email-icon facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่1 : ต้องการอะไรกันแน่

ชื่อตอน : ตอนที่1 : ต้องการอะไรกันแน่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2563 17:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่1 : ต้องการอะไรกันแน่
แบบอักษร

ตอนที่1 : ต้องการอะไรกันแน่

 

"ฮัลโหลหยาง ที่ดินที่เราจะซื้อมีคนซื้อตัดหน้าไปแล้วนะ เราคงต้องหาที่ดินแปลงใหม่" ไป๋เซียนบอกปลายสายด้วยความกังวล เพราะเรื่องนี้พวกเขาซีเรียสกันมาก และนานมากกว่าจะหาที่ดินที่อยู่ใจกลางเมืองและมีพื้นที่กว้างขนาดนี้ได้ แต่ตอนนี้มันกลับถูกคนอื่นซื้อตัดหน้าไปซะแล้ว ไม่รู้เขาจะหาที่ดินทันมั้ย เพราะแผนก่อสร้างมันจะเริ่มในอีกสองอาทิตย์ ถ้าหาที่ดินกว้างเหมือนแปลงนี้ไม่ได้ ทุกอย่างคงต้องเริ่มใหม่หมด นั่นก็หมายความว่าสิ่งที่วางแผนกันมาหลายเดือนคงต้องสูบเปล่า

"[อ้าว! ไหนเฮียบอกเฮียจองไว้แล้วไม่ใช่เหรอ แล้วเขาจะซื้อไปได้ไงเฮีย]"ปลายสายถามกลับด้วยความงุนงง

"มันก็ใช่ แต่เมียคุณวสันต์น่ะสิ พอเห็นว่าพวกนั้นให้เงินเยอะกว่า เขาเลยขายให้พวกนั้นไปแล้ว" หมอหนุ่มบอกด้วยความหงุดหงิด เพราะตอนนี้เขาทั้งเครียดทั้งโกรธ และโมโห อารมณ์ทุกอย่างมันตีกันมั่วไปหมด เพราะผู้ชายคนนั้นคนเดียว เขาถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้

"[ทำแบบนี้มันเกินไปแล้ว ให้ผมจัดการให้มั้ย]" เฟยหยางที่รู้ว่าหมอไป๋ทุ่มเทกับงานนี้มาก จึงออกปากอาสาจะช่วยพี่ชาย

"ไม่ต้องหรอก เฮียไม่อยากให้แกมีเรื่อง เดี๋ยวเฮียหาที่ใหม่เอง"

"[ไม่เป็นไรเฮีย เดี๋ยวผมจะจัดการมันเอง]" เฟยหยางบอกกลับเสียงแข็ง เพราะตอนนี้เขากำลังโกรธคนพวกนั้น ซึ่งเขาคงยังไม่รู้ว่าคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพี่ชายของคนรักของเขา

"แต่คนที่ซื้อไปเป็นธันวา พี่ชายของเวลนะ" หมอไป๋บอกกลับน้ำเสียงจริงจัง

"....."

และก็เป็นไปตามคาด คือปลายสายเงียบทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น เพราะไม่คิดว่าพี่ชายของคนรักจะเป็นคนทำให้พี่ชายตัวเองเดือดร้อน

 

"เฮ้ออ...เฮียไม่อยากให้แกมีเรื่องกับเขาอีกนะ เพราะเดี๋ยวเขาจะพาลมาหาเรื่องแกอีก แกก็รู้ว่าผู้ชายคนนั้นนิสัยยังไง"

"[แต่เฮีย...]"

"ไม่มีคำว่าแต่ แกอยากเห็นเวลไม่สบายใจอีกรึไง" หมอหนุ่มรีบพูดตัดบท เพราะไม่อยากให้มาเฟียหนุ่มมาเดือดร้อนกับเรื่องนี้ไปด้วย รู้ๆอยู่ว่าธันวาไม่ชอบน้องชายเขา แถมยังคอยหาเรื่องทุกครั้งที่มีโอกาสอีก แบบนี้จะให้หยางมายุ่งเรื่องนี้ได้ไงล่ะ

 

