Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 2

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2563 10:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 2
แบบอักษร

2     

     “เสียงเด็กที่ไหนร้องไห้น่ะ” 

             ลูกค้าสาวที่นั่งหน้าเคาน์เตอร์ทัก อดเหลือบมองนาฬิกาไม้เหนือชั้นหลังเคาน์เตอร์ที่บอกเวลาเกือบสี่ทุ่มไม่ได้  

             “ชั้นสามน่ะ ตอนนี้มีพ่อลูกสองคนมาเช่าห้องอยู่” โอโตนามิตอบ มือเช็ดจานชามที่เพิ่งล้างเสร็จ คิโกะจะมาทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านแค่สี่วันต่อสัปดาห์ และไม่ได้มาทำตอนกลางคืนด้วย ดังนั้นช่วงตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงสี่ห้าทุ่มส่วนใหญ่จึงมีเขาผู้เป็นเจ้าของร้านประจำอยู่คนเดียว และแน่นอนว่าจึงเป็นสาเหตุให้สาวๆ หลายคนเลือกมาร้านในช่วงเวลานี้  

             “สองพ่อลูก? เด็กเล็กๆ น่ะหรือ?” หญิงสาวทำหน้าตกใจ  

             “ก็สี่ห้าขวบได้มั้ง ตอนแรกก็คัดค้านแล้วว่าไม่เหมาะที่จะเอาเด็กมาอยู่ แต่ดูเหมือนตาพ่อก็จะยังไม่มีที่ไปน่ะ ถ้าหาที่อื่นได้ก็คงย้ายออกละมั้ง จริงๆ ก็เพิ่งอยู่มาแค่เดือนเดียวเองน่ะนะ ถ้าย้ายออกตอนนี้ฉันไม่คืนเงินค่ากินเปล่าให้หรอกนะจะบอกให้” 

             “แหม เธอก็พูดไป ถ้าเป็นคนใจร้ายอย่างนั้นคงไม่ให้เขามาอยู่ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ” หญิงสาวหัวเราะ  

             เสียงเด็กร้องไห้ดังขึ้นกว่าเดิม เจ้าของร้านจึ๊ปาก มองแก้วเครื่องดื่มของหญิงสาวคนสุดท้ายในร้านที่ว่างเปล่าพลางพูด 

             “วันนี้ปิดร้านเลยแล้วกัน ไม่ดื่มอะไรแล้วใช่ไหม? มิกิ” 

             “อ้าว ก็ได้ๆ” หญิงสาววัยพอๆ กันยักไหล่ ยอมลากตัวเองลงจากเก้าอี้เคาน์เตอร์ เปิดกระเป๋าตังค์  

             “2670 เยน”  

             “ทำไมถูกจัง” 

             “ทีหลังก็สั่งกับแกล้มเยอะๆ สิ” 

             หญิงสาวหัวเราะ ส่งแบงค์ห้าพันให้กับชายหนุ่มหน้านิ่งที่กดเครื่องแคชเชียร์ดังติ๊ง แล้วส่งเงินทอนให้  

             “อ้อ แล้วช่วยไปคิดเรื่องที่ฉันขออีกทีนะ เธอไม่เสียหายอะไรไม่ใช่เหรอ” 

             ชายหนุ่มพ่นลมออกจมูก ไม่ตอบอะไรแต่เดินไปส่งหญิงสาวหน้าร้าน ด้านข้างร้านเป็นแม่น้ำสายเล็ก มีสะพานข้ามไปอีกฝั่ง หัวสะพานเป็นรูปนกพิราบที่ถูกคนผ่านไปมาลูบหัวจนโลหะใสกิ๊ง (ก็ที่คิโกะขี่จักรยานพุ่งไปชนไง) หญิงสาวเดินไปถึงครึ่งสะพานก็หันมายกมือโบกให้ โอโตนามิโบกตอบ มองจนเธอเดินข้ามไปอีกฝั่งแล้วค่อยหันตัวกลับ 

