Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 10

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 988

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ต.ค. 2563 01:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 10
แบบอักษร

** ขออภัย เมื่อวานลงผิดตอนด้วยอะ 5555 ดีนะที่ไม่ค่อยมีคนอ่านอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีใครท้วงนะ TvT ** 

10 

             “ก็นี่ไง แบบที่มีกระต่ายพิ้งค์กี้พิ้งค์นี่ไง มิสุเอะก็ชอบไม่ใช่เหรอ?” 

             “มิสุเอะจะเอาแบบบิกินี่” 

             มุคาเอเดะมองลูกสาวที่นั่งทำหน้างอ เหลือบมองชุดว่ายน้ำแบบสองชิ้นที่แขวนบนชั้นสินค้า แล้วก็มองชุดแบบวันพีซในมือตัวเองอีกรอบ พยายามเกลี้ยกล่อมใหม่ 

             “ชุดแบบนี้มันจะเห็นสะดือนะ มันเห็นพุงด้วยนะ แบบที่ปะป๊าเลือกสิดีกว่า ดูสิปิดมิดชิดเรียบร้อยด้วย” 

             “มิสุเอะจังจะเอาบิกีนี่” 

             “ไม่เอา ไม่ให้ใส่บิกี่นี่” 

             “จะเอาตัวนี้ๆ”  

             มุคาเอดะเริ่มทำหน้ายุ่งยาก เมื่อเด็กน้อยเริ่มเสียงดังและทำหน้าเสียอารมณ์ เขาเองก็เป็นคนบอกว่าให้เลือกแบบที่ชอบในตอนแรกเองเสียด้วย แต่พอลูกสาวเลือกชุดว่ายน้ำแบบบิกินี่ ก็รู้สึกว่าไม่อยากให้ใส่ยังไงก็ไม่รู้... อือ หรือว่าคิดมากไป ปกติเด็กห้าขวบเขาใส่บิกีนี่กันแล้วเหรอ! ทำไมมีชุดว่ายน้ำแบบนี้ขายเต็มไปหมด! 

             “เข้าใจละๆ” สุดท้ายก็ยอมเก็บชุดพิ้งค์กี้พิ้งค์ที่ตัวเองเลือก แล้วก็หยิบบิกินี่ตัวที่ว่าใส่ลงไปในตะกร้า จากนั้นก็กระเถิบตัวไปเลือกเสื้ออีกตัว 

             “ถ้าจะใส่บิกินี่ก็ต้องใส่เสื้อคลุมนะ เอ เสื้อคลุม เสื้อคลุม” ไม่รู้ว่าเขาเป็นพ่อที่คิดมากไปหรือเปล่า แต่มันก็ไม่ควรจะเห็นผิวเยอะขนาดนั้นสิ ถึงยังไงก็เป็นเด็กผู้หญิงนะ! 

             “ปะป๊า มิสุเอะจังหิวแล้ว” เด็กหญิงกระตุกขา ยังติดเรียกชื่อตัวเองว่า `มิสุเอะจัง` ในบางทีอย่างที่ใครๆ ชอบเรียก โดยเฉพาะเวลาอ้อน “วันนี้คุณชินทำอะไรกินคะ?” 

             “วันนี้คุณชินมีธุระ ก็เลยไม่ได้ทำข้าวเย็นให้น่ะ” มุคาเอดะหันไปยิ้ม “ปะป๊าก็เลยใช้โอกาสนี้พามิสุเอะจังมาซื้อของเตรียมเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนไง เดี๋ยวเรากินข้าวในห้างกันเลย มิสุเอะจังอยากกินอะไร?” 

             “อือ~~ แฮมเบิร์ก!” คนเป็นพ่อมองลูกสาวที่อารมณ์ดีขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าเอ็นดู เลือกรองเท้าแตะ, แว่นตากันน้ำ กับกระเป๋าเรียนว่ายน้ำแบบเด็กผู้ หญิงที่ทุกอย่างเป็นสีชมพูหมดไปยืนจ่ายเงินที่แคชเชียร์ บอกตามตรงว่าในชีวิตเขาก็ไม่เคยคิดว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับสีชมพูมากขนาดนี้มาก่อน... ขณะกำลังนึกว่าน่าจะครบหมดแล้ว เด็กหญิงก็กระตุกขากางเกงชุดสูทอีกรอบ 

             “ปะป๊า ปะป๊า ไปกินข้าวกับคุณชินไหมคะ?” 

             “หือ? ก็บอกแล้วไง วันนี้คุณชินมีธุระ ไม่ได้ทำข้าวเย็นให้” 

             “ก็คุณชินมาที่นี่เหมือนกัน อยู่นั่นไง” 

             มุคาเอดะมองตามมือมิสุเอะชี้ แล้วขมวดคิ้วเล็กๆ ที่เห็นชายหนุ่มยืนเลือกสินค้าอยู่ในแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าฝั่งตรงข้าม ข้างๆ เป็นผู้ชายผิวขาว รูป ร่างผอมสูง วัยน่าจะสี่สิบต้นๆ ใส่ชุดสูททำงานเหมือนพวกพนักงานบริษัท เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ก็น่าจะเป็นธุระที่ชายหนุ่มบอก ซึ่งทำให้ไม่สามารถจัดการเรื่องอาหารเย็นวันนี้ได้  

             ก็ไม่ได้ตั้งใจจะยุ่งเรื่องของชาวบ้าน แต่สายตาไปเห็นกล่องที่ชายหนุ่มถือว่าเป็นกล้องวีดีโอหรืออะไรสักอย่าง มุคาเอดะเลยเงยหน้ามองป้ายแผนกสินค้าที่บอกว่าเป็นพวกกล้องวงจรปิด ขมวดคิ้วนิดๆ กับสีหน้าท่าทางจริงจังตอนที่เรียกพนักงานมาถามเรื่องสินค้า เด็กหญิงดูตื่นเต้น ดึงขาจะให้ไปทักให้ได้ แต่มุคาเอดะก็รีบจูงเดินออกมาห่างๆ  

             “ปะป๊า ไม่ไปหาคุณชินเหรอ?” 

