Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 5

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2563 09:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 5
แบบอักษร

5

ท้องฟ้าวันนี้ใสกว่าเมื่อวาน ยิ่งเมื่อมองจากหน้าต่างกระจกตึกออฟฟิศชั้นที่ 25 ซึ่งเป็นมุมพักผ่อนของคนในบริษัท แต่เพราะนอกจากจะมีโต๊ะเก้าอี้และโซฟาสำหรับพนักงานให้นั่งพักผ่อนแล้ว ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างสองตึก ก็เลยได้ยินเสียงสาวๆ ออฟฟิศ เดินพูดคุยผ่านกันไปมาจนเป็นเรื่องปกติ

             มุคาเอดะนั่งมองท้องฟ้าเงียบๆ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกระป๋องตกจากเครื่องขายเครื่องดื่มอัตโนมัติ ที่มีชายหนุ่มวัยพอๆ กันอีกคนกดออกมา แล้วก็เดินมาทางเขา

             ฝัน...? 

             ใช่... ถ้าสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้สั้นๆ ด้วยคำๆ เดียวก็น่าจะได้อย่างนั้น เอาใหม่ ลองนึกถึงสภาพตัวเองตอนตื่นขึ้นมาในตอนเช้าอีกรอบ เขาหลับไปที่โซฟาทั้งอย่างนั้น เสื้อผ้าอยู่ครบ (แต่อาจจะหลุดรุ่ยไปบ้าง) แม้แต่ผ้าห่มที่คนคนนั้นคลุมให้ก็ยังอยู่ในสภาพเดิมเหมือนตอนที่ห่มลงมา เขาอาจจะจำเรื่องก่อนหน้านั้นได้แค่เลือนลาง แต่ตอนที่ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นหมอนั่นกำลังยืนเช็ดมือตัวเองพร้อมหลุบมองตัวเขาที่ทิ้งตัวเองหมดแรงในสภาพนั้นมันโคตรจะน่าอาย... แล้วก็ติดตามาก ขนาดที่ว่าพอนึกขึ้นมาตอนนี้ก็เสียววาบไปถึงท้องน้อย เผลอก้มหน้า แล้วก็กุมขมับ

             ถ้าไม่ใช่ฝัน... แล้วจะเรียกอะไร... เมา? นี่เขาเมามากขนาดนั้นเลยเหรอ? เมื่อวานดื่มอะไรไปบ้างวะ?

             เขาไม่น่าไว้ใจคนที่ออกตัวไว้แต่แรกว่ามีรสนิยมประเภทนั้น... จริงอยู่ว่าสเปคของหมอนั่นอาจจะไม่ใช่เขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีเรื่องอย่างว่ากับคนที่ไม่ใช่สเปคไม่ได้ ก็เออแหละ มันไม่ถึงขั้นที่ว่า (ใช่มั้ย?) แต่มันก็เสียหายไปเยอะมาก แล้วที่สำคัญ จะโทษว่าเป็นความผิดของหมอนั่นทั้งหมดเลยคนเดียวก็ไม่ได้ เพราะถ้าพูดกันอย่างแฟร์ๆ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย... เขาเองก็รู้ตัวแหละว่าเผลอ...เอ่อ... อือ... ปล่อยให้ความรู้สึกนำตัวเองไปเหมือนกัน

             มันขี้โกงมาก เขาไม่นึกว่าจูบของคนแบบนั้นมันจะให้ความรู้สึกดีขนาดนั้นนี่ แล้วอะไรกัน ไอ้ความแตกต่างระหว่างลุคที่ดูร้ายๆ กับสัมผัสอ่อนโยน จนแทบจะทำให้วางใจปล่อยทุกอย่างเอาไว้ด้วยได้เนี่ย มันทำให้คนที่กำลังจิตใจแกว่งไกวอย่างเขาหลงทางไปชั่วขณะได้เลยนะ ใช่ ใช่ ใช้คำนั้นได้นี่... หลงทางไปชั่วขณะ... เขาควรจะเลิกคิดถึงเรื่องนี้และลืมมันไปเร็วๆ เพราะแค่นึกถึงเสียงต่ำๆ ที่กระซิบข้างหูเมื่อคืน ก็รู้สึกร่างกายร้อนวูบวาบ ในช่องท้องหวิวประหลาดขึ้นมาอีกรอบ จริงๆ ก็เป็นอย่างที่หมอนั่นพูด เขาสะสมอะไรหลายอย่างเอาไว้มากเกินไป พอดีกับจังหวะที่ต้องการปล่อยออก

             “โปรเจคใหม่มันยากขนาดนั้นเลยเรอะ?”

             มุคาเอดะสะดุ้งเฮือก ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าเพื่อนร่วมงานที่เข้ามารุ่นเดียวกันอย่างนาคากุจิกดเครื่องดื่มเดินเข้ามาหา แล้วทิ้งตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ

             “เปล่าหรอก” มุคาเอดะรีบตอบ ยกกาแฟกระป๋องในมือซด “ปีที่แล้วก็เคยจัดสัมมนาเรื่องคล้ายๆ กันไปแล้ว เอกสารส่วนใหญ่ก็ใช้ตามนั้น แก้แค่นิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”

