Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 8

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2563 17:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 8
แบบอักษร

8

             “ก็เลยจะยอมไปงานฉันแล้วน่ะเหรอ” 

             มิกินั่งไขว่ห้าง มือใช้หลอดคนน้ำส้มในแก้วไปมา สายตามองเจ้าของร้านหลังเคาน์เตอร์อย่างจะจับพิรุธ แต่โอโตนามิก็แค่เทครีมสดลงไปในกะทะ คนให้มันเข้ากับวัตถุดิบอื่นๆ ที่ผัดเอาไว้แล้วก่อนจะหรี่ไฟ แล้วเอาเส้นสปาเก็ตตี้ลงไปคลุก

             “ใช่ เอาเป็นว่าฉันไม่เอาค่าจ้างอะไร” เทใส่จานทรงลึก ก่อนจะเอามาวางให้ตรงหน้า “ช่วยฟังรายละเอียดแล้วช่วยหมอนั่นจัดงานบาร์บิคิวอะไรที่ว่าของบริษัทหมอนั่นหน่อยก็พอ”

             “เห~~” หญิงสาวทำเสียงสงสัยอย่างจงใจ เอาส้อมม้วนสปาเก็ตตี้เข้าปาก “เธอเนี่ยนะ ยอมไปงานที่ตัวเองปฏิเสธขนาดนั้นน่ะ ฉันไม่เปลี่ยนชื่องานหรอกนะบอกเสียก่อน”

             “เปลี่ยนหน่อยก็ดีนะ” โอโตนามิตอบหงุดหงิด นั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างใน เท้าคางบ่น “แล้วฉันต้องทำอะไรบ้าง?”

             “ก็แต่งตัวหล่อๆ ไปทำตัวเด่นๆ ในงาน เอาให้คนมองตลอดงานเลย”

             “...”

             “ก่อนหน้านั้นจะขอนัดถ่ายรูปที่สตูดิโอก่อน เธอจะอยู่ในพวกกลุ่มตัวหลักของงานที่เราจะเตรียมไว้ ฉันก็จะใช้พวกเธอ PR งานนี้ในเว็บไซต์งานแล้วก็จะโปรโมทตามพวก SNS คนจะได้ตัดสินใจมาร่วมงานกันเยอะๆ ย่ะ”

             “มันต่างจากงานนัดบอดตรงไหน”

             “ไม่ต่าง” มิกิตอบ “งานแบบนี้มันก็คือนัดบอดแหละย่ะ ใครถูกใจกันก็ควงกันไปต่อได้เลย เธอด้วยน่ะนะ” พูดแล้วหัวเราะคิกคัก “แต่ลั่นวาจาไว้แล้วว่าไม่ใช่พวกหาคู่ไม่ใช่เหรอ ฉันก็ว่า”

             “ว่าอะไร?”

             “คบกันอยู่เหรอฮึ?”

             โอโตนามิเหลือบมอง ทำหน้าวางเฉย

             “คบกับใคร?”

             “ก็กับตาคุณพ่อหน้าสวยคนนั้นน่ะสิ หน้าเธอมันออกขนาดนั้น”

             “ไม่ได้คบ แล้วอย่าเที่ยวไปพูดอะไรแปลกๆ กับมุคาเอดะด้วย” โอโตนามิตอบทันควัน กอดอกทำเสียงหงุดหงิด

             “ไม่ได้คบ...? ก็แปลว่าชอบเขาข้างเดียว?”

             “ไม่ต้องเดาอะไรทั้งนั้น ไม่มีอะไรลึกซึ้งหรอกน่ะ แค่หมอนั่นคุยเรื่องงานให้ฟังก็เลยช่วยแนะนำเท่านั้น กินเสร็จแล้วก็รีบกลับๆ ไปซะ วันนี้ฉันจะปิดร้านครึ่งวัน”

             “ปิดไปไหน?”

             “ซื้อของเข้าบ้าน”

             มิกิจ้องด้วยสายตาสงสัยเต็มที่ ปล่อยเสียงหัวเราะลั่น

             “เอาจริงเหรอชิน” พอพูดแบบนี้ โอโตนามิก็ทำหน้าหงุดหงิด หลบสายตาพลางยกบุหรี่ขึ้นจุด “ตายแล้ว ไม่น่าเชื่อ คนอย่างเธอน่ะนะ? โอ๊ย คิดจะปิดฉันก็ไม่ได้หรอกย่ะ ฉันรู้จักกับเธอมาตั้งกี่ปีแล้ว”

             “รู้แล้วก็เงียบไว้ แล้วฉันเตือนแล้วนะ อย่าไปพูดอะไรแปลกๆ กับมุคาเอดะเด็ดขาด”

             “ให้ฉันช่วยมั้ย?”

             “ไม่ต้องเลย” โอโตนามิพ่นควันออกจากปาก หันไปทำเสียงดุ “แค่ช่วยจัดงานของบริษัทหมอนั่นให้ดีก็พอ เข้าใจมั้ย อย่าไปชวนคุยอะไรแปลกๆ เด็ด ขาด ไอ้งานรวมญาติชาวเกย์อะไรเนี่ยมันจัดทีหลังงานบาร์บิคิวของหมอนั่น ถ้าทำอะไรแปลกๆ ละก็ ฉันจะไม่ไปร่วมนะ”

             “แหม แหม เพื่อนก็ต้องไว้ใจเพื่อนสิ ฉันอยู่ในสายงานนี้โดยตรงนะ นี่ใคร? นี่โปรเฟสชันแนล รับรองว่างานบาร์บิคิวของพ่อหนุ่มของเธอน่ะจะต้องได้รับคำชมไปถึงระดับตำนานของบริษัทเลย”

             “...แค่ให้มันสำเร็จก็พอมั้ย”

             “ไม่ได้สิ เพื่อเพื่อน” มิกิตอบอย่างคนหยุดหัวเราะไม่ได้ “พอถึงตอนนั้นแล้วก็อย่าลืมทำงานถวายตัวในงานฉันด้วยล่ะ เซอร์วิสเยอะๆ เข้าใจไหม”