             “คุณชินก็คงจะมาทำธุระของเขาน่ะ เดี๋ยวเราไปหาข้าวกินกันดีกว่า” ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ก็อดตะหงิดใจแปลกๆ ไม่ได้ ยังไม่ทันคิดอะไร โอโตนามิก็เดินออกมาจากร้านกับชายคนเมื่อครู่ มุคาเอดะดึงมิสุเอะหลบเข้าหลังชั้นขายผ้าเช็ดตัวโดยอัตโนมัติ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหลบเหมือนกัน แต่พอมองถุงของที่ซื้อเรียบร้อยออกมาด้วยกันแล้วก็รู้สึกบอกไม่ถูก เลื่อนสายตามองหน้าชายวัยกลางคนคนที่ว่าอีกรอบ ก็ดูเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานหน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่น่าจะติดใจอะไร แต่มารู้ตัวอีกทีว่าก้าวขาเดินตามเขาไปห่างๆ ก็ตอนที่ลูกสาวที่เขาจูงมืออยู่หัวเราะคิกคักแล้วก็พูดขึ้น 

             “หนูจะเป็นยอดนักสืบมิสุเอะจัง” 

             มุคาเอดะชะงักขา เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ จริงๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะตามไปดูอะไรอย่างนี้หรอกนะ แต่บันไดเลื่อนขึ้นชั้นบนที่มีพวกร้านอาหารมันอยู่ทางนี้ ก็แค่ต้องเดือนไปทางเดียวกันต่างหากล่ะ... 

             ถึงในใจจะคิดอย่างนั้น แต่พออีกฝ่ายหยุดขาแล้วหันมองแผนกข้างๆ ก็ตกใจ รีบดึงลูกสาวที่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักให้หลบหลังชั้นวางสินค้าอีกรอบ แล้วยกนิ้วขึ้นมาทำเสียงชู่ว์ๆ  

             มุคาเอดะชะเง้อหน้ามองผ่านช่องว่างระหว่างชั้นสินค้า ค่อยเห็นว่าโอโตนามิหยุดอยู่หน้าแผนกที่ขายพวกเฟอร์นิเจอร์ เอามือแตะกดลงบนเตียงที่วางโชว์เอาไว้ ผู้ชายที่มาด้วยกันพูดอะไรด้วย หยิบแคตตาล็อกที่วางเอาไว้ยืนดูด้วย กันจนพนักงานปรี่เข้ามาแนะนำสินค้าให้ เห็นแค่นั้นก็หลุบตัวเข้ามานั่ง นิ่งเงียบ  

             นึกขึ้นมาได้ว่าชายหนุ่มพูดว่าจะซื้อเตียงเมื่อวันก่อน... แล้วก็นึกขึ้นมา ได้อีกว่าตอนนั้นเขาถามว่าโอโตนามิเจอคนที่เป็นสเปคแล้วใช่หรือไม่... 

             แล้วเขาก็ตอบว่าใช่... 

             “ปะป๊า ปะป๊า มิสุเอะจังหิวแล้ว” 

             “อ๊ะ... อื้อ” สะดุ้งกับเสียงเรียก หันไปมองคนสองคนอีกรอบ แล้วตัดสินใจจูงลูกสาวเดินย้อนกลับไปอีกทางแทน... 

 

             มุคาเอดะลืมตาขึ้นมาในแสงสลัว มองใบหน้าลูกสาวที่นอนหลับสบายในฟูกแล้วลุกขึ้นมาทั้งที่ยังสะลึมสะลือ เงยหน้ามองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าเป็นเวลาสามทุ่มกว่า ห้องรับแขกยังเปิดไฟและมีข้าวของกองอยู่ กว่าเขากับมิสุเอะจะกลับมาจากซื้อของและกินข้าวข้างนอกก็เกือบจะสองทุ่มแล้ว เขารีบพาลูกอาบน้ำแล้วก็เตรียมที่นอนให้ มิสุเอะก็ดูจะเล่นที่โรงเรียนเหนื่อยมาทั้งวัน ตอนที่เขาพาเข้ามากล่อมนอน เด็กหญิงก็นอนหลับไปง่ายๆ โดยใช้เวลาไม่มาก เขาเองก็คงเหนื่อยเหมือนกันเลยเผลอหลับไปด้วย แต่จะหลับไปเลยอย่างนี้ก็ไม่ได้ เพราะมีอะไรต้องทำอีกเยอะ... 

             มุคาเอดะหาวหวอด เดินออกมาที่ห้องรับแขก หยิบของที่ซื้อออกมาตัดป้ายราคาออกแล้วเขียนชื่อ ล้วงสมุดบันทึกจากครูออกจากกระเป๋ามิสุเอะมานั่งอ่าน เทกระเป๋าออกมาก็เจอกับจดหมายแจ้งนู่นนี่จากทางโรงเรียนให้ต้องอ่านต้องตอบ ทำให้ต้องถอนหายใจต่อ

             เสียงข้อความเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้น ไม่ต้องดูชื่อก็เขารู้ว่าเป็นเมสเสจจากใคร เพราะคนที่จะโทรหรือส่งเมสเสจหาในเวลานี้สำหรับเขาแล้วก็มีอยู่คนเดียวเท่านั้น

             `ทำอะไรอยู่ ไปที่ห้องได้หรือเปล่า`

             มุคาเอดะอ่านข้อความแล้วนิ่งไปชั่วครู่ รู้สึกอึดอัดในใจบอกไม่ถูก เขาก็มองไม่เห็นว่าเรื่องที่เจอโอโตนามิมากับใครที่ห้างมันเป็นเหตุผลสมควรให้อารมณ์ดิ่งดาวน์ขนาดนี้ได้ตรงไหน ขนาดว่ายังไม่รู้ว่าผู้ชายคนที่เจออยู่กับโอโตนามินี่ห้างนั้นเป็นใคร? จะเป็นคนเดียวกับที่เขาบอกว่าคือคนในสเปคเมื่อวันก่อนหรือเปล่า? แต่มันก็คือการตอกย้ำความจริงที่ว่าชายหนุ่มสารภาพความจริงเองว่าเจอคนคนนั้นแล้ว แต่ตัวเขาเองก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่พูดถึงมาหลายวัน จนมาเจอภาพที่ทำให้ในใจหวิวขึ้นมาแปลกๆ อย่างนั้นเข้า

             ก็ไม่รู้ว่าจะหวิวในฐานะอะไร เสียดายความสัมพันธ์แบบนี้น่ะเหรอ? กะอิแค่เซ็กส์เฟรนด์เนี่ยนะ...

             หรือว่า...

             จะไม่ได้แค่เริ่มเปลี่ยนรสนิยมไปชอบผู้ชาย... แต่เขายังกลายเป็นคนเซ็กส์จัด???

