email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่แปด รักครบรส

ชื่อตอน : บทเรียนที่แปด รักครบรส

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.2k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2563 05:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่แปด รักครบรส
แบบอักษร

บทเรียนที่แปด 

รักครบรส 

[Phai Natee]  

 

 

 

สวัสดียามเช้ากับวันมหาวิปโยคของผมเมื่อคืนก็เล่นเอาซะนอนไม่หลับทั้งคืนเลย ก็ไม่ได้กังวลใจอะไรมากมายหรอกนะแต่เป็นเพราะไอ้เพลงนั่นแหละที่มันไม่ยอมหลับยอมนอนสงสัยเป็นเพราะแปลกที่มั้ง เอะอะก็เล่นปูไต่ตลอด ไต่ไปไต่มาทำไมเสื้อผ้ามันหลุดหายไปหมดก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีมันก็จับผมแดกไปแล้วไม่รู้ว่าเพลงมันไปคึกมาจากไหนทั้งที่ผมเองก็ไม่ได้วางยามันนี่หว่า...หรือมันจะเป็นคนหื่นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้วนะ 

 

นอกจากจะแทบไม่ได้นอนเลยพอเช้าตรู่เพลงมันก็เก็บกระเป๋าตั้งแต่ตอนที่คนอื่นยังไม่ตื่นกันดี พาผมออกมาใส่บาตรที่ตลาด จากนั้นก็เหมาสามล้อถีบพาผมชมแม่น้ำน่านก่อนที่จะเข้าบ้านตัวเอง ในขณะที่วันนี้พวกคนอื่นที่มาด้วยกันก็เตรียมตัวจะไปเที่ยวที่ภูสอยดาวยกเว้นหินกับพายุที่กำลังเป็นพวกข้าวใหม่ปลามันไม่ยอมแม้กระทั่งจะก้าวออกจากห้อง 

 

“พี่พรายก่อนเข้าบ้านเดี๋ยวเราแวะไปกราบอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหักกันก่อนนะครับแล้วพอเข้าไปไหว้พ่อแม่ผมเสร็จแล้วเราค่อยเอารถออกไปเที่ยวรอบเมืองกับวัดพระแท่นศิลาอาสน์อีกที” 

 

“อืม เอาสิแล้วแต่เพลงเลย” 

 

“หูย วันนี้พี่พรายมาแปลกนะครับพูดกับผมซะเพราะเชียว” 

 

“เตรียมตัวไว้ก่อนไงพี่ไม่อยากหลุดต่อหน้าพ่อแม่ของเพลงนะ” เอาจริงการปรับตัวมันก็ไม่ได้ยากอะไร การที่ผมพูดกูมึงกับเพลงมาตลอดอาจเพราะผมมองว่ามันเด็กกว่ายังไม่มีความเป็นผู้นำในชีวิตผมเท่าที่ควรแต่ตอนนี้ผมอาจจะต้องมองเพลงมันใหม่ ลองเชื่อใจมันให้มากขึ้นแล้วเริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีให้เข้ากับมันให้มากที่สุด หรือไม่ก็ต้องยอมทำตัวอ่อนแอเพื่อให้มันได้ดูแลผมบ้าง 

 

คงเป็นอย่างที่คนอื่นพูดกัน เมื่อเรารักใครสักคนเราจะยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อนคนที่เรารัก 

 

“พี่จะพูดกับผมยังไงก็ได้ครับแค่มีพี่อยู่ข้าง ๆ แบบนี้ผมก็ไม่อยากได้อะไรแล้ว อีกอย่างที่ผมชวนพี่ไปไหว้พระยาพิชัยดาบหักก่อนเพราะคนที่นี่เชื่อว่าหากมากราบไหว้ขอพรท่านแล้วจะมีโชคลาภแต่ผมอยากจะขอพรให้ท่านช่วยปกป้องดูแลพี่น่ะ” 

 

“ทำเองไม่ได้เลยจะเพิ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์รึไง?” บางครั้งก็อดที่จะแซวมันไม่ได้เหมือนกัน 

 

“เปล่าหรอกผมก็อยากปกป้องพี่ด้วยมือของผมเองนะแต่ก็มีบางเรื่องที่พี่ก็ไม่อยากให้ผมรู้ ไม่ยอมให้ผมเข้าไปก้าวก่ายก็ได้แต่ต้องพึ่งพาท่านให้คุ้มครองเวลาที่พี่ชอบแอบไปทำอะไรเสี่ยง ๆ คนเดียวนี่ไง” จริงอย่างที่เพลงมันพูดเป็นผมเองที่ยังเก็บบางอย่างเอาไว้มาตลอด บางอย่างมันน่าจะดีกว่าถ้าผมเลือกที่จะฝังกลบมันไว้อย่างนั้น 

 

แค่มองแววตาของเพลงแล้วผมก็รู้ดีว่ามันห่วงผมแค่ไหน 

 

“เอาเป็นว่าพี่สัญญาก็แล้วกันว่าจะไม่ไปทำตัวบ้า ๆ บอ ๆ อีก” 

 

“พี่...” เพลงจ้องหน้าผมเหมือนกับกำลังใช้ความคิดอะไรสักอย่างอยู่ “ช่วยพูดกูมึงแบบเดิมเถอะ ผมเริ่มขนลุกแล้วอะเวลาพี่มาแบบแปลก ๆ ทีไรเป็นได้มีเรื่องตามมาตลอด” ห่าราก! อุตส่าห์พยายามทำหวานกับมันก็เป็นอย่างนี้ตลอด 

 

“เออ ก็แล้วแต่มึง” 

 

“นี่สิครับถึงจะเป็นพี่พรายคนเดิมของผม” 

 

สิ่งที่เพลงกับน้องหินมีเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ พวกมันสองคนไม่เคยที่จะคาดคั้นเอาคำถามจากคนที่ไม่อยากตอบเลย น่าแปลกที่พวกมันสามารถรอคอยให้อีกฝ่ายพูดออกมาเองเมื่อพร้อมเท่านั้น มิน่ามันสองคนถึงเป็นเพื่อนสนิทกันได้ 

