email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่2 : แกล้ง

ชื่อตอน : ตอนที่2 : แกล้ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ต.ค. 2563 12:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่2 : แกล้ง
แบบอักษร

ตอนที่2 : แกล้ง

 

 

14:55 น.

ณ โรงแรมหรูย่านเชียงใหม่ นักธุรกิจหนุ่มกำลังนั่งไขว่ห้างรอแขกคนพิเศษอย่างสบายใจ ในมือถือแก้วไวน์ราคาแพง อีกทั้งบนโต๊ะยังเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส ที่เจ้าตัวตั้งใจสั่งมาเพื่อรอกินกับแขกคนนี้โดยเฉพาะ

 

"นายครับ เขาจะมาแน่เหรอครับ" เลขาหนุ่มเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยความสงสัย เพราะตอนนี้ใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววของหมอหนุ่มเลย

"หึ มาสิ ฉันเชื่อว่ายังไงเขาก็ต้องมา" ธันวาบอกลูกน้องอย่างมั่นใจ เพราะเชื่อว่ายังไงหมอไป๋ก็ต้องมาตามนัดแน่นอน ใบหน้าหล่อยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะก้มมองนาฬิกาที่กำลังบ่งบอกว่าอีกห้านาทีจะถึงเวลานัดแล้ว

 

 

และการคาดเดาของเขาก็ไม่ผิดเพี้ยน เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่นาทีหมอไป๋ก็เดินเข้ามา คนหน้าหวานทำหน้าเฉยชาเหมือนคนไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในใจโกรธจนอยากชกหน้าไอ้หล่อที่นั่งหน้านิ่งให้หงายหลัง

 

"อ้าว มาแล้วเหรอครับคุณหมอ เชิญนั่งก่อนสิครับ" ธันวาเอ่ยบอกหมอหนุ่มอย่างสุภาพ แต่ใบหน้าหล่อกลับดูร้ายกาจอย่างปิดไม่มิด

"ไหนล่ะสัญญา กูต้องรีบกลับกรุงเทพ" หมอหนุ่มไม่รีรอให้เสียเวลา พอนั่งลงปุ๊บก็ถามเรื่องสัญญาซื้อขายทันที เพราะเขาไม่อยากเสวนากับอีกฝ่ายนาน

"ใจเย็นๆสิครับคุณหมอ นั่งกินข้าวกับผมก่อน เสร็จแล้วค่อยมาคุยเรื่องสัญญากัน" ธันวาบอกกลับเสียงเรียย ใบหน้าหล่อส่งยิ้มหวานมาให้คนตรงหน้าอย่างเป็นมิตร แต่มีหรือที่หมอหนุ่มจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเสแสร้ง

"อย่ามาลีลา กูไม่มีเวลามานั่งเสียเวลากับมึงนานหรอกนะ" หมอหนุ่มรีบพูดตัดบท

 

"อะไรกัน แค่กินข้าวกับผมสักมื้อมันจะเป็นไรไปครับ หรือคุณไม่อยากได้ที่ดินแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นก็เชิญกลับได้เลยนะครับ เพราะผมนัดลูกค้าที่ต้องการซื้อที่ไว้หลังจากนี้พอดี" ธันวาบอกเสียงเรียบพร้อมกับส่งสายตาเย้ยหยันมาให้

"ไอ้ธัน! ไหนมึงบอกจะขายให้กูไง นี่มึงคิดจะผิดคำพูดเหรอ!!" หมอหนุ่มตวาดใส่อีกฝ่ายเสียงดังลั่น พร้อมกับลุกพรวดจากที่นั่งด้วยความไม่พอใจไม่พอใจ

"ชู่ว...ใจเย็นสิครับ ผมแค่อยากให้หมอกินข้าวด้วยกันเฉยๆ หลังจากนั้นเราค่อยคุยเรื่องสัญญากันต่อไง" คนหล่อบอกยิ้มๆ พร้อมกับส่งสายตายียวนมาให้

 

"มึง!!"

