email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 37. ภาพที่คิดอยู่ในหัว และจองจองแมวอ้วน

ชื่อตอน : ตอนที่ 37. ภาพที่คิดอยู่ในหัว และจองจองแมวอ้วน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 87

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ธ.ค. 2563 15:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37. ภาพที่คิดอยู่ในหัว และจองจองแมวอ้วน
แบบอักษร

ย่างเข้าสองอาทิตย์ หลังจากกลับเข้าสู่พระราชวังในฐานะพระชายาอย่างไม่เต็มตัวนัก เพราะยังไม่ได้จัดพิธีอย่างเป็นทางการ เนื่องด้วยอยู่ในช่วงกักบริเวณขององค์รัชทายาท แต่ทุกอย่างก็ดูจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

เริ่มจากฝ่าบาทได้มีรับสั่งยกพระตำหนัก จันทร์เสี้ยว ที่ใหญ่กว่าตำหนักรับรองก่อนหน้านี้มาก เพื่อเป็นเกียรติแก่ตำแหน่งพระชายาให้ข้า ทั้งบริวารที่เพิ่มขึ้น พิธีรีตองเพิ่มขึ้น ทั้งการวางตัวพูดจา บลาๆๆ ซึ่งถ้าให้เล่าทั้งหมดก็คงใช้เวลามากเกินไป

“มีสารถึงพระชายาพะยะค่ะ”

“...!”

“ข้าเอง เจ้านั่งอยู่นี่แหละ”

จีมินทำท่าจะลุกไปที่ประตูแต่ก็ยังเก้ๆกังๆ เพราะขายังไม่หายดี จีซูเลยอาสาลุกไปเอง

ปึง!

ประตูถูกปิดลงร่างเพรียวบางของจีซูเดินกลับเข้ามาพร้อมกับจดหมายในมือ นางคุกเข่าลงก่อนจะยื่นให้กับอียูที่นั่งอยู่

“จากใครหรือ?”

“คนส่งสารไม่ได้บอกอะไรเพคะ”

“......”

สองมือแกะซองสีขาวหยิบแผ่นกระดาษออกมาจากซองอย่างเบามือท่ามกลางนางในทั้งสองที่กำลังทำหน้าอยากรู้อยากเห็นจนอียูต้องส่งสายตาดุๆ อย่างหยอกล้อทั้งสองจึงยิ้มแห้งๆ แล้วก้มหน้าลง

‘ยามที่พระจันทร์สาดส่องบนยอดไม้ ข้าจะรอเจ้าที่ศาลาดอกบัว’

“จีมิน จีซู”

“เพคะพระชายา?”

อียูทำหน้าคิดหนักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวางจดหมายลงบนโต๊ะอักษร

“ศาลาดอกบัว เป็นเขตของพระตำหนักองค์รัชทายาทหรือไม่?”

“อืมมม ใช่เพคะ”

“ถ้าหากว่าองค์ชาย จะทรงเสด็จไปศาลาดอกบัว ก็ไม่ถือว่าขัดต่อพระบัญชาสินะ”

“.....”

นางในทั้งสองมองเจ้านายของตนพึมพำกับตัวเองขณะเดียวกันก็ยิ้มเล็กยิ้มน้อยราวกับว่าจีมินและจีซูไม่ได้อยู่ในห้องด้วยก่อนทั้งคู่จะหันมองหน้ากันอย่างงงๆ

ใจกลางเมืองแหล่งการค้าขนาดใหญ่ ทั้งชายหญิงต่างก็เดินกันวุ่นวายขวักไขว่เพื่อจับจ่ายซื้อของ

ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีราวกับภาพวาดในชุดผ้าไหมสีฟ้าที่เชี่ยวเดินแจกรอยยิ้มให้กับหญิงงามที่เดินผ่านจนต้องเหลียวมอง ซูมงคนรับใช้ส่วนตัวที่เดินตามมา ได้แต่ทำหน้าเบื่อหน่ายต่อการกระทำของเจ้านายของตน

“นายท่านฮีวอน เมื่อไรเราจะถึงที่หมายกันเสียที?”

“อะไรกันซูมง ข้าบอกเจ้าแล้วนะว่าไม่ต้องตามมา”

ซูมงได้แต่ส่งสายตาคาดโทษอยู่ด้านหลัง เพราะดูท่าจะต้องเสียเวลาอีกนานกับการใช้สายตาเหย้าหยอกผู้หญิงตลอดทาง

“คราวก่อนที่ท่านออกไปข้างนอก แล้วบอกจะรีบกลับมาแต่ท่านก็หายไปเลยสองวันสองคืน แบบนี้จะให้ข้าไว้ใจท่านได้อย่างไร?”

“ข้าก็แค่เมานิดหน่อย คนเมาจะให้ข้ากลับบ้านดึกๆ แบบนั้น ก็ไม่ได้ใช่มั้ยหละ?”

“แล้วครั้งนั้น ท่านบอกว่าจะกลับมาไม่เกิดอาทิตย์ตกดิน..”

“ข้าก็กลับมาตามนั้น....ใช่มั้ย?”

“แค่นี้ท่านยังไม่แน่ใจในคำตอบเลย ท่านกลับมาสิ กลับก่อนอาทิตย์ตกดินด้วย แต่เป็นของอีกวันนึง”

“ฮ่าๆๆ หากเจ้าเลิกคิดมาก ทำใจให้สบายเจ้าก็จะไม่เหนื่อยนะซูมง”

“ท่านรู้หรือไม่ ว่าข้าต้องเจอกับอะไรบ้าง ข้าถูกใต้เท้าด่าว่าไร้ความสามารถไม่พอ ยังขู่จะไล่ข้าไปอยู่ในครัวแทน”

“อย่าเสียใจไปเลยน่า เจ้าทำดีที่สุดแล้ว..!!”

เจ้าตัวพูดพรางหยุดเดินหันไปหยิบของสวยๆงามๆจากร้านขายเครื่องประดับของหญิงสาวขึ้นดูอย่างไม่สนใจนักซูมง

“ไม่ต้องมาพูดให้ข้าดีใจ ต่อไปนี้ข้าจะตามท่านไปทุกที่ และอย่าหวังว่าจะหนีรอดจากสายตาของข้าได้”

“..อะ เอาน่า ไว้ข้าจะชดใช้ให้ก็แล้วกัน”

“ข้า จะ รอ ดู”

“ฮ่าๆๆๆ”

ซูมงเค้นน้ำเสียงเป็นคำจนฮีวอนต้องหัวเราะออกมาสงสารก็สงสารอยู่หรอก แต่เจ้าซูมงเป็นแบบนี้ไงข้าถึงชอบแกล้งฮ่าๆๆ

“นะ นายท่าน!!!”

“หืม อะไรของเจ้าอีก?!”

ซูมงถึงกับตกใจอ้าปากค้างกระโดดขวางหน้าฮีวอนไว้ด้วยความเลิกลักมองสำรวจไปยังพื้นที่รอบๆ

“ไหนท่านบอกว่ามีธุระ?!”

“ใช่ หลีกทางไปสิ”

“นะ นี่โรงเตี๊ยมนะนายท่าน!!!”

“อืมมมม ใช่”

ฮีวอนทำท่าชะเง้อคอมองไปทางป้ายชื่อร้านด้านบนตามที่ซูมงบอกก่อนจะหันกลับมาพยักหน้าเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่เขา

“ว้ายยยยยยย นายท่านฮีวอน วันนี้มาเร็วจังนะเจ้าคะ!!”

ยังไม่ทันไรก็มีเสียงแหลมของคนด้านในดังออกมา

“นายท่าน !พาเพื่อนมาด้วยหรือเนี่ย!!!”

“นะ นะ นายท่าน!!!”

ซูมงเริ่มที่จะทำตัวไม่ถูกเพราะจู่ๆเหล่านางโลมสาวสวยสามคนก็วิ่งตรงเข้ามาเกาะแขนทั้งสองข้างของตนราวกับรู้จักกับมานาน ทำให้ซูมงเขินอายขณะเดียวกันก็หวาดกลัวเล็กน้อยเพราะตนไม่เคยเที่ยวหอนางโลมมาก่อน

“ให้ข้าดูแลเองนะเจ้าคะนายท่าน”

“ดะ เดี๋ยว ดะเดี๋ยวก่อนน!!!..”

“ฝากดูแลเค้าเป็นอย่างดีด้วย ^ ^”

“เจ้าค้าาาา~”

“ดะ เดี๋ยวววววววว!!!!!!”

เพียงไม่กี่วินาทีนางโลมทั้งสองก็ลากตัวซูมงหายวับเข้าไปในโรงเตี๊ยมพร้อมกับเสียงโอดครวญที่ทำเอาใบหน้าหล่อของฮีวอนเจือนๆเล็กน้อย ข้าชดใช้ให้แล้วนะซูมง ที่เหลือเจ้าก็สารต่อเอาเองแล้วกัน

“วันนี้ ก็เช่นเคยใช่หรือไม่เจ้าคะนายท่านฮีวอน?”

“อืม”

“เฮ้ออ ท่านเนี่ยน้า นึกว่าที่นี่เป็นที่แบบไหนกัน”

“ที่แบบที่ข้าต้องการเลยหละ ฮ่าๆๆ”

ว่าแล้วก็ทำหน้างอเข้ามาคว้าแขนคนตัวสูงอย่างรู้ใจ นางเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมที่สนิทกับเขามาเนิ่นนาน ทั้งสองพากันเดินเข้าไปยังโรงเตี๊ยม ด้านในห้องโถงก็ดูเหมือนโรงเตี๊ยมทั่วไปไม่มีผิดเพี้ยน มีแขกมากหน้าหลายตาทั้งชายและหญิง เพียงแต่ทั้งสองไม่ได้เดินเข้าไปในส่วนของห้องทั่วไปที่จัดเตรียมไว้เพื่อแขก

ทางเดินหลังผ้าม่านนั่นดูแปลกหูแปลกตาไปจากด้านนอก บนฝาผนังถูกตกแต่งไปด้วยภาพวาดของเหล้าหญิงงามที่เปลือยเปล่า แต่ละรูปบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าฝีมือการวาดนั้นราวกับมีชีวิต ยาวไปจนสุดทางเดิน

ทั้งสองเข้ามายังห้องสุดทางเดินด้านในถูกตกแต่งไปด้วยผ้าม่านสีแดง กลิ่นหอมจากเทียนไขที่จุดเอาไว้ตามชั้นวางหรือแม้กระทั่งบนพื้นช่วยผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่ากำลังเดินอยู่ในห้องนอนของสรวงสรรค์ก็ไม่ปราน

ฮีวอนตรงเข้าไปนั่งลงตรงที่ประจำโต๊ะอักษรเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักหยิบพู่กันขนาดต่างๆและกระดาษแผ่นใหญ่ขึ้นกางบนโต๊ะ

“เมื่อไรท่านจะเลิกสนใจพู่กันแล้วหันมาสนใจข้าบ้างนะ”

“.....”

หญิงงามเดินอ้อมมานั่งลงด้านหลังของร่างสูง ก่อนจะถือวิสาสะโอบกอดเอวเขาเชยคางวางไว้บนไหล่กว้างพรางใช้นิ้วมือเรียวยาวกรีดกรายไปบนท่อนแขนแข็งแรง

“เอาไว้ตอนข้าเมา ข้าอาจจะสนใจก็ได้นะ”

“ท่านคิดว่าคนทั้งโรงเตี๊ยมนี้ เคยทำให้ท่านเมาสำเร็จหรือไม่? ชิ”

“ฮ่าๆๆ”

หญิงสาวหน้างอขวับทันควันรีบลุกหนีฮีวอนอย่างหมั่นไส้เพราะรู้ว่าคนอย่างฮีวอนนั้นคอแข็งเสียยิ่งกว่าอะไร ทั้งรูปงาม เฉลียวฉลาด หญิงงามต่างก็อยากจะร่วมหลับนอนด้วยทั้งนั้น

สารพัดวิธีที่จะหว่านล้อม นางโลมหลายต่อหลายคนคิดจะมอมเมาฮีวอนจนตัวเองหมดสภาพไปตามๆกัน ที่เจ็บใจไปยิ่งกว่านั้น ชายหนุ่มก็เต็มใจดื่มกินอย่างไม่รู้สึกรู้สาเพราะรู้ว่าตนไม่ใช่คนคออ่อนและไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธพวกนาง

“ข้านึกว่าท่านจะเลิกหวังไปนานแล้ว”

“ในเมื่อท่านเอง ยังไม่สนใจใครก็แปลว่าทุกคนย่อมมีหวัง ฮ่าๆๆๆ”

“ไร้สาระน่า”

ฮีวอนพูดไปยิ้มไปอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขาไปเสียแล้ว

“หลายวันก่อนพ่อค้าชาวจีนถูกใจภาพวาดของท่านมาก เขาซื้อภาพไปหลายใบและเอ่ยปากอยากจะพบคนที่วาดเสียเดี๋ยวนั้น”

“แย่เลยที่ข้าไม่อยู่ในวันนั้น”

“ถึงอยู่ ท่านก็ไม่ออกไปพบเขาอยู่ดี ทำพูดเข้า”

“รู้ใจข้าเสียจริง”

หญิงสาวยิ้มอย่างพอใจก่อนจะหันไปสนใจภาพวาดเปลือยเปล่าของหญิงสาวบนผนังห้องโดยไม่ได้ใส่ใจฮีวอน

แม้ฮีวอนจะเป็นลูกชายของขุนนางชั้นสูง แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการเป็นขุนนางตามที่พ่อหรือคนในตระกูลอยากให้เป็น กลับชอบวาดภาพทำตามใจทำในสิ่งที่ตนชอบ แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยได้

“วันนี้เป็นใครดี หลายวันที่ท่านไม่ได้มา ข้ามีเด็กๆ เข้ามาใหม่หลายคน ท่านน่าจะชอบนะ”

“อืม.....วันนี้ไม่”

“หืม เป็นไปได้อย่างไร?!”

ชายหนุ่มจัดแจงฝนหมึกด้วยตนเองเตรียมที่จะวาดภาพอย่างที่เคยทำ แต่คำตอบของเขากลับทำให้อีกฝ่ายทำหน้าสงสัย เพราะที่ผ่านมาฮีวอนมักจะให้ตนช่วยจัดหาหญิงสาวเพื่อเป็นต้นแบบให้แก่เขาในการวาด แต่คราวนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น

“หากท่านต้องการสิ่งใดเรียกหาข้าได้ ข้าต้องไปเตรียมต้อนรับแขกแล้วหละ”

“ขอบใจท่านมาก”

ฮีวอนเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ก่อนจะก้มหน้าสนใจกับการฝนหมึกต่อ

เมื่อทุกอย่างเงียบลงไม่กี่อึดใจนิ้วเรียวยาวก็หยิบพู่กันขึ้นจุ่มหมึกก่อนจะลงมือวาดภาพในหัวของตน

ในทุกๆ ลายละเอียดถูกดึงออกมาจากความทรงจำเพียง ไม่กี่นาทีแต่กลับตราตรึงอยู่ในหัวอย่างนั้น หญิงสาวที่เขาพบเมื่อหลายเดือนก่อนโดยบังเอิญและได้พูดคุยเพียงไม่กี่คำ นำไปสู่ตัวตนของนาง ‘องค์หญิงโซรอง’ นางทำให้ข้าหยุดนึกถึงใบหน้านั้นไม่ได้จริงๆ (อ้างอิงจากตอนที่ 10.นะจร๊ เผื่อใครลืม ^3^)