             “งั้นก็เรื่องส่วนตัว” คำของนาคากุจิทำเอาไหล่กระตุกอีกรอบ หันไปตอบด้วยยิ้มอ่อนแล้วซดกาแฟอีกคำใหญ่ แต่มันคงดูน่าสงสัยสำหรับเพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเข้ามาทำงานที่นี่ใหม่ๆ เพราะว่าเป็นรุ่นเดียวกันด้วย เลยมีโอกาสไปดื่มกินหลังเลิกงานด้วยกันบ่อย ถึงแม้จะอยู่คนละแผนก นาคากุจิก็เป็นคนดังของบริษัท เพราะจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงและเป็นคนสนุกสนาน หน้าตาอาจจะไม่ได้เรียกว่าหล่อเหลามาก แต่ข้อดีอย่างอื่นมีเยอะกว่านั้น จนเป็นหนึ่งในตัวท็อปของสาวๆ ทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องให้พูดถึง

             “ยังไม่เลิกกลุ้มเรื่องหย่าอีกเหรอ กลุ้มต่อไปก็เท่านั้น” แล้วก็นี่แหละ มันเป็นคนพูดตรงๆ แบบนี้

             “ไม่ได้คิดแล้ว” มุคาเอดะส่ายหน้า “แค่คิดเรื่องไปรับมิสุเอะให้ทันในแต่ละวันก็เหนื่อยแล้ว”

             “ใช่ๆ ไหนจะเรื่องอาหารการกินอีก”

             “แก้ปัญหาได้แล้วเรื่องนั้น”

             “ห้ะ” นาคากุจิหันมาทำหน้างง “แก้ยังไง? วันนั้นยังบอกมิสุเอะจังบ่นว่าเบื่อข้าวกล่องซุปเปอร์อยู่เลย หรือไปลงเรียนคอร์สทำอาหารอะไรอย่างนี้ไว้เฮอะ?”

             “จะเอาเวลาที่ไหน” มุคาเอดะบ่น “พอดีพี่เจ้าของบ้านเช่าเขาทำร้านกาแฟที่ชั้นหนึ่ง แล้วเขาบอกว่าถ้าจ่ายเขาเป็นรายเดือนแล้วเขาจะทำข้าวเย็นให้”

             “เฮ้ยจิงดิ! โคตรดีเลย ไปกินด้วยได้ไหมเนี่ย?”

             “มันเป็นร้านอาหาร กำเงินไปจ่ายเขาก็ทำให้กินเฟ้ย แต่นายก็ต้องเลือกจากในเมนูเขานะ”

             ตอบไปแล้วเพิ่งนึกขึ้นมาได้ หมายความว่าเย็นนี้เขากับมิสุเอะก็จะ ต้องไปกินอาหารเย็นที่ร้านนั้น... เดี๋ยวสิ... หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ไปเนี่ยนะ! แล้วเขาจะทำหน้ายังไงตอนที่เจอเหรอ? ทีแรกคิดว่าถ้าหลบหน้าสักพักก็น่าจะโอเค ลืมไปเสียสนิทว่าไปพูดเรื่องอาหารเย็นเอาไว้ แถมเป็นคนขอเขาเองด้วย!

             แต่คุณชินก็อาจจะลืมไปแล้วก็ได้... หรือจะว่าไป คุณชินก็คงไม่อยากเจอหน้าเขาตอนนี้หรอกน่ะ

             “เคยเห็นร้านนั้นลงในฟรีเปเปอร์ของทางเมืองด้วย เจ้าของยังหนุ่มอยู่เลยนี่?”

             มุคาเอดะสะดุ้ง ตอบอึกอัก

             “อายุ 35 ทำร้านต่อจากคุณปู่ของเขาน่ะ”

             “แล้วนายไปสนิทกับเขาอิท่าไหน เขาถึงยอมช่วยขนาดนี้เนี่ย? ถึงขั้นรับปากจะทำกับข้าวให้กินทุกวันเนี่ยนะ?”

             มุคาเอดะสำลักกาแฟ ไอค่อกแค่กจนเพื่อนยื่นมือมาลูบหลัง

             “เขาทำร้านอาหารอยู่แล้ว พอพูดเรื่องนี้ก็เลยเสนอขึ้นมา แต่เดิมได้ยินว่าเขาเป็นคนขี้เห็นใจคนอื่นน่ะ แล้วก็ไม่ได้ทำให้กินฟรีนะเฟ้ย ฉันก็จ่ายค่าอาหารรายเดือนให้”

             “โหย โชคดีชะมัดเลย ฉันเองก็ต้องกินข้าวกล่องคอนบินิแทบจะทุกวันเหมือนกันนะ”

             “ก็ใครใช้ให้ปฏิเสธคนที่มาสารภาพรักทุกคนอย่างนั้นล่ะ... ถ้าคบกับใครสักคนแล้วไปได้ดี ป่านนี้ก็มีครอบครัวที่อบอุ่นไปแล้ว”

             “เห็นคู่นายแล้วคิดว่าจะยังอยากมีเมียได้อีกเรอะ”

             “พูดบ้าๆ การแต่งงานของฉันมันกรณีพิเศษเฟ้ย ไปดูพวกครอบครัวอบอุ่นเป็นตัวอย่างนู่น อย่างรุ่นพี่อุเอซาว่า หรือหัวหน้ามุระมัทซึอะไรอย่างนี้ พวกแฟมิลี่แมนครอบครัวอบอุ่นมีให้เห็นเยอะแยะ”

             “ก็ฉันเตือนนายแล้วปะ ว่าอย่าตัดสินใจแต่งงานด้วยเรื่องแค่นั้น แต่นายมันก็อย่างนี้ ไม่อยากมีปัญหากับพ่อแม่ แล้วตอนนี้เป็นไง? โดนตัดพ่อตัดลูกไปแล้วมั้ยน่ะ คุณฟุซาโกะเป็นลูกสาวหัวหน้าบริษัทที่พ่อนายทำงานด้วยนี่”

             “จะมาซ้ำเติมกันทำไมหา แล้วมันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก เพราะคนที่ขอหย่าไม่ใช่ฉัน”

             “ก็นั่นแหละ ถ้าตอนนั้นฉันห้ามนายแบบเด็ดขาดกว่านี้หน่อยมันก็ไม่ลงเอยแบบนี้ปะ? เพราะฉะนั้นฉันปฏิญาณตัวไว้แล้วว่าต่อไปนี้จะอยู่ขัดขวางการแต่งงานใหม่ของนายทุกรูปแบบ”

             “...เอาเวลาไปหาแฟนตัวเองมั้ย?” มุคาเอดะถอนหายใจ มองเพื่อนที่จิบกาแฟสบายใจเฉิบอีกรอบ นาคากุจิอายุเท่ากันกับเขา มีแววว่าจะได้จัดเข้าไปอยู่ในกลุ่มอีลิทของบริษัทตั้งแต่แรกๆ เพราะช่างคุยช่างเจรจา ดูเด่นมาตั้งแต่ช่วงฝึกงานจนถูกส่งไปอยู่แผนกขายและได้ครองใจลูกค้าหลายเจ้าตามที่คาด ส่วนเขาซึ่งเรียนจบมาทางด้านจิตวิทยาได้ไปอยู่แผนกพัฒนาบุคคลตั้งแต่แรก แผนกนี้ไม่ได้มีอยู่ทุกบริษัท แต่เพราะธุรกิจของบริษัทเขาเกี่ยวข้องกับการส่งพนักงาน outsource ไปให้กับบริษัทต่างๆ แผนกของเขาก็เลยถือว่าจำเป็นมาก ทั้งต่อตัวพนักงาน outsource ที่ถือว่าเป็นตัวสินค้า และต่อตัวพวกพนักงานแผนกต่างๆ ด้วยเช่นกัน

             จริงอยู่ว่าแผนกของเขาไม่ใช่แผนกที่ต้องทำงานหนักหรือมีงานต้องทำล่วงเวลามาก แต่สมัยก่อนที่เขาจะหย่ากับภรรยาเก่านั้นก็ยอมรับว่าเขาทุ่มเทกับงานมาก จนได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าให้เป็นหัวหน้าโปรเจคหลายอย่าง ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่ก็จบลงด้วยการที่เขาต้องขอลดงานตัวเองลงเพราะต้องไปรับลูกสาวให้ทันเวลารับฝากของทางโรงเรียน ทั้งหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเห็นใจเรื่องนี้ ทุกคนช่วยซัพพอร์ตเรื่องงานให้อย่างดีและรู้ว่าเขาไม่สามารถทำโอทีให้ได้ มันก็น่าซาบซึ้งใจ ในขณะเดียวกันก็หดหู่ เมื่อรู้ว่าตัวเองน่าจะเป็นชื่อแรกที่ถูกตัดออกจากการโปรโมทตำแหน่งงานขั้นต่อไป และคงไม่มีชื่ออยู่ในโผตัวตั้งตัวตีในโปรเจคต่างๆ เหมือนที่ผ่านมาอีก

             แต่มันก็ช่วยไม่ได้ใช่ไหม...

             “วันนี้นายติดลูกค้าหรือเปล่า? ต้องอยู่ทำโอทีไหม?” มุคาเอดะถามอย่างนึกขึ้นมาได้

             “ไม่อะ จะไปไหนเหรอ? แต่นายต้องไปรับมิสุเอะจังนี่”

             “ก็จะชวนไปกินข้าวที่ร้านโอโตนามิด้วยกันไง นายบอกว่าอยากกินนี่ แต่นายต้องสั่งอาหารจากเมนูปกติน่ะนะ ฉันเลี้ยงเอง”

             “ไปๆ” นาคากุจิตอบทันที “แต่ฉันออกเองได้ ใครจะให้คนที่ต้องประหยัด ค่าข้าวเลี้ยงลูกอย่างนายมาเลี้ยงวะ อย่างนั้นที่อุตส่าห์จ่ายเงินค่าอาหารรายเดือนก็ไร้ประโยชน์สิ”

             มุคาเอดะยิ้มรับ เขานี่มันจีเนียสชัดๆ ถ้าพาเพื่อนไปด้วยเย็นนี้ ก็จะได้หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องส่วนตัวกับโอโตนามิ ชินไปได้ อย่างมากก็คุยกันตามมารยาทเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องลำบากทำหน้าไม่ถูกตอนเจอกันด้วย กินเสร็จก็จะได้ขอตัวกลับห้อง อ้างได้ว่ามีธุระต้องคุยกับเพื่อนต่อ

             “งั้นเจอกันที่หน้าตึกตอนห้าโมงครึ่ง”

             มุคาเอดะซดกาแฟในกระป๋องที่เหลือ เดินไปหย่อนลงถังรีไซเคิล แล้วเดินกลับแผนกตัวเอง

 

             “ซอสสปาร์เก็ตตี้นี่โคตรรรรร อร่อย!!” 

          นาคากุจิทำหน้าปลาบปลื้ม ใช้ส้อมม้วนเส้นสปาร์เก็ตตี้คลุกซอสครีมมะเขือเทศท่วมๆ เข้าปาก แล้วหันไปทำหน้าเพ่งเล็งข้าวหน้าไข่ออมเล็ตของมุคาเอดะต่อ จ้องจนเจ้าของจานก็รู้ตัว ทำหน้าละเหี่ยใจจนต้องเอ่ยปากแบ่งให้

             “...จะลองชิมก็ได้นะ”

             “สมกับเป็นมุคาเอดะ สุดยอดใจดี!”