 

หลังจากเราทั้งคู่กราบไหว้พระยาพิชัยดาบหักเสร็จแล้วก็นั่งสามล้อถีบคันเดิมต่อมาอีก ลุงคนปั่นสามล้อก็ช่างแข็งแรงฉิบหายพาเราไปไหนมาไหนก็ร่วม ๆ เกือบสิบกิโลได้มั้งเนี่ย จนสามล้อถีบมาหยุดอยู่หน้าประตูรั้วของบ้านหลังหนึ่งมองเข้าไปภายในก็ไม่ได้หรูหราอย่างบ้านของพ่อพายุมันหรอกนะครับ ตัวบ้านเป็นตึกแถวสี่ชั้นทั่วไปนี่ล่ะ ทางเข้าไปถึงตัวบ้านก็ไม่ได้ลึกมากมายแต่ทำไมต้องตีรั้วกั้นซะยาวเชียว 

 

“พร้อมไหมพี่? ไม่ต้องเครียดนะ” เพลงมันหยิบกุญแจขึ้นมาไขหน้าประตูรั้วแล้วจูงมือผมเดินเข้ามาภายใน ตอนแรกก็ว่าจะไม่เครียดหรอกนะแต่พอพูดขึ้นมาแบบนี้ถึงก็เครียดขึ้นมาเลยโชคดีอยู่อย่างคือถึงจะรู้ว่าบ้านเพลงมันรวยแต่ก็ไม่ได้เวอร์วังเหมือนของพายุอย่างน้อยมันก็ช่วยลดอาการประหม่าลงไปได้บ้างนิดหน่อยในตอนนี้ 

 

“ใครคะ?” เสียงของหญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากภายใน 

 

“เพลงเองครับป้าวัล” เด็กหนุ่มมันยกมือไหว้หญิงสูงวัยที่เดินออกมาหน้าบ้านจนผมต้องยกมือไหว้ตาม 

 

“หนูเพลงเองเหรอลูก ไปไงมาไงคะเนี่ยทำไมป้าไม่ได้ยินเสียงไอ้มดเอ็กซ์เลยล่ะ” 

 

“เพลงมารถเพื่อนครับป้าวัล ว่าแต่พ่อกับแม่ไม่อยู่เหรอครับ” 

 

“ดีแล้วลูกขับไอ้รถสองล้อไกล ๆ แบบนั้นป้าเป็นห่วง ส่วนคุณสองคนนั้นเขาไปดูงานที่โชว์รูมน่ะเห็นว่าจะรีบกลับมาให้ทันอาหารเที่ยง เอ้า...รีบเข้ามาข้างในก่อนร้อนจะตายไปยืนตากแดกกันทำไม เอากระเป๋าวางไว้ตรงนี้แหละเดี๋ยวป้าให้ยัยน้อยมาช่วยขนขึ้นไปให้บนห้องเอง” 

 

“เออ...ป้าวัลคนนี้ชื่อพี่พรายครับเป็น...โอ๊ย โอ๊ย!” ต้องรีบหยิกหลังมันเอาไว้ก่อนไอ้นี่มันชอบพูดอะไรบ้า ๆ ออกมาอยู่เรื่อย 

 

“เป็นรุ่นพี่ครับ!” 

 

“ครับ ๆ รุ่นพี่ก็รุ่นพี่ครับ” มันหันไปบอกป้าวัลก่อนที่จะกระซิบมาข้างหูผม “เขียวหมดแล้วมั้งพี่!” 

 

“คุณพรายจะนอนห้องเดียวกันกับหนูเพลงไหมคะ? หรือจะให้ป้าขึ้นไปเตรียมห้องรับรอง” 

 

“ไม่เป็นไรครับป้าเดี๋ยวให้พี่พรายนอนกับผมนี่แหละครับ ป้าวัลไปทำงานต่อเถอะครับผมว่าจะพาพี่เขาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านก่อน” 

 

“โอเคงั้นจะป้าไปหาขนมให้ทานกันนะ ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็กลับมากินละกัน” หญิงสูงวัยหันตัวกลับเข้าไปภายในบ้าน 

 

“มดเอ็กซ์? นี่มึงอย่าบอกนะว่าตั้งชื่อให้แม้แต่กับรถมอเตอร์ไซค์น่ะ” 

 

“อืมของผมชื่อมดเอ็กซ์ ของไอ้หินมันชื่อมดแดงไง ปกติผมก็ขับไอ้มดเอ็กซ์นี่แหละมารับมาส่งพี่” เหอะ ๆ ๆ ผมก็เพิ่งรู้นี่แหละว่ามีคนตั้งแม้กระทั่งชื่อรถด้วยยังมีอะไรแปลกไปกว่านี้ไหมวะ 

 

“แล้วหนูเพลงล่ะ?” 

 

“ก็มีแค่พ่อแม่กับป้าวัลนี่แหละที่เรียกผมว่าหนู” ว่าจะไม่ขำแล้วแต่ก็อดไม่ได้แฮะ 

 

“ไปเดินเล่นสวนด้านหลังกันนะพี่” เพลงมันพาผมเดินผ่านตัวบ้านไปยังรั้วด้านหลัง พอเปิดออกไปก็ถึงกับทำให้ผมต้องตกตะลึงกับเนื้อที่สวนกว้างสุดลูกหูลูกตา “มาครับเดินดี ๆ นะพี่พื้นตรงนี้มันค่อนข้างลื่นนิดนึง” เขาเอื้อมมือมาจับมือผม 

 

ผมเพิ่งเคยเห็นสวนผสมแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต บรรดาพืชพันธุ์ที่ปลูกเอาไว้ภายในก็เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดลับแลทั้งนั้น 

 

“ช่วงเดือนธันวาคมแบบนี้พี่คงไม่ทันได้กินทุเรียนหรอกนะครับแต่ถ้าพี่ชอบมะปรางหวานหรือองุ่นน่ะหน้านี้กำลังอร่อยเลยที่สำคัญบ้านผมปลูกด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ถึงผลผลิตจะไม่ได้มีมากมายเหมือนที่อื่นแต่ก็มั่นใจในความปลอดภัยไม่มีสารเคมีตกค้างแน่นอน” 

 

เดินห่างจากตัวบ้านมาพอสมควรก็ถึงสวนมะปรางหวานกำลังอยู่ในช่วงติดดอก บางต้นก็มีลูกดกเป็นพวงห้อยย้อยสวยเชียว เพลงมันเอื้อมมือไปดึงมาจากต้นลูกหนึ่งแล้วใช้เสื้อยืดตัวเองเช็ดยางที่เกาะอยู่ยื่นส่งมาให้ผม 

 

“ลองทานดูไหมพี่?” พอผมทำท่าจะรับเอาไว้เพลงมันก็ชักมือกลับแล้วเอามะปรางไปคาบไว้ในปากครึ่งหนึ่ง “แอ่อี่อ้องอินอากอากอ่มอะ (แต่พี่ต้องกินจากปากผมนะ) ” จะว่าไปไอ้เด็กนี่มันก็ร้ายไม่เบาชอบทำอะไรให้ผมเซอร์ไพรส์ได้ตลอดถ้าเป็นเมื่อก่อนต่อให้ตายก็ไม่มีวันทำหรอกแต่ตอนนี้มันไม่เหลืออะไรจะต้องมาอายกันแล้ว 

 

กึก! 

 

ในขณะที่ผมเอื้อมหน้าเข้าไปงับผมไม้ที่ปากของเพลงสายตาเราก็มองหน้ากันแล้วขำออกมาแทนที่จะเขินด้วยซ้ำ 

 

“เปรี้ยวอะ สงสัยไอ้ที่ผมเด็ดมาน่าจะเป็นมะยงชิดแต่ก็นี่แหละที่เรียกว่าสีสันชีวิตบางครั้งสิ่งที่ผมกับพี่ทำไปด้วยกันมันก็ไม่ได้มีแค่รสหวานอย่างเดียว อาจจะมีเปรี้ยวบ้างขมบ้างจืดบ้างแต่มันก็ทำให้เราได้ผ่านทุกรสชาติมาพร้อมกันไงครับ” ร้ายกาจ! คมจนบาดใจกูเลยปกติเห็นมันดูโง่ ๆ ซื่อ ๆ ไม่คิดว่าจะซ่อนเขี้ยวเล็บขนาดนี้ 

 

“ปากเก่งให้ตลอดเถอะมึงน่ะ” ตอนนี้มันเขินจนบอกไม่ถูกพอจะหันหลังเดินหนีเพลงมันก็คว้าเอวผมเอาไว้ในทันที 

 

“อย่างอื่นผมก็เก่งนะไม่งั้นพี่ไม่ติดใจหรอก” 

 

“ปล่อย! เดี๋ยวก็มีใครมาเห็นหรอก” พยายามแกะมือที่กอดเอวไว้แน่น 

 

“เห็นก็เห็นสิ เรียนจบเมื่อไหร่ผมก็จะพาพี่กลับมาอยู่กับผมที่นี่แหละมาเป็นเมียของพ่อเลี้ยงเพลงคนนี้ไง” 

 

“ไอ้บ้า!” ต้องบิดตัวหันไปดีดหน้าผากเด็กตรงหน้าทีหนึ่ง ยอมรับเลยว่ามันกำลังทำให้ผมใจเต้นแบบควบคุมไม่อยู่อีกแล้ว

 

“ไปครับเดี๋ยวผมจะพาพี่ไปดูอีกอย่างหนึ่งที่ผมรักมาก”

 

เพลงพาผมเดินผ่านค้างร้านสูง (ระแนงไม้หรือท่อแป๊บเหล็กใช้สำหรับให้เถาองุ่นเลื้อย) เป็นทางยาวซอยเป็นแถวก่อนจะถึงคอกขนาดใหญ่ด้านท้ายซึ่งเป็นเรือนสำหรับเลี้ยงม้าและมีคนงานสองคนหันมาทางพวกเราพอดี

 

“อ้าว! คุณเพลงกลับมาบ้านแล้วเหรอครับ”

 

“ครับลุงผา เจ้าเซ็กเธาว์เป็นไงบ้างครับมันดื้อมันซนบ้างรึเปล่า” ผมงี้ถึงกับอ้าปากเหวอเลยเมื่อไอ้เพลงมันเดินเข้าไปในคอกแล้วลูบไปที่ใบหน้าและลำตัวของม้าที่เรียกว่าตัวใหญ่จนน่ากลัว

 

“ก็มีซึมบ้างตอนคุณเพลงไม่อยู่นั่นแหละครับ มันคงคิดถึงเจ้านายมันน่ะแต่ตอนนี้คุณเพลงยังเอาออกไปขี่ไม่ได้นะครับเพราะลุงกำลังจะตะไบกีบเท้ากับทำความสะอาดแผลที่เท้ามันก่อนครั้งที่แล้วมันพาแม่กิ่งแก้วไปวิ่งเที่ยวเล่นซะรอบสวนเลย” ลุงผาแกชี้นิ้วไปที่ม้าสาวอีกตัวที่อยู่ไม่ห่างนัก

 

“งั้นผมฝากลุงผาดูแลมันหน่อยนะครับ” เวลามันตบมือไปที่ท้องม้าแล้วเสียวจนขนลุกทุกที

 

“พี่พรายอยากยังลองจับดูหน่อยไหม?” สิ้นคำถามของไอ้เพลงผมก็ได้แต่ส่ายหน้ายิกเลย

 

“ไม่เอากูกลัว!”

 

“ไม่ต้องกลัวครับพี่พรายตอนนี้เซ็กเธาว์มันกำลังอารมณ์ดี”

 

“มะ...มึงรู้ได้ไง?”