ยามราตรีมาเยือน อียูยืนจดๆจ้องๆพร้อมกับตะเกียงในมืออย่างไม่มั่นใจนัก ทะเลาะกับตัวเองอยู่หลายหนว่าควรออกมาตามที่องค์รัชทายาทบอกดีหรือไม่ จนแล้วจนรอด ก็พาตัวเองมาจนถึงศาลาดอกบัวจนได้สิน่า

ใช่ ข้าแกร่งกล้ามากพอที่จะออกมาคนเดียวโดยที่ไม่บอกจีมินและจีซู ไม่รู้เหมือนกันว่าข้าคิดอะไรอยู่ ไม่สิ ข้าไม่ได้คิดอะไรเลยต่างหากถึงได้กล้ามาคนเดียว ใช่แล้ว ข้าเป็นถึงคุณหนูตระกูลคังผู้ที่ไม่เคยกลัวต่อสิ่งใด......!!

“....!!!”

“.....”

สองเท้าเล็กๆ รวมไปถึงสิ่งยุ่งเหยิงภายในสมองหยุดลงในทันที เมื่อสายตามองผ่านความมืดที่มีแสงตะเกียงวางไว้หลายจุดตามทางเดิน ทั้งยังแสงจันทร์ที่สว่างวิบวับยามกระทบกับผืนน้ำ เบื่องหน้าคือศาลาดอกบัว บัดนี้ถูกแต่งแต้มไปด้วยเทียนไขดวงเล็กๆ สาดส่องไปทั้งศาลา

ยิ่งเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งชัดเจน บนพื้นเต็มไปด้วยดอกไม้กลีบบัวแห้งที่ทาสีหลากสี ข้าจำได้ดีว่ามันคือดอกไม้ขอพร แม้แต่ด้านบนก็มีดอกไม้ขอพรห้อยลงมาด้วยเชือกเส้นเล็กๆ หากมองจากด้านนอกไกลๆ จะเหมืิอนกับว่าดอกไม้พวกนี้กำลังลอยอยู่ พวกมันช่างสวยงาม

“อะ หึ่ม”

“!!!! ขะ ขออภัยองค์ชาย หม่อมฉันไม่รู้ว่าพระองค์อยู่...!!”

“.....”

เสียงกะแอมในลำคอดังมาจากทางด้านหลัง เมื่อหันกลับไปจึงได้รู้ว่าเป็นองค์ชายซอลมิน ร่างสูงอยู่ในชุดสีขาวจากที่เคยเกล้าเกศาขึ้นตลอดเวลากลับปล่อยลงยาวสลวยตามแรงโน้มถ่วง

อียูยืนนิ่งมองไปยังซอลมินอย่างไม่รู้จะเริ่มยังไงเพราะฝ่ายชายกำลังเดินเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆ

“เจ้าชอบหรือไม่?”

“องค์ชายทรงทำ......พวกนี้ด้วยพระองค์เองหรือเพคะ?”

สายตาเป็นประกายทำเอารอยยิ้มของซอลมินเหือดแห้งไปในทันทีหลังได้ยินคำถามเช่นนั้น

“....เปล่า”

“.....”

ในคำตอบบนใบหน้าที่หดเหลือสามนิ้วนั้น อียูหุบยิ้มลง ซอลมินหันหน้าไปอีกทางเพราะคำถามที่ทิ่มแทงใจกำลังทำให้เขาอายที่จะตอบ

“อะ อันที่จริงข้าทำไปไม่กี่อัน ข้าทำพังไปเกือบทั้งหมด มีแค่อันเดียวที่พอจะใช้ได้”

“.....!”

“เจ้าควรจะชื่นชมข้าสิ ที่ข้าทำทั้งหมดนี่เพื่อเจ้าด้วยตัวเอง ถึงจะไม่ทั้งหมดก็เถอะ สองอาทิตย์ที่ข้าไปไหนไม่ได้มีทหารควบคุ้มอยู่ทุกที่ เจ้ากลับไม่แม้แต่จะเขียนจดหมายมา ช่างเป็นพระชายาที่....!”

“.....”

พรึบ!

“หม่อมฉันรู้แล้วเพคะ ขอบพระทัยองค์ชาย”

“.....!!”

ไม่ทันไรร่างเล็กก็เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะโผเข้ากอดซอนมิล ใบหน้าขาวซุกลงบนหน้าอกแน่นเพราะความสูงที่แตกต่างทำเอาซอลมินนิ่งอึ้งไปในทันที

ด้วยความอับอายปนโมโห ซอลมินบ่นอุบเป็นหมีกินผึ้ง อียูกลับไม่คิดติดใจอะไร ยิ่งได้เห็นและยิ่งได้ยินเสียง ความรู้สึกคิดถึงและโหยหากลับชัดเจนอย่างอดใจไม่ไหว

“ขะ ขออภัยหม่อมฉัน!...”

“อย่าปล่อยนะ”

“.....!!!”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นขัดเสียงเล็กของอียู ขณะที่นางกำลังจะแกะอ้อมแขนของตนออก ซอลมินที่เพิ่งจะหลุดออกจากผวังรีบยกแขนขึ้นโอบรัดเพื่อรั้งอียูเอาไว้พรางก้มหน้าเชยคางวางไว้บนไหล่แคบของคนตัวเล็ก

อียูนิ่งอึ้งเล็กน้อยกับปฏิกิริยาการตอบสนองที่เชื่องช้าของซอลมินแต่ก็ยอมอยู่นิ่งๆตามที่เขาต้องการ

“ให้ข้าได้อยู่แบบนี้อีกสักหน่อย”

“เหงาใช่ไหมเพคะ?”

“เปล่า ข้าไม่เคยเหงา”

“จะทรงโกหกกับคนที่โกหกเก่งอย่างหม่อมฉันไม่ได้นะเพคะ”

“บังอาจ”

“.....!!!”

คนตัวใหญ่ขู่ฟ่อจนอียูสะดุ้งตกใจเตรียมที่จะผลักอกกว้างของซอลมินออกห่าง แต่เขากลับยิ่มกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นกว่าเดิม

“ข้ากลัว”

“กลัวอะไรหรือองค์ชาย?”

ซอลมินถอนหายใจยาวก่อนจะปล่อยให้อียูเป็นอิสระ สองมือยังคงโอบเอวบางเอาไว้สายตาคมๆที่สะท้อนถึงความอ่อนโยนจดจ้องอียูอย่างไม่ปิดบัง

“ข้ากลัวว่าเจ้าจะหายไป ในขณะที่ข้าได้แต่อยู่ที่นี่ โดยไม่รู้อะไรเลย”

“หม่อมฉันจะไม่ไปไหน เว้นแต่ว่าพระองค์ไม่อยากให้หม่อมฉันอยู่”

“หากเจ้าโกหก ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้า”

“....”

สายตามุ่งมั่นเต็มไปด้วยความสัตย์จริงของซอลมินส่งไปยังอียู คำตอบเมื่อครูทำเอาหัวใจดวงน้อยแทบจะหยุดเต้นเอาเสียอย่างนั้น ขณะเดียวกันซอลมินเลื่อนมือข้างหนึ่งขึ้นสูงประคองกรอบหน้าเชยคางเรียวของอียูขึ้นช้าๆ

ใบหน้าคมเคลื่อนลงมาใกล้เรื่อยๆ อียูรับรู้ได้ว่าจะต้องเตรียมตัวรับจุมพิตกระชากวิญญาณของซอลมิลในอีกไม่ช้า

“เมี้ยว~~~ (^•.,• ^ )~”

พรึบ! ตุบ!

“ว้ายยยย!!!”

“จองจอง!!”

ทั้งสองตกใจผละออกจากกันในทีเมื่อจู่ๆ เจ้าก้อนกลมๆสีขาวก็ส่งเสียงร้องพร้อมกับกระโดดเข้ามาจากทางด้านหลังของซอลมิลพร้อมกับเดินมาคลอเคลียถูชายกระโปรงของอียูอย่างไม่รู้สึกรู้สา อียูได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ ไปให้ซอลมินที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับเพราะเจ้าแมวอ้วนเข้ามาขัดจังหวะเสียได้

 

ความคิดเห็น