหมายความรักของโอโตนามิไม่ใช่ผู้หญิงอยู่แล้ว...

             “แล้วทำไมเห็นคุณมิกิคุยกับคุณชินแล้วถึงคิดว่าเป็นแฟนกัน นายมีแฟนเป็นผู้หญิงได้เท่านั้นเหรอ?”

             คำสบถออกมาด้วยสีหน้านิ่งทำให้ทั้งเพื่อนทั้งรุ่นน้องหยุดมอง ก่อนมุคาเอดะจะรู้สึกตัว เหงื่อแตกพลั่กเมื่อโดนจ้อง

             “หมายความว่าไงอะ?”

             “ปละ...เปล่า” มุคาเอดะหน้าแดงก่ำ “ฉันแค่คิดว่ามันเป็นความคิดที่จำกัดเกินไป ที่เห็นผู้ชายยืนคุยกับผู้หญิงแล้วก็คิดว่าเขาเป็นแฟนกัน”

             “นายเมาแล้วเรอะ?” นาคากุจิทำหน้าเป็นเครื่องหมายปริศนา “หรือพอหย่าแล้ววิวัฒนาการไปถึงขั้นนั้น? นายบำเพ็ญพรตแล้วอะไรอย่างนี้ใช่ไหม”

             “แค่แนะนำว่าความรักมันก็มีรูปแบบอื่นด้วยเฟ้ย” มุคาเอดะบอกด้วยเสียงขุ่น หลบสายตาจะหันมาคีบเนื้อเข้าปาก แต่แล้วก็เลิกคิ้วนิดๆ เพราะเงาของเพื่อนที่ก้าวมายืนทาบ

             “ยังไงฟระ? สมมุติอย่างฉันนี่ ก็หมายความว่าไม่ควรมองแต่ผู้หญิง ให้รวมนายเข้ามาในเป้าหมายด้วยไรงี้เหรอ?”

             ม่านตาของมุคาเอดะกระตุก ไม่คิดว่านาคากุจิจะกางแขนแล้วกอดหมับเข้าที่ตัว เอาแก้มถูไถไปมากับเส้นผมเล่น

             “เฮ้ย เออ ได้เหมือนกันนะเว้ย ถ้าเป็นมุคาเอดะก็ได้อยู่”

             คนถูกกอดผลักนาคากุจิออก ยะจิมะกำลังหัวเราะฝืนๆ กับภาพรุ่นพี่ที่เล่นกันอย่างสนิทสนม แล้วก็กลายเป็นยิ้มค้างเมื่อเห็นใบหน้ามุคาเอดะแดงก่ำ แววตาดูตกใจ แล้วถึงค่อยเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง

             “โทษๆ อะๆ กินเนื้อต่อ” นาคากุจิหัวเราะ คีบเนื้อกับผักที่ปิ้งได้ใส่จานให้อีก มุคาเอดะหลุบตามองพริกหยวกเผากำลังได้ที่ในจานแล้วก็เงียบ ลุกขึ้นยกแก้วเบียร์ซดที่เหลือจนหมด แล้วก็เดินออกห่าง

             “ยอมไปเอาเครื่องดื่มแล้วเหรอ?”

             “ห้องน้ำ”

             ตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

 

             “จะบ้าหรือไงยะ ดันมาทะเลาะกันตอนนี้เนี่ยนะ? แล้วสรุปก็ไม่ได้บอกเขาอีกว่าจะมาคุมซุ้มเครื่องดื่มในงานด้วย ก็สมควรที่เขาจะโกรธมั้ย! เป็นฉันก็โกรธ! โกรธธธธ!”  

             โอโตนามิอยากจะเอามืออุดหู แต่ก็ทำแค่ตวัดหางตามองเจ้าของเสียงโวยวาย จ่อบุหรี่ที่ปากแล้วก็พ่นควันออกมาใส่

             “ก็ไม่ได้ทะเลาะอะไร แล้วมุคาเอดะก็ไม่โกรธอะไรกับเรื่องแค่นี้หรอก หมอนั่นแยกแยะเรื่องงานได้”

             “แล้วทำไมไม่พูดกัน? ดูเขาหนีห่างจากเธออย่างเห็นได้ชัดๆ เลยนะ”

             “แค่ขอให้ห่างกันสักพักไปก่อน แล้วก็เลิกจากเรื่องนั้นเฉยๆ”

             “เรื่องไหน?” มิกิขมวดคิ้วถาม แต่พอเห็นอีกคนนิ่งเฉย ทำหน้าเหมือนเป็นพระพุทธรูปปางนิพพานก็ไม่ถามต่อ...

             “แล้วจะเอาไงยะ! อุตส่าห์ให้มาคุมซุ้มเครื่องดื่มเพราะกะจะได้เห็นอะไรสนุกๆ แท้ๆ บ้าที่สุดเลย”

             “ถือโอกาสนี้เลิกยุ่งกับเรื่องชาวบ้านไปเลยเป็นไง?”