             มุคาเอดะส่ายศีรษะ รีบพิมพ์ตอบ

             `ขอโทษด้วยครับ วันนี้เหนื่อยๆ เลยว่าจะนอนเลย`

             ไม่ถึงนาที โอโตนามิก็พิมพ์ตอบกลับมา

             `เข้าใจแล้ว พักผ่อนมากๆ นะ`

             มุคาเอดะกดอ่าน แต่ไม่ตอบอะไร แล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

             ตอนแรก มุคาเอดะก็คิดว่าจะให้มิสุเอะเริ่มเรียนเปียโนอาทิตย์หน้า แต่พออิชิซากะส่งเมสเสจมาคะยั้นคะยอหลายรอบเข้า เขาก็เลยต้องตอบตกลงไปทั้งที่เป็นเย็นวันศุกร์ เขาค่อนข้างจะยุ่งกับการเช็คชื่อคนเข้าร่วมงานบาร์บิคิวในวันอาทิตย์เป็นรอบสุดท้าย เพราะตลอดเวลาก็มีทั้งคนแคนเซิลและเข้าร่วมงานเพิ่มอยู่ตลอด พอบอกอิชิซากะไปอย่างนั้น เธอก็หัวเราะและบอกว่าจะช่วยดูมิสุเอะให้ไปก่อน จะมารับกี่โมงก็ได้ ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่เขาก็รีบล่กๆๆ เคลียร์งานจนเสร็จ ตอนมาถึงสถานีแล้วก็รีบขึ้นรถแท็กซี่จะตรงไปบ้านหญิงสาว ดีว่าโทรบอกโอโตนามิไว้แต่แรกว่าวันนี้คงกลับไปกินข้าวไม่ได้เพราะจะไปรับมิสุเอะที่บ้านคุณอิชิซากะเลย นี่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน เขายังหาข้อสรุปเรื่องยุกยิกในใจเกี่ยวกับโอโตนามิไม่ได้ เลยสรุปกับตัวเองว่าจะหยุดมีความ สัมพันธ์แบบนั้นกับโอโตนามิสักพัก แล้วค่อยคิดอีกทีหลังจากที่งานบาร์บิคิวจบ  

             ก็แค่คิดคนเดียวน่ะนะ อีกฝ่ายเหมือนจะไม่แม้แต่จะระแคะระคายเรื่องที่เขาปฏิเสธไม่ให้มาหาที่ห้องเมื่อคืนเลยด้วยซ้ำ ก็อย่างว่า... โอโตนามิไม่รู้เรื่องที่เขาไปเห็นตอนเดินกับคนอื่นในห้างเมื่อวานนี้ นี่ก็ยังโทรเข้ามาหายิกๆ ตามปกติเพราะเห็นฝนเริ่มตก

             “ให้ไปรับที่สถานีไหม?”

             “ไม่เป็นไรครับขึ้นรถแท็กซี่แล้ว” มุคาเอดะตอบ ผ่อนลมหายใจพลางเอามือปัดละอองน้ำที่เกาะตามเส้นผม

             “ไม่กินข้าวที่นี่แล้วจะไปกินที่ไหน? อย่าบอกนะว่าจะกินกับคุณอิชิซากะน่ะ”

             “ฮะ ฮะ ไม่หรอกครับ ก็คงซื้ออะไรง่ายๆ เข้ามา”

             “ถ้างั้นกลับมากินข้าวที่ฉันทำก็ได้นี่”

             “ไม่เป็นไรครับ คุณชินจะได้พักผ่...” เสียงหายไปเฉยๆ เพราะแท็กซี่วิ่งข้ามสะพานที่มีหัวสะพานเป็นรูปนกพิราบ แล้วก็ผ่านร้านกาแฟที่ทำจากอิฐบล็อกสีแดงดูเด่นซึ่งมีต้นไอวี่ใบเขียวเลื้อยเกาะไปตามหน้าต่างชั้นหนึ่งพอดี ในร้านมืดสนิท ติดป้ายที่ประตูไว้ว่าปิด ตรงบันไดนอกด้านข้างที่เดินขึ้นชั้นสองมีคนกำลังเดินขึ้นบันไดกันอยู่สองคน โอโตนามิหนีบโทรศัพท์มือถือกับคอ เปิดประตูให้ชายวัยกลางคนคนเดียวกับที่เจอเมื่อวานเข้าห้องตัวเองไปก่อน

             “เอางั้นเหรอ ให้ฉันไปรับที่บ้านคุณอิชิซากะไหม?” เขาเห็นไปไม่ถึงริมฝีปากของคนพูดหรอก แต่แค่ช่วงที่รถแท็กซี่แล่นผ่านแค่แวบเดียว ก็ทันเห็นชายหนุ่มเดินตามอีกคนเข้าห้องตัวเองไป แล้วปล่อยประตูปิด มุคาเอดะถือโทรศัพท์ค้าง น่าจะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ ก็เลยเงียบไปจนอีกฝ่ายเรียกชื่อ

             “มุคาเอดะ?”

             “เอ้อ... ครับ ไม่ต้อง...” มุคาเอดะตอบตะกุกตะกัก “คุณชินใช้เวลาได้ตามสบายเลยครับ”

             “นี่ ฉันซื้อเตียงแล้วนะ เพิ่งมาส่งวันนี้เอง”

             ที่ไปดูด้วยกันมาเมื่อวานสินะ? ...มิน่าถึงชวนกันมาที่ห้อง เพราะเตียงจะมาส่ง...  

             โอเค เขาค่อนข้างจะแน่ใจแล้วว่าคนที่โอโตนามิพูดถึงน่ะเป็นคนเดียวกับที่เขาเห็นเมื่อวาน แล้วก็เป็นคนเดียวกับที่ชวนมาที่ห้องวันนี้ แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ แล้วทำไมต้องโทรหาเขาด้วย... เพื่อจะได้ปกปิดเรื่องนี้ไว้ก่อนน่ะหรือ? ยังไงเขาก็ไม่มีสิทธิ์แย้งอะไรต่อให้โอโตนามิพาคนที่ชอบมาแนะนำตัวให้ตรงหน้าอยู่แล้วนี่

             แต่ถ้าเร็วๆ นี้... เขาพามาแนะนำจริง...  

             “ว่าจะชวนนายมาลองเตียงที่ห้อง แต่นายคงยุ่งๆ จนถึงงานบาร์บิคิวสินะ”

             “ครับ...”  

          ก็มีคนมาลองให้แล้วไม่ใช่หรือไง...  

