ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่สามสิบแปด นามธรรม abstraction

ชื่อตอน : ตอนที่สามสิบแปด นามธรรม abstraction

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 924

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ต.ค. 2563 10:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่สามสิบแปด นามธรรม abstraction
แบบอักษร

ตอนที่สามสิบแปด  นามธรรม abstraction

“ผู้ใดไม่มีขีดจำกัด ผู้นั้นย่อมทำได้ทุกอย่าง

ผู้ใดที่ทำได้ทุกอย่าง  ผู้นั้นย่อมได้ครองแผ่นดิน

เมื่อบ้านแตกสาแหรกขาด จึงกำเนิดบุตรกตัญญู

เมื่อบ้านเมืองทุกเข็ญ จึงกำเนิดเหล่าตงฉิน”

 เหลาจื้อ

“แผ่นดินที่ต้องการวีรบุรุษคือดินแดนที่ทุกข์ทม shithole country เท่านั้นที่ต้องการวีรบุรุษ ”

  นักเล่นเกมส์โรลเพลย์

ผมเปรียบเทียบตนเองกับอัจฉริยะในประวัติศาสตร์และได้รับรู้ว่าตนเองสู้คนเหล่านั้นไม่ได้

มันมีบางอย่างที่แตกต่างระหว่างอัจฉริยะกับคนธรรมดา

ไม่ใช่เพียงแค่ความฉลาดและความคิดสร้างสรรค์เท่านั้น แต่คือความเชื่อมั่นที่เหนือธรรมดาและการมองโลกที่ต่างไปจากคนธรรมดาของอัจฉริยะ

หากเขาคิดเหมือนคนธรรมดาพวกเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา

มันคือสัจธรรมของชีวิต

ดังนั้นผมจะไม่คิดว่าจะแข่งกับพวกอัจฉริยะเลยแม้แต่น้อย

แต่เราจะเอาชนะอัจฉริยะนั้นได้อย่างไร?

คำตอบก็ทั้งง่ายและยาก

เอาอัจฉริยะจัดการกับอัจฉริยะ

 

แบบเดียวกับที่จักรพรรดิเฉียนหลงเพื่อจัดการกับยอดฝีมือของยุทธจักร ก็ต้องไปอัญเชิญยอดฝีมือของยุทธจักรมาจัดการกับยอดฝีมือที่เป็นศัตรู

แบบเดียวกับที่อู๋ซันกุ้ยพยายามจะเอายอดฝีมือยุทธจักรมาพัวพันแม่ชีแขนเดียว

หรือมุก” ฝ่ายมารได้รวบรวมยอดฝีมือที่ซ่อนเร้นในยุทธภพเพื่อจัดการกับพระเอกนางเอก”นั่นเอง

ผมก็คิดคล้ายๆกันกับตัวร้ายพวกนั้นนั่นล่ะ

แค่ต่างไปนิดหน่อยในเรื่องวิธีการ

จะจัดการกับอัจฉริยะในแผ่นดิน

ผมก็ต้องเอาแนวคิดของอัจฉริยะในแผ่นดินมาปฏิบัติตาม

แนวความคิดคือสิ่งที่สำคัญมาก มันดูเป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้และเลื่อนลอย

แต่คำกล่าวคำหนึ่ง แนวคิดแนวหนึ่งสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ของทั้งแผ่นดินได้

ไม่อย่างนั้น ซีไอเอคงไม่ทุ่มเทเรื่องการกำจัดคอมมิวนิสม์ในมหาวิทยาลัยและแวดวงการศึกษาหรือสายลับที่อยู่ในโครงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของพวกเขาในช่วงสงครามเย็น

อาจจะทำให้คนรู้สึกแปลกๆสักหน่อย แต่ผมเชื่อว่า อุดมการณ์นั้นสำคัญ

Dogma ความเชื่อพื้นฐานคือกลไกที่สังคมวางรากฐานเอาไว้บนแนวคิดความเชื่อเช่นนั้น

มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เหล่าแวดวงนักศึกษาเชื่อเรื่องคอมมิวนิสม์จริงๆในแง่ของการที่ให้ข้อมูลในช่วงสงครามเย็นเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์

ถ้าหากคนเชื่อแค่เรื่องเงินซื้อได้ทุกอย่างจริงๆ โลกคงไม่ได้เป็นแบบนี้แล้ว

สิ่งที่เป็นนามธรรม ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริงโดยเฉพาะโลกแบบนี้

ที่ผมต้องทำใจให้เข้ากับสิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้นจึงจะพอตีความได้ดีขึ้นบ้าง

หากจะตีความเคล็ดวิชาได้ดีแบบอี้จิง ก็ต้องคิดแบบอี้จิง

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัลฟ่าโกะ สมองกลในการก่อสร้าง การเรียนรู้นั้นเริ่มมาจากการให้ฝึกทำตามแบบของผู้เล่นโกะมืออาชีพ

ผมก็พยายามจะทำตามอย่างนั้นบ้างโดยค่อยๆสอบถามอี้จิง เก็บข้อมูลต่างๆ ว่เธอมีแนวความคิดอย่างไร

