email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 36.พระพันปี

ชื่อตอน : ตอนที่ 36.พระพันปี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 105

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 พ.ย. 2563 01:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 36.พระพันปี
แบบอักษร

ศาลาชมจันทร์

“มีสารจากราชองครักษ์อีแท ถึงพระมเหสีเพคะ”

“....!”

มือเรียวที่กำลังยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบายใจกลับต้องค้างนิ่งวางแก้วลงแล้วหันไปสนใจที่หัวหน้านางในพูด

หัวหน้านางในคลานเข้ามาหาพร้อมกับยื่นจดหมายเล็กๆ ให้แก่พระมเหสี

“พวกเจ้าออกไป”

“เพคะพระมเหสี”

นางในรับใช้ติดตาม ที่นั่งรายล้อมอยู่เมื่อครู่ต่างก็ก้มคำนับแล้วพากันเดินออกจากศาลาชมจันทร์ไป เหลือไว้เพียงพระมเหสีขันทีฮงและหัวหน้านางในเพียงสามคน

ไม่รอช้าพระมเหสีรีบแกะซองจดหมายขึ้นอ่านในทันทีที่แน่ใจว่าไม่มีใครอื่นเหลืออยู่นอกจากคนรับใช้ที่สนิท

“เป็นไปไม่ได้!”

“กะ เกิดเรื่องร้ายอันใดหรือพะยะค่ะพะมเหสี??!!”

“ซังแจ!”

“พะ เพคะพระมเหสี?!!!!”

พระมเหสีขย้ำกระดาษจนยับยู่นี่คามือ ตะวาดแวดใส่หัวหน้านางในเสียงดังสนั่น ทำเอานางถึงกับก้มหน้ามุดพื้นตัวสั่นระริกด้วยความกลัว

“เหตุใด? เหตุใดคังอียูจึงยังมีชีวิตอยู่ ทำไม!!!”

“มะ ไม่จริง!! องครักษ์มินบอกว่าฆ่านางไปแล้วนะเพคะ!!”

“ข้าถึงได้ถามเจ้าอยู่นี่ไง ในเมื่อเจ้าแน่ใจในแผนการของเจ้านัก เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?!!!”

“มะ หม่อมฉัน!! ขออภัยเพคะพระมเหสี!!!”

พระนางลุกขึ้นยืนขว้างก้อนจดหมายในมือใส่ซังแจหัวหน้านางในอย่างเดือดดาล ขันทีฮงที่เห็นเหตุการณ์ได้แต่ยืนนิ่งเงียบไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว

“นังคนไร้ประโยชน์ ฮึ้ยย!”

“โปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ ว้ายยยย!!!”

ด้วยความหงุดหงิดใจ ฝ่ามือเรียวของพระมเหสีง้างขึ้นเตรียมจะฟาดลงบนใบหน้าของหัวหน้านางในเพื่อระบายความโกรธที่นางทำแผนของพระนางล้มเหลว

“นั่นเจ้าจะทำอะไร พระมเหสี?!”

“!พระพันปี..!!”

“....”

เสียงสั่นครือจากความแก่ชลา สามารถยับยั้งฝ่ามือของพระมเหสีเอาไว้ได้ทันอย่างหวุดหวิด

พระนางรีบชักมือกลับมากุมไว้ด้านหน้าก่อนจะปลับเปลี่ยนสีหน้ายิ้มแย้มก้มคำนับผู้เป็นแม่สามีอย่างนอบน้อม

“พระพันปี ไม่พบเสียนาน ทรงพระพลานามัยแข็งแรงดีนะเพคะ”

“ข้าได้ยินว่าฝ่าบาททรงไม่สบาย เหตุใดพระมเหสีจึงมาทะเลาะกับนางในอยู่อย่างนี้”

“.....”

น้ำเสียงตำหนิรวมถึงสายตาที่มองไปยังพระมเหสีช่างน่ากลัวและเย็นชาเสียกว่าอะไร ไม่แปลกใจเลยที่ซอลมินได้แววตาแบบนี้มาจากใคร

เป็นเรื่องน่าแปลกใจพระนางไม่ได้เห็นหน้าของพระพันปีมาหลายปีทั้งที่อยู่ในพระราชวังเดียวกัน พระพันปีมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่พระตำหนักหลังเพราะด้วยความสันโดษและเกลียดชังความสุ่นวายทางการเมือง

“เอ่ออ จะทรงเสด็จไปที่ใดหรือเพคะ?”