             “มิสุเอะก็แบ่งให้ลุงได้นะคะ” เด็กหญิงตักไข่ราดซอสในจานไปให้ นาคากุจิยิ้มหน้าบาน ยื่นมือไปลูบศีรษะเบาๆ ในความน่ารัก

             “มิสุเอะจังโตขึ้นมาเป็นเจ้าสาวลุงมั้ย?”

             “หุบปากไปเลย” มุคาเอดะด่า

             “ไอ้คุณพ่อขี้หวงเอ๊ย” นาคากุจิหัวเราะ “เด็กผู้หญิงน่ะโตเร็วนะ แป๊บเดียวก็มีแฟนแล้ว”

             “คนอย่างนายจะพูดเรื่องการเจริญเติบโตของเด็กยังเร็วไป หาเมียให้ได้ก่อนเถอะ”

             เด็กสาวมหาวิทยาลัยถือเหยือกน้ำออกไปรินให้ จะเรียกว่าดูสนอกสนใจกลุ่มคนนั่งเรียงกันสามคนหน้าเคาน์เตอร์ตอนนี้อย่างออกนอกหน้าก็ได้ เพราะถึงจะได้ยินจากมาสเตอร์ว่าตั้งแต่วันนี้ไปสองพ่อลูกที่เช่าห้องข้างบนจะมากินข้าวเย็นที่นี่ ก็ไม่รู้ว่าจู่ๆ เกิดไปสนิทกันตอนไหน

             “ขอโทษด้วยนะครับมาสเตอร์ ที่มายึดครองที่นั่งเคาน์เตอร์สามที่เลย ถ้าเป็นโต๊ะข้างล่าง มิสุเอะจังสูงไม่ถึงน่ะครับ”

             มุคาเอดะสะดุ้งกับเสียงของนาคากุจิที่จู่ๆ ก็โพล่งพูดกับเจ้าของร้านผู้ซึ่งกำลังชงกาแฟให้โต๊ะอื่นอยู่ โอโตนามิเหลือบมอง ไม่รู้ว่าเห็นสีหน้าอึกอักที่รีบตักอาหารเข้าปากของมุคาเอดะหรือเปล่า แต่พอยกแก้วกาแฟออกจากเครื่องแล้วส่งให้คิโกะเอาไปเสิร์ฟลูกค้าแล้ว ก็เดินมาหยุดหน้ามุคาเอดะกับนาคากุจิ แล้วก็คุยด้วย

             “ช่วงเย็นก็ไม่ค่อยมีลูกค้าอยู่แล้ว อยากนั่งตรงไหนก็นั่งไปเถอะ”

             “อาหารอร่อยมากเลยครับ เห็นอย่างนี้แล้วสบายใจเลย ที่มาสเตอร์จะเป็นคนทำอาหารให้หมอนี่กิน แถมมีสลัดผักกับผลไม้ด้วย มุคาเอดะ นายจะไม่ขาดสารอาหารแล้วนะ”

             “ฉันก็ไม่เคยขาดสารอาหารเฟ้ย” มุคาเอดะตอบหงุดหงิด ที่เรียกมาก็เพื่อช่วยให้เป็นไม้กันหมาขัดบทสนทนาให้ ไม่ใช่ให้แกมาช่วยเพิ่มบทสนทนาให้เสียเองนะไอ้บ้า!

             โอโตนามิมองมุคาเอดะที่ตักออมเล็ตเข้าปากเงียบๆ เห็นชัดว่าพยายาม ไม่สบตาด้วย

             “อร่อยที่สุดเลยค่ะคุณชิน”  

             เสียงเด็กหญิงเรียกให้โอโตนามิหันไปยิ้ม ยื่นมือไปลูบหัว มุคาเอดะเหลือบมองเล็กน้อย ดึงทิชชู่ไปเช็ดปากลูกสาวที่เปื้อนไปด้วยซอส

             “เหย ไม่ยุติธรรมเลยอะ เรียกมาสเตอร์ว่าคุณชิน แล้วเรียกฉันว่า `ลุง` งั้นเหรอ มิสุเอะจังเรียกพี่ซิ `พี่`” นาคากุจิหันไปแซว

             “อย่าไปสอนอะไรบ้าๆ” มุคาเอดะดุ

             “นายก็ซีเรียสไปได้” เพื่อนสนิทหันไปหาโอโตนามิต่อ “ว่าไหมครับ? หมอนี่จริงจังกับชีวิตมากเกินไป ไม่รู้จักปลดปล่อยตัวเองออกมาซะบ้าง คุณชินช่วยมันหน่อ... เฮ้ย!” คำสุดท้ายอุทานเพราะมุคาเอดะสำลักข้าวพรวด ไอค่อกแค่กจนเพื่อนต้องยื่นมือไปลูบหลังให้อีก

             โอโตนามิหยิบทิชชู่เปียกมายื่นให้ มุคาเอดะเหลือบมองอย่างลังเล แต่ก็รับมาเช็ดปากอย่างช่วยไม่ได้

             “...ขอบคุณครับ”

             “ใครจะเอากาแฟบ้าง?” โอโตนามิถามต่อ นาคากุจิรีบยกมือขึ้นทันที เด็กหญิงก็เลยรีบยกด้วย

             “ผมครับ! เอาๆๆ”

             “หนูด้วยค่ะ”

             “อย่างเราได้แต่นมร้อนเท่านั้นแหละนะ” โอโตนามิหัวเราะ ยื่นมือไปลูบหัวเด็กหญิงอีกรอบ ก่อนจะหันไปทางมุคาเอดะ

             “นายล่ะ?”

