Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 9

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2563 02:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 9
แบบอักษร

9

             “มิสุเอะจัง ปะป๊ามารับแล้วจ้ะ” 

             ครูสาวในชุดผ้ากันเปื้อนชี้ไปที่ชายหนุ่มในชุดสูทที่เดินเข้าประตูโรงเรียนมาหยุดที่เครื่องเล่นกลางสนาม ดูเด่นกว่าผู้ปกครองคนอื่นเพราะเป็นผู้ชายคนเดียวแถมยังอยู่ในชุดสูทสีดำท่ามกลางพวกแม่ๆ ที่ยืนคุยกันเป็นกลุ่ม ก็เลยทำให้เป็นเป้าหมายในการซุบซิบคุยกันของพวกแม่ๆ ที่มารอรับลูกกันวันนี้ทันที ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะไม่รู้สึกตัวใดๆ เลยก็ตาม

             มิสุเอะใส่รองเท้าได้ก็รีบวิ่งไปหาบิดาสุดชีวิต สีหน้าดีอกดีใจเต็มเปี่ยม ที่ชายหนุ่มมารับเวลาเดียวกับผู้ปกครองคนอื่นได้

             “ปะป๊า!”

             มุคาเอดะย่อตัวลงไปรับแรงจากเด็กน้อยที่พุ่งเข้ามาในอ้อมอก กำลังเอามือลูบศีรษะเล็กไปมา คุณแม่ที่อยู่ข้างๆ ก็จูงลูกชายเข้ามาคุยด้วย ทำให้คนอื่นในกลุ่มที่ทำท่าอยากจะสนทนาด้วยอยู่แล้วล้อมวงเข้ามาตามกัน

             “คุณพ่อของมิสุเอะจังเหรอคะ? ฉันคุณแม่ของคะสุกิคุงค่ะ”

             “อ๋อ” มุคาเอดะมองเด็กชายตัวน้อย ที่รีบลุกขึ้นแล้วก้มศีรษะให้อย่างมีมารยาท “ได้ยินชื่อของคะสุกิคุงบ่อยๆ เลยครับ ขอบคุณที่ช่วยเป็นเพื่อนเล่นกับมิสุเอะนะครับ”

             “ไม่เลยค่ะไม่เลย มิสุเอะจังแกชอบดูแลทุกคนนะคะ น่ารักมากๆ เลย”

             “มิสุจังไปเล่นราวเหล็กกันไหม?” พอเด็กชายถาม มิสุเอะก็พยักหน้าดีใจ จูงมือกันวิ่งไปที่ราวเหล็กริมสนาม เด็กๆ คนอื่นส่งเสียงหัวเราะวิ่งตาม จับราวได้ก็ห้อยหัวตีลังกากันใหญ่ เหลือแต่พวกแม่ๆ ที่ยืนมองหัวเราะกันเบาๆ กับความน่ารักของเด็กๆ

             “เห็นปกติมิสุเอะจังบอกว่าจะรอปะป๊ามารับตอนหกโมงตลอดเลยค่ะ ก็คงจะมารับหลังเลิกงานใช่ไหมคะ? มิน่า ไม่เคยเจอเลย” แม่ของเด็กที่ชื่อคะสุกิถามต่อ

             “ใช่ครับ พอดีว่าวันนี้ช่วงบ่ายออกไปประชุมกับบริษัทลูกค้ามา หัวหน้า เลยอนุญาตว่าไม่ต้องกลับเข้าไปที่บริษัทแล้ว เลยมารับเวลานี้ได้” มุคาเอดะยิ้มตอบ

             “มิสุเอะจังน่ะอวดปะป๊าประจำเลยค่ะว่าหล่อเท่อย่างนู้นอย่างนี้ คะสุกิน่ะมีงอนด้วยนะคะ” พูดแล้วก็หัวเราะครืนกันทั้งกลุ่ม “เพิ่งได้เจอตัวจริงวันนี้เลยแบบ เข้าใจเลยว่าทำไมมิสุเอะจังอวดไปทั่วขนาดนั้น”

             “ฮะ ฮะ ในสายตามิสุเอะก็ไม่เจอใครนอกจากผมน่ะครับ”

             “ก็ไม่นะคะ แกอวดว่านอกจากปะป๊าสุดเท่ของแกแล้วก็มีคุณชินที่หล่อๆ ด้วย ใครเหรอคะ?”

             “...เจ้าของร้านกาแฟที่เราเช่าห้องครับ”

             “สงสัยแกจะชอบคนหล่อแน่เลย” คนอื่นหัวเราะกันอีก มุคาเอดะก็เลยทำได้แค่ร่วมหัวเราะไปด้วย

             “ขอถามอะไรเสียมารยาทนิดนึง คุณพ่อมิสุเอะจังอายุเท่าไหร่เหรอคะ? คือยังดูหนุ่มมากเลย” อีกคนในกลุ่มถามแทรก

             “ยี่สิบแปดครับ” มุคาเอดะยิ้มตอบ ไม่นึกว่าจะทำให้สีหน้าพวกแม่ๆ เลิ่กลั่ก หันไปกรี๊ดกร๊าดใส่กันทันที

             “ว้ายตายแล้ว”

             “ยังไม่สามสิบเลยเหรอ”

             “ถึงว่า ต่างกับคนที่บ้านฉันราวฟ้ากับดิน”

             มุคาเอดะยิ้มอ่อน จะว่าชินกับปฏิกิริยาแบบนี้ก็ชินอยู่ เพราะเขาแต่งงานกับฟุซาโกะตามคำแนะนำของพ่อแม่เมื่อตอนอายุแค่ยี่สิบสอง ด้วยความคิดแบบคนสมัยก่อนที่ว่าพอเริ่มต้นทำงานมั่นคงแล้วก็ต้องรีบหาภรรยามาซัพพอร์ตเรื่องในบ้าน ยิ่งมั่นคงในชีวิตทั้งเรื่องงานและครอบครัวเร็วได้เท่าไหร่ก็จะยิ่งดี

             “ได้ยินว่าเอ่อ... โสดด้วยเหรอคะ?” พอมีคนกล้าถาม ที่เหลือก็พยักเพยิด แววตาอยากรู้อยากเห็นเป็นประกาย สมกับเป็นกลุ่มแม่บ้านที่พร้อมจะเปิดเรดาห์ใส่ทันทีกับเรื่องแบบนี้

             “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ เพิ่งหย่ากับภรรยา เอ่อ อดีตภรรยาไปเมื่อต้นปี”

             “ว้ายตายแล้วๆ แต่ฉันดันไม่โสด” พอคนหนึ่งพูด ก็เรียกเสียงหัวเราะกันถ้วนหน้า

             “พูดอะไรของเธอ อย่างคุณมุคาเอดะคงไม่โสดนานหรอกย่ะ ป่านนี้มีคนเข้าคิวยื่นใบสมัครกันแย่แล้ว”

             “สาวๆ นั่งรอยื่นใบสมัครข้ามคืนเหมือนตอนสมัครเข้าอนุบาลแน่เลย”

             มุคาเอดะได้แต่ส่งยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ เขามักจะตกเป็นเป้าหมายกลายเป็นของเล่นของคนพวกวัยป้า เอ๊ย วัยสาวกลางๆ อายุประมาณพวกแม่ๆ กลุ่มนี้อยู่แล้ว ที่ทำงานก็มีแบบนี้เหมือนกัน

             “ไม่มีหรอกครับ ช่วงนี้งานที่บริษัทก็ยุ่งมากเลย เอ่อ ขอโทษด้วยนะครับที่ไม่ค่อยได้ช่วยงานคณะกรรมการห้อง”

             “ไม่เป็นไรเลยค่ะ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวน่าจะลำบากน่าดู พวกเราเข้าใจดีค่ะ นี่ก็ใกล้จะถึงช่วงเริ่มเรียนว่ายน้ำแล้ว ต้องเตรียมของเพียบเลยเนอะ”

             “เรียนว่ายน้ำ...” มุคาเอดะรำพึง แล้วนึกขึ้นมาได้ว่ามีจดหมายคลับ คล้ายคลับคลาเกี่ยวกับเรื่องนี้ใส่กระเป๋าลูกสาวมาเมื่อวันก่อน หรือถ้าจะพูดให้ถูก เด็กหญิงถือจดหมายจากทางโรงเรียนกลับมาแทบจะวันเว้นวัน เนื้อหาก็มีตั้งแต่แจ้งเรื่องภายในโรงเรียนทั่วไปจนถึงเอกสารที่ต้องตอบกลับส่งคืนให้ ซึ่งเขาก็เป็นคนหนึ่งที่หลงลืมเรื่องพวกนี้ประจำ จนทางโรงเรียนต้องเป็นฝ่ายโทรมาตามทุกที

             “เอ่อ... มันต้องเตรียมอะไรบ้างนะครับ?”