 

“ก็สังเกตจากลักษณะมันนั่นแหละครับหู ดวงตา ปากมันจะบ่งบอกอารมณ์ของม้าอย่างตอนนี้หูมันลู่มาด้านหน้าทั้งสองข้างกระดิกไปมาแบบนี้ก็แปลว่ามันยังอารมณ์ดีอยู่แถมยังสนใจพี่ด้วย”

 

เด็กหนุ่มเอื้อมมาดึงมือผมและนั่นทำให้ผมต้องหลับตาด้วยความหวาดเสียว...แปะ! สัมผัสของขนที่ลื่นเป็นมันทำให้ผมต้องค่อย ๆ ลืมตามองเพลงกำลังจับมือผมลูบไปตามใบหน้าและแผงคอ

 

“ดีแล้วครับพี่ช้า ๆ แบบนี้แหละครับเซ็กเธาว์มันจะได้ไม่ตกใจรอให้มันคุ้นชินกับพี่กว่านี้อีกนิดแล้วผมจะพาพี่ขี่มันเดินเล่นรอบจังหวัดนะครับ” เพลงมันหาจังหวะจากความกลัวของผมกระชิดใบหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะชนกับหน้าผมอยู่แล้ว

 

“แค่ก...เปิ้นบ่าฮู้บ่าหันเน้อ (ผมไม่เห็นอะไรทั้งนั้น) ” ลุงผาเอ่ยขึ้นจนผมต้องผลักไอ้เพลงออกถึงจะฟังไม่รู้ว่าลุงแกพูดอะไรแต่เดาว่าน่าจะแซวผมแน่ ๆ

 

“อุ้ยผานั่นน่ะก่ะขี้วอกขี้จุ๊ วอกจะใดก็ฟังบ่ขึ้น (ลุงผาอย่ามาโกหก โกหกไม่เนียน) ” ถือเป็นครั้งแรกที่ได้ยินเพลงมันพูดภาษาเหนือจะบอกเวลามันพูดแบบนี้แล้วดูมีเสน่ห์ก็คงไม่ผิด

 

“นี่มึงพูดภาษาเหนือได้ด้วยเหรอ?”

 

“ก็พอได้นิดหน่อยครับถึงจังหวัดอุตรดิตถ์จะอยู่ในภาคเหนือตอนล่างที่ใช้ภาษากลางเป็นหลักก็เถอะแต่คนงานที่บ้านผมส่วนใหญ่ก็มีพื้นเพมาจากทางเชียงราย แม่ฮ่องสอนแล้วตอนที่เรียนมอต้นก็ต้องเรียนภาษาท้องถิ่นด้วย”

 

“นี่มึงยังมีอะไรที่ยังไม่บอกกูอีกรึเปล่าเนี่ย”

 

“หึ ผมก็มีความลับของผมบ้างสิขนาดพี่ยังไม่ยอมเล่าเรื่องของพี่เลย” เพลงมันส่งสายตาเจ้าเหล่มาทางผมจนตอนนี้ผมเองก็งงไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้นปกติมันดูจะอ้อนผมเหมือนลูกแมวแท้ ๆ แต่วันนี้มันกลับทำให้ผมต้องประหลาดใจเกือบทุกนาที “กลับกันเถอะครับนี่ก็ใกล้ได้เวลาที่พ่อแม่ผมจะกลับมาแล้ว”

 

ระหว่างทางกลับก็ไม่วายจะต้องโดนจูงมือผ่านสายตาคนงานในไร่ที่มองมายังพวกเราทั้งคู่ คนหน้าด้านมันก็กำมือผมซะแน่นไม่ยอมปล่อย ทำอย่างกับจะหลงไปไหนได้ทั้งที่ก็เดินตามหลังมาอยู่นั่นล่ะพอเดินกลับมาถึงตัวบ้านก็ต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพราะรถเบนซ์ที่จอดอยู่มันทำให้คิดได้อย่างเดียวคือพ่อแม่เพลงมันกลับมาแล้ว!

 

กึก!

 

ความลังเลทำให้เท้ามันหยุดชะงักออกมาเอง จับชายเสื้อคนที่เดินนำอยู่อย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่

 

“แบบนี้จะดีจริงเหรอวะเพลง กูควรจะเจอพ่อแม่มึงจริง ๆ เหรอ?”

 

“มาไม่มั่นใจอะไรเอาตอนนี้ครับพี่พราย ตอนที่พี่ตัดสินใจกลับบ้านมาพร้อมกับผมก็แปลว่าพี่เตรียมใจไว้ระดับนึงแล้วนะครับ ทีตอนพี่ทำระเบิดปุ๋ยนั่นไม่เห็นจะกลัวแบบนี้เลย”

 

เฮ้อ~~~~ ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาดูท่าเพลงมันคงจะล้อเรื่องที่ผมทำระเบิดนั่นไปอีกนานแสนนานเลยล่ะ

 

“เปลี่ยนให้กูทำระเบิดเป็นของฝากตอนนี้ยังดีกว่าซะอีก” ก็ได้แต่บ่นพึมพำออกมาเท่านั้นแหละขืนทำจริงรอบนี้มีหวังถูกไล่ออกแล้วนอนคุกยาวแน่

 

“มากันได้สักที่นะลูกปล่อยให้พ่อกับแม่รอกันเสียตั้งนาน” หญิงวัยกลางคนใบหน้ายิ้มแย้มเดินออกมาแล้วทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“แม่หนูกลับมาแล้ว” เพลงมันวิ่งเข้าไปกอดเอวหญิงตรงหน้าออดอ้อนจนไม่เหลือมาดของรองเดือนเลยแม้แต่นิดเดียว

 

“สวัสดีครับคุณน้า” ผมยกมือไหว้ท่านก่อนที่จะนึกอะไรออกด้วยซ้ำ

 

“สวัสดีจ้ะ” สายตาของเธอทอดมองมาที่ผมพร้อมรอยยิ้ม “นี่คงจะเป็นพรายที่เพลงเล่าให้แม่ฟังอยู่บ่อย ๆ ใช่ไหมฮึ”

 

เดี๋ยว! นี่มึงเล่าเรื่องอะไรของกูไปบ้าง!