             “นี่เพื่อนอุตส่าห์ช่วยนะ”

             โอโตนามิมองดวงตาที่เขม่นใส่ ถอนหายใจพลางบอก

             “ก็จะให้ทำไง? ฉันจะไปทำอะไรได้นอกจากทำตามที่หมอนั่นต้องการน่ะเฮอะ”

             “ก็ไปตื๊อเขาสิ บอกความรู้สึกเขาไปซะ”

             โอโตนามิพ่นควันออก เหลือบมองอีกรอบ

             “ทำแบบนั้นมันก็แค่สนองนี้ดตัวเอง ให้เวลาหมอนั่นอย่างที่ต้องการดีกว่า”

             “ก็คือจะตัดใจสินะ”

             โอโตนามิเงียบไปชั่วขณะ สายตามองไปข้างหน้าตรงนิ่ง มิกิก็เลยหันมองตาม แล้วก็เงียบไปด้วยเมื่อเห็นภาพที่จู่ๆ นาคากุจิก็โน้มตัวลงไปกอดเพื่อน

             “อร๊าย ทำอะไรกัน ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าเพื่อนกันนี่แหละน่าสงสัยสุด” มิกิเอามือป้องปาก ยิ้มกริ่ม “ต้องตัดใจจริงๆ แล้วสิเนี่ย”

             “พูดบ้าๆ” โอโตนามิกดบุหรี่ลงกับที่เขี่ย “ถ้าตัดใจได้ง่ายๆ ก็เลิกยุ่งด้วยไปนานแล้ว ฉันจะกลับไปทำงานล่ะ”

             “เดี๋ยวๆ ถ้าจะทำงานละก็” มิกิทำหน้าไม่พอใจที่เพื่อนลุ้นไม่ค่อยขึ้น เลยเปลี่ยนมาเป็นชี้นิ้วออกคำสั่ง “ช่วยใส่เฮดเซ็ทไว้ตลอดด้วยย่ะ เรียกใช้งานอะไรไม่ตอบเลย”

             สั่งเองผงะเอง เพราะชายหนุ่มหันมามองด้วยสายตาเงียบขรึม แต่โอโตนามิก็ยอมใส่เฮดเซ็ทของสตาฟกลับไปไว้บนศีรษะ แล้วเดินกลับไปที่ซุ้มเครื่องดื่มคนเดียว

             มิกิถอนหายใจ ทำหน้างอพลางหันมองมุคาเอดะที่ลุกออกจากที่นั่งไป

 

             มุคาเอดะปิดก็อกน้ำ ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางเงยหน้ามองกระจก ใบหน้าเปียกโชกไปถึงปลายเส้นผมที่ปรกหน้าผากด้านหน้า แก้มสองข้างแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มไปนิดๆ

             เขาเพิ่งจะดื่มเบียร์ไปแค่แก้วเดียว แต่น่าจะเพราะเหนื่อยๆ กับช่วงนี้และไม่ได้นอนมาสองวันมากกว่า ก็เลยรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาจนต้องปิดดวงตา แล้วก็ประคองตัวให้ยืนอยู่กับที่

             “ทำงานหนักไปหรือเปล่าคะ? หรือกลัดกลุ้มเรื่องอะไรหือ?”

             มุคาเอดะสะดุ้งโหยง หันไปมองเห็นหญิงสาวทายาทตระกูลฮินุมะผู้ช่วยเหลือการจัดงานครั้งนี้เดินเข้ามาในห้องน้ำ ใบหน้าแต่งเต็มที่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่ชั่วโมงส่งยิ้มให้ กลิ่นน้ำหอมฟุ้งกระจายทั่ว

             “เอ่อ ไม่หรอกครับ ก็แค่...” ตอบแบ่งรับแบ่งสู้แล้วค่อยทำตาเหลือก “คะ... คุณมิกิ นี่มันห้องน้ำชายนะครับ ห้องน้ำชาย” หันมองซ้ายขวาเลิ่กลั่ก แต่แทนที่หญิงสาวได้ยินแล้วจะตกใจหรือรีบเดินออกไป กลับปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่

             “อ้าว นึกว่ารู้อยู่แล้ว ตกลงตาชินไม่ได้บอกเหรอคะ? ก็ถูกแล้วไงคะแหม ข้างล่างยังไม่ได้ไปทำอะไรกับมันนี่”

             “ข้างล่าง...?”

             มุคาเอดะทำตาปริบๆ มองรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของหญิงสาวแล้วค่อยๆ ตระหนักอะไรขึ้นมาได้ทีละนิด

             ไม่จริง... 

          ไม่นะ ไม่ๆๆๆ เรดาห์เขาพังไปแล้วเหรอออออ 

             “คุณมิกิ เอ่อ... เป็น... เป็น...”