"เลือกเอานะครับ ว่าจะยอมนั่งกินข้าวกับผมดีๆ หรือจะกลับบ้านไปมือเปล่า"

เมื่อโดนอีกฝ่ายพูดขู่มาแบบนี้ หมอหนุ่มจึงทำอะไรไม่ได้ นอกจากพยายามข่มอารมณ์โกรธแล้วยอมนั่งลงไปเหมือนเดิม แล้วเริ่มลงมือทานอาหารเงียบๆ

 

ธันวายิ้มร้ายอย่างผู้ชนะ ก่อนจะเริ่มลงมือทานของตัวเองบ้าง ตลอดการกินไม่มีใครพูดอะไรออกมา บรรยากาศในโต๊ะเงียบจนรู้สึกอึดอัด หมอหนุ่มก้มหน้าก้มตากินอย่างเสียไม่ได้ และไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ จึงไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นโดนสายตาคมจ้องมองอยู่ตลอดเวลา

 

พอทั้งคู่กินเสร็จธันวาก็กวักมือเรียกพนักงานให้มาเก็บจาน แล้วให้เลขาหนุ่มหยิบแฟ้มเอกสารมาวางบนโต๊ะ

 

"นี่คือเอกสารซื้อขายที่ดิน ผมหวังว่าคุณจะทำตามสัญญานะ" ธันวาบอกเสียงเรียบ ก่อนจะใช่สายตาจ้องมองอีกฝ่ายไม่วางตา

"คนอย่างกูพูดคำไหนคำนั้น นี่เช็คห้าสิบล้าน" หมอหนุ่มพูดพร้อมหยิบเช็คจากแฟ้มเอกสารมาวางบนโต๊ะ ดวงตาหวานก็จ้องอีกฝ่ายกลับอย่างไม่ยอมแพ้

 

"เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาครับ ผมหมายถึงเรื่อง..."

"เออ!! กูรู้แล้ว กูขอโทษที่เคยด่ามึง พอใจยัง!!" ไม่ทันที่ธันวาจะได้พูดจนจบ หมอไป๋ก็พูดตัดบทขึ้นมาซะก่อน นักธุรกิจหนุ่มชะงักเล็กน้อยที่จู่ๆอีกฝ่ายก็ยอมพูดออกมาง่ายๆแบบนี้ แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น หน้าหล่อก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอีกครั้ง

 

"อะไรกัน พูดให้มันจริงใจกว่านี้หน่อยสิครับ" ชายเจ้าของใบหน้าหล่อพูดขึ้น

"นี่มึงจะอะไรกันนักกันหนาวะ ก็ขอโทษไปแล้วไง" หมอหนุ่มเริ่มเดือด เพราะตอนนี้เขาชักจะหมดความอดทนกับไอ้เถื่อนคนนี้แล้ว

"พูดดีๆ พูดเพราะๆ ไม่งั้นผมไม่ขายที่ให้คุณแน่" ธันวาพูดขู่ ทำให้หมอหนุ่มถึงกับกัดฟันกรอดเพราะความโกรธกำลังทวีคูณขึ้น มือสวยก็กำหมัดแน่นเพื่อระบายอารมณ์ ถ้าไม่ติดว่าจะเสียงาน กูจะซัดมึงให้หงายเลยไอ้ธัน หมอหนุ่มคิดในใจ ตาหวานแววโรจน์จนปิดไม่มิด

 

"เร็วๆสิครับ ผมรอฟังอยู่" ชายหนุ่มเร่งเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่เงียบ เขากำลังสนุกที่ทำให้อีกฝ่ายคลั่งแบบนี้ ยิ่งหน้าขาวที่กำลังแดงเพราะแรงโกรธนี่เขาก็ยิ่งชอบ เพราะตอนนั้นเขาเองก็โกรธที่โดนด่าจนเลือดขึ้นหน้าเหมือนกัน

"เออ กูขอโทษที่เคยด่ามึง" หมอหนุ่มถอนหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะจำใจพูดออกมาเสียงแผ่วเบา

"อะไรนะครับ ผมไม่ได้ยิน" ธันวาแกล้งถามเหมือนไม่ได้ยิน ทั้งที่เขาได้ยินชัด ถึงจะเบาไปหน่อยแต่เขาก็ได้ยิน เพราะมุมนี้เป็นมุมที่ไม่ค่อยมีคน จึงทำให้เงียบกว่ามุมอื่น

"ผมบอกว่า..ขอโทษที่เคยด่าคุณไง ได้ยินรึยัง" หมอหนุ่มพยายามข่มอารมณ์โกรธอย่างสุดขีด เขาหลับตาทำใจกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดขอโทษคนตรงหน้าออกไปดังๆ นักธุรกิจหนุ่มเผยยิ้มออกมาทันทีที่ได้ยินแบบนั้น แต่พออีกฝ่ายลืมตาขึ้นมาเขากลับหุบยิ้มแทบจะทันที

 