             “ผมก็... เอ่อ... ขอด้วยแล้วกันครับ”

             ตอบพลางมองตามแผ่นหลังเจ้าของร้านที่เดินกลับไปง่วนกับเครื่องชงกาแฟไม่แยแส ทีแรกก็คิดว่าไม่รู้จะทำหน้ายังไงตอนเจอ แต่พอมาเห็นท่าทีสงบนิ่งขนาดนี้ของโอโตนามิแล้ว เริ่มสงสัยใหม่ว่าจริงๆ เรื่องเมื่อคืนอาจจะเป็นแค่ฝัน ไม่ได้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า... หรือนี่คือการปฏิบัติตัวต่อกันแบบผู้ใหญ่? พออายุเกินสามสิบก็จะกลายเป็นแบบนี้ใช่ไหม ทำไมมันน่ากลัวอย่างนี้

             “คุณมุคาเอดะไปสนิทกับมาสเตอร์ตั้งแต่เมื่อไหร่อะคะ?”

             สะดุ้งหลุดจากภวังค์ เมื่อพนักงานสาววางกาแฟให้ตรงหน้า แล้วก็ถามอย่างไม่เกรงใจ

             “คิโกะ” โอโตนามิปรามด้วยเสียงดุ

             “เอ่อ... คุณชินยกเฟอร์นิเจอร์เก่าของห้องเช่าให้น่ะครับ เมื่อวานก็เลยไปขนมาด้วยกัน” มุคาเอดะตอบ

             “โห~” คิโกะร้อง “ขนมาจากไหนกันอะคะ?”

             “จากบ้านคุณชินน่ะครับ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ บ้านหลังใหญ่มากเลย”

             “บ้านหลังใหญ่มากกกก น้าริโอะใจดีมากกกก อาหารกลางวันกับอาหารเย็นก็อร่อยด้วยค่ะ” มิสุเอะส่งเสียงเจื้อยแจ้วตามประสาเด็กน้อยที่อยากจะเล่า

             “เจอกับครอบครัวคุณชินมาน่ะครับ มิสุเอะไปติดน้องสาวคุณชินแจเลย” มุคาเอดะตอบแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะไม่รู้ว่าปกติเจ้าของร้านเป็นคนรักษาความเป็นส่วนตัวไว้แค่ไหน แต่แค่ได้ยินเพียงเท่านี้ คิโกะก็ทำตาโตแล้ว

             “ไปเจอครอบครัวมาสเตอร์แล้วกินข้าวกันด้วยเหรอคะ? โหย~ สมกับเป็นมาสเตอร์ ดูแลทุกสิ่งอันเลย! ฉันบอกแล้วว่าคุณมุคาเอดะน่ะเป็น...”

             “คิโกะ”

             เสียงปรามต่ำๆ ดังมาอีกรอบ หญิงสาวหันไปหัวเราะแหะแหะกับเจ้าของเสียงที่ชี้ให้ดูประตูร้านที่เปิดเข้ามาพร้อมเสียงกระดิ่งกรุ๋งกริ๋ง คิโกะยอมผละตัวจากหน้าเคาน์เตอร์ กล่าวต้อนรับหญิงสาวในชุดทำงานที่เดินเข้ามานั่งโต๊ะประจำพลางยื่นเมนูให้

             “ยินดีต้อนรับค่ะ วันนี้มาสเตอร์ก็ยังไม่มีแฟนนะคะคุณนานามิ”

             เสียงพูดไม่ได้ดังอะไร แต่เพราะโต๊ะอยู่ข้างหลังเคาน์เตอร์ที่คนสามคนนั่งกันอยู่พอดี มุคาเอดะกับนาคากุจิก็เลยหันมอง แล้วก็ต้องรีบหันกลับเพราะหญิงสาวคนที่ว่าหน้าแดงก่ำ ดุพนักงานสาวด้วยเสียงกระซิบ

             “ไม่ต้องรายงานทันทีขนาดนั้นก็ได้ คิโกะจัง!”

             “ก็ยังไงคุณนานามิก็ต้องถามอยู่แล้ว”

             “ไม่ได้จะถามเรื่องนั้นย่ะ” สาวออฟฟิศลดเสียง เอามือป้องปาก “เมื่อวานคุณชินปิดร้านเหรอ?” 

             “อ๋อ ใช่ค่ะ มาสเตอร์ทำอะไรตามใจตัวเองอยู่แล้ว นึกจะปิดก็ปิดแหละค่ะ ไม่แปลก” พนักงานสาวตอบหน้าตาเฉย

             “ทำไมถึงปิดล่ะ? เมื่อวานฉันอุตส่าห์มาก็เลยอดนั่งเลย คุณชินเขาไปทำธุระอะไรที่ไหน? ไปเดทกับใครหรือเปล่า?”

             “เอาอีกแล้ว คุณนานามิก็ขี้ระแวงเกินไป ถ้าได้เป็นแฟนมาสเตอร์จริงๆ คงตามจิกตลอดเลย”

             “ก็มันน่าสงสัยนี่ยะ! มีใครมาชอบคุณชินเพิ่มอีกหรือเปล่า? หรือคุณชินเขาดูมีซัมติงกับใครบ้างไหม?”

             “ก็เมื่อวาน...”

             “เฮ้ยยยย!”

             นาคากุจิร้องเสียงดังเมื่อมือมุคาเอดะกระตุกไปปัดโดนแก้วกาแฟล้ม แล้วน้ำสีดำที่ยังไม่ทันได้ปรับรสอะไรก็หกพรวดลงบนชุดสูท ถึงแม้ชายหนุ่มจะลุกพรวดพราดขึ้นจากเก้าอี้ตามสัญชาตญาณ แต่ทั้งเสื้อเชิ้ตและชุดสูทก็เปื้อนสีน้ำตาลเป็นปื้น

             “ทำบ้าอะไรของนายวะ? วันนี้เป็นอะไรเนี่ย??” คนอุทานคือนาคากุจิ แต่มุคาเอดะไม่ทันตอบ เงยหน้าขึ้นมาก็เจอโอโตนามิยื่นผ้าขนหนูให้ แล้วยังรีบใช้อีกผืนซับตรงเสื้อเชิ้ตให้ด้วย

             “โดนน้ำร้อนลวกหรือเปล่า?” โอโตนามิถาม

             “ม... ไม่เป็นไรครับ ขอโทษ”

             “ถอดเสื้อสูทซะ แล้วรีบไปล้างเสื้อเชิ้ตที่ห้องน้ำดีกว่า”

             “ปะป๊าอะซุ่มซ่าม” บุตรสาวแกว่งขาหัวเราะ ในขณะที่มุคาเอดะถือผ้าเดินไปทางห้องน้ำตามที่โอโตนามิว่า

             “คิโกะ ฝากเช็ดน้ำที่พื้นด้วย” พนักงานสาวรับคำพลางรีบกุลีกุจอลงไปเช็ดทำความสะอาดตามคำสั่งเจ้าของร้าน ลูกค้าสาวที่เพิ่งมาถึงมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้นด้วยหน้าตาเหวอๆ หันไปอีกทีแผ่นหลังของเจ้าของร้านก็เลี้ยวหายเข้ามุมทางเดินไปห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว

             มุคาเอดะเปิดน้ำ เอามือวักใส่เสื้อเชิ้ตจุดที่เปื้อน ทำท่าจะขยี้ แล้วต้องสะดุดเมื่อมือคนเดินมาข้างหลังมาจับไว้ให้หยุด

             “ค่อยๆ ซับออกด้วยน้ำอุ่นดีกว่า”

             มุคาเอดะเผลอปล่อยมือ พูดอะไรไม่ออก ทำท่าอึกอักเมื่อโอโตนามิย่อตัวลงข้างหน้า เอาผ้าที่อยู่ในมือซับไปมาตรงรอยเปื้อนให้ ห้องน้ำของร้านกาแฟเป็นจุดที่ต้องเดินเลี้ยวหักเข้าไปในมุมด้านหลัง แยกชายหญิง มีอ่างล้างมือด้านหน้า และอยู่ในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นจากโต๊ะเก้าอี้ในร้านได้

             “นายคิดเรื่องเมื่อคืนมากไปหรือเปล่า”

             มุคาเอดะนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าโอโตนามิจะเป็นคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน แต่กลายเป็นว่าดวงตาคมเข้มเหลือบมองขึ้นมาเหมือนจะดูปฏิกิริยาของเขา แน่นอนว่าเขาเผลอถอยเท้าไปชิดกำแพง พูดอะไรไม่ออก และน่าจะเปลี่ยนสีแก้มเป็นแดงก่ำขึ้นมาไม่มากก็น้อย

             ทีนี้จะหลอกตัวเองว่าฝันไปก็ไม่ได้แล้ว...  

             “ขอโทษ... ผมน่าจะเมามาก” มุคาเอดะตัดสินใจตอบตะกุกตะกัก

             “แค่เห็นว่านายดูอึดอัดเท่านั้นเอง จะทำเองหรือใครทำให้มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมชาติไม่ใช่เหรอ”

             ปกติเหรอวะ...  

             “ไม่ได้มีความหมายอะไรใช่ไหมครับ?”

             โอโตนามิเหลือบมองอีกรอบ

             “จะมีได้ยังไง” ตอบพลางถูรอยเปื้อนต่อ “นายดูเก็บกดนี่ ถ้าลำบากเรื่องพวกนี้จะมาให้ช่วยเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่คิดค่าบริการหรอกนะ”

             “เหมือนเป็นเซ็กส์เฟรนด์น่ะเหรอ” มุคาเอดะตั้งใจจะพูดให้ตลก แต่พอพูดออกไปแล้ว แม้แต่ตัวเองก็ไม่ขำ...

             “เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติ นายก็รู้ ถ้าไม่ข้ามเส้นที่กำหนดไว้ก็สนุกกับมันได้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดหยุมหยิมเหมือนพวกผู้หญิงไม่ใช่เหรอ”

             “...ก็ไม่ได้คิดหยุมหยิมอะไรครับ ไม่ได้เสียหายอะไรด้วย แค่ตกใจนิดหน่อย” มุคาเอดะตอบ เอามือกุมใบหน้าที่แดงก่ำ “คือไม่รู้จะทำหน้ายังไง แต่ถ้าคุณชินบอกว่าไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษก็โอเค ขอโทษที่พูดอะไรแปลกๆ ครับ...”

             โอโตนามิปล่อยมือจากเสื้อเชิ้ต ดูรอยสีน้ำตาลที่จางลงเยอะแล้วยืดตัวกลับขึ้นมา เปิดน้ำซักผ้าขนหนูในมือ โดยมีมุคาเอดะยืนมองเงียบๆ

             เขาเองก็ไม่ใช่ไม่รู้สึกผิด... บอกตามตรงว่าเขาเองก็ไม่คิดว่ามันจะเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น แต่ยอมรับว่าตอนนั้นเขาอดใจเอาไว้ไม่ไหวจริงๆ แค่หยุดมือไว้ด้วยการส่งหมอนี่ไปถึงจุดนั้นได้ก็ถือว่าทำได้ดีที่สุดในตอนนั้นแล้ว เมื่อคืนเขาก็ไม่ได้นอนทั้งคืน นึกอยู่แต่แรกแล้วว่าคนที่ละเอียดอ่อนและค่อนข้างจะคิดมากกับรอบข้างอย่างมุคาเอดะจะต้องตกอกตกใจกับเรื่องนี้จนอาจจะถอยห่างจากเขา โชคดีที่ว่าเพราะความละเอียดอ่อนนี้เอง ทำให้เจ้าตัวน่าจะคิดมากกับการหายหน้าไปเฉยๆ กลัวว่าจะมีพิรุธด้วย ถึงได้วางแผนพาเพื่อนมาแนะนำให้กับเขาแทนอย่างที่เห็น

             คิดว่าฉันจะชอบคนได้ง่ายๆ อย่างนั้นเลยเหรอ นายนี่มันคิดแก้ปัญหาประเภทไหน //โอโตนามิ 

             “เอ่อ...” โอโตนามิปิดก๊อกน้ำ หันมองมุคาเอดะที่ทำท่าอ้ำอึ้ง เหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ “คุณชินว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ หรือครับ...?”

             “นายไม่เคยไปเที่ยวที่อย่างว่าเลยเหรอ?”

             มุคาเอดะทำตาโต ส่ายหน้าแดงก่ำ

             อะจิงดิ... 

          แต่ก็ไม่แปลกใจนะ นายเป็นพวกเด็กดีขนาดนั้น... // โอโตนามิ 

             “จะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องต้องรู้สึกผิดอะไร นายไม่ได้มีแฟนไม่ใช่เหรอ?”

             “เปล่าครับ...” มุคาเอดะตอบ เบี่ยงสายตาหลบ ทำหน้าพิกล “ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร แค่รู้สึกว่ามันแปลกๆ นิดหน่อย...”

             “คือ?”

             “คือ...ไม่คิดว่ามันจะแข็งตัวขึ้นมาได้...” คนตอบตอบตะกุกตะกัก “ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นผู้ชายด้วยกัน”

             “...” โอโตนามิเงียบสนิท พูดอะไรออกมาเนี่ย นายนี่มัน... จะน่ารักเกินไปแล้ว... 

             “มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่าต้องเป็นเพศไหน” กระแอมสองทีพลางตอบ “มันก็แค่เรื่องทางกายภาพ ส่วนที่ไวต่อการสัมผัส ใครไปแตะมันก็ลุกขึ้นมาทั้งนั้น”

             “...แต่ไม่คิดว่ามันจะรู้สึกดีได้”

             เฮ้ย เฮ้ย... นี่นายกำลังจะบอกอะไรกับฉันฮึ! จะหนีหรือจะเชื้อเชิญก็เอาสักอย่าง... // โอโตนามิ 

             “หือ? งั้นก็ต้องชมฝีมือคนทำหรือเปล่า” โอโตนามิยกริมฝีปากยิ้ม “ยินดีให้บริการเสมอนะ อยากปลดปล่อยเมื่อไหร่ก็มาที่ห้องฉันที่ชั้นสองได้เลย”

             มุคาเอดะกลืนน้ำลายดังเอื้อก เบี่ยงหน้าแดงหลบ

             เอ๊ะ... ทำไมปฏิกิริยาไม่เป็นอย่างที่คิด... ทีอย่างนี้ทำไมนายไม่ตบมุกฉันหา! // โอโตนามิ 

             “ลองดูไหมว่าเป็นเพราะฉันจริงหรือเปล่า?” โอโตนามิยิ้มให้อีกรอบ ด้วยใบหน้าที่เหมือนตัวร้ายอยู่แล้ว พอมือเลื่อนไปจับตรงเป้ากางเกงคนที่ไม่ทันคาดหมาย มุคาเอดะก็สะดุ้งเฮือก “จะได้รู้ว่าขนาดตอนที่มีคนอยู่กันขนาดนี้ ถ้าเป็นฉันแล้วมันจะลุกขึ้นมาไหม?”

             “คุณชิน” มุคาเอดะเบี่ยงตัวหลบ หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม น่าจะรู้สึกตัวแล้วว่าอีกฝ่ายอันตรายกว่าที่คิด ไม่ใช่คนที่จะอยู่ใกล้ๆ โดยปล่อยตัวสบายใจอย่างที่ผ่านมาได้ โอโตนามิหลุบตาดู แค่ชั่วแวบเดียวก็รู้สึกได้ว่าเป้ากางเกงอีกฝ่ายตุงขึ้นมา นายจะไวไปไหนเฮอะ... 

             “เอาเป็นว่าผมเข้าใจแล้ว” มุคาเอดะรีบตอบ ดึงเสื้อสูทที่อีกฝ่ายถืออยู่มาสวมกลับ “ค่าอาหารรายเดือนตามที่ตกลงกันไว้ เดี๋ยวผมจะโอนให้นะครับ ขอตัวพามิสุเอะกลับห้องก่อน”

             “พรุ่งนี้นายอยากกินอะไรล่ะ?”

