ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่สี่สิบหก คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตนเอง

ชื่อตอน : ตอนที่สี่สิบหก คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตนเอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 798

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ต.ค. 2563 22:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่สี่สิบหก คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตนเอง
แบบอักษร

ตอนที่สี่สิบหก คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตนเอง

ชีวิตในสำนักไท่ซานก็จะเรียกว่าสงบก็สงบดีอยู่หรอก

หากหมายถึงการที่จะไม่มีใครมารบกวนผมไม่ว่าผมจะทำอะไรและมาฝึกกับอาจารย์ นักพรตคิ้วขาวหากอาจารย์มีเวลาว่างจากภารกิจของสำนักมาฝึกสอนให้

แน่นอน ตามระบบของสำนัก เวลาของอาจารย์ต่างๆสามารถแลกมาได้ด้วยแต้มภารกิจ

ทางเทคนิค แต้มภารกิจหากมากพอก็จะให้นักพรตคิ้วขาวเจ้าสำนักปลีกเวลาส่วนตัวมาฝึกสอนส่วนตัวให้ก็ได้ตามกฎของระเบียบของสำนัก

แต่ในทางปฏิบัติ ไม่มีใครทำเช่นนั้นหรอก

นอกจากเพราะต้องใช้แต้มภารกิจของสำนักมหาศาลแล้ว

นักพรตคิ้วขาวยังได้ชื่อว่าคนที่มีมาตรฐานสูงมาก ไม่เคยชายตาแลพวกที่มีฝีมือธรรมดา

และมองว่าคนที่ไม่ได้มาตรฐานของเขาเป็นคนที่ขี้เกียจสันหลังยาวพยายามไม่มากพอ

นับเป็นข้อผิดพลาดของอาจารย์ที่เป็นคนฉลาดในยุคนี้ล่ะนะ

พวกคนฉลาดพวกเขาเชื่อว่าคนอื่นจะฉลาดเหมือนตนเอง ใช้ความพยายามเท่าตนเองก็จะเก่งเหมือนตนเองได้

หากมีคนไม่ได้มาตรฐานเช่นว่านั้น แสดงว่าเป็นคนที่ขี้เกียจ พยายามไม่พอ หรือไร้พรสวรรค์ขาดวาสนาในการฝึกวิชา

ควรจะให้โอกาสแก่คนที่มีพรสวรรค์วาสนามากกว่า ทรัพยากรที่สำนักให้ไปจะได้ไม่เสียเปล่า

ตอนนี้อาจารย์นักพรตคิ้วขาวก็ถ่ายทอดวิชากระบี่ประจำตัวให้ผม

นับเป็นวิชาขั้นสูง หากคนที่ไม่เคยเรียนอนุกรมมาอย่างเป็นทางการก็คงจินตนาการลำบาก

ผมคงต้องให้เครดิตพวกอัจฉริยะของยุคนี้ที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการก็ทำความเข้าใจหลักการยกกำลังและอนุกรมต่างๆได้เสียแล้ว

จากที่เราต้องนั่งหลับในห้องกว่ายี่สิบชั่วโมงในคาบเรียนต่างๆ ค่อยๆเรียนรู้หลักการของความน่าจะเป็น อนุกรม

แต่ในโลกนี้ฝึกกันด้วยระบบ

“โอ้ ข้าแสดงเพลงกระบี่ไท่จี๋ สองสันฐานหยินหยางแปรผันสี่ฤดู แปดทิศให้เจ้าดูแสดงการเปลี่ยนแปลงของกระบวนท่าให้ข้าดูสิ”

คนที่ดูหลักการออกทันทีโดยไม่ผ่านการอธิบาย ฝึกทำแบบฝึกหัดต่างๆแบบโลกปัจจุบัน

ทำให้ผมคิดว่าไอ้พวกอัจฉริยะของยุคนี้ หากไปอยู่ในโลกปัจจุบันอาจจะเข้าสแตนฟอร์ด เป็นนักคณิตศาสตร์ระดับโลกกันไปหมดแล้วก็ได้

เพลงกระบี่หยินหยางของผมเปลี่ยนแปลงด้วยความรวดเร็วสารพันกลับกลายในความอ่อนซ่อนความแข็ง

แต่นักพรตคิ้วขาวกลับไม่พอใจ

“เจ้า ..ไม่ตั้งใจฝึกฝนวิชากระบี่งั้นหรือ?”

นักพรตคิ้วขาวกล่าวอย่างโมโห

เอ่อ เท่านี้ผมก็ทำตัวแบบอาวเอี้ยงฮงที่นั่งคิดเตรียมบทเรียนทั้งคืน ฝึกซ้อมกับอี้จิงให้ตีความมาตลอด

เรียกว่าพยายามเอาใจจนผมน่าจะราว 300% ของความรวดเร็วของคนทั่วไปแล้วนะจากแรกเริ่มที่อยู่ประมาณ 150% เพราะอยากเอาใจนักพรตคิ้วขาว

“หามิได้ท่านอาจารย์ วิชาของท่านอาจารย์สูงส่ง แปรผันครอบคลุมใต้หล้า ศิษย์ด้อยความสามารถจึงตีความได้ไม่เท่าที่ท่านอาจารย์คาดหวังต้องขออภัยด้วย”

“เพ้ย ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสามารถร่ายมนต์คาถา เขียนค่ายกล ข่ายมนต์ต่างๆนับพันอย่างได้ภายในวันเดียว ทำไมวิชากระบี่สองสัณฐานของเจ้าจึงก้าวหน้าแค่ไม่กี่ขั้นภายในวันเดียวนี้ “

เอ่อ ค่ายกล และมนตรายาน คาถาต่างๆนั้น ดูเหมือนยากในสายตาคนทั่วไป แต่มันมีกฎเกณฑ์แน่นอนและอาศัยการจดจำที่ นภาไร้ขอบเขตนั้นได้เปรียบในการเล่าเรียนวิเคราะห์

แต่กระบี่มันมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่านั้น ที่ทำให้ผมยากในการเรียนได้รวดเร็วเท่านั้น

จดจำกระบวนท่านั้นง่าย แต่การใช้ออกจะลำบาก โดยเฉพาะในการต่อสู้จริงนั่นเอง

และท่าทางการทำตัวเป็นอัจฉริยะระดับแค่

“เห็นผ่านตาไม่ลืมเลือน ร่ายรำกระบวนท่าได้จากการเห็นแค่ทีเดียว” จะไม่ทำให้นักพรตคิ้วขาวพอใจได้อีกต่อไป

ผมว่านี่มันก็คือความสามารถระดับโม้ ต่างจากคนทั่วไปมากแล้วนะ

ยังไม่พอใจอีกหรือนี่?

“เจ้ามีอะไรอยู่ในจิตใจหรือ? สนใจอย่างอื่นนอกจากเพลงกระบี่?”

ในหัวผมสับสนไปหมด เอาก็เอาฟะ ผมกัดฟันคิดในใจ

“เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์มีเพลงกระบี่อยู่ในใจของศิษย์ที่ไม่อาจสลัดออก จึงหมกมุ่นอยู่กับเพลงกระบี่ชนิดนี้ อาจารย์สายตาแหลมคม มองศิษย์ออกทะลุปรุโปร่ง ศิษย์ละอายใจนัก”

ผมก้มหัวขออภัยนักพรตคิ้วขาว

นักพรตคิ้วขาวลูบเครา สำรวจสีหน้าผม ทำหน้าครุ่นคิด

“อืม คนหนุ่มคิดเพลงกระบี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ข้าเองตอนหนุ่มๆก็คิดค้นกระบี่ของตนเองในเวลาว่าง แต่เพลงกระบี่ไหนเลยสำเร็จในเวลาอันสั้นได้?