 

“ครับแม่นี่แหละพี่พรายคนที่ผมบอกน่ะ” ขนลุกไปทั้งตัวไม่รู้ว่าไอ้เพลงมันเล่าเรื่องอะไรของผมคนหน้าด้านอย่างมันเนี่ยแหละที่คาดเดาอะไรไม่ออก

 

“ไหน ๆ พ่อขอดูหน่อยซิว่าคนที่เก่งขนาดทำระเบิดไปถล่มแก๊งค้ายาเสพติดเนี่ยหน้าตาเป็นยังไง” ชายสูงวัยรูปร่างสูงใหญ่เอี้ยวตัวออกมามองจนผมต้องยกมือไหว้อีกคน

 

“ไม่ใช่แค่เก่งเรื่องบู๊นะพ่อเรื่องเรียนก็เก่งเหมือนกันท็อประดับของคณะวิศวะเลยเกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกเทอมแถมได้ทุนไปเรียนปริญญาโทที่เนเธอร์แลนด์ด้วย” ขอลาตายดีกว่าไอ้เด็กเหี้ยนี่มันเล่นเล่าเรื่องผมกับพ่อแม่มันหมดเลยถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า...เรื่องบนเตียงก็...

 

“มา ๆ เข้ามานั่งคุยกันด้านในกับพ่อหน่อยเห็นเพลงบอกว่าจะพาแฟนกลับมาบ้านด้วย พ่อก็อยากทำความรู้จักกับพรายสักนิด”

 

กรอดดดด! รอให้จบเรื่องนี้ก่อนเถอะไอ้เพลง!

 

ผมเดินตามพ่อแม่ของเพลงเข้ามาที่โซฟาห้องรับแขกด้วยหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา

 

“เพลงลูกขึ้นไปรอบนห้องก่อนแม่อยากคุยอะไรกับพรายสักหน่อย”

 

...!

 

ฉิบหายเป็นจังหวะที่ผมถึงกับหันหน้าไปมองชายคนรักที่มีสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กัน

 

“อะไรกันแม่ อยู่ ๆ จะมาไล่หนูให้ขึ้นไปข้างบนแบบนี้อะนะ”

 

“เอาเถอะน่าพ่อกับแม่ไม่ทำอะไรแฟนลูกหรอกแค่อยากจะถามอะไรสักหน่อยเท่านั้นแหละ ขืนเรายังเอาแต่มัวนั่งเฝ้าอยู่แบบนี้พรายก็ไม่กล้าตอบคำถามออกมาพอดี” เพลงมันถอนหายใจออกมานิดหน่อยแล้วหันมาพูดกับผม

 

“สู้ ๆ นะพี่” สู้บ้าสู้บอกอะไรกันล่ะโว้ย! แบบนี้มันเท่ากับพากูมาเชือดชัด ๆ ได้แต่มองดูคนที่ได้ชื่อว่าแฟนหนุ่มหันหลังขึ้นบันไดไปยังชั้นบน…ไหนมึงบอกว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคไปพร้อมกันไงแล้วทำไมตอนนี้มาทิ้งกันเฉยเลยวะ

 

“เอาล่ะมานั่งตรงนี้กับพ่อสิ” ฮือ~~~~~ เก้าอี้โซฟาก็มีตั้งหลายตัวแต่ดันให้ผมมานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่เนี่ยนะ! จะปฏิเสธก็ไม่ได้ต้องมานั่งก้มหน้ากุมไข่ไว้ทุกข์ให้กับตัวเอง

 

“ไม่ต้องเกร็งไปทำตัวสบาย ๆ เหมือนอยู่บ้านเถอะจ้ะ” ไม่เหมือน! แล้วก็ไม่สบายอย่างหนักด้วย! คุณป้าเอื้อมมือมากำมือของผมเอาไว้เหมือนที่เพลงมันชอบทำตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเพลงมันได้นิสัยแบบนี้มาจากใคร

 

“เจ้าเพลงมันเล่าเรื่องของพรายให้พ่อกับแม่ฟังหมดแล้วแต่ก็มีบางอย่างที่พ่ออยากจะถามอีกสักหน่อย” ผมหันไปมองหน้าชายสูงวัย

 

“ครับ”

 

“รักลูกของพ่อรึเปล่า?” ...!

 

แม้จะลังเลในคำตอบของตัวเองเล็กน้อย “รักครับ”

 

“ถ้าพ่อของให้เลิกยุ่งกับลูกของพ่อ...พรายพอจะทำให้ได้ไหม?”

 

...!

 

เหมือนกับมีหมุดแหลมตอกลงเข้าที่กลางหัวใจ ความรู้สึกเจ็บแปลบวิ่งแล่นไปตามผิวหนังทั้งที่เข้าใจในคำถามแต่สมองกลับไม่สามารถประมวลคำตอบออกมาได้เลยนอกจากหยาดน้ำที่หยดออกมาจากหางตา

 

“...”

 

แรงบีบของคุณป้าที่กำลงมาที่นิ้วมือแน่นขึ้นเหมือนกับต้องการให้ผมมีสติอยู่กับตัวในตอนนี้

 

“ผมขอเหตุผลของคุณลุงได้ไหมครับ”

 

“พ่ออยากให้เพลงมีอนาคตที่ดีมีความสุขกับภรรยาและลูกเป็นที่เชิดหน้าชูตาในวงสังคมถือว่าเป็นเหตุผลของคนเป็นพ่อได้รึเปล่า?”

 

“ผมยินดีจะเลิกยุ่งกับเพลงถ้านั่นคืออนาคตที่เพลงต้องการจริง ๆ ถ้าเพลงเลือกที่จะมีครอบครัวภรรยาและลูกผมก็พร้อมจะไปจากเขาแต่ผมเองก็อยากจะบอกคุณลุงแค่ว่าความสุขของทุกคนไม่ได้เหมือนกันถึงผมจะเป็นผู้ชายไม่สามารถมีลูกให้เพลงได้แต่ผมสามารถทำให้เพลงไปยังจุดสูงสุดของชีวิตได้ ถ้าชื่อเสียงคือสิ่งที่คุณลุงปรารถนา” หันกลับมามองที่มือของตัวเองที่ยังคงถูกกุมไว้อยู่ “สิ่งเดียวที่ผมอยากเห็นคือเห็นเพลงมีความสุขถ้าสิ่งที่คุณลุงขอมันทำให้เพลงมีความสุขผมก็จะทำตามครับ”

 

“ไม่คิดที่จะสู้เพื่อลูกแม่หน่อยเหรอจ๊ะ” ได้แต่กะพริบตาอย่างมึนงงคุณลุงกำลังขอให้ผมเลิกกับเพลง ในขณะที่คุณป้ากลับมาบอกให้สู้เพื่อมัน

 

“ถ้าเพลงขอให้ผมอยู่ถึงแม้คุณลุงจะห้ามพวกเราผมก็พร้อมจะสู้ต่อให้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ก็ตาม”

 

“งั้นก็อยู่สิพี่ แล้วก็ไม่ต้องสู้กับใครทั้งนั้นเพราะผมก็ไม่ให้พี่ไปไหนเหมือนกัน” เงยหน้าขึ้นมองตามปลายเสียงเป็นไอ้เพลงที่ยืนพิงขอบประตูอยู่ส่วนด้านข้างก็เป็นป้าวัลที่ยืนบิดไปบิดมาเขินอายออกมาแทน

 

“ชิ พ่อยังถามไม่จบเลยจะรีบเข้ามาแทรกทำไม”

 

เดี๋ยวววววววว! อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี่มันเป็นแผนการของคนบ้านนี้น่ะ!

 

“งั้นบอกแม่หน่อยได้ไหมพรายว่าเราวางแผนอนาคตไว้ยังไง เรื่องนี้แม่ต้องรู้นะเพราะคนที่แม่ห่วงที่สุดก็คือลูกของแม่ ถ้าพรายอยู่กับเพลงมาตลอดคงรู้ใช่ไหมถึงลูกแม่จะฉลาดแต่ขาดความเฉลียว แม่เองก็กังวลว่าสักวันเพลงคงเสียท่าให้กับคนไม่ดี”

 

คำพูดของคุณป้ามันย้อนเข้าตัวผมหมดเลยเพราะผมเองก็หลอกเพลงมาตั้งแต่ต้นเหมือนกัน

 

“หลังจากเรียนจบผมกับเพื่อนสนิทอีกคนจะทำงานที่โรงพยาบาลก่อนสักหนึ่งปี เพื่อรอให้เพลงกับน้องหินเรียนจบจากนั้นผมตั้งใจจะชวนเพลงไปเรียนต่อโทที่เนเธอร์แลนด์ครับ”

 

“หิน? ลูกคุณแมวน่ะเหรอ?”

 

“ครับ”

 

“แล้วทำไมลูกหินถึงจะไปเรียนต่อที่เนเธอร์แลนด์ล่ะ?”

 

“ก็แฟนของหินมันเป็นลูกเจ้าของมหาวิทยาลัยไงครับพ่อ ยังไงพี่พายุก็ไม่มีทางทิ้งมันไว้ที่เมืองไทยคนเดียวหรอกขานั้นเขาหวงแฟนจะตาย ว่าแต่พี่จะบอกผมเมื่อไหร่เรื่องที่จะชวนผมไปเรียนต่อโทที่เนเธอร์แลนด์เนี่ย”

 

“ก็ว่าจะลองขอพ่อแม่เพลงก่อนน่ะ”

 

“เดี๋ยว! นี่อย่าบอกพ่อนะว่าลูกคนโตของตาสมนึกก็มีแฟนเป็นผู้ชายเหมือนกัน”

 

“ครับ...เหมือนกันเลย” เพลงมันยักคิ้วหลิ่วตาให้กับคนพ่อ

 

“เหอะ งานนี้สงสัยตาสมนึกกับยัยแมวมีหัวใจวายตายแหงแถมวันนี้จะเข้ามานวดให้เราด้วยใช่ไหม? แม่นัดเอาไว้กี่โมงล่ะ”

 

“บ่ายสองน่ะพ่อตอนนี้กลับมาเรื่องลูกก่อนเถอะเด็ก ๆ น่าจะเริ่มหิวข้าวกันแล้ว”

 

“พรายพ่อกับแม่ก็ไม่ได้ห้ามเราทั้งคู่คบกันหรอกนะ ดูก็รู้ว่าพรายน่ะเป็นเด็กฉลาดทันคนแค่ไหนแต่ที่พ่อต้องถามไปทั้งหมดก็เพื่อความมั่นใจของเราทั้งคู่ อย่าลืมว่าเราสองคนก็ยังเป็นแค่เด็กในสายตาของพ่อกับแม่เท่านั้น”

 

“พ่อ! ...พอเถอะเลิกกดดันพี่พรายได้แล้ว”

 

“แล้วที่บ้านพรายเองรู้เรื่องที่เราสองคนคบกันรึยัง พ่อกับแม่พรายว่ายังไงบ้าง?”

 

“ผมไม่รู้จักพ่อครับ ส่วนแม่ผมตอนนี้ก็อยู่ที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งแต่เด็กผมถูกเลี้ยงดูโดยพ่อเลี้ยงกับน้องชายอีกคน ผมออกจากบ้านหลังนั้นมาเกือบสองปีแล้วไม่เคยกลับไปอีกเลย ค่าเล่าเรียนก็ได้มาจากทุนเรียนดีของมหา’ลัย ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็มาจากการรับจ้างสอนหนังสือคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาระหว่างเรื่องของผมกับเพลง”

 

หมับ!

 

แม่ของเพลงดึงผมเข้าไปกอดหลังจากที่พูดจบ ส่วนคุณลุงก็ลูบมือมาที่หัวของผม

 

“ไม่เป็นไรนะทุกคนย่อยมีวิบากกรรมติดตัวมาต่างกัน คนเราอาจจะเลือกเกิดไม่ได้แต่สามารถเลือกอนาคตเองได้ รู้ไหม? กว่าที่พ่อกับแม่จะมีได้จนถึงทุกวันนี้ต้องล้มลุกคลุกคลานกันมาไม่รู้กี่ครั้ง พ่อแม่เองก็เริ่มจากไม่มีอะไรถึงขนาดต้องถีบสามล้อเก็บอะไหล่รถเก่ามาซ่อมมาขายกันก็มี พอมีเจ้าเพลงก็เหมือนเป็นบุญหล่นทับกิจการขายของเก่าไปได้ดีมีกำไรมากขึ้นจนลืมตาอ้าปากได้ถึงทุกวันนี้”

 

“ไม่เป็นไรนะลูกคิดซะว่าบ้านนี้เป็นครอบครัวของพรายอีกคนก็ได้ ถ้าวันไหนที่พรายเสียใจหมดหวังก็กลับมาหาแม่กับพ่อได้ตลอดที่นี่ยินดีต้อนรับพรายเสมอ”

 

อึก...

 

จากที่เคยคิดว่าจะไม่ร้องไห้ออกมาอีกแล้วแต่มันก็อดไม่ได้ความอบอุ่นของครอบครัวนี้คือของจริงที่ไม่ได้ถูกรังสรรค์ปั่นแต่งเป็นความบริสุทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งในโลกที่มีแต่คำว่าแก่งแย่งชิงดี จนผมเองก็อดที่จะกอดหญิงตรงหน้าไว้ไม่ได้

 

“ผมบอกพ่อกับแม่แล้วไงครับว่าผมเลือกไม่ผิดถึงตอนแรกจะโดนพี่เขาแกล้งจนหัวปั่นก็เถอะ”

 

“เพลงก็เลิกแหย่พี่เขาได้แล้วลูก”

 

“โหแค่ได้คุยกันแป๊บเดียวถึงขนาดออกตัวปกป้องพี่พรายเลยเหรอครับแม่” ผมผละออกจากคุณป้าส่งสายตาปรามเด็กที่ยังจ้อไม่หยุด...ค่อยดูนะงานนี้ผมต้องเอาคืนแบบทบต้นทบดอกแน่นอน

 

“ไปกินข้าวกันเถอะ พ่อหิวแล้วอีกอย่างถ้าคุณอิฐคุณแมว (พ่อแม่ของหิน) มาเดี๋ยวจะจุกจนนวดไม่ไหว”

 

บนโต๊ะที่มีอาหารหน้าตาแปลกประหลาดเพียงแค่ไม่กี่อย่างกับผลไม้และผักสดหลากชนิดผิดกับบ้านคนรวยทั่วไปที่มักจะต้องเสิร์ฟจนแทบล้นโต๊ะ

 

“ต้องขอโทษพรายด้วยนะจ๊ะแม่กับพ่อเองก็อยู่กันง่าย ๆ กินกันง่าย ๆ ไม่ได้หรูหราเหมือนอย่างใครเขาแม่ก็ไม่รู้ว่าพรายจะกินได้หรือเปล่า” นอกจากกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะด้านหน้าของทุกคนก็มีอาหารที่เหมือนกับข้าวเกรียบปากหม้อขนาดใหญ่

 

“ที่อยู่ตรงหน้าพี่พรายเรียกว่า ข้าวพันผัก ครับเป็นอาหารพื้นเมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนโบราณดัดแปลงสูตรการทำข้าวแคบหรือหมี่พัน ตัวแป้งห่อทำจากแป้งข้าวเหนียวไส้ด้านในประกอบไปด้วยผักสด วุ้นเส้นและเนื้อหมู” ผมลองใช้ช้อนตักขึ้นมาชิมท่ามกลางสายตาของทุกคนภายในห้องเหมือนกับกำลังจะลุ้นว่าผมจะรอดหรือไม่รอดกับอาหารมื้อนี้ 

 

“อร่อยครับ!”

 

“ดีแล้วถ้าอร่อยก็ทานเข้าไปเยอะ ๆ นะ...พี่วัลก็มาทานข้าวด้วยกันสิคะ” คุณแม่กล่าวกับผมก่อนที่จะหันไปพูดกับป้าวัลที่ยืนยิ้มเล็กยิ้มน้อยอยู่ไม่ห่าง

 

“ทานกันตามสบายเลยคะ ป้าขอตัวไปเก็บในครัวก่อนอยากได้อะไรเพิ่มก็เรียกนะคะไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว ไข่ดาวหรือจะเป็นกุนเชียง” ป้าวัลคงกลัวผมจะกินไม่ได้ล่ะถึงรสชาติจะไม่คุ้นปากแต่ก็ไม่ได้แย่สักหน่อย

 

“ขอบคุณครับป้าวัลแต่ผมทานได้จริง ๆ ครับ”

 

“งั้นพี่พรายลองอันนี้หน่อยนะ” เพลงมันเอื้อมไปตักยำผักอะไรสักอย่างจากกลางโต๊ะมาไว้ในจานผม “ยำยวม ทำจากใบยวมที่จะมีเฉพาะหนาวมาซอยผสมกับหอมแดงซอยมะเขือเทศซอยปรุงรสด้วยน้ำตาลพริกป่นน้ำมันเจียวหอม” ได้แต่มองเพลงมันแบบคาดไม่ถึงไม่คิดว่ามันจะรู้ส่วนผสมของอาหารดีขนาดนี้

 

“อะแฮ่ม ๆ พ่อกับแม่ก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้หนูไม่คิดจะตักให้บ้างรึไง? พ่อเริ่มน้อยใจแล้วนะ”

 

“โธ่พ่อ! หนูต้องตักให้อยู่แล้วนี่ไง...แล้วก็ของแม่ด้วย!” นั่งมองทั้งสามคนบนโต๊ะผมก็อดยิ้มออกมาไม่ได้คำว่าครอบครัวที่อบอุ่นมันคงจะเป็นแบบนี้สินะ พ่อแม่มอบความรักและให้เกียรติลูกส่วนตัวลูกเองก็เคารพและเชื่อฟังบิดามารดา

 

“ว่าแต่กินข้าวกันเสร็จจะออกไปไหนกันรึเปล่า?”

 

“ผมว่าจะพาพี่พรายไปเที่ยวรอบเมืองไปไหว้พระน่ะครับ”

 

“งั้นก็เอารถพ่อไปวันนี้พ่อกับแม่คงไม่ได้ออกไปไหน แล้วก็อย่ากลับให้มันมืดค่ำมากเข้าใจไหม?”

 

 

[Part Music Yotin]  

 

เฮ้อ~~~~ เซ็งชะมัดตั้งแต่กินข้าวเสร็จจนพาพี่พรายขึ้นมาพักผ่อนบนห้องพี่มันก็เอาแต่นอนไม่พูดไม่จากับผมสักคำวันนี้ทั้งวันผมก็อุตส่าห์ทำตามที่ตำรากามสูตรมันเขียนเอาไว้เป๊ะ ๆ แล้วนะแถมท่าทีของพี่พรายก็เหมือนกับเกือบจะยอมศิโรราบให้ผมแล้วด้วยแต่ทั้งหมดก็ต้องพังไม่เป็นท่าเพราะพ่อกับแม่ดันไปกระตุ้นความทรงจำเลวร้ายของพี่มันแน่เลย 

 

เอาไงดีวะ! ไอ้หนังสือกามสูตรก็ดันยกให้ไอ้หินไปแล้ว จะง้อพี่มันท่าไหนล่ะเนี่ย 

 

หันซ้ายมองขวาเพื่อหาตัวช่วยสักอย่างสายตาผมมันก็สะดุดไปที่แผ่นดีวีดีแผ่นหนึ่งเข้าอย่างจัง 

 

หึ ๆ ๆ ได้เลยอีกไม่กี่นาทีไอ้พี่พรายมันต้องร้องเรียกผมว่า คุณท่าน! คุณหลวง! ด้วยน้ำเสียงกระเส่าออดอ้อนออเซาะว่าแล้วก็รีบออกจากห้องวิ่งไปที่ห้องครัวเพื่อเปิดตู้เย็นหาสิ่งของต้องประสงค์อย่างเร็วรี่เดินถือกระป๋องขึ้นมาด้วยใจที่ลุกโชน 

 

ปฏิบัติการง้อเมียขั้นตอนที่หนึ่งเริ่ม! ในเมื่อพี่มันนอนหันหลังให้ผมแบบนี้ก็ต้องนวดคลายเครียดให้พี่มันก่อน นิ้วมือก็กดไปตามแผ่นหลังเหมือนจะเป็นแต่ไม่เป็นหรอกกด ๆ ไปงั้นแหละเพราะเป้าหมายคือต้องลอกคราบเสื้อบนตัวพี่มันให้ได้ก่อน 

 

สายตาพี่พรายเล่ห์มามองผมนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอย่างนี้แปลว่ายินยอมใช่เปล่าวะ? ลองถลกเสื้อพี่มันขึ้นมาจนถึงหน้าอกก็ยังไม่มีการต่อต้านใด ๆ ขนาดเอานิ้วเขี่ยไปที่หัวนมพี่มันยังไม่บ่นเลยโว้ยทางสะดวกสัด ๆ และนั่นทำให้ผมไม่รอช้ากระซิบข้างหูแฟนหนุ่มในทันที 

 

“เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อก่อนนะพี่พราย ไปข้างนอกอีกรอบจะได้ไม่เหนียวตัว” ว่าแล้วก็เลิกเสื้อผ้าพี่มันออกมาอย่างง่ายดายโดยไม่ขัดขืนเลยสักนิด...นิดเดียวก็ไม่มีเลยเหรอวะ? เอาเถอะเริ่มปฏิบัติการง้อเมียขั้นที่สอง เอื้อมมือไปหยิบของที่อุตส่าห์วิ่งขึ้นวิ่งลงจนแทบจะตกบันไดมาคาบไว้ในปาก 

 

ค่อย ๆ ลากไปตามแผ่นหลังขาวอย่างนุ่มนวลที่สุด 

 

“ฮึก~~~~อืม” มาแล้วโว้ยเสียงครางกระเส่าแบบนี้แปลว่าได้ผลพี่มันเครื่องเริ่มติดแล้ว เป็นโอกาสดีที่จะจับพี่มันพลิกกลับมาแล้วส่งก้อนน้ำแข็งเย็นฉ่ำเข้าสู่โพรงปากอ่อนนุ่มของพี่พราย 

 

มึงเสร็จไอ้จันอย่างกูแน่! 

 

ยัง! ...ยังไม่จบ! ปฏิบัติการง้อเมียขั้นที่สามจะง้อก็ต้องง้อให้สุดด้วยการลดสถานะตัวเองเป็นทาสผู้แสนต่ำต้อยหยิบน้ำแข็งมาคาบไว้อีกครั้งแล้วยกขาพี่มันพาดขึ้นมาไล่ตั้งแต่ปลายน่องจนถึงหน้าเท้าตอนนี้มือพี่พรายก็กำลังเกร็งขย้ำไปบนผ้าปูที่นอน 

 

แอ๊ด… 

 

“เออ...เพลงพ่อลืมถามว่าหนูมีเงินใช้รึเปล่าลู......!!!” 

 

เราทั้งสามคนหันมองหน้ากันแล้วกะพริบตาปริบ ๆ ในขณะที่หน้าแข้งพี่พรายยังคาปากผมอยู่ก่อนที่พ่อจะปิดประตูลงในทันใด 

 

โครม! คือทั้งเสียงของประตูและตัวผมที่โดนพี่พรายมันถีบตกจากเตียง เมียที่งอนอยู่แล้วคราวนี้ถึงกับคลุมโปงเลย 

 

สุดท้ายแผนจันดาราก็ล่มไม่เป็นท่า... 

 

บอกตัวเองเอาไว้ย้ำ ๆ ทีหลังอย่าได้หาทำ! 

ความคิดเห็น