email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทเรียนที่เจ็ด ความรักไม่ได้เริ่มจากร้อย

ชื่อตอน : บทเรียนที่เจ็ด ความรักไม่ได้เริ่มจากร้อย

คำค้น : #เพลงพราย #กลร้ายกลรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.6k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 11 พ.ย. 2563 19:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทเรียนที่เจ็ด ความรักไม่ได้เริ่มจากร้อย
แบบอักษร

บทเรียนที่เจ็ด 

ความรักไม่ได้เริ่มจากร้อย 

[Music Yotin]  

 

[บทนี้จะมีเนื้อเรื่องเกี่ยวเนื่องกับเรื่อง ศิลปะหลงกล ในบทที่ 13 และ 14 ครับ]  

 

 

“เพลง...” 

 

“งืม~~~~” ลืมตามองคนรักนุ่งผ้าเช็ดตัวอีกมือก็กำลังเช็ดผมที่ยังเปียกชื้น “พี่ผมขอนอนต่ออีกสักสิบนาทีนะ” สองวันที่ผ่านมาหลังสอบผมแทบจะสิงสถิตอยู่แต่ในห้องพี่พรายเนี่ยแหละครับแถมพี่พรายมันดูดกินวิญญาณผมไปจนแม้แต่แรงจะลุกยังแทบไม่มี 

 

“เพลง! ตื่นได้แล้วจะแปดโมงแล้วนะ มึงจะปล่อยให้หินนั่งรถทัวร์กลับคนเดียวรึไง!” 

 

แค่พูดถึงไอ้หินตัวผมก็ถึงกับดีดผึ่งขึ้นมานั่งบนเตียงรีบยกข้อมือดูเวลาในทันที 

 

“ฉิบหาย! ทำไมพี่พรายไม่รีบปลุกผมล่ะครับป่านนี้ไอ้หินมีหวังไปก่อนแล้วแน่เลย” 

 

พรึบ! ผ้าเช็ดตัวผืนหนาโยนลงมาที่ตักผม 

 

“ไม่ทันแล้วเพลง พายุมันโทรมาบอกว่าน้องหินมันออกจากห้องไปตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าแล้ว ตอนนี้พวกพายุกำลังขับรถตามหินอยู่แล้วกูก็ปลุกมึงตั้งนานแล้วด้วย มือถือมึงก็ไม่ยอมชาร์ตเอาไว้จนแบตหมดแต่กูชาร์ตไว้ให้แล้วนะ” พี่พรายชี้ไปที่หัวเตียงจนผมต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู “หินน่าจะโทรหามึงหลายสายเลยล่ะเพลง การที่มันออกไปก่อนแบบนี้มันคงจะฝากข้อความไว้ มึงรีบตอบเพื่อนแล้วรีบไปอาบน้ำได้แล้ว” 

 

รีบกดเปิดมือถืออย่างเร็วรี่เป็นความผิดผมเองที่ลืมชาร์จแบตไปเสียสนิททั้งที่นัดกับไอ้หินเอาไว้แท้ ๆ ไม่รู้ตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว 

 

Hint Kantika (6.30)  

เพลงมึงอยู่ไหน? 

 

Hint Kantika (7.12)  

กูไปรอที่หมอชิตก่อนนะเพลง รถออกตั้งสิบเอ็ดโมงตรงถ้ามึงเสร็จธุระแล้วก็รีบตามมานะ กระเป๋าเสื้อผ้ากับของฝากที่จะเอากลับกูวางให้บนเตียงละกัน 

 

(8.08) Music Yotin 

กูขอโทษนะไอ้หิน เดี๋ยวกูจะรีบตามไปเลยเมื่อคืนลืมชาร์ตโทรศัพท์มือถือ 

 

Hint Kantika (8.10)  

อืมไม่เป็นไรกว่ารถจะออกยังอีกนาน ตอนนี้กูอยู่บนรถเมล์แล้ว 

 

ผมรีบคว้าผ้าเช็ดตัวแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว แย่ชะมัดทั้งที่ตั้งใจจะอยู่ปลอบไอ้หินมันแท้ ๆ แต่เมื่อวานพวกผมกลับโดนพี่พายุมันเรียกไปคุยที่ร้านกาแฟ สรุปว่าที่ไอ้หินมันเป็นแบบนี้ร้องไห้มาเกือบสองอาทิตย์เป็นเพราะพี่พายุมันแค่อยากให้ไอ้หินเลิกทำงานพิเศษนั่นแหละ พี่รหัสผมมันเล่าทุกอย่างออกมาหมดเลยถึงเหตุผลที่ทำลงไปและที่สำคัญทุกคนรู้เห็นเกี่ยวกับแผนการนี้แม้แต่เพื่อนสนิทในภาคของไอ้หินด้วยหมดยกเว้นผมคนเดียว 

 

ทำไมทุกเรื่องผมถึงรู้เป็นคนสุดท้ายตลอดเลยวะ! 

 

บอกตรง ๆ ว่าผมโกรธเรื่องที่พี่รหัสผมทำกับไอ้หินฉิบหายแต่พอพี่มันเล่าว่ารัก ว่าห่วงไอ้หินแค่ไหนก็ถึงกับทำให้ผมกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พี่พายุบอกกับผมว่ารู้จักไอ้หินมานานแล้วแถมยังมีรูปไอ้หินตอนที่มันยังเป็นเด็กใส่กางเกงมวยสีชมพูอีกและผมคิดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

 

พี่พายุมันคือพี่ยู ชายคนเดียวที่หินมันรอคอยมาตลอด 

 

แต่พอผมจะถามเรื่องนั้นไอ้พี่พายุมันก็ไม่ยอมปริปากออกมาอีกเลย หลังจากอาบน้ำเสร็จก็เดินออกมาเห็นพี่พรายนุ่งกางเกงขายาวแล้วปล่อยท่อนบนเปลือยเปล่ากำลังทำครีมบำรุงผิวอยู่หน้ากระจกก็อดที่จะเดินไปกอดพี่มันจากด้านหลังไม่ได้ หัวใจที่ผมมีให้กับพี่พรายมันไม่ได้น้อยกว่าที่พี่รหัสผมมีให้กับไอ้หินเลย 

 

“ผมรักพี่พรายนะ” กดจูบไปที่ต้นคอพี่มันไปทีหนึ่ง พี่พรายเองก็เงยหน้าขึ้นมองให้กระจกแล้วยิ้มให้ผม จากนั้นก็หันมาแล้วหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดศีรษะของผมที่ยังเปียกชื้นอยู่ 

 

“มาทำอ้อนอะไรกูแต่เช้าฮึ กูพูดคำว่ารักแบบมึงไม่เก่งหรอกนะเพลงแต่ก็จะใช้การกระทำของกูแสดงให้เห็นเองว่ากูรักมึงแค่ไหน” 

 

จุ๊บ! ริมฝีปากพี่พรายกดมาที่ปากผมเบา ๆ 

 

ระทวย! ขอนิยามให้พี่มันว่า พูดไม่มากแต่ท่ายากเยอะ! 

