Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 3

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2563 10:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 3
แบบอักษร

3 

“ไปเอาของแบบนี้มาจากไหนน่ะครับ คุณชินไม่มีลูกไม่ใช่เหรอ?” 

             มุคาเอดะทำตาโต ยืนมองโอโตนามิเซ็ทที่นั่งเด็กบนเบาะหลังรถเรียบร้อย ก่อนจะหันมาทางเด็กหญิงตาแป๋วที่ยืนมองด้วยท่าทางสนใจอยู่

             “มีคนรู้จักให้ฟรีมาน่ะ ของมันต้องมีไม่ใช่เหรอ จะเอาเด็กนั่งรถโดยไม่มีคาร์ซีท เกิดตำรวจเรียกขึ้นมาฉันก็โดนตัดแต้มสิ”

             โอโตนามิช้อนใต้รักแร้เด็กหญิงขึ้นไปวางบนที่นั่งเหมือนเป็นตุ๊กตาของเล่น มิสุเอะไม่ว่าอะไรเลย ยอมให้เขารัดเข็มขัดให้แต่โดยดี แต่ยังจ้องเขาตาแป๋วเหมือนกำลังพิจารณาว่าลุงคนนี้เป็นใคร โอโตนามิเหลือบมองขำๆ เพราะทั้งสีหน้า แววตา เหมือนพ่อเธอเป๊ะๆ

             “ไหน ใครนะ ชื่อมิสุเอะจัง?”

             “หนูค่ะ” พอถูกเรียกชื่อก็ยกมือตอบทันทีด้วยปฏิกิริยาอันรวดเร็ว จนอดขำออกมาไม่ได้

             “วันนี้คุณพ่อจะไปดูพวกเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านลุ... เอ่อ” โอโตนามิหันไปหามุคาเอดะ “นี่ฉันต้องเรียกตัวเองว่า `ลุง` จิงดิ?”

             มุคาเอดะหัวเราะ

             “มิสุเอะจัง นี่ `คุณชิน` น่ะ `คุณชิน`”

             “คุณชิน” ลูกสาวให้ความร่วมมืออย่างดี โอโตนามิเอามือไปลูบหัวแทนคำชม พูดต่อ

             “เราจะไปหาของมาแต่งห้องให้มิสุเอะจังกัน แต่ในห้องเก็บของที่บ้านมันจะมีของที่แตกได้ด้วย มิสุเอะจังต้องสัญญานะว่าจะไม่ไปหยิบจับอะไรเล่น มันอันตราย”

             “เข้าใจแล้วค่ะ”

             โอโตนามิส่งยิ้มพลางปิดประตูลง มุคาเอดะรีบก้มศีรษะให้อีกรอบ

             “ขอบคุณมากนะครับ ให้เฟอร์นิเจอร์แล้วยังช่วยขับรถพาไปอีก รถคันเก่าที่เคยใช้ก็ให้ภรรยาไปด้วยแล้วตอนหย่า ตอนนี้ก็เลยยังไม่มีโครงการจะซื้อใหม่เลยครับ”

             “ช่างเถอะ อย่าไปคิดเล็กคิดน้อย ยังไงรถธรรมดามันก็ขนของไม่ได้อยู่ดี”

             “แล้วคันนี้...” มุคาเอดะมองโตโยต้า C-HR สีดำที่ช่วยส่งเสริมกลิ่นอายเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของร้านกาแฟที่เขาเคยพูดถึงขึ้นมาอีกรอบ ดูเหมือนรสนิยมคนคนนี้จะดูคูลไปหมด

             “ที่บ้านมีรถบรรทุกเล็กด้วย” โอโตนามิตอบ “บ้านเกิดฉันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากน่ะ แต่ก่อนปู่ก็ไปกลับระหว่างร้านกับบ้านทุกวัน เดี๋ยวเราไปถึงก็เปลี่ยนเอารถบรรทุกเล็กของที่บ้านขนของกันสักรอบสองรอบ วันเดียวก็หมด”

             “รบกวนด้วยนะครับ” มุคาเอดะก้มศีรษะให้เป็นการเป็นงาน เปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะหลังข้างลูกสาว โอโตนามิหันมองจากที่นั่งคนขับไม่ได้ว่าอะไร ...ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่นะ จะปล่อยลูกสาวนั่งข้างหลังคนเดียว แล้วมานั่งที่นั่งข้างคนขับได้ยังไง ...แต่ถ้าสักวันเป็นแบบนั้นได้ก็ดี

             เจ้าของรถรัดเข็มขัดเรียบร้อย เงยหน้ามองมุคาเอดะที่กำลังชวนลูกสาวคุยจากกระจกมองหลัง เวลาชายหนุ่มคุยกับเด็กหญิงจะพูดช้าๆ เสียงก็ดูทุ้มนุ่มนวลลงไปอีกระดับ โอโตนามิลอบยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ ขยับรถเคลื่อนตัวออกช้าๆ

 

             บ้านโอโตนามิอยู่ไม่ไกลกับร้านกาแฟมากอย่างที่พูด ขับรถไม่ถึง 30 นาที เจ้าของรถ C-HR ก็ขับทิ่มหัวเข้าไปในที่ว่างข้างบ้านหลังใหญ่แบบญี่ปุ่น ที่ดูจากอาณาเขตรั้วยาวภายนอกก็ประเมินได้ว่าข้างในมีพื้นที่กว้างขวางขนาดไม่ธรรมดา มุคาเอดะขมวดคิ้วมองด้วยสีหน้าตกใจกับขนาดบ้านตั้งแต่อยู่ในรถ แต่ป้ายหน้าบ้านทำด้วยไม้แกะสลักชื่อ ก็ติดนามสกุล `โอโตนามิ` ไว้จริงๆ 

             “ที่นี่ล่ะ” โอโตนามิลงมาเปิดประตูให้ ปลดเด็กหญิงที่ดูกระตือรือร้นจะลงจากรถเต็มที่ให้ลงมา มุคาเอดะต้องคว้าแขนไว้ก่อนเป็นอย่างแรก เพราะรู้นิสัยเด็กๆ ดีว่าพอลงมาได้ก็ทำท่าจะวิ่งจู๊ดเข้าบ้านไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต

             “บะ... บ้านหลังใหญ่มากเลยครับ นี่บ้านเกิดคุณโอโตนามิเหรอ? เห็นแล้วอยู่ๆ ก็เกร็งขึ้นมาเลย”

             โอโตนามิเหลือบมองยิ้มๆ คิดว่าที่มุคาเอดะพูดเป็นเรื่องจริง เพราะฮียืนตรง จัดเสื้อผ้าทั้งที่ไม่ได้ใส่ชุดสูท ผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่เหมือนกำลังจะไปเซ็นสัญญากับลูกค้า

             “นี่ผมเกร็งยิ่งกว่าตอนที่ไปคุยเรื่องแต่งงานกับบ้านภรรยาเก่าครั้งแรกอีก”

             มือของโอโตนามิที่กำลังเลื่อนเปิดประตูรั้วบ้านสะดุด หันไปมองเจ้าตัวที่จูงลูกสาวเดินตามเหมือนพูดขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไร ก็ดูไม่ได้คิดมากกับเรื่องที่เพิ่งหย่าขาดกับภรรยาเก่าไปเท่าไหร่นี่นะ เขาก็คงไม่ต้องพูดปลอบอะไรละมั้ง...

             “มาแล้วเหรอชิน! กดออดซี่ กดออด!”

             มุคาเอดะสะดุ้งกับเสียงตะโกนของใครบางคนจากข้างใน เด็กหญิงเหมือนจะตกใจไปด้วย รีบซุกตัวเข้าข้างหลังขาของบิดา จ้องหญิงวัยกลางคนร่างท้วมที่เปิดประตูบ้านผางออกมา ถึงจะเสียงดังไปหน่อยแต่ก็ดูยิ้มแย้มต้อนรับ

             “ก็ไม่ได้ล็อคประตูนี่ จะกดออดทำไม” โอโตนามิว่า “แล้วอย่าพูดเสียงดังได้ไหม แขกตกใจหมดแล้ว”

             “ตายแล้ว นี่เหรอมิสุเอะจัง น่ารักจังเลย”

             “แม่น่ะ” โอโตนามิหันไปอธิบายกับมุคาเอดะ เพราะหญิงวัยกลางคนพุ่งตัวไปนั่งย่อตัวหน้าเด็กหญิง ที่ยิ่งกอดขามุคาเอดะแน่นกว่าเดิมอีก

             “เอ่อ...” คนที่มาเป็นแขกของบ้านรีบยื่นถุงที่ถือในมือให้ พลางก้มศีรษะ “ในวาระนี้ ต้องขอขอบคุณสำหรับหลายๆ อย่างด้วยนะครับ นี่เป็นเพียงของเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าจะถูกปา...”

             “ต๊าย เป็นการเป็นงานเชียว น่ารักจัง มิน่า ชินถึงได้ทุ่มดูแลสุดตัวขนาดนี้”

             “ครับ?” มุคาเอดะเงยหน้า ทำตาปริบๆ มือยังถือถุงค้างอยู่ แต่หญิงวัยกลางคนที่ยกสองมือแนบแก้มจ้องเขานิ่งเหมือนกำลังปลาบปลื้มใจกับอะไร ส่งยิ้มโดยไม่มีทีท่าจะรับของไปเสียที หางตายังมีน้ำตาปริ่มๆ อีกต่างหาก...

             “ตอนที่ได้ยินว่าชินจะพาเพื่อนผู้ชายมาบ้าน พวกเรานะตกใจกันแทบแย่ เรียกประชุมกันด่วนๆ เลย กังวลกันแทบตายว่าจะเป็นคนแบบไหน แต่ก็นะ คนที่ชินเลือกก็น่าจะประมาณนี้แหละ รู้ๆ กันอยู่”

             “เอ่อ... คุณชินไม่ค่อยมีเพื่อนหรือครับ?”

             “แล้วยิ่งบอกว่าเป็นคุณพ่อลูกติดด้วย ไอ้ลูกคนนี้นี่ไม่รู้จะทำให้ช็อคอีกเท่าไหร่ถึงจะสาแก่ใจมันเนอะ”

             “อ่า...”

             “เพ้อเจ้อ” โอโตนามิตัดบท คว้าถุงขนมจากมือของมุคาเอดะมายัดใส่มือมารดา “จำได้ว่าบอกไปแล้วนะว่าไม่ใช่อย่างนั้นน่ะ หมอนี่เป็นคนที่มาเช่าห้องที่ร้านเราชั้นสามไง แค่จะยกเฟอร์นิเจอร์ให้เขาเฉยๆ”

             “แหม” มารดาทำหน้างอ “อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว มีอะไรใหม่ๆ ก็ต้องบอกกันสิ”

             “ก็มันไม่มีนี่”

             “เอ่อ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?” มุคาเอดะถาม สีหน้าเป็นกังวลขึ้นมานิดๆ กลัวว่าตัวเองจะสร้างความเดือดร้อนให้ชายหนุ่ม

             “ไม่มีๆ” โอโตนามิหันไปตอบ ดันไหล่มุคาเอดะให้ไปทางสวน ซึ่งมีโกดังเก็บของเก่าของบ้านเขาอยู่ “เราไปทำธุระของเรากันเถอะ”

             “แต่... ผมควรจะเข้าไปทักทายคนในครอบครัวคุณชินเสียหน่อย” พูดเพราะมองเข้าไปในบ้าน แล้วเห็นคนอย่างน้อยก็สี่คนโผล่หน้ามาดูจากในห้อง แต่พอสบตากับเขา ก็รีบหลบเข้ามุมผนังกันเหมือนพวกคนร้ายในหนังนักสืบ

             “มีปู่กับพ่อ อ้อ สงสัยน้องสาวกับน้องชายจะมาด้วย จะมารวมตัวกันทำไมเนี่ย? เอาเป็นว่าไม่จำเป็นต้องสนใจหรอก”

             “ไม่ได้ครับ” มุคาเอดะเบี่ยงตัวออก สีหน้าจริงจัง พอตอนทำหน้าแบบนี้ก็ดูท่าว่าจะเป็นคนหัวดื้อเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน “เรื่องแบบนี้ต้องทำให้ถูกต้อง ยังไงก็ต้องขอแนะนำตัวกับคุณพ่อและคุณปู่ของคุณชินหน่อย”

             “...” โอโตนามิเงียบไปชั่วขณะ มองชายหนุ่มจูงบุตรสาวเข้าไปข้างใน มารดาดูเหมือนจะดีอกดีใจออกนอกหน้า จนต้องรีบวิ่งแจ้นนำทางเข้าไปให้ ประตูหน้าบ้านเปิดทิ้งไว้ โอโตนามิก็เลยจุดบุหรี่สูบ ล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วก็ยืนมองอยู่อย่างนั้น

             “มุคาเอดะ โทโอรุครับ ตอนที่ต้องหาที่อยู่กะทันหันก็ได้คุณชินนี่แหละช่วยเอาไว้ ถ้าคุณชินไม่ยอมให้เช่าห้องชั้นสาม ป่านนี้ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนเหมือน กันครับ”

             “เรื่องเล็กน้อยๆ เห็นอย่างนี้ เจ้าชินมันเป็นคนดูแลคนเก่งนะ สมกับเป็นลูกชายคนโตของตระกูลเรานี่แหละ” พ่อบ้านโอโตนามิดูใจดี รับนามบัตรไปดูพลางส่งยิ้มอบอุ่นให้ บ้านนี้ดูเป็นคนกระตือรือร้นกันทั้งบ้าน เพราะไม่ว่าจะเป็นน้องชาย น้องสาว หรือว่าคุณปู่ ก็รีบออกมาแนะนำตัวกันยกใหญ่  

             ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีเด็กผู้หญิงวัยสองขวบวิ่งออกมาจากห้องรับแขก มิสุเอะทำตาปริบๆ ดูสนอกสนใจขึ้นมาทันที

             “อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่เลยสินะครับ” มุคาเอดะว่า ยิ้มโล่งใจที่เห็นว่ามีเด็ก หมดปัญหากลัวว่ามิสุเอะจะมาสร้างความรำคาญให้คนในบ้าน เพราะดูท่าว่าจะมีเพื่อนเล่น และอย่างน้อย คนในบ้านก็น่าจะมีความเข้าใจเด็กเล็กอยู่ประมาณหนึ่ง

             “ใช่ที่ไหนละครับ คุณ เอ่อ มุคาเอดะ” คนที่น่าจะเป็นน้องชายอ่านชื่อจากนามบัตร “ปกติผมกับริโอะไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้หรอกครับ อ้อ ผมโซตะ เป็นน้องชายพี่ชิน เช่าอพาร์ทเม้นต์อยู่คนเดียวข้างนอกเหมือนกัน ส่วนน้องคนเล็กก็ริโอะครับ นี่ก็แต่งงานออกไปอยู่แมนชั่นใกล้ๆ นี่เอง วันนี้ก็มารวมตัวกันเฉพาะกิจเฉยๆ ก็เพราะพี่แหละ”

             “เอ่อ...” มุคาเอดะมองหญิงสาววัยยี่สิบปลายๆ ที่มองเขาด้วยท่าทางตื่นเต้น ตัวน้องชายก็ดูเกร็งแปลกๆ เด็กผู้หญิงสองขวบหน้าตาบ้องแบ๊วน่าจะเป็นลูกน้องสาวคนที่ว่า

             “สนิทกันดีจังนะครับ แสดงว่าคุณชินไม่ค่อยได้กลับบ้าน เลยมารอกันพร้อมหน้าเลย อ่า... แล้วนี่ผมเป็นคนนอกมารบกวนหรือเปล่าครับเนี่ย”

             “ไม่เลย! ยินดีต้อนรับสู่บ้านโอโตนามิครับ! ชื่ออะไรนะครับ? คุณโทโอรุ งั้นผมเรียกพี่โทโอรุนะ”

             “ตะ... ตามสะดวกเลยครับ”

             “ตอนแรกพวกเราก็เป็นห่วงว่าจะเข้ากันได้ไหม แต่เห็นพี่โทโอรุแล้วโล่งใจเลย ดูไม่ใช่พวกรักคนเล่นๆ อะไรอย่างนี้ หน้าที่การงานก็ดูมั่นคง เอ้อ” โซตะก้มดูนามบัตรอีกรอบ “แผนกพัฒนาบุคลากรอะไรนี่ เท่ไปเลยครับ”

             “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ...” มุคาเอดะคิ้วขมวดเข้าหากันเหมือนเริ่มสะกิดใจกับคำพูดแปลกๆ แต่ไม่ทันได้ถามอะไร เพราะน้องสาวมาผลักพี่ชายออก ส่งยิ้มกว้างให้แทน

             “ฉันริโอะค่ะ เป็นน้องคนเล็ก ยังไงก็ฝากพี่ใหญ่ด้วยนะคะ พี่ชินน่ะ ดูภายนอกอาจจะดุไปบ้าง แต่เป็นที่พึ่งได้ทุกเรื่องเลยค่ะ”

             “ทีนี้ปู่ก็จะได้ตายตามย่าเขาไปได้เสียที” ชายชราที่ยืนข้างๆ หัวเราะแทรก

             “เอ่อ...” มุคาเอดะยิ้มพิกล เริ่มจับกระแสแปลกๆ ได้ โดยเฉพาะสีหน้าดีอกดีใจของแต่ละคนในบ้านที่มารุมล้อมจับมือเขาทีละคนด้วยท่าทางยินดีปรีดา ...มันไม่เหมือนกับคนดีใจที่มีแขกมาบ้านธรรมดา

             “แม่ก็ดีใจ” หญิงวัยกลางคนบีบมือเขาแน่นสุด น้ำตารื้น “อย่างน้อยถ้ามีพาร์ทเนอร์อยู่ด้วยกันสักคน ก็จะได้ไม่ต้องห่วงว่าแก่เฒ่าไปจะเป็นยังไง นึกถึงตอนที่คัมมิ่งเอ้าท์ออกมาแล้วก็ใจหายนะ คุณเองก็คงลำบากเหมือนกันสิ ได้ยินว่าพวกแบบนี้มีคนที่ยอมแต่งงานมีลูกเพื่อปกปิดตัวเองเยอะเลย นี่คงแต่งงาน มีลูกเพราะอย่างนั้นสินะ?”

             “พาร์ทเนอร์?” มุคาเอเดะกลอกตา “คัมมิ่งเอ้าท์? คัมมิ่งเอ้าท์เรื่องอะไรครับ?”

             “ก็เรื่องที่เป็นเกย์ไง”

             เหมือนจะเกิดเดดแอร์ไปชั่วขณะ มุคาเอดะทำตาปริบๆ ยิ้มค้าง ริมฝีปากเหมือนจะอุทานคำว่า `ห้ะ?` เบาๆ แต่ไม่มีเสียงออก คนในบ้านนิ่งไปด้วยอาการพอกัน ต่างคนต่างหันขวับไปทางชายหนุ่มที่ยังยืนพิงกำแพงตรงกับประตูบ้านที่เปิดค้างไว้ สูบบุหรี่พ่นควันปุ๋ยๆ ยักไหล่ให้อย่างไม่อนาทรร้อนใจ

             “เกย์คืออะไรคะ ปะป๊า?”

             เด็กหญิงยิ้มร่า แล้วก็เงยหน้าถามขึ้น...

 

             “ใครไม่ตกใจก็บ้าแล้ว น่าจะบอกกันไว้ก่อนนะครับ” 

             มุคาเอดะบ่นอุบ ยกกล่องใหญ่ลงมาจากชั้นเก็บของ เอาแขนปาดเหงื่อออกจากหน้าผากก่อนจะนั่งลงเปิดดูของข้างใน  

             “ใครจะไปเที่ยวบอกคนอื่นว่าเป็นเกย์หือ? แล้วฉันก็ไม่ชอบคำเรียกแบบนี้ด้วย คนที่แค่ไม่ชอบผู้หญิงน่ะ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชอบผู้ชายด้วยกันเสมอไปหรอกนะ เหตุผลมันมีเยอะแยะ”  

             โอโตนามิตอบหน้าตาเฉยจากข้างหน้าโกดังเก็บของที่เอารถบรรทุกเล็กมาจอด กำลังดึงเชือกมัดชุดโซฟาให้แน่น ไม่ได้มองหน้าอีกคนที่อยู่ในโกดัง เลยไม่เห็นว่าเขาหันมาจ้องเงียบๆ 

             “...ก็หมายความว่าไม่ได้ชอบผู้ชายหรือครับ?” 

             “เปล่า” 

             “...” 

             มุคาเอดะส่ายหน้า  

             “แต่อย่างผมที่มีลูกติดเนี่ย คงไม่อยู่ในสายตาของคุณชินอยู่แล้ว”  

             โอโตนามิหันกลับไปมอง มุคาเอดะกะพริบตาปริบๆ ที่สบกันพอดี ลุกขึ้นพรวดพราดเหมือนเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอพูดอะไรแปลกๆ  

             “เอ้อ หมายความว่าน่าจะคบหากันได้อย่างสบายใจน่ะครับ จริงๆ นะ ไม่อยากให้คุณชินคิดมากที่ผมดันมารู้เรื่องนี้ เอาเป็นว่าผมไม่บอกใครหรอก” 

             “ถึงจะบอกก็ไม่เป็นไร มันก็ไม่ใช่ความลับ” 

             “มีคนรู้หลายคนเหรอ?” 

             “ไม่ขนาดนั้น” โอโตนามิตอบ “แต่คิโกะก็รู้น่ะนะ”" 

             “คุณเที่ยวไปบอกสาวมหา`ลัยว่าเป็นเกย์เหรอ...?” 

             “มันช่วยไม่ได้ ยัยนั่นดันมาสารภาพรักฉันน่ะ อ้อ เรื่องมันตั้งหลายปีแล้วน่ะนะ” 

             มุคาเอดะทำตาโต ดูสนใจขึ้นมาทันที 

             “โห มีสาวมหาวิทยาลัยมาสารภาพรักด้วย ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าคุณชินน่ะเป็นแบบที่ป๊อบในหมู่สาวๆ ไม่ชอบผู้หญิงจริงๆ เหรอครับ? เสียดายแทนเลย” 

             “จะเสียดายแทนใครหือ? ไม่คิดว่าเป็นโชคดีของหนุ่มๆ ที่ได้ฉันไปบ้างเหรอ?” 

             “ฮ่ะ ฮ่ะ” มุคาเอดะแกล้งหัวเราะ “หนุ่มๆ เลยนะ พอจะเห็นสเปคของคุณชินแล้วล่ะ” 

             “ก็จะได้ไม่ต้องห่วงไง เพราะนายไม่ใช่สเปคฉันแน่นอน” 

             “อูย แค่บอกว่าหนุ่มก็ไม่ใช่แล้วครับ” มุคาเอดะหัวเราะในลำคอ บอกไม่ถูกว่าควรจะดีใจหรือช็อค คนเพิ่งหย่ามาหมาดๆ ก็หมดความมั่นใจในเรื่องความรักไปแทบสิ้นอยู่แล้ว นี่แม้แต่เกย์ก็ยังพูดอย่างนี้ด้วยอีก  

             เสียงหัวเราะใสของเด็กหญิงสองคนทำให้มุคาเอดะก้าวออกมาชะเง้อมอง ตะโกนเรียกบุตรสาวด้วยเสียงดัง 

             “มิสุเอะ! อย่าซนมากนะ แล้วอย่าไปยุ่งอะไรกับของในบ้านเขานะ!” 

             “ไม่เป็นไรหรอก ริโอะก็ดูอยู่” โอโตนามิมองตามพลางบอก 

             คนเป็นพ่อมองน้องสาวคนพูดที่วิ่งต้อนเด็กสองคนอยู่ พลางหันมาโบกไม้โบกมือให้ 

             “เป็นครอบครัวที่อบอุ่นดีจังนะครับ ทุกคนยอมรับเรื่องของคุณชินกันได้หมดอย่างนี้ ก็คงเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่เลย”  

             โอโตนามิไม่ได้มองน้องสาว แต่จ้องแววตาเหงาลึกของมุคาเอดะที่มองริโอะพลางส่งยิ้มอ่อน เลยเปลี่ยนมายืนพิงส่วนกระบะของรถบรรทุก เอาแขนสองข้างเท้าข้างหลัง  

             “ก็นะ...” เขาตอบสั้นๆ “เพราะยอมรับมากเกินไป เลยเที่ยวคาดคั้นให้หาแฟนสักคนเร็วๆ นี่ฉันนึกว่าเป็นแบบนี้แล้วจะรอดแล้วนะ? ยังเจอถามทุกครั้งที่เจอหน้ายังกับเป็นพวกลูกสาวที่ขายไม่ออกเลย” 

             มุคาเอดะหันมาหัวเราะพรืด 

             “จริงครับ คือนี่เห็นตั้งท่ายอมรับกันเต็มที่เลย ดูดีใจมาก คิดว่าคุณชินจะพาแฟนมาจริงๆ น่ะ” 

             “ฉันบอกแล้วนะว่าเป็นคนที่มาเช่าห้อง ยังจะหวังอีกว่าจะพาแฟนมาบ้าน คิดว่าฉันเป็นคนยังไงกันเนี่ย ใครมาเช่าห้องก็จีบหมดเลยหรือไง?” 