             ช่วงเวลาสี่ทุ่มก็ยังไม่ถือว่ามืดเกินไปสำหรับถนนสายหลักที่ใกล้กับสถานี ไฟถนนยังเปิดสว่าง ร้านอาหารและร้านดื่มอื่นๆ ก็ยังเปิดให้บริการกันอยู่ หรือพูดอีกอย่างคือร้านที่ปิดในช่วงเวลาครึ่งๆ กลางๆ อย่างสี่ทุ่มแบบเขานี่ไม่มีหรอก ทำไงได้ เขามันเป็นพวกอยากปิดเวลาไหนก็ปิด ก็ร้านนี้มันเป็นอาณาจักรของเขามาตั้งสิบปีแล้วนี่นะ แล้วมันก็เป็นข้อแม้ที่เขายื่นบอกคุณปู่ตอนที่ตกลงรับร้านนี้มาบริหารดูแลด้วย ถ้าจะให้เขาทำต่อละก็ ต้องให้เขาทำตามใจตัวเองได้ 

             โอโตนามิจุดบุหรี่ พิงตัวกับผนังอิฐเย็นเฉียบ ที่เขี่ยบุหรี่ที่ตั้งข้างร้านฝั่งนี้กับโต๊ะเก้าอี้นอกร้านริมน้ำนี่ดูเผินๆ เหมือนเอาไว้ให้ลูกค้านั่ง จริงๆ แล้วเป็นของเขาเอง หรือพูดง่ายๆ ก็คือเอาไว้นั่งสูบบุหรี่เองนั่นแหละ 

             ชายหนุ่มเงยหน้ามองเสียงเด็กร้องไห้ที่ยังไม่เงียบ ไฟห้องชั้นสามยังเปิดอยู่ เลยกดบุหรี่ที่เพิ่งจุดได้แป๊บเดียวลงกับที่เขี่ย ตัดสินใจเดินขึ้นบันไดด้านข้างผ่านห้องตัวเองที่อยู่ชั้นสองขึ้นไปเคาะประตูเรียก ถึงเขาจะไม่อยากยุ่งอะไรกับสองพ่อลูกนั่นมาก แต่เสียงดังขนาดนี้ก็ต้องพูดในฐานะเจ้าบ้านเสียหน่อย  

             “ครับ รอแป๊บนะครับ” 

             เสียงทุ้มสุภาพดังตัดเสียงตึงตังจากข้างในออกมาหลังจากเขาเคาะประตูสองสามรอบ ชายหนุ่มผมสั้นสีดำสนิทดูสุภาพเปิดประตูออกมาด้วยอาการหอบ มือข้างที่ไม่ได้จับลูกบิดประตูกระเตงเด็กหญิงวัยห้าขวบที่ทั้งร้องทั้งดิ้นเอาไว้โดยที่คอยเกร็งไม่ให้ตก เสื้อผ้ายับยู่ ผมเผ้าก็ยุ่งไปหมดเพราะโดนมือน้อยดึงอยู่ คนเห็นก็เลยหมดใจจะด่า  

             “เรื่องเสียงใช่ไหมครับ ขอโทษนะครับคุณเจ้าของบ้านเช่า จะรีบทำให้เงียบเดี๋ยวนี้...” ชายหนุ่มปล่อยมือจากบานประตู เปลี่ยนมาใช้สองมืออุ้มลูกสาวพาดบ่า ขย่มตัวเอามือตบหลังไปมา ปลอบด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวล  

             โอโตนามิชะเง้อมองห้องด้านในที่พอจะมีของใช้จำเป็นวางเอาไว้บ้าง แต่ก็ยังมีกล่องใส่ของย้ายบ้านกองโตวางกองๆ กันอยู่ โดยรวมแล้วก็ยังไม่ได้แกะสักประมาณ 70% ได้ 

             “มันดึกแล้วนะคุณ”  