“ข้ากำลังจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท มาเห็นอะไรแบบนี้แล้วน่าขายหน้ายิ่งนัก”

“.....!”

แค่ฟังจากน้ำเสียงตำหนิของพระพันปีแล้ว แม้แต่ความเป็นพระมเหสีก็ไม่อาจต้านทานได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งก้มหน้าหลบเลี่ยงสายตาของพระพันปี

“อ้อ”

พระพันปีเตรียมจะหันหลังเพื่อเดินไปยังพระตำหนักใหญ่ พระมเหสีจึงโค้งคำนับให้แก่พระนาง แต่เมื่อพระพันปีเหมือนจะนึกอะไรออกจึงหันกลับมามองยังพระมเหสีอีกครั้ง

“มีเรื่องอะไรหรือเพคะ?”

“องค์รัชทายาท”

“องค์ชายซอลมินหรือเพคะ?!”

พระมเหสีทวนคำของพระพันปีเพราะได้ยินไม่ชัดนักเนื่องด้วยพระนางพูดเบาราวกับกระซิบ

“อย่าให้มันมากจนเกินไป หากเจ้ายังอยากนั่งอยู่บนบัลลังก์”

“....!!”

“หลานชายเพียงคนเดียวของข้า ผู้ที่จะเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป จะมีมลทินเพราะความอัปยศของแม่ตัวเองได้อย่างไร”

“หม่อมฉันทะ ทำอะไรหรือเพคะ เหตุใดพระพันปี!!!”

“สิ่งที่เจ้าทำ ไม่สมกับเป็นพระมเหสี และไม่สมกับความเป็นแม่ของหลานชายข้า”

“....!!!!!”

“หยุดทำเรื่องต่ำทรามพวกนั้นได้แล้ว ข้าพูดเพียงเท่านี้คงพอ”

“....!!”

แม้เป็นเพียงคำพูดราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ แต่กลับแทงทะลุหัวใจของพระมเหสีอย่างเลือดเย็นจนพูดอะไรไม่ออก

ขบวนเสด็จของพระพันปีเคลื่อนตัวออกไปจากศาลาชมจันทร์จนลับสายตา ร่างบางของพระมเหสีถึงกับทรุดตัวลงหายใจหอบถี่ราวกับหมดเรี่ยวแรงจะยืนไหว

“พระมเหสีเพคะ!!!”

“.....!”

ขันทีและนางในรีบเข้ามาพยุงพระมเหสีเอาไว้ก่อนที่พระนางจะล้มลงพื้น น่ากลัว!! น่ากลัวอะไรเช่นนี้!

“พาข้ากลับตำหนัก”

“พะยะค่ะ/เพคะพระมเหสี!!!”

รุ่งขึ้นของอีกวัน เป็นวันที่ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทและพระชายารวมไปถึงหัวหน้าโจนก็ได้ถูกนำตัวกลับมายังพระราชวังด้วย

เกิดข้อถกเถียงกันมากมายระหว่างขุนนางชั้นสูงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่ได้รับบทสรุปจากกษัตริย์

ภายในท้องพระโรงอัดแน่นไปด้วยขุนนาง องค์รัชทายาทซอลมินยืนอยู่ตรงกลาง ด้านหลังคืออียูโดยมีฝ่าบาทพระทับอยู่บนบัลลังก์มองลงมายังทั้งสองคน

“เจ้าถูกลักพาตัวไป อย่างที่องค์รัชทายาทว่ามาจริงหรือ?”

“เป็นความจริงเพคะฝ่าบาท”

“ช่วยเล่าถึงเรื่องราวในวันนั้นให้ข้าและขุนนางทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังที”

“เพคะ คืนนั้นหม่อมฉันและนางในอีกสองคน ถูกล่อลวงให้ขึ้นเกี้ยวหลังใหญ่ เพื่อเดินทางไปยังลานพิธี ภายหลังจึงได้รู้ว่า....หม่อมฉันถูกลักพาตัว”

“.....!”

“กว่าจะรู้ตัว ก็เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพคะ”

“หืออ!!”

“ซุบซิบๆๆ!!”

อียูก้มหน้าเล่าความจริงให้แก่ฝ่าบาทฟัง เสียงซุบซิบฮือฮาดังมาจากในแถวไม่ขาดสาย

“แล้วเจ้ามีชีวิตรอดกลับมาได้อย่างไร?”