"หึๆ ก็แค่เนี้ย! พูดดีๆก็เป็นนิ อ่ะ...นี่เอกสารซื้อขาย ผมเซ็นในส่วนของผมเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือคุณก็จัดการเองแล้วกันนะ ผมขอตัว" ชายร่างสูงบอกเสียงเรียบ พร้อมแสยะยิ้มให้หมอหนุ่มอย่างผู้ชนะ ก่อนจะดันเอกสารมาให้คนตรงหน้า แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อจะเดินออกไป

 

"เดี๋ยว!! เช็ค" หมอไป๋บอกพร้อมยื่นเช็คเงินสดให้

"ขอบคุณ" ธันวาบอกสั้นๆ ก่อนจะยื่นมือแกร่งมาหยิบเช็คแล้วเดินออกจากห้องอาหารไปทันที ถ้าให้พูดตามตรงคือเมื่อกี้เขามัวแต่ฟอร์มจนลืมเช็คนั่นแหละ ถ้าอีกฝ่ายรู้คงได้หัวเราะเยาะแน่ๆ เขาจึงต้องรีบเดินออกมาไงล่ะ

 

 

"หวังว่ากูคงไม่ต้องเจอมึงอีกนะ ไอ้เถื่อน" หมอไป๋พึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะจัดการเซ็นเอกสารซื้อขานให้เรียบร้อย แต่ก่อนเซ็นก็ไม่ลืมตรวจสอบข้อมูลเอกสารให้ละเอียดว่าถูกต้องมั้ย และเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จ ร่างโปร่งก็เดินออกจากห้องอาหารของโรงแรมไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่าไอ้เถื่อนที่เขาเกลียดนักเกลียดหนายังคงตามดูเขาอยู่ในรถไม่ไปไหน

 

ธันวาเผลอยิ้มออกมาเมื่อได้เห็นหน้าบูดบึ้งของอีกฝ่าย ยอมรับเลยว่าตอนแรกเขาแค่จะเอาคืนอีกฝ่ายให้หลาบจำเท่านั้น แต่พอตอนนี้กลับมีความคิดบางอย่างลอยแวบมาในหัว ซึ่งนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มร้ายกาจออกมาอย่างที่เห็น

มือแกร่งล่วงโทรศัพท์เครื่องหรูออกจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะกดโทรหาพ่อบังเกิดเกล้าทันที และไม่ต้องรอสายนานอีกฝ่ายก็กดรับ

 

"[ฮัลโหลว่าไง ทำไมวันนี้ไม่เข้าบริษัท]"

"พ่อ ผมเปลี่ยนใจแล้วนะ ผมจะไปบริหารงานบริษัทที่กรุงเทพนะ พ่อยังอยากให้ผมไปอยู่ใช่มั้ย" ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามของผู้เป็นพ่อ แต่กลับถามเรื่องอื่นขึ้นมาแทน

"[หืม...ไหนตอนนั้นแกบอกไม่อยากไปไง ทำไมจู่ๆเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาล่ะ]" ผู้เป็นพ่อถามด้วยความแปลกใจ เพราะสองอาทิตย์ก่อนเขาพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกชายตัวดีไปบริหารงานบริษัทสาขาที่กรุงเทพ เพราะไม่ไว้ใจหากให้คนอื่นมาบริหาร แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธท่าเดียวว่าไม่ไป ยังไงก็ไม่ยอมไป จนเขาเหนื่อยที่จะตื้อ แต่พอมาวันนี้กลับเปลี่ยนใจเองซะงั้น จึงทำให้เขารู้สึกแปลกใจไม่น้อย

 

"เอ่อน่ะพ่อ ตอบมาแค่ว่าให้ไปหรือไม่ให้ไปก็พอ" ธันวารีบพูดตัดบท เพราะไม่อยากให้พ่อเซ้าซี้อะไรให้มากความ

"อยากสิวะถามได้ ถ้าแกไปพ่อจะได้เบาใจขึ้นมาหน่อยไง แกก็รู้สมัยนี้ไว้ใจใครได้ที่ไหน ดูอย่างแฟนน้องแกสิ้ โดนอาแท้ๆวางแผนฆ่าเพียงเพราะอำนาจเงิน แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นล่ะ แกว่าจริงมั้ย" ผู้เป็นพ่อตอบกลับในทันที พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่อยากให้ลูกชายตัวเองไปบริหารงานด้วยตัวเอง เพราะไม่ไว้ใจคนอื่น เนื่องจากมีเคสตัวอย่างของเฟยหยาง

 