             “ก็มีพวกชุดว่ายน้ำ ผ้าเช็ดตัว รองเท้าแตะอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ จัดใส่กระเป๋าว่ายน้ำแยกไว้เลย แต่เด็กผู้หญิงน่ะ เขาจะมีรสนิยมของเขาไงคะ ทั้งสีที่ชอบ แบบที่ชอบ ลักษณะที่ชอบ กว่าจะได้แต่ละชิ้นนี่ ฉันทะเลาะกันไปหลายรอบเลยค่ะ ไอ้ที่มันกำลังลดราคาก็ไม่ยอมซื้อ” คนที่มีลูกสาวเหมือนกันเม้าท์อย่างเมามัน

             “ใช่ๆ แล้วจะมีเทรนด์ของเพื่อนๆ ด้วยนะ ต้องดูอีกว่าเพื่อนเขาใช้แนวไหนอะไรกัน เพราะตอนเล่นน้ำก็มีช่างภาพมาถ่ายด้วย ปีที่แล้วมีเพื่อนที่ใส่ชุดว่ายน้ำแบบเดียวกับลูกฉันเป๊ะๆ เลยอีกตั้งสองคน ลูกงอนไปหลายวันเลยนะ คือต้องไม่หลุดจากเทรนด์ แต่ก็ต้องไม่ซ้ำกับชาวบ้านด้วย ฉันงี้เหนื่อยมากเลยเธอ"

             มุคาเอดะยืนเงียบกริบ ดะ...เด็กผู้หญิงมีอะไรขนาดนั้นเลยเหรอ 

             “อ้อ ถ้าคุณมุคาเอดะไม่รังเกียจ จะแอดเข้ามาในกลุ่มไลน์ผู้ปกครองของห้องเรากันไหมคะ? ถ้ามีอะไรก็จะได้ถามผ่านทางนี้ได้ ปกติเวลามีข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนอะไรก็จะคุยกันในนี้ด้วยค่ะ”

             “ดีครับ ขอบคุณมากๆ เลย” ชายหนุ่มรีบยกมือถือขึ้นมาจัดการ ในขณะที่อีกคนตะโกนเรียกลูกตัวเองเสียงดังพลางกวักมือ

             “อาซาโกะจัง! ต้องรีบไปแล้วจ้า! เดี๋ยวไม่ทันเรียนเปียโน”

             “อาซาโกะจังเรียนเปียโนด้วยหรือครับ?” พอเด็กคนหนึ่งวิ่งกลับมา ที่เหลือก็วิ่งเฮกันมาทั้งกลุ่ม

             “ใช่ค่ะ เพิ่งเริ่มเมื่อปลายปีที่แล้วเอง นอกจากเปียโนก็มีเรียนลูกคิด กับคัดลายมือด้วยค่ะ”

             “ของฉันเรียนบัลเล่ต์กับภาษาอังกฤษ ไม่รู้จะได้เรื่องไหมเนี่ย”

             “คะสุกิเรียนว่ายน้ำกับโปรแกรมมิ่งสำหรับเด็กค่ะ กำลังคิดอยู่ว่าจะให้เรียนเพิ่มอีกสักอย่างดีไหม”

             “ปะป๊าๆ” มุคาเอดะหันตามเสียงเรียกของลูกสาว มิสุเอะกระตุกขากางเกงทำหน้างอ พูดเสียงดังฟังชัด “มิสุเอะก็อยากเรียนเปียโนบ้างค่ะ”

             คนเป็นพ่อนิ่งไปชั่วขณะ ในขณะที่พวกแม่ๆ หัวเราะเอ็นดู รีบช่วยพูดสนับสนุนกันใหญ่

             “ดีนะคะ เปียโนเนี่ย อย่างมิสุเอะจังต้องตั้งใจเรียนแน่เลย”

             “ลองมาเรียนกับอาซาโกะไหมคะ มีให้ทดลองเรียนก่อนด้วยนะคะ เอ แต่ของอาซาโกะมันเป็นที่เรียนแบบมีสาขาทั่วประเทศ เวลาเรียนมันจะจำกัด คุณมุคาเอดะคงรับส่งไม่ได้แน่เลย”

             “ใช่ครับ จะมีปัญหาเรื่องรับส่งนี่แหละ”

             “ไปเรียนบ้านฉันไหมล่ะคะ”

             เสียงคุณแม่อีกคนแทรกเข้ามา เรียกให้ทุกคนหันไปมองหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ที่ถ้าไม่บอกอายุก็จะดูไม่ออก เพราะใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวระบายลูกไม้กับกระโปรงยาวลายดอกไม้สีแดงน่ารักเหมือนพวกเด็กสาววัยมหาวิทยาลัย ไว้ผมยาวถักเปียสองข้าง ใช้เสียงเล็กๆ อ่อนหวานที่ฟังแล้วเหมือนคนพูดดัดเสียงตลอดเวลา แต่ไม่รู้ว่าเป็นแบบนี้อยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือว่าเป็นเฉพาะเวลาพูดกับคนอื่น

             “คุณอิชิซากะ...” แม่ของคะสุกิรำพึงชื่อ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ มุคาเอดะก็เลยรีบแนะนำตัวใหม่

             “มุคาเอดะครับ พ่อของมิสุเอะจังที่อยู่ห้องดอกทานตะวัน เอ่อ...”

             “ฉันอิชิซากะค่ะ แต่เรียกชื่อ `ฮารุมิ` ได้เลยนะคะ ลูกสาวฉันก็ไมจังที่อยู่ห้องเดียวกันนี่แหละค่า อ๊ะ เห็นอย่างนี้ ฉันน่ะเรียนจบมหาวิทยาลัยดนตรีมา รับสอนเปียโนที่บ้านอยู่นะคะ ถ้าสนใจก็แวะมาลองเรียนก่อนได้ ถ้าเรียนจริงๆ เดี๋ยวฉันมารับมิสุเอะจังพร้อมไมจังกลับไปพร้อมกันได้เลย แล้วให้รอคุณมุคาเอดะอยู่ที่บ้านฉันได้เลยค่ะ แถมข้าวเย็นด้วยก็ได้ สามีฉันกลับบ้านช้าอยู่แล้วค่า” หญิงสาวร่ายยาวด้วยเสียงโทนแหลมแทรกอาการขำขันกับมุกที่ตัวเองยิง แม่ๆ คนอื่นยืนนิ่งเงียบ แต่มุคาเอดะไม่ได้คิดอะไรเลยนอกจากยิ้มตอบ

             “ขอบคุณมากครับ ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนขอเบอร์ติดต่อไว้ก่อนได้ไหมครับ?”

             “เอ๊~ ตื่นเต้นจังเลย ไม่ได้แลกเบอร์กับใครมานานแล้วค่ะ คุณมุคาเอดะคงไม่ใช่คนอันตรายอะไรหรอกนะคะ เพราะต้องมีโอกาสอยู่ด้วยกันสองต่อสองเยอะเลย ไม่ใช่อะไร สามีฉันน่ะขี้หึงม้ากมากน่ะค่า ฮะ ฮะ ฮะ อ๊ะ ในไลน์ใช้ชื่อ `โทโอรุ` นี่ชื่อจริงเหรอคะ? งั้นเรียกคุณโทโอรุเลยนะคะ”

             “เรียกอะไรก็ได้ครับ...”

             “เดี๋ยวลองส่งสติ๊กเกอร์ให้ก่อน จะได้รู้ว่าติดต่อได้จริงค่ะ”

             มุคาเอดะยกมือถือขึ้นดูรูปสติ๊กเกอร์คาแรคเตอร์หญิงสาวส่งจูบเต็มไปด้วยรูปหัวใจ นิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไร เงยหน้ามองก็เห็นพวกกลุ่มแม่บ้านที่ค่อยๆ ฟีดตัวออกไป เลยได้แต่ยืนเหงื่อแตกพลั่ก

             “...ได้รับแล้วครับ”

             “อย่างนั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ให้มาลองเรียนเลยไหมคะ? เดี๋ยวฉันมารับไมจังแล้วก็รับมิสุเอะจังไปด้วยกันเลย คุณโทโอรุตามไปรับที่บ้านฉันได้เลยนะคะ เดี๋ยวจะทำอาหารเย็นรอเลย”

             “เอ่อ พรุ่งนี้... เอ่อ อาหารเย็น...??”