"[ก็ได้ครับ แล้วเฮียจะเอายังไงต่อ เฮียวางแผนก่อสร้างไว้หมดแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้ามาหาที่ใหม่ตอนนี้เฮียต้องกลับไปเริ่มจากศูนย์ใหม่เลยนะ]" เฟยหยางบอกเสียงเครียด เพราะถึงแม้เขาจะไม่ค่อยได้มายุ่งกับงานของโรงพยาบาลเท่าไหร่ แต่เขาก็รู้ว่าทุกอย่างมันยุ่งยากมากแค่ไหน

"อืม ก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ ไว้ค่อยกลับไปปรึกษาคณะกรรมการอีกทีว่าจะเอายังไงดี" คนเป็นพี่บอกน้องชายอย่างปลงๆ

"[ผมว่าเราไม่ต้องขยายสาขาแล้วก็ได้นะ ถ้ามันจะยุ่งยากขนาดนี้]"มาเฟียหนุ่มบอกตามที่คิด เพราะเขาคิดว่าแค่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันก็มากพอแล้ว เพราะถึงจะไม่สร้างโรงพยาบาลเพิ่ม โรงพยาบาลของเขาก็เป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศอยู่แล้ว

"ไม่ได้หรอกหยาง เฮียทำมาขนาดนี้แล้วจะล้มเลิกง่ายๆแบบนี้ได้ยังไง แกไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวเฮียจะจัดการเรื่องนี้เอง" หมอหนุ่มบอกกลับเสียงเครียด

"งั้นตามใจเฮียละกันครับ มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะ" คนเป็นน้องชายบอกอย่างอบอุ่น ทำให้คนฟังถึงกับระบายยิ้มออกมา เพราะตั้งแต่ที่อีกฝ่ายยอมรับเขาเป็นพี่ชาย ทั้งสรรพนามที่ใช้เรียก และคำพูดคำจาก็เปลี่ยนไปโดยปริยาย เขารู้สึกดีไม่น้อยที่ได้รับความรักจากเฟยหยางและเหมยหยงมากมายขนาดนี้ ทั้งๆที่ตัวเองเป็นแค่ลูกบุญธรรมแท้ๆ หมอหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองโชคดีไม่น้อยที่ได้มาอยู่กับครอบครัวนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของหยาง ป่านี้เขาคงเป็นแค่เด็กเร่ร่อน หรือเด็กขอทานอยู่ที่ไหนสักแห่ง ต้องขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เขาได้พบเจอกับพ่อของหยางในวันนั้น

 

"อื้ม ขอบใจแกมากนะ งั้นแค่นี้แหละ เฮียต้องเก็บของละ ไว้พรุ่งนี้เจอกัน" หมอหนุ่มบอกยิ้มๆ ปลายสายเองก็ตอบรับ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็วางสาย

 

 

"เฮ้อออ...รีบเก็บของดีกว่า" หมอหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพพรุ่งนี้ แต่พอเก็บไปสักพักจนเกือบเสร็จ โทรศัพท์เครื่องหรูก็ดังขึ้น

 

Tru...Truu.Truuuu

หมอหนุ่มหยุดมือที่กำลังเก็บเสื้อผ้า แล้วเดินมาหยิบโทรศัพท์ที่ดังอยู่บนโต๊ะ แต่หน้าหล่อกลับต้องคิ้วขมวด เพราะสายที่โทรเข้ามาไม่ได้เมมชื่อไว้

"ใครวะ" หมอหนุ่มสบถกับตัวเองเบาๆ แต่ก็ไม่ได้กดรับสายในทันที เพราะชั่งใจอยู่ว่าจะรับดีมั้ย เพราะเป็นเบอร์แปลกที่เขาไม่รู้จัก และสักพักสายก็ถูกตัดไป แต่เพียงไม่กี่วินาทีสายเดิมก็โทรกลับมาอีกครั้ง ทำให้หมอหนุ่มตัดสินใจรับในทันที เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าใครโทรมา

 

"ฮัลโหล สวัสดีครับ"

"[สวัสดีครับคุณหมอ ไม่ทราบว่าจำผมได้รึเปล่า]" ปลายสายเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ

"เอ่อ..ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครครับ แล้วโทรมามีธุระอะไร" หมอไป๋เองก็ตอบกลับอย่างสุภาพเช่นกัน แม้ว่าจะคุ้นเสียงของอีกฝ่ายก็ตาม

"[หึๆ จำผมไม่ได้จริงเหรอ วันนี้เราเพิ่งเจอกันเองนะ]" ปลายสายแค่นหัวเราะเหมือนขบขำที่อีกฝ่ายจำเขาไม่ได้

"ไอ้ธัน!!"

"[ใช่! ผมเอง]"

"มึงเอาเบอร์กูมาจากไหน แล้วจะโทรมาทำไมไม่ทราบ" เมื่อรู้ว่าปลายสายเป็นใคร หมอหนุ่มก็อารมณ์เสียใส่ทันที

"[เอามาจากไหนไม่สำคัญ เรื่องสำคัญคือผมมีข้อเสนอเรื่องที่ดินให้คุณ]" ปลายสายไม่ยอมตอบคำถาม แต่กลับพูดอีกเรื่องขึ้นมาแทน

"ข้อเสนออะไร กูก็ไม่สนใจทั้งนั้นแหละ แค่นี้นะไอ้บ้า" หมอหนุ่มบอกด้วยอารมณ์หงุดหงิด ก่อนทำท่าจะกดวางสาย แต่ถูกอีกฝ่ายร้องห้ามไว้ซะก่อน

"[เดี๋ยว! ผมจะขายที่ดินต่อให้คุณ ถ้าคุณยอมขอโทษเรื่องที่เคยด่าเคยว่าผม]"

"เหอะ ฝันไปเถอะ กูไม่ขอโทษคนป่าเถื่อนอย่างมึงหรอกนะ เพราะสิ่งที่กูด่าไปมันเป็นความจริงทั้งนั้น" หมอหนุ่มถึงกับของขึ้นเมื่อได้ยินข้อเสนอที่ชายหนุ่มเสนอมา ให้ขอโทษคนแบบนี้งั้นเหรอ ชาตินี้ทั้งชาติก็อย่าหวังเลย หมอหนุ่มคิดในใจ

"ผมว่าแล้วว่าคุณต้องพูดแบบนี้ แต่ก็นะ ถ้าคุณไม่ยอมขอโทษ ผมก็คงต้องขายมันต่อให้คนอื่นแล้วล่ะ" นักธุรกิจหนุ่มบอกกลับอย่างเจ้าเล่ห์ เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนอย่างหมอไป๋ ไม่มีทางยอมขอโทษเขาง่ายๆแน่ เขาจึงต้องเอาเหตุผลนี้มาขู่ เพราะรู้อีกเช่นกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ดีแน่หากต้องหาที่ใหม่ให้ทันภายในสองอาทิตย์

"ไม่ได้นะ!! มึงจะทำแบบนี้ไม่ได้" หมอหนุ่มรีบทักท้วง

"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็ในเมื่อคุณไม่ต้องการมันแล้ว ผมจะทำอะไรกับมันก็ได้ เพราะตอนนี้ที่ดินแปลงนี้เป็นของผม" ปลายสายบอกกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทั้งที่มุมปากยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ เมื่ออีกฝ่ายแสดงอาการร้อนรนออกมาแบบนี้

 

"มึงต้องการอะไรกันแน่!! ถ้าไม่ได้อยากได้ตั้งแต่แรกแล้วจะมาแย่งกูทำไม" หมอไป๋เริ่มโวยวาย แสดงความไม่พอใจออกมามากขึ้น หน้าขาวแดงก่ำเพราะกำลังโกรธจัด

"ผมบอกไปแล้ว เอาเป็นว่าพรุ่งนี้บ่ายสามมาเจอกันที่เดิม ไม่งั้นผมจะขายที่ดินแปลงนี้ให้คนอื่น" พูดจบปลายสายก็กดวางทันที ไม่ปล่อยให้หมอหนุ่มได้ถามหรือคัดคาดอะไรอีก

"เดี๋ยว!! เดี๋ยว! โธ่เอ๊ยย!! อะไรของมันวะ" หมอหนุ่มสบถออกมาอย่างหัวเสีย เมื่ออีกฝ่ายวางสายใส่เขาดื้อๆแบบนี้

 

"เอาไงดี....ถ้าไม่ขอโทษก็อดได้ที่ดิน ถ้าขอโทษ ก็เหมือนเรายอมแพ้มันอีก" หมอหนุ่มพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางนึกถึงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แค่ต้องการคำขอโทษ ถึงกับต้องลงทุนทำขนาดนี้เลยเหรอ

 

"เอาวะ เพื่อโรงพยาบาล ขอโทษให้มันจบๆไปก็ดี หลังจากนี้จะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก" เมื่อตัดสินใจดังนั้นแล้ว หมอหนุ่มจึงเริ่มลงมือเก็บกระเป๋าต่อ เหลือไว้เพียงชุดสำหรับใส่พรุ่งนี้ กับของใช้จำเป็นเล็กน้อยเท่านั้น เพราะทันทีที่เรื่องจบ เขาจะขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพเลย

 

 

 

ทางฝั่งนักธุรกิจหนุ่ม เขากำลังนั่งจิบไวน์อยู่หน้าระเบียงอย่างสบายใจ แค่ได้แกล้งให้อีกฝ่ายหัวเสีย เขาก็รู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก

"ท่านทำแบบนี้จะดีเหรอครับ ไม่กลัวท่านประธานโกรธหรือไง" เลขาหนุ่มที่มีตำแหน่งบอดี้การ์ดพ่วงถามขึ้น เพราะถ้าเรื่องนี้ถือหูท่านประธาน มีหวังรองประธานอย่างธันวาต้องโดนด่าแน่ๆ ที่ทำอะไรไม่ยอมปรึกษาท่าน

"หึ มีอะไรให้ต้องกลัว ฉันไม่ได้ใช้เงินบริษัทซื้อสักหน่อย อีกอย่างพรุ่งนี้ฉันก็ได้เงินคืนแล้วด้วย" ผู้เป็นนายตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปสนใจดวงบนท้องฟ้าต่อ

"แล้วท่านทำแบบนี้ไปทำไมครับ ผมไม่เห็นว่ามันจะได้ประโยชน์อะไรเลย" เลขาหนุ่มถามต่ออย่างไม่เข้าใจ

"นายไม่ต้องรู้หรอก กลับไปได้แล้วไป ออ...เตรียมเอกสารสำหรับพรุ่งนี้ให้ฉันด้วยนะ อย่าให้มีอะไรผิดพลาด" ผู้เป็นนายบอกปัดอย่างรำคาญ ก่อนจะสั่งงานสำหรับพรุ่งนี้ไปด้วยเลย เพราะไม่ต้องการให้ลูกน้องมาถามเซ้าซี้เรื่องนี้อีก

 

เลขาหนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะไม่รู้จะพูดยังไงกับความเอาแต่ใจของเจ้านายดี เขาทำได้แค่ก้มหัวรับคำสั่งแล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ เหลือไว้เพียงชายร่างสูงที่ยืนชมดาวอยู่หน้าระเบียงอย่างสบายใจเท่านั้น

 

"หึๆ พรุ่งนี้สนุกแน่" คนหล่อบอกยิ้มๆก่อนจะกระดกไวน์ในแก้วดื่มจนหมด ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาทำแบบนี้ แต่สมองมันสั่งว่าปล่อยผู้ชายคนนี้ไปเฉยๆไม่ได้ เขาต้องจัดการให้อีกฝ่ายรู้ซะบ้าง ว่าเขาไม่ใช่คนที่ใครจะมาด่ามาหยามกันได้ง่ายๆ แค่คิดว่าอีกฝ่ายต้องหัวร้อนเพราะเรื่องนี้แค่ไหน เขาก็รู้สึกสะใจแล้ว

 

 

 

วันต่อมา...

"ท่านจะเลื่อนไฟล์ทกลับเป็นตอนเย็นเหรอครับ เกิดปัญหาอะไรรึเปล่า" บอดี้การ์ดหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเมื่อวานเจ้านายเป็นคนบอกเองว่าจะรีบกลับตอนเช้า แต่จู่ๆมาเปลี่ยนใจกระทันหันแบบนี้ มันต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ บอดี้การ์ดหนุ่มคิด

"ไม่มีอะไรหรอก พอดีฉันติดธุระนิดหน่อยน่ะ นายไม่ต้องเป็นห่วงนะ" หมอหนุ่มบอกลูกน้องอย่างใจเย็น ก่อนจะก้มมองเวลาตรงนาฬิกาข้อมือ อ่า...ใกล้จะถึงเวลาแล้วสินะ

 

"ให้ผมไปส่งมั้ยครับ จะได้ไม่เสียเวลาด้วย" บอดี้การ์ดหนุ่มอาสา

"ไม่เป็นไรหรอก ฉันไปไม่นาน นายรออยู่นี่แหละ เสร็จแล้วฉันจะโทรให้ไปรับนะ"

"แต่ว่านายท่านสั่ง..."

"ไม่เป็นไรจริงๆ หยางไม่ว่าอะไรหรอก นายอย่ากังวลไปเลย" หมอหนุ่มรีบพูดตัดบท เพราะเขารู้ดีว่าลูกน้องคนนี้เป็นห่วงเขามากแค่ไหน และเป็นคำสั่งของเฟยหยางที่คอยให้อีกฝ่ายดูแลเขา

หลงเว่ยเปรียบเสมือนเพื่อนคนหนึ่งของเขาเลยก็ว่าได้ เพราะพวกเขาเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก โดยหลงเว่ยเป็นบอดี้การ์ดของเขา ส่วนอี้จางเป็นบอดี้การ์ดของเฟยหยาง พวกเขาต่างได้รับการฝึกและการเอาตัวรอดมาด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่ทุกคนจะมีวิชาการต่อสู้ที่เก่งกาจ

 

"งั้นเสร็จแล้วรีบโทรหาผมนะครับ" บอดี้การ์ดหนุ่มบอกเสียงเรียบ แต่คิ้วเข้มสองข้างกลับขมวดเข้าหากันคล้ายกำลังกังวล

"อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ฉันไม่ได้จะไปตายซะหน่อย" ผู้เป็นนายเอ่ยแซวขำๆ แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้รู้สึกขำกับคำแซวของเขาเลยสักนิด เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้านาย

"เฮ้อออ...นายนี่ชอบเป็นห่วงฉันเวอร์ตลอดเลย ฉันไปแล้วนะ เสร็จแล้วจะรีบโทรหา โอเคมั้ย"หมอหนุ่มถึงกับถอนหายใจกับนิสัยของบอดิ้การ์ดหนุ่ม ตั้งแต่เด็กจนโตแต่หลงเว่ยก็เป็นแบบนี้เสมอ เป็นห่วงเขาเหมือนเขาเป็นคนอ่อนแอ ทั้งๆที่วิชาการต่อสู้ก็เก่งไม่แพ้อีกฝ่ายเลยแท้ๆ แต่ก็ต้องเข้าใจแหละ มันเป็นหน้าที่ของบอดี้การ์ดนิน้อ

เมื่อคิดได้แบบนั้นหมอหนุ่มจึงหันหลังเดินออกจากห้องไป ส่วนบอดิ้การ์ดหนุ่มก็ทำได้เพียงทำตามคำสั่งของผู้เป็นนายเท่านั้น

 

 

แต่ใครจะไปรู้ว่าหลังจากหมอหนุ่มออกไปได้เพียงสิบนาที ร่างสูงของหลงเว่ยก็ไม่รอช้ารีบขับรถตามผู้เป็นนายไปทันที เขาไม่สามารถรออยู่ที่โรงแรมตามที่เจ้านายสั่งได้ เพราะความเป็นห่วงมันมีมากจนเขาอยู่เฉยไม่ได้ เพราะหลงเว่ยสันนิษฐานว่าธุระที่อีกฝ่ายบอกมันต้องเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนั้นแน่ๆ คนที่เขาไม่ชอบขี้หน้าตั้งแต่แรกเจอ คนที่เจ้านายแสนดีของเขาเพิ่งเจอมันไปเมื่อวาน

 

 

 

To be continued.....

 

แงง มาแล้ว ใครรออยู่บ้างคะ ขอโทษที่ไม่ได้มาอัพให้บ่อยนะ ช่วงนี้ไรท์งานเยอะมากจริงๆ จะจบปี4 แล้วไม่มีเวลาเลย อย่าพึ่งทิ้งกันไปไหนน้ะ สัญญาว่าจะไม่หายค่ะ คิดถึงทุกคนเลยนะค้าบบ! 😊💕

 

 

ความคิดเห็น