การคิดค้นเพลงกระบี่หนึ่งต้องใช้เวลาอันยาวนาน เจ้าอย่าได้ใจร้อนไป ฝึกวิชาจากรากฐานให้หนักแน่นจะดีกว่า”

ผมก้มหน้ายอมรับผิด

นักพรตคิ้วขาวตบบ่าผม

“ไม่ต้องคิดมาก คนอัจฉริยะจิตใจไม่จดจ่อเป็นธรรมดา เจ้าเป็นคนเก่งกาจ แต่ใส่ใจในทางที่ควรจะทำให้เจ้าก้าวหน้าเร็วกว่า..”

นักพรตคิ้วขาวหยุดชะงัก

“อ๊ะ เจ้าบรรลุคุรุยุทธขั้นสี่ดาวแล้วหรือนี่”

นักพรตคิ้วขาวเบิกตากว้าง กับความก้าวหน้านี้

อืม ท่าทางศิษย์ของเขาจะขยันในการบ่มเพาะพลังทั้งวันทั้งคืนเป็นแน่ นักพรตคิ้วขาวเลยหายโกรธ ไปบางส่วนเพราะคิดว่าต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะ อาจจะทำให้ใส่ใจเพลงกระบี่ได้น้อยลง

“อืม ไม่ต้องห่วง ขอเพียงเจ้าบรรลุราชันย์ยุทธได้จริง ข้ามีของวิเศษจะให้เจ้าแน่นอน โฮะ โฮะ โฮะ”

ส่วนหวังลี่ถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อยคิดว่าตนเองต้องขยันฝึกสมการในการที่ทำให้เรียนรู้ได้เร็วมากกว่าเดิมเสียแล้วเพื่อตอบสนองความคาดหวังของนักพรตคิ้วขาว

“แสดงเพลงกระบี่ที่เจ้าคิดออกมาให้อาจารย์ชมที อาจารย์จะได้ชี้แนะจุดอ่อนช่องโหว่ที่เจ้าต้องแก้ไขให้”

หวังลี่ผงกศีรษะรับ

“ครับท่านอาจารย์”

เพลงกระบี่แสงอาทิตย์ คือชื่อที่พึ่งตั้ง

“แพลงกระบี่แสงอาทิตย์ คือกระบี่พลังธาตุหยางที่ข้าคิดขึ้นได้จากการจ้องมองดวงอาทิตย์และสังเกตปรากฎการณ์ธรรมชาติฟ้าดิน”

เพลงกระบี่เริอ่มจากประกายแสงหนึ่งแสง สองแสง สามแสงบยี่สิบแสง ร้อยแปดสิบแสงไปเรื่อยๆโดยไม่มีท่าทียุติ

นี่คือการฝึกความรวดเร็วที่เขาคิดขึ้นมาจากการเผชิญหน้ากับอี้จิงที่เขาละทิ้งการคำนวณด้วยความถูกต้องที่ต้องอาศัยระยะเวลามากเกินไปในการสู้กับคนมีพรสวรรค์อย่างอี้จิง

“วิวัฒนาการ” คือ คำที่เขาจะใช้มากกว่าคำว่า”ฝึกฝน”

เมื่อเผชิญหน้ากับคนมีพรสวรรค์อย่างอี้จิงในการซ้อมกระบี่ด้วยกัน ไม่มีที่ให้กับความลังเลสับสน

การตัดสินใจต้องทำอย่างเร็วที่สุด ผมบายพาสการตอบสนองผ่านสนามพลังปราณ หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวของกระแสไฟฟ้าในสมองที่มีความเร็วจำกัด

กระบวนท่าทั้งหมดถูกตัดความรุงรังออก เหลือแต่ที่เรียบง่ายที่สุดและใช้พลังน้อยสุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เทคนิคควอนตัมที่ทำให้การส่งข้อมูลเป็นเวลาเดียวกันก็ถูกเอามาใช้ในสนามพลังของผมหลังจากที่เริ่มเรียนวิชาค่ายกลและยันต์ต่างๆ เพื่อหาสิ่งที่มาใช้แทนอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในโลกนี้

