ปากกานางไม้ / ดอกเอื้องเมืองเหนือ
facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

75.ความรับผิดชอบ (ตอนพิเศษ 6)

ชื่อตอน : 75.ความรับผิดชอบ (ตอนพิเศษ 6)

คำค้น : ทหารเรือ, ทหาร, นรข, นปข, ตำรวจ, ยาเสพติด, ครู, ดนตรี, หน่วยซีล, รีคอน, นาวิกโยธิน, ตำรวจน้ำ, แม่น้ำโขง, ฝั่งไทย, ฝั่งลาว, ความรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.3k

ความคิดเห็น : 73

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2563 22:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
75.ความรับผิดชอบ (ตอนพิเศษ 6)
แบบอักษร

75.ความรับผิดชอบ 

  

               ในที่สุดวันออกพรรษาก็มาถึงเจ้าเอยลากเอาเก้าอี้เข้ามาจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำโขงในสวนของบ้านปานมณฑา เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องจับจองเพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นบ้านของปานมณฑากับหัวหน้าคเชนทร์ที่ไม่มีคนอื่นเข้ามาอยู่แล้ว พื้นที่ริมแม่น้ำหลังบ้านตอนนี้มีเธอครอบครองอยู่คนเดียวแท้ๆ แล้วทำไมต้องรีบจับจองด้วย ก่อนหน้านี้ปานมณฑามาชวนเธอไปดูบั้งพญานาคด้วยกัน เธอไม่รู้ว่าปานมณฑาจะไปดูที่ไหนแต่เพราะเห็นว่าปานมณฑาจะไปดูกับสามีและลูกน้อยทั้งสามเธอเลยปฏิเสธ ก็แหม เขาไปกันตามประสาพ่อแม่ลูกแล้วจะให้เธอไปเป็นส่วนเกินทำไมเล่า เกิดสองผัวเมียเขาอยากจู๋จี๋กันเธอไม่ต้องเป็นก้างขวางคอหรอ ดังนั้นตอนนี้เธอก็เลยมาเตรียมพื้นที่ดูบั้งไฟพญานาคอยู่คนเดียวที่สวนหลังบ้านปานมณฑาพร้อมกับกล้องส่องทางไกลและเสบียง ถือโอกาสนี้พิสูจน์ไปในตัวด้วยว่าบั้งไฟพญานาคที่ขึ้นทุกปีๆ ในคืนวันออกพรรษานั้นเป็นของจริงหรือปาหี่หลอกตา ยิ่งที่อำเภอรัตนวาปีเป็นจุดที่มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเยอะกว่าที่อื่นๆ ด้วย ไหนๆ เธอก็มาอยู่ที่นี่แล้วก็เลยต้องมาดูสักหน่อย 

               “อ้าว นึกว่าไปกับครูระรินซะอีก” เสียงผู้กองสายชลดังขึ้นเมื่อเขาเดินเลียบริมแม่น้ำจากสถานีเรือเข้ามาหาเธอในสวนของบ้านปานมณฑา วันนี้เธอเห็นเขาดูยุ่งๆ กับการดูแลความเรียบร้อยในแม่น้ำโขง ไหนจะแบ่งกำลังไปดูแลพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำแถบนี้อีกเพราะตอนนี้พื้นที่ริมแม่น้ำรอบๆ สถานีเรือมีนักท่องเที่ยวมารอดูบั้งไฟพญานาคกันเยอะมาก ขนาดหัวหน้าคเชนทร์ก็ยังดูยุ่ง เห็นพี่ป่านของเธอบอกว่าพี่เชนทร์ทำงานมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วยังไม่ได้พักเลย แต่ด้วยความห่วงลูกเมียก็เลยแบ่งเวลาในคืนนี้พาลูกเมียไปดูบั้งไฟพญานาคด้วยกันตามที่เคยสัญญาว่าจะพาพี่ป่านของเธอไปดูตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วพลาดไม่ได้ไปดูด้วยกันเลยต้องมาชดเชยในปีนี้และยังเป็นการดูบั้งไฟพญานาคครั้งแรกของเด็กๆ ทั้งสามคนด้วย 

               “ก็อยากไปอยู่ค่ะ แต่เดี๋ยวคืนนี้ต้องตัดคลิปที่ไปเก็บข้อมูลจากเวทีหมอลำคืนก่อนเลยไปไหนไม่ได้ น่าเสียดายอดดูพี่ระรินรำแล้วก็อดดูวงดนตรีของลูกศิษย์พี่ป่านกับพี่ระรินด้วย” เพราะครูระรินเป็นนางรำที่มีชื่อเสียง ในงานบุญสำคัญแบบนี้ก็เลยมีคิวรำเยอะมากโดยคืนนี้จะไปรำบวงสรวงพญาพิสัยสัตนาคราชที่ลานนาคาเบิกฟ้า อำเภอโพนพิสัยซึ่งจัดงานไหลเรือไฟออกพรรษา 

               “ช่วงนี้งานบุญเยอะครูระรินมีรำอีกหลายงานเดี๋ยวค่อยไปดูก็ได้ แล้วนี่จะอยู่ดูบั้งไฟพญานาคคนเดียวที่นี่หรอ” เขามองเก้าอี้ เสบียงและกล้องส่องทางไกลที่คล้องอยู่กับคอเธอ 

               “ก็คงงั้น ขี้เกียจไปเบียดดูกับคนอื่นๆ ข้างนอก ดูอยู่ตรงนี้แหละวิวส่วนตัวดี” 

               “แถวนี้งูเยอะนะไม่กลัวหรอ” 

               “เยอะสู้งูบนหัวผู้กองได้รึเปล่าล่ะ” เธอถามกลับ “พี่ป่านกับพี่เชนทร์บอกว่าถ้าเจองูอยู่แถวๆ บ้านก็ไม่ต้องกลัวหรอกเพราะว่าพวกมันจะไม่ทำอันตรายฉัน ถ้าจะกลัวก็ให้กลัวงูบนหัวผู้กองอย่างเดียว” 

               เหอะ! ไว้เธอเห็นพี่งูของปานมณฑาก่อนเถอะแล้วจะไม่พูดแบบนี้ ผู้กองสายชลมองไปรอบๆ ตัวอย่างไม่ค่อยไว้ใจสถานการณ์ ตอนนี้ปานมณฑาไม่อยู่บ้านพี่งูของเธอก็คงจะไม่อยู่ด้วย ป่านนี้คงมุดน้ำไปเตรียมตัวปล่อยบั้งไฟพญานาคแล้วมั้ง ถึงที่นี่จะเป็นเขตบ้านของปานมณฑาแต่ไม่มีคนอยู่บ้านแบบนี้เขาก็ไม่อยากจะปล่อยเจ้าเอยเอาไว้คนเดียว ผู้กองสายชลมีสีหน้าวิตกขึ้นมาเพราะก่อนหน้านี้มะปรางเพิ่งโทรมาหาเขาและเธอก็โวยเขาใหญ่เรื่องที่เห็นเขาไปเที่ยวงานประจำปีและดูหมอลำกับเจ้าเอย มะปรางไม่เหมือนสาวๆ คนอื่นๆ สาวๆ คนอื่นๆ พอตบเขาจนหายแค้นแล้วก็ยอมจากไปแต่โดยดี แต่เพราะมะปรางเป็นคนเอาแต่ใจ เป็นลูกสาวเดียวที่พ่อตามใจมากถ้ามีอะไรมาขัดใจเข้าล่ะก็คงยากที่จะทำให้เธอยอมสงบได้ ถ้ามะปรางจะแค่โวยวายแล้วมาตบเขาเขาจะไม่กังวลเลย แต่นี่มะปรางกลับขู่จะทำร้ายเจ้าเอยด้วย ลำพังมะปรางคนเดียวอาจไม่น่ากลัวหรอกแต่ถ้ามะปรางใช้ให้ลูกน้องของพ่อตัวเองมาจัดการแทนล่ะก็เจ้าเอยก็คงตกอยู่ในอันตรายแล้ว 

               “ไปกับผมมั้ย ผมมีขับเรืออกตรวจอีกครั้งก่อนถึงเวลาบั้งไฟขึ้น” 

               “หมายความว่ายังไงคะ” จะให้เธอขึ้นเรือไปด้วยอย่างนั้นหรอ  

               “ไปออกตรวจด้วยกัน” 

               “ไม่เอา ผู้กองก็ไปทำงานของผู้กองสิฉันอยู่คนเดียวได้ มีที่ไหนเอาผู้หญิงขึ้นเรือไปทำงานด้วย” 

               “ก็ไม่มีใครเขาทำหรอกแต่มันจำเป็นผมไม่อยากทิ้งคุณเอาไว้คนเดียว ตอนนี้ที่สถานีเรือมีคนอยู่น้อย หลายๆ คนออกไปดูแลความเรียบร้อยภายในงานกันหมดเดี๋ยวเกิดมีอะไรขึ้นมาจะไม่มีใครคอยดูแลคุณ” 

               “แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ที่นี่มันเป็นบ้านของหัวหน้าสถานีเรือนะใครจะกล้ามาทำอะไรฉัน” 

               “บอกให้มาก็มาเถอะน่า” ผู้กองสายชลขี้เกียจอธิบาย เขารีบจูงมือเธอเดินลงไปที่แพของหน่วย นรข. ทันทีซึ่งตอนนี้ผู้กองพสุธากำลังเตรียมจะลงเรือตรวจด้วยอีกคนพร้อมกับจ่าอนลและจ่ามารุต ทุกคนเห็นเจ้าเอยแล้วก็หันมายิ้มให้เธอด้วยรู้กันดีว่าทำไมผู้กองสายชลถึงทำแบบนี้ เจ้าเอยถูกขู่จะทำร้ายเขาคงไม่อยากให้เธออยู่ที่นี่คนเดียว 

               “ถ้าสมุนเอกของครูป่านอยู่ก็ดีสินะครับผู้กอง จะได้ไม่ต้องห่วงอะไร” จ่ามารุตนึกถึงพี่งูของปานมณฑาที่คอยตามดูแลปานมณฑากับลูกๆ ทั้งสามคนของเธอ ไหนจะกองทัพงูอีกตั้งมากมาย 

               “สมุนเอกของครูป่านคงไม่ว่าง ตอนนี้กำลังไปเตรียมตัวปล่อยบั้งไฟอยู่ใต้น้ำนู่น” 

               “พี่ป่านมีสมุนด้วยหรอคะ” เจ้าเอยไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดกับจ่ามารุต พี่ป่านของเธอไม่ใช่มาเฟียซักหน่อยจะไปมีลูกสมุนได้ยังไง 

               “แสดงว่าคุณเจ้าเอยคงจะยังไม่เคยเห็น ตั้งแต่มาที่หนองคายนี่เคยเห็นงูซักตัวมั้ยครับ” 

               “ไม่ค่ะ” เธอตอบจ่าอนล ทำไมทุกคนถึงชอบพูดถึงงูกันนัก ก็รู้อยู่หรอกว่าผู้คนที่นี่มีความเชื่อเรื่องพญานาคแต่ทำไมต้องพูดถึงงูกันบ่อยๆ ด้วย 