             “...พวกต้มซีอิ๊ว”

             “บุริไดคอนนะ”

             มุคาเอดะไม่มองตา ตอบด้วยการพยักหน้า แล้วเดินกลับออกไปก่อน ก้าวพ้นหัวมุมก็ได้ยินเสียงแซวของนาคากุจิทันที ส่วนเด็กหญิงก็รีบไต่ลงจากเก้าอี้วิ่งไปหาพ่อตัวเอง

 

             เอาจริงๆ นะ...  

             เขาก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นถึงขนาดนี้หรอก ไม่ได้คิดว่าหมอนั่นจะทำให้เขาต้องพูดอะไรอย่างนั้นออกไป รวมถึงเผลอทำอะไรที่มันดูก้าวร้าวไปแบบนั้น... แต่จะว่ายังไงดี เขาเองก็เสียศูนย์ เสียความเป็นตัวเองเวลาอยู่กับหมอนั่นไปเหมือนกัน มันก็รู้ตัวแหละ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่มันห้ามตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะท่าทางที่ดูรู้เรื่องรู้ราวหรือไม่รู้เรื่องรู้ราวกันแน่ของหมอนั่น... แต่สีหน้า สายตา คำถาม ท่าทีตระหนก หรืออะไรก็ตามทุกอย่าง มันทำให้เขาอยู่อย่างสงบๆ ไม่ได้ ก็เหมือนอย่างที่ดึกป่านนี้แล้วก็ยังตาสว่าง นอนกลิ้งไปมาเพราะนอนไม่หลับอยู่บนโซฟาที่ห้องนี่แหละ

             แค่มีเสียงอะไรนิดหน่อยจากข้างบน ก็เผลอเงี่ยหูฟังซะอย่างนั้น จะเรียกว่าเป็นเอามากหรือยังไง? แต่ก็เพราะไม่อยากให้หมอนั่นรู้ละมั้ง ถึงได้บอกไปว่าไม่ใช่สเปคบ้าง เรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีความหมายอะไรกับเขาบ้าง... จะไม่มีความหมายได้ยังไงวะ ภาพสีหน้ากับสายตาที่อดรนทนไม่ได้ของหมอนั่นตอนที่ซุกกับลำคอของเขามันก็ยังติดตามาถึงตอนนี้ นั่นมันไม่ใช่สายตาของคนที่ถูกรังแกอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ...

             ถ้ามันไม่รู้ตัวละ คราวหน้าจะเอากระจกให้ส่องดูตัวเองเสียหน่อย จะได้รู้เสียบ้างว่าตัวเองทำหน้าแบบไหนตอนที่คนอื่นเขาทำให้น่ะ! รู้ไหมว่าเขาต้องสะกดกลั้นใจไว้แค่ไหนถึงได้ยั้งมือไว้แค่นั้นได้ แล้วต้องกลับเข้ามาห้องนี้ในสภาพไหน?

             คราวหน้า...? เมื่อกี้เขาเผลอใช้คำว่าคราวหน้าเหรอ? จะมีได้ยังไงในเมื่อแค่เอามือแตะนิดแตะหน่อยหมอนั่นก็กลัวจนเผ่นป่าราบขนาดนั้น แต่ก็ยังดีที่บอกว่ารู้สึกดี อือ ใช่... หมอนั่นใช้คำนั้นจริงๆ เหมือนไม่เชื่อว่าตัวเองจะรู้สึกดีกับสิ่งที่เขาทำได้ นายจะดูถูกฉันเกินไปแล้วนะ ควรจะกลัวตัวเองมาติดใจฝีมือฉันมากกว่าไม่ใช่เหรอ บอกเลยว่าถ้านายเลือกเข้ามาทางนี้แล้วละก็ นายจะกู่ไม่กลับ ไม่ใช่สิ จะทำให้กลับไปอยู่แบบเดิมไม่ได้อีกเลย ...ก็ว่าไปนั่น จริงๆ ก็แค่พูดเล่นหรอกว่าถ้าต้องการให้ช่วยอะไรก็มาเคาะประตูห้องฉันได้ ว่าแต่เสียงเคาะประตูเบาๆ ตอนนี้มันอะไรหว่า หรือหูแว่ว...

             โอโตนามิกระตุกตัวขึ้นจากโซฟา ขมวดคิ้วมองประตูห้องที่มีเสียงเคาะประตูเบาๆ อยู่จริง เขาเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าเกือบเที่ยงคืน ตัดสินใจลุกขึ้น แล้วเดินไปบิดลูกบิดประตูเปิดออก ตาค้างกับร่างชายหนุ่มจากชั้นสาม ที่อยู่ในชุดเสื้อยืดเตรียมนอนสีขาวกับเสื้อคาร์ดิแกนสีเทาตัวเดียวกับเมื่อวันก่อน แถมยังสะดุ้งถอยเท้าทันทีที่เขาผลักประตูเปิดออก ใบหน้าแดงก่ำ

             “เอ่อ... ยังไม่นอนใช่ไหมครับ?”

             มุคาเอดะ... 

             ฉันบอกว่าถ้าต้องการให้บริการเมื่อไหร่ก็มาเรียกได้ทุกเมื่อ...

             แต่ไม่ได้หมายความว่าให้รีบมาคืนนี้เลยนะ! ไอ้บ้า!! 

        

To be continue

 

MEB E-book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น