             “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แค่นี้นะครับ” มุคาเอดะตอบด้วยเสียงถอนหายใจ กดตัดสายไปโดยไม่ได้ฟังคำตอบของโอโตนามิต่อ นั่งเอนศีรษะพิงกระจก เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วก็ไม่คิดว่าโอโตนามิจะต้องทำเป็นปิดเรื่องนี้เอาไว้ก่อนด้วย ก็อาจจะใช่ ว่าเป็นช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์กับคนนั้น อะไรๆ ก็ยังไม่แน่นอนถึง กับจะตัดเขาออกไปทันทีหรอก แต่ถ้ารอถึงเวลานั้น ไม่คิดถึงเขาบ้างเหรอว่าจะทำหน้ายังไงที่ต้องเจอทั้งสองคนอยู่ด้วยกันต่อจากนี้ไปบ่อยๆ น่ะ  

             ชายหนุ่มกระตุกตัวขึ้นนั่งกระสับกระส่าย บอกไม่ถูกว่าต้องการอะไร แต่ตอนนี้เขาก็อยากจะรีบกลับแล้วไปเคลียร์เรื่องนี้ให้มันเรียบร้อยไปเลยเหมือนกัน ถ้าไปจ๊ะกันเข้า โอโตนามิก็คงไม่มีทางเลือก ก็คงแนะนำอีกคนกับเขา เขาก็คงทำหน้าปกติ แล้วหลังจากนั้นก็คงต้องคุยกันจริงจังเรื่องนี้ ไอ้เรื่องที่ทำอยู่นี่ มันก็ควรจะหยุดใช่มั้ย...? 

             ขณะกำลังนั่งไม่ติด รถแท็กซี่ก็จอดลงที่หน้าบ้านของครูสอนเปียโนลูกแล้ว หญิงสาวเปิดประตูออกมาแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงรถจอดเหมือนรออยู่ กล่าวเชื้อเชิญด้วยเสียงหวาน  

             “เชิญเลยค่า นึกว่าจะมาตอนค่ำกว่านี้เสียอีก”  

             “ก็พยายามจะไม่ให้เป็นอย่างนั้นน่ะครับ”  

             มุคาเอดะรีบก้าวเข้าไปใต้ชายคาเพราะฝนยังตกปรอยๆ อยู่ ชะเง้อมองเสียงเด็กเล่นกันข้างใน ตะโกนเรียก 

             “มิสุเอะจัง” 

             “ปะป๊ามารับแล้ววว” เด็กหญิงลุกขึ้นวิ่งมาหา แต่หญิงสาวเจ้าของบ้านรีบสกัดไว้ ไม่ปล่อยให้ชายหนุ่มมารับแค่หน้าบ้านแล้วกลับออกไป อิชิซากะหัวเราะคิกคัก ช้อนไหล่เด็กหญิงอุ้ม แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน  

             “อย่าเพิ่งจ้า ปะป๊ายังไม่กลับหรอก ให้ปะป๊าเข้ามานั่งพักเหนื่อยก่อนเนอะ มิสุเอะจังก็บอกจะอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันแล้วนี่จ้ะเมื่อกี้” 

             “ไม่ดีกว่าครับ พอดีว่ามีธุระ”  

             “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ มาๆๆ เข้ามานั่งก่อน จะให้ดูหนังสือเรียนเปียโนที่ว่าจะใช้เรียนกันด้วยค่ะ”  

             พอโดนพูดอย่างนั้น แถมหญิงสาวยังกลับมาฉุดแขนลากเขาเข้าไปอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ก็เลยต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าสลิปเปอร์ที่หญิงสาวเตรียมให้ แล้วก็เข้าไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม บอกตามตรงว่าตอนนี้ในหัวเขาก็ว่างเปล่า อึนๆ ขี้เกียจตอบสนองอะไรอย่างบอกไม่ถูก ก็เลยปล่อยตัวเองนั่งลงไปโดยไม่ทันได้ฟังที่หญิงสาวพูดทุกคำด้วยซ้ำ 

             “ดูเหนื่อยๆ นะคะ คุณมุคาเอดะทำงานหนักไปหรือเปล่า?” หญิงสาวลงมานั่งข้างๆ สิ่งยิ้มหวาน วางหนังสือเรียนบนตักตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ แต่จงใจเว้นให้เห็นช่วงขาในถุงน่องสีดำที่พ้นกระโปรงสั้น  

             “ก็อาจจะอย่างนั้นครับ พอดีวันอาทิตย์นี้จะมีงานอีเว้นต์ของบริษัทที่ผมดูแลโปรเจค ก็เลยต้องเช็คคอนเฟิร์มอะไรหลายอย่างหน่อย” พูดพลางยกนิ้วขึ้นบีบโคนจมูก หลับตาถอนหายใจ แล้วก็ต้องสะดุ้งที่รู้สึกว่ามีมือมานวดคลึงไหล่ให้ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นหญิงสาวยืดตัวขึ้นมาแนบชิดเพื่อนวดไหล่ให้เขา แถมยังก้มลงพูดด้วยเสียงดัดให้ดูน่ารักที่ข้างหู 

             “ทำงานหนักเกินไปไม่ดีนะคะ ดูสิ บ่าแข็งไปหมดแล้ว” 

             แทนที่จะรู้สึกถึงกลิ่นหอมของน้ำหอมที่หญิงสาวใส่ หรือเสียงหวานที่จงใจกระซิบบอก ในหัวของมุคาเอดะกลับนึกถึงภาพมือใหญ่ของโอโตนามิตอนที่ยื่นมาคลึงไหล่ให้เขาครั้งแรก... จำไม่ได้หรอกว่าเขาคิดว่าโอโตนามินวดไหล่เก่งแค่ไหน แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกดีจนเคลิ้มแทบจะหลับ วันนั้นเขาอาจจะเมาไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับขาดสติจนไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น จริงๆ ก็มีโอกาสขัดขืนหรือห้ามอีกฝ่ายหนักๆ ตั้งหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับทั้งมือและน้ำเสียงของโอโตนามิ ไม่ใช่แค่เฉพาะวันนั้น แต่ทุกครั้งหลังจากที่ตัดสินใจเริ่มต้นมีความสัมพันธ์แบบนั้นกัน เขาไม่เคยปฏิเสธได้เลยสักครั้ง เขาติดโอโตนามิไปแล้ว แต่ก็คิดมาตลอดว่าตัวเองจะเลิกความสัมพันธ์ที่ลอยตัวแบบนี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนเห็นภาพที่บันไดเมื่อกี้... ถึงได้รู้ตัวว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้น นี่เขาน่าจะถลำลึกเกินไปมากกว่าที่เคยกลัวแล้ว  