               “ถ้าผมจะบอกว่าครูป่านเขามีสมุนเป็นพญางูใหญ่ในแม่น้ำโขงคอยตามปกป้องดูแลคุณจะเชื่อมั้ย” 

               “เชื่อก็บ้าแล้ว” เธอตอบผู้กองสายชลแล้วก้มลงมามองชุดเครื่องแบบทหารที่เขาส่งมาให้อย่างไม่เข้าใจ 

               “เอาไปเปลี่ยน นี่ชุดของผมเอง” 

               “ไม่” ทำไมเธอต้องเปลี่ยนชุดด้วย แล้วดูหุ่นของเธอกับของเขาสิ เหมือนเอาชุดยักษ์มาให้คนแคระใส่ยังไงก็ไม่รู้ 

               “จะไม่ได้ไง ดูสภาพชุดที่คุณใส่อยู่ตอนนี้สิถ้าคนอื่นเห็นเข้าเขาจะว่ายังไง ผมให้คนที่ใส่กางเกงขาสั้นกับเสื้อตัวจิ๋วโชว์สะดือขึ้นเรือไปไม่ได้หรอกนะ เอาไปใส่ซะเวลาคนบนฝั่งมองลงมามันจะได้กลมกลืนกัน” เจ้าเอยก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเขาต้องบังคับให้เธอไปกับเขาด้วย แต่พอมองมาทางคนอื่นๆ ก็เหมือนทุกคนจะเห็นด้วยกับเขา  

แม้ว่าจะยังไม่เข้าใจในเหตุผลที่เขาสั่งให้เธอทำแบบนี้แต่เจ้าเอยก็ยอมใส่ชุดที่ว่าด้วยไม่อยากทำตัวให้มีปัญหา เธอไม่อยากจะเห็นตัวเองในสภาพนี้จริงๆ เลย ผู้ชายอะไรขายาวเป็นบ้า ยาวจนกางเกงของเขาที่เธอสวมทับกางเกงขาสั้นของตัวเองดูโหรงเหรงไปหมด ลำพังแค่เสื้อก็ยาวรุ่มร่ามจนจะเป็นเดรสลายทหารได้อยู่แล้ว แค่นั้นยังไม่พอผู้กองสายชลยังเข้ามารวบผมยาวๆ ของเธอเอาไว้แล้วสวมหมวกให้อีกทีด้วย ไหนจะเสื้อชูชีพสีดำอีก หมดกันความสวยความงามของเธอ 

               “แล้วฉันจะติดกลากเกลื้อนเพราะเสื้อผ้าของผู้กองรึเปล่าเนี่ย” 

               “นี่ ผมก็รักษาความสะอาดเป็นนะ เมียทหารคนอื่นเขายังใส่เสื้อของผัวเลย ครูป่านก็ใส่เสื้อของหัวหน้าออกบ่อย นี่แค่ให้ใส่ชั่วคราวอย่าทำมาบ่น” 

               “ก็นั่นเขาเมียทหาร แต่ฉันไม่ใช่” 

               “แล้วไม่อยากใช่บ้างหรอ เป็นเมียทหารดีจะตาย” 

               “ที่ผ่านมาผู้กองก็เลยมีเรี่ยราดไปทั่วใช่มั้ย” พอโดนถามจี้ใจดำเข้าหน่อยผู้กองสายชลก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะเดินขึ้นไปบนเรือ AB กับจ่าอนลแล้วจึงหันมามองทางเธอเพื่อบอกให้เธอตามไปขึ้นเรือกับเขา 

               “ผู้กองเขาเป็นห่วงคุณเจ้าเอยมากน่ะครับ เขาไม่อยากปล่อยให้คุณเจ้าเอยอยู่บ้านคนเดียวก็เลยทำแบบนี้” ผู้กองพสุธาหันมาบอกเธอขณะเตรียมอาวุธปืนก่อนขึ้นเรือ 

               “จะห่วงอะไรนักหนาคะ ฉันไม่ใช่เด็กแล้วซักหน่อย” 

               “เวลาที่เรารักใครซักคน ต่อให้เขาจะอยู่ในที่ที่ปลอดภัยมากแค่ไหนเราก็ยังห่วงเขาอยู่ดีแหละครับ ผู้กองสายชลน่ะเห็นเจ้าชู้ๆ แบบนี้แต่เขาก็ไม่เคยเทคแคร์ใครดีขนาดนี้เลย ถ้าไม่หวงไม่ห่วงจริงๆ เขาไม่ยอมพาคุณเจ้าเอยนั่งเรือไปด้วยแบบนี้หรอกเพราะถ้าหัวหน้ารู้เข้าเดี๋ยวได้โดนด่าตาย” 

               เจ้าเอยยอมเดินเข้าไปหาผู้กองสายชลและขึ้นเรือไปกับเขาโดยมีเขาช่วยประคอง ส่วนผู้กองพสุธากับจ่ามารุตและทหารอีกสามสี่นายก็ขึ้นเรืออีกสองลำ นอกจากหัวหน้าคเชนทร์ก็มีผู้กองพสุธานี่แหละที่เธอมองว่าดูมีความน่าเชื่อถือมากกว่าใครๆ แต่เธอก็ไม่แน่ใจว่าที่ผู้กองพสุธาพูดกับเธอแบบนี้เป็นเพราะเขาช่วยเพื่อนจีบเธอหรือเพราะอยากให้เธอรู้กันแน่ว่าเพื่อนของเขารักเธอมากแค่ไหน ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นมารักมาทำดีด้วยมันก็น่าดีใจอยู่หรอก แต่ถ้าผู้กองสายชลจะมารักเธอ...เขาจะรักเธอแบบไหน รักแบบที่เขาเคยรักผู้หญิงคนอื่นๆ ของเขาน่ะหรอ ถ้าจะรักแบบนั้นเธออยากให้เขาเกลียดเธอเสียมากกว่า เธอไม่อยากเป็นคนรักชั่วคราวของใคร เธออยากมีคนรักที่รักเธอไปชั่วชีวิตแบบพี่ป่าน อย่างหัวหน้าคเชนทร์น่ะ นอกจากเวลางาน เวลาที่เหลือของเขาเขาก็ยกให้พี่ป่านกับลูกๆ ทั้งหมด เธออยากได้คนรักแบบนี้ไม่ใช่...คนรักที่แบ่งความรักมาให้เธอแค่นิดเดียวแล้วก็เอาไปแบ่งคนอื่นๆ ต่ออีก 

                 

 

 

               หากไม่นับการขึ้นไปเที่ยวบนเรือรบของทหารเรือที่สัตหีบในเทศกาลการท่องเที่ยวนี่คงเป็นครั้งแรกที่เจ้าเอยได้นั่งเรือของทหารเรือจริงๆ เรือที่ใช้ปฏิบัติงานจริงๆ มีทหารเรือตัวจริงและมีปืนจริงๆ บนเรือ แล้วเรือลำนี้ก็เคลื่อนที่ได้เร็วมาก เร็วจนเธอต้องเกาะเรือเอาไว้ให้แน่นๆ ในขณะที่ผู้กองสายชลและจ่าอนลที่ขับเรืออยู่ดูจะชิลกันมาก ไม่ได้มีท่าทีกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย คงเพราะพวกเขาอยู่กับน้ำกับเรือมาทั้งชีวิตมั้งเลยชินกันแล้วในขณะที่เธอนอกจากจะไม่ชินแล้วยังว่ายน้ำไม่เป็นอีก 

               “เสื้อชูชีพมันจะทำให้ฉันไม่จมน้ำจริงๆ ใช่มั้ย” เธอถามผู้กองสายชลที่นั่งอยู่ข้างหน้า ซึ่งเขากำลังชี้มือบอกให้จ่าอนลขับเรือไปใกล้ๆ ฝั่งหน่อยเพราะเห็นว่ามีเด็กตัวเล็กๆ กลุ่มหนึ่งกำลังจะเอาเสื่อมาปูนั่งริมตลิ่งน้ำซึ่งมันอันตรายเสี่ยงต่อการพลัดตกน้ำมาก 

               “บอกแล้วไง มากับทหารเรือไม่ต้องกลัวจมน้ำ” 

               “ก็ทหารเรือว่ายน้ำเป็นแต่ฉันว่ายไม่เป็นนี่ ฉันจะมาจมน้ำตายอนาถก่อนเรียนจบไม่ได้นะ” 

               “ผมไม่ปล่อยให้คุณจมน้ำหรอกน่า ผมจะปกป้องดูแลคุณให้ดี จะไม่ให้คุณเป็นอันตรายเลยแม้แต่น้อยผมสัญญา” คำสัญญาดังก้องไปกับคุ้งน้ำจนเจ้าเอยหวั่นไหวไปหมด มันอบอุ่นหัวใจยิ่งกว่าการได้ห่มผ้าผืนหนาๆ เสียอีกและเธอก็คลายจากความกลัวด้วย นี่เธอกำลังจะหลงคารมผู้ชายเจ้าชู้เข้าให้แล้วใช่มั้ยเนี่ย 

               ผู้กองสายชลรีบเบือนหน้าหนีด้วยความเขินเมื่อเห็นจ่าอนลหันมายิ้มให้อย่างแซวๆ ก่อนที่เขาจะหยิบไม้เรียวขึ้นมาขณะที่เรือกำลังเข้าไปใกล้ตลิ่งน้ำที่มีเด็กๆ อยู่  

               “เด็กน้อย! ขึ้นไปนั่งเทิงฝั่งให้ดีๆ อย่าลงมานั่งหม่องนี้มันสิตกน้ำตาย ไปๆๆ ขึ้นไปเดี๋ยวนี้ผู้ใด๋บ่ฟังความสิถูกทหารตีเด้!!!” เขาแก้เขินด้วยการแสร้งทำเสียงดุไล่เด็กๆ ขึ้นไปนั่งบนฝั่งพร้อมกับชูไม้เรียวขู่ 

               “พวกผมย่านบ่เห็นบั้งไฟเนาะลุงทหาร” 

               “มันสิตกน้ำตายก่อนได้เห็นบั้งไฟนั่นแล่ว ไปเลยไป ขึ้นไปเทิงฝั่งถ้าบ่ขึ้นไปสิตีดากแล้วกะจับไปส่งพ่อกับแม่พร้อม” คราวนี้ท่าทางเอาจริงของเขาก็ทำให้เด็กๆ รีบหอบเสื่อกลับขึ้นไปบนฝั่งแทบจะทันที ที่เขาทำเป็นดุก็เพราะห่วงกลัวว่าเด็กๆ จะตกน้ำตกท่าเอาเจ้าเอยมองออก แต่เด็กๆ กลุ่มนี้ก็ดูจะซนไม่ใช่เล่นคาดว่าถ้าผู้กองสายชลไปแล้วคงได้แอบกลับลงมานั่งที่เดิมอีกแน่ๆ ดังนั้นก่อนเรือจะขับออกจากฝั่งเขาจึงชูไม่เรียวขู่ขึ้นอีกครั้ง  

               “ถ้าลุงกลับมาแล้วเห็นว่ากลับมานั่งอยู่หม่องเก่าอีก บัดนี้สิจับไปขังคุกนำเพราะถือว่าขัดคำสั่งทหารเข้าใจบ่!” 