             “ข้ามเพศไปแล้วจ้า~ แต่ข้ามไม่หมดน่ะนะ ยังเสียดายอยู่” ตอบทีเล่นทีจริงพลางก้มมองหน้าอกสองข้างของตัวเอง เอามือบีบเบาๆ ไม่ได้สนใจสีหน้าอีกคนที่ทำท่าเหมือนจะเป็นลมล้มพับลงไปอยู่แล้ว

             “ข้างนึงก็ไม่ใช่ถูกๆ แต่เงินไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือยังทำใจไม่ได้มากกว่า อ้าวๆ คุณมุคาเอดะ” ทักเพราะเห็นชายหนุ่มถอยไปเอามือเท้าอ่างล้างหน้า เหงื่อแตกพลั่ก

             “...งั้นที่ว่าเคยสารภาพรักกับคุณชิน?”

             “ก็ต้องตอนยังอยู่ในร่างเดิมสิแหม ใครจะเป็นร่างนี้ตั้งแต่มัธยมหือ ฮะๆๆ คุณมุคาเอดะนี่น่ารักตลอดเลย”

             มีผู้ชายมาสารภาพรักตั้งแต่มัธยมเลยเหรอ!! // มุคาเอดะ 

             หญิงสาวมองปฏิกิริยา ปรายตาพลางถอดเฮดเซ็ทลงวางที่อ่าง แล้วก็เปิดก็อกล้างมือบ้าง

             “ว่าแต่ วันนี้เหมือนจงใจหลีกเลี่ยงนังชินมันยังไงไม่รู้ คุณมุคาเอดะโกรธอะไรมันหรือคะ?”

             “เอ๊ะ? ปะ...เปล่าครับเปล่า” คนถูกถามสะดุ้ง รีบตอบแบ่งรับแบ่งสู้ “แค่ว่า...” สีหน้าชายหนุ่มดูหมองลง แต่ก็ยังยิ้มตอบให้ดูเป็นปกติ “เห็นเขามีแฟนแล้ว ก็เลยคิดว่าทำตัวสนิทสนมเกินไปจะไม่เหมาะสมเท่านั้นเองครับ”

 

             มิ กิ ฮา รุ 

             โอโตนามิเรียกชื่อในใจพลางบีบมือตัวเองแน่น เส้นเลือดปลายคิ้วกระตุกปึดๆ กับเสียงหัวเราะคิกคักที่ได้ยินผ่านเฮดเซ็ท

             “ก็ต้องตอนยังอยู่ในร่างเดิมสิแหม ใครจะเป็นร่างนี้ตั้งแต่มัธยมหือ ฮะๆๆ คุณมุคาเอดะนี่น่ารักตลอดเลย”

             ทำบ้าอะไรของนายหา! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ บอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับหมอนั่น! // โอโตนามิ 

             “เอ่อ...”

             “อะไร?”

             นาคากุจิถือแก้วเบียร์ค้าง เหงื่อแตกมองคนเฝ้าซุ้มที่เหล่มองด้วยสาย ตาขวางจัดยิ่งกว่าพวกตัวชั่วในหนังยากุซ่า

             “ตะ...ตะ... เติมเบียร์หน่อยครับคุณชิน”

             โอโตนามิจ้องหน้า นึกถึงภาพที่ไอ้บ้านี่มันบังอาจกอดมุคาเอดะเมื่อครู่แล้วก็อยากจะส่งเบียร์ให้ทั้งถังด้วยการฟาดๆๆ ถึงจะไม่ได้ทำตามที่คิด แต่ความแค้นก็น่าจะแสดงออกทางสีหน้า คนยืนรอเบียร์ก็เลยเหงื่อแตกพลั่ก ตัวสั่นเพราะสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต...

             “เห็นเขามีแฟนแล้ว ก็เลยคิดว่าทำตัวสนิทสนมเกินไปจะไม่เหมาะสมเท่านั้นเองครับ”

             เอ๊ะ? 

             เสียงตอบของมุคาเอดะจากเฮดเซ็ททำให้โอโตนามิเงยหน้า สบตากับนาคากุจิที่ยืนรอเหงื่อแตกอยู่พอดี

             “เอ่อ...” นาคากุจิเอามือชี้ “บะ... เบียร์ครับเบียร์...” ชี้ให้ดูฟองสีขาวที่ล้นออกมานอกแก้วจนไหลเป็นน้ำตกนองพื้น มือคนถือแก้วก็เปียกชุ่มไปหมด แต่อีกมือก็ยังจับบาร์ค้างอยู่

             “ฮะๆๆๆ” เสียงหัวเราะของหญิงสาวผ่านเฮดเซ็ทแสบแก้วหู โอโตนามิกระตุกบาร์กลับขึ้นไป วางแก้วลงตรงเคาน์เตอร์ดังโครมลงหน้านาคากุจิที่พูดอะไรไม่ออก

             “ไปเข้าใจอะไรผิดตอนไหน? หมอนั่นมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่?”

             มิกิหัวเราะร่า...

 

To be continue

 

MEB E-Book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น