             “ก็ที่ผ่านมาคุณชินมีวีรกรรมเยอะหรือเปล่าละครับ...” 

             “บ้าแล้ว บางทีเห็นคนลำบากฉันก็แค่ช่วยแบบไม่ได้คิดอะไร แต่คนพวกนี้ชอบคิดว่าถ้าฉันดีกับเพื่อนผู้ชายคนไหนแปลว่าคงจะชอบหรือสนใจเป็นพิเศษ นี่แหละ ความคิดผิดปกติของพวกนอร์มอลละ” โอโตนามิบ่น มองยิ้มอ่อนของอีกฝ่ายแล้วเกือบยื่นมือไปเขกกะโหลก นายก็คิดเหมือนกันสินะ ดูทำหน้า... 

             “คราวนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วไง เพราะคุณชินก็แค่อยากช่วยผมโดยไม่ได้คิดอะไรด้วยนี่” 

             “อือ...ก็...”  

             “แต่ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ที่อยากให้ลูกชายเป็นฝั่งฝานะครับ ไม่ว่าคนที่ลูกชายมองจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายน่ะ” 

             “มิสุเอะจังน่ะ” โอโตนามิพูดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ แต่ก็ทำให้มุคาเอดะหันมองลูกสาวที่วิ่งเล่นกับหลานเพื่อน “ถ้าโตขึ้นมาแล้วไม่แต่งงานจะว่ายังไง?” 

             “ก็ไม่ได้อยากให้แต่งงานเท่าไหร่ ผมก็เลี้ยงไปเรื่อยๆ” 

             “ไอ้คุณพ่อบ้าลูกเอ๊ย” 

             มุคาเอดะหัวเราะ 

             “แล้วถ้าคนที่ชอบเป็นผู้หญิงด้วยกันล่ะ?” 

             พอถึงคำถามนี้ มุคาเอดะก็เงียบไปชั่วครู่ ไม่เคยคิดเรื่องนี้ในแง่ของคนเป็นพ่อ  

             “ถ้ามันยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็พูดยากนะครับ ไอ้พูดสวยๆ ว่าจะเป็นคุณพ่อที่เข้าอกเข้าใจเนี่ย ใครๆ ก็ทำได้ แต่ถ้ามีเรื่องแบบนั้นจริงๆ ไม่รู้จะรับได้แค่ไหน ก็คงจะช็อคอยู่” 

             “นั่นแหละ” โอโตนามิยักไหล่ “ฉันก็นับถือพ่อแม่ตัวเองตรงนั้นแหละ” 

             มุคาเอดะส่งยิ้มปลอบ 

             “แต่โลกสมัยนี้มันเปลี่ยนไปเยอะแล้วคุณชิน คนที่ไม่คิดมากเรื่องพวกนี้มีเยอะ บริษัทผมโอเคนะ” 

             “โอเค...?” โอโตนามิทำท่านึก “อ้อ นายอยู่แผนกพัฒนาบุคลากรอะไรนั่น?” 

             “ใช่ครับ แผนกผมไม่ได้มุ่งพัฒนาแค่เรื่องความสามารถของบุคลากรอย่างเดียว แต่มีทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมของบริษัท การยอมรับกันและกัน และเรื่องดูแลจิตใจของพนักงานอะไรพวกนี้ด้วย ถ้ามีพนักงานคัมมิ่งเอ้าท์เรื่องนี้ออกมา ก็ต้องหาทางดูแลสิ่งแวดล้อมให้เขาทำงานได้”  

             คนฟังมองดวงตาเป็นประกายของคนพูด หมอนี่เป็นคนเอาจริงเอาจังกับงานอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด  

             “เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสก็ขอเชิญนะครับ” มุคาเอดะพูดต่อ 

             “เชิญอะไร?” 

             “เชิญไปพูดคุยที่บริษัทเราไง เอ หรือจัดเป็นสัมมนาดี ห้องประชุมหนึ่งน่าจะจุได้ 60 กว่าคน แต่ถ้าคนเยอะจองฮอลล์ชั้นบนเลยดีกว่า” พูดอยู่ดีๆ ก็เหมือนหลุดเข้าโลกส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้ว  

             “ไม่ไปเฟ้ย ยกเว้นแต่บริษัทนายจะมีคนที่เป็นสเปคฉัน ถ้าอย่างนั้นจะไปทุกวันเลยก็ได้”  

             มุคาเอดะเงยหน้ามอง เหมือนเพิ่งแลนดิ้งกลับจากโลกส่วนตัว 

             “สเปคคุณชิน?” ทำหน้านิ่ง ดูเอาการเอางานเป็นที่สุด นายไม่ต้องเอาจริงขนาดนั้นก็ได้ ฉันพูดเล่น...  

             “สเปคคุณชินเป็นยังไงละครับ?”

             โอโตนามิจ้องหน้ามุคาเอดะที่ไม่ยอมหลบสายตา ล้วงบุหรี่ขึ้นมาจากกระเป๋า

             “ห้ามสูบตอนที่มีเด็กอยู่นะครับ” แล้วก็โดนดุ

             “...ทางลมมันไปทางนี้” เอามือชี้ไปคนละทางกับที่เด็กๆ อยู่

             “ลมมันอาจจะเปลี่ยนทิศก็ได้ อยู่ใกล้ๆ ยังไงก็ได้กลิ่นครับ”

             “...” โหดชิบหา_เลย 

             แต่เอาเถอะ ยังไงก็รอดจากหัวข้อสเปคอะไรนั่น โอโตนามิขำเบาๆ เปลี่ยนมาหยิบถุงมือผ้าผ้าฝ้ายใส่อีกรอบ ทำท่าจะหันกลับไปดึงเชือกที่ผูกโซฟาต่อ  

             “นายจะเอาอะไรอีก ไปหยิบมาใส่รถเร็ว”  

              

 

             “ขอโทษด้วยจริงๆ นะ คุณมุคาเอดะ ที่พวกเราเข้าใจผิดกันไปหมดเลย” 

             แม่ของโอโตนามิเอามือประกบกันพลางก้มหัว ส่วนคนอื่นในครอบครัว ก็นั่งก้มหน้าสำนึกผิด 

             “ไม่เป็นไรเลยครับ เรื่องเข้าใจผิดแบบนี้มันเกิดขึ้นกันได้” มุคาเอดะยิ้มรับ มองลูกสาวที่ไปนั่งติดน้องสองขวบกับน้องสาวของโอโตนามิที่ชื่อริโอะแจ ถือเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือน ที่เขาได้นั่งกินข้าวสบายๆ โดยไม่ต้องดูลูก 

             “เอ้า กินเยอะๆ เลย ดื่มก่อน ดื่มๆๆ” ผู้เป็นบิดาเหมือนจะพยายามกลบความผิดพลาดทุกอย่างด้วยการคีบซูชิดีๆ จากถาดเซ็ทใหญ่ที่สั่งมาให้กับชายหนุ่ม แล้วก็รินเหล้าใส่แก้วให้เปี่ยม 

             “ขอด้วย” โอโตนามิยื่นแก้วไปบ้าง แต่โดนเอาตะเกียบตีมือ 

             “ขอบ้าอะไร แกน่ะต้องขับรถ!” 

             “นี่มีผมคนเดียวที่ห้ามดื่มเรอะ” ลูกชายคนโตสบถ 

             “ก็ดีแล้ว คุณมุคาเอดะจะได้ปลอดภัยไง แกอาจจะเมาแล้วไปทำอะไรเขาก็ได้” คนร่วมโต๊ะหัวเราะครืน มีแต่มุคาเอดะที่เหลือบมองโอโตนามิอึกอัก เดาได้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ชอบให้เล่นมุกแบบนี้ แต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ เขาเองก็เลยได้แต่จิบเบียร์เงียบๆ 

             “รู้ได้ไงว่ามีสติจะปลอดภัยกว่าน่ะหือ? ถ้าคนมันจะทำอะไร ถึงจะสติครบถ้วนมันก็ทำ” 

             มุคาเอดะพ่นเบียร์พรวด เกิดเป็นเสียงกรีดร้องลั่นโต๊ะ สาวๆ วิ่งหาผ้าเช็ดกันให้วุ่น  

             “ไอ้ลูกบ้า จะพูดเล่นก็ต้องให้มันมีกาลเทศะบ้าง” คนเป็นพ่อด่า 

             “แล้วเล่นมุกบ้าๆ ก่อนทำไมน่ะฮึ” 

             “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร” มุคาเอดะยิ้มรับ พยายามหยุดเสียงไอค่อกแค่ก “เข้าใจอยู่แล้วว่าคุณชินพูดเล่น เมื่อกลางวันคุณชินก็บอกแล้วว่าผมไม่ใช่สเปคอยู่แล้ว ดังนั้นทุกคนก็ไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนี้หรอกครับ ฮ่ะ ฮ่ะ” ตอนแรกคิดว่าจะช่วยพูดแก้เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าสีหน้าพ่อแม่ตกใจกว่าเดิม รีบก้มหัวขอโทษมุคาเอดะกันยกใหญ่ 

             “ตายแล้ว ขอโทษด้วยนะคะที่ลูกชายได้พูดอะไรเสียมารยาทอย่างนั้น” 

             “ขอโทษจริงๆ ครับที่การเลี้ยงดูของบ้านเราไม่ดี” 

             “มะ... ไม่หรอกครับ ไม่เสียมารยาทอะไรเลย ปกติถ้าเป็นเพื่อนผู้ชายมีอะไรก็พูดกันตรงๆ แบบนี้อยู่แล้ว ปกติครับ เป็นเรื่องปกติ” มุคาเอดะรีบแก้ หันมองโอโตนามิไปด้วย แต่เขาก็คีบกุ้งทอดกินเงียบๆ ไม่พูดไม่จาอะไร 

             “ก็อย่างว่า ถ้าการเลี้ยงดูของบ้านเราดี เจ้าชินมันก็คงไม่ออกมาประกาศตัวว่าเป็นเกย์อย่างนี้หรอก ว่ามะ?” 