“หม่อมฉันดวงแข็งนักเพคะ โชคดีที่ท่านแม่ทัพแซฮุนเดินทางผ่านมา และได้ช่วยหม่อมฉันพร้อมกับนางในทั้งสองไว้ หม่อมฉันจึงรอดมาได้”

“อืม เจ้าคงพบเจอเรื่องร้ายมามากมายนัก ถือว่าสวรรค์คุ้มครองเจ้า แม่ทัพแซฮุนจะเป็นพยานหลักให้แก่เจ้า นั่นก็ยืนยันได้แล้วว่าเจ้าบริสุทธิ์ใจและถูกกระทำจริงๆ”

“....”

“ถ้าเป็นเช่นนั้น คงต้องมีการสอบสวนบันทึกการเข้าออกรวมไปถึงสืบหาตัวคนร้ายที่ทำเรื่องเช่นนี้ให้ได้”

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”

น้ำเสียงดุดันยามเมื่อเอ่ยคำว่า ‘คนร้าย’ จากปากของฝ่าบาท ทำให้ความกังวลใจของอียูเบาลง

พระมเหสีที่นั่งอยู่อีกฝั่งถึงกับสะดุ้งเฮือก หัวใจหล่นไปกองอยู่เบื้องล่าง อย่างน้อยองครักษ์มินที่เป็นผู้ลงมือก็ได้จบชีวิตลง เรื่องทั้งหมดนี้คงไม่อาจสาวมาถึงตัวข้าได้ นี่สินะที่เค้าเรียกกันว่าวัวสันหลังหวะ ข้าเข้าใจอย่างท่องแท้แล้ว

“ฝ่าบาทเพคะ”

“ว่ามาเถิด”

“เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น ท่านพ่อและคนของหม่อมฉันไม่ได้มีความผิดใดๆ ขอฝ่าบาททรงเมตตาปล่อยท่านพ่อด้วยเถิดเพคะ”

“บังอาจ!!”

“...!”

สิ้นเสียงร้องขอจากอียู เสนาบดีชินที่ยืนเงียบอยู่นานก็โผงผางขึ้นด้วยความขัดใจ ทุกคนรวมถึงฝ่าบาทเองก็เพ่งสายตาไปยังเสนาบดีชินเป็นตาเดียว

อียูตกใจในท่าทีของเสนาบดีชินที่มองมายังตนด้วยสายตาไม่เป็นมิตรจนต้องผงะถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

ซอลมินที่ยืนอยู่ด้านหน้าเมื่อครู่ก้าวเข้ามาบดบังอียูขวางสายตาของเสนาบดีชินเอาไว้แทน คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเป็นปมจ้องมองไปยังเสนาบดีชินไม่วางตา

“พระชายา ท่านไม่รู้หรือ ว่ากำลังขอมากเกินไป”

“เสนาบดีชิน!!!”

“พอได้แล้ว”

“....!!”

“..!!!!”

เสียงตะวาดลั่นไปทั่วทั้งท้องพระโรงของซอลมิน ทำเอาหลายๆ คนสะดุ้งเฮือกไปตามๆ กัน จนฝ่าบาทต้องออกปากยกมือขึ้นห้ามปรามด้วยตนเอง ก่อนที่จะเกิดเรื่องไปมากกว่านี้

“เรื่องนั้นข้าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสิน ไม่เกี่ยวกับใครทั้งสิน”

“ฝ่าบาท”

เสนาบดีชินได้ยินอย่างนั้นจากฝ่าบาทจึงรีบก้มคำนับแด่ฝ่าบาทในทันที

อย่างน้อยเขาก็สามารถซื้อเวลาการปล่อยตัวของอัครมหาเสนาบดีคังเอาไว้ได้ ก็ถือเป็นการตัดแข้งตัดขาองค์รัชทายาทไปในตัว

“ข้าจะแก้ไขให้เป็นไปตามความถูกต้อง เจ้าอย่าได้กังวล”

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท!!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นอียูที่กำลังสั่นเป็นลูกนกยืนหลบอยู่ด้านหลังของซอลมินเพราะทำตัวไม่ถูก ได้แต่ก้มหน้ารับคำจากฝ่าบาทโดยที่ไม่พูดอะไรอีก

“องค์รัชทายาท”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

ซอลมินที่เอาแต่จ้องมองอียูเพราะกลัวว่านางจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ต้องละสายตาหันกลับไปมองยังเสียงเรียกของเสด็จพ่ออีกครั้ง