             “ก็ให้มันเรียบร้อยก่อนแล้วกัน”

             โอโตนามิไม่ตอบอะไร เอาบุหรี่แตะปาก ก่อนจะพ่นควันออกมาจางๆ

 

             มุคาเอดะหยิบผ้าออกจากเครื่องซักผ้ามาใส่ตะกร้า ก่อนจะถอนหายใจกับผ้ากองใหญ่อีกกองที่โยนลงไปแทน ถึงจะอยู่กันแค่สองคนพ่อลูก แต่การรวมเสื้อผ้าทั้งหมดไว้ซักแค่วันเสาร์หรืออาทิตย์วันเดียวก็ทำให้ต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันกว่าจะจัดการได้หมด ยิ่งเมื่อทุกวันศุกร์ บุตรสาวจะนำทั้งชุดพละ ผ้ากันเปื้อน และอะไรต่างๆ จากโรงเรียนกลับมาให้ซัก ทำให้มีผ้าต้องซักกองเต็มไปหมด

             พอคิดแบบนี้ก็รู้สึกสำนึกผิด ถึงจะดูเหมือนว่าอดีตภรรยาของเขาจะไม่เก่งในเรื่องงานบ้าน ทำให้เวลาแม่ของเขามาเยี่ยมจะบ่นจุกจิกเรื่องที่บ้านไม่เรียบร้อยและบ่นว่าอาหารการกินของเขากับมิสุเอะมีแต่พวกของกินแบบทำง่ายๆ แต่พอต้องมาทำจริงๆ ทั้งหมดคนเดียวอย่างนี้แล้ว ก็ค่อยสำนึกว่าในแต่ละวันนั้นฟุซาโกะคงจะพยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว มันก็น่าจะทรมานและหงุดหงิดใจ สำหรับคุณหนูที่แทบจะไม่เคยแตะงานบ้านมาก่อนอย่างเธอ ...เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในงานบ้านหนึ่งงานมีรายละเอียดที่ต้องทำเยอะขนาดนี้

             เสียงโครมจากห้องด้านนอกทำให้มุคาเอดะตาลีตาเหลือกชะโงกหน้าออกไปดู ทำหน้าช็อคที่เห็นเด็กหญิงลากเก้าอี้ไปมาเพื่อจะเอาไปวางหลังโซฟาแล้วกระโดดลงไปเล่นขย่มบนนั้น น่าจะทำอย่างนี้มาอย่างน้อยก็สองสามรอบแล้ว

             “มิสุเอะ!”

             มุคาเอดะเรียกเสียงดัง รีบไปคว้าตัวบุตรสาวลงมาจากเก้าอี้ พอวางหนูน้อยที่ส่งเสียงหัวเราะสนุกสนานลงบนพื้นได้ก็รีบย่อตัวลงไปดูร่องรอยต่างๆ บนพื้นไม้ หน้าซีด

             ตอนเช่าเสียค่าประกันไปเท่าไหร่นะ... น่าจะประมาณห้าหมื่น อย่างนี้ก็คือไม่น่าจะได้คืนแล้วใช่มั้ย? หรือว่าจะต้องเสียเพิ่มนะเนี่ย... 

             เงยหน้ามองรอบๆ ห้อง ที่เต็มไปด้วยข้าวของรื้อจากกล่องกระจัดกระจาย เพราะกะว่าจะเร่งจัดบ้านให้เสร็จภายในวันนี้ แต่ไปๆ มาๆ ของเล่นดูจะเยอะกว่า ตู้หนังสือที่สั่งให้เด็กหญิงเอาหนังสือจัดให้ก็ยังว่างเปล่า แถมพวกหนังสือก็ยังกองระเกะระกะกันเกลื่อน

             หางตามุคาเอดะเหลือบไปเห็นผนังวอลเปเปอร์สีขาวอีกฟาก ที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรูปวาดหลากสีสันสุดบรรเจิดจากดินสอสีที่ยังวางกองเป็นชุดอยู่หน้าผนัง หักพังบนพื้นเป็นเศษเปรอะเปื้อน อ้าปากค้างแทบจะในทันที

             ชายหนุ่มลุกพรวด กุลีกุจอไปหยิบผ้าขนหนูมาชุบน้ำบิดหมาด ไถลลงไปนั่งแล้วก็ขยี้ลบรอยที่เห็น โอ๊ย... วอลเปเปอร์มันก็เป็นสีขาวล้วนซะด้วย น่าจะ รู้อยู่แล้วมั้ยว่าไม่ใช่ที่ที่จะมาเขียนเล่นน่ะ!

             อารมณ์ขุ่นมัวเริ่มก่อตัวทีละนิด แต่ก็พยายามจดจ่อกับการลบรอยออกจากผนัง ไม่ทันสังเกตว่าเสียงหัวเราะสนุกสนานของลูกสาวดังไปมา พร้อมเสียงเก้าอี้ที่ถูกลากออกมาจากที่เดิม

             รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รู้สึกว่าเสียงลากเก้าอี้หยุดลงข้างหลัง มิสุเอะปีนขึ้นไปช้าๆ ตอนที่มุคาเอดะหันไปมองแล้วทำตาโต เด็กหญิงก็ชูสองมือ ยิ้มร่า กระโดดพุ่งตัวลงมาเต็มที่

             “ซุปเปอร์สปินนิ่งเลิฟลี่พิงค์!”

             มุคาเอดะไม่ทันได้คิดว่ามันเป็นท่าไม้ตายมาจากเรื่องอะไร สองเท้าของเด็กหญิงก็กระแทกลงกับซี่โครงดังอั๊ก ลงไปนั่งจุกกับพื้นไม่พอ มุสุเอะก็ยังเสียหลักล้มกลิ้ง หัวกระแทกกับขาเก้าอี้ตัวที่ตัวเองลากมา ร้องไห้จ้าตามด้วยเสียงเก้าอี้ตัวใหญ่ล้มทับชายหนุ่มต่อดังโครม

             “มิสุเอะ!! ทำตัวให้มันดีๆ ได้มั้ย!”