“ความรู้สึก” หรือ”สังหรณ์” ทางวิทยาศาสตร์คือการที่ร่างกายเราสรุปข้อมูลด้วยความรวดเร็วและการให้เหตุผล มาที่หลังเพื่ออธิบายความไม่สบายใจนั้น

มาในโลกนี้ “สังหรณ์” อาจจะหมายถึง การมองเห็นอนาคตจริงๆแบบที่หมอดูทำนายไว้

เรื่องทำนองนี้มักจะบอกว่า

“ทำไมต้องหลงเชื่อหมอดูด้วย คนโง่งมงาย”

ก็อาจจะจริง แต่หากมันเป็นศาสตร์ที่เป็นข้อเทจริงพิสูจน์ได้

ไบเบิ้ลคงจะจบอีกอย่างหากโนอาไม่เชื่อนิมิตที่พระเจ้าให้ว่าน้ำจะท่วมโลก

ในโลกแห่งความเป็นจริงผมก็อาจจะมองเช่นนั้น มีใครมาบอกว่าให้ทิ้งงานการทุกอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้ และสร้างเรือขนาดใหญ่ขึ้นมาและเก็บสัตว์ประเภทต่างๆอย่างละคู่

แค่พยายามจะรวบรวมคู่ยีราฟ คนก็คงหาว่าเราเป็นคนบ้าและโดนข้อหาครองครองสัตว์สงวน

แต่หากคำทำนายเป็นจริง วันล้างโลกมาถึงจริงๆ

เราจะตำหนิว่าพวกเขาบ้าหรือเปล่า?

ดังนั้นผมพยายามจะเปิดใจให้กว้างและลองเลียนแบบแนวความคิดของอี้จิงดู

ทั้ง

“ความรู้สึก” “สังหรณ์” “ความเคยชิน”

ผมพยายามเก็บข้อมูลไว้ในตอนที่เธอตีความคัมภีร์เคล็ดวิชา

นิสัยและความเคยชินของเธอในการต่อสู้

นับว่าเปิดหูเปิดตาผมอย่างมาก

อยากทำได้อย่างอัจฉริยะ เราก็ต้องคิดไปในแนวทางเดียวกับอัจฉริยะ

แน่นอน ผมยังไม่สามารถมองได้ออกทั้งหมด แต่นั่นคือสิ่งที่ผมค่อยๆศึกษาไปอยู่

การตีความเคล็ดวิชา แนวคิดการต่อสู้

ที่ต้องอาศัยโจทย์ปัญหาในความเป็นจริงและตัวอย่างจำนวนมากในการเก็บข้อมูล แต่ก็ทำให้ผมได้ภาพคร่าวๆเกี่ยวกับ”แนวทาง”ของอัจฉริยะอย่างอี้จิง

ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็พอมีแนวทางที่จะพัฒนาต่อไป ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม

ซึ่งผมก็ได้แนวคิดจากอี้จิงนั่นล่ะ ในการที่สามารถก้าวเข้าสู่คุรุยุทธได้

ว่าแนวทางของโลกนี้”นามธรรม” “พลังใจ” นั้นมีผลกระทบต่อโลกทางวัตถุจริงๆ

ว่าไปแล้วเรื่องนี้ผมก็สังเกตมาพอสมควรแล้ว แต่พึ่งเริ่มทำใจรับได้มากขึ้นก็ตอนที่กำลังจะก้าวข้ามผ่านไปสู่คุรุยุทธนี่ล่ะ

ว่ามันไม่มีช่องว่างให้แก่ความลังเลสงสัยในการฝึกยุทธ

ผู้บ่มเพาะพลังมีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยหนทางของตนเองเท่านั้น

“นามธรรม”และอุดมการณ์มีผลในโลกนี้แบบเห็นเด่ชัดมากกว่าโลกปัจจุบัน

ด้วยสมองของผมที่พัฒนาขึ้นสังเกต”รูปแบบ” Pattern recognition ออกมาได้ว่า

หากหมัดเสือมีรูปแบบของปราณเสือ พฤติกรรมคล้ายเสือ

หมัดวานรพฤติกรรมแบบวานรอยู่นิ่งไม่เป็น

คนฝึกธาตุไฟอารมณ์ร้อนแรง

คนฝึกธาตุน้ำแข็งจิตใจเยียบเย็น

ก่อนหน้านี้ที่ผมไม่เข้าใจเพราะต้องการได้ผลลัพธ์ที่แน่นอน

แต่เมื่อพบกับ”รูปแบบ”และ”นามธรรม”ที่เกี่ยวข้องกัน

ผมก็เพียงแค่ปรับปรุงวิธีการแต่เป้าหมายยังเหมือนเดิม เมื่อมีข้อเท็จจริงและข้อสมมติฐานใหม่เข้ามา ก็แค่พยายามทดลองต่อไปเท่านั้นเอง

เอาสมมติฐานที่พิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง สังเกตข้อผิดพลาด ตั้งสมมติฐานใหม่ เวียนซ้ำเรื่อยๆ

ที่ผมสร้างเม็ดพลังจินตันได้ก็เพราะคิดแบบนี้นั่นเอง

ก่อนหน้านั้นใช้เวลาตั้งนานก็เพราะพยายามคิดในแบบนามธรรมให้มากขึ้นก็สำเร็จได้โดยง่ายดายกว่าที่คิด

คิดแบบในภาพนามธรรม ที่มีผลโดยรวมมากกว่าการคิดแบบแยกย่อยจุดเดียว

หรือว่านี่คือผลจากมสมองที่ฉลาดขึ้นของผมในการหาจุดเชื่อมโยงและความแตกต่างในความคิดระหว่างผมกับอี้จิงได้ในที่สุด

แต่เมื่อข้ามเขาลูกหนึ่งได้ก็ยังเหลือเขาอีกหลายลูกให้ปีนขึ้นไป มันคือหนทางที่ยาวไกลในการฝึกวิชา

ของผมก็เรียบง่ายสร้างในรูปแบบของดวงอาทิตย์ ที่ครอบคลุมลัญลักษณ์ของธาตุหยางและการเติบโตต่างๆ

ได้ทั้งในรูปแบบของรูปธรรมและนามธรรม

การที่แต่ละคนเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับแก่นกลางหรือแนววิชาของตนเอง เป็นเรื่องที่ผมจะพยายามศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ผมเปลี่ยนแปลงจากแนวคิดนักวิทยาศาสตร์ เปลี่ยนเป็นนักปลอมแปลงงานศิลปะ

ที่ต้องแสวงหาจุดมุ่งหมาย ของภาพวาดนั้นแล้วปลอมภาพงานศิลปะนั้นขึ้นมา

“ผมไม่ได้ปลอมแปลง แต่สร้างของจริงขึ้นมาอีกอันหนึ่ง” อสูรผมแดงที่ทำหน้าที่ปลอมภาพเขียนและงานศิลปะกล่าว

ไม่น่าเชื่อที่นักปลอมแปลงสองคน พูดจาคล้ายๆกันในเรื่องของการ”สร้างของจริงขึ้นมาอีกอันหนึ่ง”

เมื่อผมไม่ใช่อัจฉริยะ ผมก็ต้องปลอมตัวให้เหมือนอัจฉริยะไว้ก่อน

เมื่อไม่ใช่วีรบุรุษก็ต้องปลอมตัวให้เหมือนวีรบุรุษ

แก่นพลังของอี้จิงมีลักษณะนามธรรมเหมือนบ่อน้ำสำน้ำเงินไร้ก้นบึ้ง

สมองของผมไม่สามารถวัดค่าอะไรที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้ ตอนแรกทำให้ความเข้าใจได้ยากแม้อี้จิงจะอธิบายเป็นคำพูดก็ตาม

แต่ตอนหลังผมเริ่มเปิดใจได้จากแนวคิดของเดคิซึงิที่บอกกับโนบิตะ

ว่าตอนแรกวิทยาศาสตร์ที่จริงคือการศึกษาธรรมชาติ

“นามธรรม” “รูปแบบ”ต่างๆคือ สิ่งที่นักปรัชญากรีก อธิบายถึงสิ่งต่างๆในโลกเช่นกัน

ไม่ใช่หลักที่แปลกใหม่แต่ประการใดในช่วงเริ่มต้นนของหลักการวิทยาศาสตร์

แค่เราย้อนกลับไปพื้นฐานดั้งเดิมและการถ่ายพลังช่วยจากอี้จิงที่บรรลุขั้นคุรุยุทธมาก่อน ก็ทำให้ผมสามารถสร้างดวงอาทิตย์

สัญลักษณ์ของธาตุหยาง แสงสว่าง ความดีและความงอกงามมาเป็น”รูปแบบ”ของเมฤดจินตันของผมได้ในที่สุด

จากแนวความคิดที่แน่นอนในการที่วัดได้ ที่ใช้มาตั้งแต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่

การฝึกบ่มเพาะพลังต้องย้อนกลับไปในรูปแบบของปรัชญาและนามธรรมมากขึ้น

โลกใบนี้เหมือนกับภาพสะท้อนในผนังถ้ำที่คนมีพลังมากพอสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่แน่นอนของโลกได้

กฎวิทยาศาสตร์ทั่วไปมีไว้เหมือนกับเป็นข้อแนะนำ ไม่ใช่กฎที่แน่นอนตายตัวเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังเต๋าของคนฝึกยุทธในโลกนี้

แต่พลังนั้นมีข้อจำกัดอยู่ในแง่ของรูปแบบและนามธรรม form and abstract

หากนามธรรมละแนวคิดสามารถเปลี่ยนโลกทางวัตถุได้จริง

นักวิทยาศาสตร์ก็เพียงแค่ต้องศึกษาต่อไปว่ามันมีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลงอย่างไรเท่านั้นเอง

 

ก่อนเข้าสู่คุรุยุทธ ศึกษาจากอี้จิงและทดลองวิทยาศาสตร์

หลังเข้าสู่คุรุยุทธ ศึกษาจากอี้จิงและทดลองวิทยาศาสตร์

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว