WiTook

ชอบอ่านคอมเมนท์ที่สุด

กล้วหอมพบแสงสว่าง

ชื่อตอน : กล้วหอมพบแสงสว่าง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 245

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ย. 2563 08:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กล้วหอมพบแสงสว่าง
แบบอักษร

“พวกเขากำลังมุงดูอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ” เหมยฮวาชี้มือไปยังกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่ยืนล้อมรอบบางสิ่งอยู่และสีหน้าของพวกเขาก็ดูไม่ดีเอาเสียเลย 

“อย่าได้อยากรู้อยากเห็น” 

“แต่ข้าอยากรู้เจ้าค่ะ” เหมยฮวายังคงยกมือชี้นิ้วไปยังกลุ่มคนก่อนจะหันมาสบตาเขาด้วยสายตาออดอ้อน 

“เจ้าแน่ใจ” 

เหตุใดเหมยฮวาถึงได้รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี นางกลัวว่าสิ่งที่อยู่ตรงนั้นจะเป็นคนของนาง การที่พวกเขาไม่ตามหานางตอนหลงป่าหาใช่เพราะละทิ้งหน้าที่แต่อาจเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ต่างหาก ถึงอย่างไรนางก็ยังอยากจะเห็นกับตาตัวเองว่าเป็นพวกเขาจริง ๆ “แน่ใจเจ้าค่ะ พาข้าไปที่นั่นหรือไม่ท่านก็ปล่อยข้าลงเจ้าค่ะ ข้าจะเดินไปเอง” 

“ข้าจะพาไป” 

เหมยฮวาใจเต้นระส่ำเมื่อผู้คนค่อย ๆ แหวกวงล้อมให้ท่านแม่ทัพและนางเข้าไปเห็นสิ่งที่อยู่ตรงกลาง ผ้าสีขาวและรอยสีแดงวงใหญ่ที่คลุมบนร่างสองร่างทำเอาใจของนางหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม 

“น... นี่คือศพของผู้ใดเจ้าคะ” เหมยฮวาถามชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้กับร่างสองร่างที่อยู่ใต้ผ้าขาวนั้นด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทา 

“ศพผู้คุ้มกันที่ปะทะกับคนร้ายขอรับ” 

เหมยฮวาดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของท่านแม่ทัพด้วยอาการร้อนร้น จากนั้นจึงรีบตรงไปยังร่างทั้งสองและปล่อยโฮเสียงดังอย่างไม่อายผู้ใด “บีหนึ่ง บีสอง กล้วยหอมจอมซนของข้า ข้าขอโทษ ฮือ ๆ” 

“คุณหนูใหญ่ฟางคือ...” รองแม่ทัพเรียกชื่อสตรีที่คุกเข่าอยู่ข้างศพเพื่อจะอธิบายแต่ดูเหมือนว่านางไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยสักนิด 

“เพราะข้า... ฮึก พวกเจ้าถึงได้อายุสั้น ฮือ ๆ ข้าขอโทษ” เหมยฮวาสะอึกสะอื้นและก้มหน้ากับพื้นอย่างรู้สึกผิด หากนางไม่เลือกพวกเขามาเป็นผู้คุ้มกันตัวประกอบอย่างนาง พวกเขาคงมีอายุยืนยาวกว่านี้เป็นแน่ 

“หันหนี* นั่นไม่…” หลี่ไท่หยูแตะไหล่บางของนางและเรียกนางด้วยสรรพนามที่ไม่เคยคิดที่จะเรียกเพราะความแปลกของมัน แต่ที่เขาทำเช่นนี้เพราะหวังว่านางจะได้สติโดยเร็วเท่านั้น 

“จะให้หันหนีไปไหนเจ้าคะ พวกเขาตายเพราะปกป้องข้า ฮือ ๆ” เหมยฮวาหันหวับไปเอาเรื่องตัวร้ายเพราะไม่เห็นด้วยที่เขาจะให้นางหันหนีและปัดความรับผิดชอบ 

หลี่ไท่หยูถอนหายใจอย่างระอา เขาเคยเตือนนางแล้วว่าชื่อนี้มันทำให้สับสนได้ ไม่เชื่อก็ดูนางเป็นตัวอย่างสิทั้งที่นางเป็นคิดชื่อนี้เองแท้ ๆ ตัวนางเองยังลืมเลย 

“แม้พวกเราจะอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่... ฮึก... ข้าก็รักพวกเจ้า” เหมยฮวายังคงพร่ำพรรณนาถึงผู้ที่จากไปด้วยท่าทางโศกเศร้า การที่นางตั้งชื่อให้พวกเขาทำให้นางรู้สึกผูกพันธ์กับทั้งคู่เป็นพิเศษ ยิ่งนึกถึงวันเวลาที่เคยหยอกล้อสนทนาเล่นกันอย่างสนุกสนานด้วยแล้วก็ยิ่งให้รู้สึกเศร้า เหตุใดเวลาแห่งความสุขถึงได้สั้นนัก

“รักอย่างนั้นเหรอ” หลี่ไท่หยูขบกรามแน่น ดวงตาคมแข็งกร้าวขึ้นอย่างไม่รู้ตัว 

  

“บีหนึ่ง พวกเราต้องรีบออกไปแสดงตัวเดี๋ยวนี้!” บีสองจับแขนบีหนึ่งและพยายามลากร่างของสหายเข้าไปหานายจ้างอย่างเร่งด่วนแต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่ยืนยิ้มปลื้มปริ่มราวกับคนโง่ 

บีหนึ่งสะบัดแขนหนีอย่างไม่เห็นด้วยเพราะยังอยากได้ยินความในใจของนางที่มีต่อพวกเขาอีก “ข้าเพิ่งรู้ว่าคุณหนูใหญ่รักใคร่พวกเราสองคนถึงเพียงนี้ เจ้าไม่ดีใจหรือ”  

“อย่าได้พูดว่า ‘คุณหนูรักใคร่พวกเรา’ อีกเป็นอันขาด” บีสองกล่าวเตือนสหายด้วยความหวังดี 

“เจ้ามิชอบหรือ ข้าเห็นเจ้าคอยเข้าข้างนางตลอด” บีหนึ่งไม่เข้าใจเหตุใดสหายถึงได้เคร่งเครียดถึงเพียงนี้ การที่คุณหนูใหญ่รักใครและห่วงใยพวกเขามิใช่เป็นเรื่องดีหรืออย่างไร 

“เจ้าจะตายก่อนพูดจบ ตามข้ามา!” บีสองเตือนสหายเสียงเครียดและรีบลากคนโง่เข้าไปหาคุณหนูใหญ่เพราะขืนชักช้ากว่านี้อีกนิด คนที่จะซวยอาจเป็นพวกเขาแทนก็ได้ และคืนนี้อาจมีการนองเลือดเป็นสี่ศพเป็นแน่ 

  

“คุณหนูใหญ่ พวกเราอยู่นี่ขอรับ” 

“บีหนึ่ง บีสอง พวกเจ้ายังไม่ตาย!” เหมยฮวาถลาเข้าไปหาผู้คุ้มกันของตนเองอย่างดีใจ ลางสังหรณ์ของนางผิดไปหมด ทั้งนางยังทำเรื่องน่าขายหน้าโดยการร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าผู้คนมากมายเพราะทึกทักไปเองว่าเป็นศพของพวกเขา แต่ก็ช่างมันเถอะ แค่พวกเขาปลอดภัยก็ดีแล้ว... 

“คุณหนูใหญ่ฟาง” บีหนึ่งเองก็ถลานายจ้างอย่างยินดีเช่นกันแต่แล้วก็ต้องชะงักกึกเมื่อมีดาบใหญ่ตรงกลางระหว่างเขาและนายจ้าง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าดาบกลับเป็นสายตาของผู้ที่ถือมันต่างหาก ในที่สุดเขาก็เข้าใจสิ่งที่บีสองพูดเมื่อครู่แล้ว 

“ท่านแม่ทัพ! ข้าใจหายหมดเจ้าค่ะ พวกเขาคือผู้คุ้มกันของข้าหาใช่ผู้ร้าย ท่านก็เคยเจอพวกเขาที่ตลาดฉะนั้นวางดาบลงก่อนเถิดเจ้าค่ะ” เหมยฮวาพยายามไกล่เกลี่ยสถานการณ์ตึงเครียดตรงหน้า ไม่สิ... ต้องเรียกว่าไกล่เกลี่ยให้ตัวร้ายคลายความเครียดลงต่างหาก 

“เจ้ารักพวกเขา” หลี่ไท่หยูเบือนหน้าไปจ้องหน้าของคุณหนูใหญ่เขม็ง 

“ข้ารั...” 

“คุณหนูใหญ่ฟาง! เอ่อ... พวกเราจับชายชุดดำที่จะทำร้ายท่านได้ด้วยขอรับ” บีหนึ่งรีบกล่าวขัดจังหวะเสียงดังเพราะขืนคุณหนูใหญ่ยังพูดคำนั้นออกมาอีกครั้งเดียว พวกเขาอาจไร้ลมหายใจในชั่วพริบตาก็เป็นได้ 

“เช่นนั้นก็ดี ว่าแต่พวกเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่” เหมยฮวาถามพวกเขาอย่างเป็นห่วง หาได้สนใจเรื่องคนร้ายที่ถูกจับได้แม้แต่น้อย 

“ได้โปรดอย่าห่วงพวกข้าเลยขอรับ เพราะพวกข้าอาจไม่ปลอดภัยได้” บีหนึ่งปฏิเสธขณะเหลือบตามองชายหนุ่มที่ยังคงกำดาบไว้แน่นเหมือนพร้อมลงมือตลอดเวลา 

“คนร้ายอยู่ที่ใด” รองแม่ทัพรีบกล่าวแทรกด้วยไม่อยากให้เกิดการนองเลือด ท่านแม่ทัพจะรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ 

“ข้ามัดเขาไว้กับต้นไม้และฝากให้ทหารเฝ้าเขาไว้แล้วขอรับ” บีหนึ่งผ่อนลมหายใจเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงตั้งแต่ที่รองแม่ทัพเข้ามา 

“เหตุใดเจ้าเลือกตามคนร้ายไปแทนที่จะไปช่วยข้าที่หลงป่า ข้าต้องสอนให้พวกเจ้าลำดับความสำคัญใหม่เสียแล้ว” จับคนร้ายได้ก็ดีแต่เหมยฮวาก็ยังเห็นว่าในฐานะผู้คุ้มกันการอยู่ใกล้ ๆ นางย่อมสำคัญกว่าการไปไล่ตามคนร้าย 

“นั่นเพราะ...” บีหนึ่งอึกอักขณะเหลือบตามองใครบางคนอย่างขอความช่วยเหลือ 

“พวกเขาอาจต่อสู้ติดพันจนไม่สามารถไปอยู่ใกล้ ๆ คอยช่วยเหลือเจ้าได้ ทั้งการตามจับคนร้ายก็เป็นผลดีต่อตัวเจ้าเอง เพราะหากพวกเราสามารถหาตัวผู้บงการได้ เหตุการณ์เช่นนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก” 

จากท่าทางของพวกเขาประกอบกับสมองอัญชาญฉลาดของเหมยฮวา นางทราบเหตุผลแล้วว่าเพราะเหตุใดบีหนึ่งและบีสองไม่ออกตามหานาง 

“ท่านแม่ทัพพูดราวกับว่านั่งอยู่ในใจพวกเขาเลยนะเจ้าคะ บีหนึ่ง บีสอง พวกเจ้าเป็นคนของข้าเช่นนั้นต่อไปนี้พวกเจ้าต้องฟังคำสั่งของข้าคนเดียว เข้าใจหรือไม่” เหมยฮวากำชับผู้คุ้มกันของตนเองแต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นไม่เปลี่ยน เหมือนว่าที่ผ่านมานางจะถูกหลอกมาโดยตลอดเลยสินะ  

บีหนึ่งและบีสองได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าเอ่ยตอบสิ่งใดออกไป 

“พวกเขาเป็นผู้คุ้มกันของเจ้าก็ย่อมต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว” หลี่ไท่หยูตอบแทนผู้คุ้มกันทั้งสอง 

“ท่านแม่ทัพช่างรู้ใจพวกเขาเหลือเกินราวกับรู้จักสนิทสนมกันมานาน” นี่กระมังเหตุผลที่บีหนึ่งและบีสองมีท่าทีนอบน้อมต่อท่านแม่ทัพมาโดยตลอด พวกเขาไม่กล้าหือกับท่านแม่ทัพเลยสักครั้งเดียว 

“บีสอง เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่ว่าพวกเราถูกจับได้แล้ว” บีหนึ่งป้องปากกระซิบกับสหายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก 

“บีหนึ่ง ข้าเห็นด้วยกับเจ้ามากกว่าครั้งไหน ๆ” บีสองหลับตาลงเพราะไม่ต้องการรับรู้เหตุการณ์ตรงหน้าอีกต่อไป เขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ผู้ที่เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง 

“ใช่! พวกเขาเป็นคนของข้า” หลี่ไท่หยูยอมรับเพราะไม่ว่าอย่างไรนางก็ดูจะเดาได้อยู่แล้ว นี่พวกเขาเบาสมองหรือเพราะนางฉลาดเกินไปกันแน่ถึงได้จับติดอย่างรวดเร็วเช่นนี้ 

“ท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นหลี่ไท่หยู ข้าอยากพักผ่อน ขอตัวเจ้าค่ะ” ตัวร้ายต้องมีเหตุผลที่ส่งบีหนึ่งและบีสองมาอยู่ข้าง ๆ นาง และนั่นต้องไม่ใช่เพื่อคุ้มครองเหมยฮวาเป็นแน่ พวกเขาน่าจะคอยจับตาดูนางเพื่อปกป้องอีกคนมากกว่า แผนช่างล้ำลึก ‘ข้าเสียเงินไปตั้งเยอะ เพื่ออะไรกัน!’ 

“วันนี้พวกเขาคุ้มครองเจ้า” หลี่ไท่หยูตะโกนไล่หลังสตรีที่กำลังจากไป วันนี้นางสร้างเรื่องตั้งหลายเรื่องแทนที่เขาจะต้องเป็นฝ่ายโกรธนาง เหตุใดกลับเป็นนางที่โกรธและเขาต้องเป็นฝ่ายที่งอนง้อนางเสียได้ 

เหมยฮวาชะงักกึกเพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นถูกต้อง หากไม่ได้บีหนึ่งและบีสองนางอาจถูกคนร้ายจับตัวไปแล้วก็ได้ แต่ถ้ายังไม่ได้สิ่งต้องการ นางก็จะไม่ยอมแพ้เป็นอันขาด “แต่พวกเขาทิ้งข้าตอนหลงป่า!” 

“แต่พวกเขาไปจับคนร้ายมาให้เจ้า!” 

“นั่นพวกเขาทำตามคำสั่งท่าน หาใช่ข้า!” 

“ข้าช่วยเจ้าออกจากป่า! แล้ว ๆ ก็กำจัดงูนั่นด้วย ทั้งยังอุ้มเจ้ากลับมาอีก” 

“คืนเงินข้ามา!” เมื่อเถียงไม่ออก เหมยฮวาจึงตะเบ็งเสียงให้ดังกว่าเขาและบอกจุดประสงค์ที่ตนเองต้องการอย่างโมโห 

“คืนเงิน?” ทั้งหมดทั้งมวลที่ถกเถียงกันอยู่นี้ก็เพื่อขอเงินคืนเท่านั้นเองหรอกหรือ 

“ใช่! คืนเงินข้าแล้วเอาคนของท่านกลับไป” เหมยฮวาไม่มีทางยอมเสียเปรียบ ในเมื่อนางจ่ายเงินนางก็ต้องได้คนที่เป็นของนางจริง ๆ หาใช่ทำงานควบและมีเจ้านายสองคนเช่นนี้ 

“ข้าจะคืนให้ แต่... จะให้พวกเขาคุ้มครองเจ้าเช่นเดิม” 

เหมยฮวานิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ‘ได้เงินคืนซ้ำได้ผู้คุ้มกันโดยไม่ต้องเสียสักอีแปะเดียว คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ทว่าตอบตกลงเร็วไป คงดูไม่ดีนัก’ 

“พวกเขาจะฟังแต่ข้า คุ้มครองแต่ข้าใช่ไหมเจ้าคะ” 

“ใช่” 

“ข้าขอทราบเหตุผลเจ้าค่ะ” เหมยฮวาเงยหน้ารอคำตอบจากเขาอย่างใจจดใจจ่อ คนอย่างตัวร้ายไม่เคยทำสิ่งใดให้ใครโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมาก่อน เป็นไปได้ไหมว่าเขาจะเริ่มมีใจให้กับนาง 

“ถ้าเจ้าไม่ต้องกา...” 

“ใครบอก! ข้าต้องการเจ้าค่ะ อ่อ... อย่าลืมคืนเงินด้วยนะเจ้าคะ ไปกันเถอะบีหนึ่ง บีสอง” เหมยฮวาตัดบทเพราะเกรงว่าเขาจะเปลี่ยนใจ อีกอย่างนางก็สนิทสนมกับบีหนึ่งและบีสองแล้วด้วย ดังนั้นปฏิเสธก็ถือว่าโง่เกินเยียวยาแล้ว 

“พวกข้าขอตัวก่อนนะขอรับท่านแม่ทัพ” บีหนึ่งกล่าวลาอดีตผู้เป็นนายก่อนจะวิ่งตามหลังเจ้านายคนใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะคุณหนูใหญ่ฟางดีกับพวกเขาจะตายไปทั้งกินอิ่มนอนอุ่น 

“พวกเขาค้นพบแสงสว่างแล้ว ไม่เหมือนใครบางคนที่ยังมืดมนไม่เปลี่ยน” รองแม่ทัพกล่าวกระทบกระเทียบผู้บังคับบัญชาอย่างนึกสนุก 

“รองแม่ทัพ! เก็บหลักฐานที่นี่ทุกชิ้น อย่าให้เล็ดลอดสายตาไปแม้แต่อย่างเดียว รอคุณชายหมิงกลับมา... เจ้าก็ถามเขาว่าจะให้จัดการยังไงกับศพคนของเขา เจ้าต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยภายในคืนนี้ เพราะพรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางตั้งแต่เช้า อ่อ… อย่าลืมเขียนรายงานส่งข้าด้วย สงสัยว่าคืนนี้เจ้าเองก็จะต้องอยู่กับความมืดมนเหมือนกันกับข้า” 

“รับคำสั่งขอรับ” รองแม่ทัพฉีก้มหน้าลงอย่างหดหู่ เขาไม่น่าปากมากเลย ให้ตายสิ! 

  

วันรุ่งขึ้น 

“พวกเจ้าดูสิ! คนของทางการมาช่วยเราแล้ว” 

“จริงด้วย! สวรรค์! มีคนมาช่วยแล้ว” 

“ไชโย! ในที่สุดพวกเขามาถึงกันเสียที ขอบพระทัยฮ่องเต้ที่ทรงเมตตา” 

“ขอบพระทัยฮ่องเต้ ฮือ ๆ” 

“ไปต้อนรับพวกเขากันเถิด” 

“ไป ๆ” 

  

เหมยฮวามองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยชาวบ้านที่ต่างพากันมายืนรอต้อนรับขบวนของอาสาสมัครขณะกำลังเคลื่อนตัวเข้าหมู่บ้าน สภาพภายนอกของพวกเขาดูอิดโรยซีดเซียวแต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มทว่ามันมาพร้อมกับน้ำตาน่ะสิ พอเห็นแบบนี้แล้วเหมยฮวาก็ชักอยากจะให้ท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นหลี่ไท่หยูจัดการขุนนางฉ้อฉลพวกนั้นเสียจริง ความสุขของคนเพียงหยิบมือแลกกับความเดือดร้อนของชาวบ้านมาหมายขนาดนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน น่าโมโหนัก! 

“นายอำเภอหูอยู่ที่ใด” 

“ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ” 

“รายงานสถานการณ์มา” 

“ตอนนี้ระดับน้ำในลำธารหูลดลงไปบ้างแล้วแต่ที่ราบต่ำบางจุดยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ ตำบลหูเป่ยเปียนคือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะไร่นาเทือกสวนพังเสียหายเกือบหมด ผลผลิตที่เหลืออยู่ข้าน้อยได้สั่งให้ชาวบ้านรีบเก็บเกี่ยวและนำมาแจกจ่ายประทังชีวิตให้ชาวบ้านไปก่อน พวกเขาต้องอดมื้อกินมื้อ บางรายก็ถึงขั้นล้มป่วยเพราะร่างกายรับไม่ไหว ส่วนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหนักไร้ที่พักอาศัย ข้าก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่สร้างที่พักชั่วคราวให้กับพวกเขาแล้วระหว่างรอการช่วยเหลือจากทางการ คราแรกข้าน้อยตั้งใจจะเกณฑ์ชายหนุ่มในหมู่บ้านไปช่วยกันซ่อมฝายเพื่อป้องกันอุทกภัยระลอกสองแต่เพราะกลัวว่าจะเกิดน้ำป่าไหลหลากระหว่างการซ่อมบำรุงซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของพวกเขา ข้าน้อยจึงต้องล้มเลิกความคิดนี้ไปขอรับ” นายอำเภอหูรายงานทุกอย่างด้วยวาจาฉะฉานเพราะเขาได้ฝึกปรือมาแล้วเป็นร้อย ๆ รอบก่อนจะรีบก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วเพื่อหลบสายตาคมของแม่ทัพหนุ่มที่มองมา คนพวกนั้นรับปากเขาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าแม่ทัพหลี่ไม่มีทางมีลมหายใจรอดจนมาถึงอำเภอหูได้ เช่นนั้นผู้ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือผู้ใดกันเล่า เหตุใดเขาต้องซวยเป็นผู้รับหน้าเพียงคนเดียวทั้งที่ก็ได้รับส่วนแบ่งน้อยสุด หากก้าวพลาดนิดเดียวมีหวังหัวของเขาคงได้หลุดจากบ่าแน่ 

“อืม... แล้วที่พักของอาสาสมัครเล่าอยู่ที่ใด” ท่าทางลุกลี้ลุกลนของนายอำเภอหาได้รอดพ้นจากสายตาของหลี่ไท่หยูเพียงแต่ตอนนี้ไม่เหมาะที่จะทำการสอบสวนอีกฝ่าย อีกอย่างเขาเองก็ต้องการหลักฐานมากกว่านี้ด้วยจะได้ลากผู้กระทำผิดทุกคนมาลงโทษในคราวเดียวหาใช่แค่พวกปลาซิวปลาสร้อยเช่นนายอำเภอหู 

“อยู่บนเนินตรงโน้นขอรับ” 

หลี่ไท่หยูหันไปยังทิศที่นายอำเภอหูชี้บอกตำแหน่งแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ถึงจะปลอดภัยจากน้ำท่วมแต่ก็ง่ายต่อการถูกโจมตีและยังอำนวยความสะดวกให้คนร้ายหลบหนีเข้าไปในป่าได้อย่างง่ายดายอีกด้วย 

“ข้าได้ยินมาว่าบ้านพักของนายอำเภอรอดตั้งอยู่กลางเมืองทั้งยังไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยดังนั้นข้าเห็นว่าพวกเราควรไปพักที่บ้านของท่านน่าจะดีกว่า” จากที่สายข่าวรายงาน ขุนนางผู้นี้อยู่ดีกินดีต่างกับชาวบ้านที่กำลังลำบากราวฟ้ากับเหว บ้านช่องใหญ่โตหรูหราเกินตำแหน่งหน้าที่ทั้งที่ไม่ได้มีทรัพย์สินมากมายก่อนเข้ารับราชการและไม่มีกิจการใดในครอบครองพอที่จะทำเงินได้อีกด้วย แล้วคนผู้นี้จะร่ำรวยขึ้นมาผิดหูผิดตาได้อย่างไรกัน หากไม่ใช่จากการฉ้อฉล แต่เขาก็แค่ปลาซิวปลาสร้อย ดังนั้นเขาต้องสืบไปหาต้นตอให้ได้ 

“แต่...” 

“อาสาสมัครเหล่านี้เดินทางไกลเพื่อมาช่วยเหลือชาวบ้าน ท่านนายอำเภอยังจะกล้าใจจืดใจดำกับพวกเขาอีกอย่างนั้นหรือ เห็นทีข้าคงต้องรายงานเรื่องนี้ให้องค์ฮ่องเต้ทราบด้วยกระมัง” หลี่ไท่หยูจ้องเขม็งไปที่นายอำเภอหูเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบที่ต้องการ ท่าทางอึกอักมีพิรุธของวัวสันหลังหวะช่างดูน่าขันยิ่งนัก อีกฝ่ายคงจะเก็บงำความลับบางอย่างไว้ที่บ้านพักกระมังถึงไม่อยากให้พวกเขาเข้าไปพักที่นั่น 

“เอ่อ... แต่บ้านของข้าค่อนข้างคับแคบ ดังนั้นจึงเกรงว่า...” นายอำเภอหูเหงื่อแตกพลั่กด้วยมีชนักติดหลัง แต่จะปฏิเสธไปตรง ๆ ก็ไม่ได้เพราะท่านแม่ทัพยกองค์ฮ่องเต้มาอ้าง 

“แต่ที่ได้ยินมาไม่ใช่ หรือท่านมีบางอย่างปิดบังไว้ถึงได้พยายามปฏิเสธ” 

“หามิได้ ช... เช่นนั้นก็ขอเชิญทุกท่านพักที่บ้านข้าก็แล้วกันขอรับ” กลับไปนายอำเภอหูคงต้องเก็บกวาดหลักฐานให้ดีเพราะใคร ๆ ต่างก็ทราบกันดีว่าแม่ทัพหลี่ไท่หยูนั้นเป็นคนประเภทกัดไม่ปล่อย หวังว่าทางโน้นจะส่งคนมาช่วยเขาก่อนที่จะเผยไต๋ออกไป 

“รองแม่ทัพฉี! คุ้มกันอาสาสมัครและเสบียงตรงไปยังบ้านนายอำเภอเดี๋ยวนี้!” 

“ขอรับท่านแม่ทัพ” เขาอีกแล้วอย่างนั้นหรือ นี่ท่านแม่ทัพไม่สังเกตเห็นหรือว่าหน้าตาของเขาอิดโรยเพียงใดหลังจากที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่หน้าที่คือหน้าที่ เฮ้อ... ต่อไปเขาจะระวังคำพูดให้มาก 

  

เหมยฮวายิ้มยินดีเมื่อการเดินทางอันแสนยากลำบากได้จบลงเสียที และที่พักที่ได้จัดเตรียมให้กับเหล่าอาสาสมัครนั้นก็ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ทราบภายหลังว่ามันคือบ้านพักของนายอำเภอหูนั่นเอง แต่ไม่น่าเชื่อว่าบ้านพักของเขาจะใหญ่โตและหรูหราถึงเพียงนี้ ห้องหับสำหรับแขกก็มีอยู่มากมาย มากพอที่จะรองรับบรรดาเหล่าคุณหนูคุณชายของตระกูลใหญ่ทั้งหลายที่เข้าร่วมภารกิจนี้ ส่วนผู้ที่เหลือก็ถูกจับแยกให้ไปพักที่ลานกว้างของบ้านโดยอาศัยการตั้งกระโจมเช่นเดียวกับตอนอยู่ในป่า นางคิดว่านายอำเภอผู้นี้น่าสงสัยไม่น้อยตั้งแต่เห็นสายตาหลุกหลิกของเขาตอนที่กล่าวรายงานต่อท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นหลี่ไท่หยู 

อิงฮวามองไปรอบ ๆ ขณะเดินตามสาวใช้ของนายอำเภอหูตรงไปยังห้องพักที่จัดไว้ให้ แน่นอนว่าห้องพักของนางและพี่สาวต้องอยู่ใกล้กันอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็มิคิดว่าเฉิงฮุยจิงจะถูกสวรรค์ลิขิตให้มาพักห้องถัดจากนางเช่นกัน 

“นี่มันบ้านนายอำเภอหรือคหบดีกันแน่ บิดาข้าก็เป็นนายอำเภอแต่กลับร่ำรวยไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเขาด้วยซ้ำ” เฉิงฮุยจิงมองไปรอบบ้านอย่างตื่นตะลึง ฐานะนายอำเภอต่ำต้อยและยังอยู่ในพื้นที่ห่างไกล แล้วเหตุใดเบี้ยหวัดถึงได้มากมายจนกระทั่งมีบ้านหลังใหญ่โตถึงเพียงนี้ 

“พอใจในสิ่งที่ตนมีจะดีกว่า” 

“พี่ใหญ่ว่ากระไรนะเจ้าคะ” อิงฮวาได้ยินพี่สาวพูดอะไรบางอย่างแต่นางได้ยินไม่ถนัด 

“เปล่า” 

“ฟางเหมยฮวาคงอยากจะแกล้งยั่วให้พวกเราอยากรู้ก็เท่านั้นเอง วัน ๆ นางเอาแต่ไล่ตามคุณชายจิวกับอยู่ที่บ้านจะไปรู้เรื่องภายนอกได้อย่างไร” เฉิงฮุยจิงยิ้มเยาะปรายตามองศัตรูอย่างดูถูก 

“คิก ๆ เจ้าก็วิ่งตีคู่กับข้าเพื่อตามเขาตลอดมิใช่หรือ” เหมยฮวายกนิ้วชี้ทั้งสองขึ้นชิดกันเพื่อทำท่าทางประกอบ 

“นี่เจ้า!” เฉิงฮุยจิงชี้หน้าคุณหนูใหญ่ฟางอย่างไม่พอใจที่โดนย้อนเกล็ดเข้าให้ 

ฟังให้ดี! สตรีที่อยู่ในหัวใจของคุณชายจิวนั้นไม่ใช่ข้า และก็ไม่ใช่เจ้า แต่เป็นอิงฮวา! เขาน่ะทั้งรักทั้งหลงนางเป็นที่สุด! ดังนั้นเลิกหาเรื่องข้าได้แล้ว” เหมยฮวาตัดสินใจบอกอีกฝ่ายไปแบบตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม ชี้เป้าไปเลยนางจะได้ไม่ต้องเหนื่อย 

“เข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าและคุณชายจิวหาได้มีสัมพันธ์ใดเกินกว่าการเป็นสหายดังนั้นคุณหนูเฉิงก็พยายามเข้านะเจ้าคะ” กล่าวจบอิงฮวาก็ส่งยิ้มหวานให้กำลังใจบุตรสาวของนายอำเภอก่อนจะขอตัวเพื่อตรงเข้าไปยังห้องพักของตนเอง

“นี่เจ้ากำลังเยาะเย้ยข้าอยู่อย่างนั้นหรือ!” เฉิงฮุยจิงชี้หน้าศัตรูที่หันหนีไปทันทีที่พูดจบ

“ใช่แล้ว! นางเยาะเย้ยเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็พยายามจับตาดูคุณชายจิวไว้อย่าให้คลาดสายตาอีกล่ะ สู้ ๆ นะ” เหมยฮวาหัวเราะแล้วเดิน

 

“บีสอง... คุณหนูใหญ่สร้างศัตรูอีกแล้ว”

“อืม จัดการเลยดีหรือไม่”

“จัดการ... จัดการสิ่งใด”

“ฆ่า! ก่อนที่นางจะทำร้ายคุณหนู”

“เสียสติ! เจ้าเป็นผู้คุ้มกัน หาใช่นักฆ่าไม่!” บีหนึ่งกุมขมับด้วยรู้สึกปวดศีรษะตุ๊บ ๆ ตั้งแต่ท่านแม่ทัพออกปากอนุญาตให้ทำหน้าที่ดูแลคุณหนูใหญ่โดยตรง สิ่งใดที่บีสองคาดว่าจะเป็นอันตรายต่อคุณหนู บีสองก็กำจัดมันเสียสิ้น ไม่ว่าจะเป็น มด หนู แมลงสาบ และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง

“ตัดไฟแต่ต้นลม”

“หยู้ดดดดด”

ความคิดเห็น