             “เดี๋ยวส่งแผนที่ให้ทางไลน์นะคะ บ้ายบาย”

             มุคาเอดะพูดอะไรต่อไม่ทัน เพราะคุณแม่จูงลูกเดินดิ่งออกประตูหน้าไปเรียบร้อยแล้ว คนอื่นยิ่งชิงหนีไปตั้งแต่ก่อนหน้า รู้ตัวอีกทีก็เหลืออยู่คนเดียวกลางสนาม ท่ามกลางเสียงออดบอกว่าเวลาฝากเด็กหลังเลิกเรียนกำลังจะเริ่ม

 

             “เรียนเปียโน?”  

             โอโตนามิรับแก้วมัคหอมกลิ่นใบชาแบบใหม่ที่เจ้าของห้องคงไปเจอมาจากที่ไหนอีก มุคาเอดะเลื่อนเก้าอี้นั่งลงตรงข้าม ยกแก้วของตัวเองขึ้นจิบพลางผ่อนลมหายใจ คีบน้ำตาลหย่อนลงไปสองก้อน

             “ใช่ครับ ตอนแรกก็ไม่ได้นึกเรื่องพวกนี้เลย ไม่ได้คิดว่าเลี้ยงเด็กคือจะต้องมีเรื่องพวกนี้ด้วย แต่พอได้ยินว่าพวกแม่ๆ ส่งลูกเรียนนั่นนี่กันทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่าน่าจะให้เรียนอะไรสักอย่าง แล้วมิสุเอะก็พูดขึ้นมาว่าอยากเรียนเปียโน”

             “ไม่จำเป็นจะต้องรีบร้อนตามเขาก็ได้ แต่การที่มิสุเอะจังพูดขึ้นมาเองก็เป็นเรื่องที่ดีนะ บ้านแม่คนนั้นอยู่ไกลหรือเปล่า?”

             “อยู่คนละฝั่งกับบ้านเรา แต่ก็เดินจากโรงเรียนไปได้อยู่ น่าจะใช้เวลาเดินซักประมาณ 15 นาที” มุคาเอดะส่งมือถือให้ดู ที่ทำให้โอโตนามินิ่งอึ้งไม่ใช่แผนที่ที่หญิงสาวส่งมาให้ แต่เป็นบทสนทนาที่เริ่มด้วยการส่งสติ๊กเกอร์สาวรูปหัวใจมา กับข้อความนัดแนะที่แทรกด้วยหัวใจแทบจะทุกประโยค พิมพ์เหมือนตั้งใจจะใช้ตัวคันจิน้อยๆ ให้ดูน่ารักเหมือนเด็ก นี่คนพิมพ์อายุสามสิบแล้วหรือหกขวบ???

             เงยหน้ามองมุคาเอดะที่นั่งจิบชากลัดกลุ้มว่าน่าจะถามเรื่องค่าเรียนกับรายละเอียดอื่นๆ ก่อน เดี๋ยวๆ มีอะไรที่นายน่าจะสะกิดใจมากกว่าเรื่องนั้นหรือเปล่า เช่นประโยคที่บอกว่าจะเตรียมข้าวเย็นไว้ให้พร้อมรูปหัวใจอะไรนี่น่ะ

             “ค่าเรียนเปียโนเดี่ยวแบบเรียนที่บ้านครูแบบนี้น่าจะอยู่ที่เดือนละประมาณเจ็ดพันถึงแปดพันเยน” มุคาเอดะดึงมือถือกลับจากโอโตนามิ สไลด์หาข้อมูลไปมา “ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็เช่นค่าหนังสือเรียน โน้ตดนตรี อ๊ะ กระเป๋าเรียนก็ต้องซื้อ ต้องถามด้วยว่ามีการแสดงงานเปียโนด้วยหรือเปล่า ถ้ามีจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่” ชายหนุ่มนั่งลิสต์ใส่กระดาษ ทีเรื่องอย่างนี้ก็ละเอียดเรียบ ร้อยสมกับเป็นนาย แต่ไอ้เรื่องที่ควรจะสงสัยก็สงสัยบ้างสิ... นายต้องมืดบอดเรื่องผู้หญิงขนาดไหนกันฮึ! // โอโตนามิ

             “เปียโน” อยู่ๆ มุคาเอดะก็โพล่งขึ้นมาอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้ “ถ้าไม่มีเปียโนก็ซ้อมไม่ได้น่ะสิ เอ ราคาเปียโนไฟฟ้า...” กดเสิร์ชหา แล้วก็สไลด์ดูรูปไปมาอีกรอบ โอโตนามิถอนหายใจ เลื่อนเก้าอี้ลุกขึ้นช้าๆ อ้อมไปหยุดยืนด้านหลัง

             มุคาเอดะที่กำลังหน้าดำคร่ำเคร่งสะดุ้งเล็กๆ เมื่อรู้ตัวว่ามือใหญ่สอดเข้ามาใต้เสื้อ จมูกแตะลำคอจากข้างหลัง เป่าลมหายใจรดหลังใบหู

             “ก่อนจะซื้อเปียโน ควรซื้อเตียงก่อนไหม?”

             “ซื้อไป มิสุเอะก็ต้องนอนตอนกลางคืนอยู่ดี” ใบหน้าแดงก่ำหันมามอง “ไม่ใช่ว่าตอนกลางคืนเราจะใช้ได้นะ”

             “ยังไม่ทันบอกเลยว่าจะใช้ทำอะไร”

             “ในหัวคุณชินมีแต่เรื่องแบบนี้” ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่า ว่าน้ำเสียงคนพูดตึงลงเล็กน้อย สายตาก็หลุบลงไปมองมือถือต่อ

             “งั้นฉันเป็นคนซื้อเอง”

             “...” มุคาเอดะไม่ได้ตอบอะไร โอโตนามิก็เลยจูบที่ลำคอเบาๆ ทีละนิด ยื่นมือไปจิ้มคีย์บอร์ดมือถือของอีกฝ่าย มุคาเอดะปล่อยมือ มองตามว่าชายหนุ่มจะเสิร์ชหาอะไร ก่อนดวงตาจะนิ่งค้างไป แล้วก็นิ่งเงียบ

             “คราวก่อนบอกแล้วใช่ไหม ว่าถ้าอยากให้ช่วยมากกว่านี้ นายก็ต้องร่วมมือบ้าง”

             หน้าจอมือถือโหลดภาพพร้อมเสียงลมหายใจกระเส่าออกมา ขนาดว่านิ้วมือใหญ่เลื่อนไปกดปุ่มลดเสียงข้างๆ ให้เบาลงแล้ว คนมองก็ยังต้องรีบเลี่ยงสายตาหลบ จนถูกเอาจมูกดันแก้มให้เลื่อนกลับ

             “ดูซะ ไม่ดูแล้วจะทำเองเป็นได้ยังไงฮึ”

             “...ไม่จำเป็นมั้งครับ ที่คุณชินทำให้ก็พอแล้ว”

             “จะให้ฉันทำให้ตลอดเลยก็ได้นะ” เสียงต่ำกระซิบข้างหู ยิ่งทำให้ภาพนิ้วที่สอดใส่ลงในช่องทางคับแคบอันเปียกชุ่มในหน้าจอตรงหน้าดูน่าหวาดเสียวมากขึ้น ประกอบกับเสียงครางของคนที่มองไม่เห็นหน้าแต่รู้ได้ว่าน่าจะกำลังอยู่ในอาการเคลิบเคลิ้มหนักมาก ทำให้คนมองแทบจะปิดหน้าอายแทน ลมหายใจสะดุด

             “แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำให้นายไปได้อีกนานแค่ไหนนี่”

             มุคาเอดะยื่นมือไปกดมือถือปิด เงียบไปเล็กน้อยเหมือนคนกำลังใช้ความคิด แต่พอริมฝีปากอีกคนเบียดลงมาก็ยอมเปิดปากรับ โอโตนามิตะครุบจูบ มองแขนสองข้างของมุคาเอดะที่โอบรอบคอตัวเอง เลยเชยปลายคางขึ้นมา แลกลิ้นพอประมาณก่อนจะถาม

             “เป็นอะไรหรือเปล่า?...”

             “เปล่าครับ...” มุคาเอดะเบี่ยงสายตา ปล่อยให้อีกคนไซ้ต้นคอไปมาอย่างที่ทำประจำ “แค่เรื่องแบบนั้น... ถึงไม่ดูก็ทำเองได้อยู่แล้ว”

             โอโตนามิขำออกจมูก เลื่อนเก้าอี้ให้หันออกจากโต๊ะ ทั้งที่อีกคนยังนั่งอยู่

             “เคยทำเองไหม?” เสียงโอโตนามิเวลาถามอะไรแบบนี้ที่ข้างหู ทำให้ลมหายใจเขาสะดุดเสมอ “ใช้นิ้วสอดเข้าไป เหมือนกับที่ฉันทำให้คราวก่อน”

             มุคาเอดะส่ายหน้า สองข้างแก้มแดงก่ำ

             “ตอนที่ฉันทำ นายรู้สึกยังไง?” ไม่เข้าใจว่าทำไมโอโตนามิต้องถามอะไรแบบนี้ด้วย แต่พอถูกปลายจมูกโด่งนั่นไซ้ลำคอไปมาแล้วเอาริมฝีปากงับเบาๆ ที่ข้างหู เขาก็เผลอปล่อยลมหายใจเสียงแผ่ว ตอบทุกคำถามที่โอโตนามิถามทุกที

             “แปลกๆ...” มุคาเอดะตอบสั้นๆ มุดหน้าหลบ

             “นายชอบหรือเปล่า?”

             “อือ...”

             “ไม่อยากรู้สึกดีกว่านั้นหรือไง ฉันทำให้นายชอบได้นะ”

             “แล้วคุณชิน...” มุคาเอดะถามเสียงแผ่ว ไม่กล้ามองหน้า “จะรู้สึกดีเหมือนกันไหม?”

             โอโตนามิเหลือบมองแก้มสีแดงจัด ตะครุบจูบเบาๆ ให้มีเสียง

             “ก็ต้องดีสิ แค่นี้ยังดีจะแย่แล้ว”

             “แต่ผมไม่ได้ทำอะไรให้คุณชินเลยนะ”

             “ใครบอก” คนพูดประกบริมฝีปากลงเบาๆ ก่อนจะบดขยี้ใช้ลิ้นแทรกโดยที่อีกฝ่ายก็ยอมเกี่ยวพันด้วยอย่างไม่มีอิดออด ก็นี่ไง ที่นายตอบสนองทุกอย่างอย่างนี้ไง จะเรียกว่าไม่ได้ทำอะไรอีกเหรอ? แค่นี้ร่างกายฉันก็จะรับไม่ไหวอยู่แล้วนะ จะทำให้หลงไปถึงไหน 

             “ผมทราบดีอยู่แล้ว...” มุคาเอดะถอนริมผีปาก หายใจแผ่วมองมือใหญ่ที่ปลดเชือกกางเกงนอนของเขาออก โอโตนามิดึงกางเกงลงมาช้าๆ จับขาสองข้างให้แยกออกจากกัน ย่อตัวลงนั่งตรงหน้า “ถ้าคุณชินเจอคนที่ใช่ ก็บอกตามตรงได้เลย”

             “พูดเรื่องอะไร?” เสียงต่ำถาม ทั้งที่พรมจูบด้านในต้นขาขาวของคนนั่งเก้าอี้ไปด้วย ปกติมุคาเอดะก็เป็นคนผิวขาวอยู่แล้ว แต่ส่วนที่อยู่ในร่มผ้ายิ่งขาวกว่าส่วนอื่น ผิวก็เนียนละเอียด เกลี้ยงเกลาจนเห็นทีไรก็อดใจไว้ไม่อยู่

             “เรื่องที่คุณชินบอกว่าไม่รู้จะอยู่ในสถานะแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหนไง...” ลมหายใจคนพูดกระตุก เมื่อโอโตนามิเหลือบตาขึ้นมอง จับขาข้างหนึ่งขึ้นพาดกับไหล่ตัวเอง ไซ้จมูกไปมาที่ต้นขาแล้วออกแรงดูดอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว มุคาเอดะสะดุ้งจะดึงขาออก แต่คนจับอยู่หนีบมือไว้แน่น ปล่อยให้เจ้าของร่างสำลักลมหายใจตัวเองไปอย่างนั้น

             “คุณชิน...” มุคาเอดะเรียก ขยับตัวหยุกหยิก จะหุบขาเข้ามาก็สายไปแล้ว เมื่ออีกคนแทรกตัวเข้ามาอยู่ตรงกลางขนาดนี้ ใช้มือลูบสิ่งที่เติบโตอยู่กลางเป้ากางเกงในของเขาไปมาเหมือนจะหยอกเล่น ในขณะที่ปากก็ทำรอยจูบเพิ่มอีกรอยข้างๆ มุคาเอดะเกร็งตัวเต็มที่ กักลมหายใจไว้ ก่อนจะครางออกมาเบาๆ ทันทีที่ชายหนุ่มเพิ่มรอยแดงให้สำเร็จ

             “ไปที่... โซฟา...ไหมครับ?” ถามด้วยเสียงกระเส่า หลุบตาเห็นรอยยิ้มของโอโตนามิที่ไม่ตอบ แต่เอานิ้วเกี่ยวเอาขอบกางเกงในบ็อกเซอร์ของเขาลงมา มุคาเอดะหอบหายใจรัว สะดุ้งตกใจที่ลมหายใจของโอโตนามิเป่ารดลงบนท่อนเนื้อที่พองตัวชูขึ้นมาแสดงความแข็งแรงของคนหนุ่มเต็มที่ พลางใช้ลิ้นแตะลงแผ่วเบา ราวกับมันเป็นของเปราะบาง ที่จะใช้มือกำหรือทำอะไรก็ต้องกลัวแตก หัก

             “อย่า...” มุคาเอดะกระตุกตัวคัดค้าน แต่ห้ามไม่ได้เมื่ออีกคนครอบริมฝีปากลงไปแล้ว ทำให้ลมหายใจยิ่งกระตุกเป็นจังหวะหอบ เขาส่ายหน้าพยายามจะหนี แต่ขาข้างหนึ่งก็ถูกจับพาดกับไหล่เอาไว้ อีกข้างก็โดนมือใหญ่ผลักออกเพื่อจะได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ตรงกลางได้เต็มที่ มุคาเอดะปล่อยเสียงออกมาเบาๆ สลับกับเสียงห้ามที่อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ไร้ประโยชน์กับคนที่ใช้ทั้งมือทั้งปากกับของเขาแบบนั้นโดยที่เขาหนีไปไหนไม่ได้ โอโตนามิก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าเขาจะเป็นแบบนี้ ผู้ชายคนนี้รู้จุดอ่อนของเขาทุกอย่าง รู้ว่าต่อให้เขาห้ามยังไงก็เป็นเพียงการกลบเกลื่อนความอายเบื้องหน้า จึงไม่เคยปรานีลดจังหวะใดๆ ให้ทั้งสิ้น ภาพมือแข็งแกร่งและริมฝีปากร้อนแรงที่ทั้งดูดทั้งรีดของเขาอย่างกะจะไม่ปล่อยให้หนีได้เลยกำลังจะทำเขาขาดใจตายอยู่แล้ว หากไม่ละลายไปพร้อมกับเก้าอี้ ก็ทำท่าจะไหลลงพื้นเพราะประคองตัวเองไม่ไหว มุคาเอดะหอบไม่เป็นจังหวะ เผลอใช้สองมือจับศีรษะโอโตนามิแน่น และไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เขาก็กำลังขยับสะโพกขึ้นลงเป็นจังหวะร่วมจนเก้าอี้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เรียกชื่ออีกคนด้วยเสียงหวานจนทำเจ้าของชื่อยิ่งเร่งจังหวะเพิ่มให้ มุคาเอดะหอบหายใจรัว เกร็งตัวขึ้น รีบเอามือผลักศีรษะโอโตนามิจะให้ออกห่าง แต่จะเรียกว่าสายเกินไปหรืออีกฝ่ายดื้อดึงไม่ยอมหนีเองก็ได้ ทำให้ตอนที่เจ้าของร่างกระตุกตัวเป็นจังหวะพร้อมเสียงคราง ต้องทำหน้าตกใจกับการที่อีกฝ่ายรับทุกอย่างไว้ในช่องปากของตัวเอง

             “คุณชิน!”

             ตอนที่มุคาเอดะผลักไหล่ชายหนุ่มออกได้และกระโดดลงไปห้ามแทบจะตกจากเก้าอี้ ก็เห็นลูกกระเดือกของโอโตนามิขยับกลืนของเหลวในปากดังเอื้อกไปแล้ว เลยได้แต่นั่งอ้าปากค้าง หน้าแดงพรวดพราดยิ่งกว่ากาน้ำเดือด คนมองเห็นแล้วยิ่งขำ ยกมือปาดริมฝีปากอย่างจงใจเหมือนจะตอบในหน้าว่าขอบคุณสำหรับของอร่อย โน้มตัวลงไปจูบที่ต้นคอมุคาเอดะเบาๆ เรียกสติ

             “คุณชิน!” จะเรียกว่าได้สติก็ใช่ มุคาเอดะทำเสียงดุ หน้าแดงจนไม่รู้จะแดงยังไง “ทำไมไม่หนีก่อนครับ! ผมผลักออกแล้วนะ ตอนที่จะถึงน่ะ!”

             “เห็นนายกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างนั้น ก็ต้องอยากส่งไปให้ถึงที่หมายสิ”

             “พอรู้ว่าถึงแล้วก็ต้องรีบถอยตัวออกมาสิ!”

             “ก็ดีแล้วนี่ พื้นห้องไม่เลอะเทอะ ไม่ต้องทำความสะอาดด้วย”

             มุคาเอดะพูดอะไรไม่ออก หลุบตามองพื้น ใบหน้าเห่อร้อนแทบจะเห็นไอขึ้น

             “...อย่างนั้นก็ควรจะรีบคายออกมา ไม่ใช่กลืนของแบบนั้นเข้าไป ถ้าปวดท้องขึ้นมาจะทำยังไงเฮอะ”

             โอโตนามิมองยิ้มๆ ขยับตัวไปโอบแขนรอบ มุคาเอดะก็เลยได้แต่เงียบ

             “ถ้าแค่กินของแบบนี้แล้วปวดท้อง ป่านนี้คนก็เต็มโรงพยาบาลแล้ว นายโอเคหรือยัง? จะไปที่โซฟาไหม?”

             “...ไปทำไมครับ?”

             “หมายความว่าพอหรือยัง? จะจัดอีกรอบไหม?”

             คนถูกถามรีบเงยหน้า ส่ายศีรษะทั้งหน้าแดง แต่พอหลบตาลงไปสบกับร่างกายช่วงล่างของคนที่กำลังกอดตัวเองอยู่ สีหน้าก็เปลี่ยนกลับมาสู่ความจริง ก็เหมือนทุกครั้ง... ถึงจะเห็นว่ามันดูอึดอัดทรมานที่ถูกกักขังอยู่ภายใต้กางเกงของอีกฝ่ายแค่ไหน แต่ถ้ายื่นมือจะไปแตะต้อง เขาก็จะห้าม

             `นายไม่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำทั้งนั้น` 

             ทำอะไรกับร่างกายคนอื่นก็ได้ แต่ของตัวเองเก็บเอาไว้ให้คนที่สำคัญที่สุดเพียงคนเดียวจริงๆ อย่างนี้เรียกว่าขี้โกงใช่ไหม...

             “ที่พูดเมื่อกี้...” มุคาเอดะถามเบาๆ “พูดขึ้นมาเฉยๆ หรือว่าเพราะเจอคนที่เป็นสเปคแล้วเหรอครับ?”

             “หือ...?”

             “ที่บอกว่าไม่รู้จะทำแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน”

             โอโตนามินิ่งมองใบหน้าที่ดูไม่ค่อยพอใจแต่ไม่ยอมสบตา ถามเรื่องนี้มาสองรอบแล้ว สำหรับคนอย่างมุคาเอดะก็แปลว่าค่อนข้างจะคาใจมาก

             “นั่นพูดก็เพราะ...” อดยื่นหลังมือไปแตะแก้มแล้วก็ไล้ไปมาเบาๆ ไม่ได้ นายนี่ก็นะ... ทำหน้าแบบนี้ ตาแบบนี้ แล้วก็พูดแบบนี้ จะให้เข้าใจว่ายังไง? ถ้าไม่รู้มาก่อนว่านายไม่ใช่พวกสนใจผู้ชายด้วยกัน ฉันจะคิดว่านายหลงรักฉันเข้าแล้วนะ

             ก็แค่แย้บๆ หยั่งเชิง เพราะอยากให้นายตอบว่าจะยอมเปลี่ยนสถานะก็ได้ หรือถ้านายตอบสักหน่อยว่าขอให้ฉันเป็นคนทำแบบนี้ให้คนเดียวตลอดไป... แค่นี้ฉันก็ไม่ไปไหนแล้ว

             “อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน เป็นห่วงว่านายจะอยู่คนเดียวไม่ได้น่ะ” ยิ้มแล้วตอบได้แค่นั้น เปลี่ยนเอามือไปวางบนศีรษะ

             “...ถ้าถึงเวลาก็ต้องอยู่ได้ครับ”

             “แต่ว่า ไม่มีฉันก็นั่นไง... ไม่รู้สึกลำบากบ้างเหรอ? เคยจินตนาการไหม ว่าถ้าไม่มีฉันแล้วจะเป็นยังไงหือ?”

             “...” มุคาเอดะนิ่งเงียบ หลบสายตาพลางตอบปัด เหมือนไม่อยากจินตนาการอะไรเรื่องที่ชายหนุ่มพูดตอนนี้ทั้งสิ้น “ไม่ครับ เมื่อตอนหย่าก็เหมือน กัน ผมไม่เคยจินตนาการว่าจะหย่าหรือจะเลี้ยงลูกคนเดียวอะไรอย่างนี้หรอก แล้วยังไง? อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ผมไปควบคุมปัจจัยจากอีกฝ่ายไม่ได้ ก็แค่ว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วมันก็ต้องอยู่ให้ได้เท่านั้นเอง ดังนั้นคุณชินก็เลือกทางที่สะดวกได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก”

             “ก็นะ...” โอโตนามิยิ้มอ่อน ผ่อนลมหายใจเบาๆ “นายมันแข็งแกร่งอยู่แล้ว เจอเรื่องแบบนั้นมาก็ยังผ่านมาคนเดียวได้นี่ ถึงไม่มีฉันก็คงไม่ต้องห่วงอะไรละมั้ง”

             มุคาเอดะขยับปาก เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่สุดท้ายตัดสินใจไม่ตอบ เปลี่ยนไปถามแทน

             “คุณชิน... เจอแล้วใช่ไหมครับ?”

             “อะไร?”

             “คนที่เป็นสเปคไง”

             ทำไมเป็นงั้น...? // โอโตนามิ 

             “คือต้องการบอกอะไรอ้อมๆ ผมหรือเปล่า?” มุคาเอดะทำหน้าจริงจัง แต่แววตาข้างในก็ไหวระริก โอโตนามิมองเห็นทั้งความกลัว กังวล เสียใจ และไม่มั่นคงอยู่ในนั้น มันเหมือนคนกำลังขาดความอบอุ่นมากๆ เรียกร้องให้ใครสักคนกอดแน่นๆ แล้วก็สร้างความมั่นใจให้ แน่นอนว่าเขาพร้อมจะให้สิ่งที่หมอนี่อยากได้ แต่จะให้เขาสร้างความมั่นใจให้เรื่องอะไร ในเมื่อตัวเขาก็ยังไม่มั่นใจเลย ว่าจะไม่ใช่ฝ่ายที่โดนทิ้งเสียเองน่ะ...

             “ก็...” โอโตนามิโน้มตัวลงไปจูบเบาๆ เอานิ้วโป้งไล้แก้มพลางส่งยิ้มอ่อนเหมือนจะปลอบใจว่าตอนนี้ก็ให้ได้แค่นี้ “ถ้าถามว่าเจอคนที่ใช่สเปคแล้วใช่ไหม? ฉันจะตอบว่าใช่”

             แววตาของมุคาเอดะหมองลงไปทันที หลบดวงตาลงอึกอักเหมือนคนกำลังผิดหวังอะไรอย่างรุนแรง ดูราวกับลูกสุนัขที่กำลังทำหูลีบคอตกใส่เจ้าของ เดี๋ยวก่อน... นายตีความว่ายังไงน่ะ??

             “ครับ... ทราบแล้ว”

             โอโตนามิผ่อนลมหายใจ ไม่รู้จะว่ายังไงเพราะพูดเกินกว่านี้ก็ไม่ได้ นี่ก็ใบ้ให้สุดๆ แล้ว เกินกว่านี้คือสารภาพรักแล้วนะเฟ้ย... นายจะให้ทำยังไงน่ะ ถ้าฉันพูดไปแล้วกลายเป็นคนโดนทิ้งวันนี้จะรับผิดชอบยังไงฮึ?

             “รีบนอนซะ”

             เลยบอกได้แค่นั้น แล้วก็ยกแก้วมัคสองแก้วไปไว้ในซิงค์

             

             “สรุป” 

             มิกินั่งไขว่ห้างที่เคาน์เตอร์ คนชามะนาวเย็นในแก้วไปมาจนเสียงน้ำแข็งกลุกกลักทำเจ้าของร้านเหล่มองอย่างรำคาญ

             “ยังไม่ได้บอกคุณมุคาเอดะเรื่องที่จะไปออกซุ้มเครื่องดื่มในงานบาร์บิคิวเขาน่ะเหรอ งานมันจะมีอาทิตย์นี้แล้วไม่ใช่เหรอเธอ”

             “เมื่อคืนก็ว่าจะบอกนั่นแหละ แต่ลืมเพราะมัวแต่ยุ่งทำอย่างอื่น” โอโตนามิตอบพลางยกบุหรี่จ่อปาก พ่นควันสีขาวออก

             “ทำอะไร?”

             “ยุ่งอะไรด้วย”

             “อ้าว ก็บอกว่าไปนั่งคุยกับเขาที่ห้อง” หญิงสาวเหล่ “จะยุ่งเรื่องอะไรหือ? ไปทำงานยุ่งอะไรในห้องคนอื่นเขาน่ะ”

             “เลี้ยงเด็กไง”

             “กลางดึกเนี่ยนะ”

             “รู้ได้ไงว่ากลางดึก”

             “อย่างเธอมันก็มีอยู่เรื่องเดียวแหละย่ะ”

             “พูดถึงเด็ก” มิกิดูดน้ำในแก้วพลางพูดต่อ เอามือชี้ไปที่เปียโนที่มุมร้าน “ร้านเธอมีเปียโนตั้งแต่เมื่อไหร่หือ? จะเปิดการแสดงไลฟ์หรืออะไร?”

             “ของริโอะเมื่อตอนเด็กๆ ไง” โอโตนามิมองตามมืออย่างไม่ใส่ใจ พ่นควันต่อ “อยู่ที่บ้านก็ฝุ่นจับ ไม่มีใครใช้แล้ว เลยเอามาวางที่ร้าน”

             “แล้วใครจะเล่น?”

             “เดี๋ยวก็มี มิสุเอะจังกำลังจะเรียนเปียโนน่ะ”

             หญิงสาวนิ่งอึ้ง มองเพื่อนด้วยสายตาหดหู่

             “...นี่เธออาการหนักมากนะ”

             โอโตนามิเหล่ ตอนแรกทำท่าจะเถียงอะไร แต่เพราะเสียงพูดคุยกันของกลุ่มแม่บ้านที่มานั่งกินกาแฟในร้านตอนนี้ ทำให้ต้องเงียบฟังก่อน

             “นี่ๆ เธอว่าคุณมุคาเอดะเขาจะให้มิสุเอะจังเรียนเปียโนกับคุณอิชิซากะจริงมั้ยอะ?”

             “จะจริงหรือไม่จริง เย็นนี้เขาก็จะไปทดลองเรียนกันแล้วไม่ใช่เหรอ”

             “นั่นมันมัดมือชกชัดๆ เลย สมแล้วที่ใครๆ ก็บอกว่าคุณอิชิซากะแกชอบไปทำท่าทางแปลกๆ กับสามีชาวบ้านนะ”

             “ว้าย ได้ยินมาเหมือนกันเหรอ ทีแรกฉันก็ว่าจะอยู่เงียบๆ นะ แบบว่าเคยเจอกับตัว” คนหนึ่งพูดอย่างใส่อารมณ์ ยกถ้วยกาแฟซดด้วยท่าทางเจ็บแค้น คนที่เหลือหูผึ่ง กระเถิบตัวเข้าไปฟังใกล้ๆ ด้วยท่าทางสนอกสนใจทันที ไม่ได้รู้เลยว่าถึงไม่ทำอย่างนั้นก็ได้ยินอยู่แล้ว เพราะขนาดคนยืนหลังเคาน์เตอร์ก็ยังได้ยินชัดเจนขนาดนี้

             “งานประชุมผู้ปกครองคราวก่อนน่ะ ฉันมากับสามีฉันไง ตอนแรกคุณอิชิซากะก็เข้ามาพูดคุยทักทายกันธรรมดาหรอก เสร็จแล้วก็ชวนแต่สามีฉันคุยนู่นนี่ เวลาพูดก็ทำเสียงอย่างที่ได้ยินน่ะ นั่นมันโทนเสียงแบบเอาไว้อ่อยผู้ชายชัดๆ แล้วมองแต่สามีฉันเหมือนโลกนี้มีกันสองคน ตัดฉันออกไปจากสายตาเลย”

             “เรื่องนี้ฉันก็เคยได้ยิน คุณคาตะฮิระแกจัดปาร์ตี้วันเกิดให้ลูกแกเมื่อปีที่แล้ว คุณอิชิซากะไปร่วมด้วย แล้วชีนะ เดินตักของกินให้สามีชาวบ้านเขาไปทั่วตลอดเลยย่ะ เหมือนจะสร้างอิมเมจแม่บ้านเพอร์เฟ็คสุดเอาใจ อยากให้สามีชาวบ้านอิจฉาใฝ่ฝันถึงตัวเองหรือไงไม่รู้ พอคนชมก็ดีใจใหญ่เลยจ้า หมั่นไส้มาก ไม่รู้จะทำไปทำไม”

             “ก็คงเหงาละมั้ง สามีเขางานยุ่งตลอดเลยไม่ใช่เหรอ”

             “ได้ยินมาว่างั้นเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมายังแค่เล่นหูเล่นตาหรือทำเสียงอ่อนหวานเรียกคะแนนจากสามีชาวบ้านนะ แต่กับคุณมุคาเอดะนี่เห็นชัดๆ เลยว่ากำลังออกล่าเหยื่อน่ะ”

             “ว้าย ดูใช้คำ แต่ก็จริงนะ ก็คุณมุคาเอดะไม่มีภรรยา การงานก็ดี อยู่คนเดียวมีอิสระทางการเงินถูกไหม แล้วหน้าตาก็อย่างที่เห็น โหย แค่เห็นเมื่อวานก็ดูออกว่าออร่าจับจองงี้ออกนอกหน้ามาก”

             “แล้วมันจะยิ่งเจ็บใจนะ ที่ผู้ชายดีพร้อมอย่างนี้ต้องไปเสร็จยัยคุณนาย จอมมารยานั่นน่ะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงได้”

             โอโตนามิยืนเงียบ สูดควันเข้าปอดลึกก่อนจะปล่อยออกมาอึมครึม มิกิมองกลุ่มแม่บ้านเหงื่อแตก ก่อนจะหันไปมองเพื่อนหลังเคาน์เตอร์ ที่ทำหน้านิ่งแต่เดาออกว่ากำลังโกรธแน่ๆ

             โอโตนามิกดบุหรี่ลงกับที่เขี่ย สั่งด้วยเสียงเย็นจัด

             “มิกิ โทรหามุคาเอดะซิ”

 

             “ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยดูมิสุเอะให้จนถึงเวลานี้เลย” มุคาเอดะก้มศีรษะให้ที่หน้าประตู ชะเง้อมองหาลูกสาวในบ้านพลางเรียก “มิสุเอะจัง”

             “แกกำลังเล่นกับไมจังเพลินน่ะค่ะ เข้ามารอข้างในก่อนดีกว่า” เจ้าของ บ้านรีบบอก ถือวิสาสะยื่นมือไปดึงแขน ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “มาค่ะ จะได้เข้ามาดูสถานที่เรียนด้วย เชิญเข้ามาเลย”

             “เอ่อ... อย่างนั้นก็ขอรบกวนด้วยครับ” มุคาเอดะทำท่าเกรงใจ แต่ไม่อยากต้านเจตนาหญิงสาว เลยถอดรองเท้าเดินตามเข้าไปในบ้าน อิชิซากะดูท่าทางดีใจ พาเดินไปในห้องรับแขกที่พวกเด็กๆ เล่นกันอยู่ พอมิสุเอะเห็นหน้าบิดาก็กระโดดเข้าไปกอด ชายหนุ่มลูบศีรษะไปมาอย่างเอ็นดู ช้อนตัวอุ้มขึ้นทำท่าจะพากลับ หญิงสาวที่เดินเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ครัวก็เลยต้องรีบพูด

             “นั่งที่โซฟาก่อนได้เลยค่า เนี่ย อาหารเย็นก็เตรียมเรียบร้อยแล้ว”

             “คงไม่รบกวนหรอกครับ ถ้ายังไงเดี๋ยวค่อยคุยรายละ...”