“เจ้า..” นักพรตคิ้วขาวจ้องค้าง

ขณะกำลังจะพูดเมื่อเห็นกระบี่ที่รวดเร็ว ถี่ยิบเช่นนี้ แต่กลับเงียบไป

เพราะจุดอ่อนนั้นมีแต่ก็เหมือนกับไม่ใช่จุดอ่อน

นักพรตคิ้วขาวผงกศีรษะกับตนเอง

เอาแส้ปัดมาพัวพันด้วยกำลังที่หนาแน่นคาดหวังว่าจะใช้กำลังหมุนวนป้องกันเพลงกระบี่ประกายแสงนี้ได้

แต่ประกายแสงไม่หยุดยั้ง จี้แส้ปัดอยู่ทุกการเคลื่อนไหวจนนักพรตคิ้วขาวถอยกลับไป

สีหน้าแปลกใจอีกครั้ง

“เรียนท่านอาจารย์ ศิษย์หาได้ละเลยคำสอนเพลงกระบี่สองสัณฐาน แนวทางสะกดข่มของท่านอาจารย์ที่สอนไม่ แม้กระบี่จะเป็นเช่นนี้ แต่ศิษย์รวบรวมการสะกดข่มของกระบวนท่าต่างๆ ผสานรวมกับวิชาคำนวณไท่ซานของสำนักเรา สะกดข่มอาวุธและกรบวนท่าที่พบเจอ เพราะกระบวนท่าไท่ซานของเราแข็งแกร่งที่สุด”

ผมพยายามอวยเอาไว้ก่อนเพื่อป้องกันนักพรตคิ้วขาวโกรธอีก

นักพรตคิ้วขาวตอนแรกสีหน้าไม่พอใจ แต่ได้ยินคำชมก็ยิ้มมากขึ้นและนึกครุ่นคิดกับสังเกตเพลงกระบี่ของผม ก็ผงกศีรษะกล่าวว่า

“ใช่แล้วมีกลิ่นอายของสำนักไท่ซาน คำนวณไท่ซานอยู่จริงๆ เจ้าคงได้แนวทางมากจากวิชาลูกคิดทองคำด้วยสินะ เฮ้อ ออกไปทางพวกหนอนตำราพวกนั้นเสียได้”

แนวหนอนตำราคือแนวของพวกนักศึกษาที่ถือกระดานคำนวณและลูกคิดเอาไว้

แน่นอนนักพรตคิ้วขาวก็ถนัดวิชานั้นเช่นกัน แต่ไม่ใช่วิชาที่ทำให้ตนเองมทื่อเสียงอย่างเพลงกระบี่นี้จึงทำให้นักพรตคิ้วขาวไม่ค่อยพอใจเท่าที่ควร

ฮ่า

ปึง

เสียงราวกับระฆังที่ถูกตีผมต้องหยุดประกายแสงลง

กระบี่ถึงกับสั่นในมือ

“ไม่เลว ไม่เลว พื้นฐานหนักแน่นกระบี่ไม่หลุดจากมือ ฝึกอย่างนี้ต่อไป แต่เจ้าต้องใส่ใจเพลงกระบี่มากกว่านี้ เพลงกระบี่ของเจ้ายังไม่อาจสู้กับยอดฝีมือระดับสูงได้”

ผมคิดในใจว่าเอาพลังเข้าว่ากระบี่ที่เรียนก็สู้กับยอดฝีมือระดับสูงกว่าไม่ได้อยู่ดีนั่นล่ะแต่ก็คำนับไว้ก่อน

“คำสั่งสอนของอาจารย์ล้ำค่าดั่งทองคำศิษย์ไม่กล้าเกียจคร้าน”

“อืม คนหนุ่มนั้น สับสนได้ง่าย ขอเพียงเจ้าใส่ใจในเพลงกระบี่เป็นหลักก็ไม่น่าจะมีใครสู้เจ้าได้แล้ว ข้าคงไม่มีอะไรต้องแนะนำมากกว่านั้น

มุ่งไปที่กระบี่เถอะ”

อาจารย์นักพรตคิ้วขาวก็จากไปดูแลเรื่องในสำนักต่อไป

แม้ผมจะซึ้งใจที่อาจารย์ปลีกตัวมาใช้เวลากับผมจากตารางการทำงานที่ยุ่งแต่นั้นก็ทำให้ผมมีปัญหามากขึ้น

และนั่นคือสาเหตุที่ผมเข้าใจแนวทางการเมืองที่ส่งผลต่อนโยบายดีขึ้น

เพนตาก้อน เคยอยากได้ของอย่างหนึ่ง อาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อกองทัพ แต่มีฝ่ายบริหารและการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยว

ทำให้ต้องพัฒนาไปอีกทางที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่วางแผนไว้แต่เดิม

เฮ้อ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมท้อแท้

ยันต์ๆต่างๆที่ผมเรียนรู้ได้ ทำให้ผมสามารถรวบรวมลมปราณได้ง่ายดายกว่าเดิมและช่วยในการทดลองทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังปราณและวิญญาณได้มากขึ้น

เป้าหมายของผมคือการทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานและวิญญาณ หรือเต๋าด้วยวิธีการทดลองทางวิทยาศาสตร์

ที่ใช้ค่ายกลและยันต์ต่างๆมาตรวจสอบลมปราณ

โครงการนี้อาจจะไม่ได้หยุดแต่ต้องพักไว้ก่อนเพื่อทำอีกโครงการหนึ่งผมเรียกหวังม่อมา

“หวังม่อ เจ้าจงไปรวบรวมตำราทุกอย่างที่เกี่ยวกับดาบและกระบี่ที่เจ้าสามารถรวบรวมมาได้ของสำนักทั้งหมด”

หวังม่อทำหน้าตกใจ

“เท่าไรนะครับนายน้อย”

หวังม่อกล่าวอย่างไม่เชื่อหูตนเอง

“ทั้งหมด หมายถึงทั้งหมดที่เจ้าสามารถรวบรวมมาได้ ต่อให้เป็นตำราที่อยู่ในห้องตำราที่ไม่สมบูรณ์เจ้าก็ไปรวบรวมมาทั้งหมด ไม่ว่าตำรานั้นจะขาดหายไปมากแค่ไหน”

ผมคิดในใจ ตำราที่ไม่สมบูรณ์มักจะเป็นวิชาที่เทพที่สุดในเรื่องทำนองนี้

“ส่วนข้าจะไปรวบรวมตำราที่ใช้พลังจิตบันทึกไว้ จำนวนมากที่สุดได้ด้วยตัวข้าเอง”

ด้วยการกดดันของนักพรตคิ้วขาว คนในยุทธจักรไม่เป็นของตนเอง ผมต้องพักการเป็นนักวิทยาศาสตร์ของผมไว้ก่อนและมุ่งสู่การเป็นมือกระบี่แทน

แน่นอน นี่ก็อยู่ในแผนการของผมเช่นกัน การปรับการคำนวณเข้ากับสภาพความเป็นจริงอยู่ในแผนการของผมอยู่แล้ว

ผมแค่ต้องเลื่อนการฝึกกระบี่และดาบมาก่อนที่จะทดลองเรื่องกฎฟิสิกส์และปฎิกิริยาของลมปราณที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์และค่ายกลของโลกนี้ไว้ทีหลังก่อน

ผมดันคิดเรื่องการปรับพื้นฐานที่หนักแน่นคือการทำความเข้าใจกฎฟิสิกส์ของโลกนี้

แต่ท่าทางนักพรตคิ้วขาวจะคาดหวังกับผมมากในเรื่องเพลงกระบี่

ผมคิดว่าผมต้องเปลี่ยนความรวดเร็วในการฝึกวิชากระบี่ของผมให้ได้อย่างน้อย 500%จึงน่าจะพอทำให้นักพรตคิ้วขาวพอใจได้บ้าง

คนในยุทธจักรไม่เป็นตัวของตนเอง

นโยบายของฝ่ายบริหารอยู่เหนือสติปัญญาของฝ่ายเทคนิค

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว