Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 38

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 38

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 560

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2563 20:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 38
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 38 

 

กินข้าวกันเสร็จปาแป้งก็เป็นคนช่วยยายเก็บโต๊ะรวมไปถึงทำหน้าที่ล้างจานส่วนผมเดินออกมาส่งพี่ธีร์ที่หน้าบ้านเพราะพี่ธีร์มีสายด่วนอีกแล้ว 

“คนนี้ใช่มั้ย คนที่ฝุ่นรัก” เมื่อเดินมาถึงรถแล้วพี่ธีร์ก็เอ่ยถามผมด้วยสีหน้าเศร้าๆ จนผมรู้สึกผิด 

“เอ่อ...” ผมเม้มปากเพราะไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพี่เขาไปตรงๆ 

“พี่เข้าใจ ฝุ่นไม่ต้องลำบากใจเพราะพี่หรอกนะยังไงพี่ก็จะรอจนกว่าฝุ่นจะคบใครจริงๆ จัง ถึงตอนนี้พี่จะตัดใจเอง” พี่ธีร์ว่าแล้ววางมือลงบนหัวของผม 

“พี่ธีร์ ผม...” ผมพูดไม่ออกนอกจากส่งยิ้มที่บอกว่าผมรู้สึกขอบคุณกับความรู้สึกดีๆ ที่พี่เขามีให้กับผู้ชายอย่างผม คนที่ไม่อาจจะรักเขาได้เลย 

“ต่อไปนี้พี่คงจะยุ่งมากจนไม่มีเวลามาหาฝุ่นบ่อยๆ แล้วนะ” พี่ธีร์พูดกับผมพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ได้เศร้าแล้ว พี่เขายิ้มออกมาจากใจจริงๆ 

“...” 

“ฝุ่นดูแลตัวเองดีๆ นะ” พี่ธีร์ว่าแล้วสูดลมเข้าปอด 

“พี่ก็เหมือนกันครับ ดูแลตัวเองดีๆ นะ ถึงจะทำงานเยอะแต่พี่ก็อย่าลืมพักผ่อนนะครับ” ผมบอกพร้อมกับยิ้มให้พี่เขาและรู้สึกว่าน้ำใสๆ มันกำลังรื้นขึ้นมาคลอที่เบ้าตาของผม 

“ขอบคุณครับที่เป็นห่วงพี่ อย่าร้องสิเดี๋ยวพี่ก็ตัดใจลำบากหรอก” พี่ธีร์ว่ายิ้มๆ ทั้งยังช่วยเช็ดคราบน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาออกให้ 

“ตัดใจลำบากอะไรเล่า คนดีๆ อย่างพี่ต้องมีคนที่ดีกว่าผมเข้ามาทำให้พี่รักได้อยู่แล้ว” ผมบอกยิ้มๆ บอกออกไปจากใจจริงๆ ผมหวังว่าสักวันพี่เขาจะมีคนที่ดีมาอยู่เคียงข้างเขาในสักวัน 

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” พี่ธีร์ว่าเสียงกลั้วหัวเราะ 

“ต้องมีอยู่แล้ว” ผมบอกออกไปอย่างจริงจัง มั่นใจมากๆ ว่าพี่ธีร์ต้องได้เจอคนดีๆ แน่ 

“ครับๆ งั้นพี่กลับก่อนนะ” 

“โชคดีครับพี่ธีร์”  

“ฝุ่นก็ด้วย”  

ผมกับพี่ธีร์ลากันแค่นั้นก่อนที่พี่ธีร์จะขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่รู้ว่าพี่เขามีปัญหาอะไรแต่ผมก็ขอให้เขาผ่านมันไปได้อย่างราบรื่น 

ผมกลับเข้ามาในบ้านหลังจากที่ยืนอยู่ที่เดิมเกือบสิบนาที ตอนนี้ผมคิดว่าผมกับพี่ธีร์ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้วเพราะเราคุยกันเข้าใจแล้ว พี่ธีร์เองก็คงเข้าใจดีทุกอย่างและผมก็หวังว่าพี่เขาจะเลิกรักผมได้ในสักวันหนึ่งและเมื่อวันนั้นมาถึงขอให้เขาได้เจอกับคนที่ดีที่เหมาะสมและรักพี่เขาได้เต็มหัวใจ 

“ร่ำลากันนานน่าดู” เสียงเข้มๆ พูดขึ้นมาทันทีที่ผมเดินเข้าไปในบ้าน ผมไม่ได้ตอบอะไรออกไปนอกจากปรายตามองพี่ดินแล้วเมินเขาซะ 

“พี่ธีร์กลับไปแล้วเหรอวะ” คำถามจากไอ้ลูกหินทำให้ผมพยักหน้ารับแล้วเดินไปนั่งลงข้างมัน 

“กลับแล้ว แล้วมึงล่ะเมื่อไหร่จะกลับ”  

“โห พี่ครับทำไมรีบไล่จังเสียใจนะเนี่ย” แล้วไอ้ลูกหินก็ออดอ้อนขึ้นมาเมื่อผมออกปากไล่มันไปตรงๆ 

“ลามปามใครพี่มึง กูมีน้องสาวคนเดียว” ผมว่าพลางส่ายหน้าใส่มันอย่างเอือมๆ 

“คนสำคัญของเขากลับไปแล้วไง เขาถึงออกปากไล่เราขนาดนี้ได้” พี่ดินว่านิ่งๆ แต่น้ำเสียงนั้นแกมประชดประชัดอย่างที่ใครๆ ก็ฟังออก 

“...” ผมเงียบไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะหากจะพูดกันจริงๆ แล้วพี่ธีร์ก็ถือว่าเป็นคนสำคัญของผมคนหนึ่งเหมือนกัน 

“ไม่ปฏิเสธด้วย” คนปั่นก็ยังคงเป็นไอ้ลูกหิน 

“ไอ้หิน!” ผมเรียกมันเสียงแข็งทั้งยังจ้องมันอย่างเอาเรื่อง 

“โอ๊ะ ไปช่วยยายกับน้องแป้งทำงานในครัวดีกว่า” พอผมจ้องมันมากๆ มันก็หาทางหนีเอาตัวรอด 

ไอ้ลูกหินวิ่งตูดปอดเข้าไปในครัวอย่างรวดเร็วตอนนี้ก็เลยมีแค่ผมกับพี่ดินที่นั่งกันอยู่คนละฝั่งและพี่เขาก็มองผมด้วยสีหน้านิ่งๆ เหมือนจะน้อยใจผมอยู่ประมาณหนึ่งด้วยในตอนนี้ 

ผมเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากนั่งทำตาปริบๆ มองพี่เขาอยู่อย่างนี้ 

“สร้อยข้อมือของฝุ่น” แล้วพี่ดินก็ทำลายความเงียบด้วยการยื่นสร้อยข้อมือที่มันเคยเป็นของผมมาตรงหน้า 

“เอ่อ...” ความรู้สึกผมตอนนี้มันหลากหลายปะปนกันมั่วไปหมด มันทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ และประหลาดใจที่พี่ดินยังเก็บมันไว้อยู่ทั้งๆ ที่ผมคิดว่าเขาน่าจะทิ้งมันไปแล้วด้วยซ้ำ 

“พี่อยากให้ฝุ่นใส่มัน” พี่ดินว่าเสียงแข็ง ทั้งยังลุกมานั่งข้างผม 

“ผม เอ่อ พี่ยังเก็บมันไว้เหรอ” ผมถามออกไปแล้วก็ต้องเม้มปากเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองพี่ดินแล้วพี่เขาก็มองผมด้วยสายตาคาดหวัง 

เขาคงหวังว่าผมจะรับมันมาแล้วใส่มันแต่ผมก็ยังลังเล... 

“ฝุ่นครับ ขอแขนให้พี่ด้วยครับ” พี่ดินว่าพร้อมพยักพเยิดหน้าเป็นเชิงบอกให้ผมยื่นแขนไปให้เขา 

“พี่ดิน” 

“แขนครับน้องฝุ่น” เสียงที่เอ่ยบอกมันฟังดูออดอ้อนจนผมต้องยื่นแขนออกไปให้ตามคำขอร้องนั้น แล้วพี่ดินก็ยิ้มออกมาพร้อมกับใส่สร้อยข้อมือลงบนแขนของผม 