             “รายละเอียดการเรียนใช่ไหมคะ นั่งเลยๆ เดี๋ยวฉันบอกให้ค่ะ ดื่มกาแฟได้ใช่ไหมคะ?”

             “ครับ...”

             มุคาเอดะนั่งลงอย่างช่วยไม่ได้ มองอาหารบนโต๊ะอาหารที่หญิงสาวเตรียมไว้แล้วจริง ก่อนจะหันไปมองหญิงสาวต่อเพราะได้ยินเสียงฮัมเพลงขณะเตรียมกาแฟ พอสบตากันอิชิซากะก็ส่งยิ้มเอียงอายเหมือนไม่ตั้งใจให้เห็นอิมเมจน่ารักของตัวเองแบบนี้ ...จริงๆ เขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรกับการฮัมเพลงไปเตรียมเครื่องดื่มไป แต่พอเห็นอีกฝ่ายทำหน้าแบบนั้นก็เริ่มทำตัวไม่ถูก

             “คืออย่างนี้ค่ะ คิดว่ามิสุเอะจังควรจะเรียนอาทิตย์ละสองวันเลยนะคะ” หญิงสาววางแก้วกาแฟให้ แล้วลงมานั่งข้างๆ มุคาเอดะกระเถิบตัวถอยให้ หางตามองโซฟาอีกตัวที่เหลืออยู่ แต่ไม่ทันพูดอะไรด้วย เพราะหญิงสาวกระเถิบ เข้ามานั่งเบียด และทำเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ

             อิชิซากะเอาหมอนวางบนตักแล้วก็จงใจโน้มตัวไปข้างหน้า ถือกระดาษปากกาเหมือนจะจดรายละเอียดการเรียนการสอนให้ ทั้งที่ชุดที่ใส่ก็คอกว้างขนาดนั้น แล้วยังเอามือรวบผมไปเก็บรวมกันไว้ทางด้านซ้าย จะตั้งใจหรือ ไม่ สายตาชายหนุ่มก็หลุบลงไปเห็นต้นคอขาวผ่อง ได้กลิ่นน้ำหอมฟุ้งแบบเดียว กับที่ปกติพวกสาวๆ ในออฟฟิศเขาใช้

             “แรกๆ คิดว่าจะให้เรียนอาทิตย์ละวันเดียวก่อนน่ะครับ ไม่รู้ว่าจะชอบหรือเปล่า แล้วมิสุเอะก็จะได้ไม่เหนื่อยด้วย” มุคาเอดะตอบ

             “ช่วงวัยเด็กนี่สมองแกจะรับได้เร็วมากค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องเหนื่อยเรื่องอะไรเลย ช่วงนี้เป็นช่วงที่อัดได้ก็ต้องรีบอัด แกมีความสามารถจะเรียนรู้ได้อยู่แล้วค่ะ” อิชิซากะตอบพลางจงใจเชยตามอง แล้วยกมือปิดเสื้อคอกว้างด้วยท่าทางเอียงอาย ทำอย่างกับเขินที่สายตาเขากำลังจ้องอยู่ตรงนั้น ทั้งที่แม้แต่หางตาเขาก็ไม่ได้มองอะไรแถวนั้นเลย ในหัวคิดแต่เรื่องค่าเรียนรายเดือนอยู่ด้วยซ้ำ ว่ามันจะสักเท่าไหร่กัน

             เอ๊ะ... แต่เดี๋ยวก่อน หรือจริงๆ แล้วมันคือความผิดปกติมากกว่า ที่เขาไม่ได้มองไอ้ที่ควรจะมองน่ะ...

             มุคาเอดะขมวดคิ้ว แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ใช่แค่กับตอนภรรยาเก่า แต่ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยหรือแม้แต่สาวๆ ในออฟฟิศตอนนี้ที่แสดงท่าทีสนใจเขาอยู่ก็เหมือนกัน ก็อย่างที่บอก เขาเคยคิดว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ รู้สึกว่าแค่จะทำเองยังเป็นเรื่องเสียเวลาด้วยซ้ำ และวิเคราะห์ว่าตัวเองเป็นพวกไม่ค่อยมีความต้องการในเรื่องพวกนี้มาตลอด ก็ถึงได้แปลกใจตัวเองไง ว่าทำไมกับโอโตนามิถึงได้...

             หรือว่าจริงๆ แล้ว...

             ชอบผู้ชาย...????? เหรอ! 

             “เดี๋ยวฉันคิดราคาพิเศษให้เลยค่ะ” เสียงหญิงสาวข้างๆ เรียกสติกลับ มุคาเอดะหันไปมอง อีกฝ่ายเอียงคอยิ้มแย้มให้ดูน่ารัก ไม่ได้ตระหนักถึงอาการหน้าซีดตกใจของชายหนุ่ม

             “ไมจังก็จะได้มีเพื่อนด้วย วันไหนมีเรียน คุณโทโอรุก็อยู่กินข้าวด้วย กันเลยนะคะ กว่าสามีฉันจะกลับก็นู่น ดึกๆ เลย ปกติมีแต่เราสองแม่ลูกนี่แหละค่ะ มีเพื่อนมากินข้าวด้วยไมจังคงจะดีใจมาก อ้อ หรือจะอาบน้ำที่นี่ก่อนกลับบ้านก็ได้นะคะ อ๊ะ อ๊ะ อย่าคิดลึกค่ะ หมายถึงมิสุเอะจังน่ะค่ะ ฮะ ฮะ แต่ถ้าคุณมุคาเอดะจะอาบด้วยก็ไม่ว่านะคะ” หัวเราะปิดปากพอให้ดูน่ารัก ทำให้ปล่อยมือออกจากคอเสื้อได้เนียนๆ สวยๆ เหมือนคนเผลอ แถมยังเอาปลายนิ้วไปเกี่ยวให้มันเปิดกว้างกว่าเดิมอย่างเป็นธรรมชาติได้ด้วย

             “คงไม่หรอกครับ ถ้าเรียนเปียโนก็คงจะรบกวนแค่ช่วงเวลาที่เรียนเฉยๆ”

             “ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะคะ สามีฉันกลับดึกจริงๆ ค่า ไม่มีวันรู้เรื่องพวกนี้เด็ดขาดเลย”

             ไม่รู้ว่าจะเน้นเรื่องนี้ทำไม มุคาเอดะยิ้มอึกอัก โชคดีที่เสียงโทรศัพท์ มือถือจากในกระเป๋าเสื้อดังขึ้นมาเหมือนเป็นระฆังช่วยชีวิต ชายหนุ่มมองชื่อแล้วกดรับ หางตาลอบมองสีหน้าหญิงสาวที่ดูหน้างอกับการถูกขัดจังหวะอย่างเห็นได้ชัด

             “ครับ คุณมิกิ ใช่ครับ หือ? เรื่องงานบาร์บิคิว? จะคุยตอนนี้เลยเหรอครับ ได้ๆ ที่ร้านคุณชินนะครับ เดี๋ยวผมรีบไปเดี๋ยวนี้” ยังไม่ทันตัดโทรศัพท์ หญิงสาวที่ฟังบทสนทนาอยู่ก็เหมือนจะจับกระแสได้ว่าชายหนุ่มจะหันมาพูดอะไร เลยรีบยื่นมือมาจับแขน ทำเสียงออดอ้อนอย่างเป็นธรรมชาติ

             “อย่างน้อยก็อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะคะ ดูสิ มิสุเอะจังหิวแย่แล้ว”

             “ไม่ได้หรอกครับ พอดีมีงานด่วนจริงๆ ถ้ามีปัญหาเดี๋ยวจะแก้ไม่ทัน ขอบคุณมากนะครับ มิสุเอะจัง” พอมุคาเอดะเรียก เด็กหญิงก็รีบลุกขึ้นหันมอง วิ่งตามชายหนุ่มออกไปนั่งใส่รองเท้าที่หน้าบ้าน เจ้าของบ้านทำหน้าไม่พอใจ แต่ก็เดินไปส่งอย่างช่วยไม่ได้ ไม่วายทำน้ำเสียงกระเง้ากระงอดเผื่อไว้สำหรับคราวหน้า

             “งั้นก็เริ่มเรียนพรุ่งนี้เลยนะคะ คราวนี้คุณโทโอรุต้องอยู่กินข้าวด้วยกันน้า โทษฐานที่วันนี้ให้ฉันทำอาหารเก้อ”

             “ฮะ ฮะ อาทิตย์นี้คงยุ่งทุกวันครับ ถ้าจะเริ่มเรียนก็คงต้องเป็นอาทิตย์หน้าเลย... แต่ว่า เดี๋ยวขอคุยกับมิสุเอะอีกทีนะครับว่าจะไหวหรือเปล่า”

             “แหม มิสุเอะจังออกจะเข้ากับฉันได้ดีมากๆ ค่ะ กับไมจังก็สนิทกันเหมือนพี่น้องเลย ให้คิดว่าเป็นลูกสาวอีกคนก็ได้นะคะ”

             มุคาเอดะยิ้มแห้ง มองหญิงสาวที่ทำแก้มป่องเหมือนเพิ่งอายุสิบหกสิบเจ็ด แล้วยื่นมือไปจูงมิสุเอะให้เดินออกมา อิชิซากะโบกมือบ้ายบายชายหนุ่มสุดตัวเหมือนยืนส่งแฟน ยังมองส่งไม่ทันลับสายตา ก็ต้องขมวดคิ้วทำหน้าแปลก เพราะเห็นรถโตโยต้า C-HR สีดำเปิดไฟเลี้ยวแล้วไปจอดขนาบ มุคาเอดะชะงักขา หันมองด้วยท่าทางงงๆ แต่พอคนขับลดกระจกลง ก็เห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นคนรู้จักกัน

             ถึงจะเป็นคนรู้จักของมุคาเอดะที่ไม่รู้ว่าบังเอิญผ่านมาแถวนี้หรือยังไง แต่อิชิซากะมั่นใจว่าไม่รู้จักแน่ เลยยิ่งไม่มั่นใจว่าทำไมเขาถึงได้หันมามองเธอด้วยสายตาเยือกเย็นขนาดนั้น แต่ใบหน้าก็จัดว่าหล่อเหลาในระดับที่ยืนอยู่ไกลตั้งขนาดนี้แถมในรถยังมืดๆ ก็ยังทำให้ใจเต้นหน้าแดงขึ้นมาได้

             “คุณชิน...” มุคาเอดะทำหน้าตกใจ มองซ้ายขวาว่าเจ้าของร้านกาแฟมาจากไหน แต่ลูกสาวพอเห็นหน้าก็ร้องเรียกเสียงดังด้วยความดีใจ กระโดดโลดเต้นจนคนเป็นพ่อต้องรีบจับ

             “มิกิไล่ให้มารับน่ะ ขึ้นมาสิ”

             มุคาเอดะเปิดประตูที่นั่งด้านหลัง จับลูกสาววางใส่ที่นั่งเด็กพลางรัดเข็มขัดให้ด้วยท่าทางงุนงง นี่คุณชินเขาเอาที่นั่งเด็กใส่ท้ายรถไว้ตลอดเวลาเลยเหรอ?

             แต่ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก พอปิดประตูเบาะหลังลงดังปัง ก็จับที่จับประตูด้านหน้าเปิดเข้าไปนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ รัดเข็มขัดดังกริ๊กเสร็จก็เงยหน้าขึ้นมามองโอโตนามิที่กำลังจ้องเขานิ่ง ทำตาปริบๆ พลางถาม

             “...มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

             “เปล่า...” ไม่นึกว่านายจะเข้ามานั่งตรงที่นั่งนี้ไงล่ะ คิดว่าฉันคาดหวังแค่ไหนให้นายขึ้นมานั่งตรงนี้น่ะเฮอะ! 

             โอโตนามิปัดแอร์ให้ หันไปทักเด็กหญิงที่รีบเล่าเรื่องไปทดลองเรียนเปียโนให้ฟังเจื้อยแจ้ว

             “มิสุเอะเล่นเก่งมากเลยแหละค่ะคุณชิน”

             “จริงเหรอ อย่างนี้ต้องขอฟังสักหน่อยแล้ว”

             “แม่ของไมจังแต่งตัวสวยมากเลย ตัวก็หอม”

             “มิสุเอะ” มุคาเอดะหันไปทำเสียงเข้ม ก่อนจะพูดกับโอโตนามิแทน “ใส่น้ำหอมน่ะครับ”

             “อยู่บ้านเนี่ยนะ” โอโตนามิพ่นลมออกจมูก

             “ก็อาจจะสอนเปียโนทั้งวัน ไม่ค่อยรู้รายละเอียดพวกนี้หรอกครับ”

             “นี่มิสุเอะจัง คุณแม่เพื่อนอะไรนี่ไม่ได้มาแตะต้องอะไรตัวคุณพ่อใช่ไหม?”

             “คุณชิน!” มุคาเอดะทำเสียงดุใส่โอโตนามิอีกคน แต่ลูกสาวก็ดันไปให้ความร่วมมือกับคนขับมากกว่า รีบตอบทันที

             “จับค่ะ ดึงแขนปะป๊าด้วย นั่งคุยกับปะป๊าใกล้ๆ” โอโตนามิเหลือบมองกระจกหลัง เห็นเด็กหญิงทำท่าเลียนแบบเหมือนนั่งเท้าหมอนแล้วเอียงตัวทำองศาคุยกับคนข้างๆ มุคาเอดะเอามือกดขมับ ทำไมเด็กวัยนี้ถึงได้น่ากลัวขนาดนี้... ก็เห็นว่าเล่นกับเพื่อนเพลินๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ

             “สามีดิฉันกลับดึกมากๆ เลยค่า ไม่มีวันรู้เรื่องพวกนี้เด็ดขาดเลย”

             “มิสุเอะ... มิสุเอะ” มุคาเอดะเรียก ไม่คิดว่าเด็กหญิงจะจีบปาก แล้วก็ดัดเสียงตามคุณแม่เพื่อนคนนั้นเด๊ะๆ

             “เอ่อ” มุคาเอดะสบตาโอโตนามิที่เหล่มอง เหงื่อแตกเล็กน้อยแต่ส่งเสียงหัวเราะกล้อมแกล้ม เปลี่ยนเรื่องพูดโดยฉับพลัน “ที่ร้านยังมีอะไรเหลือให้กินไหมครับ?”

             “ก็นายบอกว่าไม่ต้องทำข้าวเย็น เพราะไม่รู้คุณอิชิซากะอะไรนั่นจะชวนกินข้าวหรือเปล่าไง ฉันเลยไม่ทำ”

             “...ในกรณีที่เขาอยู่บ้านกันทั้งครอบครัวต่างหากละครับ” มุคาเอดะตอบอ้อมแอ้ม “ชวนกินข้าวแบบนี้ตอนแรกก็นึกว่าสามีเขาก็ต้องอยู่ด้วย ถ้าสามีเขาไม่อยู่ จะไปนั่งกินข้าวกับเขาได้ยังไงล่ะ”

             โอโตนามิเหล่ พอเห็นมุคาเอดะผ่อนลมหายใจแล้วเอียงหัวพิงกระจกก็ถาม

             “...อยากกินอะไร?”

             “อะไรง่ายๆ ก็ได้ครับ” มุคาเอดะตอบ “กราแตงทะเล”

             “ง่ายตรงไหนฮึ”

             “มีอะไรที่ยากสำหรับคุณชินด้วยเหรอ?”

             โอโตนามิหันมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์กับดวงตาที่แฉลบมองอย่างคนดีใจที่ได้แกล้ง อือ... นายอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรก็จะทำให้ฉันแย่อยู่แล้ว นี่จะทำให้ใจเต้นไปไหน! ถ้าหักพวงมาลัยชนหัวสะพานขึ้นมาจะว่ายังไง... 

             “มีเยอะแยะ”

             “เช่นอะไรครับ?”

             ให้คุณพ่อที่มีลูกติดยอมมาคบหาจริงจังด้วย ถือว่ายากพอมั้ย? 

             “หาทางให้นายกินพริกหยวก”

             ตอบคนละแบบกับที่คิด แล้วมองสีหน้ามุคาเอดะที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเลิ่กลั่ก

             “คงไม่ใส่ในกราแตงนะ”

             โอโตนามิส่ายหน้า ขำออกมาเบาๆ...

 

To be continue

        ************************************************

E-book เล่ม 1-3 ลดราคาถึงวันที่ 13 ตุลานะคะ จะหมดช่วงเซลล์แล้ว ใครต้องการซื้อก็เสิร์ชจากชื่อนักเขียน Hanabidou ใน Meb ได้เลยค่ะ ><

ความคิดเห็น