 

ชายตรงหน้าเอื้อมไปหยิบครีมกันแดดบนโต๊ะกระจกแล้วบีบไปที่ปลายนิ้วจากนั้นก็ลูบมาตามใบหน้าของผมอย่างแผ่วเบานี่อาจจะเป็นการแสดงความรักให้แบบพี่พรายมั้งครับ ผมไม่เคยต้องเอ่ยปากขออะไรพี่มันเลยสักครั้ง แต่คนตรงหน้าผมก็มักจะสังเกตทุกเรื่องแล้วจัดการให้เองเหมือนกับเรื่องที่มือถือผมแบตหมดนั่นล่ะ แม้แต่ตอนนี้พี่มันก็ยังเอาไดร์มาเป่าให้ผมอีกแล้วยังถึงขนาดรู้ด้วยว่าผมไม่ชอบใช้เจลแต่งผมเพราะผมใช้แต่ Styling powder เป็นผลิตภัณฑ์แต่งผมในรูปแบบแป้งผงเพื่อลดความมันของเส้นผมแทน 

 

...ในขณะที่ผมเองแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่มันเลย 

 

“เสร็จแล้วมึงก็กลับไปเก็บของที่ห้องก่อนเถอะเพลงเดี๋ยวกูจะโทรเรียกแท็กซี่เข้ามารับอีกสักยี่สิบนาทีลงไปเจอกันที่หน้าหอเลยนะ” พี่พรายหยิบเสื้อยืดกางเกงขายาวส่งมาให้ ผมโชคดีที่ผมใส่เสื้อพี่พรายได้อย่างพอดิบพอดี เพราะพี่มันมักจะสวมแต่เสื้อตัวใหญ่ ๆ จนผมเองก็เลิกอิดออดที่จะใส่ของพี่มันแล้วถึงแม้ว่าเสื้อพี่พรายจะดูแก่ไปนิดก็เถอะ ทั้งตู้มันมีแค่สีขาว เทาและดำเท่านั้นไง 

 

“อ้อ กูลืมไป” มือขาวเปิดลิ้นชักโต๊ะเครื่องกระจกแล้วล้วงอะไรบางอย่างส่งมาให้ผม อันเล็กและแวววาวดูก็รู้ว่าเพิ่งไปทำมาใหม่ 

 

พวงกุญแจรูปบิ๊กไบค์เหมือนไอ้เจ้ามดเอ็กซ์รถคันโปรดและที่สำคัญมันมีกุญแจห้องห้อยเอาไว้อีกสองดอก 

 

“กุญแจห้องนี้ต่อไปถ้ามึงอยากจะขึ้นมาเมื่อไหร่ก็มานะ ไม่ต้องมาขอนึกซะว่าห้องนี้เป็นห้องมึงละกันเพลง” 

 

“พี่...” ถ้าจะบอกว่าตอนนี้ผมดีใจก็คงไม่ผิด ถึงรักของเราจะไม่หวานแหววเหมือนคนอื่นก็ไม่เป็นไร “ขอบคุณนะครับ” 

 

“รีบไปได้แล้ว...เอาแต่จ้องแบบนี้กูก็เขินเป็นนะ” 

 

เดินกลับมาที่ห้องของตัวเองชั้นล่างก็เจอกระเป๋าและถุงของฝากวางรวมไว้อยู่บนเตียง ภายในห้องดูสะอาดเรียบร้อยแทบทุกระเบียบนิ้ว หินมันคงเหงามากจนต้องหาอะไรทำเพื่อลืมเรื่องไอ้พี่พายุมั้งครับ แถมเมื่อวันก่อนมันยังกล้านั่งรถเมล์ไปเดินเล่นเยาวราชคนเดียวอีก 

 

หลังจากเก็บข้าวของทั้งหมดเสร็จผมกับพี่พรายก็นั่งแท็กซี่ตามมาที่หมอชิตระยะทางจากมหา’ลัยมาถึงที่นี่ต้องบอกเลยว่าไกลมากครับ รวมค่าทางด่วนค่าแท็กซี่มาก็ปาไปตั้งห้าร้อยกว่าบาทแล้ว ถึงว่าไอ้หินมันออกแต่เช้าไม่รู้ว่ามันต้องนั่งรถเมล์มากี่ชั่วโมงแค่นึกถึงก็รู้สึกผิดแล้วอะ 

 

...ได้แต่หวังว่ามันจะไม่น้อยใจผมไปอีกคน 

 

พอมาถึงหมอชิตพี่พรายก็โทรหาพี่รหัสผมในทันที เราสองคนเดินไปที่จุดจอดรถเพื่อมองหาพี่พายุมันแต่หาเท่าไหร่ก็หาคันอีแก่ไม่เจอเลย เห็นพี่มันเป็นลูกเจ้าของมหา’ลัยอย่างนี้แต่กลับใช้รถโคตรเก่าเลย 

 

ปี๊บ...ปี้น 

 

เสียงกดแตรรถดังขึ้นจนผมต้องหันหลังกลับไปมอง มันเป็นรถสปอร์ต audi A5 Sportback 45 S-Line Black Edition ที่มีราคาเกือบสี่ล้านเป็นรถที่ผมชอบมากและผมต้องขมวดคิ้วยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อคนที่ยังอยู่ภายในโบกมือผ่านกระจกใสมาให้เราทั้งคู่ไอ้พี่พายุ! 

 

“กว่าจะมากันได้นะมึงสองคน” พี่มันลดกระจกลงแล้วบ่นออกมาไม่หยุด 

 

“แล้วนี่คนอื่นไปไหนกันหมดวะพายุ” 

 

“พวกไอ้เคนมันเดินไปซื้อเสบียงมาตุนระหว่างขับรถน่ะ” 

 

“ส่วนไอ้เซฟ คะน้าและข้าวจี่เห็นว่าจะไปแอบดูไอ้หินมันหน่อย” 

 

“แล้วมึงล่ะพายุไม่แอบไปดูน้องมันหน่อยรึไง?” พี่พรายยกคิ้วถามขึ้นมาอย่างไม่อ้อมค้อม 

 

“ไม่ล่ะถ้ากูเข้าไปตอนนี้ก็คงทนไม่ไหวอีกแล้ว ยิ่งเห็นไอ้หินมันทำท่าจะร้องไห้กูก็อดสงสารไม่ได้” ตอนนี้หน้าไอ้พี่พายุก็ดูกังวลและเศร้าไม่น้อย เหมือนกับคนอดหลับอดนอนมาหลายวันจนผมต้องถอนหายใจออกมา 

 

“พี่ผมว่าเราเลิกแกล้งมันเถอะ” 

 

“เฮ้ย! ไม่ได้นะโว้ย!” เป็นเสียงไอ้พี่เอที่ตะโกนร้องออกมาอยู่ด้านหลัง “อุตส่าห์อดทนมาถึงขนาดนี้แล้วจะปล่อยให้เสียเปล่าเหรอวะ ตอนนี้ไอ้น้องหินมันกำลังอยู่ในช่วงที่เปราะบางที่สุดและเป็นหน้าที่ของมึงเพลง หน้าที่สุดท้ายที่มึงต้องทำคืออยู่ข้าง ๆ มันที่สำคัญมึงต้องพยายามทำตัวให้ดูมีความสุขที่สุดด้วยเข้าใจไหม?” 

 

“ทำตัวมีความสุข? เพื่ออะไรวะพี่” 

 

“ยิ่งไอ้หินเห็นมึงมีความสุขมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งคิดถึงพายุไงอันที่จริงกูก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วละนะว่าหินมันรักพายุไปแล้วแต่เพื่อให้มันตัดสินใจยอมรับได้ง่ายขึ้นก็ต้องทำให้มันพูดออกมาเท่านั้นแหละ” ไอ้พี่เอ! มึงนี่เองตัวการของเรื่องนี้ไอ้พวกคนกรุงเนี่ยมันทำไมแผนเยอะอย่างนี้วะ 

 

ตึ่ง... 

 

เสียงเตือนจากมือถือดังขึ้นจนผมต้องหยิบขึ้นมาดูอีกครั้ง 

 

Hint Kantika 

เพลงแกอยู่ที่ไหนแล้ววะ ตอนนี้กูขึ้นมานั่งรออยู่บนรถแล้ว อีกสิบนาทีรถจะออกแล้วนะ 

 

Music Yotin 

เออ...กูถึงแล้วกำลังซื้อขนมอยู่จะเอาอะไรไหม?  

 

Hint Kantika 

ไม่เอาอะ เดี๋ยวก็ถึงจุดแวะพักรถแล้ว ไม่อยากทนปวดฉี่บนรถด้วย 

 

Music Yotin 

โอเค...ครับเพื่อน 

 

“มึงรีบไปเถอะเพลง ฝากดูแลไอ้หินมันหน่อยนะถ้ามันไม่ไหวแล้วจริง ๆ มึงก็โทรมาบอกกูหน่อยละกันกูจะได้รีบไปรับมันลงมาจากรถ” โฮ่...ไอ้พี่พายุแม่งมีมุมแบบนี้ด้วยเหรอวะตอนนี้ก็แอบเห็นใจพี่มันขึ้นมาหน่อย ๆ แล้วครับ ลองมาคิดในมุมกลับถ้าผมต้องทนเห็นแฟนตัวเองไปนวดให้ผู้ชายอื่นที่นอนกึ่งเปลือยตั้งหลายเดือนแบบนี้ผมคงสติแตกไปแล้ว 

 

“เออ เอาขนมนี่ติดมือไปด้วยเพลง” พี่เคนมันยัดถุงขนมใส่มือผมแล้วดันหลังให้ผมรีบเดินไปขึ้นรถทันที 

 

ขึ้นมาบนรถทัวร์ก็ต้องปั้นหน้ายิ้มให้ได้หินมัน...คุณพระ! นั่นมันหน้าคนหรือปลอบผีฟ้าวะเนี่ยขอบตาแดงช้ำไปหมดโทรมจนไม่เหลือความน่ารักเลยนะมึง พอมานั่งที่เก้าอี้ไอ้หินมันก็เอาแต่บ่นเรื่องที่ผมไม่ยอมกลับมานอนห้องแล้วก็มาขึ้นรถช้านี่ล่ะครับ 

 

เราคุยกันหลายเรื่องตั้งแต่รถออกเดินทางส่วนใหญ่ก็เรื่องพี่พายุมันนี่แหละ สุดท้ายก็เป็นไอ้หินที่พยายามหลบหน้าผมด้วยการแกล้งหลับแล้วพิงหัวนอนไปที่กระจกรถแทนดูก็รู้ว่ามันกั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้ผมเห็นทั้งที่ปกติมันเป็นคนที่ติดการนอนพิงไหล่ผมมากแท้ ๆ 

 

ตอนนี้สำหรับหินคงไม่มีไหล่ของใครจะแทนที่ไหล่ของพี่พายุได้อีกแล้วมั้ง 

 

รถเคลื่อนตัวเข้าสู่จังหวัดนครสวรรค์ก่อนจะแวะจอดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเพื่อให้ผู้โดยสารได้แวะพักรถทานอาหาร เข้าห้องน้ำ 

 

“หินมึงจะเข้าห้องน้ำรึเปล่า” ผมเอื้อมมือไปปลุกเพื่อนที่ยังนอนหลับมาตลอดทาง จนมันลืมตาส่ายหน้าให้ผมนิดหน่อยแล้วพลิกตัวกลับไปนอนต่อ 

 

เฮ้อ...เหนื่อยใจคนที่เคยร่าเริงสดใสเวลาอกหักเพราะความรักมันเป็นแบบนี้กันหมดทุกคนเลยรึเปล่าน้า เห็นสภาพไอ้หินมันตอนนี้แล้วก็ต้องบอกกับตัวเองว่าพอเถอะมันไม่ไหวแล้วล่ะเดินลงจากรถทัวร์แล้วรีบตรงไปยังรถสามคันที่ยังจอดอยู่ห่าง ๆ 

 

“ไอ้หินมันหลับไปแล้ว ผมว่าเราเลิกทำแบบนี้เถอะนะพี่ผมทนมองหน้ามันไม่ไหวแล้ว แค่นี้มันก็คิดถึงพี่จนแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” 

 

“กูก็คิดถึงมันจนแทบจะเป็นบ้าแล้วเหมือนกัน” สายตาของพี่พายุมองผ่านผมไปยังรถทัวร์คันใหญ่ที่จอดอยู่ 

 

“มึงไปหาหินมันเถอะพายุ” พี่ยูจิกับพี่เคนตบไปที่บ่าเพื่อนสนิท 

 

“เพลงกูฝากมึงขับรถตามมาหน่อยนะ” เดี๋ยว! รถแพงขนาดนี้ไว้ใจยื่นกุญแจให้ง่าย ๆ เลยเหรอวะแล้วทำไมไม่ให้พี่พรายขับไปล่ะโว้ย “พรายมันขับรถไม่แข็งน่ะ ยิ่งแบบที่เป็นสองล้อยิ่งไม่ต้องพูดถึงมันไม่เป็นเลย...กูรู้นะว่าบ้านมึงมีโชว์รูมรถยนต์เพราะงั้นมึงขับเป็นอยู่แล้ว” โฮล่กกกกก! ...พี่พายุมันสืบเรื่องอะไรกูไปบ้างวะเนี่ยแต่ที่พี่มันไม่น่าจะรู้ก็คือโชว์รูมรถของแม่ผมน่ะราคารถแพงกว่าของพ่อหลายสิบเท่าเลย หึ ๆ ๆ 

 

“โอเคครับงั้นผมจะดูแลรถของพี่ยิ่งชีพเลย” 

 

“หน้าที่ของมึงคือดูแลไอ้พรายต่างหาก” พี่พายุมันยกยิ้มขึ้นมาที่มุมปากนิดหน่อย เอาเถอะตั้งแต่ต้นจนถึงป่านนี้พี่มันก็คอยดูแลผมอย่างดีมาตลอดแถมเรื่องความรักก็แอบเสือกเป็นพ่อสื่อให้เรื่อยมา ก็ถือว่ามีบุญคุณอันใหญ่อะเนอะ 

 

“งั้นพี่อย่าลืมตั๋วรถทัวร์ไปด้วยนะครับ เผื่อคนขับรถเขารู้สึกแปลกหน้าจะได้มีหลักฐาน” 

 

หลังจากผมยื่นตั๋วรถส่งให้พี่มันไป พวกเราทุกคนก็มองตามหลังเทพบุตรสุดเจ้าเล่ห์เดินขึ้นรถทัวร์ไปอีกราย 

 

“เห้อ...กว่าจะลงตัวได้ลุ้นคู่นี้เหนื่อยกว่าลุ้นเรื่องพวกมึงสองคนซะอีก” พี่ยูจิมันส่ายหัวออกมานิดหน่อยก่อนที่จะเดินขึ้นรถตัวเองไปอีกคน เป็นจังหวะเดียวกับที่เพื่อนในภาคของไอ้หินทั้งสามคนวิ่งกลับมาพอดี ไอ้เซฟ คะน้าและข้าวจี่ 

 

“เรียบร้อยรึเปล่าวะเพลง?” 

 

“อืม กูว่าไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะเซฟ ถ้าไอ้หินมันไม่งอนจนกระทืบพี่พายุตายห่าคารถอะนะ” 

 

“ไม่มีทางหรอกแกไอ้หินน่ะมันรักพี่พายุขนาดนั้น มีแต่จะออดอ้อนพี่มันหนักกว่าเดิมมากกว่า” คะน้าผายมือแล้วเบะปากออกมาอีกคน 

 

“งั้นพวกเราขึ้นรถกันเถอะ เดี๋ยวรถทัวร์ก็จะออกแล้วจะได้ตามติด ๆ เผื่อไอ้หินมันผีเข้าวิ่งน้อยใจกระโดดลงมาจากรถจะได้ตามเก็บศพมันทัน” เพื่อนในภาคไอ้หินนี่แต่ละคนสมกับเป็นเด็กศิลปกรรมฉิบหาย มโนเก่งเหลือเกินโดยเฉพาะข้าวจี่สาวร่างท้วมที่ยังคงพกความฮาไปได้ทุกสถานการณ์ 

 

“แมงป่องมึงจะไปพร้อมกูไหม?” ไอ้เซฟมันพูดขึ้นมาในขณะที่ทุกคนได้แต่เงียบกริบเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ 

 

ไม่มีคำตอบจากปากนอกจากพี่มันเดินหันหลังไปขึ้นหลังรถพี่พายุอีกคน ปล่อยให้ไอ้เซฟตาละห้อยเหมือนหมาวัด ตั้งแต่ที่มันเล่าให้ผมฟังว่ามันต่อยแล้วขืนใจจูบพี่แมงป่องดูท่าว่าตอนนี้พี่มันก็ยังไม่หายโกรธล่ะมั้งแต่พอผมกับคนรักขึ้นรถมาเท่านั้นแหละ พี่พรายมันก็ใส่ชุดใหญ่ไฟกะพริบแบบไม่ต้องอ้อมโลกให้เสียเวลา 

 

“ยังไงแมงป่อง? กูดูออกนะว่ามึงกับไอ้เซฟมีอะไรมากกว่าคำว่าพี่น้อง” พี่พรายมันหันไปถามอย่างเร็วรี่ส่วนสมองของผมก็กำลังบันทึกข้อมูลแบบคำต่อคำ เอาวะรอบนี้ผมจะหาทางช่วยไอ้เซฟมันบ้างเอง 

 

“ไม่มีอะไร” 

 

“ตอแหลแมงป่อง มึงกับมันเป็นคนระยองบ้านเพเหมือนกันมัธยมปลายมึงกับมันก็เรียนที่เดียวกับมันมา อย่าคิดนะว่าคนอื่นจะไม่รู้เรื่องนี้นะ” 

 

“มึงรู้ได้ไง?” 

 

“พายุมันสงสัยเรื่องมึงกับไอ้เซฟไง...อย่าใช้คำว่าตามสืบเลยพวกมันเล่นไปที่ห้องทะเบียนเอาประวัติมึงสองคนมาตีแผ่จนไม่เหลือซากแล้ว” ไอ้พี่พายุนี่มันเชี้ยจริง ๆ งูพิษชัด ๆ 

 

“แปลว่าพวกมึงก็รู้หมดแล้วเหรอ?” 

 

“เออดิ พายุรู้โลกรู้เหมือนเรื่องกูกับเพลงมันนั่นแหละ” เสือกเรื่องคนอื่นเก่ง! แต่เรื่องตัวเองน่ะปิดเงียบเชียว 

 

“พี่แมงป่องโกรธเซฟมันอยู่เหรอครับ” ผมช้อนสายตามองผ่านกระจกไปด้านหลัง 

 

“เปล่า! กูก็ไม่ได้คิดจะปิดเรื่องไอ้เซฟหรอกนะแต่มันมีหลายอย่างที่เซฟมันกำลังเข้าใจกูผิดและที่สำคัญกูไม่เคยโกรธมันเลยเพียงแต่...” 

 

พี่พรายถึงกับหันมามองหน้าผมโดยว่องแล้วพลิกตัวไปคุยกับพี่แมงป่องต่อทันที 

 

“เมื่อไหร่! มึงรักมันมานานแค่ไหนแล้ว!” 

 

เห้อ... 

 

“ตั้งแต่มอสี่ ตอนนั้นกูเป็นรุ่นพี่มันปีหนึ่งเมื่อก่อนเซฟมันไม่ได้เป็นคนแบบนี้หรอก แต่ก่อนหน้านั้นมันเคยเป็นเด็กอ้วนคอยตามกูตลอดพอมันขึ้นมอปลายมันก็มาบอกว่าชอบกู พยายามทำทุกอย่างให้กูรักทั้งไปออกกำลังกายอย่างหนักทุกวัน เอาเงินเก็บมาตลอดหลายปีไปทำหน้าใหม่ทั้งที่กูก็เคยบอกหลายครั้งแล้วว่าไม่จำเป็น” 

 

มึงทำอะไรลงไปเนี่ยไอ้เซฟฟฟฟฟ! ที่ผ่านพี่แมงป่องก็รักมึงมาตั้งนานแล้วแท้ ๆ 

 

“จนมาเกิดเรื่องตอนก่อนกูเรียนจบมัธยมปลายนั่นแหละ มันเลยเกลียดกูเข้าไส้ที่มันทำอยู่ทุกวันนี้กูก็ไม่รู้ว่ามันต้องการอะไร มันอาจจะอยากแก้แค้นกูล่ะมั้งแต่ถ้ามันจะทำให้เซฟหายเกลียดกูได้บ้างกูก็ยินดีรับเอาไว้” 

 

พ่อพระฉิบหาย! นี่พี่มันนางเอกหลุดมาจากนิยายรึไงวะ 

 

“แต่เซฟมันบอกผมว่ามันรักพี่นะและมันก็รู้สึกผิดเรื่องที่ต่อยพี่กับจูบ...อุ๊ป!” เวรล่ะหลุดปากไปจนได้ 

 

...! 

 

“เหรอ? มันพูดแบบนั้นเหรอ” 

 

“ครับพี่” 

 

“มึงจะทำอะไรก็อย่างปล่อยไว้นานนะแมงป่อง ไอ้เซฟน่ะกูดูก็แล้วมันเป็นพวกขี้ประชดอย่างมันไม่มีทางยอมอ่อนลงง่าย ๆ หรอกคงหาเรื่องทำร้ายจิตใจมึงไปอีกนานเลย” 

 

“แบบนี้ดีแล้วล่ะ ดีกว่าที่มันจะรู้ความจริงซะอีก” 

 

ความรักนี่มันมีหลายรูปแบบดีนะครับ บางทีผมก็สงสัยว่าคนคนหนึ่งจะยอมแบกรับความผิดทั้งหมดเอาไว้กับตัวได้นานแค่ไหน...แต่ที่ผมมั่นใจตอนนี้คือพี่แมงป่องก็คงเสียใจไม่น้อยเหมือนกัน พวกเราตามรถทัวร์จนเข้าจังหวัดอุตรดิตถ์ได้ไม่นานอยู่ ๆ ก็มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งลงมาจากรถและคนที่อีกคู่ที่ตามลงมาคือไอ้หินกับพี่พายุ 

 

แหม...เพื่อนกูนี่เกาะแขนพี่มันอย่างกับลูกลิง 

 

“หึ สงสัยจะเคลียร์กันเสร็จแล้วว่ะ” 

 

“นั่นสิ เห็นพวกมันสมหวังกันได้แบบนี้กูก็เบาใจอย่างน้อยไอ้พายุจะได้เลิกเสือกเรื่องพวกเราสักที” อันนี้ผมเห็นด้วยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับพี่ 

 

ทุกคนต่างแซวกันไม่ได้ขาดปากไม่เว้นแม้แต่สองสาว จนไอ้พี่พายุมันคงรำคาญมั้งครับยิ่งพอคะน้าถามหินว่าจะนั่งรถไปด้วยกันไหม หินมันถึงกับขยับตัวชิดไปที่หลังพี่พายุแล้วเกาะแขนแน่นเลยอ้อนผู้เก่งไปอี๊กกกก 

 

“ไม่เป็นไรคะน้า...เมียพี่ไปรถพี่ดีกว่า” 

 

หืม! หืม! หืม! 

 

คำสบถแทบจะออกมาจากทุกปากที่ยังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ ไอ้พี่พายุมันสนใจที่ไหนยังมั่นหน้ามั่นโหนกคงเส้นคงวาอุ้มไอ้หินขึ้นรถมาอีกจนพี่แมงป่องต้องระเห็จตัวเองไปนั่งรถพี่ยูจิแทน ยิ่งไอ้หินมันรู้ว่ารถสปอร์ตคันหรูนี้เป็นของพี่พายุมันถึงขั้นเบะปากจะร้องไห้ออกมาเลย เอาแต่บ่นว่าพี่พายุหลอกมันตลอดพอขับมาจนเข้าตัวเมืองผมก็ชี้ให้พี่พรายดูโชว์รูมรถยนต์ของพ่อ 

 

“นั่นโชว์รูมรถของพ่อผมครับ” ผมชี้ไปทางฝั่งซ้ายมือไอ้พี่พรายมันก็ขมวดคิ้วออกมานิดหน่อยเหมือนรำคาญเด็กขี้อวดอย่างผม 

 

“ส่วนฝั่งนั้นเป็นของคุณป้าแม่ไอ้เพลงมันนะครับ” ไอ้หินมันชี้ไปที่โชว์รูมรถสปอร์ตนําเข้าสุดหรูของแม่ผมที่อยู่อีกด้าน จนพี่พรายมันถึงกับอ้าปากค้าง 

 

“เพลงนี่มึงรวยขนาดนี้เลยเหรอ? แล้วกูไปบ้านมึงพ่อแม่มึงจะไม่ว่าอะไรรึไง?” หึ ๆ ๆ อีกหน่อยอีหนูต้องเรียกพี่ว่าเฮียนะ 

 

“พี่พรายไม่ต้องกลัวนะครับ คุณลุงคุณป้าท่านใจดีมาก” 

 

“แต่...” 

 

“ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้นแหละพี่ ผมบอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่าจะพาแฟนกลับมาบ้านด้วย ถ้าพี่ไม่ยอมเข้าไปกราบพ่อแม่ผมนั่นแหละจะเป็นเรื่อง” 

 

“แฟน!” หินมันถลึงตามองไปที่พี่พายุ 

 

“ใช้คำว่าแฟนก็ไม่ถูกนักหรอก มันสองคนเป็นผัวเมียกันตั้งแต่ก่อนเปิดภาคแล้ว” 

 

“ไอ้พายุ! ไอ้เหี้ย มึงรู้ได้ไงวะ มึงรู้ได้ไงว่ากูกับไอ้เพลงได้กันตั้งแต่ก่อนเปิดเรียน” 

 

“ก็กูเห็นมึงสองคนที่ร้านเหล้าน่ะสิ จากนั้นพวกมึงก็ไปต่อกันที่โรงแรมใกล้ ๆ ทีแรกกูก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพลงมันเป็นใคร กะจะเข้าไปห้ามเหมือนกันแต่มึงนั่นแหละพรายที่เป็นคนกอดจูบไอ้เพลงก่อน แถมล้วงมันตั้งแต่ทางเดินยันเข้าห้องเลย พอหลังจากนั้นไม่นานพวกมึงสองคนก็มาเจอกันที่หออีก แรก ๆ ก็เห็นทะเลาะกัน ไป ๆ มา ๆ พากันเข้าห้องเกือบทุกคืนเลยนี่” 

 

“จริงรึเปล่าล่ะเพลง” ฮ่วย! ก็พี่มึงนั่นแหละที่เป็นตัวเสี้ยมกู! วางแผนเก่งจนสุดท้ายผมก็กลายเป็นหงส์ติดบ่วง 

 

“อืม...จริงครับ ผมเองก็รักพี่พรายไม่ต่างกับที่พี่รักไอ้หินหรอก” 

 

พี่พรายมันคงเขินคำตอบผมมั้งครับต่อยแขนมาตั้งหลายทีจนต้องห้ามพี่มันไว้ด้วยอ้อมกอดอุ่น ๆ แล้วจูบที่แก้มไปทีหนึ่ง หน้าพี่มันถึงกับแดงเป็นลูกตำลึงทีเดียว 

 

“อายคนอื่นเขาบ้างเถอะมึงอะ จำเป็นจะต้องบอกให้รู้ทั้งหมดเลยหรือไง” 

 

“อายทำไม? มีพี่เป็นแฟนน่ารักดีจะตาย” 

 

“อะไรเด็กบ้านี่!” 

 

หมับ! สอดนิ้วเข้าไปประสานกับนิ้วมือพี่มัน คนข้างกายที่กำลังโวยวายอยู่ถึงกับเงียบลงในบัดดลแล้วยังเอาหน้ามาซุกอยู่ที่หัวไหล่ผมอีกจะว่าไปก็น่ารักไปอีกแบบแฮะ 

 

ตอนนี้ที่ผมแปลกใจที่สุดคือเรื่องที่พี่พายุมันไม่เคยมาที่จังหวัดอุตรดิตถ์เลยสักครั้ง ถ้าพี่มันไม่ได้โกหกก็แปลว่าพี่พายุมันไม่ใช่พี่ยูแล้วพี่มันรู้เรื่องไอ้หินดีขนาดนั้นได้ไงวะ แถมบ้านพ่อพี่มันอยู่เลยท้ายตลาดห่างจากบ้านไอ้หินไปนิดหน่อยเองครับ บ้านหลังสุดหรูที่เมื่อครั้งยังเด็กพวกผมเคยมาเกาะรั้วดูพวกดารามาถ่ายทำละครกันเป็นประจำ 

 

ภายในบ้านหรูประดับประดาไปด้วยหินอ่อนทั้งหลัง หลังจากที่พายุคุยกับพ่อตัวเองจบก็ไล่พวกผมให้ขึ้นไปเลือกห้องที่ชั้นสองกันตามสบายส่วนห้องพี่มันอยู่ชั้นสาม ยังไม่ทันจะได้คุยอะไรหันมาอีกทีเห็นไอ้หินเดินเกาะชายกางเกงพี่มันขึ้นบันไดไปแล้ว 

 

งานนี้มึงได้เสียเอกราชเป็นครั้งแรกแน่ไอ้หินเอ๋ย 

 

“พี่พรายเอาของไปเก็บที่ห้องกันก่อนเถอะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะพาพี่ไปรู้จักใครคนหนึ่งที่ผมรักมาก” 

 

พอจับจองห้องเสร็จผมกับพี่พรายก็เดินเรียบถนนมาเรื่อย ๆ แล้วยิ่งตอนที่ผ่านหน้าบ้านไอ้หินผมต้องก้มหลบแล้วหลบอีกเพราะกลัวมากว่า ลุงอิฐกับป้าแมว จะเห็นผมแล้วจำได้เลยมาอีกนิดก็ถึงจุดหมายที่ผมอยากพาพี่พรายมา 

 

...ค่ายมวยยายหยดย้อย 

 

เข้ามาด้านในผมก็แวะทักทายบรรดาครูมวยและนักมวยที่รู้จักกันมาช้านาน ถึงพวกบรรดาพี่มันจะไม่ถามผมเรื่องพี่พรายแต่สายตาที่ส่งมาก็ทำให้ผมดูออกว่าพวกพี่มันรู้ จะไม่รู้ได้ไงเดินจูงแขนพี่มันมาตลอดทางขนาดนี้ เดินลัดค่ายมวยไปยังครัวหลังบ้านก็พบหญิงชราท่าทางแข็งแรงกำลังเตรียมอาหารอยู่หน้าเตาหม้อใหญ่ 

 

...สวบ…ฟอด! 

 

“เพลงคิดถึงยายอ่อนจังเลยครับ” ผมสวมกอดคุณยายจากด้านหลังแล้วหอมไปที่แก้มที่หนึ่งจนทัพพีหล่นไปอยู่ที่พื้น คุณยายเองก็รีบหันกลับมาอย่างเร็วรี่ 

 

“กลับมาแล้วเหรอลูกไปไงบ้าง เดินทางกันมาเหนื่อยไหม? แล้วคนนี้คือ...” สายตาคุณยายมองข้ามไหล่ผมไปด้านหลังแล้วยิ้มออกมา 

 

“อ้อ คนนี้ชื่อพี่พรายครับเป็นแฟนผมเอง” 

 

“สวัสดีครับคุณยาย” 

 

“ไหว้พระเถอะลูกไปไงมาไงถึงได้มากับเจ้าเพลงได้ล่ะ” คุณยายเดินลากพี่พรายออกมาที่เก้าอี้ชิงช้าที่ทำจากรากไม้แถมยังสั่งให้ผมเดินไปเอาน้ำในตู้เย็นหน้าค่ายมาอีก 

 

“เล่าให้ยายฟังหน่อยว่าคบกันมานานแล้วรึยัง” 

 

“โธ่ คุณยายไปถามอะไรพี่พรายแบบนั้นละครับ” 

 

“เอ้า...ไม่กี่เดือนก่อนแกยังโทรมาบ่นกับยายอยู่เลยว่ารักเขาข้างเดียวต้องทำยังไงดี” 

 

“คุณยายยยย!” เฮ้อเหนื่อยลองคุณยายแกอยากรู้อะไร แกกัดไม่ปล่อยแน่จนกว่าจะเค้นความลับจนหมดนั่นแหละแต่ที่น่าขนลุกที่สุดมันดันคือรอยยิ้มของพี่พรายนี่ละไม่รู้ว่าพี่มันกำลังคิดอะไรอยู่ 

 

“ผมเพิ่งรู้ตัวว่ารักเพลงมันได้ไม่นานครับ” 

 

...! 

 

“พะ...พี่” 

 

ป๊าบ! 

 

ฝ่ามือตบไปที่หัวเข่าอย่างออกรส 

 

“ต้องให้มันได้อย่างนี้สิถึงจะเหมาะเป็นสะใภ้หลานยาย! พูดตรง ๆ มาเลยแบบนี้ยายชอบขี้เกียจคิดเองนาน” ยายอ่อนส่งแขนดึงให้ผมที่ยืนอยู่ลงมานั่งข้าง ๆ แก “ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายถ้าเราเจอคนที่ใช่ มันก็คือใช่น่ะพยายามช่วยเหลือเกือกูลกันไปไม่ทอดทิ้งกันเข้าใจไหม?” 

 

“ขอบคุณครับ” พี่พรายยกมือขึ้นมาไหว้ในขณะที่คุณยายอ่อนเองก็ดึงตัวพี่พรายเข้ามากอด ถึงแม้พี่มันจะสะดุ้งตัวอยู่เล็กน้อยก็ตามแต่กลับซุกหน้าไปที่ไหล่ปลาร้าคุณยายทั้งแบบนั้น นิ้วมือเหี่ยวย่นลูบไปตามแผ่นหลังอย่างเบามือ 

 

ถ้าผมมองไม่ผิดเหมือนกับพี่พรายมันกำลังกั้นน้ำตาเอาไว้ 

 

“เย็นนี้อยู่กินข้าวกับยายทั้งสองคนเลยนะ ว่าแต่เจ้าหินล่ะมันไม่ได้กลับมาด้วยเหรอหรือมันกลับเข้าบ้านไปแล้ว” ยายอ่อนหยิบขันน้ำลอยไปด้วยดอกมะลิขึ้นมาจรดที่ริมฝีปากส่งสายตากลับมามองที่ผม แล้วจะให้ผมโกหกยังไงในเมื่อคุณยายก็ต้องรู้อยู่แล้วแถมก็รู้เรื่องไอ้หินตอนอยู่กรุงเทพไปเยอะแล้วด้วยขืนโกหกมีหวังถูกอัดน่วมแน่ 

 

“มาครับคุณยายแต่ตอนนี้มันอยู่กับแฟนที่บ้านหรูท้ายตลาดนู่นแหละครับ” 

 

เคร้ง! …ขันน้ำในมือถึงกับร่วงโดยพลัน 

 

“คนที่เพลงส่งรูปมาให้ยายดูในร้านอาหารญี่ปุ่นน่ะนะ” คุณยายกะพริบตาปริบ ๆ แล้วบีบนิ้วมาที่แขนของผม 

 

“อ่าครับ คนที่หล่อ ๆ นั่นล่ะครับพี่มันสั่งสอนไอ้หินด้วยการหายหน้าไปตั้งหลายสัปดาห์ ส่วนหลานตัวดีของยายก็เอาแต่ร้องไห้ทุกวันเพิ่งจะคืนดีกันวันนี้แหละครับ” คุณยายอ่อนขมวดคิ้วออกมาเล็กน้อย 

 

“แต่ตอนนี้ดีกันแล้วใช่ไหมลูก?” 

 

“ครับดีกันกว่าเดิมซะอีก” 

 

“คุณยายอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ พายุมันแค่หวังดีกับน้องหินจริง ๆ ที่มันทำลงไปทั้งหมดก็เพื่อตัวของน้องหินเอง” พี่พรายเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณยายฟังถึงเหตุผลที่พี่พายุมันทำแบบนั้นซึ่งผมเองก็เพิ่งรู้บางเรื่องที่หินมันไม่ยอมบอกเหมือนกัน 

 

“ยายเข้าใจแล้วล่ะ แค่หลานยายมีความสุขกันหมดทุกคนยายก็ดีใจแล้ว” ยายอ่อนลูบมือมาที่หัวของผมแล้วพูดต่อ “จำไว้นะเพลงความรักมันไม่ได้เริ่มจากร้อย พวกเธอสองคนเริ่มต้นกันที่ห้าสิบ จงหมั่นใส่ใจกันและกันอยู่เสมอเติมเต็มให้มันครบร้อย ยายรับรองว่าพวกเธอทั้งคู่จะต้องมีความสุขไปด้วยกันได้แน่” 

 

“อ้าว! ความรักมันไม่เริ่มจากศูนย์เหรอครับคุณยาย” 

 

“เรียนถึงวิศวะทำไมโง่ล่ะลูก ถ้าเริ่มจากศูนย์พวกเธอคงไม่แม้แต่จะมองหน้ากันแล้วมั้ง” ด่าเจ็บ! เหมือนใครวะคุ้น ๆ 

 

ทุกวินาทีที่ได้อยู่ทานข้าวพร้อมกับคุณยายผมรู้สึกว่าพี่พรายดูจะผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ถ้าครอบครัวที่อบอุ่นคือสิ่งที่พี่พรายปรารถนามานานแสนนาน ผมก็พร้อมจะหยิบยื่นความสุขนี้ให้พี่เขา หลังจากทานข้าวเย็นกันเสร็จเราทั้งคู่ก็ร่ำลาคุณยายแล้วพากันเดินเล่นแวะตลาดยามค่ำเพื่อซื้อของกินกลับไปฝากทุกคนที่บ้าน 

 

“คุณยายของเพลงน่ารักดีนะ” 

 

“ไม่ใช่คุณยายผมแท้ ๆ หรอกพี่แต่ผมกับหินก็รักคุณยายอ่อนเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งเลย ตอนเด็กพวกผมก็ชอบมานอนบ้านยายบ่อย ๆ” 

 

“โลกนี้มันก็แปลกดีนะ คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดกลับรักและเอ็นดูใครคนหนึ่งได้มากกว่าแม่แท้ ๆ ซะอีก” 

 

“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับพี่พราย” ผมเอื้อมไปดึงมือคนข้างกายมากุมไว้ “ถ้าพี่มัวแต่คิดแบบนั้นพี่จะมองหาความสุขในชีวิตไม่เจอ เวลาที่พี่ไม่รู้สึกเชื่อใจใครลองสัมผัสที่หัวใจนะครับแล้วนึกดูให้ดีว่าใครบ้างที่รักและเป็นห่วงพี่จริง ๆ” จับมือพี่พรายทาบมาที่อกผมแล้วเลื่อนกลับไปที่อกเจ้าของมือนั้นอีกครั้ง 

 

“ถึงจะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันแต่มันต้องมีคนที่เป็นห่วงพี่อยู่มากแน่ ๆ อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งนี่ไง” ทำไมพี่มันต้องทำหน้าอึ้งขนาดนั้นวะ! 

 

“ขอบใจนะเพลง ขอบใจที่อยู่ข้างกูมาตลอด” พี่มันขยุ้มนิ้วมาที่มือผมแน่นขึ้น 

 

หลังจากซื้ออาหารเสร็จพี่พรายยังขอให้ผมแวะร้านขายยาท้ายตลาดด้วย 

 

“พี่จะซื้ออะไรเหรอครับ?” 

 

“พวกยาแก้อักเสบนะ ป่านนี้หินมันตายคาเตียงไปแล้วมั้ง” ให้มันตายไปเถอะครับ มันคงยินยอมเต็มที่แล้วมั้ง 

 

พอพูดจบสายตาผมมันก็ดันมองไปที่ชั้นขายถุงยางอนามัยจนพี่พรายเองก็มองตามเหมือนกัน พยักหน้าให้พี่มันหน่อยนึงประดุจกำลังส่งกระแสจิตบอกพี่มันว่าอยากได้อะไร 

 

“อยากเอาก็หยิบ” ...! 

 

“จริงเหรอ?” ถามไปงั้นแหละในหัวมันมีแต่คำว่า อยากเอา...อยากเอา...อยากเอาโว้ย 

 

“อืม หยิบ ๆ มาเถอะเผื่อพรุ่งนี้ไปนอนที่บ้านมึงแล้วเดี๋ยวจะไม่มีโอกาสนะ” โฮล่กกกกก...ชวนขนาดนี้ก็ปาดแม่งมาทั้งชั้นเลย ไม่รู้ว่าจะได้แวะร้านขายยาอีกเมื่อไหร่ เตรียมตัวไว้ก่อนดีที่สุด กลับมาถึงบ้านก็เห็นพี่ยูจิกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่ที่เก้าอี้ม้านั่งในสวน 

 

“พวกมึงสองคนหายไปไหนกันมาซะนานเลยวะ” 

 

“เพลงมันพากูไปหายายมันน่ะ แล้วก็แวะตลาดซื้อกับข้าวมาให้พวกมึงกินไงว่าแต่ไปไหนกันหมดวะ” 

 

“อ้อ ไอ้พวกเคนเหรอ? นู่นมันอยู่ชั้นสามหน้าห้องไอ้พายุ พวกมึงลองขึ้นไปดูกันเองเหอะ” 

 

พอเดินเข้าโถงบ้านสองสาวคะน้ากับข้าวจี่ก็รีบถลาตัวเข้ามาแย่งถุงกับข้าวแล้วเดินหายกันเข้าไปในครัวเลย 

 

“จะขึ้นไปดูหน่อยไหมครับ” 

 

“อืม” 

 

ชั้นสามมันมีแค่ปีกซ้ายกับปีกขวาพอมองไปก็เห็นพวกพี่มันกำลังแนบหูไปที่ประตู 

 

“พวกมึงกำลังทำอะไรกันวะ” 

 

ชู่~~~~ พี่เอกวักมือเรียกพวกเรามาที่หน้าห้องนั้นแล้วจับผมกับพี่พรายแนบประตูห้องด้วย 

 

“อะ...อ้า...พะ...พี่มึง...ชะ...ช้าหน่อยท่านี้กูไม่ถนัด” 

 

...! 

 

“หินเกาะเอวพี่ไว้แน่น ๆ นะเดี๋ยวพี่จะอุ้มไปที่โต๊ะเครื่องแป้งจะได้มองเห็นท่ากันชัด ๆ นะครับที่รัก” 

 

...! 

 

“เคร้ง...เพล้ง...ฮ้าาาาาาาา” 

 

พี่เอมันถอนหูออกจากประตูแล้วหันมาคุยกับพี่เคน 

 

“รอบที่เท่าไหร่แล้ววะมึง” 

 

“รอบที่สามแล้ว!” 

 

“บันทึกทุกเสียงทุกคำให้หมดนะมึงจะได้เอาไว้ต่อรองกับไอ้พายุมัน ชอบเสือกเรื่องของพวกกูดีนัก” 

 

“เออ กูไม่พลาดแน่งานนี้กูขอเอาคืนหน่อยเถอะ” ไฟแค้นพี่มึงลุกโชนเกินไปแล้ว ไอ้พี่แมงป่อง! 

 

“ไร้สาระฉิบหาย พวกมึงถ้าจะกินข้าวก็ตามลงมาในครัวนะกูซื้อของกินมาให้แล้ว” พี่พรายจูงมือผมลงมาชั้นล่างนอกตัวบ้าน สวนของบ้านพ่อพี่พายุกลางคืนมันสวยมากครับกับดวงไฟสีส้มนวล คอเคียงไปพร้อมกับเสียงร้องของจิ้งหรีดแต่หน้าพี่พรายกลับกำลังขมวดคิ้วแน่น 

 

“เป็นอะไรไปครับพี่ กังวลเรื่องที่จะต้องไปเจอพ่อแม่ผมพรุ่งนี้เหรอ?” 

 

“อืม ทั้งกลัวทั้งกังวลถ้าผู้ใหญ่ปฏิเสธไม่ให้เราคบกันล่ะเพลง” 

 

แววตาไม่มั่นใจมันแสดงออกมาให้เห็นจนผมก็อดที่จะดึงตัวพี่พรายมากอดเอาไว้ไม่ได้ 

 

“ก็ทำให้พ่อแม่ผมยอมรับสิครับ เรามาทำด้วยกันนะผมเชื่อว่าอย่างพี่พรายทำได้อยู่แล้ว” 

 

ผมชอบเวลาได้เห็นมุมอ่อนแอของพี่พราย ชอบที่จะได้ปกป้องพี่มันแบบนี้...ส่วนเรื่องของวันพรุ่งนี้ ผมจะไม่บอกพี่มันเด็ดขาดว่าพ่อแม่ผมน่ะ 

 

...รู้เรื่องพี่พรายหมดแล้ว! 

ความคิดเห็น