“นึกว่าทิ้งไปแล้วซะอีก” ผมพึมพำออกมาเบาๆ ปากก็เม้มแน่นเพราะมันกำลังจะยิ้ม  

ผมไม่อยากให้พี่ดินได้ใจ ไม่อยากให้เขารู้ว่าตอนนี้ผมกำลังเขินแล้วก็ดีใจมากขนาดไหน 

“จองแล้วนะ” พี่ดินว่าพร้อมกับเขี่ยปลายจมูกผมเบาๆ 

“ใครอนุญาตให้จองเหรอครับ” ผมถามพร้อมทำหน้านิ่งใส่ 

“ก็ ไม่มีใครอนุญาตแต่พี่ถือว่าพี่มีสิทธิ์นะ” พี่ดินทำหน้าเหมือนไม่สนไม่แคร์กับคำพูดของผม ผมเลยย่นจมูกแล้วถามออกไปด้วยสีหน้ากวนๆ 

“สิทธิ์อะไรของพี่ล่ะ” 

“อื่ม สิทธิ์อะไรดีล่ะ สิทธิ์ที่ปากของฝุ่นพี่เป็นคนได้จูบ สิทธิ์ที่ร่างกายของฝุ่นพี่ก็เป็นคนเดียวที่ได้สัมผัส” พี่ดินว่าแล้วไล่สายตาไปตามสิ่งที่พี่เขาพูดถึง 

“ทะ ทะลึ่ง!” จะไม่ให้ผมเขินได้ยังไงก็ในเมื่อสายตาของพี่ดินมาหยุดอยู่ที่เป้ากางเกงผมตอนที่เขาพูดว่าร่างกายผมมีแค่เขาคนเดียวที่ได้สัมผัสมัน 

“ทะลึ่งอะไรครับ หืม? ฝุ่นรู้เหรอว่าพี่หมายถึงอะไรในร่างกายของฝุ่นน่ะ” ไม่รู้เลยมั้งสายตากระลิ้มกระเหลี่ยหื่นๆ ที่มองมาที่ผมเนี่ยผมไม่รู้เลยมั้ง 

“ความหื่นของพี่มันปิดไม่มิดหรอกนะ” ผมทำหน้างอพร้อมว่าออกไปตามที่คิดแล้วพี่ดินก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาจนน่าหมั่นไส้ 

“คุยอะไรกันอยู่เหรอจ๊ะหนุ่มๆ เสียงหัวเราะนี่ดังไปถึงในครัวเลย” ยายที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องครัวเอ่ยถาม 

“เอ่อ คุยเรื่องทั่วไปน่ะยาย” ผมตอบยายแล้วยิ้มกว้างกลบเกลื่อนเรื่องที่เพิ่งคุยกับพี่ดินเมื่อกี้ 

“คงเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่มีความสุขมากๆ มั้งคะยาย ไม่งั้นพี่ดินคงไม่หัวเราะมีความสุขขนาดนั้นหรอก” ปาแป้งว่ายิ้มๆ แล้วทำหน้าทะเล้นล้อเลียนใส่ผม 

“นั่นน่ะสิครับคุณยาย น่าอิจฉาจังเลยนะครับ” นี่ก็อีกคนแซวผมอยู่ได้สงสัยผมต้องจัดการขัดเด็ดขาดห้ามมารับมาส่งน้องสาวผมเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ดีมั้ยเนี่ย 

“จ้ะ เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ นะ งั้นเด็กๆ คุยกันไปนะยายขอไปดูผักสวนครัวหลังบ้านหน่อย ป่านนี้ไม่รู้มันโตแล้วหรือยัง” ยายพูดยิ้มๆ ก่อนจะปลีกตัวออกไปตามที่บอกพวกเราเมื่อครู่ 

“เออจริงสิ เห็นพี่ดินบอกว่าอาทิตย์หน้ามึงไม่ว่างใช่มั้ย งั้นก็ดีเลยอาทิตย์เดี๋ยวกูไปรับไปส่งปาแป้งเอง” ผมว่าพร้อมยิ้มชั่วร้ายใส่ไอ้ลูกหินแล้วมันก็ทำตาโตหน้าละห้อยเหมือนจะร้องไห้ใส่ผมทันที 

“มะ ไม่ใช่! ไม่จริง ไม่ยุ่ง กูไม่เคยไม่ว่างเลยสักวัน มึงเอาอะไรมาพูด พี่ดินมั่ว” มันว่าออกมาอย่างลนลานจนผมอดยิ้มอย่างผู้เหนือกว่าไม่ได้ 

“พี่ฝุ่นอย่าแกล้งพี่หินสิ” 

“หึ!” ผมเบ้ปากกลอกตาใส่น้องสาวตัวเอง คงจะรักกันมากสินะแตะต้องไม่ได้เลยสินะ  

“เอ๊ะ นั่นมันสร้อยข้อมืออะไรเอ่ย ใครเป็นคนให้เอ่ย แต่ว่าเมื่อกี้นั่งกันอยู่คนละฝั่งไม่ใช่เหรอแล้วทำไมถึงได้ไปนั่งเบียดกันอยู่ตรงนั้นล่ะเอ่ย” 

ผมต้องสูดลมหายใจเข้าออกลึกแค่ไหน ต้องข่มใจตัวเองแค่ไหนไม่ให้ลุกขึ้นไปไล่เตะเพื่อนเตะแฟนของน้องสาวตัวเองเนี่ย!! 

“กูเกลียดมึง” ผมด่ามันกลบเกลื่อนความเขิน  

“เออ เอาที่สบายใจเถอะ แค่น้องสาวมึงรักกูก็พอ” มันว่ากลับมาให้ผมอยากลุกไปเตะมันซะตอนนี้แต่ติดที่ว่าน้องสาวผมนี่แหละยิ้มเขิน ยิ้มอาย จนผมทำร้ายมันไม่ลง 

“ไม่เห็นต้องเขินเลย” พี่ดินกระซิบล้อผม ผมเลยหันไปว่าเขาเบาๆ 

“พี่ไม่ต้องมาพูดเลย” 

“อย่าดุสิ” 

“บอกว่าไม่ต้องพูดไง” ผมผลักพี่ดินเบาๆ เพื่อยืนยันคำที่บอกเขาว่าไม่ต้องพูดอะไรแล้วเพราะผมเขินจะตายอยู่แล้ว 

“เขินอะไร หืม? ไม่ต้องเขินหรอกเขารู้กันหมดแล้ว” พี่ดินว่ายิ้มๆ แต่ผมนี่หันขวับไปมองทั้งสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทันที 

รู้กันหมดแล้วหมายความว่ายังไง? 

อย่าบอกนะว่านี่เป็นแผนของทั้งสามคนนี้ สรุปแล้วน้องสาวผมนี่คืออยู่ทีมพี่ดินอย่างเต็มตัวแล้วใช่มั้ย 

“ไม่ต้องเขินหรอกพี่ฝุ่น ไม่ต้องอายด้วย” เสียงใสๆ ของปาแป้งบอก แต่นั่นมันยิ่งทำให้ผมเขินมากกว่าเดิมอีกนะ 

“อือ ไม่เห็นต้องอายเลยคนกันเองทั้งนั้น” ไอ้ลูกหินใครเขาไปเป็นคนกันเองกับมึงวะ 

“มึงหุบปากเลยไอ้หิน” 

“ครับ หุบครับหุบ” ปากมันก็บอกว่าหุบแต่น้ำเสียงกับสีหน้ามันนี่บ่งบอกว่ามันกำลังล้อผมอยู่แน่ๆ 

“พี่ดินเรามีเรื่องต้องคุยกันครับ” ผมว่าแล้วลากแขนพี่ดินที่ดูจะงงๆ ให้เดินตามขึ้นมาบนห้องท่ามกลางความตกตะลึงของไอ้ลูกหินกับปาแป้งที่นั่งทำตาโตอ้าปากค้างกับการกระทำของผม 

ที่ผมพาพี่ดินขึ้นมาบนห้องไม่ใช่เพราะอยากอ่อยหรืออะไร แต่ถ้าออกไปคุยหน้าบ้านผมกลัวว่าเรื่องที่เราคุยกันอาจจะทำให้ยายได้ยิน ถึงแม้ยายจะอยู่หลังบ้านแต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่ายายจะไม่เดินมาหน้าบ้าน ดังนั้นขึ้นมาคุยบนห้องผมนี่แหละปลอดภัยสุดแล้ว 

ความคิดเห็น