               “เหวอ! เข้าใจแล้วครับ” เด็กๆ ยิ่งกลัวไปกันใหญ่ พอขู่แบบนี้ไปแล้วก็คงไม่มีใครกล้าดื้อกล้าซนอีกแล้วล่ะ 

               “ขู่ได้แต่กับเด็กตัวเล็กๆ แบบนี้แหละ เด็กโตกว่านี้หน่อยขู่ไม่ได้หรอก” ผู้กองสายชลหันมาบอกกับเจ้าเอยเมื่อเรือขับออกจากฝั่งแล้ว 

               การขับเรือออกตรวจไม่ได้เป็นเพียงแค่การรักษาความสงบเรียบร้อยตามหน้าที่ของทหารหน่วย นรข.เท่านั้น แต่ยังเป็นการดูแลพ่อแม่พี่น้องชาวฝั่งโขงอีกด้วย เจ้าเอยเพิ่งจะได้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าทหารกับชาวบ้านในแถบนี้ที่อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ตลอดเวลาที่เธอนั่งเรือไปกับเขานอกจากจะได้เห็นเขาคอยกำชับผู้คนที่มารอดูบั้งไฟพญานาคให้ระวังพลัดตกลงมาในน้ำแล้วยามที่ได้เจอกับชาวบ้านที่คุ้นเคยกันก็จะมีการถามข่าวคราวกันด้วยความห่วงใย ชาวบ้านที่นี่รักเจ้าหน้าที่หน่วย นรข.มาก แม้แต่ยามที่ขับเรือผ่านกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้านก็ยังมีชาวบ้านใจดีให้ปลามาด้วยอีก ชาวบ้านที่นี่ใจดีกันเหลือเกิน มิน่าล่ะพี่ป่านของเธอถึงรักที่นี่มากจนได้มาเป็นสะใภ้ชาวหนองคาย เจ้าเอยยิ้มตามขณะที่ผู้กองสายชลรับเอาปลาตัวใหญ่จากคุณลุงท่านหนึ่งมาแล้วใส่กล่องขังเอาไว้ท้ายเรือ 

               กว่าจะขับเรือออกตรวจเสร็จท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว เรือแต่ละลำขับเข้าไปจอดที่ริมฝั่งเป็นจุดๆ เพื่อเตรียมความพร้อมเผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรเกิดขึ้น เจ้าเอยก็เลยได้วิวดูบั้งไฟพญานาคจากบนฝั่งมาเป็นบนเรือของทหารแทน 

               “ฉันเคยได้ยินมาว่าบั้งไฟพญานาคไม่มีจริง แต่ที่เห็นๆ เนี่ยเกิดจากการยิงปืนฉลองของทางฝั่งลาวแล้วก็เกิดจากการหักเหของแสง ผู้กองเป็นทหารรู้เรื่องเกี่ยวกับปืนดี ผู้กองคิดว่ายังไงคะ” เจ้าเอยหันมาถามผู้กองสายชลเขาจึงขยับเข้ามานั่งข้างๆ เธอแล้วถามเธอกลับ 

               “ถ้าคุณคิดว่าเป็นการยิงปืนฉลองจากทางฝั่งลาวแล้ว...ทำไมคนที่อยู่ฝั่งลาว ฝั่งเดียวกันกับคนที่ยิงปืนถึงได้มองเห็นบั้งไฟพญานาคพุ่งขึ้นมาจากแม่น้ำโขงได้ล่ะ หรือจะบอกว่าทางฝั่งไทยก็ยิงปืนให้คนจากฝั่งลาวดูเหมือนกัน” 

               “ฉันแค่ได้ยินเขาวิพากษ์วิจารณ์มาอีกที ถึงได้ถามไงคะว่าผู้กองมีความเห็นว่ายังไง” 

               “คุณรู้มั้ยว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในชายแดนระหว่างสองประเทศ ในพื้นที่ชายแดนแบบนี้การที่จะมีเสียงปืนดังขึ้นซักนัดน่ะมันไม่ใช่เรื่องที่ดีหรอกนะ หากไม่ใช่เหตุจวนตัวการยิงปืนโดยที่ไม่มีเหตุผลมากเพียงพอก็อาจเกิดเป็นเรื่องใหญ่ได้ ส่วนเรื่องบั้งไฟพญานาคจะเกิดจากฝีมือของมนุษย์หรือปรากฎการทางธรรมชาติจริงๆ คุณก็หาคำตอบเอาจากคืนนี้ก็แล้วกัน” 

               “แล้วผู้กองกับจ่าอนลเชื่อว่าพญานาคมีจริงมั้ยคะ” 

               “เชื่อ” ทั้งสองคนตอบขึ้นพร้อมกัน 

               “ทำไมถึงเชื่อล่ะคะ” 

               “เคยเห็นกับตามาแล้ว” ทั้งสองยังคงพูดขึ้นพร้อมกันอีก 

               “ไม่ใช่แค่เคยเห็นแต่ยังเคยพูดคุยกันแล้วก็สนิทกันมากด้วย เดี๋ยวอยู่ๆ ไปคุณก็จะได้เห็นบ้าง” ผู้กองสายชลเสริมขึ้นมาอีกทีก่อนจะหันไปยิ้มกันกับจ่าอนลอย่างรู้กันดีว่าพญานาคที่พวกตนเคยเห็นนั้นคืออะไรและอยู่ที่ไหน ปฏิหาริย์ที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติมากๆ แบบนี้น่ะเคยเห็นกับตาจนประจักษ์แน่ชัดแล้ว 

               เสียงเฮดังมาจากผู้คนที่มารอดูบั้งไฟพญานาคทำให้เจ้าเอยต้องหันไปมองตามจนได้เห็นลูกไฟสีชมพูเข้มลอยขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะหายไป แต่เพราะมันอยู่ไกลเกินไปเธอก็เลยมองเห็นไม่ชัด เสียงเฮที่ดังขึ้นมาอีกยิ่งทำให้เจ้าเอยสนใจมองตามมากขึ้น พอเห็นว่ามีลูกไฟสีชมพูพุ่งขึ้นมาจากน้ำอีกเธอก็คิดเอาเองเลยว่าต้องเป็นเพราะการยิงปืนแน่ๆ ต้องเป็นเพราะการหักเหของแสงชัวร์ๆ ก่อนจะเพ่งมองลงไปที่ผืนน้ำเบื้องหน้าอีกเพื่อคอยจับผิดจนกระทั่ง... 

               “ว๊าย!” เธอตกใจอย่างสุดขีดรีบถอยมากอดแขนผู้กองสายชลที่นั่งอยู่ข้างๆ เอาไว้แน่นเมื่อจู่ๆ ก็มีลูกไฟลูกหนึ่งผุดขึ้นมาจากผิวน้ำต่อหน้าต่อตาเธอในระยะห่างจากตัวเรือแค่เพียงเอื้อมมือเท่านั้น ลูกไฟสีชมพูที่เห็นนี้มันชัดเจนมากจนแทบพูดไม่ออก ลูกไฟไม่มีควัน ไม่มีเสียง ไม่มีกลิ่น...ไม่ได้มีใครยิงปืน ไม่ได้มีใครทำอะไรทั้งนั้น 

               “สงสัยมีคนยิงปืนอยู่ใต้น้ำมั้ง ลองดำน้ำลงไปดูดีมั้ย” ผู้กองสายชลบอกเธออย่างล้อเลียนในขณะที่เจ้าเอยยังทั้งอึ้งทั้งช็อกอยู่เพราะหลังจากนั้นก็มีลูกไฟอีกหลายลูกผุดขึ้นมาจากผืนน้ำเบื้องหน้าเธอจนเธอหมดข้อสงสัยแล้ว 

               “มะ...มีจริงๆ หรอเนี่ย” 

               “ได้คำตอบแล้วใช่มั้ยล่ะ” ผู้กองสายชลเอื้อมแขนมาโอบตัวเธอเอาไว้แล้วก้มลงมาพูดด้วย “แสงจากการยิงปืนฉลองน่ะมันก็มีจริงๆ นั่นแหละบางคนเลยเข้าใจผิด ส่วนบั้งไฟพญานาคของจริง...ก็อย่างที่คุณเห็นกับตาตัวเอง วิธีแยกก็คือแสงที่เกิดจากการยิงปืนมันจะเฉียงขึ้นเป็นแนวทแยง ส่วนบั้งไฟพญานาคจะพุ่งขึ้นในแนวดิ่ง พุ่งขึ้นไปแบบตรงๆ เลย บั้งไฟพญานาคมันมีมานานเป็นร้อยๆ ปีแล้ว เมื่อก่อนเขาเรียกว่าบั้งไฟผี ชื่อว่าบั้งไฟพญานาคเพิ่งมีการเรียกในตอนหลังเพื่อให้เป็นที่สนใจตามตำนานพญานาค ผมรู้แค่ว่าไอ้ที่เราเห็นๆ กันอยู่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แต่จะเกิดจากพญานาคจริงๆ หรืออาจเกิดจากกลุ่มแก๊สอะไรซักอย่างใต้น้ำอันนี้ผมก็ไม่รู้ ก็คงต้องหาคำตอบกันต่อไป” 

               “ก็ไหนผู้กองบอกว่าเชื่อว่าพญานาคมีจริงแล้วทำไมถึงไม่ฟังธงว่าเป็นบั้งไฟพญานาคล่ะคะ” 

               “ที่ผมเชื่อว่าพญานาคมีจริงก็เพราะผมเคยเห็น แต่ผมไม่เคยเห็นพญานาคพ่นลูกไฟออกมานี่นา” 

               นี่เขาเคยเห็นพญานาคจริงๆ ใช่มั้ยเนี่ย ทำไมถึงพูดได้เป็นตุเป็นตะจัง หรือว่าเพราะเขาทำงานอยู่กับแม่น้ำโขงมาตลอดก็เลยอาจจะเห็นถึงสิ่งเหนือธรรมชาติของที่นี่ 

               “ฮะแฮ่ม!” เจ้าเอยตกใจสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอีกเมื่อจ่าอนลกระแอมเสียงทำเสียงดังเธอจึงได้รู้ว่าตาลุงผู้กองสายชลนี่ก้มหน้าลงมาใกล้เธอมากแค่ไหนจนเธอต้องผลักเขาออกไปห่างๆ คนอะไรก็ไม่รู้ไว้ใจไม่ได้เลย 

               “ว่ายน้ำไปขึ้นเรือของผู้กองดินเลยไป ก้างขวางคอจริงๆ” 

               “ถ้าผมไปใครจะขับเรือให้ผู้กองล่ะครับ” ก้างขวางคอที่แอบมองสองหนุ่มสาวนั่งโอบกันอยู่เมื่อกี้นี้ถามกลับอย่างกวนๆ ผู้กองสายชลก็ยิ่งชักสีหน้าใส่อย่างไม่สบอารมณ์ 

               “ผมขับเองก็ได้ จะไปไหนก็ไปตามใจเลย” 

               “ถ้าตามใจผม ผมก็จะอยู่บนเรือนี่แหละครับ” 

               เสียงเจ้านายกับลูกน้องเถียงกันไปมาขณะที่เจ้าเอยยังคงเงยหน้าขึ้นดูบั้งไฟพญานาคลูกแล้วลูกเล่าด้วยความอัศจรรย์ใจและตอบไม่ได้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คนคงทำแบบนี้ไม่ได้หรอก เอาไว้เธอจะเอาไปถามพี่ป่านกับพี่เชนทร์อีกทีแล้วกัน นี่ก็ไม่รู้ว่าพาลูกๆ ไปดูบั้งไฟพญานาคที่ไหน แต่อื่นใด...นี่เป็นประสบการณ์การดูบั้งไฟพญานาคครั้งแรกที่วิเศษสำหรับเธอมากจริงๆ นอกจากจะได้ดูปรากฎการณ์สุดอัศจรรย์แล้วก็ยังมี...เจ้าเอยแอบมองผู้กองสายชลที่ยังเถียงกับจ่าอนลไม่เลิกด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยพราวระยิบระยับ เธอไม่ชอบความเจ้าชู้มือไวของเขา แต่เธอชอบที่วันนี้เธอมีเขานั่งอยู่ใกล้ๆ ตาแก่หัวงู 

  

 

 

               เพราะเจ้าเอยมีงานที่ต้องทำต่อผู้กองสายชลกับจ่าอนลจึงขับเรือมาส่งเธอที่สถานีเรือในเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ ดึกป่านนี้ปานมณฑากับหัวหน้าคเชนทร์คงจะพาลูกๆ กลับมานอนแล้ว ซึ่งถ้าปานมณฑากลับมาบ้านนั่นย่อมหมายถึงรอบๆ บ้านของเธอจะต้องมีกองทัพงูคอยเฝ้าดูแลอยู่ ผู้กองสายชลเลยตั้งใจว่าจะเอาเจ้าเอยไปฝากไว้กับปานมณฑา  

               “ผมโทรบอกครูป่านแล้วนะว่าคืนนี้จะเอาคุณไปฝากไว้ที่บ้าน คืนนี้เก็บของไปทำงานที่บ้านครูป่านแล้วกัน” เขาบอก ขณะเดินมาส่งเจ้าเอยที่บ้านพักรับรองภายในสถานีเรือ ซึ่งตอนนี้บรรยากาศภายในสถานีเรือค่อนข้างมืดและเงียบ แต่ด้านนอกสถานีเรอกลับมีเสียงรถยนต์วิ่งผ่านไปมาเพราะดึกแล้วนักท่องเที่ยวที่มาดูบั้งไฟพญานาคคงกำลังจะเดินทางกลับบ้านกัน 

               “ทำไมฉันต้องไปอยู่กับพี่ป่านด้วยล่ะ” เจ้าเอยหันมาถามเขาขณะกำลังจะเดินเข้าบ้านพัก แต่ทันทีที่เธอเปิดไฟเธอก็ต้องนิ่งอึ้งไปเมื่อเห็นว่าบ้านพักที่เคยเรียบร้อยเป็นระเบียบของตัวเองกลับมีสภาพไม่ได้ต่างอะไรกับมีโจรเข้ามาขโมยของเลย หนังสือเอกสารงานต่างๆ ของเธอตกอยู่เกลื่อนพื้นและถูกฉีกทำลาย เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ก็ขาดเสียหายจนหมดและยิ่งไปกว่านั้น...วิโอล่า เครื่องดนตรีประจำตัวของเธอก็ถูกทุบทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี 

               “มะ...ไม่นะ!” เจ้าเอยรีบวิ่งเข้าไปในบ้านพัก เธอหยุดยืนอยู่ที่กลางบ้านอย่างทำอะไรไม่ถูกด้วยไม่รู้ว่าควรเข้าไปดูอะไรก่อนดี เธอไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีขโมยเข้ามาอย่างนั้นหรอ ที่นี่เป็นสถานที่ราชการนะแล้วจะมีขโมยที่ไหนกล้าถึงขนาดนี้ 

               “ขโมย...” เธอหยิบเศษซากของวิโอล่าขึ้นมากอดทั้งน้ำตา คิดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่รับรู้มีเพียงแค่ของรักของหวงของเธอถูกใครบางคนทำลาย 

               ผู้กองสายชลเองก็อึ้งไม่น้อยไปกว่ากันที่เจอแบบนี้ เขาปลดปืนพกสั้นออกมาจากเอวแล้วเข้าไปตรวจสอบภายในบ้านพักเผื่อคนร้ายอาจจะยังซ่อนตัวอยู่ในนี้ เขาเดินตรวจไปทั่วบ้านจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครซ่อนตัวอยู่จึงได้รีบกลับมาหาเจ้าเอยซึ่งเธอยังคงนั่งกอดเครื่องดนตรีของตัวเองอยู่ที่เดิม สำหรับนักดนตรี เครื่องดนตรีเป็นเสมือนแขนขาเลยก็ว่าได้ ปานมณฑาก็เคยจะเป็นจะตายเพราะเครื่องดนตรีของเธอพังมาแล้ว เขาเข้าใจความรู้สึกของเจ้าเอยในตอนนี้ดี  

               “เจ้าเอย...” เขาเข้าไปหาเธอแล้วดึงเอาเธอเข้ามากอด ไม่รู้จะปลอบเธออย่างไรดี จะบอกว่าไม่เป็นไรก็คงจะไม่ได้เพราะไม่เพียงแค่เครื่องดนตรีของเธอนั้นที่ถูกทำลายแต่ยังเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุคของเธอ เอกสารการเรียนและข้อมูลต่างๆ ที่เธอรวบรวมเอาไว้ทำงานส่งอาจารย์ด้วย เขามองสำรวจไปรอบๆ บ้านพักอีกครั้งเมื่อไม่คิดว่าเป็นฝีมือของขโมยเพราะถ้าเป็นขโมยมันก็ต้องขโมยเอาของไปไม่ใช่มาทำลายแบบนี้ ทั้งวิโอล่า คอมพิวเตอร์หรือของมีค่าอื่นๆ อยู่ครบทุกอย่างแต่ถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ใครกันที่มันทำแบบนี้ เจ้าเอยเพิ่งมาที่นี่เธอไม่เคยมีเรื่องกับใคร ส่วนมากก็จะอยู่กับปานมณฑาตลอด เล่นดนตรีด้วยกันเป็นวันๆ ไม่มีทางที่เธอจะไปมีเรื่องกับใครได้แน่ หรือว่า...มะปราง 

               เมื่อคิดได้แบบนี้ผู้กองสายชลก็คิดว่านี่เป็นสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุด ก่อนหน้านี้มะปรางก็โทรมาโวยวายกับเขา เธอขู่จะทำร้ายเจ้าเอยจนเขาต้องพาเจ้าเอยไปดูบั้งไฟพญานาคด้วยแล้ววันนี้ที่สถานีเรือก็มีคนอยู่ไม่กี่คนดังนั้นใครจะแอบเข้ามาก็เข้ามาได้ทั้งนั้น นี่ดีแค่ไหนที่เขาพาเจ้าเอยไปกับเขาด้วย ถ้าเขาไม่ได้พาเธอไปด้วยแล้วปล่อยเธอเอาไว้ที่สถานีเรือคนเดียวป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้าง...เพราะเขา เพราะเขาคนเดียวที่ทำให้คนที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย เขาคือต้นเหตุของเรื่องนี้ 

               “ผมขอโทษ ผมขอโทษนะที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นผมขอโทษจริงๆ” 

               “ขอโทษทำไม ผู้กองไม่ใช่คนทำซักหน่อย” ยิ่งเจ้าเอยพูดแบบนี้ผู้กองสายชลก็ยิ่งรู้สึกผิด “ขโมยขึ้นบ้านฉัน ฉันจะไปแจ้งความ” ผู้กองสายชลกอดเจ้าเอยเอาไว้แน่นยิ่งกว่าเดิมเพราะความสงสารเธอและโกรธตัวเอง เขาจะบอกเธอยังไงดี จะบอกยังไงว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของขโมยแต่มันเป็นฝีมือของอดีตคู่ขาของเขาที่เขายังเคลียร์ไม่ได้ 

               “ผู้กองดูสิ วิโอล่าของฉัน มันเป็นของสำคัญของฉันเลยนะ” เธอยื่นเศษของเครื่องดนตรีแสนรักให้เขาดูทั้งน้ำตา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นของที่หาซื้อมาใหม่ได้แต่วิโอล่าตัวนี้มันก็อยู่กับเธอมาตั้งแต่ตอนที่เธอหัดเล่นดนตรีแล้ว เธอผูกพันกับมันมากอย่างตอนที่ไปเมืองนอกเธอก็มีวิโอล่าตัวนี้อยู่ข้างกายเสมอ 

               “ผมจะซื้อวิโอล่าตัวใหม่ให้คุณเอง เอาตัวที่ดีที่สุด แพงที่สุดด้วย” 

               “ไม่เอา” เจ้าเอยผละเขาออกและเริ่มตั้งสติมองรอบๆ บ้านพักใหม่อีกครั้ง พอคิดดูดีๆ เธอว่าต้องมีใครสักคนอยากแกล้งเธอแน่ๆ ถ้าจะมาขโมยของเพื่อเอาไปขายต่อคนร้ายก็ต้องเอาของมีค่าของเธอไปสิ “มีคนแกล้งฉันผู้กอง มีคนจงใจทำแบบนี้” เธอลุกไปหยิบเศษกระดาษที่เป็นข้อมูลต่างๆ จากการศึกษาค้นคว้าขึ้นมาดู งานหลายชิ้นทำใกล้จะเสร็จแล้วด้วย  

               “ผมจะจับคนร้ายมาให้ได้” 

               “ต่อให้จับเอาคนร้ายไปประหารชีวิต งานของฉันก็ไม่กลับมา” 

               “ผมขอโทษที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันเป็นความผิดของผมเอง” เขาเข้ามานั่งคุกเข่าตรงหน้าเธอ เสียใจจริงๆ ที่เป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมดแล้วมะปรางก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เธอทำด้วย เธอโกรธเขาก็ต้องมาลงที่เขา ไม่ใช่เจ้าเอย 

               “ทำไมผู้กองถึงบอกว่าเป็นความผิดของผู้กองล่ะคะ” 

               “ก็เพราะว่า...” 