             ไม่จริงน่ะ... ถึงเขาจะไม่เคยวิเคราะห์ว่าความรู้สึกแบบนี้ของตัวเองจะเกิดได้กับผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ก็คิดว่าเป้าหมายความรักความสัมพันธ์ของเขาน่าจะเป็นเพศตรงข้ามกับเขาโดยตามธรรมชาติอยู่แล้ว เขาไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่ เติบโตมาอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่งงาน... แล้วก็มีลูกด้วยนะ แต่ที่มันไม่เติมเต็มอะไรเขาเลยมันเป็นเพราะอย่างนี้เหรอ? ดูจากการปล่อยตัวปล่อยใจของเขาช่วงนี้ มันก็ชักเริ่มจะไม่ปกติมาสักพักหนึ่งแล้ว แล้วนี่เป็นไปได้ยังไงที่เขาต้องมาคิดภาพโอโตนามิอยู่กับเพื่อนผู้ชายคนอื่นซ้ำๆ แล้วถามตัวเองว่าจะเอายังไงดี จะทำยังไงต่อ  

             มุคาเอดะกระตุกตัวลุกขึ้น หญิงสาวทำหน้าตกใจเพราะไม่คิดว่าเขาจะดีดตัวออกห่างพรวดพราด ก็เลยลุกลี้ลุกลนยืนตามพลางหัวเราะกลบเกลื่อน สงสัยว่าเธอจะรุกเร็วจนเกินไป ก็นั่นสิ คุณมุคาเอดะดูเป็นพวกมีนิสัยเรียบร้อยถูกต้องเป๊ะๆ เถรตรง ก็น่าจะตกใจกับอะไรแบบนี้อยู่   

             “จริงสิ มิสุเอะจังน่าจะหิวแล้ว ทานข้าวกันเลยดีไหมคะ?” อิชิซากะเปลี่ยนไปพูดกับเด็กหญิงแทน แล้วทำท่าผลักหลังมุคาเอดะจะให้เดินไปนั่งที่โต๊ะครัว  

             “ไม่รบกวนหรอกครับ วันนี้ต้องรีบกลั...” 

             “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ พอรู้ว่าคุณมุคาเอดะจะมา ฉันก็เตรียมไว้เต็มที่เลยนะคะ”  

             “เอาไว้ขอรบกวนวันที่สามีคุณอิชิซากะอยู่ดีกว่า จะได้คุยกันด้วยครับ” 

             “แหม รายนั้นก็อย่างที่บอก กลับดึกประจำ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่า สามีฉันไม่มีทางรู้หรอกค่ะว่าคุณมุคาเอดะมาทำอะไรที่บ้าน เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลย” ไม่มั่นใจว่าต้องการพูดเป็นนัยด้วยหรือไม่ เพราะหลังเสียงหัวเราะแหลมเล็ก หญิงสาวก็ชายตามองอย่างให้รู้ว่าสนใจ มือก็ดึงแขนเขาให้ไปนั่ง แต่ยังไม่ทันตระเตรียมอะไรให้ เสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้นเสียก่อน  

             หญิงสาวหันไปมองเครื่องโทรศัพท์ด้วยท่าทางขัดใจ ปล่อยให้ดังไปอย่างนั้นโดยหวังว่าเดี๋ยวจะหยุดไปเอง แล้วหันไปง่วนกับการพยายามดึงให้ชายหนุ่มลงไปนั่งที่เก้าอี้ให้ได้ต่อ จนเสียงโทรศัพท์หยุดไปจริงๆ แต่กลายเป็นว่าลูกสาวตัวเองเดินมาหา แล้วก็ยื่นโทรศัพท์ให้ 

             “ปะป๊าบอกขอคุยกับมะม้าหน่อยค่ะ” 

             อิชิซากะเงียบไปทันที ปล่อยมือจากมุคาเอดะพลางทำหน้าเลิ่กลั่ก ดึงโทรศัพท์ออกจากมือลูกสาวด้วยท่าทางลนลานอย่างเห็นได้ชัด มุคาเอดะมองตามหญิงสาวที่รีบเดินห่างออกไปเอามือป้องปากคุยโทรศัพท์ ได้โอกาสก็หันไปเรียกมิสุเอะที่นั่งอ่านหนังสือภาพเด็กอยู่เงียบๆ 

             “มิสุเอะจัง เก็บของเล่นให้เรียบร้อยแล้วกลับกันเถอะ”  

             ไม่มั่นใจว่าหญิงสาวมีปัญหาอะไรหรือไม่ เพราะเดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่อีกห้อง มุคาเอดะให้มิสุเอะร่ำลากับลูกสาวเจ้าของบ้านแล้วตะโกนบอกเรื่องที่ตัวเองจะขอตัวกลับ หญิงสาวสะดุ้งเฮือก รีบเอามือปิดหูโทรศัพท์เหมือนกลัวว่าสามีจะได้ยินเสียงผู้ชายแทรก  

             ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจ แล้วจูงลูกสาวออกไปจากบ้านทั้งอย่างนั้น  

 

             “ปฏิเสธไปซะ ห้ามรับสอนเปียโนคุณมุคาเอดะอะไรนี่อีก”  

             ชายวัยกลางคนพูดใส่อารมณ์กรอกหูโทรศัพท์ ไม่ฟังเสียงหญิงสาวที่พยายามแก้ตัวเป็นพัลวันเรื่องที่มีชายหนุ่มเพิ่งกลับออกไปจากบ้านเมื่อครู่ 

             “มะ... มันไม่มีอะไรจริงๆ นะคะคุณโนโบรุ คุณมุคาเอดะเขาแค่มารับลูกแล้วก็กลับออกไปเองค่ะ ที่ได้ยินเมื่อกี้ก็แค่เขาบอกว่าจะกลับไงคะ” 

