ปากกานางไม้ / ดอกเอื้องเมืองเหนือ
facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

74.งานประจำปีกับคนประจำใจ (ตอนพิเศษ 5)

ชื่อตอน : 74.งานประจำปีกับคนประจำใจ (ตอนพิเศษ 5)

คำค้น : ทหารเรือ, ทหาร, นรข, นปข, ตำรวจ, ยาเสพติด, ครู, ดนตรี, หน่วยซีล, รีคอน, นาวิกโยธิน, ตำรวจน้ำ, แม่น้ำโขง, ฝั่งไทย, ฝั่งลาว, ความรัก

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.3k

ความคิดเห็น : 49

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2563 18:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
74.งานประจำปีกับคนประจำใจ (ตอนพิเศษ 5)
แบบอักษร

74.งานประจำปีกับคนประจำใจ 

  

               เสียงรถประกาศเชิญชวนเที่ยวงานวัดประจำปีที่ขับผ่านหน้าสถานีเรือทำให้เจ้าเอยหันมามองด้วยความสนใจจนต้องรีบวิ่งออกมาดู รถกระบะสามคันขับผ่านไปจนเสียงดังก้องไปทั่ว ป้ายโฆษณาสีสันสดใสที่ติดอยู่ข้างตัวรถระบุเอาไว้ว่าภายในงานจะมีการแสดงโชว์อะไรบ้าง เพราะเป็นงานวัดหลักๆ ก็เลยจะมีกิจกรรมทำบุญไหว้พระปิดทอง นอกจากนั้นก็มีร้านค้าขายเสื้อผ้า ของใช้และอาหาร เครื่องเล่นสำหรับเด็ก การแสดงโชว์งู โชว์ช้าง รถไต่ถังและอีกสารพัด แต่ที่เด็ดไปกว่านั้นก็คืองานนี้จะมีเวทีการแสดงใหญ่ๆ อยู่สองเวทีนั่นก็คือหมอลำและหมอลำซิ่ง เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสานที่สืบทอดมาอย่างช้านาน ข้อมูลที่เจ้าเอยต้องเก็บเพื่อเอาไปทำงานส่งอาจารย์ก็มีการแสดงเหล่านี้อยู่ในหัวข้อด้วย ถ้าเธอได้ไปดู ไปสัมภาษณ์นักแสดงศิลปินเหล่านี้ด้วยล่ะก็งานของเธอคงน่าสนใจมากขึ้น และคนที่จะช่วยเธอได้ก็คือ... 

               “พี่ป่านนนนนน” เสียงเจ้าเอยร้องเรียกพี่รหัสมาตั้งแต่ไกลเมื่อวิ่งเข้ามาถึงบ้านของปานมณฑาแล้ว และเสียงของเธอก็ทำให้ผู้กองสายชลหันมามองตามขณะที่เขาขับมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าบ้านของปานมณฑาพอดี 

               “พี่ป่าน!!!” เจ้าเอยร้องเรียกไม่หยุดจนผู้กองสายชลต้องวิ่งเข้าไปหาเธอเพื่อบอกให้เธอหยุดตะโกนเรียกปานมณฑา เพราะเดี๋ยวได้โดนปานมณฑาดุเอา ไม่รู้ว่าตอนนี้หลานๆ จะนอนกันอยู่รึเปล่า 

               “อย่าเสียงดังสิเผื่อหลานนอนกันอยู่” เขายื่นมือมาปิดปากเธอเอาไว้ขณะที่เจ้าเอยกำลังวิ่งขึ้นไปบนบ้านหาปานมณฑา เจ้าเอยก็เลยหันมาปัดมือของเขาออก 

               “อย่ามาแอบแต๊ะอั๋งนะ” 

               “งั้นก็อย่าเสียงดังสิ” เขาว่าเธอคืน ตกลงนี่เจ้าเอยเคยมองเขาในแง่ดีบ้างรึเปล่าเนี่ย ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่เธอก็พยายามหนีหน้าเขาตลอด วันหยุดของเขาเขาว่าจะพาเธอไปเที่ยว ไปหาข้อมูลทำงานส่งอาจารย์ด้วยกันเธอก็ไม่ยอมไป ยิ่งตอนนี้เธอได้รู้จักกับครูระริน ครูระรินก็อาสาเป็นคนช่วยเหลือเธอด้านการหาข้อมูลอีกเขาก็เลยหมดประโยชน์ไป 

               “มีเรื่องอะไรรึเปล่าถึงได้มาหาครูป่านแบบนี้” 

               “มันเรื่องของฉันน่าผู้กองอย่ามายุ่งเลย วันนี้ไม่ออกเรือเที่ยว เอ้ย! ออกเรือลาดตระเวนหรอ” พอหมดวันหยุดของเขาเธอก็เห็นเขาง่วนอยู่แต่กับงาน เห็นว่าช่วงนี้มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านแอบหลบหนีเข้าประเทศเยอะ เขากับพวกลูกน้องก็เลยต้องลาดตระเวนตรวจน่านน้ำให้บ่อยขึ้น 

               “วันนี้มีออกเรือตอนกลางคืน ทำไม สนใจจะไปด้วยมั้ยล่ะ” 

               “หึ ไม่เอาเสียเวลานอน” เธอแกล้งว่าแล้วกอดอกส่ายหน้าทั้งๆ ที่อดทึ่งกับการทำงานของเจ้าหน้าที่หน่วย นรข. ไม่ได้ เห็นว่าเป็นทหารเรือขับเรือออกตรวจสบายๆ ที่ไหนได้งานหนักไม่ใช่เล่น อาทิตย์ก่อนผู้กองพสุธาเพื่อนของเขาก็นำกำลังลูกน้องออกวิ่งไล่ล่าแก๊งส่งยา เสียงยิงปืนขู่ดังก้องไปทั่วทั้งลำน้ำโขง ต่อจากนั้นไม่นานผู้กองสายชลก็จับกุมแรงงานที่ลักลอบเข้าประเทศมาได้อีกตั้งหนึ่งลำเรือ ตอนกลางคืนก็ไปดักซุ่มคนร้ายกันจนหาเวลาพักแทบไม่ได้เธอถึงได้รู้ว่าพวกเขาทำงานกันหนักจริงๆ 

               “ไม่สนใจไปนอนบนเรือด้วยกันหน่อยหรอ นอนบนผืนน้ำแล้วเงยหน้ามองดาว...โรแมนติกออกน้า” 

               จะว่าไปมันก็คงจะโรแมนติกจริงๆ นั่นแหละ แต่ว่า... 

               “ไม่เอา ฉันว่ายน้ำไม่เป็น กลัวเรือล่ม” 

               “ไปกับทหารเรือทำไมต้องกลัวจมน้ำด้วยล่ะ” 

               “กลัวถูกทหารเรือจับกดน้ำ” 

               “สวยๆ แบบนี้ไม่จับกดน้ำหรอก อยากจับกดกับอย่างอื่นมากกว่า” 

               “อะไร” เจ้าเอยยังคงยืนกอดอกถาม อีกฝ่ายก็เลยยิ้มตอบ 

               “ไปเที่ยวบ้านพี่สิ เดี๋ยวก็รู้” 

               แช่ดดดดด 

               “เหวอ!!!” ผู้กองสายชนแทบวิ่งลงไปจากบันไดไม่ทันเมื่อเจ้าเอยยื่นเครื่องช็อตไฟฟ้ามาขู่เขา นี่ถ้าเขาไม่หลบคงได้ไปนอนชักอยู่กับพื้นแล้ว ยัยเด็กบ้านี่ทำไมถึงได้หาเรื่องเขาเก่งนักนะ 

               ในระหว่างที่เจ้าเอยกำลังยิ้มร่าที่แกล้งเขาได้นั้นจู่ๆ เธอก็สังเกตเห็นว่าตอนนี้กำลังมีควันไฟพวยพุ่งออกมาจากบ้านของปานมณฑา กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งไปทั่วบ้านจนผู้กองสายชลเองก็เริ่มใจไม่ดีแล้ว 

               “กรี๊ดดดดด ไฟไหม้!!!” เสียงกรีดร้องของปานมณฑาทำให้เจ้าเอยกับผู้กองสายชลต้องรีบวิ่งขึ้นไปหาเธอในทันที เมื่อไปถึงก็เห็นปานมณฑากำลังพยายามจะอุ้มเอาลูกๆ ทั้งสามหนีออกจากบ้านโดยที่มุมครัวของบ้านไฟกำลังลุกไหม้กระทะก้นลึกที่ตั้งอยู่บนเตา ผู้กองสายชลเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปดับไฟปิดแก๊สให้ ส่วนเจ้าเอยก็รีบเข้าไปช่วยปานมณฑาพาหลานๆ ออกมาจากบ้าน ปานมณฑาสั่นไปทั้งตัวด้วยความหวาดกลัว สองแขนกอดลูกน้อยทั้งสามไม่ยอมปล่อยเมื่อคิดว่าตัวเองเกือบทำให้ไฟไหม้บ้านเสียแล้ว ไฟไหม้บ้านยังไม่เท่าไหร่แต่เธอเกือบทำให้ลูกน้อยทั้งสามต้องเป็นอันตรายด้วย 

               “ฮื่อออ” เธอร้องไห้ออกมาเพราะตกใจกลัวเจ้าเอยจึงต้องกอดเธอเอาไว้อย่างปลอบขวัญอีก ลูกงูน้อยทั้งสามได้แต่มองแม่ป่านกันตาแป๋วอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เห็นแม่ป่านกำลังทำกับข้าวอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็มีควันไฟแล้วแม่ป่านก็ร้องลั่นบ้าน วันนี้แม่ป่านเล่นอะไรกันนะท่าทางน่าสนุกดี เด็กๆ คงคิดกันแบบนี้จนเมื่อผู้กองสายชลเดินถือกระทะไหม้ๆ ออกมาจากบ้าน 

               “ผมดับไฟแล้ว ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับครูป่าน ครูป่านกับเด็กๆ ไม่เป็นอะไรนะครับ” พอเขาถามเจ้าเอยก็รีบสำรวจตัวปานมณฑากับหลานๆ ว่าบาดเจ็บอะไรกันรึเปล่า 