               “เกิดอะไรขึ้นเนี่ย” เสียงของหัวหน้าคเชนทร์ดังขึ้นมาเสียก่อนก่อนที่ผู้กองสายชลจะได้บอกความจริงกับเจ้าเอย เพราะปานมณฑาบอกว่าคืนนี้ผู้กองสายชลจะพาเจ้าเอยไปฝากไว้ที่บ้านของเขา เขากับปานมณฑาก็รออยู่เสียนานจนต้องเดินมาตามเองถึงที่นี่พร้อมกับจ่าอนล “ใครทำแบบนี้” 

               ทั้งหัวหน้าคเชนทร์และจ่าอนลต่างก็มองออกว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของขโมย ทุกอย่างมันเหมือนกับเป็นการจงใจทำลายข้าวของเสียมากกว่า ยิ่งเห็นว่าเครื่องดนตรีของเจ้าเอยถูกทำลายหัวหน้าคเชนทร์ก็ยิ่งรู้ซึ้งดีว่าเจ้าเอยจะเสียใจมากแค่ไหนเพราะเมียของเขาก็รักเครื่องดนตรีมากเหมือนกัน 

               “มีคนแอบเข้ามาที่นี่ตอนที่พวกเราไม่อยู่ครับหัวหน้าแล้วผมคิดว่าผมรู้ตัวคนร้ายแล้ว” 

               “ใคร” 

               “ผู้กองรู้หรอคะ ใครกันที่ทำแบบนี้กับฉัน ตั้งแต่มาที่นี่ฉันก็ไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อนนะ” สีหน้ายุ่งยากใจของผู้กองสายชล มองแค่ครู่เดียวหัวหน้าคเชนทร์ก็รู้ชื่อคนร้ายแล้ว คนที่กล้าบุกสถานีเรือของเขาเวลากลางคืนแล้วมาทำลายข้าวของของแขกอย่างเจ้าเอยจะเป็นใครได้กันถ้าไม่ใช่คนของกำนันศรเพราะเหมือนมะปรางจะไม่ยอมปล่อยผู้กองสายชลไปง่ายๆ ผู้หญิงน่ะถ้าต้องการจะเอาชนะอะไรขึ้นมาแล้วสามารถทำได้หมดทุกอย่าง เขาเกือบจะต้องเสียปานมณฑากับลูกไปก็เพราะความแค้นของผู้หญิงนี่แหละ 

               “เจ้าเอย ไปอยู่ที่บ้านของพี่ก่อนแล้วกัน พี่ป่านเขากำลังรออยู่” ในเมื่อคู่กรณีเป็นคนมีอำนาจการจะจัดการเรื่องนี้ก็ต้องอาศัยความรอบคอบและเขาก็จะต้องให้ความยุติธรรมกับเจ้าเอยให้ถึงที่สุด 

               เมื่อมาถึงบ้านของปานมณฑาเจ้าเอยก็เอาแต่กอดปานมณฑาร้องไห้อย่างเสียใจและขวัญเสียไม่หาย ยิ่งมีปานมณฑาคอยปลอบเธอก็ยิ่งร้องไห้ สองแขนยังคงกอดเศษซากของวิโอล่าไม่ยอมปล่อย ความเสียใจของเจ้าเอยทำให้ผู้กองสายชลได้แต่มองด้วยความรู้สึกผิดไม่หาย เมื่อก่อนเขาไม่เห็นจะต้องแคร์ใครเลย เขาคิดว่าเขาเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี มีตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่น้อยหน้าใคร ใครๆ ต่างก็เคารพและนิยมชมชอบเขา เขาจีบผู้หญิงด้วยถ้อยคำหวานแค่ไม่กี่คำก็ได้เชยชมสาวสวยเหล่านั้นแล้ว เขาคิดมาตลอดว่าชีวิตของเขาต้องการแค่นี้ มีความสุขกับสิ่งที่เขาเป็นอยู่จนกระทั่งได้มารู้จักกับเจ้าเอย เธอทำให้เขาได้รู้ว่าของทุกอย่างบนโลกใบนี้มันไม่ใช่จะได้มาโดยง่ายเสียทุกอย่าง เขาไม่อยากได้เจ้าเอยมาเพียงแค่เชยชมแต่เขาอยากได้เธอมาอยู่ด้วยตลอดไป ได้เจอกันทุกวัน ได้ต่อล้อต่อเถียง ได้แกล้งเธอเล็กๆ น้อยๆ และเหนือสิ่งอื่นใด...เขาอยากปกป้องเธอ เขาไม่อยากเห็นเธอร้องไห้แบบนี้ ไม่อยากให้ใครหน้าไหนมารังแกเธอทั้งนั้น ทำไมกัน ในยามที่เขาไม่เคยจริงใจกับใครเขาถึงได้ผู้หญิงทุกคนที่อยากได้มาง่ายดายนัก แต่พอเขาเจอคนที่เขาอยากจะได้จริงๆ ทุกอย่างมันถึงได้มีแต่อุปสรรคแบบนี้ การที่เขาเลิกเจ้าชู้พยายามกลับตัวกลับใจแต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขามันก็เหมือนกับการขว้างงูไม่พ้นคอ เขาไม่สามารถเคลียร์กับเรื่องพวกนี้ได้เลยจนผลของการกระทำมันมาตกอยู่ที่เจ้าเอย 

               “เจ้าเอยหลับแล้วหรอครับครูป่าน” เขาถามปานมณฑาที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนสำหรับรับแขกซึ่งเธอให้เจ้าเอยเข้าไปนอนพักผ่อนเพราะเจ้าเอยร้องไห้จนเพลียแล้ว 

               “หลับแล้วค่ะ” เธอตอบก่อนจะเดินไปนั่งกับสามีแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “เจ้าเอยเขาเสียใจที่วิโอล่าของเขาถูกทำลาย ยิ่งไปกว่านั้นคือข้อมูลวิจัยที่เขารวบรวมมาได้ก็ถูกทำลายด้วย เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำมามันสูญเปล่าไปหมด แม้แต่เพลงที่เพิ่งแต่งก็ถูกฉีกทิ้งไปจนหมดด้วย” 

               “เรื่องข้อมูลยังหาใหม่ได้นะครับ ผมจะช่วยเจ้าเอยไปขอสัมภาษณ์ทุกๆ คนใหม่ ผมจะช่วยเจ้าเอยรวบรวมข้อมูลใหม่เอง” 

               “ถึงจะทำแบบนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะได้ทุกอย่างกลับมาหมดนะคะ เจ้าเอยอยากเป็นนักดนตรีเหมือนฉันแต่ครอบครัวเขาอยากให้เขาไปสืบทอดกิจการร้านอาหารที่บ้าน เจ้าเอยบอกกับที่บ้านว่าขอออกมาตามหาความฝันก่อน ถ้าเขาทำสำเร็จเขาก็จะได้ทำในสิ่งที่เขารักไปตลอดแต่ถ้าไม่สำเร็จเขาก็จะต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านอย่างหลีกหนีไม่ได้ การที่งานของเขาถูกทำลายไปก็เหมือนความฝันครึ่งหนึ่งถูกทำลายไปด้วย ฉันไม่เข้าใจเลยค่ะว่าใครกันที่ทำแบบนี้ ทำไมถึงได้ใจร้ายนัก ถ้ารู้นะว่าใครแม่จะตามไปตบแก้แค้นให้เลย ในฐานะพี่รหัสและในฐานนะของคนที่รักดนตรีเหมือนกัน เรื่องแบบนี้มันยอมไม่ได้หรอก!!!” 

               “สำรวมอาการหน่อยคุณนายป่าน” หัวหน้าคเชนทร์ปรามคนที่ลุกขึ้นทำท่าจะตบคนก่อนจะพยักหน้ามาทางเพลงรักที่เขากำลังอุ้มอยู่เพราะหนุ่มน้อยเกิดตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วก็ไม่ยอมนอนเหมือนพี่ข้ามโขงและน้องเพลงพิณ ยิ่งตอนนี้มีพ่ออยู่ด้วยสองแขนน้อยๆ ก็เลยกอดรอบคอพ่อเชนทร์ไม่ยอมปล่อย 

               “ก็ป่านเจ็บใจแทนนี่คะ” 

               “ให้ผู้กองเขาจัดการเอง เรื่องนี้ผู้กองเขาเป็นต้นเหตุ” หัวหน้าคเชนทร์มองมาที่ตัวต้นเหตุ เคยเตือนก็หลายครั้งแล้วเรื่องความเจ้าชู้เนี่ย เจอแบบนี้เข้าไปจะเข็ดมั้ย ล้อเล่นกับผู้หญิงมาเยอะมันก็ถึงเวลาที่จะต้องถูกผู้หญิงเล่นคืนแล้ว 

               “เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะไปเคลียร์กับมะปรางเองครับ แต่ว่าระหว่างนี้...ผมขอฝากเจ้าเอยเอาไว้กับครูป่านด้วยนะครับ ผมกลัวว่าเจ้าเอยจะถูกทำร้ายเอา” 

               “ผู้กองไม่ต้องห่วงเจ้าเอยหรอกค่ะ ยังไงฉันก็ต้องปกป้องน้องสาวของฉันอยู่แล้ว งูเต็มบ้านขนาดนี้ใครก็เข้ามาไม่ได้หรอกค่ะถ้าฉันไม่อนุญาต” ได้ยินแบบนี้ผู้กองสายชลก็ค่อยเบาใจหน่อย ถ้าปานมณฑาพูดแบบนี้เหล่าสมุนงูของเธอก็คงจะช่วยดูแลเจ้าเอยด้วยอีกคน “ผู้กองเคลียร์เรื่องนี้ให้ได้นะคะ ถ้าผู้กองจริงใจกับเจ้าเอยจริงๆ ก็อย่าทำให้เจ้าเอยต้องผิดหวัง เกิดยัยเด็กนี่เสียใจมากๆ หนีไปเมืองนอกแล้วจะตามกลับยาก ฉันได้ข่าวว่าเจ้าเอยเคยไปสมัครทุนเรียนต่อเมืองนอกเอาไว้แต่ทางนั้นยังไม่ตอบรับเจ้าเอยก็เลยเรียนต่อที่เมืองไทยไปก่อน เรียนที่เมืองไทยน่ะเวลาคิดถึงกันยังขับรถไปหากันได้ แต่ถ้าไปเรียนที่เมืองนอกคงไปมาหาสู่กันยาก เวลาซ้อมนักดนตรีจะซ้อมกันหนักมากจนไม่สนใจโลกเลยล่ะค่ะโอกาสเจอกันมันจะยากมากนะคะ เพราะแบบนี้แหละฉันถึงสละสิทธิ์ไม่ไปเมืองนอก ฉันกลัวจะไม่ได้เจอพี่เชนทร์กับลูกอีก” 

               “แล้วถ้าทางเมืองนอกเขาตอบรับกลับมาล่ะครับ” 

               “ก็ต้องดูว่าเจ้าเอยจะเลือกอะไรระหว่างผู้กองกับการไปใช้ชีวิตที่เมืองนอกโดยไม่มีผู้กองอยู่ด้วย เรื่องเรียนน่ะมันเรียนที่ไหนก็ได้ทั้งนั้นค่ะ ถ้าเจ้าเอยเขาอยากอยู่ใกล้ๆ ผู้กองเขาก็อาจจะเลือกเรียนที่เมืองไทยเหมือนเดิม ถ้าไม่อยากให้เจ้าเอยไปผู้กองก็ต้องทำตัวให้ดีๆ อย่าทำให้เจ้าเอยเดือดร้อนอีก” 

               “เป็นหน้าที่ของผู้กองแล้วนะ งั้นเรื่องคดีที่มีคนบุกรุกสถานีเรือแล้วก็ทำลายทรัพย์สินของเจ้าเอยน่ะผมมอบให้ผู้กองจัดการก็แล้วกัน ถ้าผู้กองเอาเรื่องกำนันศรได้ต่อไปผู้กองก็จะไม่ต้องกลัวกำนันศรอีก” กลัวในที่นี้หัวหน้าคเชนทร์หมายถึงต่อไปกำนันศรได้ตามมาเอาเรื่องผู้กองสายชลแน่ๆ เพราะไปฟันลูกสาวเขาแล้วจะมาทิ้งขว้างง่ายๆ แบบนี้ พ่อที่ไหนเขาจะไปยอมล่ะ ในฐานะของพ่อที่มีลูกสาวเหมือนกันเขาเองก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้กองสายชลหรอก แต่ในเมื่อผู้กองสายชลก่อเรื่องแล้วเขาก็ต้องแก้ไขเองให้ได้ 