             เสียงเปิดประตูหน้าห้องเข้ามาพอดีกับตอนมุคาเอดะตะโกน โอโตนามิที่มือกำลังจับลูกบิดประตูอยู่ชะงักขา เงียบกริบ ทำให้มีแต่เสียงเด็กหญิงตะเบ็งแหกปากร้องไห้จ้า

             “เอ่อ...”

             มุคาเอดะเหลือบมองโอโตนามิที่เดินเข้ามาในห้อง หลบสายตาพลางจับเก้าอี้ที่ล้มตั้งขึ้น ลุกขึ้นเดินไปทางห้องหน้าห้องอาบน้ำที่อัดผ้าจะซักไว้เต็มเครื่อง

             “เป็นอะไรหรือเปล่าหือ?” โอโตนามินั่งยองๆ หน้าเด็กหญิงที่ร้องไห้เต็มที่จนหน้าแดง ไอสำลักจนน้ำมูกน้ำตาเลอะหน้า

             “ปะป๊า ปะป๊า!”

             “มานี่มา” โอโตนามิดึงแขนเบาๆ เอาทิชชู่เช็ดหน้าให้ มองสภาพห้องรอบๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของวางเกลื่อนกลาด รอยขูดขีดบนพื้น หรือดินสอสีหักกระจัดกระจายกับศิลปกรรมบนฝาผนัง... แล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ

             “ปะป๊าดุมิสุเอะ!”

             เด็กหญิงฟ้อง ร้องไห้ไปด้วยจนได้ยินไม่เป็นคำ

             “ฮือ ปะป๊าดุมิสุเอะ”

             “มิสุเอะจัง” โอโตนามิถอนใจ “นี่ดีนะที่มิสุเอะจังไม่บาดเจ็บอะไรน่ะ ทีหลังอย่าเล่นแบบนี้รู้มั้ย”

             “แต่ปะป๊า ปะป๊าดุมิสุเอะ”

             “มิสุเอะจัง มิสุเอะจัง” โอโตนามิเรียกซ้ำๆ จับแขนสองข้างของเด็ก หญิงเรียกสติ จ้องหน้าจริงจัง “เล่นอย่างเมื่อกี้ ปะป๊าเจ็บมากนะ ถ้าปะป๊าเป็นอะไรไป มิสุเอะจังไม่เสียใจเหรอ?”

             เสียงร้องไห้เหมือนจะเบาลง แต่ยังต้องคอยเอาทิชชู่ซับน้ำตาและน้ำมูกให้ อย่างน้อยเด็กหญิงก็ส่ายหน้า ปฏิเสธเรื่องที่ชายหนุ่มพูด

             “ไม่เอา ไม่เอา”

             “ถ้าเล่นอะไรอันตราย ปะป๊าก็ต้องดุ เพราะถ้ามิสุเอะจังเป็นอะไรไป ปะป๊าของมิสุเอะจังก็จะเป็นฝ่ายร้องไห้”

             “ไม่เอา ไม่เอา! ปะป๊าไม่ร้องไห้หรอก” เด็กหญิงแผดเสียง

             “ร้องสิ มิสุเอะจังสำคัญกับปะป๊ามาก ปะป๊ามีแต่มิสุเอะจังคนเดียวนะ”

             เด็กหญิงลดเสียงลงเป็นสะอื้น ยังหยุดเสียงร้องไห้สนิทไม่ได้ แต่ก็ก้มหน้า ดูสำนึกผิดเล็กน้อย

             โอโตนามิส่งยิ้มให้ ลูบศีรษะเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น

             “ไปเก็บของเล่นใส่กล่องซะ พวกดินสอสีด้วย เดี๋ยวฉันจะไปดูปะป๊าเอง”

             “ปะป๊าเกลียดมิสุเอะแล้วใช่มั้ย?” เด็กหญิงเงยหน้าถาม ทำหน้าจ๋อย

             “ฮะ ฮะ ไม่มีใครเขาเกลียดกันง่ายขนาดนั้นหรอก”

             ตอบขำๆ แล้วก้าวไปทางห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีเสียงเครื่องซักผ้าหมุน โอโตนามิหยุดหน้าห้อง มองมุคาเอดะที่ยืนเท้าแขนกับเครื่องซักผ้าที่สั่นเป็นจังหวะ ดูกำลังพยายามสงบสติอารมณ์เต็มที่ เงียบสนิท

             ก้าวเข้าไปหา เอามือใหญ่วางตรงซี่โครงจุดที่ชายหนุ่มเอามือกุมเมื่อครู่ ถามเบาๆ

             “เจ็บไหม? ขอดูหน่อย”

             มุคาเอดะเลื่อนมือมาจับออก ไม่มองหน้า

             “ไม่เป็นอะไรครับ ขอโทษที่ทำให้ต้องมาเห็นตอนอะไรแบบนี้”

             “มันเรื่องปกติ เลี้ยงเด็กเล็กๆ ก็ต้องมีเวลาน็อตหลุด” โอโตนามิปลอบ “มิสุเอะจังแค่ตกใจน่ะ ตรงหัวที่กระแทกก็ไม่มีอะไร ร้องไห้เพราะโดนดุมากกว่า แต่ก็เงียบแล้วล่ะ”

             “ผมก็ไม่ได้อยากขึ้นเสียงนะ มัน...” มุคาเอดะยกมือขึ้นบีบโคนจมูก คนมองอดไม่ได้ ก็เลยวางมือลงบนศีรษะ

             “สูดลมหายใจลึกๆ เวลาโกรธก็เลือกเดินออกมาจากตรงนั้นก่อน ถือว่าทำดีแล้ว”

             “พอคิดว่าไม่รู้ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้อีกเท่าไหร่ ก็ไม่มั่นใจว่าจะทนได้มั้ย...” มุคาเอดะพูดตามตรง “จะทำงานแล้วก็เลี้ยงลูกไปด้วยคนเดียวได้ยังไง แค่นี้ยังเผลอไปตะคอกจนแกร้องไห้ขนาดนั้นเลย”

             “มันเรื่องปกติ” โอโตนามิดึงแขนให้ศีรษะอีกฝ่ายลงมาพิงกับอกตัวเอง ไม่รู้ว่ามุคาเอดะรู้ตัวหรือไม่ เพราะหลับตาเอามือบีบโคนจมูกอยู่ ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ ก็เลยทำให้อีกคนอดเอาแขนไปโอบไว้ไม่ได้ “มิสุเอะจังก็เสียใจที่ทำไปนะ แกก็ไม่ได้อยากจะทำให้ปะป๊าเดือดร้อนอะไร น่าจะแค่อยากเรียกร้องให้สนใจแกบ้าง วันธรรมดาก็ทำงาน วันหยุดก็ต้องทำงานบ้านเยอะแยะอีก”

             “ก็ใช่ บ้านก็ยังไม่เรียบร้อย จะเอาเวลาไหนไปเล่นด้วย แกยังไม่เข้าใจว่ามีเรื่องต้องทำอีกเยอะเท่าไหร่”

             “น่า น่า” โอโตนามิปลอบง่ายๆ “บางอย่างก็ต้องปล่อยบ้าง ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก กว่าจะโตยังต้องทะเลาะกันอีกเยอะ แค่ทะเลาะแล้วกลับไปคืนดีกันได้ก็พอ”

             มุคาเอดะไม่พูดอะไร รู้สึกตัวดีว่าศีรษะพิงกับอกกว้างอยู่ ก็เลยจงใจไม่เปิดเปลือกตาขึ้นมอง เพราะไม่รู้ว่าถ้าแสดงออกชัดเจนว่ารับรู้แล้วจะต้องทำหน้ายังไง... ก็รู้หรอกว่าโอโตนามิแค่เห็นใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เลยอยากจะปลอบ แต่ก็อดตำหนิในใจไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเข้ามาทำเกินไปอีกแล้ว จะอะไรกันนักกันหนากับคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่แค่มาเช่าห้องอยู่อย่างเขา มันดูน่าสงสารมากนักหรือไง ถึงต้องมายุ่งวุ่นวายแม้แต่ตอนกลางวันวันหยุดอย่างนี้ด้วย ควรจะเจอกันแค่ตอนกลางคืนเพื่อเรื่องนั้นอย่างเดียวก็พอใช่ไหม? คราวก่อนเพิ่งพูดไปไม่ใช่หรือว่าถ้าทำแบบนี้กับใคร คนนั้นก็อาจจะเข้าใจผิด

             มุคาเอดะนิ่งเงียบ พอลืมตาขึ้น จู่ๆ ก็กระตุกตัวออกจากอ้อมกอดด้วยอาการลุกลี้ลุกลนผิดปกติ โอโตนามิมองสายตาที่หนีมองพื้นด้วยรอยยิ้มอ่อนใจ ก็คิดว่าปฏิกิริยาของมุคาเอดะก็น่าจะประมาณนี้อยู่แล้ว ทว่าพอเห็นอาการเลิ่กลั่กรีบหันตัวหนีขนาดนี้ก็ปวดใจนิดๆ

             ทั้งที่เวลาอยู่ด้วยกันตอนกลางคืนอย่าว่าแต่จะกระเถิบห่างจากเขาเลย ทั้งทำหน้าอ้อน ทั้งเรียกชื่อ จับมือเขาไปวางตรงนู้นตรงนี้ นายมันออกจะน่ารักขนาดนั้น ถ้าเพียงแต่ในยามปกติจะอ้อนเขาเสียบ้าง...

             มุคาเอดะหันหลังให้ เอามือวางบนอกตัวเองด้วยท่าทางตกใจ หน้าแดงก่ำ

             เดี๋ยวๆ... อย่าบอกว่าใจเต้นขนาดนี้เพราะแค่ถูกดึงไปกอดไว้แค่นั้น ตลกแล้ว ดีที่ดูเหมือนว่าคุณชินจะไม่เอะใจอะไร แต่ถ้ายังอยู่ตัวติดกันอย่างเมื่อกี้ก็ไม่แน่... ถ้าคุณชินได้ยินเสียงหัวใจเขาเต้นถี่ขนาดนี้ แล้วคิดว่าเขารู้สึกอะไรด้วยขึ้นมาล่ะ... 

          นี่มันแค่ยังโกรธเรื่องเมื่อครู่หรอก...  

             มุคาเอดะรีบก้มลงยกตะกร้าผ้าที่ซักไปรอบแรกเพื่อจะได้เดินออกไปจากห้อง แต่แล้วตรงซี่โครงที่ถูกกระแทกเมื่อกี้ก็เสียวแปลบขึ้นมา ทรุดกลับลงไปนั่งกุมใหม่ทันที...

             “มุคาเอดะ!”

 

             โอโตนามิลอกฟิล์มใสสองข้างออกจากแผ่นยาแปะ เอามือลูบๆให้แผ่นยาติดกับผิวขาวตั้งแต่เอวไปจนถึงสะโพกของคนยอมนั่งบนโซฟาเงียบๆ มุคาเอดะทำท่าขนลุกจากตัวยาเย็นเยือก คนติดแผ่นยาให้ก็เลยหัวเราะ

             “ตัวยามันจะเย็นๆ หน่อย แต่เดี๋ยวก็น่าจะดีขึ้น”

             มิสุเอะนั่งอยู่กับพื้น เอามือเกาะขาอีกข้าง มองอย่างเป็นห่วงด้วยท่าทางสำนึกผิด

             “ปะป๊าเจ็บไหม...”

             มุคาเอดะมองดวงตาน้ำตาคลอของลูกสาว ส่งยิ้มพลางเอามือลูบศีรษะเบาๆ

             “ก็ไม่เป็นไรแล้วล่ะ”

             “มิสุเอะขอโทษค่ะ”

             โอโตนามิเหลือบมองเด็กหญิงที่ยอมเอ่ยปากขอโทษอย่างตรงไปตรงมา พลางลอบยิ้ม ก็แค่นั้น...

             “ว่าแต่คุณชินมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” มุคาเอดะหันไปถาม เพราะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าชายหนุ่มเปิดประตูห้องเข้ามาพอดีตอนที่เหตุการณ์กำลังพีค แน่นอนว่าช่วงหลังๆ ก็สนิทกันขนาดที่เดินเข้าออกห้องกันและกันแบบนี้ได้เป็นปกติแล้ว แต่ช่วงเวลานี้ ปกติชายหนุ่มก็น่าจะยังทำงานอยู่ที่ร้านกาแฟชั้นหนึ่ง

             “อ๋อ จะมาชวนไปซื้อของเข้าบ้านไง” โอโตนามิว่า “เอาผ้าไปอบด้วย”

             “แล้วร้านล่ะครับ...?”

             “ก็ปิดครึ่งวันไง เมื่อวานบอกแล้วนี่”

             “นี่ปิดจริงๆ เหรอ...?”

             “ไปๆ มิสุเอะอยากไปซื้อของค่ะ!”

             “โอ๊ะ ถ้างั้นมิสุเอะจังกับคุณชินต้องช่วยกันเก็บบ้านก่อนนะ ถ้าอะไรไม่พอก็จะได้ไปซื้อมาเพิ่มไงล่ะ”

             “อื้อๆ” เด็กหญิงพยักหน้า กุลีกุจอลุกขึ้น ในที่สุดก็กลับไปจัดหนังสือเข้าตู้ซึ่งเป็นงานแรกที่บิดามอบหมายให้ตั้งแต่เช้าได้เสียที มุคาเอดะมองตามแล้วถอนหายใจ จริงๆ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเด็กๆ ก็อย่างนี้ ตอนอารมณ์ดีๆ ก็ให้ความร่วมมือทุกอย่าง ดีใจหายจนทำให้เขารู้สึกผิดที่เผลอไปดุ แต่ตอนเอาแต่ใจขึ้นมา อะไรๆ ก็ไม่ได้เลย และเหมือนดูตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อจะท้าทายอำนาจ จนอดคิดไม่ได้ว่าที่จริงแล้วตั้งใจอยากให้เขาเจอกับความลำบากสุดๆ ไอ้นิสัยแบบนั้นเนี่ย... เหมือนใครกันนะ

             มุคาเอดะทำท่าจะลุกขึ้นไปเก็บของต่อ โอโตนามิที่กำลังรวบรวมของที่เกลื่อนพื้นเป็นกองๆ ก็เงยหน้ามาพูด

             “นั่งไปก่อนก็ได้ แค่ช่วยบอกให้หน่อยว่าจะเอาอะไรไว้ตรงไหน”

             “ไม่เป็นไรหรอกครับ อยากจะเก็บวันนี้ให้เสร็จๆ” ตอบพลางมองรูปวาดบนวอลเปเปอร์สีขาวกับรอยขูดขีดบนพื้นแล้วก็ถอนใจ “ไม่ต้องห่วงนะครับ ตอนย้ายออกจากห้องนี้ คุณชินเรียกเก็บค่าเสียหายได้เต็มที่เลย”

             เจ้าของห้องเช่าเงียบไปชั่วครู่ มองมุคาเอดะที่ลงไปนั่งเอาผ้าเช็ดรอยที่ผนังออก พลางเหลือบมองเด็กหญิงที่เก็บหนังสือเข้าชั้นในอีกห้อง ก่อนจะกระเถิบเข้าไปนั่งข้างๆ

             ตอนที่มุคาเอดะเอะใจหันมามอง มือใหญ่ก็วางทับมือที่กำลังลบรอยที่ผนังพลางโน้มตัวลงมาประกบริมฝีปาก มุคาเอดะตกใจทำตาโต ถอยตัวออก หน้าแดงก่ำ ตาเหลือบมองลูกสาวที่อยู่อีกห้องทันที แต่เด็กหญิงกำลังเพลินกับการเก็บหนังสือ ไม่มีวี่แววจะหันมองมาสักนิดเดียว

             โอโตนามิมองปฏิกิริยาของมุคาเอดะแล้วเพิ่งได้สติว่าตัวเองทำอะไรลงไป... เขาแค่รู้สึกใจหายขึ้นมาตอนที่หมอนี่พูดคำว่า `ย้ายออก` ที่ผ่านมาในหัวเขายังไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย ไม่เคยนึกถึงวันที่สองพ่อลูกนี่จะเดินมาบอกว่าขอย้ายออกจากที่นี่... ทำให้สำนึกความจริงขึ้นมาได้ว่ามุคาเอดะเป็นแค่คนเช่าห้องที่จะเลิกสัญญาเช่าแล้วย้ายออกไปจากที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ พอคิดเรื่องนี้แล้วก็ปวดในอกขึ้นมาจนอยู่เฉยไม่ได้ แค่อยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อบอกว่าไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเท่านั้นเอง...

             “เอ่อ...”

             มุคาเอดะกำลังจะอ้าปาก โอโตนามิก็ยิ่งกระเถิบเข้าไปหา ก้มลงเอาริมฝีปากแตะลำคอขาว ไล้ไปมาก่อนจะขบเบาๆ ที่ใบหู ทำเอาเจ้าของลำคอแสดงอาการขนลุกซู่ ผลักอกพลางยกมือขึ้นจับลำคอเป็นเชิงห้าม แก้มแดง

             “แค่อยากจะนัดคืนนี้น่ะ” โอโตนามิยิ้มให้

             “...เข้าใจแล้วครับ” มุคาเอดะตอบตะกุกตะกัก “แต่มิสุเอะก็อยู่”

             โอโตนามิหลุบมองหว่างขาของอีกฝ่ายที่เจ้าตัวก็พยายามหลบๆ ให้ตายเถอะ นายจะไวไปไหนเนี่ย... ถึงจะคิดแบบนั้น ก็ได้แต่ขอโทษในใจที่เป็นฝ่ายเข้าไปกระตุ้น เพราะอยากให้เข้าใจว่าจูบเมื่อกี้เป็นแค่การวอร์มอัพสำหรับเรื่องอย่างว่า...

             ก็ถ้าหมอนี่รู้ว่าเขาก้มลงไปจูบด้วยความตั้งใจเพราะอดใจไม่ได้ แล้วความแตกว่าจริงๆ แล้วรู้สึกอะไรด้วยมาตลอด เกิดหนีด้วยการย้ายออกพรุ่งนี้เลยขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง...

             “คุณชินคิดเรื่องแบบนี้ตั้งแต่กลางวันเนี่ยนะ?”

             นั่น... เขากลายเป็นพวกโคตรบ้าเซ็กส์ไปแล้ว ว่าแต่มันไม่ควรจะเป็นคำพูดจากปากคนที่แค่โดนไซ้คอแล้วแข็งตัวตอบสนองขึ้นมาทันทีอย่างนี้นะ จำไว้ให้ดีเถอะ! ว่านายนั่นแหละ ทำให้ฉันต้องอยู่ในสภาพนี้!  

             “เห็นหน้านายก็คิดได้แค่เรื่องนี้แหละ” โอโตนามิหัวเราะแก้เก้อ พูดไปเพราะต้องการให้อีกฝ่ายสบายใจว่าทุกอย่างยังอยู่ในสัญญาความสัมพันธ์ทางร่างกายกันอยู่ แต่ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า ว่าแววตาของมุคาเอดะกระตุกวิบไหว หลบสายตาลงพยักหน้า พลางหันกลับไปยกมือเช็ดผนังต่อ

             เฮ้... นายก็ต้องการให้มันเป็นแค่นั้นเองไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมถึงทำหน้าเหมือนสะเทือนใจกับคำที่ฉันพูด...  

             “มุคาเอดะ...”

             “ครับ...” พอถูกเรียกก็หันมอง แล้วก็เงียบไปอีกเพราะโอโตนามิก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ มือใหญ่ยื่นมาหา ตอนแรกก็เหมือนว่าจะเอาหลังมือแตะใบหน้า แต่ก็เปลี่ยนเป็นตบลงบนไหล่ก่อนจะลุกขึ้น เดินไปทางข้าวของอื่นที่กระจัดกระจายอยู่

             “เดี๋ยวฉันเก็บพวกนี้เอง”

             มุคาเอดะพยักหน้า เหลือบมองแผ่นหลังที่ห่างออกไปนั่งเก็บของเงียบๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าคำพูดเมื่อกี้ของโอโตนามิจะทำร้ายจิตใจได้ขนาดนั้น ทั้งที่เป็นเรื่องที่รู้มาตั้งแต่แรกก่อนที่จะเริ่มทุกอย่าง มาตอนนี้จะมารู้สึกจิตตกอะไร ก็แค่อิจฉาคนแบบนี้ในฐานะผู้ชายด้วยกัน...

             ใช่ เขาก็แค่อิจฉา คนแบบนี้ต่อให้คนรักเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็คงไม่เกี่ยว พร้อมจะดูแลให้ดีโดยไม่ลังเลว่าอีกฝ่ายจะมีข้อจำกัดอะไร ต่างจากเขาที่คิดเล็กคิดน้อยกับทุกเรื่องจนไม่กล้าเดินหน้า เพราะนิสัยที่เป็นแบบนี้... ทำให้ยังแยกเรื่องพวกนั้นออกจากความรู้สึกโดยเด็ดขาดอย่างโอโตนามิไม่ได้ ก็แค่สนุกกับมันอย่างที่ตกลงกันไม่ใช่เหรอ เพราะฉะนั้นเขาก็ไม่ควรจะคิดว่ามันจะมีอะไรในความสัมพันธ์นี้อยู่บ้างสิ...

             โอโตนามิหันตามเสียงถอนหายใจของมุคาเอดะ แล้วก็เห็นว่าชายหนุ่มกำลังหน้าดำคร่ำเคร่งกับการลบรอยเปื้อนออกจากผนังต่อ ก็ได้แต่ยิ้มกับตัวเองอย่างอ่อนใจ พลางหันไปเก็บของให้เข้าที่

 

             “เอะ... ราคานี้จริงๆ เหรอครับ? รวมอุปกรณ์บาร์บิคิวแล้วนะ?”  

             มุคาเอดะทำหน้าตกใจกับเอกสารที่หญิงสาวผมสั้นผู้มาคุยงานยื่นให้ หลังจากเขาโทรไปนัดแนะวันเวลาให้เข้ามาคุยเรื่องนี้ที่บริษัท

             “ใช่ค่ะ จะให้เราเตรียมพวกวัตถุดิบกับเครื่องดื่มให้ด้วยก็ได้ ก็จะคิดเป็นราคาต่อหัวประมาณนี้ ราคานี้เป็นแบบไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนอีกราคาคือรวมเบียร์สดแบบดื่มไม่อั้น ทางคุณมุคาเอดะจะเตรียมอย่างอื่นมาเพิ่มด้วยก็ได้นะคะ” มิกิในชุดสูทยื่นเอกสารอีกชุดให้ มองท่าทางไล่สายตาตรวจสอบ ของมุคาเอดะไปด้วยพลางลอบยิ้ม แหม คุยงานเก่งอยู่นี่นา ตอนทำหน้าจริงจังดูน่ารักขนาดนี้ คิดว่าฉันไม่รู้หรือยะว่าเธอน่ะคิดอะไร อิตาชิน 

             “ส่วนสถานที่ก็...”

             “ฮินุมะเซ็นเตอร์ปาร์คค่ะ เราเอาไว้จัดอีเว้นต์หลายแบบ มีโซนทำบาร์บิคิวที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว วันงานเราจะปิดทั้งโซนให้ ที่จอดรถก็มีพร้อม หรือจะให้เราจัดรถรับส่งให้จากที่บริษัทเราก็ทำได้นะคะ” มิกิเสนอต่อ

             “มีรถรับส่งก็ดีนะครับ ขอทราบค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วย”

             “ฟรีค่ะ”

             มุคาเอดะเงยหน้า ทำตาปริบๆ

             “เอ่อ... ราคาต่อหัวนี่มันก็ถูกมากเลยนะครับ แถมทางเราไม่ต้องเตรียมหรือเก็บงานอะไรเลยด้วย แล้วยังจะจัดรถรับส่งฟรีอีก คุณฮินุมะโอเคเหรอครับ?”

             “โอเคโอเค เพื่อนสนิทของตาชิน ก็เหมือนเพื่อนฉันเองค่า อ้อ แล้วเรียกชื่อว่า `มิกิ` ได้เลยค่ะ ในวงการเขาเรียกอย่างนี้กันหมด” หญิงสาวยกมือขึ้นมาโบกพลางหัวเราะคิกคัก

             “ก็ไม่ถึงกับเรียกว่าเพื่อนสนิทได้หรอกครับ” มุคาเอดะหัวเราะแห้ง “ต้องอย่างคุณมิกิมากกว่า ถึงจะเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทได้ เพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยม.ปลายไม่ใช่เหรอครับ?”

             “แน่ะ ตาชินเล่าอะไรให้ฟังบ้างคะ ต้องมีแต่เรื่องไม่ดีแน่เลย”

             “ไม่เลยครับ ก็...” มุคาเอดะมองใบหน้าหญิงสาวที่แต่งเต็ม กลิ่นน้ำหอมฟุ้ง กับเสื้อผ้าหน้าผมที่ดูเป็นผู้หญิงจ๋า หลบสายตาลงอย่างไม่ตั้งใจ “ไม่ได้เล่าอะไรมากครับ แค่บอกว่าเรียนด้วยกันก็เท่านั้น”

             “หือออ สงสัยเล่าเรื่องที่ฉันเคยไปสารภาพรักใช่ไหมคะ?” มิกิเดาเอาจากปฏิกิริยาของชายหนุ่ม แล้วก็คิดว่าบิงโก เพราะมุคาเอดะเงยหน้าขึ้นมาทำตาโต แก้มสองข้างแดงก่ำ คนอะไรดูออกง่ายเป็นที่สุด... 

             “อ้า ไม่เชิงครับ... คือพอดี... พูดเรื่องรสนิยมของคุณชิน เอ่อ... ที่ว่า รู้ตัวว่า เอ่อ... มีรสนิยมไม่เหมือนคนอื่นตั้งแต่สมัยม.ปลาย”

             “อ๋อ ก็แปลว่าคุณมุคาเอดะรู้เรื่องนั้นดีแล้วสิ”

             “ครับ”

             “งี้ก็...” มิกิเอานิ้วแตะแก้มตัวเอง กลอกตาทำท่าคิด “หมายความว่าถึงจะรู้ว่าตาชินชอบเพศเดียวกัน ก็ยังยอมเป็นเพื่อนด้วยเหรอคะ?”

             มุคาเอดะสะดุ้ง รีบตอบ

             “ใช่ครับ คิดว่าไม่เกี่ยวอะไรกัน คุณชินเป็นเพื่อนที่ดีมากนะครับ รับฟังได้ทุกเรื่อง ให้คำแนะนำดีๆ เสมอเลย จะมีเป็นห่วงก็เรื่องชอบช่วยเหลือคนมากเกินไปนี่แหละครับ”

             มิกิฟังแล้วหัวเราะ

             “ก็ไม่ได้ชอบช่วยเหลือคนขนาดนั้นหรอกค่ะ ไม่ใช่ว่าคุณมุคาเอดะเป็นเพื่อนคนสำคัญหรอกเหรอคะ”

             คนฟังหน้าแดงไปอีกรอบ ส่ายหน้า โอ๊ย ฉันเข้าใจแล้วว่าเธอไปหลงตานี่หัวปักหัวปำได้ยังไง ทำไมน่ารักอย่างนี้เนี่ย! 

             “ไม่ใช่หรอกครับ แต่ก็ช่วยขนาดที่ทำให้คนน่าจะเข้าใจผิดได้ว่าตัวเองสำคัญกับคุณชินเขา ที่ผ่านมาน่าจะมีคนเข้าใจผิดเยอะใช่ไหมครับ?”

             “ใช่ๆ ตานั่นมีความสามารถปล่อยออร่าให้คนมาสารภาพรักเรื่อยๆ แหละค่ะ ลองคิดดูว่าแค่ฟาดหมดนั่นก็คงไม่ลำบากเรื่องพวกนี้ตลอดชีวิตละ ไม่จำเป็นต้องมีแฟนเป็นตัวเป็นตนด้วย ใครอยู่ใกล้ๆ ก็ระวังให้ดีเถอะ รู้ตัวอีกทีก็ไปสารภาพรักกับตานั่นแล้ว”

             มุคาเอดะอ้ำอึ้ง หลบสายตาลงไปดูเอกสาร ไม่เห็นสายตากับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มของหญิงสาว ที่กำลังหัวเราะในใจเหมือนเห็นคนติดกับดัก ตายแล้ว ตายแล้ว อะไรกัน ไปถึงขั้นไหนกันแล้วน่ะ ฉันอยากยุ่งมาก! 

             “เห็นคุณมุคาเอดะบอกว่าวันจริงไปร่วมไม่ได้เพราะต้องดูแลมิสุเอะจังเหรอคะ?”

             “อะ ใช่ครับ พอดีวางแผนว่าน่าจะจัดวันอาทิตย์”

             “เอาอย่างนี้ไหมคะ จัดงานเป็นแบบให้พนักงานพาครอบครัวมาร่วมด้วยได้ ถึงจะเป็นงานบาร์บิคิว แต่ก็จัดในพื้นที่กว้าง ไม่อันตรายสำหรับเด็ก มีสนามเด็กเล่นให้เด็กๆ เล่นด้วย หรือจะให้ทางเราจะเปิดห้องให้เด็กเล่นในตึกฝั่งนี้ด้วยก็ได้นะคะ” หญิงสาวเอาปากกาวงแผนที่ห้องใหญ่ในตึก “เราจัดแบบนี้บ่อยค่ะ ห้องมีของเล่นเด็กเยอะอยู่แล้ว จะให้เราจัดสตาฟมาช่วยดูให้ก็ได้ด้วย”

             “เอ่อ... แล้วค่าใช้จ่าย...”

             “ฟรีค่ะ”

             มุคาเอดะเงยหน้ามองรอยยิ้มของหญิงสาวอีกรอบ เหงื่อแตก

             “ไม่ดีมั้งครับ ถึงจะบอกว่าเป็นเพื่อนของคุณชินก็เถอะ... แต่ว่า...”

             “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ฉันน่ะติดหนี้ตาชินไว้เยอะ ได้ตานี่ช่วยไว้ตลอด มีปัญหาอะไรก็ไปปรึกษา ได้ตานั่นก็ช่วยมาตลอดเลยค่า” พูดไปก็ดูปฏิกิริยาอีกคนไปด้วย เห็นดูสะอึกไปเล็กน้อย แต่ก็พยายามปั้นสีหน้าปกติได้อีก สนุกจังเลย... 

             “แล้วนะคะ ประมาณเดือนกันยา ตาชินก็มีงานอีเว้นต์ที่ต้องทำกับฉันอยู่น่ะค่ะ เพื่องานนี้แล้ว ฉันก็อยากเอาใจตาชินเขาหน่อย ดีเลยที่เขามาขอให้ช่วยดูงานบาร์บิคิวให้คุณมุคาเอดะพอดี ฉันเลยได้มีโอกาสทำอะไรบ้าง เพราะ ฉะนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะจัดงานนี้เต็มที่เลย”

             “ถ้าอย่างนั้น...” มุคาเอดะตอบแบ่งรับแบ่งสู้ “เดี๋ยวจะลองเอาทั้งหมดที่ว่ามาเสนอเข้าที่ประชุมดูครับ ไอเดียเรื่องที่ให้พาครอบครัวมาด้วยแล้วมีมุมให้เด็กๆ เล่นผมว่าก็ดีมาก สถานที่กว้างขนาดนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ราคาต่อหัวก็ถือว่าคุ้มมาก ถ้าทิ้งโอกาสนี้ไปก็เสียดายแย่”

             หญิงสาวพยักหน้าหงึกๆ ส่งยิ้มให้อีกรอบ

             “ฮินุมะกรุ๊ปยินดีให้บริการค่ะ”

 

             “อือๆ ขอบใจมากที่ช่วยเข้าไปคุยให้” โอโตนามิกดบุหรี่ลงกับที่เขี่ย ตอบโทรศัพท์ที่กดสปีคเกอร์เอาไว้

             “คุณมุคาเอดะตกลงเลือกจัดงานแบบให้ครอบครัวพนักงานเข้าร่วมด้วยได้ ตอนนี้ก็กำลังทำใบปลิวเชิญชวนให้พนักงานมาร่วมงานอยู่ แล้วเดี๋ยวคงแจ้งจำนวนมาอีกทีน่ะ ทีนี้ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องมิสุเอะจังแล้วย่ะ พอใจหรือยัง? อย่าลืมทำงานถวายตัวให้ฉันนะยะ”

             “เออน่ะ” โอโตนามิตอบเสียงหญิงสาวที่พูดโอ้อวดถึงความสำเร็จพลางทวงบุญคุณเสร็จสรรพ “เอาไว้ให้งานเสร็จเรียบร้อยก่อนค่อยว่ากัน”

             “นี่ๆ เธอไม่อยากไปดูงานด้วยตัวเองหรือไง” มิกิถาม

             “ดูอะไร?”

             “ก็ไอ้งานบาร์บิคิวนี่น่ะสิ ไม่อยากไปดูเหรอว่า ปกติคุณมุคาเอดะเขาทำงานกับคนแบบไหนอะไรยังไง”

             “อ๋อ ก็เคยเจอเพื่อนสนิทที่ทำงานเขาแล้ว คนที่ชื่อนาคากุจิอะไรนั่น เคยมาที่ร้านสองสามครั้งเหมือนกัน” ตอบด้วยเสียงเรียบเฉยอย่างไม่ค่อยสนใจ

             “เจอๆ วันนั้นที่ไปฉันก็เจอ เข้าห้องประชุมมาเรียกคุณมุคาเอดะอย่างสนิทสนมเลยนะเธอ น่าสงสัยมากๆ”

             “ได้ยินว่าแค่เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเข้ามาทำงานใหม่ๆ”

             “ไอ้แบบนั้นเขาเรียกว่า `เป็นทุนเดิม` ย่ะ ความสัมพันธ์ที่เป็นทุนเดิมแบบนี้มันจะมาขยับขยายเพิ่มเติมเอาตอนในงานบริษัทอะไรแบบนี้นี่แหละ”

             “...”

             “คิดดูสิ ช่วยกันปิ้ง ช่วยกันคีบ คุยกันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานหนุงหนิง ฉันดูรายชื่อที่คุณมุคาเอดะส่งมาให้แล้ว เขาอยู่กลุ่มเดียวกันด้วยน้า คุณมุคาเอดะจัดให้หมอนั่นอยู่กลุ่มเดียวกับตัวเองน่ะ คิดดูสิว่าต้องจงใจขนาดไหน ไม่น่าเป็นห่วงเหรอ? (จริงๆ ฉันจัดเองแหละ)”

             “...จะทำอะไรได้ละเฮอะ” โอโตนามิตอบหงุดหงิด

             หญิงสาวยิ้มรับจากปลายสาย แน่นอนว่าคนคุยด้วยย่อมไม่เห็น

             “ฉันจะตั้งซุ้มเครื่องดื่มในงาน อยากได้คนไปชงกาแฟกับดูแลพวกเครื่องดื่มพอดีเลยน่ะ”

             พลางตอบด้วยคำตอบที่เตรียมไว้แล้ว 

 

To be continue

 

MEB E-Book >>> Hanabidou

ความคิดเห็น