               “หลานๆ ไม่เป็นอะไรค่ะแต่พี่ป่านถูกไฟลวกที่มือ” ผู้กองสายชลได้ยินแบบนี้ก็รีบกลับเข้าไปในครัวแล้วเอาผ้าห่อน้ำแข็งมาให้ปานมณฑาปะคบมือเอาไว้ จากนั้นเขาก็โทรไปตามจ่าหมอพร้อมกับหัวหน้าอย่างเร่งด่วน ให้ตายสิ ดีนะที่เขาตามเจ้าเอยมาหาปานมณฑาด้วย 

  

 

 

               ปานมณฑากอดเจ้าเอยแน่นด้วยยังไม่หายตกใจ ส่วนผู้กองสายชลก็ช่วยดูแลหลานๆ ให้เมื่อจ่าหมอมาถึงพร้อมกับอุปกรณ์ปฐมพยาบาล แล้วพอหัวหน้าคเชนทร์มาถึงที่บ้านอีกคนปานมณฑาก็รีบโผเข้าไปกอดเขาในทันที  

               “ไฟไหม้ได้ยังไง เกิดอะไรขึ้น” หัวหน้าคเชนทร์ถาม เจ้าเอยจึงหยิบกระทะไหม้ๆ ขึ้นมาให้เขาดู 

               “ป่าน...ป่านจะทำไข่ตุ๋นให้ลูก แต่ว่าป่านเปิดไฟแรงไปแล้วป่านก็ละสายตาจากกระทะด้วย พอหันมาอีกทีไฟมันก็ลุกท่วม ป่านพยายามจะเข้าไปดับไฟแล้วแต่ยิ่งดับไฟมันก็ยิ่งลุก ฮื่อออ ป่านเกือบทำไฟไหม้บ้าน ป่านเกือบทำให้ลูกเป็นอันตราย ป่านขอโทษนะคะ ฮื่ออออ” ปานมณฑาผละออกจากสามีแล้วไปรับลูกๆ ทั้งสามมาจากผู้กองสายชลก่อนจะกอดลูกเอาไว้อีก ถ้าลูกๆ เป็นอะไรไปเธอจะไม่ให้อภัยตัวเองเด็ดขาด เธอจะไปกระโดดแม่น้ำโขงตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย 

               หัวหน้าคเชนทร์ไม่รู้จะโกรธ จะขำหรือจะเอ็นดูเธอก่อนดี ปานมณฑาไม่มีทักษะเรื่องงานบ้านงานเรือนเลยแม้แต่น้อย แค่ตุ๋นไข่มันไม่ใช่ของทำยากเลย เขาสอนเธอทำก็หลายรอบแล้วแต่เธอก็ยังทำไม่ได้ ต้มไข่ก็ไม่สุก ทุกวันนี้ยังแยกใบกะเพรากับใบแมงลักไม่ออกเลย 

               “ลูกจ๋ากลัวมั้ยแม่ขอโทษนะ ขอโทษนะครับข้ามโขง ขอโทษนะครับเพลงรัก แม่ป่านขอโทษนะคะเพลงพิณ โอ๋ๆๆ ไม่ต้องกลัวนะลูกนะ” คนที่ปลอบลูกยังร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่เลิกในขณะที่เด็กน้อยทั้งสามกลับทำตาแป๋วยิ้มแฉ่งอย่างไม่ได้ตื่นกลัวอะไรเลยแม้แต่น้อย เจ้าเอยเห็นแล้วก็เอ็นดูทั้งแม่ทั้งลูกนัก 

               “ก่อนจะปลอบลูก ปลอบตัวเองก่อนมั้ยพี่ป่าน” เธอว่าให้อย่างเหนื่อยใจกับพี่รหัสของตัวเอง มีที่ไหนทำไข่ตุ๋นจนไฟเกือบไหม้บ้าน 

               “พี่ก็ทำข้าวเที่ยงไว้ให้ลูกแล้ว ทำไมป่านจะต้องทำไข่ตุ๋นอีก” หัวหน้าคเชนทร์รับเอาลูกๆ ทั้งสามมากอดเอาไว้เองก่อนจะยื่นมือของเธอไปให้จ่าหมอทำแผลให้ นี่ดีนะที่โดนไฟลวกแค่นิดหน่อย 

               “ก็เพลงรักชอบนี่คะ ข้ามโขงก็อยากกินเหมือนกัน เพลงพิณบ่นว่าอยากกินมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วด้วย” 

               “ป่าน ลูกเรายังพูดไม่ได้” 

               “ป่านเป็นแม่ ป่านอ่านใจลูกได้ ป่านรู้ใจลูกที่สุด” 

               เอาเถอะ เถียงเธอไปก็เท่านั้น แค่เธอกับลูกไม่เป็นอะไรมากหัวหน้าคเชนทร์ก็พอใจแล้ว 

               ดีหน่อยที่ปานมณฑาไม่ได้ถูกไฟลวกมากมาย จ่าหมอให้ยามาทาแผลและยากินอีกนิดหน่อยเดี๋ยวเธอก็หายดีแล้ว หัวหน้าคเชนทร์เข้าไปตรวจสอบสภาพห้องครัวในบ้านแล้วก็แทบกุมขมับ จ่าอนลหวงโรงครัวที่สถานีเรือแล้วไม่อยากให้ปานมณฑาไปยุ่งกับโรงครัวก็คงจะเป็นเพราะแบบนี้สินะ เธอเข้าครัวทำอาหารทีไรครัวแทบบรรลัยทุกที ทำครกที่โรงครัวของสถานีเรือแตกไม่รู้กี่ใบต่อกี่ใบแล้ว พออยู่บ้านก็เกือบทำไฟไหม้ครัวอีก ยัยงูยักษ์เอ๋อเอ้ย สมควรเป็นนางพญางูเชิดหน้าสวยๆ อย่างเดียวเท่านั้นแหละห้ามแตะงานบ้านเด็ดขาด จะดุก็สงสาร สุดท้ายหัวหน้าคเชนทร์ก็ต้องกลับมาปลอบเธอ กอดเธออยู่ดี 

               “จะว่าไปนี่ก็ขำเหมือนกันนะคะ พี่ป่านเพี้ยนตั้งแต่สมัยเรียนยันมีลูกเลย ฮ่าๆๆๆๆ” เจ้าเอยหัวเราะขึ้นอย่างชอบใจทำให้บรรยากาศเครียดๆ ที่ได้ยินแต่เสียงสะอื้นไห้ของปานมณฑามีเสียงหัวเราะของคนอื่นๆ ตามมา แม้แต่หัวหน้าคเชนทร์ก็ยังขำความป่วงของเมียตัวเอง ลูกงูน้อยทั้งสามเห็นคุณพ่อกับคุณอาทั้งหลายหัวเราะก็พลอยหัวเราะตามไปด้วยอีกคน  

               “ดีนะที่เจ้าเอยกับผู้กองอยู่ที่นี่พอดี ไม่งั้นล่ะก็ได้เป็นงูย่างทั้งแม่ทั้งลูกแน่” 

               “พี่เชนทร์อย่าดุป่านอย่าซ้ำเติมป่านสิคะ แค่นี้ป่านก็ใจเสียมากแล้วนะ” ปานมณฑาทำท่าจะเบะร้องไห้อย่างไม่อายลูกๆ อีกพร้อมกับยื่นมือข้างที่เจ็บไปหาเขา “ป่านเจ็บ เป่าให้ป่านหน่อย” 

               “อ้อนได้แบบนี้ผมก็ไม่มีความหมายแล้วล่ะครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับหัวหน้า” จ่าหมอบอกก่อนจะขอตัวกลับเพราะมีงานต้องทำต่อ งานนี้คนที่รักษาปานมณฑาได้ดีที่สุดก็คือหัวหน้าไม่ใช่เขา 

               “ผู้กองกับเจ้าเอยเห็นบ้านไฟไหม้หรอเลยมาหาป่านทันเวลา” หัวหน้าคเชนทร์หันมาถามทั้งสองคนขณะเป่ามือให้ปานมณฑาเบาๆ 

               “ผมเห็นเจ้าเอยวิ่งมาหาครูป่านแล้วก็เอาแต่ร้องเรียกครูป่านน่ะครับเลยตามมา ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเหมือนกัน” แล้วทุกคนก็หันมาทางเจ้าเอยอย่างสงสัยว่าเธอรีบร้อนวิ่งมาหาปานมณฑาด้วยเรื่องอะไร คนที่ถูกมองก็เลยยิ้มแหะๆ ให้ ไม่คิดว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองจะนำพามาเจออุบัติเหตุครั้งนี้ได้ 

               “ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ เอยเห็นมีรถประกาศว่าจะมีงานวัดประจำปี มีการแสดงหมอลำกับหมอลำซิ่งเลยว่าจะถามพี่ป่านว่ามันเป็นยังไง เอยอยากไปดูค่ะแล้วก็อยากไปสัมภาษณ์ศิลปินนักแสดงที่งานด้วย ไม่รู้ว่าพี่ป่านพอจะช่วยอะไรได้มั้ย” 

               “ถามผมก็ได้ เรื่องนี้ผมก็รู้” ผู้กองสายว่า เห็นแหกปากร้องเรียกปานมณฑาซะเสียงดังเขาก็นึกว่าจะมีเรื่องอะไรซะอีก ที่แท้ก็อยากไปเที่ยวงานวัดนี่เอง 

               “อาทิตย์หน้าจะออกพรรษาแล้วทางวัดก็เลยจัดงานประจำปีขึ้นเพื่อให้งานมันชนกัน นอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้วก็ยังดึงดูดให้คนมาทำบุญด้วย พอออกพรรษาแล้วเขาก็จะมีงานทอดกฐินต่องานประจำปีก็เลยจัดอย่างยิ่งใหญ่” ผู้กองสายชลอธิบาย ปานมณฑาที่ฟังๆ ดูก็พลอยสนใจไปกับเจ้าเอยด้วยเพราะออกพรรษาปีก่อนเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เธอถูกทำร้ายจนต้องไปอยู่กับพี่ชายที่ฝั่งลาว 

               “หมอลำที่ว่าเนี่ยจะเป็นคณะหมอลำที่มีชื่อเสียงมากทางภาคอีสาน เป็นการแสดงลำเรื่องต่อกลอน เป็นศิลปะการแสดงที่ทุกวันนี้เริ่มหาดูได้ยากแล้ว” 

               “อะไรคือลำเรื่องต่อกลอนล่ะ” เจ้าเอยถามผู้กองสายชลต่อ 

               “ก็...จะเป็นการนำนิทานพื้นบ้านของอีสานมาแสดง มาขับร้องด้วยบทกลอนเป็นทำนองกลอนลำขอนแก่น คล้ายๆ ลิเกของภาคกลางนั่นแหละ แต่ตลอดการแสดงก็จะพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง มีร้อง รำ และลำกลอน มีบทดราม่า บทตลกตามแต่เนื้อเรื่องที่แสดง คนเฒ่าคนแก่นี่ชอบกันมากแล้วเขาก็จะแสดงทั้งคืนยันสว่างเลย” 

               “อยากดูจัง” ทั้งเจ้าเอยและปานมณฑาว่าขึ้นพร้อมกัน หัวหน้าคเชนทร์ก็เลยชี้นิ้วปรามเด็กขี้แยของเขา 

               “ตอนแรกก็ว่าจะพาไปดูอยู่แหละ แต่เห็นซนจนเกือบทำไฟไหม้บ้านแบบนี้เปลี่ยนใจไม่ให้ไปดีกว่า” พอเขาว่าปานมณฑาก็แกล้งบีบๆ น้ำตาออกมาอีกรอบ ทำเป็นดุไป เดี๋ยวเธออ้อนนิดอ้อนหน่อยเขาก็ตามใจเธอแล้วล่ะ 

               “แล้วหมอลำซิ่งล่ะคะ” เจ้าเอยถามอีกด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอก็เคยได้ยินมาบ้างแต่ก็อยากจะเห็นของจริงมากกว่า 

               “หมอลำซิ่งก็จะเป็นการร้องหมอลำในจังหวะสนุกๆ ประกอบด้วยหมอลำฝ่ายชาย หมอลำฝ่ายหญิง หางเครื่องที่แต่งตัววับๆ แวมๆ และที่เป็นเอกลักษณ์ก็คือหมอแคนซึ่งเขาจะเป่าแคนตลอดการร้องเพลงลำ จุดเด่นอยู่ที่การส่ายเอว หมอแคนคนไหนส่ายเอวพลิ้วเด้งหน้าเด้งหลังดีก็จะได้รับความชื่นชมจากคนดูมาก เนื้อหาของการร้องเพลงก็จะเป็นการเกี้ยวกัน ร้องเพลงแก้กันของหมอลำฝ่ายชายและหญิง ระหว่างที่ร้องเพลงลำก็จะมีการสอย การสอยก็คล้ายๆ สเตตัสมุขเสี่ยวนั่นแหละ นอกจากจะมีการสอยแล้วตลอดเวลาที่ทำการแสดงก็จะมีการพูดเกี้ยว พูดแซวกันไปในเชิงติดเรทหน่อยๆ เป็นสไตล์เฉพาะของหมอลำซิ่งตามแต่ยุคสมัย พวกวัยรุ่นจะชอบกันมากเพราะทุกคนที่ไปดูหมอลำซิ่ง ส่วนมากจะไปเต้นหน้าเวทีกันแล้วก็ไปแอบส่องกระโปรงหางเครื่องบนเวทีด้วย” 

               “ไอ้ที่ไปส่องกระโปรงเขาน่ะ ผู้กองทำบ่อย” หัวหน้าคเชนทร์เสริม 

               “แหมหัวหน้าครับ นานๆ ทีผมจะได้พูดอะไรที่มีสาระหัวหน้าก็อย่าขัดผมนักสิ” เขาว่า “เอาง่ายๆ คือใครอยากฟังกลอนลำในรูปแบบนิทานพื้นบ้านก็จะไปดูหมอลำที่แสดงเป็นลำเรื่องต่อกลอน ส่วนใครอยากสนุก อยากเต้น อยากไปเซิ้งหน้าเวทีก็จะไปดูหมอลำซิ่ง” 

               “แล้วถ้าอยากไปดูทั้งสองอย่างล่ะ” 

               “ก็แยกร่างไปดูละกัน” ผู้กองสายชลตอบเจ้าเอย ซึ่งเจ้าเอยก็อยากไปดูการแสดงทั้งสองอย่างจริงๆ เธอไม่ได้ถามเพราะอยากกวนประสาทเขา  

               “พี่ป่าน พี่ป่านพาน้องไปดูหน่อยนะ นะคะน้องอยากไป” เจ้าเอยรีบหันมาอ้อนขอปานมณฑา ปานมณฑาเองก็อยากไปดูเหมือนกันแต่อีกใจถ้าเธอไปแล้วลูกๆ จะอยู่กับใคร เธอไม่ค่อยอยากทิ้งลูกๆ ไปไหนไกล แค่นี้ลูกๆ ก็จะติดพ่อมากกว่าเธอแล้ว เดี๋ยวเสียคะแนนความนิยม 

               “ถ้าไปดูลำเรื่องต่อกลอนน่ะจะฝากไปกับชาวบ้านในหมู่บ้านได้เพราะคนในหมู่บ้านต้องไปดูกันอยู่แล้ว แต่ถ้าจะไปดูหมอลำซิ่งแค่สองคนน่ะพี่ไม่ให้ไปหรอก มีแต่วัยรุ่นผู้ชาย ขี้เมาก็เยอะ ตามสถิติส่วนใหญ่หมอลำซิ่งแต่ละงานแทบไม่เคยได้แสดงจนจบเลยเพราะวัยรุ่นชอบยกพวกตีกันหน้าเวทีตลอด ถึงแสดงจบก็มีเหตุทะเลาะกันอยู่ดีจนตำรวจทหารต้องไปคุมเข้มทุกครั้ง บางงานก็ถึงขั้นชักปืนออกมาไล่ยิงกัน ไปสองคนมันอันตรายเมียพี่ยิ่งเอ๋อๆ ป่วงๆ อยู่ เกิดเขายิงกันแล้ววิ่งไปชนกระสุนปืนพวกวัยรุ่นในงานเข้าจะทำไง” 

               “นั่นสิ จะไปดูหมอลำน่ะฟังรู้เรื่องหรอ เวลาเขาเล่นมุขอะไรมาจะรับทันมั้ย” ผู้กองสายชลก้มลงมาพูดกับเจ้าเอยเธอก็เลยทำเอาเครื่องช็อตไฟฟ้าขึ้นมาขู่เขาอีก งานนี้ผู้กองสายชลแทบถอยหนีไม่ทัน 

               “ว้า แบบนี้เอยก็อดไปน่ะสิ” เจ้าเอยทำหน้ามุ่ย ปานมณฑาก็หน้ามุ่ยตาม อยากไปก็อยากไปแต่อีกใจก็ห่วงลูก จะกระเตงลูกไปด้วยสามีของเธอคงไม่ยอมเพราะเขาหวงลูกมากๆ 

               หัวหน้าคเชนทร์กับผู้กองสายชลเห็นสองสาวพี่น้องทำหน้ามุ่ยแล้วก็หันมายิ้มให้กันก่อนจะเฉลยความจริงบางอย่างออกมาให้ทั้งสองสาวได้รู้ 

               “ในวันงานจะมีวัยรุ่นมาเที่ยวกันเยอะ วัยรุ่นต่างถิ่นก็จะมาพวกตำรวจ ทหารก็เลยต้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยภายในงานด้วย” 

               “แล้วไงคะ” ปานมณฑาไม่เข้าใจที่สามีพูด “ตำรวจทหารเยอะแค่ไหนพี่เชนทร์ก็ไม่ให้ไปอยู่ดี” 

               “ป่านเข้าใจคำว่าตำรวจ ทหารไปกันเยอะมั้ย” หัวหน้าคเชนทร์ถามย้ำแต่ปานมณฑาก็ยังไม่เข้าใจ ในขณะที่เจ้าเอยนั้นร้อง อ๋อ ออกมาแล้วและฉีกยิ้มแฉ่งอย่างดีใจ 

               “ป่านไม่เห็นเข้าใจเลย” 

               “ผัวป่านเป็นอะไร” 

               “เป็นตาแก่มีเมียเด็ก โอ๊ย!” ปานมณฑาร้องลั่นเมื่อถูกตาแก่ดีดหน้าผากเข้าให้อย่างจังจนผู้กองสายชลกับเจ้าเอยหัวเราะไม่หยุด 

               “พี่หมายถึงอาชีพ” 

               “ก็เป็นทหารเรือไงคะ” 

               “แล้วเข้าใจคำว่างานนี้ตำรวจกับทหารไปงานกันเยอะมั้ย” หัวหน้าคเชนทร์ถามย้ำ “ถ้าทหารไป พี่เป็นทหารเรือพี่ก็ต้องไปด้วย พี่ต้องนำกำลังลูกน้องไปดูแลความเรียบร้อยภายในงานร่วมกับตำรวจ แล้วพอถึงวันออกพรรษาพวกพี่ก็ต้องมาดูแลความเรียบร้อยในแม่น้ำโขงต่ออีกเพราะจะมีคนมาดูบั้งไฟพญานาค ทีนี้ถ้าป่านกับเจ้าเอยจะไปดูหมอลำน่ะพี่ก็จะพาไปดูได้ไง เจ้าเอยอยากสัมภาษณ์ศิลปินด้วยใช่มั้ย เดี๋ยวพี่กับผู้กองจะให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยคุยให้ ลุงผู้ใหญ่แกรู้จักกับเจ้าของคณะหมอลำทั้งสองเวทีเลย” 

               “เย้!!!” เจ้าเอยร้องขึ้นอย่างดีใจ ปานมณฑาก็เลยยื่นมือมาหยิกแก้มสามีเข้าให้ 

               “พูดแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบแล้วพี่เชนทร์ ทำมาเป็นขู่ให้กลัวแล้วก็ถามนู่นนี่นั่นอยู่ได้” 

               “แต่พี่ไม่อนุญาตให้ป่านอยู่เที่ยวงานทั้งคืนนะ พี่จะให้เวลาถึงห้าทุ่มเท่านั้นเดี๋ยวไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนลูก เดี๋ยวระหว่างที่ไปงานพี่จะเอาเด็กๆ ไปฝากไว้กับ ผอ.” 

               “อ้าว แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอยล่ะคะ” ปานมณฑาหันมามองเจ้าเอย ถ้าเจ้าเอยต้องเก็บข้อมูลทำงานส่งอาจารย์เธอก็ต้องอยู่ดูงานทั้งคืน 

               “ให้ผู้กองสายชลอยู่เป็นเพื่อนแล้วกัน ผู้กองโอเคมั้ย” 

               “ยินดีครับหัวหน้า” พอผู้กองหนุ่มรับคำ สองสาวต่างก็หันมามองเขาอย่างไม่ไว้ใจทันที หึ! เข้าทางล่ะสิฝากปลาย่างเอาไว้กับแมว 

               “เจ้าเอย ชาร์ตเครื่องช็อตไฟฟ้าให้ไฟเต็มๆ เข้าไว้นะ คาดว่าคืนนั้นน่าจะได้ใช้” 

               “แน่นอนค่ะพี่ป่าน” เจ้าเอยพยักหน้ารับพร้อมกับทำท่าเอาเครื่องช็อตไฟฟ้าปาดคอขู่ผู้กองสายชล ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาของเขาเธอไม่ค่อยได้เข้าใกล้เขามากเพราะว่ามีรถไฟชนกันแทบจะทุกวันเนื่องจากสาวๆ ที่เขาบอกว่าเคลียร์เรียบร้อยแล้วบางคนไม่ได้เรียบร้อยจริงๆ ตามเขาว่า ดังนั้นที่ผ่านมาเธอก็เลยได้ดูมวยคู่เอกอยู่หลายคู่ เพิ่งมีช่วงที่เขากลับมาทำงานแล้วนี่แหละที่รถไฟแต่ละขบวนได้โบกมืออำลาเขาไปแบบไม่หวนคืนกลับ นี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีหลงเหลืออยู่อีกมั้ย 

  

 

 

               ในที่สุดวันงานประจำปีก็มาถึง เจ้าเอย ปานมณฑาและครูระรินเดินเที่ยวงานกันอย่างสนุกสนานโดยมีสามหนุ่มทหารเรือคอยตามดูแลอยู่ไม่ห่างเพราะชุดเสื้อผ้าของปานมณฑากับเจ้าเอยมันน้อยชิ้นมากๆ ทั้งกางเกงขาสั้น ครอปสายเดี่ยวสีสันสดใสใครเห็นใครก็มอง ยิ่งเป็นปานมณฑาเธอยิ่งเป็นที่สนใจของผู้คนทั้งงานเพราะความสวยน่ารักจนดูไม่ออกว่าเธอเป็นคุณแม่ลูกสามแล้ว ทั้งสามสาวก็คงจะมีเพียงแค่ครูระรินเท่านั้นที่แต่งตัวเรียบร้อยหน่อยเพราะเธอเป็นครู เมื่อต้องออกมาเที่ยวพบปะผู้คนมากมายแบบนี้เลยต้องแต่งตัวให้ดูดี ให้สมกับภาพลักษณ์ของคุณครูและนางรำที่มีชื่อเสียง 

               “ผู้สาวๆ ไปเบิ่งหมอลำนำพวกอ้ายบ่” หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่พากันร้องแซวไปทั่วทั้งงานจนหัวหน้าคเชนทร์แทบทนไม่ไหวรีบไปดึงปานมณฑามาควงแขนเขาเอาไว้ทันทีเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ 

               “ผู้สาวครูคนงามสิไปทางใด๋น้อ ให้อ้ายย่างเป็นหมู่บ่” แล้วผู้กองพสุธาก็รีบเข้าไปดึงครูระรินกลับมาหาตัวเองบ้างตามประสาคนหวงเมีย เจ้าเอยที่เป็นสาวโสดเพียงคนเดียวเลยหันมามองทางผู้กองสายชลบ้าง 

               “ผู้กองจะหวงฉันบ้างมั้ย ถ้าคิดจะหวงล่ะก็อย่าหวัง” 

               “ตามสบายเลย ไม่หวงหรอก” เขาผายมือเชิญเธออย่างไม่คิดจะหวงจริงๆ เจ้าเอยก็เลยเชิดหน้าเดินเที่ยวในงานต่อโดยมีเขาเดินตามอยู่ห่างๆ แต่เดินตามได้ไม่ทันไรเจ้าเอยที่เดินนำหน้าไปก่อนตั้งไกลโขก็รีบวิ่งกลับมาหาเขาด้วยสีหน้าซีดๆ และยืนหอบแฮ่กๆ ราวกับวิ่งหนีอะไรมา 

               “ผู้กอง ฉันเปลี่ยนใจแล้วผู้กองแกล้งๆ หวงฉันหน่อยเถอะ เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวและทรัพย์สินของฉัน” 

               “ไม่” เขากอดอกทำเล่นตัว แล้วก็หยิบลูกชิ้นปิ้งขึ้นมากินอย่างหยิ่งๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเอยวิ่งมาหาเขาและง้อเขา งานนี้ต้องเล่นตัวหน่อยจะได้ดูมีคุณค่า 

               “เมื่อกี้นี้มีผู้ชายกลุ่มใหญ่เลยมองฉัน ทำท่าจะลวนลามฉันด้วยน่ากลัวมากๆ เลย ผู้กองแกล้งทำเป็นรู้จักกับฉันหน่อยสิไอ้คนพวกนั้นมันจะได้กลัว จะได้เกรงใจชุดเครื่องแบบทหารของผู้กอง” 

               “ไม่ มีเครื่องช็อตไฟฟ้าไม่ใช่หรอ เอาออกมาใช้สิ” 

               “จะบ้าหรอ ผู้ชายทั้งฝูงเครื่องช็อตไฟฟ้าอันเดียวจะไปช่วยอะไรได้ ก็ไหนพี่เชนทร์สั่งให้ผู้กองคอยดูแลฉันไง” 

               “ก็คนแถวนี้เขาไม่อยากให้ผมดูแลผมก็ไม่อยากขัดใจเขา จะไปเที่ยวไหนก็ตามสบายเลยเดี๋ยวผมยืนกินลูกชิ้นปิ้งรออยู่ตรงนี้แหละ” 

               “ผู้กอง!” หนอย... นี่ถ้าไม่ติดว่าพี่ป่านของเธอกับครูระรินต่างก็ถูกสามีของตัวเองลากไปหานะเธอไม่มีทางมาขอให้เขาช่วยหรอก แค่เห็นท่ายืนกินลูกชิ้นปิ้งของเขาก็น่าหมั่นไส้แล้ว ขอให้ลูกชิ้นปิ้งติดคอตายไปเลย! 

               “แค่กๆๆ” นั่นไง สมพรปากจริงๆ ลูกชิ้นปิ้งติดคอจริงๆ ด้วย สมน้ำหน้า! 

               “ตกลงผู้กองจะช่วยฉันมั้ยเนี่ย” 

               “เรียกพี่สายชลก่อน เรียกผู้กองมันดูห่างเหินกันยังไงก็ไม่รู้ ถ้าเรียกพี่ว่าพี่สายชลแล้วเดี๋ยวคืนนี้จะเป็นเบ๊พาเที่ยวงานทั้งคืนเลย แต่ถ้าอยากอุ่นใจมากกว่านี้ล่ะก็คืนนี้พี่รับจ้างเป็นแฟนให้ด้วยก็ได้นะ รับจ้างเป็นแฟนแต่ขอค่าแรงเป็นหัวใจ” 

               “...” 

               “ถ้าเรียกชื่อมันยากนัก เรียกที่รักแทนก็ได้” 

               “ฝันไปเถอะ” เจ้าเอยไม่ยอมเรียกเขาว่าพี่และทำเบะปากใส่มุขเสี่ยวของเขาด้วย “เป็นทหารยังไงไม่ดูแลประชาชน” 

               “ตอนนี้ออกเวรแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่ทหาร ตอนนี้เป็นประชาชนธรรมดา” 

               หนอย...ตาลุงนี่ ทำไม... 

               “อ้าวผู้กอง ได้ข่าวว่าออกเวรแล้วยังไม่ไปพักอีกหรอครับ เดินเที่ยวงานแบบนี้ระวังเจอรถไฟขบวนใหญ่นะ” 

               ตาลุงที่ไหนอีกล่ะเนี่ย เจ้าเอยเงยหน้าขึ้นมองนายตำรวจหนุ่มหน้าตาดีตรงหน้า ที่แขนเสื้อตรงชุดเครื่องแบบของเขาติดอาร์มตำรวจน้ำ ท่าทางของเขาดูเป็นมิตรมากกว่าตาลุงที่ยืนกินลูกชิ้นปิ้งนี่เยอะมาก 

               “เรื่องที่ผมเป็นนายสถานีรถไฟนี่คงดังไกลไปทั่วทั้งรัตนวาปีเลยใช่มั้ย” ผู้กองสายชลถามอย่างเซ็งๆ คนมีประวัตินี่กลับตัวได้ยากเหลือเกิน 

               “ก็ดังอยู่” ผู้กองปกป้องยิ้มตอบแล้วก็หันมายิ้มให้กับสาวน้อยตรงหน้าด้วย “รถไฟขบวนใหม่หรอ” 

               “เปล่านะคะ” เจ้าเอยรีบตอบ ผู้กองสายชลกำลังจะทำให้เธอถูกมองไม่ดี “ฉันเป็นรุ่นน้องของพี่ป่านค่ะ พอดีหลงทางกับพี่ป่าน” 

               “อ๋อ ครูป่านน่ะหรอครับ ตะกี้เห็นเดินควงแขนหัวหน้าคเชนทร์ไปทางชิงช้าสวรรค์อยู่ ขอโทษนะครับที่ผมเข้าใจผิด” ผู้กองหนุ่มรีบขอโทษ “ผมร้อยตำรวจเอกปกป้องครับ เป็นเพื่อนร่วมงานกันกับผู้กองสายชล หัวหน้าคเชนทร์แล้วก็เจ้าหน้าที่หน่วย นรข.” 

               “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเจ้าเอย” เธอยิ้มอย่างสดใสให้เขาก่อนจะหันไปยังด้านหลังที่มีหนุ่มๆ วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งยังแอบมองเธออยู่ มีตำรวจกับทหารอยู่เป็นเพื่อนแบบนี้ปลอดภัยชัวร์ “ผู้กองก็มาเที่ยวหรอคะ” 

               “เปล่าครับ ผมนำกำลังลูกน้องมาดูแลความเรียบร้อยน่ะ ตอนนี้ที่เวทีหมอลำซิ่งกำลังจะทำการแสดง ปีนี้วัยรุ่นเยอะเลยต้องคุมเข้มหน่อยเดี๋ยวจะกัดกันเหมือนปีก่อนๆ อีก คุณเจ้าเอยชอบดูหมอลำซิ่งมั้ยครับ” 

               “เคยเห็นแค่จากในคลิปค่ะแต่ไม่เคยดูการแสดงสด ขอฉันไปกับผู้กองได้มั้ยคะ” 

               “ไม่ได้” ผู้กองสายชลว่าขึ้นก่อนจะดึงเธอเข้าไปหาพร้อมกับปาถุงลูกชิ้นปิ้งใส่ถังขยะที่อยู่ใกล้ๆ สีหน้าดูไม่พอใจสุดๆ ผู้กองปกป้องเห็นแล้วก็ยิ้มให้อย่างรู้ทัน ท่าทางผู้กองสายชลกำลังสนใจสาวน้อยคนสวยนี่ ชอบกินเด็กเหมือนกันทั้งเจ้านายทั้งลูกน้องเลยเว้ย 

               “จะไปกับผู้กองเขาได้ไงผู้กองปกป้องเขาทำงานอยู่ ถ้าอยากไปก็ไปกับผมนี่ ผมออกเวรแล้วจะไปเที่ยวยังไงก็ได้ ไหนบอกว่าอยากไปสัมภาษณ์ศิลปินหลังเวทีด้วยไง ผมก็เส้นใหญ่อยู่พอตัวเดี๋ยวพาไป” เขารีบงัดความป๋าออกมาเอาใจเจ้าเอยก่อนที่ผู้กองปกป้องจะคาบไป ยัยเด็กไม่มีมารยาท มากับเขาแท้ๆ ยังจะไปขอตามคนอื่นไปอีก 

               “งั้นไปด้วยกันก็ได้ครับ ถึงหน้าเวทีแล้วค่อยแยกกัน” ผู้กองปกป้องบอกพร้อมกับผายมือเชิญเจ้าเอยไปยังเวทีหมอลำซิ่งที่กำลังจะเริ่มแสดง เขาสังเกตเห็นว่ามีหนุ่มๆ ในงานมองเธอเยอะมากถ้าปล่อยให้เดินคนเดียวคงจะไม่ปลอดภัย 

               “อย่าให้คลาดสายตานะผู้กอง เมื่อกี้นี้ก็มีวิ่งราวกระเป๋ากัน” เขาหันมากระซิบกับผู้กองสายชล ซึ่งผู้กองสายชลก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้วเขาจึงพยักหน้ารับ เมื่อวานเป็นวันเปิดงานวันแรกเขาจับวัยรุ่นตีกันหน้าเวทีหมอลำได้ตั้งหลายคน ยิ่งเป็นงานเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวมากันเยอะทั้งคนในพื้นที่และคนต่างถิ่นแบบนี้เลยต้องยิ่งดูความสงบเรียบร้อยภายในงานให้ดี นี่ขนาดยังไม่ใช่คืนวันออกพรรษาคนยังมาเที่ยวงานเยอะขนาดนี้ ถ้าเป็นคืนวันออกพรรษาจริงๆ ผู้คนก็คงมาเยอะกว่านี้เพราะส่วนมากจะมาดูบั้งไฟพญานาคกันด้วย คืนนี้เป็นเวรของผู้กองพสุธาที่อยู่คุมงาน คาดว่าคงหนีบเอาเมียไปอยู่ใกล้ๆ ด้วยแล้วตอนนี้ 

               เสียงดนตรีบนเวทีหมอลำซิ่งดังก้องเร้าใจทำเอาหัวใจเต้นไปตามจังหวะกลองที่กำลังเทสเสียงอยู่บนเวทีขนาดใหญ่ ซึ่งในแต่ละวันจะมีหมอลำซิ่งคณะต่างๆ หมุนเวียนกันมาเล่นไม่ซ้ำคณะและวันนี้เป็นหมอลำซิ่งคณะดังมีหมอลำฝ่ายชายคือศรีเดือน วิสิปะทะหมอลำฝ่ายหญิงสาวสวยอย่างผัวเผื่อน ทังโสม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนทั้งประเทศโดยเฉพาะแฟนๆ หมอลำซิ่ง 

               “ฉันรู้จักนักร้องสองคนนี้ดังมากเลยนะผู้กอง โอ้โห วันนี้เจอของจริง” เจ้าเอยตื่นเต้นนัก จากนั้นก็หยิบเครื่องบันทึกเสียงและไมค์สำหรับสัมภาษณ์ออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับโยนกล้องบันทึกวีดิโอตัวจิ๋วไปให้ผู้กองสายชลด้วย 

               “เชิญตามสบายนะครับ ถ้าขอสัมภาษณ์ตอนนี้ได้ก็จะได้ภาพเบื้องหลังการแสดงด้วย” ผู้กองปกป้องที่เพิ่งรู้ว่าเธอมาเก็บข้อมูลทำงานส่งอาจารย์บอกก่อนที่เขาจะขอตัวไปสั่งการกับเหล่าลูกน้องที่อยู่ข้างๆ เวที ซึ่งวันนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและอาสาฯ เข้ามาดูแลความเรียบร้อยเยอะมาก ถ้าคืนนี้ใครซ่าแบบคืนก่อนคงได้ไปนอนในรถขังนักเลงที่จอดขู่เอาไว้ไม่ไกลจากเวที 

               เพราะผู้คนเริ่มเยอะแล้วผู้กองสายชลก็เลยยื่นมือมาจับแขนเจ้าเอยไว้เพื่อกันการพลัดหลงกัน จากนั้นเขาก็พาเธอเดินไปทางด้านหลังเวทีการแสดงซึ่งบังเอิญไปเจอกับลุงผู้ใหญ่บ้านที่มาต้อนรับคณะหมอลำพอดีเขาก็เลยถือโอกาสนี้ให้ลุงผู้ใหญ่พาเข้าไปพบกับนักร้องศิลปินด้านหลังเวทีและขออนุญาตให้เจ้าเอยได้สัมภาษณ์ศิลปินและเก็บภาพด้านหลังเวทีด้วย ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปอย่างเรียบร้องเมื่อเจ้าของคณะหมอลำซิ่งใจดียอมให้เธอสัมภาษณ์และถ่ายภาพด้านหลังเวทีได้ 

               “ผู้กอง! ถ่ายแค่ภาพบรรยากาศโดยรวมก็พอค่ะ ไม่ต้องไปเน้นถ่ายแต่ตอนหางเครื่องเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า” ฝ่ามือเล็กๆ ของเธอตีเพี๊ยะ! เข้าให้อย่างจังเมื่อเธอใช้ให้เขาช่วยถ่ายวีดิโอให้ขณะสัมภาษณ์หมอลำสาวสวยอย่างผัวเผื่อน ทังโสม ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นเจ้าแม่หมอลำซิ่งของประเทศ 

               “ก็จะได้เบื้องหลังแบบเน้นๆ ไง” 

               “เน้นๆ แบบนี้ไม่เอา นี่เป็นงานเผยแพร่วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านนะ ไม่ใช่งานแอบถ่ายสาวๆ เปลี่ยนเสื้อผ้า” เห็นเธอดุเขาแล้วหมอลำสาวที่กำลังให้สัมภาษณ์อยู่ก็เลยหัวเราะตาม 

               “ระวังดีๆ เด้อผู้กอง ผู้สาวหางเครื่องเขามีแฟนกันแล้วเดี๋ยวแฟนเขาสิมารุมยำเจ้าเด้อ” 

               “คุณบัวเผื่อนนี่ผู้งามอีหลีเด้อครับ เสียงกะดี งามกะงาม ผมนี่เป็นแฟนคลับมาโดนแล้ว” อดีตคนเจ้าชู้แทบเก็บเขี้ยวเล็บไม่ทันเพราะกลัวถูกยำก่อนจะหันมาประจบหมอลำสาวสวย งานนี้เลยได้ค้อนวงโตจากเจ้าเอยด้วย ท่าทางนิสัยเสียๆ จะรักษายาก 

               เจ้าเอยใช้เวลาในการสัมภาษณ์ไม่นานเพราะเกรงใจศิลปินที่กำลังจะขึ้นแสดงด้านหน้าเวที หลังจากที่ขอบคุณคณะหมอลำซิ่งและศิลปินทุกท่านแล้วเธอก็มาเก็บบรรยากาศด้านหน้าเวทีต่อ ซึ่งพอเดินออกมาจากด้านหลังเวทีเธอก็เห็นมีผู้คนมารอดูหมอลำซิ่งเยอะกว่าเมื่อก่อนหน้านี้มากโดยเฉพาะเหล่าวัยรุ่นขาโจ๋ และที่ขาดไม่ได้ก็คงจะเป็นเหล่าสาวๆ ประเภทสองที่แต่งตัวสวยมายืนจับจองพื้นที่หน้าเวทีเอาไว้แล้ว  

               “เมื่อก่อนบริเวณด้านหน้าเวทีแบบนี้จะมีแต่วัยรุ่นกับคนเมามารอเต้น” ผู้กองสายชลบอก เจ้าเอยที่กำลังแพนกล้องถ่ายบรรยากาศด้านหน้าเวทีเอาไว้เลยหันกล้องมาถ่ายเขาด้วย 

               “หล่อแล้ว ผมไม่มีให้เสยก็ยังจะเสยอยู่นั่นแหละ” เธอว่า เมื่อผู้กองสายชลทำท่าเสยผมเพื่อเช็คความหล่อ เวลาถ่ายภาพออกมาแล้วจะได้ดูดี 

               “ทรงผมทหารก็แบบนี้แหละ เพิ่งไปตัดมา” ว่าแล้วก็ดึงหมวกแก๊ปทหารเรือที่เหน็บอยู่กับเอวขึ้นมาสวมปกปิดทรงผมเกรียนๆ ของตัวเอง ท่าทางมึนๆ กะล่อนๆ ของเขาทำให้เจ้าเอยเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ถึงเขาจะเจ้าชู้แต่ความเจ้าชู้ของเขาก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย เหมือนเขาพยายามจะเลิกเจ้าชู้แล้วจริงๆ เพราะตลอดเวลาที่เดินเข้ามาในงานเธอเห็นมีสาวๆ เข้ามาทักเขาเยอะมาก ท่าทางน่าจะเป็นเหล่าสาวๆ ที่เขาเคยจีบ แต่ถึงจะมีสาวๆ เข้ามาทักเยอะแค่ไหนเขาก็แค่ยิ้มตอบตามมารยาทแต่ก็ไม่ได้กระโจนเข้าไปหาใครเลยสักราย ไม่เพียงแต่ไม่สนใจสาวๆ คนอื่นๆ แต่เขายังเอาแต่เดินตามเธอต้อยๆๆ หยอกล้อพูดคุยกับเธอแค่เพียงคนเดียว 

               ผู้กองสายชลที่พร้อมให้เธอถ่ายภาพของเขาแล้วเก๊กเสียงหล่อใส่หน้ากล้องพร้อมกับเล่าให้เธอฟังว่าในช่วงหลังๆ มานี้วัยรุ่นส่วนใหญ่หน้าเวทีจะเป็นเหล่าสาวประเภทสองมากกว่าที่มาออกลวดลายโชว์สเต็ปการเต้นแบบดุเดือดด้วยท่าเต้นสุดเก๋ไก๋ บางคนก็ถึงขั้นตีลังกาม้วนหน้าม้วนหลัง หากมากันหลายๆ กลุ่ม ทุกกลุมก็จะประชันกันด้วยท่าเต้นว่ากลุ่มของใครจะเต้นได้เด็ดดวงกว่ากัน ซึ่งเขามองว่าเป็นการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ต่อสู้กันด้วยการเต้นด้วยความสามารถ นอกจากจะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้วก็ยังสร้างสีสันให้กับงานอีกด้วย แต่ถึงกระนั้นวัยรุ่นขาโจ๋ก็ยังมีอยู่ แค่มองหน้าไม่พอใจกันนิดหน่อยก็พร้อมที่จะบวกกันแล้ว ดังนั้นจึงต้องมีเจ้าหน้าที่มาคอยดูแล 

               ในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงเมื่อมีหางเครื่องสาวสวยและหนุ่มหล่อเดินขึ้นมาออกลวดลายบนเวทีในจังหวะเพลงสนุกๆ ผู้กองสายชลช่วยเจ้าเอยถ่ายภาพจนหนำใจแล้วก็ถอดเสื้อเครื่องแบบทหารของเขาออกก่อนจะเอาไปฝากไว้กับรถของลูกน้องเขาที่ยืนดูการแสดงอยู่ข้างเวทีและคอยดูแลความเรียบร้อยไปในตัวด้วย เมื่อไม่มีชุดเครื่องแบบแล้วผู้กองสายชลก็ทำตัวได้อิสระมากขึ้นนั่นก็คือการดึงเอาเจ้าเอยเข้าไปเต้นหน้าเวทีหมอลำซิ่งด้วยกัน แล้วท่าเต้นของเขาก็กวนบาทาเหล่าวัยรุ่นอยู่ไม่น้อย เจ้าเอยเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าให้ ตอนอยู่ในชุดเครื่องแบบเห็นทำเก๊กๆ พอถอดชุดออกเท่านั้นแหละกลายเป็นนักเต้นเท้าไฟไปเลย นี่ถ้ามีคนหมั่นไส้เขานี่เธอจะไม่แปลกใจเลย เจ้าเอยปล่อยให้เขาเต้นอยู่ข้างๆ เธอต่อไป เธอไม่มีเวลามาสนใจเขาแล้วเพราะเมื่อหมอลำชายหญิงขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับหมอแคนความมันก็ยิ่งบังเกิด ทุกคนที่อยู่หน้าเวทีหมอลำซิ่งคงมีเธอคนเดียวที่ไม่เต้นเพราะมัวแต่เก็บภาพการเต้นของเหล่าแก๊งสาวประเภทสองที่คืนนี้ยกพวกกันมาถึงสามแก๊ง แต่ละแก๊งต่างก็เต้นประชันกันโดยมีนักร้องหมอลำบนเวทีส่งเสียงเชียร์ให้ทุกคนเต้นแข่งกันสร้างความสนุกสนานให้กับทุกคน เจ้าเอยถ่ายภาพไปก็หัวเราะไปเพราะสนุกกับการแสดงบนเวทีและด้านหน้าเวที นี่เป็นการมาเที่ยวงานวัดที่สนุกที่สุดในชีวิตของเธอเลย 

               “อ้าว ไม่ไปเต้นต่อแล้วหรอคะ” เธอถามเมื่อผู้กองสายชลเดินมาหอบแฮ่กๆ อยู่ข้างๆ  

               “ไม่ไหว แก่แล้วสู้เด็กๆ วัยรุ่นไม่ได้” 

               “สมควร” เธอว่า แล้วก็ตั้งอกตั้งใจดูการแสดงต่อ แก้มนวลแดงก่ำอย่างเขินอายเมื่อได้ยินเสียงนักร้องหมอลำบนเวทีพูด ซึ่งมันเป็นจริงอย่างที่ผู้กองสายชลเคยบอกเธอว่าการแสดงหมอลำซิ่งจะมีการพูดติดเรทหน่อยๆ บางคำเธอก็ฟังออกบ้าง บางคำก็ฟังไม่ออกอยากจะถามคนข้างๆ ว่าที่เขาพูดกันมันหมายความว่ายังไงก็ไม่กล้าเพราะกลัวในคำแปลที่จะได้รับ ไหนจะความเอวดีของหมอแคนอีก เห็นแล้วก็ถึงกับปวดเอวแทนกันเลยทีเดียว ยิ่งได้เห็นการรำเกี้ยวกันระหว่างหมอลำฝ่ายชายและหญิงเจ้าเอยก็แทบอยากจะยกมือขึ้นปิดหน้า 

               “มันเป็นศิลปะการแสดง หมอลำซิ่งสมัยใหม่ก็เป็นแบบนี้แหละ” 

               “ไม่เหมือนหมอลำซิ่งแบบสมัยก่อนที่จะมีเพียงแค่หมอลำชายหญิงและหมอแคนแค่นี้ ทุกวันนี้การแสดงหมอลำซิ่งกลายเป็นธุรกิจความบันเทิงไปแล้วก็เลยต้องปรับรูปแบบการแสดงเป็นเพลงสมัยใหม่ เพลงลูกทุ่งหมอลำที่กำลังฮิตๆ กันอยู่อย่างในตอนนี้ใช่มั้ยคะ” เธอได้ความรู้ตรงนี้มาจากการสัมภาษณ์และการค้นคว้าข้อมูลมาบ้างก่อนหน้านี้ 

               “ก็แล้วแต่ว่าเจ้าภาพเขาจะอยากได้แบบไหน อย่างคณะหมอลำซิ่งคณะนี้น่ะถือว่าเป็นคู่เอกคู่ฮิตเลย แฟนคลับก็เยอะ แฟนคลับบางกลุ่มก็ถึงขั้นลงทุนขับรถข้ามจังหวัดมาดูเลยนะ” 

               “ก็เขาร้องเพลงเพราะแล้วก็ทำการแสดงได้สนุกนี่คะ ขนาดฉันฟังภาษาอีสานไม่ค่อยเข้าใจยังรู้สึกสนุกไปด้วยเลย” 

               “งั้นไปเต้นหน้าเวทีกันอีกรอบมั้ย” 

               “ไม่ค่ะ ฉันสู้พวกเขาไม่ได้” เธอพยักหน้าไปทางแก๊งวัยรุ่นที่กำลังเต้นกันอยู่อย่างเมามัน บางคนถึงขั้นลงไปเต้นกลิ้งเกลือกกับพื้นดิน บางคนนี่ก็ตีลังกาสี่ห้าตลบจนหางเครื่องบนเวทีดูจืดไปเลย 

               “คืนนี้คงไม่มีเรื่องกันหรอกมั้งเพราะพวกขาโจ๋ถูกจับไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จะดูต่อหรือจะไปดูหมอลำอีกเวที” ผู้กองสายชลเดินไปหยิบเสื้อเครื่องแบบของเขาคืนจากรถของลูกน้องซึ่งตอนนี้ผู้กองพสุธาได้เข้ามาประจำการกับเหล่าลูกน้องแล้วเพราะคือนี้เป็นเวรของเขา 

               “ไปดูหมอลำอีกเวทีค่ะ ไหนๆ ก็มีโอกาสได้ดูแล้วฉันอยากเก็บข้อมูลไปเยอะๆ พี่ระรินไปด้วยกันมั้ยคะ” เจ้าเอยหันมาถามครูระรินที่ตอนนี้นั่งอยู่ในรถของผู้กองพสุธา ซึ่งครูสาวก็ส่ายหน้าตอบ 

               “ไม่หรอกจ้ะ พรุ่งนี้มีสอนหนังสือแต่เช้า เดี๋ยวพี่ก็จะกลับแล้ว” 

               “จะไปยุ่งกับเขาทำไม ครูระรินกับผู้กองดินเขายังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันกันอยู่เขาก็อยากจะอยู่ด้วยกันสิ ใครเขาจะอยากมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก” ผู้กองสายชลกระซิบว่าเธอก่อนจะกล่าวลาทุกคนแล้วจูงมือเธอเดินออกมาจากบริเวณเวทีหมอลำซิ่ง เจ้าเอยก็เลยทำหน้างอๆ แต่ก็ยอมเดินตามเขาไปอย่างว่าง่าย ซึ่งมันก็คงจะเป็นอย่างที่เขาว่านั่นแหละ คนมีคู่เขาก็ต้องอยู่กับคู่ของเขาสิ ขนาดพี่ป่านของเธอตอนนี้ยังหายจ้อยไปกับสามีเลยทั้งๆ ที่รับปากแล้วว่าจะพาน้องอย่างเธอมาเที่ยวงาน เฮอะ! เห็นผัวดีกว่าน้อง เดี๋ยวพรุ่งนี้จะงอนให้ดู 

  

 

 

               เวทีหมอลำที่มีการแสดงลำเรื่องต่อกลอนตั้งอยู่ห่างจากเวทีหมอลำซิ่งมากเพื่อไม่ให้เสียงดนตรีจากสองเวทีปะทะกัน บรรยากาศของเวทีแห่งนี้ต่างกันกับเวทีหมอลำซิ่งลิบลับเพราะคนมาที่ดูหมอลำส่วนมากจะเอาเสื่อมาปูนั่งดูกันอย่างเรียบร้อยและมีคนดูทุกเพศทุกวัย แต่ในโซนหน้าเวทีก็ยังเห็นมีกลุ่มคนมารอเต้นอยู่เหมือนกันเพราะการแสดงลำเรื่องต่อกลอนจะเป็นการแสดงนิทานพื้นบ้านอีสานในรูปแบบของกลอนลำและจะมีการร้องเพลงลำเพลินในจังหวะสนุกๆ มีหางเครื่องออกมาเต้นระหว่างการแสดงด้วย วันนี้เป็นการแสดงนิทานพื้นบ้านเรื่องผาแดงนางไอ่ ทุกคนบนเวทีแต่งกายกันสวยงามคล้ายกับลิเกของภาคกลาง แต่การร้องกลอนลำจะร้องคลอกับเสียงซอ เสียงแคนและมีตัวโจ๊ก ตัวตลกสร้างเสียงหัวเราะด้วย เจ้าเอยเพิ่งจะได้เห็นพี่รหัสของตัวเองก็ตอนมาดูหมอลำนี่แหละ ปานมณฑากำลังซุกสามีดูหมอลำอยู่กับคนอื่นๆ น่าหมั่นไส้ตรงที่นั่งเฉยๆ ไม่ได้ ต้องนั่งอิงไหล่สามี ให้สามีโอบตลอดเวลานี่แหละ สวีทกันจนลืมลูกเลยนะ 

               “ไปคุยกับคณะหมอลำให้แล้ว เขาอนุญาตให้เข้าไปสัมภาษณ์ได้” ผู้กองสายชลที่เดินไปด้านหลังเวทีเมื่อครู่เดินกลับมาบอกเธอพร้อมกับรับกล้องจากเธอไปเพื่อเป็นตากล้องให้อย่างรู้งาน เจ้าเอยเห็นปานมณฑาอยู่กับสามีแล้วก็ไม่อยากจะเข้าไปกวนเพราะนานๆ ทีพี่รหัสของเธอจะได้ออกมาเที่ยวกับสามีแค่สองคนแบบนี้เลยเดินตามผู้กองสายชลไป คืนนี้เธอรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้สึกดียามที่เห็นผู้กองดินดูแลครูระริน รู้สึกดีเวลาที่เห็นปานมณฑาสวีทหวานกับคนรัก รู้สึกดีที่มีผู้ใหญ่หลายๆ คนให้ความเมตตาให้เธอไปสัมภาษณ์ ไปขอความรู้ ได้รับน้ำจิตน้ำใจจากชาวบ้านและ...มีผู้ใหญ่ใจดีอย่างผู้กองสายชลคอยดูแลและออกหน้าไปขออนุญาตเหล่าศิลปินทุกท่านเพื่อให้เธอได้เข้าไปสัมภาษณ์ แนะนำเธอในเรื่องต่างๆ และยังช่วยเธอเก็บข้อมูลไปทำงานส่งอาจารย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อหน่ายเลย เธอดูออกว่าเขาตั้งใจและเต็มที่กับเธอมาก ถ้าตัดเรื่องนิสัยเจ้าชู้ของเขาออกไปเขาก็เป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมากๆ คนหนึ่ง หัวใจของเธอมักเต้นแรงเสมอเมื่อยามได้อยู่กับเขาและไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชอบมากแค่ไหนยามที่เขาเดินจูงมือเธอไปทั่วงานในค่ำคืนนี้ 

               “อ้าว พี่ป่านกับพี่เชนทร์หายไปแล้ว” เธอเข้าไปสัมภาษณ์ศิลปินด้านหลังเวทีอยู่ครู่ใหญ่ พอออกมาจากด้านหลังเวทีปานมณฑากับหัวหน้าคเชนทร์ก็หายไปแล้ว 

               “สงสัยกลับบ้านไปดูลูกๆ แล้วมั้ง” ผู้กองสายชลบอกก่อนจะยื่นเสื่อมาให้เธอ “ไปดูหมอลำกัน นู่น! ท้าวภังคีจะออกมาแล้ว” 

               “ใครคือท้าวภังคี” เจ้าเอยถามเมื่อเห็นผู้กองสายชลชี้ขึ้นไปบนเวที นี่ก็ไม่รู้ว่าเขาไปซื้อเสื่อพลาสติกมาจากไหน ทำไมรวดเร็วอย่างนี้ มีเสื่อไม่พอยังมีน้ำมีขนมมาให้เธอด้วยอีก เห็นเขาว่าถ้ามาดูหมอลำก็ต้องมีน้ำมีขนมมาด้วย 

               “ลำเรื่องต่อกลอนที่เขาแสดงบนเวทีน่ะเป็นนิทานเรื่องผาแดงนางไอ่ เป็นตำนานของบึงน้ำขนาดใหญ่ที่ชื่อว่าหนองหารในจังหวัดสกลนคร” ผู้กองสายชลเข้าไปนั่งบนเสื่อกับเจ้าเอา พอส่งน้ำกับขนมให้เธอแล้วเขาก็เอาเสื้อเครื่องแบบทหารของเขามาคลุมตัวให้เธอเพราะเธอใส่เสื้อครอปสายเดี่ยวอยู่ “หมอลำเขาจะแสดงกันจนสว่าง ถ้าจะดูให้จบเรื่องก็ต้องแต่งตัวให้มิดชิด ที่นี่ยิ่งดึกยิ่งหนาว น้ำค้างก็แรงเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” เขาเอาหมวกทหารของเขามาใส่ให้เธออีกด้วยความห่วงใย กลิ่นกายของเขาจากเสื้อมันทำให้เจ้าเอยยิ่งใจเต้นแรงจนต้องกำกระชับเสื้อของเขาเอาไว้ รู้สึกหลงใหลในกลิ่นอย่างบอกไม่ถูก 

               “ผู้กองยังไม่ได้บอกเลยว่าใครคือท้าวภังคี” เธอชวนเขาพูดแก้อาการขวยเขิน เขาก็เลยชี้ไปบนเวทีให้เธอดูพร้อมกับอธิบาย 

               “ก็ นิทานเรื่องนี้จะเป็นเรื่องราวความรักระหว่างท้าวผาแดง เจ้าชายจากเมืองผาโพงกับนางไอ่คำ ซึ่งเป็นธิดาของพระยาขอมเจ้าเมืองเอกชะทีตา ทั้งสองคนรักกันมากและแอบได้เสียกันโดยที่พระยาขอมไม่รู้ ต่อมาพระยาขอมจะเลือกคู่ให้นางไอ่เลยเชิญกษัตริย์กับเจ้าชายจากเมืองต่างๆ มาทำบั้งไฟแข่งกัน บั้งไฟของใครพุ่งขึ้นไปบนฟ้าสูงที่สุดก็จะได้แต่งงานกับนางไอ่ แล้วด้วยที่นางไอ่เป็นคนที่สวยมาก กษัตริย์กับเจ้าชายเมืองน้อยใหญ่ก็เลยมากันเยอะรวมถึงท้าวผาแดงด้วยที่ตั้งใจจะมาแข่งขันทำบั้งไฟเพื่อให้ได้แต่งงานกับคนรัก ส่วนท้าวภังคีเนี่ยเป็นโอสรของพญานาคในเมืองบาดาล พอเห็นว่ามีงานแข่งบั้งไฟก็เลยแปลงร่างเป็นกระรอกเผือกขึ้นมาดู” 

               “แล้วการแข่งบั้งไฟล่ะคะใครชนะ ท้าวผาแดงชนะรึเปล่า” 

               “เปล่า เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคนิดหน่อยบั้งไฟของท้าวผาแดงก็เลยจุดไม่ขึ้น มีแค่บั้งไฟของพระยาแดดเมืองฟ้าแดดสูงยางกับบั้งไฟของพระยาเชียงเหียนเท่านั้นที่พุ่งขึ้นสูง สูงชนิดที่ว่าพุ่งขึ้นท้องฟ้าเป็นเวลานานถึงสามวันสามคืนเลย” 

               “เวอร์ ถ้าจะสูงขนาดนั้นคงออกนอกอวกาศไปแล้วมั้ง” 

               “อ้าว ก็มันเป็นนิทานนี่ โลกของนิทานอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ” คนเล่านิทานเริ่มใส่อารมณ์พลางดูดน้ำส้มในแก้วไปอึกใหญ่แล้วจึงเล่าต่อ 

               “แต่ว่าพระยาทั้งสองก็ไม่ได้แต่งงานกับนางไอ่เพราะมีศักดิ์เป็นอาหลานกัน ดังนั้นงานแข่งบั้งไฟหาคู่ก็เลยเป็นโมฆะ พอเสร็จสิ้นงานแล้วทุกๆ คนก็แยกย้ายกันกลับบ้านเมือง แต่ในขณะนั้นท้าวภังคีได้ตกหลุมรักนางไอ่เข้าให้อย่างจังจึงไปเรียกร้องความสนใจจากนางไอ่ในร่างของกระรอกเผือกที่มีกระดิ่งทองห้อยคอ พอนางไอ่เห็นเข้าก็อยากได้กระรอกเผือกตัวนี้มาเลี้ยงเลยสั่งนายพรานมาจับให้ กระรอกเผือกวิ่งหนีการไล่ล่าจากนายพรานไปจนถึงต้นมะเดื่อ ด้วยความหิวเพราะวิ่งหนีจนหมดแรงกระรอกเผือกก็เลยหยุดแทะผลมะเดื่อกินทำให้ไม่ทันระวังตัวพลาดท่าถูกนายพรานยิงเข้าให้ แต่ก่อนจะขาดใจตายกระรอกเผือกหรือท้าวภังคีได้อธิฐานว่าขอให้เนื้อของตัวเองมีจำนวนมหาศาลถึงแปดพันเล่มเกวียน ต่อให้คนกินทั้งเมืองก็กินไม่หมด ทีนี้พอกระรอกเผือกตายแล้วนางไอ่ก็เลยให้นายพรานเอาเนื้อกระรอกไปแบ่งทุกคนกิน ทุกคนในเมืองเลยได้กินเนื้อกระรอกเผือกกันหมดยกเว้นพวกแม่ม่ายผัวตายเท่านั้นที่ไม่ได้รับแจกเนื้อกระรอก แต่ด้วยคำอธิฐานก่อนตายของท้าวภังคีเนื้อกระรอกเผือกที่กินกันน่ะ ยิ่งกินก็ยิ่งเพิ่มจนกินกันไม่หวาดไม่ไหว” 

               “เวอร์อีกแล้วผู้กอง กระรอกตัวนิดเดียวเอง ฉันกินคนเดียวยังไม่อิ่มด้วยซ้ำ” 

               “เข้าใจคำว่านิทานมั้ย” ผู้กองสายชลชักสีหน้าใส่เธออีกเพราะเธอมาเบรกเขาขณะที่ขากำลังเล่านิทานอย่างได้อารมณ์ “ทีนี้ถ้าขัดอีกจะตีแล้วนะ” เขายกฝ่ามือขึ้นขู่เจ้าเอยเลยรีบผายมือเชิญให้เขาเล่านิทานต่อ 

               “ทีนี้ความก็รู้ไปถึงหูพญานาคผู้เป็นพ่อ พอรู้ว่าลูกชายถูกฆ่าตายแล้วชาวเมืองยังกินเนื้อของลูกตัวเองอีกก็เลยยกทัพพญานาคขึ้นมาถล่มเมืองเอกชะทีตาในคืนนั้นเลยจนเมืองทั้งเมืองและผู้คนจมหายลงไปในเมืองบาดาล ฝ่ายท้าวผาแดงก็รีบมาช่วยนางไอ่คนรักของตัวเอง ท้าวผาแดงพยายามพานางไอ่ขี่ม้าหนีกองทัพพญานาค แต่เพราะนางไอ่ก็ได้กินเนื้อกระรอกเผือกด้วยก็เลยถูกพญานาคเล่นงานจนจมดินหายไป มีแค่ท้าวผาแดงกับพวกแม่ม่ายที่ไม่ได้กินเนื้อกระรอกเผือกเท่านั้นที่รอดปลอดภัย พอรุ่งเช้าพื้นที่ที่เคยเป็นเมืองเอกชะทีตาก็กลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ผู้คนในเมืองถูกกองทัพพญานาคล้างแค้นจนล้มหายตายจากกันหมด ท้าวผาแดงเสียใจมากที่คนรักตายไปต่อหน้าต่อตาเลยตรอมใจตายตามเป็นผีท้าวผาแดงตามล้างแค้นพญานาค เกิดเป็นศึกผีท้าวผาแดงต่อสู้กับพญานาคขึ้นมาอีกจนท้าวเวสสุวัณต้องขึ้นมาห้ามศึกครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายเลยเลิกแล้วต่อกัน ส่วนหนองน้ำที่เกิดจากกองทัพพญานาคขึ้นมาถล่มเมืองต่อมาชาวบ้านเรียกกันว่าหนองหาร ก็เลยเป็นหนองหารในจังหวัดสกลนครมาจนถึงทุกวันนี้ ไว้ว่างๆ จะพาไปเที่ยวนะ” 

               “กระรอกเผือกตัวเดียว ตายทั้งเมืองเลย” 

               “มันเป็นกรรมเก่าน่ะ ชาติก่อนนางไอ่กับท้าวภังคีเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน” ผู้กองสายชลเล่าต่อ “แต่ในชาตินั้นท้าวภังคีไม่ได้สนใจดูแลเมีย ไม่เคยทำหน้าที่ของสามีที่ดี ไม่เคยหลับนอนกัน วันหนึ่งท้าวภังคีจะพานางไอ่กลับบ้านเกิดของตัวเองแต่ระหว่างทางเสบียงหมดทั้งสองคนก็เลยไม่มีอะไรกิน ท้าวภังคีก็เลยแสดงความเป็นสามีที่ดีโดยการขึ้นไปเก็บลูกมะเดื่อกินจนอิ่มโดยไม่เอามาแบ่งเมีย ลำบากเมียต้องปีนขึ้นไปเก็บลูกมะเดื่อกินเอง พอกินแล้วแทนที่จะอยู่รอเมียกลับเดินหนีทิ้งเมียไปดื้อๆ นางไอ่ในชาตินั้นก็เลยเกิดน้อยใจ คับแค้นใจที่สามีไม่เคยดูดำดูดีตัวเอง นางก็เลยอธิฐานว่าหากเกิดชาติหน้าชาติใดก็ขอให้อย่าได้เป็นสามีภรรยากันอีกและขอให้สามีที่แสนดีมากๆ คนนี้เนี่ยนอนตายอยู่บนต้นมะเดื่อ พอมาเกิดชาติใหม่แล้วนางไอ่กับท้าวภังคีก็เลยไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน แล้วท้าวภังคีที่แปลงร่างเป็นกระรอกเผือกอยู่ก็ถูกนายพรานยิงตายบนต้นมะเดื่อตามคำอธิษฐานในชาติก่อนของนางไอ่ จบ! ปะกลับบ้านกัน ไม่ต้องดูมันแล้วหมอลำสปอยให้ฟังจนจบแล้ว” ผู้กองสายชลทำท่าจะลุกขึ้นจนเจ้าเอยรีบดึงแขนเขาเอาไว้ 

               “ไม่เอา ฉันจะดู” เธอดึงเขาเข้ามานั่งข้างๆ เหมือนเดิม ถึงจะได้ฟังนิทานเรื่องนี้แล้วแต่การเล่ากับการแสดงมันก็ไม่เหมือนกัน เธออยากฟังนิทานเรื่องนี้ใหม่ในรูปแบบของการแสดง การพูดเป็นกลอน การร้องรำของนักแสดงทุกคนบนเวที เธอไม่เคยดูหมอลำแบบนี้มาก่อนในเมื่อมีโอกาสได้ดูแล้วจะพลาดได้อย่างไร 

               “ขอดูจนจบเรื่องได้มั้ยผู้กอง” 

               ผู้กองสายชลก็ไม่ได้คิดจะกลับบ้านจริงๆ หรอก เขาแค่แกล้งเธอเล่น ความจริงเขาก็ยังอยากอยู่ต่อนั่นแหละ ไม่ใช่อยู่เพื่อดูหมอลำ แต่เขาอยากอยู่เพื่อที่จะได้นั่งข้างๆ เธอแบบนี้ พูดคุยกับเธอเพราะตั้งแต่ที่เธอมาที่นี่ วันนี้เป็นวันแรกที่เขาได้อยู่กับเธอนานที่สุด ได้พูดคุยกันโดยไม่ทะเลาะกันแรงๆ และเธอก็เป็นเด็กดีสำหรับเขาด้วย เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปนั่งเบียดเธออย่างไม่ให้เธอรู้ตัวและนั่งดูหมอลำกับเธอทั้งคืนจนเจ้าเอยง่วงและเผลอตัวมาซบไหล่ของเขา เขาก็เลยถือโอกาสนี้โอบตัวเธอเอาไว้ และพอถึงฉากสำคัญของเนื้อเรื่องนิทานเขาก็รีบปลุกเธอขึ้นมาดูเพื่อไม่ให้เธอพลาดฉากเด็ดๆ จวบจนรุ่งเช้า 

               ภาพของสองหนุ่มสาวที่นั่งดูหมอลำอยู่ด้วยกันทำให้หญิงสาวอีกคนได้แต่มองอย่างเจ็บใจ ตอนแรกเธอก็ไม่ได้คิดจะมาเที่ยวงานประจำปีที่นี่แต่เพราะเพื่อนของเธอส่งภาพบางอย่างมาให้เธอดูเธอถึงต้องรีบมา ภาพที่ว่าเป็นภาพของผู้กองสายชลกำลังจูงมือหญิงสาวรายหนึ่งเดินเที่ยวไปทั่วงาน ไปเต้นหน้าเวทีหมอลำซิ่งด้วยกัน จูงมือกันไม่ยอมปล่อยแล้วยังจะมานั่งดูหมอลำด้วยกันอีกทั้งคืน ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นก็คือผู้กองสายชลใส่เสื้อของเขาให้กับผู้หญิงคนนั้นด้วย ดูเขาจะเทคแคร์ผู้หญิงคนนั้นดีกว่าตอนอยู่กับเธอเสียอีก ที่เขาบอกเลิกเธอก็คงจะเป็นเพราะนังนี่สินะ มันเป็นใครถึงคิดจะมาแย่งเขาไป มีดีอะไรถึงทำให้เขายอมเลิกกับเธอและผู้หญิงทุกคนได้ ถ้าแค่ความสวยล่ะก็เธอจัดการได้ไม่ยากหรอก ถ้าผู้กองสายชลชอบนังนี่เพราะความสวย เธอก็จะทำให้นังผู้หญิงที่นั่งดูหมอลำอยู่กับเขาหมดสวย!!! 

               “ให้ผมจัดการตอนนี้เลยมั้ยครับคุณหนูมะปราง” ชายร่างสูงใหญ่สามสี่คนที่พ่อของเธอใช้ให้มาคอยดูแลเธอถามขึ้น ทุกคนล้วนแต่เป็นนักเลงที่พ่อของเธอเลี้ยงเอาไว้ ถ้าใครขัดใจเธอล่ะก็ได้โดนลูกน้องของพ่อเธอจัดการแน่ 

               “ไอ้โง่! คนนั่งดูหมอลำเต็มหน้าเวทีขนาดนี้ ไหนจะตำรวจทหารเดินอยู่ทั่วงานอีกแกจะจัดการยังไง” มะปรางหันมาด่าอย่างหงุดหงิด เธอแค่อยากมาให้เห็นกับตาเท่านั้นว่าภาพที่เพื่อนของเธอส่งมาให้ดูเป็นความจริงมั้ย คืนนี้เธอจะปล่อยผู้หญิงคนใหม่ของผู้กองสายชลไปก่อน แล้วหลังจากนี้เธอจะทำให้ผู้หญิงคนใหม่ของเขาหายไปตลอดกาล 

  

 

*************************************************** 

ในระหว่างที่ความสัมพันธ์ของผู้กองสายชลกับเจ้าเอยกำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เวรกรรมที่เกิดจากความ (เคย) เจ้าชู้ของผู้กองสายชลก็ตามมา เจ้าเอยจะเอาตัวรอดยังไง ผู้กองสายชลจะปกป้องน้องได้มั้ยแล้วบทสรุปความรักของคนทั้งคู่จะเป็นอย่างไรโปรดติดตาม… 

**************************************** 

  

ความคิดเห็น