             มุคาเอดะพูดอะไรไม่ออก ยังคงหันไปมองโอโตนามิอีกรอบ สองสามีภรรยามองหน้ากันพลางหัวเราะขบขัน ส่วนโอโตนามิก็ลุกขึ้นช้าๆ ล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสื้อ  

             “ขอออกไปสูบบุหรี่หน่อย” 

             มุคาเอดะมองลูกชายเจ้าของบ้านที่เดินออกไปทั้งอย่างนั้น เหมือนจะมีเขาคนเดียวที่อ่านบรรยากาศออกว่าโอโตนามิปลีกตัวออกไปเพราะอะไร ก็เลยทำท่าจะลุกขึ้นตามออกไป แต่คนอื่นยังพูดคุยกันสนุกสนานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

             ทว่ามุคาเอดะก็ต้องหยุดขา เพราะลูกสาวโถมตัวเข้ามากอด เลยต้องลูบศีรษะ ส่งยิ้มอบอุ่นให้  

             “เป็นไง นึกว่าลืมปะป๊าแล้ว คุณน้าริโอะใจดีมากสินะ” 

             มิสุเอะเงยหน้า ส่งยิ้มร่า  

             “ใจดีค่ะ น้าริโอะบอกว่าคราวหน้าให้ไปเล่นกับรุนะจังที่แมนชั่นได้” 

             “อ้าว อ้าว เราไปรบเร้าอะไรเขาหรือเปล่า ขอโทษด้วยนะครับ” มุคาเอดะเงยหน้าบอกหญิงสาว ริโอะรีบวางตะเกียบพลางตอบ 

             “ไม่เลยค่ะ มาเลยๆ แมนชั่นฉันอยู่ข้างหลังสถานีเลย จากร้านของพี่ก็เดินแค่สิบนาทีเอง มิสุเอะจังมาเล่นกันได้เลยนะจ๊ะ” 

             “เย้~”  

             มุคาเอดะมองลูกสาวด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เอามือจับแขนไว้เพราะเธอเริ่มกระโดดตื่นเต้นตามประสา แต่ก็กลัวว่าจะไปชนเอาแก้วเบียร์หก 

             “มิสุเอะไม่เคยไปเล่นบ้านเพื่อนเลย” 

             ชายหนุ่มเอามือลูบหัว รอยยิ้มหายไปนิดๆ เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าชีวิตอนุบาลหนึ่งของมิสุเอะไม่น่าจะสนุกเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ของภรรยาเก่ากับเพื่อนแม่ๆ ก็ไม่ค่อยดีนัก ภรรยาเก่าของเขาไม่ค่อยเข้ากลุ่ม พูดเสมอว่าไม่ชอบ ดังนั้นพอเลิกเรียนก็ไม่เคยพามิสุเอะออกไปเล่นในสวนที่ไหน และไม่เคยไปไหนกับเพื่อนแม่บ้านที่โรงเรียนอนุบาลทั้งสิ้น กิจกรรมของโรงเรียนถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เขาก็ไม่อยู่ในสถานะอะไรที่จะไปบังคับเธอได้ และนั่นก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้ความสัมพันธ์มันแย่  

             แต่ถามว่าตอนนี้ที่เขามาเลี้ยงลูกเองแล้วจัดการเรื่องรอบตัวของลูกได้ดีไหม? คำตอบก็คือไม่... ลำพังแค่กลับมารับให้ทันช่วงเวลารับฝากของโรงเรียนอนุบาล เขาก็ต้องวิ่งหอบแฮ่กตั้งแต่สถานี อย่าถามว่าจำชื่อเพื่อนลูกหรือหน้าแม่ๆ คนไหนได้บ้าง  

             มิสุเอะเงยหน้า ชี้ไปที่ริโอะต่อพลางบอกเจื้อยแจ้ว 

             “ปะป๊าๆ โทรไปหามะม้าหน่อยสิคะ บอกให้มะม้ามาดูคุณน้าริโอะ ถ้ามะม้าเป็นแบบคุณน้าริโอะจะได้ไม่ต้องหย่า” 

             เพิ่งจะมีนี่แหละ ที่ทุกคนเงียบงันกันไปจริงๆ เสียงใสของเด็กหญิงดังไปถึงโอโตนามิที่ยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าบ้าน ก่อนริโอะจะส่งเสียงหัวเราะขึ้นมากลบเกลื่อน ตักอาหารใส่จานให้มุคาเอดะเพิ่ม ส่วนพ่อก็รินเบียร์เติมให้ และชวนคุยเรื่องอื่นต่อ  

 

To be continue 

 

MEB E-book ID : Hanabidou

ความคิดเห็น