  

 

 

               ผู้กองสายชลยืนอยู่ที่ริมแม่น้ำโขงตรงจุดชมสะดือแม่น้ำโขงหรือแก่งอาฮง ในอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมมะปรางถึงให้เขามารอเธอที่นี่ทั้งๆ ที่เขานัดเจอเธอที่ร้านกาแฟในตัวเมืองแท้ๆ เขาต้องการจะมาคุยกับเธอให้รู้เรื่อง จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ความผิดของมะปรางเลยแม้แต่น้อย เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแต่คนผิดมันคือเขา เป็นเขาเองที่หลอกลวงเธอ เอาความรู้สึกของเธอและความรู้สึกของผู้หญิงหลายๆ คนมาล้อเล่นแล้วพอเขาเจอคนที่ใช่ขึ้นมาจริงๆ เขาก็ทิ้งทุกคนไปอย่างไม่น่าให้อภัย การนัดเจอกับมะปรางครั้งนี้เขาไม่ได้มาเพื่อต่อว่าเธอ แต่เขามาเพื่อขอโทษและขอร้องเธอ ไม่ให้เธอไปยุ่งกับเจ้าเอยอีก ขอแค่มะปรางเลิกยุ่งกับเจ้าเอยเขาจะยอมให้มะปรางลงโทษเขาทุกอย่าง 

               “ไม่กลัวตกลงไปหรอคะ” เสียงมะปรางเอ่ยถามเมื่อเขายืนอยู่ริมตลิ่ง แก่งอาฮงเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกมากจนไม่สามารถวัดความลึกได้ ยิ่งเป็นฤดูน้ำหลากแบบนี้น้ำก็ยิ่งไหลเชี่ยวและเกิดวังน้ำวนหลายๆ คนก็เลยเรียกที่นี่ว่าเป็นสะดือของแม่น้ำโขง ในช่วงที่น้ำลดลงก็จะสามารถมองเห็นเกาะแก่งที่อยู่ในแม่น้ำโขงด้วย และที่นี่ก็เป็นอีกจุดที่มีปรากฎการณ์บั้งไฟพญานาค 

               “แล้วมะปรางไม่กลัวหรอ” เขารีบเดินเข้ามาหาเธอแล้วจูงมือเธอออกห่างจากฝั่งน้ำด้วยกลัวว่าเธอจะพลัดตกลงไป จะว่าไปเขาก็ไม่ได้เจอเธอนานแล้ว ตอนที่บอกเลิกก็บอกเลิกแค่จากข้อความไลน์และโทรคุยกันเท่านั้นนี่จึงเป็นการเจอกันครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เขาขอเลิกกับเธอ 

               “ถ้ากลัวพี่สายชลก็กอดมะปรางเอาไว้เหมือนทุกทีสิคะมะปรางจะได้ไม่ตกลงไป” เธอยิ้มให้เขาอย่างน่ารักต่างจากคราวที่เธอโวยวายใส่เขา ในยามอารมณ์ดีมะปรางจะน่ารักแบบนี้เสมอแต่ถ้าเธอโกรธขึ้นมาเธอจะดูร้ายกาจมากจนใครๆ ก็คุมไม่อยู่แม้แต่พ่อของเธอเองด้วย ผู้กองสายชลพยายามจะไม่มองรอยยิ้มของเธอ เขารู้ตัวเองเสมอว่าเขาทำผิดแต่การจะคบมะปรางต่อไปโดยที่เขาไม่ได้รักเธอมันก็จะยิ่งเป็นการทำร้ายมะปราง แล้วต่อให้เขาไม่มีเจ้าเอยเขาก็จะยังทำแบบนี้ 

               “พี่มาเจอมะปรางก็เพื่อจะขอโทษมะปรางด้วยตัวเอง...เรื่องที่พี่เคยบอกเลิกมะปรางไปน่ะ” 

               “จะขอโทษมะปรางแล้วกลับมาคบกับมะปรางเหมือนเดิมใช่มั้ยคะ งั้นมะปรางไม่โกรธพี่สายชลแล้วก็ได้ค่ะ” 

               “เปล่า พี่จะมาขอเลิกกับมะปรางแบบจริงๆ จังๆ ต่างหาก” เขาตัดสินใจพูดออกไปจนรอยยิ้มหวานๆ ของมะปรางค่อยๆ หายไป “พี่ขอโทษนะที่พี่ทำร้ายมะปรางแบบนี้ พี่ขอโทษจริงๆ มะปรางจะตบตีพี่ จะด่าว่าพี่ยังไงก็ตามใจมะปรางเลยนะ” 

               “ถ้ามะปรางตีพี่ ด่าพี่แล้วพี่จะกลับมาคบกับมะปรางมั้ย” 

               “...มันเป็นไปไม่ได้” 

               “แล้วมะปรางจะตีพี่ ด่าพี่ให้มันได้อะไรขึ้นมา” ดวงตาของมะปรางแข็งกร้าวขึ้นมาทันที ความน่ารักสดใสหายไปจนหมดสิ้น “ได้ใหม่แล้วลืมเก่า นอกจากอีนังนั่นแล้วต่อไปพี่สายชลจะไปเอาใครอีก” 

               “พี่...” 

               “พี่ใช้ชีวิตง่ายจังเลย อยากได้ใครก็ไปจีบจนได้เขา แต่พอเจอคนใหม่ก็เบื่อคนเก่าเลยมาเทคนเก่าแบบนี้น่ะหรอ ที่ผ่านมาพี่เคยมีใครมะปรางก็ไม่สนใจแต่ทำไมคราวนี้...พี่ถึงกับบอกเลิกทุกคนเพื่ออีนังนั่นคนเดียว มันเป็นใคร วิเศษวิโสมาจากไหนพี่ถึงได้หลงมันนัก!” น้ำเสียงที่มะปรางโวยวายออกมามีเสียงสะอื้นเจืออยู่ด้วย เธอคิดว่าเธอจะสามารถเอาชนะใจเขาได้จนเขาทิ้งผู้หญิงทุกคนเพื่อเธอคนเดียวแต่ที่ไหนได้ เธอกลับเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ถูกเขาทิ้งเพื่อคนอื่น 

               “มันไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้นแหละมะปราง ต่อให้ไม่มีเขาพี่ก็คบกับมะปรางต่อไปไม่ได้” 

               “ถ้าไม่ได้แล้วมาจีบมะปราง มานอนกับมะปรางทำไม มะปรางไม่ใช่ของฟรีให้ใครมาหลอกฟันแล้วทิ้งง่ายๆ นะ พี่มันเห็นแก่ตัว!!! แล้วคนเห็นแก่ตัวอย่างพี่ซักวันพี่จะไม่เหลือใครทั้งนั้น!” 

               ผู้กองสายชลน้ำตาคลอเมื่อเห็นมะปรางชี้หน้าต่อว่าเขา เขาสงสารเธอนัก สงสารมะปรางเหลือเกินแต่เขาก็ไม่อาจกลับไปคบกับเธอได้ ที่เธอต่อว่าเขาเธอพูดถูกทั้งหมดเขาไม่ปฏิเสธ เขามันเลวเขามันเห็นแก่ตัวเอง 

               “ที่อยากเจอมะปรางคงไม่ใช่เพราะอยากมาเลิกกับมะปรางอย่างเดียวใช่มั้ย พี่สายชลจะมาขอให้มะปรางเลิกยุ่งกับอีนังนั่งด้วยก็บอกมาเถอะ” 

               “เขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย เขาเป็นแค่นักศึกษามาหาข้อมูลทำงานส่งอาจารย์ เป็นรุ่นน้องของครูป่าน พอเขาทำงานเสร็จเขาก็กลับไปแล้ว” 

               “แล้วพี่สายชลชอบมันมั้ย ถ้าพี่สายชลบอกว่าไม่ได้รักไม่ได้ชอบมันมะปรางก็จะเลิกยุ่งกับมันเอง ให้แม่น้ำโขงและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แก่งอาฮงแห่งนี้เป็นพยาน พี่สายชลตอบมะปรางมาสิ!” 

               หากเป็นเมื่อก่อนผู้กองสายชลก็คงจะโกหกได้เพื่อตัดปัญหาทุกอย่าง แต่เพราะสถานที่แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และเคยได้เห็นปาฏิหาริย์ของแม่น้ำโขงมาแล้วเขาจึงไม่อาจโกหกได้ 

               “...ถ้ามะปรางจะทำร้ายใครก็ทำที่พี่เถอะ คนผิดคือพี่เอง เป็นพี่เองที่เห็นแกตัวแบบนี้” 

               “แปลว่าพี่สายชลยอมรับว่ารักมัน” มะปรางน้ำตาร่วง ความเสียใจแปรเปลี่ยนมาเป็นความแค้น ยิ่งรู้ว่าเขารักเจ้าเอยมากจนถึงขั้นยอมทิ้งผู้หญิงทุกคนเพื่อเจ้าเอยคนเดียวเธอก็ยิ่งแค้น 

               “พี่เสียใจจริงๆ มะปราง มะปรางจะโกรธพี่ยังไงก็ได้แต่พี่ขอร้องนะ อย่าไปยุ่งกับเจ้าเอยอีก อย่าไปทำร้ายเขาเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย” 

               “อ้อ! ทิ้งมะปรางยังไม่พอยังยกบทนางร้ายชอบทำร้ายนางเอกให้มะปรางอีกหรอ พี่ทำมะปรางเจ็บขนาดนี้แล้วพี่ยังมีหน้ามาขอร้องมะปรางอีกหรอฮะ! ฝันไปเถอะ ในเมื่อพี่ยกบทนางร้ายให้มะปรางพี่ก็อย่าหวังว่ามะปรางจะยอมปล่อยพี่ไปง่ายๆ พี่เป็นของมะปราง มะปรางจะไม่ยอมเสียพี่ไปเด็ดขาดต่อให้มะปรางต้องฆ่าผู้หญิงทุกคนบนโลกใบนี้มะปรางก็จะทำ!!!” 

               “มะปราง...” 