"ครับพ่อ...ผมรู้แล้ว งั้นพรุ่งนี้ผมเดินทางเลยนะ จะได้ทำความรู้จักกับพนักงานในบริษัทด้วย เวลาทำงานร่วมกันจะได้ไม่เกรง" คนหล่อบอกยิ้มๆ ปากก็บอกว่าไปเพราะงาน แต่จริงๆไม่มีใครรู้ว่าเขาไปเพราะอะไรนอกจากตัวเขาเอง

"[เออๆดี เดี๋ยวฉันจะโทรไปประสานงานกับคณะกรรมการที่โน้นให้อีกที ตอนแกไปคนอื่นจะได้ไม่งง]"

"ครับ งั้นแค่นี้นะครับ ไว้พรุ่งนี้ผมจะโทรหาอีกที" นักธุรกิจหนุ่มยิ้มกริ่ม ก่อนจะกดวางสายจากผู้เป็นพ่อ ใบหน้าหล่อดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จนเลขาหนุ่มที่กำลังขับรถมองผ่านกระจกอย่างนึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา เพราะเจ้านายของตนมักเอาแต่ใจแบบนี้เสมอ อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าไม่อยากทำใครก็บังคับอะไรไม่ได้ แม้แต่พ่อแม่ก็ตาม

 

.....

 

ทางฝั่งของหมอไป๋ ทันทีที่ถึงคอนโด เขาก็หอบกระเป๋าเสื้อผ้าเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพทันที โดยไม่รู้เลยว่าบอดี้การ์ดหนุ่มของเขาเพิ่งขับรถกลับมาถึงก่อนหน้าเขาแค่ไม่กี่นาที

หลงเว่ยเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง และได้ยินเรื่องที่พวกเขาคุยกันทั้งหมด เพราะเขาทำเนียนเป็นลูกค้าแล้วเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามของทั้งคู่ โดยนั่งหันหลังให้ จึงทำให้ทั้งสองมองไม่เห็นเขา เพราะมีเสาใหญ่บดบังอยู่ ถึงเห็นก็คงไม่ทันสังเกต เพราะทั้งคู่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด จนลืมสนใจสิ่งรอบตัวไป

หลงเว่ยโกรธมากที่หมอหนุ่มถูกอีกฝ่ายแกล้ง เขาอยากลุกไปชกหน้าชายหนุ่มให้หายโกรธ แต่ก็ทำได้เพียงนั่งข่มอารมณ์อยู่อย่างงั้น มือแกร่งกำหมัดแน่นจนมีเลือดซิบ เพราะไม่อยากทำให้เจ้านายเสียงาน และไม่อยากทำให้หมอหนุ่มโกรธที่ตนขัดคำสั่ง

 

"หลง ปะ กลับกรุงเทพกัน" ไป๋เซียนบอกบอดิ้การ์ดหนุ่มที่นั่งรอเขาอยู่ในห้อง อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินมาถือกระเป๋าให้ เขาก็ยอมให้หลงเว่ยถือแต่โดยดี เพราะทุกครั้งมันมักจะเป็นแบบนี้เสมอ ถึงเขาบอกว่าไม่ต้องหลงเว่ยก็ไม่ฟังอยู่ดี เขาจึงปล่อยให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจ

ทั้งคู่เดินออกจากโรงแรมหรูมาด้วยกัน ก่อนหลงเว่ยจะขับรถที่เช่ามาไปส่งคืนให้ที่บริษัทเช่ารถ หลังจากนั้นพวกเขาก็นั่งแท็กซี่ไปที่สนามบินอีกที และรอไม่นานทั้งคู่ก็ได้ขึ้นเครื่อง

 

 

เมื่อขึ้นเครื่องปุ๊บ หมอหนุ่มก็เอนตัวลงนอนทันที โดยไม่ได้สนใจอะไรเลยอีกเลย เพราะเขาเพลียเกินกว่าจะทำอะไรต่อแล้ว ก็เมื่อคืนเขาเครียดจนไม่ได้นอนนี่นา เพราะไอ้เถื่อนคนนั้นคนเดียว

 