             “วันก่อนฉันคิดว่าที่บ้านมีคนเข้าออกมากหน้าหลายตาเพราะมีคนมาเรียนเปียโนอะไรนี่ล่ะ ก็เลยคิดว่าบ้านเราควรจะมีระบบความปลอดภัยอะไรเพิ่มอีกนิดนึง” หญิงสาวก็ดูจะแปลกใจนิดๆ ที่สามียอมพูดจาด้วยน้ำเสียงสงบ ปกติแล้วเวลาระแคะระคายว่ามีใครมายุ่งกับเธอด้วยแล้ว เขาจะค่อนข้างเสียงดังตามประสาคนขี้หึง แล้วก็เป็นเรื่องทะเลาะกันทุกครั้ง แต่ก็จบไปเพราะเขาก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาว่าเธอได้ ส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะตัวเองกลับบ้านช้า ทิ้งให้เธออยู่กับลูกสองคนกันตลอดแบบนี้ไม่ใช่หรือ? ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะว่าตอนสมัยมหาวิทยาลัยน่ะ เธอมีคนมาจีบมากมายขนาดไหน ถึงจะอายุเพิ่มมากขึ้น เธอก็ยังมั่นใจว่าตัวเองยังสวยน่ารักอยู่ ต่อให้เป็นพวกผู้ชายรุ่นราวคราวเดียว กันที่แต่งงานแล้ว ใครๆ ก็บอกว่าเธอน่ะสวยดูดีกว่าภรรยาตัวเองกันทั้งนั้น ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เธอน่ะอดีตดาวมหาวิทยาลัยเลยนะ เทียบกันไม่ติดหรอก 

             “ฉันก็เลยติดกล้องวงจรปิดที่ห้องรับแขก” 

             “คะ?” 

             หญิงสาวรับสั้นๆ แล้วก็เหมือนจะเงียบกริบ 

             “อะ...อะไรนะคะ?” 

             “ฉันติดกล้องไว้ที่ห้องรับแขก ไอ้ที่เธอทำเมื่อกี้น่ะ ฉันเห็นผ่านทางแอพหมดแหละ เดี๋ยวค่อยคุยกันที่บ้าน” 

             คนเป็นสามีไม่รู้หรอกว่าทำหญิงสาวหน้าเจื่อนลงขนาดไหน เพราะพอเธออ้าปากจะพูดอะไร เขาก็กดตัดสาย เสียงทุกอย่างก็เลยเงียบลงสนิท เหลือเพียงโอโตนามิที่นั่งไขว่ห้างตรงโต๊ะกินข้าว เลื่อนบุหรี่ออกจากปาก แล้วก็พ่นควันเงียบๆ  

             “ขอบคุณมากนะครับ” 

             ชายวัยกลางคนเป็นคนหันมาบอก สีหน้าไม่เชิงโกรธภรรยา แต่เป็นแววตาที่ผิดหวังอดสูมากกว่า  

             “ถ้าคุณไม่มาบอก ผมก็คงไม่รู้อยู่อย่างนั้นว่าฮารุมิเธอทำอะไรที่บ้านบ้าง ไม่รู้จริงๆ ว่าทำแบบนี้กับกี่คน แล้วมีใครหลงกลเธอบ้าง” 

             “ก็คงอยากจะบริหารเสน่ห์ละมั้งครับ ผู้หญิงบางคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็คงยังอยากให้คนชมว่าดูดีหรืออยากให้มีคนมารักมาชอบอยู่ บางคนน่ะนะ” โอโตนามิจ่อบุหรี่ที่ปากอีกรอบ  

             “ยังไงก็ขอโทษด้วยนะครับ ที่ภรรยาสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนคุณ” 

             “หมอนั่นเป็นคนปฏิเสธคนไม่ค่อยเก่งน่ะครับ” โอโตนามิว่า “ผมก็ต้องขอโทษด้วยนะ ที่จู่ๆ ก็ติดต่อไป แล้วก็ขอโทษด้วยนะครับ ที่ปล่อยให้ลูกสาวเพื่อนเรียนเปียโนกับภรรยาคุณไม่ได้” 

             “มันก็แหงอยู่แล้วครับ เห็นแบบนี้ผมก็ไม่ยอมให้เรียนหรอก” 

             ชายวัยกลางคนส่ายหน้า ก่อนจะเปลี่ยนมาก้มศีรษะให้  

             “ขอบคุณอีกรอบนะครับ ที่ช่วยให้ตาสว่าง เดี๋ยวผมขอลากลับเลยแล้วกัน มีเรื่องต้องคุยกับฮารุมิอีกยาว”  

             โอโตนามิจิ้มบุหรี่ลงกับที่เขี่ย ลุกเดินไปส่งที่หน้าประตูห้อง แต่เพราะเห็นฝนยังตกอยู่ก็เลยส่งแขกแค่นั้น ชายวัยกลางคนวิ่งไปขึ้นรถตัวเองที่จอดไว้แล้วขับออกไป สวนกับแท็กซี่อีกคันที่หัวสะพาน ซึ่งเปิดไฟเลี้ยวทิ่มหัวเข้ามาจอดรถในที่จอดรถของร้านเขาพอดี  

             เจ้าของบ้านเช่ายังไม่ได้ปิดประตูกลับเข้าห้อง ก็เลยมองชายหนุ่มในชุดสูทที่จัดการค่าแท็กซี่เสร็จแล้วอุ้มลูกสาวก้าวลงมา เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาที่ยืนอยู่ตรงที่พักบันไดหน้าห้องชั้นสองพอดี 

             โอโตนามิส่งยิ้มให้ แต่มุคาเอดะหลบสายตา อุ้มมิสุเอะที่หลับสนิทเดินขึ้นบันไดมาเงียบๆ จริงๆ เขาก็น่าจะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างตั้งแต่ตอนนี้แล้ว แต่เพราะนึกสาเหตุไม่ออกว่าไปทำอะไรให้ ก็เลยไม่คิดว่ามุคาเอดะจะมีปัญหาอะไรด้วย 

             “ใกล้แค่นี้มิสุเอะยังหลับได้เลยเหรอ สงสัยเหนื่อยมาก” 

             “ก็น่าจะอย่างนั้นครับ...” มุคาเอดะตอบสั้นๆ ไม่มองหน้า เหลือบมองเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่า ผู้ชายคนที่เห็นเมื่อครู่กลับไปแล้ว... 

             “ไม่เห็นซื้ออะไรมาเลย ทำอะไรง่ายๆ ให้ไหม?”  

             “ไม่เป็นไรครับ” มุคาเอดะตอบปฏิเสธ “คุณชินปิดร้านเร็วสินะครับวันนี้” 

             “อือ พอดีว่ามีธุระเรื่องอื่นที่ต้องทำนิดหน่อยน่ะ” 

             น่าจะตอนนี้แหละ ที่โอโตนามิเริ่มตะหงิดถึงท่าทีแปลกๆ ของอีกฝ่าย ทั้งเรื่องที่ไม่ยอมสบตาด้วย หรือสีหน้าอึมครึมที่ไม่ค่อยจะชื่นมื่นนัก  

             “คุณชิน...” มุคาเอดะกระชับเด็กหญิงในอ้อมกอดที่หลับสนิท ก้มหน้าพูดด้วย “ผมคิดว่า จะเลิกเรื่องพวกนั้นแล้วน่ะครับ” 

             “เลิก?” โอโตนามิเลิกคิ้ว “เรื่องพวกนั้น? เรื่องไหน?” 

