Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 7

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2563 13:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 7
แบบอักษร

7

“ห้ามสูบบุหรี่ในร้านตั้งแต่ห้าโมงถึงหนึ่งทุ่ม” 

             หญิงสาวผมสั้นวัยสามสิบกว่าๆ ที่เพิ่งเข้ามาในร้านอ่านป้ายตรงเคาน์เตอร์ เงยหน้าถามโอโตนามิที่ยืนชงกาแฟอยู่ด้านหลัง

             “ตั้งแต่เมื่อไหร่หือ?”

             “ห้าโมงถึงหนึ่งทุ่ม ก็เขียนไว้แล้วนี่ไง” โอโตนามิเอานิ้วชี้ ปากคาบบุหรี่ไว้แต่ไม่ได้จุด เหมือนเป็นความเคยชินมากกว่า

             “ไม่ใช่ย่ะ หมายถึงเริ่มห้ามตั้งแต่เมื่อไหร่!”

             “เมื่อต้นเดือน” โอโตนามิเปลี่ยนมาเอามือชี้เด็กหญิงวัยห้าขวบที่นั่งกินข้าวอยู่ตรงเคาน์เตอร์ หญิงสาวมองเด็กน้อยในเครื่องแบบอนุบาล กับเก้าอี้เด็กลายน่ารักดูไม่เข้ากับร้านกาแฟตกแต่งแบบเรโทรเลยสักกะนิด “เห็นไหมเนี่ยว่าร้านเรามีเด็ก เพราะฉะนั้นห้ามสูบบุหรี่ช่วงอาหารเย็น”

             “...ลูกใครน่ะ”

             “คนที่มาเช่าห้องข้างบนไง”

             “อ๋อ” หญิงสาวรับ เบี่ยงตัวนั่งเก้าอี้เคาน์เตอร์ข้างเด็ก “ที่วันนั้นฉันมานั่งดื่มแล้วได้ยินเสียงเด็กร้องน่ะเหรอ ตกลงเธอไม่ได้ด่าเขาจนย้ายออกไปหรอกเหรอ?”

             “ก็ขึ้นไปเตือนน่ะนะ”

             “เตือนยังไงถึงเอาลูกเขามาเลี้ยงเฮอะ!” หญิงสาวแซวด้วยเสียงประชด แต่หันไปเห็นเด็กหญิงตาแป๋วที่นั่งกินข้าวคนเดียวแล้วก็พอจะเข้าใจเหตุผลอยู่

             “แล้วพ่อเขาไปไหนน่ะฮึ?” ถามต่อ

             “ทำโอยังไม่กลับ” โอโตนามิตอบ มองมือหญิงสาวที่เอานิ้วจิ้มๆ ตรงรูปกราแตงชีสในเมนูแล้วหันไปเปิดตู้เย็น

             “เรื่องที่ฉันถามวันก่อนน่ะ ตกลงคำตอบว่ายังไง?”

             “ยังไม่ได้คิด” โอโตนามิตอบด้วยคำตอบที่เรียกเสียงถอนหายใจจากหญิงสาว เทมักกะโรนีที่ต้มไว้ลงผัดกับซอสขาว

             “ไปร่วมงานหน่อยน่า นี่ฉันจริงจังนะ งานแบบนี้มันจะประสบความสำเร็จได้ยังไงถ้าไม่มีพวกตัวดีๆ ไปเข้าร่วมน่ะ เธอไม่ต้องหิ้วใครกลับบ้านก็ได้ แค่ไปร่วมเป็นเกียรติเป็นศรีให้หน่อยก็พอย่ะ”

             “อย่างแรกเลย” โอโตนามิเหลือบมองแผ่นใบปลิวที่หญิงสาวควักจากกระเป๋ามาวางให้ดูอีกรอบ หลังจากคราวก่อนก็เห็นไปแล้ว “ไปเปลี่ยนชื่องานซะ” เอานิ้วจิ้มตรงชื่องาน `ซุปเปอร์เกย์` ที่เป็นตัวหนังสือสีทองอร่าม ดึงมาม้วนแล้วส่งคืนให้

             “แล้วก็อย่าเอาใบแบบนี้ออกมาวางที่นี่”

             “ขอวางโฆษณาหน่อยสิ”

             “ไม่ได้”

             “แค่ 10 กว่าใบก็ได้”

             “ถ้าพวกลูกค้าคิดว่าฉันเป็นพวกแบบนั้นขึ้นมาจะว่ายังไงเฮอะ”

             “ก็เป็นหนิ”

             โอโตนามิมองด้วยหางตา ดับแก๊สก่อนจะตักไอ้ที่ผัดลงจานอบซึ่งทาเนยไว้เรียบร้อยแล้ว

             “หมายความว่าเข้าใจว่าฉันเป็นพวกกำลังหาคู่น่ะเฮอะ ฉันไม่ได้ต้องการมีแฟนหรือใครทั้งนั้น เพราะฉะนั้นไอ้งานอะไรพวกนี้ไม่ไปหรอก”

             “ก็บอกแล้วไง เธอไม่ต้องไปหิ้วใครกลับมาก็ได้” หญิงสาวตัดพ้อ “อย่าจริงจังนักซี่ ก็แค่งานที่เพื่อนเธอได้รับมอบหมายให้จัด เป็นแม่งานก็ต้องอยากให้มันสำเร็จสวยงามแค่นั้นเอง คิดเสียว่าช่วยเพื่อนไปร่วมงานหน่อย ฉันก็แค่เอาเธอไปโฆษณานิดหน่อย เงินก็จ่าย ไม่เห็นเสียหายอะไรเลย”

             “ถ้าเปลี่ยนชื่องานแล้วค่อยว่ากัน”

             “อะไรกัน ชื่องานออกจะอลัง”

             “ใครเป็นคนคิด?”

             “ฉันเองย่ะ” โอโตนามิกอดอกมองด้วยสายตาระอา แต่เพราะเสียงเครื่องอบดัง ก็เลยต้องเดินไปใส่ถุงมือแล้วหยิบกราแตงออกจากเตาอบมาเสิร์ฟให้ หญิงสาวดูจะลืมเรื่องตามตื้อเจ้าของร้านให้ไปช่วยงานไปได้บ้าง จ้วงช้อนตักคำใหญ่ก่อนจะแทบพ่นออกมาเพราะความร้อนทันทีที่เอาเข้าปาก

 

             “คิโกะจัง คิโกะจัง” 

             พนักงานเสิร์ฟหันมองตามเสียงเรียกของลูกค้าสาวเจ้าประจำ วันนี้นานามินั่งอยู่ตรงที่นั่งติดริมหน้าต่างซึ่งเป็นโซฟา ทำให้ไม่ได้ยินเสียงพูดคุยของหญิงสาวผมสั้นวัยน่าจะสามสิบกว่าๆ ที่ตั้งแต่เข้ามาในร้านก็ก้าวฉับไปนั่งหน้าเคาน์เตอร์พลางคุยกับเจ้าของร้านอย่างสนิทสนม เล่นเอาต้องหันรีหันขวางหลายรอบ นั่งไม่ติด

             “ใครน่ะ ทำไมดูสนิทกับคุณชินจัง?”

             คิโกะไม่ต้องหันมองก็ตอบได้ทันที

             “คุณมิกิน่ะค่ะ เพื่อนตั้งแต่สมัยมัธยมของมาสเตอร์เขา ก็มาร้านเราบ่อยๆ เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะมานั่งดื่มตอนค่ำๆ คุณนานามิก็เลยไม่เคยเจอละมั้งคะ”

             คำตอบของพนักงานทำใจหายแวบ นานามิหันมองหญิงสาวคนที่ว่าอีกรอบ ถ้าบอกว่าเป็นเพื่อนของเจ้าของร้าน ก็น่าจะอายุประมาณสามสิบสี่สามสิบห้าพอๆ กัน แต่ยังดูทั้งหุ่นดี ทั้งแต่งหน้าเป๊ะ ใส่เสื้อผ้าโทนสีเรียบง่าย แต่ดูมีราคาแบบผู้ใหญ่ แค่เห็นก็รู้สึกปั่นป่วนในใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ถ้ามีคนแบบนี้เป็นคู่แข่งทางด้านความรัก นึกไม่ออกว่าจะชนะได้ยังไง...

             “ไหนบอกว่ามาสเตอร์ไม่มีใครไง? แสดงว่าคุณมิกิอะไรนี่มาที่ร้านตลอดเลยเหรอ?” นานามิถามด้วยเสียงร้อนใจ

             “ก็ไม่ได้คบเป็นแฟนอะไรกันนะคะ แค่สนิทกันมากเฉยๆ” คิโกะตอบด้วยเสียงหน่าย แต่ในน้ำเสียงก็แฝงความสนุกอยู่ “จะเรียกว่าพิเศษก็พิเศษอยู่ เพราะมีปัญหาอะไรก็แจ้นมาให้มาสเตอร์ช่วยตลอด”

             นานามิมองท่าทางพูดคุยกันอย่างสนิทสนมของเจ้าของร้านและหญิงสาว ยิ่งเมื่อคนที่ว่าเห็นเด็กหญิงวัยห้าขวบกินอาหารเลอะเทอะ ก็เลยหยิบผ้าไปก้มเช็ดให้โดยมีเจ้าของร้านชะโงกมองด้วยรอยยิ้ม เหมือนเป็นภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกที่เห็นแล้วรับไม่ได้จนมองแล้วหน้าชา ขนาดว่าหูอื้อไม่ได้ยินเสียงกรุ๋ง กริ๋งของประตูร้านที่มีคนเปิดเข้ามาข้างๆ

             ที่รู้ว่ามีคนเข้ามา เพราะเจ้าของร้านที่เธอมองอยู่หันมองตามเสียงประตูเพื่อจะกล่าวต้อนรับลูกค้าตามปกติ แต่พอหันไปปุ๊บ สายตาที่มองก็เปลี่ยนไปทันที ริมฝีปากเหยียดเป็นรอยยิ้มอบอุ่นอย่างที่เธอซึ่งเป็นลูกค้าประจำก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน ทำเอาใจเต้นตึกตักจนถึงกับต้องมองตาม

             แล้วก็เห็นว่าคนที่เข้ามาไม่ใช่ลูกค้าที่ไหน แต่เป็นชายหนุ่มในชุดสูทที่เช่าห้องอยู่ชั้นสาม พ่อของเด็กหญิงที่นั่งกินข้าวเย็นหน้าเคาน์เตอร์อยู่ตอนนี้นี่แหละ

             “กลับมาแล้วเหรอ”

             โอโตนามิเดินออกจากเคาน์เตอร์จะไปรับ มุคาเอดะหอบเบาๆ จากการที่รีบเดินมา แก้มสองข้างเป็นสีชมพูเรื่อ มองหญิงสาวที่กำลังเอาผ้าเช็ดเสื้อให้ลูกสาว

             “ปะป๊า”

             พอถูกเรียกก็สะดุ้ง ก้าวเข้าไปอุ้มมิสุเอะขึ้นมาจากเก้าอี้เด็ก ก็เลยเหมือนเข้าไปอุ้มหนีออกจากมือของมิกิโดยไม่ตั้งใจ เจ้าตัวก็เหมือนจะรู้ตัวว่าเผลอเสียมารยาท เลยรีบพูดแก้ตัวตะกุกตะกัก

             “เอ่อ... ขอโทษที่ลูกสาวรบกวนครับ”

             “น้ำจิ้มเกี๊ยวซ่ามันหกเลอะน่ะค่ะ” มิกิวางผ้าลงบนเคาน์เตอร์ ส่งยิ้มให้ “คุณมุคาเอดะสินะคะ ได้ยินเรื่องของคุณจากตาชินมาสักพักแล้วค่ะ”

             มุคาเอดะก้มศีรษะน้อยๆ ให้อย่างมีมารยาท กลับมาดูนิ่งขรึมตามเดิมพลางวางลูกสาวกลับลงเงียบๆ คนที่เพิ่งเจอครั้งแรกอย่างมิกิอาจจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติตรงไหน แต่โอโตนามิที่ดูออกถึงอาการรีบร้อนแปลกๆ ยืนจ้องเงียบๆ

             “มุคาเอดะครับ เช่าห้องอยู่ที่ชั้นสามข้างบนนี้เอง”

             “มิกิเป็นเพื่อนสมัยมัธยมฉันเองน่ะ” โอโตนามิแนะนำ “ไม่ได้ปล่อยให้ลูกค้าที่ไหนมาแตะต้องตัวมิสุเอะจังหรอก”

             “เอ่อ... ไม่ได้คิดมากขนาดนั้นหรอกครับ” มุคาเอดะรีบแก้ ส่งยิ้มจางเป็นการขอโทษ “มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ขอโทษด้วยนะครับ”

             หญิงสาวยิ้มให้อย่างเอ็นดูไม่ถือสา ก่อนจะไปสบกับสายตาเขม่นของเจ้าของร้านที่อยู่ข้างหลัง

             “เดือดร้อนอะไรเพราะตานี่ก็บอกฉันได้เลย” มิกิหยิบนามบัตรจากกระเป๋ามายื่นให้ ไม่สนใจรังสีอาฆาตที่โอโตนามิปล่อยใส่

             “อะ...ครับ ส่วนผม...” มุคาเอดะรับนามบัตรด้วยสองมือ ยกขึ้นอ่านก่อนจะวางบนโต๊ะตามมารยาทเป๊ะๆ พลางส่งของตัวเองให้

             “ไม่จำเป็นต้องเอานามบัตรให้คนแบบนี้หรอก เสียของเปล่าๆ” โอโตนามิบ่น แต่ก็เดินกลับเข้าไปในเคาน์เตอร์เพื่อทำอาหารมาให้ “งานเป็นไงบ้าง?”

             “ไม่มีปัญหาอะไรครับ ขอบคุณมากนะครับที่ไปรับมิสุเอะให้ ก็เลยเข้าประชุมได้”

             “เรื่องเล็กน้อย ทีหลังมีอะไรก็บอกได้เลย ไปสร้างความสนิทสนมกับพวกครูเอาไว้แล้ว”

             “...จะไปสร้างความสนิทสนมทำไมครับ”

             “พวกครูฮือฮากันใหญ่เลยค่ะ” มิสุเอะเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงเจื้อยแจ้ว “มีแต่คนบอกว่าคุณชินน่ะหล่อ หล่อๆๆ”

             “มิสุเอะก็ดีใจหน้าบานเลยสิ” มุคาเอดะเอานิ้วจิ้มแก้ม

             “บานอย่างนี้เลย” พอเริ่มคึกก็ยืนขึ้นบนเก้าอี้ ชายหนุ่มก็เลยต้องรีบยื่นมือไปจับ เตือนให้นั่งลงดีๆ

             “ที่ร้านมีเก้าอี้เด็กแบบนี้ด้วยเหรอครับ?” มุคาเอดะเพิ่งสังเกต

             “สั่งมาจากอมาOอนไง น่ารักใช่มะ” โอโตนามิหันมาตอบ

             “เอ่อ...” คนเป็นพ่อทำหน้าตกใจ ล้วงกระเป๋าตังค์ออกมาทันที “เท่าไหร่ครับ?”

             “ไม่ต้องๆ ฉันซื้อของฉันเอง” โอโตนามิตอบ วางเซ็ทอาหารที่จัดในถาดอย่างดีตรงหน้า “เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าร้านเราไม่มีเก้าอี้เด็กเลยน่ะ”

             “แต่ปกติก็ไม่มีเด็กเล็กมานั่งไม่ใช่หรือครับ...” ตอบอึกอัก รู้สึกได้ถึงสายตาแปลกๆ ของมิกิที่เท้าคางมองเขาอยู่

             “ก็เพราะไม่มีไง เดี๋ยวมีก็มาเอง” คำตอบของโอโตนามิทำคิโกะหัวเราะ คิกคัก มุคาเอดะไม่พูดอะไรต่อ มองอาหารสวยวับในถาด กล่าวขอบคุณเบาๆ ก่อนจะเริ่มจับตะเกียบ

 

             “เป็นอะไรหรือเปล่า?” 

             โอโตนามิถามข้างหูด้วยเสียงต่ำขณะนั่งซ้อนข้างหลัง มือรูดท่อนเอ็นของอีกฝ่ายที่นั่งชันขาหมิ่นเหม่บนโซฟา มุคาเอดะตื่นจากภวังค์ที่กำลังปล่อยเสียงครางเบาๆ พอสติกลับมาเจอว่ากำลังถูกริมฝีปากไซ้ข้างลำคอจากข้างหลัง มือใหญ่บิดเม็ดกลางยอดอกในขณะที่รูดท่อนเอ็นเฉอะแฉะจนมีเสียงน่าอับอายไปด้วยแล้วยิ่งหน้าแดงก่ำ ไม่ว่าจะมีเรื่องแบบนี้กี่ครั้งเขาก็ไม่ชิน ถึงจะยอมรับว่ารู้สึกดีมากๆ จนถอยออกมาไม่ได้ เขาเสพติดโอโตนามิมาก ขนาดที่ว่าแค่เสียงกระซิบจากข้างหลังอย่างนี้ ก็แทบจะพาไปให้ถึงจุดสุดยอดได้

             ครางแผ่วเบา พลางส่ายหน้า

             “นายดูไม่ค่อยมีสมาธิ” โอโตนามิขบริมฝีปากที่ใบหู เรียกเสียงครางจากอาการหวามลึกได้อีกรอบ “มีปัญหาอะไรที่ทำงานหรือเปล่า?”

             “ไม่มีครับ” มุคาเอดะตอบ เหงื่อท่วมตัวขณะหลุบมองเป้ากางเกงที่ตุงแน่นของอีกฝ่าย ไม่เจ็บหรือไงนะ...

             ยื่นมือไปจับ

             “โอ๊ะ จะทำอะไรน่ะ” โอโตนามิคว้าข้อมือหมับ ส่งยิ้มให้ทั้งที่เหงื่อท่วม “บอกแล้วใช่ไหมว่านายไม่ต้องทำอะไรน่ะฮึ”

             “ผมไม่อยากเป็นคนโดนกระทำฝ่ายเดียว...” มุคาเอดะไม่ยอมแพ้ รู้สึกได้ถึงอารมณ์ขุ่นมัวจากน้ำเสียง ที่ทำให้คนฟังแปลกใจจนต้องยอมปล่อยมือออก

             โอโตนามิหลุบมองเจ้าของมือขาวผิวเนียนที่ค่อยๆ ปลดกระดุมแล้วรูดซิปเขาออก ยิ่งเมื่อเห็นหน้าตาเนี้ยบๆ เรียบร้อยที่เต็มไปด้วยเหงื่ออย่างนั้นปล่อย ลมหายใจไม่เป็นจังหวะตอนที่เห็นของสำคัญของเขาเด้งรับสายตา มันยิ่งปลุกอารมณ์เขามากเสียจนอยากจะผลักลงไปนอนแล้วจับกดเสียเดี๋ยวนั้น แต่เขาเลือกมองมือสวยที่กำลังกำของเขานิ่งๆ ไม่รู้ว่ากำลังนึกอะไรอยู่ ใบหน้าถึงได้แดงหอบขนาดนั้น

             พอมุคาเอดะเลื่อนตัวลงจากโซฟา ก้มหน้าอ้าปากจะงับของที่ตัวเองจับเอาไว้ โอโตนามิก็รีบดันไหล่ห้าม ทำให้คนกำลังจะตะครุบปากต้องหยุดชะงัก เงยหน้ามองด้วยสีหน้าตกใจ บอกตามตรงว่ามันเป็นมุมที่ทำร้ายจิตใจมาก ที่เขาอยากทำคือเอานิ้วสอดเข้าไปในปาก จับงับของเขาคำใหญ่ๆ แล้วก็กดศีรษะลงไปให้มิดในครั้งเดียว

             “ไม่ต้อง บอกแล้วว่านายไม่ต้องฝืนใจทำอะไรที่ไม่อยากทำ” แต่เขาจำเป็นต้องพูดแบบนั้น เพราะรู้ว่าตอนนี้หมอนี่กำลังขาดสติจนยอมทำทุกอย่างได้ มุคาเอดะร้อนแรงมากในเรื่องนี้ จนเขาเกือบจะพลาดจัดอะไรให้มากเกินไปหลายครั้ง แต่มุคาเอดะไม่ใช่เกย์ ไม่ได้ชอบผู้ชายเต็มตัวเหมือนเขา หรือถ้าจะพูดให้ถูก ไม่ได้หลงรักเขาเหมือนอย่างที่เขาเป็นอย่างนี้ แค่ถูกปลุกอารมณ์ขึ้น มาและยอมให้เขาช่วยบำบัดเรื่องนี้ให้ มุคาเอดะอาจจะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นคนมีเสน่ห์และตัวเองต้องการเรื่องพวกนี้มากขนาดไหน แต่ปกติเป็นคนที่พยายามวางตัวถูกต้องตามระเบียบสังคม ระมัดระวังการแสดงออกรวมถึงกดตัวเองไว้เสมอ ที่ยอมมีความสัมพันธ์แบบนี้และปลดปล่อยตัวให้เขาก็เพราะเส้นแบ่งตรงนี้มันยังแข็งแกร่ง

             เขาถึงได้ตกลงกับตัวเองไว้แต่แรกว่าจะช่วยหมอนี่ทุกอย่าง รักษาเส้นกั้นนี้เอาไว้ ไม่อยากให้ตอนที่เวทมนตร์คลายแล้วหมอนี่ต้องมานั่งเสียใจว่าตัวเอง ทำอะไรลงไปทีหลัง

             “แต่ ผมอยาก... ให้คุณชินก็รู้สึกดี”

             ซึ่งบางที มันก็สุดจะทน... จนเขาอยากจะเดินไปเอาฆ้อนมาทุบๆๆ ของตัวเองให้อยู่สงบๆ เวลาที่หมอนี่หน้าแดงก่ำไปด้วยท่าทางอาย แล้วก็ทำสีหน้าอ้อนใส่แบบนี้ ยิ่งตอนนี้คนที่ว่ากำลังนั่งอยู่ข้างล่างโซฟา ใบหน้าที่ปกติจะดูสุขุมเยือกเย็นอยู่ระหว่างขาของเขา มือก็จับของเขาอยู่ หอบหายใจระริน มองมันด้วยสีหน้าที่อยากได้ไปเล่นจะขาดใจ มองด้วยสายตาแบบนี้จะเอาอะไรล่ะ? เขาจะยกให้หมด แต่อย่าขอไอ้นี่...

             “ขึ้นมานั่งนี่มา”

             โอโตนามิตัดสินใจเรียก มุคาเอดะไม่รู้เรื่องอะไร แต่ลุกขึ้นมานั่งคร่อมตักเขาอย่างงงๆ หมอนี่ว่าง่ายเวลาอยู่กับเขาอยู่แล้ว บอกให้ทำอะไรก็ทำทุกอย่าง จะเรียกว่าซื่อก็ได้ แต่ก็น่ารักสุดๆ เพราะอย่างนี้เขาถึงเหมือนโดนมันเอาศรปักอก แล้วแทงซ้ำๆๆ อยู่อย่างนี้

             โอโตนามิจับสะโพกมุคาเอดะให้กระเถิบเข้ามาหาตัวอีกนิด ให้ของเหมือนๆ กันทั้งสองท่อนชนกัน มุคาเอดะหน้าแดงก่ำ เผลอครางออกมาเบาๆ ตอนที่อีกฝ่ายเอามือรูดไปมาทั้งคู่

             ยิ่งเมื่อเห็นภาพว่าความเปียกแฉะของเขากำลังหล่อลื่นของอีกคนให้รูดขึ้นลงง่ายๆ จนมันเริ่มมีสภาพความพร้อมแบบเดียวกันด้วย ก็ยิ่งห้ามลมหายใจรัวถี่ไม่ได้ มุคาเอดะเอามือเท้ากับพนักโซฟา ขยับสะโพกตัวเองไปมาให้เสียดสีกับของอีกคนอย่างจงใจ โอโตนามิมองใบหน้าที่ก้มลงมาอยู่เหนือตัวเอง ตาคู่งามหลุบมองไอ้เจ้าสิ่งที่เขากำลังเอามือรูดไปมาจนเห็นขนตายาวเป็นแพ เหงื่อพราวเกาะเต็มไรผม แถมยังขยับตัวเองขึ้นลงพลางส่งเสียงที่บ่งบอกว่าตัวเองกำลังรู้สึกดีขนาดไหน นายมันโคตรจะซุกซนอย่างนี้ ...แล้วเขาจะหยุดตัวเองได้ยังไง

             โอโตนามิงับที่เม็ดสีชมพูบนยอดอกที่แทบจะอยู่ตรงกับริมฝีปาก มุคาเอดะกระตุกตัวเฮือก ทั้งคราง ทั้งแอ่นอก ทั้งขยับสะโพกขึ้นลงเรียกร้องการเสียดสี เห็นภาพแบบนี้ใครจะไปทนได้ ยิ่งในเสียงครางแผ่วนั้นมีแต่ชื่อเขาตลอด พอหมอนั่นส่งสัญญาณว่าจะถึง เขาก็โล่งใจเพราะให้ทนต่อกว่านี้ก็คงไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

             “คุณชิน!”

             จะไม่ให้คิดว่าน่ารักได้อย่างไร พอจะถึงทุกครั้งก็เรียกชื่อเขาทุกรอบ แล้วพอปล่อยทุกอย่างออกมาเรียบร้อย ก็ล้มพับลงมากับตัวเขาแบบนี้ มือโอบรอบคอ ส่งเสียงหอบหายใจน้อยๆ ที่ข้างหู แผ่นอกชุ่มเหงื่อเบียดอยู่ด้วยกัน

             ถ้าจะมีที่อยากบ่น ก็คือปกติหลังเสร็จกิจเรียบร้อย หมอนี่ก็จะกระตุกตัวกลับสู่โลกของความจริง แม้ใบหน้าแดงก่ำจะมีความอายให้เห็น แต่ก็จะรีบดึงตัวเองออกเหมือนกลัวว่าจะสร้างความลำบากใจให้เขาเหลือเกิน ทำอย่างกับเขาเป็นพวกมาขายบริการเสริมตามห้อง พอหมดเวลาที่จองไว้ก็ต้องรีบปล่อยกลับบ้าน พอหน้าตากลับมาสุขุมมีสติ ก็จะพูดจาเป็นการเป็นงานอย่างกับต้องให้ความเป็นธรรมกับธุรกิจ นายนี่มันน่ากลัวชะมัด

             ...แต่วันนี้เป็นครั้งแรก ที่มุคาเอดะหมอบหน้าอยู่กับหัวไหล่เขาแบบนี้ ไม่รู้ว่าถึงจุดสุดยอดแบบรุนแรงเกินไปจนไม่เหลือพลังงานจะลุกขึ้น หรือกำลังอายจนไม่รู้จะทำหน้ายังไงกับการที่ตัวเองเผลอทุ่มสุดตัวกับการยกสะโพกรูดของเขาขนาดนั้น สำหรับหมอนี่เป็นได้ทั้งสองแบบ...

             โอโตนามิถือโอกาสโอบแผ่นหลัง คนที่ยังปล่อยเสียงหอบอยู่ตรงหัวไหล่สะดุ้งนิดๆ แต่ก็เงียบ

             “ตกลงวันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า?” โอโตนามิถามอีกรอบ เผื่อตอนที่มีสติจะยอมตอบดีๆ

             มุคาเอดะยังคงเงียบอยู่อีกชั่วครู่ ก่อนจะพูดออกมาเบาๆ ในที่สุด

             “...คนที่มาที่ร้านวันนี้”

             “มิกิน่ะเหรอ?” แค่คำเรียกชื่อสนิทสนม ก็ทำให้คนฟังรู้สึกแปลกๆ จนหมดความตั้งใจจะถามอะไรต่อ แต่เพราะดันเกริ่นไปแล้ว ก็เลยต้องหาคำถามอะไรมาตั้งต่อ

             “เห็นว่าเป็นเพื่อนสมัยมัธยมเลยหรือครับ?”

             “ใช่ ใช่” โอโตนามิตอบอย่างนึกขึ้นได้ “ติดใจเรื่องที่มาจับตัวมิสุเอะจังสินะ”

             “...” มุคาเอดะไม่ตอบ เขาก็ไม่ได้คิดว่าผู้หญิงคนนั้นดูอันตรายอะไรขนาดนั้น แต่บอกไม่ถูกว่าเผลอเข้าไปคว้าตัวลูกสาวออกจากมืออย่างเสียมารยาท แบบนั้นเพราะอะไร... อาจจะเพราะตกใจที่เห็นโอโตนามิก็ยืนมองด้วยบรรยากาศ ที่อบอุ่น มันเลยเป็นภาพที่เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ชอบ

             ยังตอบไม่ได้ว่าเพราะอะไร... หรือว่าไม่อยากให้เอาลูกสาวเขาไปเล่นบทพ่อแม่ลูกกับผู้หญิงที่ไหน

             “ขอโทษด้วยนะ คราวหน้าจะไม่ให้มีเรื่องแบบนี้อีก” โอโตนามิว่า

             “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมสิที่ต้องขอโทษ โทรไปรบกวนกะทันหันแล้วยังจะมานู่นนี่อีก มิสุเอะไม่ดื้ออะไรใช่ไหมครับ?”

             “ไม่เลย ฉันพูดจริงๆ นะ เรื่องให้ฉันไปรับแทนให้น่ะ” โอโตนามิวางมือใหญ่บนศีรษะ ลูบหัว “ฉันไปรับเร็วกว่าเวลานั้นก็ได้ มิสุเอะจังจะได้กลับมาทำอะไรได้ไง”

             “คงไม่รบกวนหรอกครับ ที่ร้านก็น่าจะยุ่ง มิสุเอะอยู่เล่นที่โรงเรียนน่าจะดีกว่า”

             “เอาเป็นว่าถ้ามีงานเข้ามาหรือมีอะไรไม่สะดวกก็บอกได้ ไปคุยกับทางโรงเรียนไว้ซะด้วย”

             มุคาเอดะเงียบไปชั่วครู่ พยักหน้าเล็กๆ ก่อนจะยอมถอนศีรษะออกจากแผงบ่า มองไปทางห้องญี่ปุ่นด้านในที่ปิดสนิท

             “เป็นเด็กดีนะ เสียงขนาดนี้ยังไม่ตื่นเลย”

             มุคาเอดะหันมามองคำแซว หน้าแดงก่ำ ยื่นมือไปหยิบกล่องทิชชู่มาดึงกระดาษออกเป็นสิบแผ่นแล้วยื่นให้

             “ถ้านายกลัวมิสุเอะจะตื่นขึ้นมากลางคัน คราวหน้าก็ลงไปที่ห้องฉันสิ”

             “กลัวว่าถ้าตื่นมาไม่เจอใครแล้วจะร้องไห้ลั่นมากกว่า ห้องผมน่ะดีแล้ว” ใช้ทิชชู่เช็ดคราบต่างๆ ที่เปื้อนออก ลุกจากท่านั่งคร่อมอีกฝ่ายไปยืนกับพื้น “คุณชินไปอาบน้ำไหมครับ? ล้างตัวเฉยๆ ก็ได้”

             ถามแล้วก็ต้องสะดุ้ง เพราะมือใหญ่คว้าที่ข้อแขนหมับ เงยหน้าไปมองก็เห็นสีหน้าผ่อนคลาย แบบที่ไม่ต้องรีบทำอะไรล่กๆ ลนๆ หรือคิดว่าต้องชวนคุยอะไรเพื่อดับความอายเหมือนเขา นี่สินะ ความชิลแบบผู้ใหญ่...

             “อาบ” โอโตนามิตอบ “อาบด้วยกันไหม?”

             “...ไม่ละครับ” ตอบทั้งที่หน้าแดงพรวดพราด นึกอะไรถึงถามคำถามแบบนั้น ด้วยหน้าตาแบบนั้น “เดี๋ยวมิสุเอะจะตื่น ควรจะมีใครอยู่ที่นี่สักคน อาบทีละคนดีกว่า”

             “นี่นายกะจะอาบน้ำกับฉันนานๆ ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

             “...”

             โอโตนามิหัวเราะ หรือว่าพูดแทงใจหือ?  

             “นายอาบก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันดูมิสุเอะจังให้”

             มุคาเอดะพยักหน้า เดินไปทางห้องอาบน้ำเงียบๆ

 

             ตอนที่ออกจากห้องอาบน้ำมา โอโตนามิก็จัดการทำความสะอาดรอบๆ ให้แล้ว ถึงมันจะไม่ได้เลอะเทอะหรือเปรอะเปื้อนอะไรมาก แต่ชายหนุ่มก็ทำอย่างนี้ทุกครั้งที่มีเรื่องแบบนี้กัน ไม่รู้เพราะเห็นว่าเขาเป็นคนค่อนข้างจะรักความสะอาดหรือเปล่า ถึงห้องจะยังจัดไม่เรียบร้อยเสียทีเพราะไม่มีเวลา แต่การวางข้าวของหรือแม่แต่กล่องที่ย้ายๆ มาก็เป็นระเบียบ

             มุคาเอดะชงชามาวาง เหลือบมองตามเสียงประตูห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปิดออก โอโตนามิเปลี่ยนชุดนอนเรียบร้อย เอาผ้าเช็ดตัวซับผมเปียกโชก รอบตัว มีไอน้ำอุ่นกรุ่นกับกลิ่นหอมของแชมพูห้องเขา

             “ห้องนี้ดูเป็นห้องขึ้นมาเยอะแล้วนะ ชาอะไรน่ะหอมดี?”

             “ฮาร์บทีของเวลเนส รอนเฟลต์ครับ” ถึงจะรู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็จะตอบชื่อชายากๆ ที่เขาไม่รู้จัก โอโตนามิก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะแค่ได้ใช้เวลาหลังทำกิจกรรมแบบนั้นเสร็จด้วยกันนานขึ้นมาทีละนิด สำหรับเขาก็เรียกว่า `ความคืบหน้า` พอจะได้แล้ว ไม่เหมือนช่วงแรกๆ ที่จัดกิจกรรมกันที่ห้องเขา พอสำเร็จเสร็จดังหมายปุ๊บ หมอนี่ก็จะรีบลากลับห้องทันทีเหมือนมาทำมิชชั่นจบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเสนอให้เปลี่ยนสถานที่เป็นที่ห้องนี้เองนั่นแหละ พอพูดเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่าตัดสินใจถูกที่ยกโซฟาเบดตัวใหญ่กับชุดโต๊ะกินข้าวครบครันที่ทำให้นั่งด้วยกันได้ให้ เขานี่ช่างมองการณ์ไกล อะไรๆ ก็คุ้มไปหมด

             “คุณชินจะกลับไปนอนเมื่อไหร่ก็ได้นะครับ” พอสิ่งที่เรียกว่าสติกลับเข้าร่าง หมอนี่ก็จะเป็นอย่างนี้เสมอ ขี้เกรงใจ คิดถึงแต่ความจริงความถูกต้อง หรือสิ่งที่ควรจะเป็นอะไรอย่างนี้ก่อนอย่างอื่น

             “เดี๋ยวดื่มชาหมดแก้วก็จะไปแล้ว นายง่วงหรือยัง?”

             มุคาเอดะส่ายหน้า ตักน้ำตาลสองช้อนใส่

             “หน้าร้อนนี้ คนของแผนกเซลล์มาขอให้ช่วยจัดงานบาร์บิคิวในบริษัทให้หน่อย อ้อ หมอนั่นน่ะครับ นาคากุจิ”

             โอโตนามิยกแก้วชาขึ้นจิบ ไม่ใช่แค่ยอมใช้เวลาอยู่ด้วยมากขึ้นหลังทำกิจกรรมเสร็จ พักหลังมุคาเอดะยังยอมเล่าเรื่องงานที่บริษัทให้ฟังบ้างด้วย

             “งานบาร์บิคิว? ก็ดีนี่ หน้าร้อนใครๆ ก็จัดกัน”

             “คิดว่าถ้าทำเรื่องส่งเบื้องบนขึ้นไปก็น่าจะได้งบมาไม่ยากหรอกครับ แต่ปัญหาก็คือจำนวนคนนี่สิ ต่อให้นับเฉพาะพวกทำงานในตึกที่สาขานี้ก็มีจำนวนพอสมควร จะจำกัดคนแต่แรกก็คงได้ แต่มองว่าอย่างน้อยก็น่าจะมีคนร่วมสักร้อยแหละครับ ทีนี้ต้องหาสถานที่กลางแจ้งที่จุคนได้เท่านี้และยอมให้เราใช้สถานที่ทำบาร์บิคิวได้ ไหนจะต้องติดต่อพวกให้เช่าอุปกรณ์ทำบาร์บิคิวแล้วยังมีเรื่องวัตถุดิบอีก” มุคาเอดะยกมือขึ้นมานับนิ้ว

             “งานใหญ่เลยนะ ไม่หาพวกเอเจ้นต์ที่เป็นตัวกลางรับจัดงานพวกนี้ให้ล่ะ นายไม่มีคอนเนคชั่นอะไรพวกนี้เหรอ?”

             “เราไม่เคยจัดงานแบบนี้มาก่อนเลย คอนเนคชั่นที่มีก็จะเป็นพวกจัดงานสัมมนาหรืองานปาร์ตี้อะไรพวกนี้มากกว่า คุณชินก็รู้ งานบาร์บิคิวมันต้องใช้ไฟนะ แล้วก็มีควันด้วย ต้องไปทำเรื่องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของทางเมืองอีก นาคากุจิก็บ้า ทำไมออกไอเดียแต่ละอย่างบรรเจิดทั้งนั้น พูดน่ะมันง่ายนิดเดียว คนทำแผนส่งให้อนุมัติน่ะมันยากนะเฟ้ย”

             “ก็ทำไมจะต้องจัดตามเขาว่าด้วยละ เป็นงานเลี้ยงกลางแจ้งเอาอาหาร มาออกซุ้มอะไรอย่างนี้ง่ายๆ ไม่ได้เหรอ?”

             “ติดหนี้หมอนั่นไว้เยอะอยู่น่ะครับ อ้อ ไม่ได้หมายถึงเงินจริงๆ นะ” มุคาเอดะตอบ ไม่ได้รู้สึกตัวว่าทำให้อีกคนนิ่งเงียบ “กับนาคากุจิน่ะสนิทกันตั้งแต่เข้ามาที่บริษัทนี้ใหม่ๆ แล้ว เจออะไรกันมาก็เยอะ แต่ก็ลากกันมาจนถึงทุกวันนี้ได้”

             “เพื่อนรักในบริษัทสินะ”

             “จะว่าอย่างนั้นก็ได้ ได้หมอนี่เป็นที่ปรึกษามาตลอด” มุคาเอดะพูดต่อ “ก็เลยคิดว่าอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วยน่ะครับ ตอนนี้ก็เลยปวดหัวกับการหาสถานที่มาก”

             โอโตนามิยกถ้วยชาจิบ สะกดตัวเองไม่ให้ถามอะไรที่ดูไม่เป็นผู้ใหญ่ออกไป โดยเลือกที่จะตอบเฉพาะเรื่องที่อีกฝ่ายขอคำปรึกษาดีกว่า

             “ก็มิกิไง”

             “มิกิ?” มุคาเอดะขมวดคิ้ว “คุณมิกิ เพื่อนของคุณชินที่เจอวันนี้น่ะเหรอครับ?”

             “เห็นอย่างนั้น นั่นน่ะเป็นทายาทตระกูลฮินุมะที่มีธุรกิจรับจัดอีเว้นต์เป็นธุรกิจหลักของตระกูลเชียวนะ ไม่ใช่แค่มีคอนเนคชั่นกับสถานที่ใหญ่โตมากมาย ยังเป็นเจ้าของฮอลล์ใหญ่ๆ, โดม, สวน, รวมถึงสนามกอล์ฟอีกหลายแห่งด้วย”

             “เอ๊!!” เพิ่งเคยเห็นคนที่สีหน้าไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรนอกจากเขินอายอย่างมุคาเอดะโพล่งออกมาแบบนี้ครั้งแรก แถมยังทำตาโต “ตระกูลฮินุมะเหรอครับ? รู้จักสิครับ! ที่ผ่านมาอยากได้คอนเนคชั่นมากๆ เลย แต่เจ้าใหญ่อย่างนั้นไม่น่าจะมาสนการจัดงานสเกลเล็กๆ อย่างเรา นี่คุณชินเป็นเพื่อนสมัยมัธยมกับคุณหนูตระกูลใหญ่อย่างนั้นเลยเหรอ!!”

             “คุณหนู? เอ่อ... ก็ไม่ถึงกับเรียกคุณหนูได้หรอกนะ เจ้าตัวก็คนธรรมดานี่ล่ะ”

             “เขาจะยอมคุยกับโครงการจัดงานเล็กๆ อย่างเราไหมน่ะ... มันเป็นแค่การจัดงานบาร์บิคิวของบริษัทเองนะ ปกติของฮินุมะนี่เขาจะจัดแต่งานใหญ่ๆ ประเภทคอนเสิร์ตหรืองานระดับประเทศไม่ใช่เหรอครับ”

             โอโตนามินึกถึงไอ้ใบปลิวห่วยๆ กับชื่องานบ้าบอที่หญิงสาวเอามายัดเยียดให้เมื่อเย็นแล้วตอบ

             “...ไม่ต้องห่วงหรอก งานเล็กๆ ไร้สาระก็รับจัด”

             “แต่ค่าสถานที่น่าจะแพงน่าดู งบเราจะพอหรือเปล่าก็ไม่รู้...”

             “เดี๋ยวมันลดให้” พูดออกมาได้หน้าตาเฉย หลับตานึกถึงไอ้ใบปลิวนั่นขึ้นมาอีกรอบ ในใจก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องพยายามช่วยเหลือคนตรงหน้าขนาดนี้ ขนาดมุคาเอดะเพิ่งบอกหน้าซื่อๆ ว่าเป็นงานที่ทำเพื่อเพื่อนสนิทที่ชื่อนาคากุจิอะไรนั่น เขาก็ยังต้องยอมทำขนาดนี้... ก็รู้ตัวแหละว่าเป็นเอามากกับหมอนี่ แต่ไม่นึกว่าจะมากขนาดนี้เหมือนกัน ขนาดอีกฝ่ายมีลูกติด แถมยังไม่มีวี่แววว่าจะยอมมาคบเป็นแฟนจริงจังด้วย เขาก็ยังยอมยังไงก็ได้... ขอแค่ให้ได้อยู่อย่างนี้เรื่อยๆ

             “คุณชินสนิทกันขนาดนั้นเลยเหรอครับ...?”

             “ก็อื้อ” โอโตนามิตอบ “เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะไปถามนำให้เอง แล้วเดี๋ยวตอนคุยรายละเอียดค่อยให้นายคุยเองนะ”

             “ขอบคุณครับ ถ้าได้มือโปรมาช่วยก็สบายใจหน่อย เพราะวันจริงผมก็คงไปไม่ได้ ต้องฝากเรื่องให้รุ่นน้องในแผนกจัดการต่อ”

             “ยังไม่ได้กำหนดวันเสียหน่อย ทำไมไม่กำหนดวันที่ตัวเองไปได้ละ?”

             “อ๋อ... คิดว่ายังไงก็ต้องเลือกจัดวันหยุดเช่นวันเสาร์อาทิตย์อยู่แล้ว ก็ต้องอยู่ดูมิสุเอะน่ะครับ” มุคาเอดะยิ้มอ่อน คนฟังได้ยินแล้วก็อ้าปากอยากจะช่วยอีก แต่อีกฝ่ายรีบบอกดักไว้ก่อน

             “ไม่ต้องรับฝากมิสุเอะนะครับ ผมไม่หน้าด้านอย่างนั้นหรอก ถึงจะทำงานมากไม่ได้อย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้คิดว่าการเลี้ยงมิสุเอะไปด้วยเป็นภาระอะไร ผมตัดสินใจว่าจะเลี้ยงเองแล้ว ก็จะทำให้ดีที่สุด”

             โอโตนามินิ่งมอง เผลอยิ้มให้กับคำพูด ก็นี่แหละเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของมุคาเอดะ ถึงเขาจะทำอะไรให้เยอะขนาดไหน มุคาเอดะก็ไม่เคยหลงระเริงจนทิ้งขว้างงานการอะไรไป ไม่เปลี่ยนตัวเองเป็นคนหละหลวม ยังคงระมัดระวังตัวเสมอ เคยทำมาอย่างไรก็ทำให้ดีอย่างนั้น ทั้งที่เขาออกตัวพร้อมจะช่วยแบ่งเบาภาระให้ขนาดนี้

             “คุณชินนี่เป็นประเภทถ้ามีแฟนแล้วคงตามใจมาก สปอยล์จนเคยตัว”

             พอถูกว่าอย่างนี้ก็อดขำออกมาไม่ได้ คิดว่าเขาเที่ยวไปออกตัวช่วย เหลือใครก็ได้อย่างนั้นจริงๆ หรือ...

             “มันเป็นนิสัยไปแล้ว” แต่ก็ตอบได้แค่นั้น เพราะจากการที่มุคาเอดะปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างเขาทุกช่องทางด้วยการชอบย้ำว่าเป็นเพียงแค่เซ็กส์เฟรนด์กันนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เขายังอยู่ตรงนี้ได้ ถึงบางทีจะได้แต่ยิ้มอ่อนฟังอย่างนี้ก็เถอะ

             “อย่าเที่ยวไปออกตัวช่วยคนอื่นมากครับ ไม่ใช่แค่ตัวเองเหนื่อย คนอื่นก็จะเข้าใจผิดว่าคิดอะไรด้วย อย่างคุณมิกินี่รู้หรือเปล่าว่าคุณชินไม่ได้ชอบ... เอ่อ หมายความว่ารู้ไหมว่าคุณชินไม่ได้ชอบผู้หญิงน่ะ?”

             “หือ มิกิน่ะเหรอ? ก็ต้องรู้สิ น่าจะรู้ตั้งแต่สมัยม.ปลายแล้วนะ” โอโตนามิยกถ้วยชาที่เหลือซด พลางมองหน้ามุคาเอดะที่จิบชาด้วยท่าทางสุขุมไปด้วย “เพราะเคยมาสารภาพรักกับฉันเมื่อตอนม.5 น่ะ”

             พรวด... 

             คนนั่งด้วยไม่คิดว่าจู่ๆ มุคาเอดะจะสำลักชาพุ่งออกมาจนไอค่อกแค่ก ก็เลยต้องรีบดึงกระดาษทิชชู่ไปยื่นให้แล้วเดินไปลูบหลัง มุคาเอดะเงยหน้าขึ้น มาอีกที มือใหญ่ก็ใช้กระดาษทิชชู่ซับที่ริมฝีปากให้เบาๆ ทำให้เขาเผลอปัดมือออกโดยไม่ตั้งใจ หน้าแดงก่ำ

             เพราะไม่รู้จะพูดอะไร ก็เลยได้แต่เบี่ยงหน้าหลบ

             โอโตนามิยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ริมฝีปากหยุดอยู่ตรงจุดที่ห่างจากริมฝีปากมุคาเอดะแค่คืบ แต่แล้วก็ผละตัวออก มุคาเอดะนั่งตัวแข็งทื่อ แสร้งมองไปทางอื่น โอโตนามิก็เลยเปลี่ยนไปหยิบถ้วยชาที่มุคาเอดะดื่มหมดแล้วขึ้น ถือพร้อมถ้วยชาตัวเองไปวางให้ในซิงค์ครัว

             “เดี๋ยวถามมิกิแล้วจะมาบอกนายอีกที” พร้อมกับเปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่น

             เกือบไปแล้ว... เพราะเป็นแค่เซ็กส์เฟรนด์ ก็เลยคิดว่าไม่ควรข้ามเส้นไปจูบในตอนที่ไม่ได้มีอะไรกัน... ไม่อย่างนั้นหมอนั่นอาจจะรู้ตัวก็ได้ว่าจริงๆ แล้วเขา...

             “นายก็รีบนอนซะล่ะ” เงยหน้ามายิ้มให้

             มุคาเอดะผงกศีรษะโดยไม่มองหน้า ไม่รู้เหมือนกันว่าจู่ๆ ก็ไม่กล้าสู้หน้าโอโตนามิขึ้นมาเพราะอะไร เมื่อกี้เขาคิดไปเองหรือว่าโอโตนามิก้มลงมาจะจูบที่ริมฝีปากเขา... ต่างคนต่างไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ไม่มีทางที่จะเดาไม่ออกว่าไอ้ที่อีกฝ่ายจะทำเมื่อกี้คืออะไร แต่ที่เขาไม่เข้าใจคือที่ผละตัวออก ทั้งที่ปกติตอนมีอะไรกัน โอโตนามิจูบเขาได้ทุกแบบ... ไม่ว่าจะแบบอ่อนโยนทำเอาละลาย ร้อนแรงปลุกอารมณ์ดิบ หรือเร่าร้อนจนแทบจะสูบวิญญาณเขาออกไป ...แต่ท่าทางเมื่อกี้ มันเหมือนจงใจที่จะหลีกเลี่ยงเขา น่าจะเพราะกลัวว่าจะนำมาสู่ความยุ่งยากในภายหลัง

             ก็ใช่... ที่เขาพูดเมื่อกี้อาจจะทำให้โอโตนามิสำนึกขึ้นมาก็ได้ว่าไม่ควรใจดีหรือทำอะไรให้เขามากเกินไป ที่ถอยตัวออกเมื่อกี้ก็คงจะฉุกคิดได้แล้วว่าถ้ายังทำอย่างนี้อยู่เขาอาจจะเข้าใจผิดอะไรขึ้นมาก็ได้ ถูกแล้ว ที่เขาพูดเมื่อกี้น่ะหมายถึงเขาเองนั่นแหละ เขารู้ธรรมชาติของโอโตนามิดีอยู่แล้วว่าเป็นคนชอบดูแลช่วยเหลือ การที่ออกปากช่วยอะไรต่อมิอะไรเขามามากมายตั้งแต่แรก ก็น่าจะเพราะเห็นใจเรื่องที่เขาต้องเลี้ยงลูกสาวเพียงคนเดียวในขณะที่ต้องทำงานไปด้วย ...แต่ถ้าเขาเกิดเคยชินกับการที่โอโตนามิทำให้ขนาดนี้ขึ้นมา เสพติดความสัมพันธ์อย่างนี้จนเคยตัว เขาก็พอจะนึกถึงความหายนะที่มันจะเกิดขึ้นในสักวันได้ อย่างเช่นวันที่โอโตนามิเจอคนที่ถูกใจขึ้นมาจริงๆ ...คนที่เป็นคนใน สเปคอย่างที่เขาว่า

             ยังไม่ทันจะคิดอะไรมากไปกว่านี้ มือใหญ่ก็วางลงมาบนศีรษะ มุคาเอดะตื่นจากภวังค์ เงยหน้ามองสายตาอบอุ่นที่ทำเหมือนว่าไม่อยากจะกล่าวคำร่ำลา ก็เพราะทำอย่างนี้ไง... เพราะทำอย่างนี้ถึงทำให้ความหมายของเซ็กส์เฟรนด์มันผิดเพี้ยน ถ้าเขาเข้าใจผิดขึ้นมาจะรับผิดชอบยังไง เขามีลูกสาวที่ต้องดูแล แล้วยังเคยได้รับการตอกหน้าว่าไม่ใช่แบบที่ชอบด้วยนะ

             ขนาดกับคนที่ไม่ใช่แบบที่ชอบ ก็ยังสามารถอ่อนโยนด้วยได้ขนาดนี้ นึกไม่ออกว่าคนที่ถูกคนแบบนี้เลือกจะเป็นคนที่โชคดีขนาดไหน... แต่ก็นั่นแหละนะ ไม่เกี่ยวกับเขา

             “ล้างแก้วให้แล้วนะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้”

             “ครับ...”

             “พรุ่งนี้วันหยุดนี่ ถ้าไม่มีอะไรก็มากินข้าวเช้าด้วยกันก็ได้”

             “ไม่เป็นไรครับ นานๆ ทีทำกินเองบ้าง มิสุเอะก็จะได้ใช้เวลาทำอะไรช่วงเช้าได้ช้าๆ ด้วย”

             “จะไปซื้อของเข้าบ้านก็ได้นะ เดี๋ยวเอารถออกให้”

             “พรุ่งนี้ร้านก็เปิดปกติไม่ใช่เหรอครับ?”

             “ก็ปิดช่วงบ่ายไง”

             “...”

             มุคาเอดะมองอย่างอ่อนใจ ก็เป็นซะอย่างนี้ ทำให้ในอกเขารู้สึกหวิวๆ จนต้องยกมือขึ้นมาแตะ

             ผ่อนลมหายใจ พลางตอบอย่างมีมารยาท

             “ไม่เป็นไรครับ ผมขออยู่เคลียร์บ้านดีกว่า”

 

To be continued

 

MEB E-Book >> Hanabidou (เล่ม 1-3 ลดถึงวันที่ 13 ตุลานะคะ ><)

ความคิดเห็น