“เจ้าทำความดีความชอบ ปราบกลุ่มโจรเมฆาดำร่วมกับแม่ทัพจากแผ่นดินใต้ได้สำเร็จ ทำให้ราษฎรหลุดพ้นจากความหวาดกลัว ข้าขอชื่นชม”

เสนาบิดีชินเมื่อได้ยินที่ฝ่าบาททรงตรัสชื่นชมองค์รัชทายาทออกนอกหน้าถึงกับกำมือแน่น แทนที่ผลงานชิ้นนี้ควรเป็นของเขา ซอลมินกลับได้ความดีความชอบไปเสียเอง

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

“แต่! เจ้าฝ่าฝืนบัญชาข้า ลักลอบออกจากพระราชวังตามใจตน ถือเป็นความผิดที่ไม่อาจละเว้นได้”

“...!!”

“สั่งลงโทษกักบริเวณองค์รัชทายาทเป็นเวลา 1 เดือน”

“น้อมรับพระบัญชา”

ซอลมินคำนับตอบรับโทษทัณฑ์แต่โดยดี อียูเงยหน้ามองใบหน้าด้านข้างของซอลมินอย่างเห็นใจ แต่ก็ไม่สามารถคัดค้านอะไรได้ อย่างไรเสียเขาเพียงแค่ถูกกักบริเวณ ฝ่าบาทคงไม่ใจร้ายลงโทษองค์รัชทายาทมากไปกว่านี้

“พระชายา ทรงกังวลเรื่ององค์รัชทายาทหรือเพคะ?”

“เปล่าหรอก แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย”

ภายใต้ศาลาแดงที่รายล้อมด้วยดอกไม้ในยามค่ำคืน อียูนั่งมองเหม่อออกไปยังดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว จีซูเห็นว่าอียูออกมาข้างนอกนานแล้วจึงเดินเข้ามาถามไถ่

“ฝ่าบาทมีพระกระแสรับสั่งให้ปล่อยตัวใต้เท้า คังอินซา และคนจากตระกูลคังทั้งหมดให้พ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหมดในวันรุ่งขึ้นเพคะ”

“จริงหรือ?!! เจ้ารู้ได้อย่างไร!!??”

“ซู่ๆๆๆ!! ยามราตรีเช่นนี้เอะอะเสียงดังมิได้นะเพคะ!!”

“!!...”

จีซูรีบยกมือขึ้นจุ๊ปากขยับเข้ามาใกล้อียูเพราะอาจมีใครผ่านมาได้ยินทั้งสองคนเข้า

“ข่าวลือที่น่าเชื่อถือเพคะ”

“ข่าวลืออย่างนั้นหรือ?”

อียูขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่จีซูพูด

“แหล่งข่าวของหม่อมฉัน ถูกส่งทอดออกมาจากท้องพระโรงเชียวนะเพคะ หากพระชายาไม่ทรงเชื่อหม่อมฉันก็ไม่เป็นไรเพคะ”

“เอาเถอะๆ ยังไงเสีย ฝ่าบาทก็ทรงรับปากว่าจะปล่อยท่านพ่อด้วยพระองค์เอง เท่านี้ข้าก็ดีใจแล้ว”

“....”

อียูรีบตัดบทคนช่างจ้อลงก่อนที่นางจะร่ายยาวไปมากกว่านี่พรางบ่ายหน้ามองออกไปบนท้องฟ้าถอนหายใจออกยาวๆหนึ่งครั้ง

“ทรงคิดอะไรอยู่ ระบายกับหม่อมฉันได้นะเพคะ”

“ขอบใจเจ้ามาก จีมินเป็นอย่างไรบ้าง?”

“พักผ่อนอยู่ในเรือนหมอเพคะ อีกไม่กี่วันก็คงหายดี”

“ไม่น่าเชื่อ ว่าข้าใช้ชีวิตอยู่ในวังมานานกว่าครึ่งปี เวลาช่างผ่านไปไวเสียเหลือเกิน”

“จากคุณหนูหัวแข็งของเราในวันนั้น กลายเป็นพระชายาเต็มตัว หม่อมฉันภูมิใจเหลือเกินเพคะ”

“.....”

จู่ๆจีซูก็บ่อน้ำตาตื่นขึ้นมาเสียดื้อๆ ทำเอาอียูตกใจแต่ก็ยิ้มออกมาได้ เพราะเข้าใจความรู้สึกของจีซู

“เจ้ารู้หรือไม่ ว่าทำไมแรกเริ่มเดิมทีข้าถึงไม่อยากเป็นชายาขององค์รัชทายาท?”

“หม่อมฉันมิกล้าถามถึงเหตุผลหรอกเพคะ แต่ก็พอจะดูออกว่าพระชายาพยายามบ่ายเบี่ยงตลอดมา”

“เพราะข้ามีคนที่ชอบอยู่แล้ว”

“ตายแล้ว!!!”

“อย่าเสียงดังไปสิ!!!”

ยังไม่ทันไรจีซูก็ร้องเสียงหลงเอามือทาบอกตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ตอนแรกตนคิดว่าคุณหนูอาจแค่ถูกคลุมถุงชนแต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าคุณหนูจะมีคนที่ชอบพออยู่แล้ว

“คะ คนผู้นั้นดีกว่าองค์รัชทายาทตรงไหนหรือเพคะ?!”

“อืมม เขาเป็นคนที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ถึงสองครั้ง เป็นคนที่ข้าเคยคิดจะทิ้งทุกอย่าง เพื่อเลือกทางเดินของตัวเอง”

“แล้วเหตุใดจึงเปลี่ยนพระทัยเล่าเพคะ?!”

“.....”

อียูนิ่งเงียบก้มหน้าลงเพราะเกิดเขินอายขึ้นมาเสียอย่างนั้นดีแล้วที่มีเพียงแค่จีซู หากมีจีมินเพิ่มมาอีกคนข้าคงอายจนไม่กล้าเล่า

“เพราะเขาคนนั้นไม่มีอยู่จริง”

“หม่อมฉันไม่เข้าใจเลยเพคะ?!!”

“.....”

อียูหันกลับมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยงุนงงกับคำพูดของตนก่อนจะค่อยๆเผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่ปิดบัง

ทางด้านจีซู เมื่อมองไปยังอียูจึงฉุกคิดขึ้นได้ถึงเรื่องที่คุณหนูถามหาองครักษ์ที่ซื่อ ซอลมิน ภายหลังตนกับจีมินได้ร่วงรู้ว่าองครักษ์ที่คุณหนูถามถึง เป็นคนๆ เดียวกันกับองค์รัชทายาทอีซอลมิน

เพียงเท่านั้น จากคิ้วที่ขมวดกันเป็นปมเมื่อครู่ก็คลายออก ปริศนาทุกอย่างค่อยๆ กระจ่าง จินตนาการมากมายไหลเข้ามาในสมองอย่างต่อเนื่อง

“หม่อมฉันพอจะรู้แล้วเพคะ”

“เจ้ารู้อย่างนั้นหรือ?!”

อียูดูจะตกใจกับคำตอบของจีซู ทำไมนางเข้าใจอะไรง่ายจัง ทั้งที่ข้ายังไม่ได้อธิบายลงลึกอะไรเลย เข้าใจง่ายขนาดนี้นางต้องรู้อะไรมา หรือนางแกล้งว่าเข้าใจทั้งที่ไม่เข้าใจเพื่อแกล้งข้ากันนะ

“ชายคนนั้น รูปร่างหน้าตาเหมือนกับองค์รัชทายาทไม่มีผิดเพี้ยนใช่หรือไม่เพคะ?”

“...!!!!!”

ใบหน้าขาวถึงกับตกตะลึง เมื่อได้ยินสิ่งที่จีซูพูดด้วยสีหน้าเย้าหยอกอย่างนั้นราวกับรู้เรื่องมาตลอด

“พระชายา อย่าทรงถืออคติต่อองค์ชายนักเลย ถึงแม้ว่าการกระทำขององค์ชาย จะไร้ซึ่งความคิดไปเสียหน่อย แต่หม่อมฉันเชื่อว่าทรงมีเหตุผล”

“เหตุผลอะไรทำไมต้องโกหก?”

“ฮ่าๆๆๆ...!”

ได้ยินจีซูพูดถึงความอคติแล้วทำให้ข้าหงุดหงิดขึ้นมาทันทีจนเผลอส่งสายตาดุใส่

ถึงแม้จะผ่านมานานแล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในใจ นั่นเพราะข้ายังไม่ได้คำอธิบายที่ดี นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมข้ายังลังเลใจ อาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กแต่ทุกครั้งที่นึกถึง มันช่างปวดใจและเป็นฉนวนชั้นดีที่ทำให้ข้าคิดจะจากไปในทุกครั้งที่มีโอกาส ข้าไม่อยากรู้สึกแบบนั้น

ความคิดเห็น