             “เรื่อง...” คนตอบทำหน้าอึกอัก ถึงจะรู้ว่ามิสุเอะไม่มีท่าทีจะตื่น และตรงนี้ก็ไม่มีใครนอกจากเขากับโอโตนามิ แต่ก็รู้สึกอายนิดๆ ที่จะพูด “ที่อยู่ด้วยกันตอนกลางคืนน่ะครับ” 

             โอโตนามิเงียบไปชั่วครู่ จะเรียกว่าช็อคก็ใช่ เขาเข้าใจดีว่าชายหนุ่มพูดถึงเรื่องอะไร ขนาดจะยกมือตบหาบุหรี่มาช่วยให้สงบจิตสงบใจเสียหน่อย มือก็ยังแอบสั่น 

             “...นายมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” เลยเปลี่ยนมายืนกอดอกพิงประตู แล้วก็ถามอย่างใจเย็น แต่อีกฝ่ายก็นิ่งงัน ส่ายหน้า 

             “แค่รู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมแล้วน่ะครับ มันแปลกๆ แต่เดิมคือ... มันก็ไม่ควรจะปล่อยให้เป็นแบบนี้อยู่แล้วด้วย ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง” 

             เพิ่งรู้สึกเรอะ... // โอโตนามิ 

             “ฉันไปทำอะไรให้โกรธเหรอ?”  

             “เปล่า...” คำถามตรงๆ ของโอโตนามิทำให้ในที่สุดมุคาเอดะก็เงยหน้า แต่พอสบกับดวงตาคมดุที่เหมือนกำลังคาดคั้นก็ตอบไม่ถูก ต้องหลบสายตาหนีอีกรอบ “คุณชินไม่ได้ทำอะไรครับ ผมไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจอะไรนะ... ก็เพราะยังอยากเป็นเพื่อนดีๆ ด้วยเหมือนเดิมน่ะครับ” 

             ถามฉันบ้างมั้ยว่าอยากเป็นไหมน่ะ? // โอโตนามิ 

             “...ยังไง? ถ้าอยู่อย่างนี้แล้วฉันดูเหมือนไม่ใช่เพื่อนที่ดีอะไรอย่างนั้นเหรอ?” 

             “มันเหมือน...”  

             มุคาเอดะตอบแล้วก็นิ่งไป ตัดสินใจไม่พูดอะไรต่อ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขารู้ว่าโอโตนามิไม่ได้ชอบผู้หญิง ก็เลยอาจจะทำให้เผลอเข้าใจคลาดเคลื่อนไปเองจนเกิดความสงสัยว่าบางที...โอโตนามิอาจจะคิดอะไรกับตัวเองด้วยก็ได้ จริงๆ ก็ระวังตัวไม่ให้เป็นอย่างนั้นตลอดนะ ถึงได้ย้ำเสมอว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนมันเป็นแค่เรื่องของร่างกายเท่านั้น แต่สุดท้าย มารู้สึกตัวอีกที คนที่รู้สึกแบบนั้นไม่ใช่โอโตนามิ... แต่เป็นตัวเขาเองที่เริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังถลำลึกลงไปกับความสัมพันธ์นี้เรื่อยๆ เขาเริ่มแยกแยะความสัมพันธ์บนเตียงกับความรู้สึกส่วนตัวไม่ได้... และเพราะไม่เคยรู้สึกกับใครแบบนี้ เขาเองก็คาดการณ์ ไม่ได้ว่าความรู้สึกแบบนี้มันจะไปจบลงที่ขั้นไหน  

             อย่างแค่เห็นโอโตนามิไปกับคนอื่นเมื่อวาน หรือที่เห็นชวนกันมาที่ห้องวันนี้ ก็ทำให้เสียศูนย์จนสมองแทบจะไม่สั่งการเอาดื้อๆ เขาเกลียดความ รู้สึกแบบนี้ และไม่อยากจะยอมรับด้วยว่าเผลอไปขนาดไหนถึงได้คิดไปถึงเรื่องนั้นได้ เขาไม่มีรสนิยมแบบนี้ แล้วก็เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกสาวหนึ่งคนด้วยนะ  

             จะสายไปหรือไม่ก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้าตอนนี้ไม่ตัดตัวเองออกจากความ สัมพันธ์แบบนี้อย่างเด็ดขาด เขาจะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ แล้วถ้าตอนโอโตนามิเปิดตัวคนที่ใช่ตัวจริง ตอนนั้นเขาจะอยู่ในสภาพไหน รับได้แค่ไหนถ้าเป็นฝ่ายโดนโอโตนามิบอกว่าต่อไปนี้ให้เลิกติดต่อหากัน  

             แต่ถ้าเลิกตอนนี้ ก็ยังบอกว่าเป็นเพื่อนกันได้ ต่อให้โอโตนามิเปิดตัวใครขึ้นมา เขาก็ยังอยู่ตรงนี้ได้ ถูกไหม... 

             “เอาเป็นว่า... ผมอยากเลิกเองแล้วกัน” มุคาเอดะตอบเสียงเด็ดขาด “ผมมีลูกสาวที่ต้องดูแล ไม่อยากเอาเวลาไปคิดเรื่องคนอื่น” 

             “พูดยังกับนายคิดเรื่องฉันขนาดนั้น” 

             พูดประชด แต่สีหน้ามุคาเอดะก็กระตุก เบี่ยงสายตาหลบ ใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 

             เอ๊ะ? // โอโตนามิ 

             “เรื่องอาหารเย็นก็คงจะขอไม่รบกวนคุณชินอีกแล้วครับ” 

             “เดี๋ยวสิ” โอโตนามิท้วง “นายบอกว่าจะเป็นเพื่อนเหมือนปกติไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เห็นต้องตัดขาดฉันขนาดนั้นนี่ แค่จ่ายเงินแล้วฉันก็ทำ กับข้าวให้กิน มันไม่มีอะไรที่นายจะต้องเลิกคบฉันขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ?” 

             มุคาเอดะนิ่งไปชั่วครู่ ส่ายหน้า 

             “ใช่ครับ แต่คิดว่าช่วงแรกๆ ก็ห่างกันไปก่อนสักพักดีกว่า...” 

             “เพราะอะไรล่ะ?” 

             “แค่อยากจะขอเวลาสักพัก...” 