หลงเว่ยแอบมองชายหนุ่มไม่วางตา หน้าหล่อที่ออกไปทางตี๋ๆของหมอไป๋ทำให้เขาเหมือนโดนสะกด นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่เขารู้สึกแบบนี้กับอีกฝ่าย รู้สึกอยากปกป้องไม่ให้ใครรังแก รู้สึกอยากให้อีกฝ่ายมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ คงจะเป็นตอนนั้นมั้ง ตอนที่เขาท้อจนอยากยอมแพ้เรื่องการฝึก ท้อจนอยากหนีไปให้พ้นๆจากแก๊งบ้านี่ เพราะโดนพ่อที่เป็นบอดี้การ์ดฝึกหนักจนไม่ได้พัก โดนด่าโดนเขี้ยวเข็นทุกวี่ทุกวันจนเขาทรมาน แต่เพราะเขามันอ่อนแอเกินไปเลยทำให้ฝีมือไม่พัฒนาสักที

จนวันนั้น วันที่เขานั่งร้องไห้อยู่หน้าห้องซ้อมเพราะโดนพ่อลงโทษ รู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากกลับบ้าน แต่จู่ๆก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหา พร้อมกับเช็ดน้ำตาให้เขาแล้วบอกเขาว่าอย่าร้องไห้ รอยยิ้มหวานที่อีกฝ่ายส่งมามันทำให้เขารู้สึกดีขึ้น เด็กหนุ่มพยายามปลอบและให้กำลังใจเขามากมาย บอกว่าเขาโชคดีที่ยังมีพ่อมีแม่ ไม่เหมือนอีกฝ่ายที่เป็นเด็กกำพร้า หมอไป๋เล่าเรื่องครอบครัวให้เขาฟัง จนเขารู้สึกสมเพชตัวเองที่อ่อนแอขนาดนี้ เพราะเขามีชีวิตดีกว่าเด็กคนนั้นทุกอย่าง แต่กลับไม่คิดจะสู้และยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้ จนในที่สุดเขาก็คิดได้จึงหยุดร้องไห้ และตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะตั้งใจฝึกฝนการต่อสู้ให้มากกว่านี้

ทั้งสองได้พูดคุยกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะหลงเว่ยเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว จึงไม่รู้จะชวนอีกฝ่ายคุยยังไงดี เขาได้แต่ฟังอีกฝ่ายเล่าเรื่องตัวเองตั้งแต่ต้นจนจบ และตั้งแต่วันนั้นทั้งสองก็เริ่มสนิทกัน หมอไป๋เป็นคนคอยสอนและคอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด จนในที่สุดเขาก็ฝึกฝนวิชาการต่อสู้และพัฒนาตัวเองจนมีฝีมือเหมือนทุกวันนี้

เหตุผลหลักที่ทำให้เขาอยากแข็งแกร่งไม่ใช้เพียงเพราะต้องเป็นบอดิ้การ์ดเหมือนพ่อเท่านั้น แต่เพราะต้องการปกป้องชายหนุ่มที่เขาแอบรักต่างหากล่ะ เขาถึงทุ่มเททำขนาดนี้ และตอนนี้เขาก็ทำสำเร็จแล้ว หลงเว่ยไม่เพียงแค่ได้เป็นบอดี้การ์ดที่เก่งที่สุดของแก็งมังกรดำเท่านั้น แต่เขายังได้เป็นบอดี้การ์ดที่คอยปกป้องหมอไป๋อย่างใกล้ชิดอีกด้วย แค่นี้ทุกอย่างที่เขาทำก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายสำคัญแล้ว

โดยที่หมอไป๋ไม่เคยรู้เลยว่าชายหนุ่มที่คอยปกป้องและอยู่ข้างกายนั้นคิดยังไงกับตน เขาคิดเพียงแค่ว่ามันเป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายเท่านั้น จึงไม่เคยเอ๊ะใจเลยว่าทำไมหลงเว่ยถึงเป็นห่วงและดูแลเขาดีขนาดนี้

 

.....

 

วันต่อมา...

"ธัน นี่แกจะไปประจำที่กรุงเทพจริงๆเหรอ" ผู้เป็นแม่เอ่ยถามลูกชายอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะอาทิตย์ที่แล้วสามีเธอยังให้เธอเกลี้ยมกล่อมลูกชายตัวดีอยู่เลย แต่อีกฝ่ายก็ยืนกรานจะไม่ยอมไปท่าเดียว แต่พอมาวันนี้ดันเปลี่ยใจง่ายๆซะงั้น ซึ่งนี่ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะเธอรู้ดีว่าถ้าธันวาตัดสินใจอะไรไปแล้ว อีกฝ่ายจะไม่ยอมเปลี่ยนใจเด็ดขาด แต่ตอนนี้มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เธอจึงสงสัยไม่น้อยว่าทำไมอยู่ๆลูกชายหัวดื้อถึงยอมเปลียนใจง่ายๆแบบนี้ มันต้องมีเหตุผลอะไรแอบแฝงแน่ๆ เธอคิดในใจ

 

"ครับแม่ ไม่ดีเหรอ ผมจะได้ไปดูแลน้องด้วยไง" ชายหนุ่มบอกกลับอย่างอารมณ์ดี ในมือก็ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลงมาด้วย

"ไปดูแลหรือไปสร้างปัญหากันแน่ อย่าให้เวลโทรมาฟ้องนะว่าแกไปหาเรื่องหยางน่ะ ไม่งั้นแม่จะให้พ่อส่งตัวแกไปประจำที่ภูเก็ตแทน" ผู้เป็นแม่พูดขู่ เพราะเธอรู้ดีว่าลูกชายตัวดีของเธอไม่ถูกกับลูกเขยเลยสักนิด เจอกันทีไรก็หาเรื่องกัดลูกเขยตลอด จนเธอเอื่อมกับนิสัยเด็กๆของลูกชายเต็มที

"โธ่แม่ ผมลูกแม่นะ ทำไมไปเข้าข้างไอ้ลูกเขยมาเฟียอย่างมันล่ะ" ธันวาโอดครวญ เมื่อแม่บังเกิดเกล้าดันไปเข้าข้างคนอื่นแทนที่จะเข้าข้างลูกในไส้อย่างเขา

 

"เพราะเป็นลูกนี่แหละฉันถึงต้องด่า หยางเป็นน้องเขยเราแล้วนะ อีกไม่กี่เดือนเขาก็จะแต่งงานกับเวลแล้ว แกเลิกแขวะเลิกแซะเขาสักทีเถอะ แล้วอีกอย่างแกก็โตแล้วนะธัน โตจนมีลูกมีเมียได้แล้ว เมื่อไหร่แกจะคบใครจริงๆสักทีฮ้ะ แม่ไม่อยากให้แกทำตัวลอยไปลอยมาเหมือนทุกวันนี้แล้วนะ" ผู้เป็นแม่ต่อว่าลูกชายอย่างเหลืออด ใจจริงเธออยากให้ลูกชายคนนี้มีคนรักจริงจังเหมือนคนอื่นสักที ไม่ใช่เที่ยวไปหิ้วต่อใครต่อใครที่ไหนก็ไม่รู้ไปนอน เกิดวันหนึ่งพลาดทำคนอื่นท้องขึ้นมาเธอจะทำยังไง แค่คิดเรื่องนี้ก็ปวดหัวจะตายแล้ว

"โธ่แม่ คุยเรื่องอื่นอยู่ดีๆทำไมวกกลับมาเรื่องนี้อีกแล้วละ เฮ้ออ...งั้นผมไปละนะ เดี๋ยวตกเครื่อง" เมื่อเห็นว่าแม่เอาเรื่องเดิมมาพูด ชายหนุ่มจึงไม่รอช้ารีบเดินออกมาจากบ้านทันที เพราะถ้าขื่นนอยู่ต่อมีหวังโดนเทศนาจนหูชาแน่

 

"เดี๋ยว!! เจ้าธัน! แม่ยังพูดไม่จบนะ...เฮ้อออ ตาลูกคนนี้นิ พูดเรื่องนี้ทีไรหาเรื่องชิ่งทุกที" เธอบ่นกับตัวเองเบาๆเมื่อลูกตัวดีชิ่งไปแล้ว ส่วนชายหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะให้เลขาหนุ่มขับรถไปส่งที่สนามบิน และรอไม่ถึงชั่วโมงเขาก็ได้ขึ้นเครื่องไปกรุงเทพสมใจ

 

 

"ไม่นานหรอกครับแม่ แม่ได้มีลูกสะใภ้สมใจแน่ หึๆ"

 

 

 

to be continued....

 

มาแล้ว อิอิ เรื่องมันยังไงกันเนี่ย พี่หลวเค้าแอบรักคุณหมอมาตั้งแต่เด็กเลยเหรอ งื้อออ...เป็นผู้ชายที่อบอุ่นมากกก ส่วนพี่ธันนี่ก็เจ้าเล่ห์เหลือเกิน ไม่รู้หมอไป๋จะตามเกมทันมั้ย 555555

**ปล.มาต่อให้แล้วนะ อย่าพึ่งเทไรท์กันนะคะ ช่วงนี้ใกล้สอบแล้วจริงๆ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจเค้าน้าาา! 🙏💕

 

 

ความคิดเห็น