               “พี่ทำให้มะปรางต้องทำแบบนี้เอง” เธอเดินเข้ามาหาเขาอย่างเคียดแค้น “พี่จะมาทิ้งมะปรางไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ พี่ทำอะไรเอาไว้พี่ก็ต้องรับผิดชอบ” 

               “หมายความว่ายังไง” 

               “ไปบอกเลิกนังนั่นแล้วมาขอมะปรางแต่งงานซะ ไม่อย่างนั้นพี่จะต้องเสียใจ” ว่าจบเธอก็เดินจากไปทันทีโดยมีนักเลงร่างใหญ่สองคนตามประกบดูแล แต่สิ่งที่มะปรางพูดทิ้งเอาไว้มันทำให้ผู้กองสายชลต้องคิดหนักว่าเธอหมายความว่ายังไง ทำไมเขาต้องรับผิดชอบเธอ ทำไมเขาต้องแต่งงานกับเธอ เธอไม่ใช่ผู้หญิงคนเดียวที่เขาเคยนอนด้วยซักหน่อย ถ้าเขาจะต้องรับผิดชอบเธอเรื่องนี้เขาไม่ต้องรับผิดชอบผู้หญิงอีกมากมายที่เคยนอนกับเขาหรอ 

  

 

 

               “พูดแบบนี้มันจะหมายถึงอะไรล่ะ ง่ายมากเลยยังไม่เข้าใจอีกหรอ” หัวหน้าคเชนทร์ว่าขึ้นขณะที่ออกกำลังกายดึงข้ออยู่กับผู้กองพสุธา จ่ามารุตและจ่าอนลที่ริมสนามหญ้าในตอนเย็นเมื่อออกเวรกันแล้ว หลังจากที่ผู้กองสายชลไปคุยกับมะปรางแล้วได้ผลที่ไม่ดีนักเขาจึงเอาเรื่องนี้มาปรับทุกข์กับทุกคน 

               “เข้าใจครับหัวหน้าแต่ไม่กล้าพูด” เขาตอบอย่างเครียดๆ ก่อนจะมองเลยไปทางข้ามโขง เพลงรักและเพลงพิณที่ปานมณฑาพาออกมาเดินเล่นอยู่อีกฟากของสนามหญ้าโดยมีครูระรินกับเจ้าเอยช่วยดูแลหลานๆ ด้วย ตอนนี้ที่สถานีเรือมีเด็กตัวเล็กๆ มาวิ่งเล่นแล้วสามคน หวังว่าคนที่สี่คงไม่ใช่เกิดจากเขาหรอกนะ 

               “ทำหน้าเครียดแบบนี้ อย่าบอกนะว่าตอนนอนด้วยกันไม่ได้ป้องกันน่ะ” ผู้กองพสุธาว่าขึ้น เขาทำสีหน้าเซ็งๆ ใส่เพื่อน ที่ถูกมะปรางด่าว่าเห็นแก่ตัวมันก็จริงอย่างที่มะปรางว่านั่นแหละ ควงผู้หญิงไปเรื่อยพอมาเจอตัวจริงก็ไปเทคนอื่นๆ ทิ้งแบบนี้มันยุติธรรมที่ไหนกัน ไม่มีผู้ชายดีๆ ที่ไหนเขาทำแบบนี้หรอก 

               “ไม่แน่ใจ บางทีมันก็เมาๆ” 

               “โว๊ะ!!!” ทุกคนโวยใส่เขา นี่ถ้าไม่ติดว่าลูกน้อยทั้งสามคนกำลังวิ่งเตาะแตะลัดสนามหญ้ามาหาเขาหัวหน้าคเชนทร์คงสั่งผู้กองพสุธากระทืบไอ้คนมักง่ายไปแล้ว ตอนแรกคิดว่าแค่เจ้าชู้ควงไปเรื่อยเฉยๆ ที่ไหนได้เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่ 

               “แกไม่เคยเมาแล้วลืมตัวบ้างรึไงไอ้ดิน” 

               “มึงยังจะมีหน้ามาถามกูกลับอีกหรอ” ผู้กองพสุธาว่า “จะเมาหรือไม่เมา จะป้องกันหรือไม่ป้องกันกูกับน้องรินก็แต่งงานกันแล้ว จะมีลูกกันชาวบ้านเขาก็มีแต่จะยินดีด้วยไม่มีใครเขามาด่าเหมือนมึงหรอก ทางที่ดีมึงควรไปถามมะปรางให้แน่ๆ ว่าเขาท้องจริงรึเปล่า ถ้าท้องจริงมึงก็ต้องรับผิดชอบเขา” 

               “อาจจะไม่ท้องก็ได้กูป้องกันตลอด ไอ้ที่เมาๆ น่ะมันอาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก กูเมาทีไรกูก็ชอบหลับสนิททุกที ใครจะบ้าไปเมาแล้วความหื่นพุ่งจนไปจับคนอื่นปล้ำอย่างไม่รู้ตัวบ้าง” 

               “กูถึงได้บอกให้มึงไปถามมะปรางใหม่ไง ถ้าท้องจริง...ข้ามโขงกับสองแฝดคงได้น้องมาวิ่งเล่นด้วย” ผู้กองพสุธามองไปทางหลานๆ ที่วิ่งเตาะแตะมาหาหัวหน้าคเชนทร์ตามประสาเด็กติดพ่อ เห็นพ่ออยู่ที่ไหนก็จะวิ่งเข้ามาหาตลอดจนหัวหน้าคเชนทร์ต้องเดินเข้าไปหา จากที่ออกกำลังกายกับพวกเขาอยู่ดีๆ ตอนนี้ไปวิ่งเล่นกับลูกๆ ที่กลางสนามหญ้าเรียบร้อยแล้วที่ปรึกษาของผู้กองสายชลก็เลยขาดไปหนึ่งคน 

               “พี่ดิน” ครูระรินเดินเข้ามาหาผู้กองพสุธาบ้าง “กลับบ้านกันเถอะค่ะเย็นแล้ว” 

               “ครับ” เสียงหวานๆ รีบตอบรับเมียคนสวยของตัวเองจนผู้กองสายชลต้องหันไปมองตามเมื่อจะถูกเพื่อนทิ้งไปอีกราย 

               “ไปก่อนนะทุกคน มีนัดกับเมีย” คนมีนัดกับเมียรีบลุกไปโอบครูระรินกลับบ้านตามประสาคู่รักข้าวใหม่ปลามัน โอบกันแนบชิดแบบนี้มีนัดอะไรคิดว่าทุกคนคงรู้กันดี 

               “แหม ไปกันหมดเลย” จ่าอนลว่าขึ้นมาบ้าง “งั้นผมขอตัวบ้างนะครับผู้กอง มีนัดกินเหล้ากับพ่อตา” 

               “อ้าว!” ทำไมมันถึงลุกหนีเขาไปทีละคนกันแบบนี้ล่ะ ผู้กองสายชลคิดก่อนจะมองมาทางจ่ามารุตที่ตอนนี้กำลังเก็บข้าวเก็บของด้วยอีกคน “นัดลูก นัดเมียหรือนัดพ่อตาเอาไว้ล่ะจ่า” ดูซิจะแก้ตัวยังไง จ่ามารุตมีแค่แฟนแต่ยังไม่ได้แต่งงานกันแล้วแฟนก็อยู่ต่างจังหวัดด้วย 

               “ไม่ได้มีนัดกับใครหรอกครับผู้กอง แค่ไม่อยากคุยกับคนที่ไปไข่เอาไว้ที่หนึ่งแล้วมารักผู้หญิงอีกคนก็เท่านั้น” 

               เหมือนเขาจะถูกลูกน้องหลอกด่ายังไงก็ไม่รู้แฮะ พอออกเวรแล้วก็ชิ่งหนีกันไปหมด มีแค่เขาเท่านั้นที่อยู่เวรดึกกับลูกน้องบนแพ เขาทอดสายตามองไปที่สถามหญ้าอีกครั้งซึ่งหัวหน้าคเชนทร์กับปานมณฑากำลังพาลูกๆ วิ่งเล่นอยู่อย่างสนุกสนาน เพราะเด็กๆ ยังเดิน ยังวิ่งไม่คล่องดีจึงต้องมีพ่อกับแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ดูเป็นครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นมากเหลือเกิน แน่นอนว่าถ้าคนที่วิ่งเล่นกับลูกด้วยกันคือคนที่เขารัก เขาก็คงจะมีความสุขเหมือนกันหัวหน้าในตอนนี้ กอดลูก หอมลูกแล้วก็กอดแม่และหอมแม่ของลูกด้วยอีกคน ถ้าซักวันเขาจะได้มาวิ่งเล่นกับลูกแบบนี้เขาขอให้ผู้หญิงที่วิ่งเล่นอยู่ข้างๆ เขาเป็นคนที่เขารักด้วยเถอะ 

               “ผู้กอง” เขาหลับตาขออะไรแบบนี้แล้วพอลืมตาขึ้นก็เห็นเจ้าเอยยืนอยู่ตรงหน้า ซึ่งพอเห็นเธอเขาก็ต้องรีบหลบสายตาด้วยความละอายใจและไม่กล้าจีบเธอด้วยมุขเสี่ยวๆ อีก ความรู้สึกผิดบาปต่อมะปรางยังไม่จางหายไปไหนแล้วยิ่งคิดไปว่าหรือเขาจะทำมะปรางท้องจริงๆ เขาก็ยิ่งเครียด 

               “ไม่ไปเล่นกับหลานๆ แล้วหรอครับ” 

               “โห ใครจะกล้าไปเป็นส่วนเกินพ่อแม่ลูกเขากันล่ะคะ เด็กๆ กำลังหัดเดินหัดวิ่งกันคนที่ควรอยู่ดูพัฒนาการของพวกเขามากที่สุดก็คือพ่อกับแม่ค่ะ ท่าทางเด็กๆ จะติดพ่อกันมากเลยนะคะ อยู่กับพ่อแล้วร่าเริงตลอดจนพี่ป่านน้อยใจลูกจะแย่แล้ว” 

               “ก็ส่วนใหญ่คนที่เลี้ยงลูกจะเป็นหัวหน้านี่ครับ ทั้งอาบน้ำ กล่อมลูกเข้านอน เล่นกับลูก ทำอาหารให้ลูก ครูป่านเป็นแค่ลูกมือเท่านั้น หัวหน้าน่ะรักครูป่านมาก หัวหน้ากลัวครูป่านเหนื่อยก็เลยทำทุกอย่างเองทั้งหมด บ้านนี้ก็แปลกๆ แบบนี้นี่แหละ” ถึงจะแปลกยังไงแต่ก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ถึงหัวหน้าของเขาจะเหนื่อยแต่หัวหน้าก็ดูมีความสุขทุกครั้งเวลาที่ได้ทำอะไรเพื่อลูกเมีย ได้สามีแสนดีแบบนี้ครูป่านก็เป็นผู้หญิงที่โชคดีและมีความสุขมากที่สุดในโลกแล้ว ในฐานะของผู้ชายคนหนึ่งเขาเองก็อยากจะทำให้ผู้หญิงที่เขารักเป็นผู้หญิงที่โชคดีและมีความสุขแบบนี้บ้าง แต่ดูจากวีรกรรมของเขาที่ผ่านมาแล้วเขาคงเป็นได้แค่ผู้ชายที่เห็นแก่ตัว 

               “เห็นพี่เชนทร์บอกว่าวันนี้ผู้กองไปตามจับคนที่เขามาทำลายข้าวของของฉัน เป็นยังไงบ้างคะเจอตัวรึเปล่า” 

               “คือ...” เขาจะตอบเธอยังไงดี “...คนที่ทำแบบนี้กับคุณก็คือ...แฟนเก่าผมเอง เขาไม่พอใจที่เห็นผมอยู่กับคุณ...ผมขอโทษนะ ขอโทษจริงๆ ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ผมจะชดใช้ทุกอย่างให้คุณเอง ผมจะซื้อของทุกอย่างมาคืนคุณ” 