             โอโตนามิมองแววตาของมุคาเอดะที่อยู่ในภาวะตึงเครียด แต่ก็ดูออกว่าพยายามเต็มที่ที่จะทำสีหน้าให้เป็นปกติ เขาเองก็ไม่รู้ว่าพูดแบบนี้ออกไปจะดีหรือไม่... แต่ถ้าไม่พูดตอนนี้ เขาเองก็อาจจะพลาดโอกาสพูดไปตลอดเลยก็ได้ 

             “ถ้านายคิดว่าฉันเป็นแค่เซ็กส์เฟรนด์ แค่จะกลับไปเป็นเพื่อนธรรมดาก็ไม่เห็นต้องใช้เวลาอะไรนี่” 

             มุคาเอดะเงยหน้ามอง แววตาตกใจไหวระริก หาคำที่จะตอบคำถามนี้ได้ไม่เจอ จนต้องรีบกระชับเด็กหญิงในอ้อมกอด แล้วหันไปเดินขึ้นบันไดต่อ 

             “เอาเป็นว่าต่อไปนี้ขออนุญาตงดติดต่อกันสักพักนะครับ ขอความร่วมมือจากคุณชินด้วย” 

             โอโตนามิทำท่าจะเรียกไว้ แต่ดูฝีก้าวที่ซอยเท้าถี่ขึ้นบันไดไปชั้นสาม แล้วก็รีบไขกุญแจห้องเข้าไปโดยไม่หันกลับมามองแล้วก็รู้สึกถึงความตั้งใจจริง เขาเองก็ยังพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนอึ้ง มองจนประตูห้องชั้นบนปิด  

             ในที่สุดก็ได้ยกบุหรี่ขึ้นมาจุด พ่นควันออกพลางพิงประตูห้องเงียบๆ 

 

             มุคาเอดะใช้หลังดันประตูให้ปิดลง แล้วก็แทบจะปล่อยตัวเองไหลลงไปกองที่พื้นหน้าประตูทันทีด้วยท่าทางหมดแรง ใจเต้นหวิวแปลกๆ จนต้องกระชับเด็กหญิงให้เข้ามากอดแนบอก สูดลมหายใจลึกก่อนจะผ่อนออกยาวพลางปิดดวงตาลง เขาพูดไปแล้ว... พูดไปแล้วจริงๆ ไม่รู้นึกยังไง แต่ก็บอกโอโตนามิไปแล้วว่าให้ยุติความสัมพันธ์แบบนี้ ก็ดีเหมือนกัน จะได้จบๆ ไปซะอย่างที่เขาต้องการ ทีนี้จะได้ทำอะไรด้วยความโล่งใจเสียที 

             ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ในอกตอนนี้... ห่างไกลจากคำว่าโล่งใจไปไกลโข รู้สึกได้ถึงความว่างเปล่า เสียศูนย์ อัปยศ อดสูใจ... หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันหนักหน่วงไปหมด จำได้ว่าตอนที่ได้หมายศาลให้ไปจัดการคุยกับฟุซาโกะเรื่องหย่า ก็ยังไม่รู้สึกเหมือนรอบข้างมันมืดลงกะทันหันอย่างนี้ มีความกลุ้มใจหรือเครียดกดดันจากรอบข้างอยู่บ้าง เช่นพ่อแม่เขาจะว่ายังไง พ่อแม่อีกฝ่ายจะว่ายังไง ต่อไปนี้จะเลี้ยงมิสุเอะคนเดียวยังไง ...แต่ตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ากำลังเสียใจกับเรื่องของตัวเองจริงๆ ทั้งที่ก็ไม่ได้มีผลกระทบกับใครอีกเลยนอก จากตัวเอง แต่ทำไมมันถึงได้แย่กว่าอะไรได้ทั้งหมด

             จำไม่ได้ว่าตอนแรกคิดจะพูดเรื่องนี้ตอนที่เดินผ่านห้องของโอโตนามิหรือไม่ แต่พอลงจากแท็กซี่แล้วเห็นเขาอยู่หน้าห้องพอดี ในอกก็เหมือนอัดแน่นไปด้วยเสียงคับข้องใจเซ็งแซ่ ถ้าโอโตนามิไม่ได้อยู่ตรงนั้น เขาอาจจะยังไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ได้ แค่พอนึกถึงภาพของคนที่เดินเข้าไปในห้องเมื่อตอนก่อนหน้า แล้วคงจะกลับออกไปเมื่อครู่ ส่วนโอโตนามิก็เจอหน้าเขาโดยที่ทำตัวเหมือนปกติแล้วมันก็...

             “ปะป๊า โอ๋ โอ๋”

             มุคาเอดะลืมตาขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงเล็ก มิสุเอะตื่นขึ้นมาพอดี เอานิ้วเช็ดหยดน้ำใสที่เกาะตรงหางตาให้ ชายหนุ่มก็เพิ่งรู้ตัวว่าในดวงตามีหยดน้ำเกาะ รีบปาดออกด้วยความตกใจแล้วปล่อยลูกสาวออกจากอ้อมกอด ซ่อนสีหน้าทุกอย่างไว้แนบเนียน จากนั้นก็ส่งยิ้มอ่อน

             “แค่ง่วงเท่านั้นเองน่ะ มิสุเอะหิวแล้วใช่ไหม มีขนมปังกับไส้กรอกนะ ปะป๊าจะทอดไข่ให้ด้วย”

             “ไม่ลงไปกินข้าวกับคุณชินเหรอคะ?”

             มุคาเอดะเอามือวางบนศีรษะลูกสาว ลูบไปมา

             “คงจะไม่ไปกินกับคุณชินแล้ว ต่อไปนี้ปะป๊าจะซื้อเข้ามาให้นะ ปะป๊าจะไปซื้อมาจากหลายๆ ที่ ไม่ให้มิสุเอะเบื่อเลย”

             “ทำไมล่ะคะ?” เด็กหญิงทำหน้าสงสัย น้ำเสียงดูไม่ค่อยพอใจอย่างเห็นได้ชัด “มิสุเอะอยากกินอาหารที่คุณชินทำมากกว่า”

             “เอาไว้... สักพักก็คงได้กินอีก”

             มุคาเอดะตอบแค่นั้น ถอนหายใจลุกขึ้นจูงเด็กสาวเข้าไปในบ้าน แล้วก็เริ่มเปิดตู้เย็น สาละวนหยิบของออกมากองที่เคาน์เตอร์ครัว

 

To be continued

 

MEB E-Book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น