               เจ้าเอยไม่ตกใจกับสิ่งที่รับรู้เพราะเธอก็พอจะเดาออก ในคืนที่ไปดูหมอลำด้วยกันเธอเห็นมีผู้หญิงคนหนึ่งแอบมองมาที่เธออย่างโกรธแค้น ผู้หญิงคนนั้นมีลูกน้องเป็นผู้ชายร่างโตอยู่หลายคน ผู้กองสายชลบอกเลิกกับผู้หญิงทุกๆ คนของเขาแล้วก็คงมีบ้างที่จะมีคนเข้าใจเธอผิดแล้วพาลมาโกรธแบบนี้ ใจเธอก็อย่างจะวีนใส่เขาอยู่หรอกที่เขานำพาความซวยมาให้ แต่พอเธอเห็นสีหน้าซีดๆ ของเขาเธอก็ด่าเขาไม่ลง วันนี้เขาดูแปลกไปกว่าทุกวันมาก เขาไม่หยอกล้อเธอ ไม่เล่นมุขเสี่ยวๆ จีบเธอ อย่าว่าแต่เธอเลย ขนาดหลานๆ ทั้งสามคนโบกมือให้เขาเขาก็ยังแค่ยิ้มบางๆ ตอบไม่ทักทายหลานๆ อย่างร่าเริงเหมือนทุกที หรือว่ามันจะมีเรื่องอะไรที่เธอยังไม่รู้อีก 

               “ขอโทษนะที่ทำให้คุณเดือดร้อน ผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่าง” น้ำเสียงที่สั่นเครือของเขาพาให้เจ้าเอยใจหายไปด้วย ตาลุงจอมเจ้าชู้ทำไมวันนี้ถึงได้ดูหงอยนักล่ะ 

               “ผู้กองเป็นอะไรรึเปล่า” เธอนั่งลงข้างๆ เขาแล้วหันมาถาม ยิ่งเธอถามเขาก็ยิ่งดูแย่ 

               ผู้กองสายชลส่ายหน้าตอบว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร เขามองเจ้าเอยอย่างแสนเสียดายและเศร้าใจ ถ้ามะปรางท้องจริงๆ เขาก็คงต้องกลับไปรับผิดชอบมะปราง เขาต้องยอมตัดใจจากเจ้าเอยทั้งๆ ที่เขารักเธอ เขาผูกพันกับเธอตั้งแต่แรกเจอ เขายอมเลิกกับผู้หญิงทุกคนได้ก็เพราะเธอคนเดียว ผู้ชายที่เคยเจ้าชู้มาก่อนอย่างเขาการที่จะทำแบบนี้ได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขาพยายามปรับปรุงตัว พยายามจะเป็นผู้ชายที่ดีเหมือนกับหัวหน้าและผู้กองพสุธา เขาพยายามทำให้เจ้าเอยรักแต่ความพยายามเพื่อเธอของเขามันก็กำลังจะสูญเปล่า เขาไม่กล้าจะจีบเจ้าเอยแล้ว ไม่กล้าเดินหน้าต่อเพราะมีความผิดติดตัวแล้วปัญหาของเขาก็ยังแก้ไม่ได้ 

               “รู้มั้ยว่าผู้ชายที่เจ้าชู้เอาไม่เลือกน่ะเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมากแค่ไหน เป็นคนเลวที่ผู้หญิงไม่ควรเข้าใกล้...ดีแล้วนะที่คุณไม่ชอบผม ดีแล้วที่คุณไม่หลงคารมผม ดีแล้วที่คุณไม่อยากเข้าใกล้ผู้ชายเลวๆ อย่างผม ถ้าเก็บข้อมูลทำงานส่งอาจารย์เสร็จแล้วก็รีบไปจากที่นี่ซะนะ อย่าอยู่ใกล้คนเลวๆ อย่างผมเดี๋ยวจะไม่ปลอดภัยเอา” 

               “ผู้กอง เป็นอะไรของคุณเนี่ยอยู่ๆ ก็มานั่งด่าตัวเอง ถ้ากลัวว่าฉันจะโกรธเรื่องที่แฟนของผู้กองมาทำลายข้าวของของฉันล่ะก็ฉันจะไม่เอาเรื่องก็ได้ งานของฉันมันไม่ได้เสียหายมากเพราะข้อมูลเกือบทั้งหมดฉันเก็บเอาไว้ในโน้ตบุค โชคดีว่าพี่เชนทร์เขาส่งโน้ตบุคของฉันไปให้เพื่อนของเขาที่สัตหีบกู้ข้อมูลทุกอย่างคืนมาให้ได้แล้ว เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้เดี๋ยวซื้อใหม่เอา ส่วนวิโอล่า...” 

               “ผมซื้อวิโอล่าตัวใหม่มาให้คุณแล้ว ครูป่านเขาช่วยแนะนำตัวที่ดีที่สุดให้น่ะเดี๋ยวเขาจะส่งมาให้ที่ร้านขายเครื่องดนตรีร้านประจำของครูป่านที่ท่าเสด็จ ไว้ของมาแล้วผมจะไปรับมาให้คุณนะ ถือซะว่าแทนคำขอโทษจากผม” 

               “ฉันซื้อเองก็ได้ ไว้ฉันจะคืนเงินค่าวิโอล่าให้ผู้กองแล้วกัน” 

               “ไม่ต้องคืน” เขารีบบอกแล้วมองหน้าเธอด้วยแววตาเศร้า ยิ้มเศร้าๆ ให้กับเธอ “ผมอยากซื้อให้คุณ อย่างน้อยก็ให้เป็นที่ระลึกเผื่อเราจะไม่ได้เจอกันอีกคุณจะได้ไม่ลืมผมไง” 

               “ฉันไม่ได้สมองปลาทองขนาดนั้นนะ ตกลงผู้กองเป็นอะไรกันแน่เนี่ย แค่เรื่องแฟนเก่ามาหึงหวงแค่นี้ถึงขั้นจิตตกเลยหรอ หรือว่าเพิ่งสำนึกได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองทำตัวแย่มากแค่ไหน จะบวชถือศีลไถ่โทษเหมือนองค์ดำแสนศิริจันทรานาคราชรึเปล่าล่ะฉันจะได้อนุโมทนาบุญด้วย” เจ้าเอยแค่ประชดเล่นๆ แต่ผู้กองสายชลกลับหน้าเสียขึ้นมาจริงๆ 

               “บวชทั้งชีวิตก็ไถ่โทษไม่ได้หรอก สิ่งที่ต้องทำก็คือ...รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำเท่านั้น นี่แหละนะที่เขาว่ากรรมใดใครก่อกรรมนั้นก็คืนสนอง ผมทำกับคนอื่นเอาไว้เยอะ ทำร้ายหัวใจของผู้หญิงมาก็มากตอนนี้มันถึงเวลาที่หัวใจของผมต้องถูกทำร้ายบ้างแล้ว เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนผมได้เจอกับผู้หญิงคนหนึ่งระหว่างทาง เขาเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ผมตกหลุมรักเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ผมรู้สึกผูกพันกับเขามากเหมือนเคยรู้จักกับเขาเมื่อนานแสนนานมาแล้ว มันเป็นความผูกพันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้หญิงคนนี้ทำให้ผมได้รู้ตัวว่าผมยังมีหัวใจอยู่ หัวใจของผมมักจะเต้นแรงเสมอเวลาที่นึกถึงหรือได้อยู่ใกล้เขา แค่ได้เจอกันวันแรกผมก็รู้แล้วว่าผมต้องการเขา ผมรักเขาผมก็เลยพยายามบอกเลิกกับผู้หญิงทุกคนที่ผมเคยคบด้วย ผมพยายามจะเป็นคนดี พยายามจะปรับปรุงตัวเองเพื่อผู้หญิงคนนี้คนที่ผมรัก ผมอยากเป็นคนดีในสายตาของเขาบ้าง ผมไม่อยากถูกเขามองว่าเป็นตาแก่หัวงูอีกแล้ว แต่โชคชะตามันคงไม่ยอมให้คนบาปอย่างผมกลับตัวกลับใจได้มันถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เพราะผมเคยทำร้ายหัวใจของคนอื่นมาเยอะ หัวใจของผมถึงต้องถูกทำร้ายบ้างจน...ผมไม่สามารถไปจีบ ไปรักผู้หญิงคนนี้ได้อีกแล้ว ต่อให้ผมจะรักเขามากแค่ไหนผมก็ไม่กล้าเอื้อมมือไปหาเขา คนที่ไม่เคยเห็นค่าของความรักมันไม่สมควรได้รับความรักจากใคร” 

               เจ้าเอยได้แต่มองเขาอย่างพูดอะไรไม่ออก เธอไม่ได้อินโนเซ็นต์จนไม่รู้ว่าผู้หญิงที่เขาพูดถึงคือใคร...ที่ผ่านมาเธอคิดว่าเขาแค่จีบเธอเล่นๆ เพื่อให้ได้เธอไปเป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขา เธอไม่คิดว่าเขาจะจริงจังกับเธอมากขนาดนี้ 

               “ดีแล้วนะที่เขาไม่ได้รักผมเหมือนอย่างที่ผมรักเขา ดีแล้วที่เขาตีตัวออกห่างจากผมผมจะได้เจ็บแค่คนเดียว คนที่ผมรักเขาจะได้ไม่ต้องเจ็บไปกับผมด้วย...เจ้าเอย เป็นเด็กดีตั้งใจเรียนนะ ไปตามล่าความฝันของการเป็นนักดนตรีให้ได้ พี่จะรอฟังเพลงจากเจ้าเอย จะเป็นแฟนคลับคอยติดตามผลงานเพลงของเจ้าเอยตลอดไป” เขาลุกขึ้นแล้วยื่นมือมาลูบผมเธอเบาๆ “พี่ไปทำงานก่อนนะ” 

               ทันทีที่เขาเดินจากไปเจ้าเอยก็น้ำตาร่วงลงมาในทันที เธอรีบลุกขึ้นยืนแล้วหันกลับไปมองเขาก็เห็นเขาเดินลงไปที่แพของหน่วย นรข. แล้ว ทำไมกันล่ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น แค่เรื่องแฟนเก่าของเขามาแกล้งเธอมันถึงกับทำให้เขาตัดใจจากเธอไปเลยหรอ มันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ ตาแก่หัวงูบ้านั่นไม่ใช่คนอ่อนไหวง่าย เขาดื้อมากกว่านี้ เขาไม่ใช่คนยอมคนแล้วทำไมเขาถึงพูดเหมือนจะไม่ได้เจอเธออีก เขาไปทำผิดอะไรเอาไว้ถึงได้บอกว่าต่อให้บวชก็คงไถ่โทษไม่ได้ 

               “ตาลุงแก่...มาทำให้รักแล้วก็เทกันง่ายๆ แบบนี้หรอ เออ! ขอให้อกหักไปตลอดชีวิตเลยนะ” 

  

 

********************************************************** 

เอาแล้ว เวรกรรมเริ่มตามทัน จุดจบพ่อคาสโนวางานนี้ทำเอาพี่ชลลี่ถึงกับจิตตกไปเลย 

คู่นี้จบแบบมีน้ำตานะคะ ดัดนิสัยผู้ชายเจ้าชู้ ถ้าไม่จัดการให้สำนึกบ้างเจ้าเอยคงไม่ได้คนรักที่ดีเหมือนพี่ป่านจอมป่วง 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรตอนหน้าก็เป็นบทสรุปของคู่นี้แล้ว รออ่านกันนะคะ 

ความคิดเห็น