             “ขอโทษด้วยครับ... จริงๆ มิสุเอะก็หลับไปแล้ว แต่น่าจะตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้าย” มุคาเอดะตอบพลางแกว่งตัวไปมาเพื่อจะให้ลูกสาวนอนหลับต่อ ก็ดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง เพราะเสียงร้องไห้เริ่มจะเงียบลง กลายเป็นเสียงสะอื้น  

             “จะฝันร้ายอย่างนี้บ่อยไหม?” ถามอย่างคนไม่มีลูก อีกฝ่ายหันมองด้วยยิ้มอ่อน ท่าทางอยากตอบกลับว่า `ใครจะไปบอกได้` 

             แต่มุคาเอดะไม่ได้ว่าอย่างนั้น 

             “ช่วงนี้อารมณ์แกว่งไปมาด้วยแหละครับ ก็คงจะรู้สึกไม่มั่นคงด้วย เพราะสิ่งแวดล้อมทุกอย่างก็เปลี่ยนฉับทีเดียว พอจบเรื่องหย่า อะไรๆ มันก็เดินเรื่องไปเร็วมาก” 

             อีกฝ่ายเป็นคนพูดออกมาเอง โอโตนามิเลยเดินเข้าไปในห้อง แล้วปล่อยประตูปิด มุคาเอดะเปิดไฟไว้แค่ในห้องรับแขกที่มุมหนึ่งเป็นห้องครัว มันก็ค่อนข้างกว้างอยู่ เพราะพื้นที่พอๆ กับชั้นหนึ่งและชั้นสองข้างล่าง แต่มีมุมเว้าเข้ามาเป็นระเบียงตากผ้า ซึ่งระเบียงนั้นก็ใหญ่ใช้ได้ ห้องนี้เขาค่อนข้างจะชอบจนตกแต่งไว้เผื่อเป็นห้องตัวเองในตอนแรกด้วยซ้ำ แต่พอคิดว่าต้องให้คนนอกมาเช่าห้องชั้นสองแทนโดยที่ถูกร้านกาแฟกับห้องของเขาขนาบทั้งบนล่าง มันก็ดูจะอึดอัดเกินไป เลยตัดสินใจปล่อยห้องชั้นสามให้เช่าแทน 

             “ก็คงคิดถึงแม่ละมั้ง ถึงจะอธิบายเหตุผลที่พ่อแม่ต้องแยกจากกัน เด็กห้าขวบก็ไม่เข้าใจหรอกนะ” โอโตโนมิยืนพูด เพราะไม่รู้จะนั่งตรงไหน ตรงกลางห้องปูผ้าพลาสติกไว้โล่งๆ แล้วมีโต๊ะเล็กๆ แบบพับขาได้วางไว้อยู่ตัวเดียว  

             มุคาเอดะพ่นลมจมูกออกขำๆ ดูผิดไปจากหน้าตาและบุคคลิกที่สุภาพเรียบร้อยเนี้ยบๆ ตามประสาหนุ่มออฟฟิศ หรือบางทีหมอนี่อาจจะไม่ได้มีนิสัยหงิมๆ อย่างที่คิดก็ได้ แต่ยังไงก็มีผิวขาวจั๊วะเหมือนลูกกระต่าย ดวงตาคมเรียว รูปร่างไม่ถึงกับเรียกว่าผอม ทว่าเอวบางอย่างที่ดูรู้ว่าไม่ใช่พวกเล่นกีฬาหนักๆ มาก่อน  

             “หย่ากันเพราะอะไรน่ะ?” 

             โอโตนามิก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงได้ถามอะไรอย่างนั้นออก ไป อาจเพราะคิดว่าต่างฝ่ายต่างก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน น่าจะคุยเรื่องพวกนี้ได้โดยไม่ต้องคิดมาก ...หรือไม่ก็เผื่ออีกฝ่ายอยากจะเล่าอะไรให้คนอื่นฟังบ้าง 

             “อดีตภรรยาน่ะเหรอครับ? เธอหนีออกจากบ้านไปน่ะครับ หลายครั้งด้วย” อย่างที่คิด มุคาเอดะก็ตอบทันทีแบบแห้งแล้ง “แต่ก็เป็นความผิดของผมแหละนะ เพราะเธอมีปัญหาตั้งแต่เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดแล้ว ก็เพราะผมไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร เธอก็เลยคิดว่าต้องเป็นฝ่ายเสียสละเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว” 

             “อา... เรื่องแบบนี้ได้ยินบ่อย” 

             “ก็พยายามเข้าใจนะครับ ผมก็คิดว่าเธอเสียสละมากนะที่ออกจากงานมาเป็นแม่บ้านแล้วก็เลี้ยงมิสุเอะคนเดียวน่ะ จริงๆ ก็คงอยากให้ผมมีส่วนร่วมมากกว่านี้ แต่ทำไงได้” มุคาเอดะถอนหายใจ แกว่งตัวกล่อมเด็กหญิงไปด้วย เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้เล่าเรื่องนี้ให้คนนอกอย่างเจ้าของบ้านเช่าที่เคยเจอแค่ครั้งสองครั้งฟังได้ อาจเป็นเพราะไม่ได้คิดว่าเป็นความลับอะไร เขาพร้อมจะเล่าอยู่แล้วถ้ามีใครถาม แต่ทุกคนพร้อมใจกันไม่แตะเรื่องนี้ จนมีผู้ชายคนนี้ถามขึ้นมาเป็นคนแรก พอได้เล่าแล้วก็หยุดไม่ได้ 

             “การที่เธอหนีกลับบ้านบ่อยๆ ก็คงเพราะอยากให้ผมสำนึกเสียบ้างว่าเลี้ยงลูกมันเหนื่อย คงอยากให้ผมเลี้ยงลูกเองจะได้รู้ไงครับ” 

             “เดี๋ยวๆ ที่ว่ากลับบ้านนี่คือกลับไปคนเดียวเหรอ?” โอโตนามิทำตาปริบๆ  

             “ใช่ครับ เธอทิ้งมิสุเอะไว้ คงกะว่าผมจะได้ลำบากและรู้เสียบ้าง เป็นการสั่งสอนผมหรืออะไรงี้” มุคาเอดะยิ้มอ่อน “แต่นี่มันลูกนะครับ มิสุเอะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวจนผมกลับจากทำงาน คุณนึกไม่ออกละมั้ง ว่าเวลากลับจากทำงานแล้วเจอห้องมืดๆ ที่ลูกสาววัยสามสี่ขวบถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวน่ะ มันขนลุกแค่ไหน โชคดีแค่ไหนที่มิสุเอะไม่เป็นอะไร” 

             “แจ้งตำรวจได้ด้วยซ้ำ...” 

             “เธอคงคิดแค่ว่าอยากจะสั่งสอน หรืออย่างน้อยก็ได้สะใจที่ทำให้ผมสำนึกได้เสียบ้างแหละครับ แต่มิสุเอะกลายเป็นเครื่องมือให้เธอแก้แค้นผมทุกครั้ง คือ ความเป็นสามีภรรยามันหมดไปนานแล้ว” มุคาเอดะมองเด็กหญิงที่หลับไปแล้วในอ้อมกอดของตัวเอง  

             “แต่ผมไม่ได้เป็นคนเริ่มเรื่องหย่าหรอกนะ ครั้งสุดท้ายที่เธอหนีกลับบ้านไปแล้วทิ้งลูกไว้อีก คราวนี้ไปนานกว่าเดิม พอคิดว่าก็เหมือนทุกครั้งเลยไม่โทรกลับไปง้อ ทีนี้ก็มีหมายศาลส่งมาที่บ้าน เรียกให้ไปคุยเรื่องหย่ากับเธอที่ศาลครอบครัว แล้วทนายก็ติดต่อมาบอกว่าเธอเรียกร้องค่าเสียหายอะไรบ้าง” 

             โอโตนามิหัวเราะพรืด เห็นมุคาเอดะค้อน แต่ดูไม่ได้โกรธอะไรก็เลยพูดแก้ 

             “ขอโทษๆ เรื่องแบบนี้ใครฟ้องก่อนได้เปรียบ” 

             “ใช่เลย! อย่างนั้นเป๊ะเลย ใครฟ้องก่อนได้เปรียบ” เป็นครั้งแรกมุคาเอดะหันหน้ามาตรงๆ แล้วสีหน้าก็ดูสดชื่นขึ้นเมื่อมีคนเข้าใจ “ข้อเรียกร้องก็เหมือนผมเป็นคนผิดทุกอย่าง เป็นต้นเหตุทั้งหมด” 

             “แล้วทำไง?” 

             “จะทำยังไงได้ละครับ เวลาคนเราถูกเรียกให้ต้องไปเจรจาซ้ำๆ หลายรอบนี่มันเหมือนโดนสะกดจิตนะ ทนายจะพยายามบอกให้เรายอมรับเงื่อนไขไปซะจะได้จบๆ พอไปเจรจาหลายครั้งเข้า ผมเริ่มรู้สึกว่าเออ ผมน่าจะผิดคนเดียวทั้งหมดจริงๆ นั่นแหละ” 

             “บ้าบอ” 

             “สุดท้ายก็ยอม เพื่อที่จะได้สิทธิ์เลี้ยงดูมิสุเอะมา ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไรหรอก เธอว่าไงรู้ไหม? เธอบอกว่าเธอไม่เอาลูกอยู่แล้ว” 

             โอโตนามินิ่งเงียบ อยากดึงบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อมาจุดสักมวน แต่เป็นคนออกกฎเองว่าห้ามสูบบุหรี่ในห้อง...  

             “ไปหาเมียแบบนั้นมาจากไหนน่ะ?” จริงๆ ควรจะเป็นคำถามต้องห้าม แต่ฟังเรื่องทั้งหมดแล้วก็อดถามไม่ได้ ถามไปแล้วก็อดอยากตบปากตัวเองไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายที่กำลังเปิดใจคุยด้วยเมามันสีหน้ากระตุกไปเล็กน้อย แววตาฉายความปวดร้าวออกมานิดๆ 

             “เรื่องมันยาวครับ” 

             ได้ยินแบบนั้นก็ไม่ถามอะไรต่อ มุคาเอดะอุ้มลูกสาวไปห้องข้างๆ ที่เปิดประตูทิ้งไว้ วางเธอลงบนฟูก 

             “...แล้วจะเลี้ยงลูกคนเดียวโดยทำงานประจำไปด้วยน่ะหรือ? ทำไมไม่ไปขอความช่วยเหลือพ่อแม่ฝั่งตัวเองหน่อยล่ะ” 

             “นั่นก็เรื่องยาวอีก” มุคาเอดะเดินกลับออกมาพร้อมกับเสียงถอนหายใจ โอโตนามิอยากจะขำสภาพชุดนอนยับเยินกับผมเผ้ายุ่งเหยิงของชายหนุ่ม แต่เอาจริงๆ มันก็ดูน่ารักมากกว่าตลก เพราะอีกฝ่ายค่อนข้างหน้าตาดีและดูสำอาง ทุกครั้งที่เจอก็จะใส่สูทผูกเนคไทเป๊ะเสมอ ทำให้ไม่ว่าใครก็คงนึกสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยอย่างนี้ไม่ออก เอาแค่ได้มารู้ว่าใส่เสื้อยืดสีเทากับกางเกงจั๊มป์ขาแล้วมีเสื้อคาร์ดิแกนยาวๆ ทับตอนนอนนี่ก็นึกภาพไม่ออกแล้ว  

             “เอ้อ... คุณเจ้าของบ้านเช่า” 

             “โอโตนามิ” เขาเคยแนะนำตัวไปแล้ว แต่พูดอีกรอบเพื่อจะได้ให้เลิกเรียกว่า `เจ้าของบ้านเช่า` เสียที “จะเรียกว่า `ชิน` เหมือนคนอื่นก็ได้” 

             “คุณชิน” มุคาเอดะเปลี่ยนสรรพนาม “ดื่มกาแฟ... เอ่อ ชาไหมครับ ถ้าไม่รังเกียจว่าต้องนั่งพื้นน่ะนะ ไม่มีเวลาไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์หรืออะไรเลย” 

             โอโตนามิทิ้งตัวลงตรงหน้าโต๊ะขาพับตัวเล็กก่อนจะพยักหน้า รู้สึกได้เป็นอย่างดีว่าอีกคนจงใจหลีกเลี่ยงไม่ชวนเขากินกาแฟ ก็น่าจะเพราะเกรงใจว่าเห็นเขาก็ทำร้านกาแฟอยู่แล้ว เรียกได้ว่าดูเป็นคนละเอียดอ่อนพอสมควร สมกับหน้าตาท่าทางนั่นแหละ แต่เขาก็ขายชาในเมนูด้วยนะ... รู้หรือยัง? 

             มุคาเอดะรูดแขนเสื้อคาร์ดิแกนขึ้น บิดกระป๋องใบชาเปิดออก ทีแรกโอโตนามิก็คิดว่าเขาจะชงชาแบบใส่ซองให้ทั่วๆ ไป แต่ดูเหมือนมุคาเอดะจะเป็นคนใส่ใจกับพวกเครื่องดื่มประเภทชากาแฟมากกว่านั้น เพราะขนาดห้องครัวที่ยังไม่มีอะไรมาก แต่ก็ยังมีกระป๋องเครื่องดื่มพวกนี้วางไว้ให้เลือกเพียบ  

             “อยู่กันยังไงน่ะ อาหารการกินทำยังไง?” โอโตนามิถามเพื่อไม่ให้เงียบ  

             “ถ้าอาหารง่ายๆ อย่างพวกไข่ดาวหรือทอดไส้กรอกก็พอทำได้แหละครับ แต่อาหารเย็นส่วนใหญ่ก็จะซื้อเข้ามา เพราะกว่าจะออกจากที่ทำงานไปรับมิสุเอะได้ก็หกโมงเข้าไปแล้ว” 

             “เปลืองแย่” 

             “มันช่วยไม่ได้นี่ครับ” เงยหน้ามองแล้วหัวเราะ แน่ะ มีลักยิ้มด้วย “จริงๆ ช่วงเวลานั้นพวกซุปเปอร์ก็ลดราคาพอดี เสียก็แต่กล่องข้าวมันก็ซ้ำๆ กันน่ะนะ” 

             “ไม่คิดจะฝึกทำอาหารบ้างหรือไง” 

             “คิดว่ายังไงก็ต้องฝึกครับ แต่เอาไว้ก่อน” มุคาเอดะส่ายหน้า “แค่คิดว่าตอนมิสุเอะเข้าม.ปลายแล้วผมต้องทำกล่องข้าวทุกวันก็สยองแล้ว” 

             โอโตนามิขำพรืด 

             “คุณพ่อคิดไปไกลจัง” 

             “คนไม่เคยหย่าก็พูดได้” ชายหนุ่มทำหน้างอ “วันที่เอกสารเรียกร้องให้หย่าส่งมาถึงบ้านนะ คิดไปไกลถึงไหนๆ เลย ต่อไปนี้จะเลี้ยงมิสุเอะคนเดียวยังไง? ตอนงานโรงเรียนจะทำยังไง? งานประดิษฐ์วันแม่จะเป็นยังไง? แต่นะ พอหย่าแล้วก็งั้นๆ แหละครับ เอาแค่แต่ละวันให้รอดพอ” 

             “ถูกต้อง แต่เพิ่งไปคิดในแง่ร้ายเลย เพิ่งจะอายุเท่าไหร่เอง 25? ยังมีโอกาสพบรักแล้วแต่งงานได้อีก หน้าตาก็จัดได้ว่าดีอย่างนี้ ตอนที่หย่า สาวๆ ที่ทำงานน่าจะดีใจกันหรือเปล่า?” 

             มุคาเอดะเงียบไปเล็กน้อย ทำให้โอโตนามิเผลอรู้สึกผิดในใจ สงสัยว่าจะเผลอไปพูดอะไรแทงใจเข้า 

             “28 ครับ แต่ไม่มีเรื่องอย่างนั้นหรอก ไม่มีทางจะคิดเรื่องแต่งงานใหม่แน่ๆ ยิ่งมีมิสุเอะด้วย” ชายหนุ่มเดินมายื่นแก้วมัคให้ โอโตนามิมองลายการ์ตูนสาวน้อยมหัศจรรย์บนแก้ว ได้แต่รับมาอึ้งๆ แต่ก็กล่าวขอบคุณ  

             “คุณชินยังโสดใช่ไหมครับ เห็นดูร้านอยู่คนเดียวตลอดเลย” มุคาเอดะเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ครัวอีกรอบ หยิบกระปุกน้ำตาลกับกล่องนมมาวางให้ “เด็กที่ทำงานในร้านนั่นแฟนหรือเปล่า?” 

             “นั่นมันแค่เด็กทำพาร์ทไทม์” โอโตนามิส่ายหน้า มองอีกฝ่ายที่ลงมานั่งฝั่งตรงข้าม พับขาเก็บเรียบร้อยเป็นการเป็นงาน ต่างจากเขาที่นั่งขัดสมาธิเหมือนบ้านตัวเองเต็มที่ “ชื่อคิโกะ เป็นเด็กมหา`ลัยเค อยู่ปีสามแล้ว เห็นว่าต้องเริ่มหางานแล้วเหมือนกัน” 

             “ร้านก็ต้องหาเด็กทำพาร์ทไทม์ใหม่สิ” 

             “ก็คงงั้น เด็กมหา`ลัยมีเยอะแยะ คงไม่มีปัญหา” 

             “นั่นสิ ถ้าคุณโอโตนามิเปิดรับสมัครพาร์ทไทม์เพิ่มนี่ น่าจะมีสาวๆ แย่งกันสมัครงานแย่เลย” 

             “หือ?” 

             “ดูก็รู้ว่าเป็นพวกอยู่เฉยๆ ก็มีสาวๆ มาหลงแหละครับ นี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอ?” 

             รู้สิ 

             “ไปเอามาจากไหน?” ตอบในใจแต่ก็ยังถามต่อ 

             “ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ เงียบๆ มีกลิ่นอันตรายหน่อยๆ เหมือนพวกทำงานกลางคืน” มุคาเอดะจ้อง “แต่พอได้คุยแล้วดูเป็นคนอบอุ่นนะครับ มันน่าตกใจกับความแตกต่างตรงนี้ ถ้าเป็นสาวๆ เจออย่างผมเมื่อกี้คงตกหลุมรักทันทีเลย” 

             โอโตนามิหัวเราะ 

             “มาเคาะประตูห้องน่ะหรือ?” 

             “ใช่ครับ” มุคาเอดะตอบ “มาเคาะห้องตอนสี่ทุ่มแล้วทำหน้าดุๆ อย่างเมื่อกี้ ถ้าเป็นสาวๆ คงใจเต้นไม่เป็นท่า” 

             “แล้วตอนเปิดประตูนายคิดว่าไง?” 

             “ชิบหายแล้ว” 

             โอโตนามิหลุดขำเสียงดัง มุคาเอดะส่งยิ้มให้ ยื่นมือไปตักน้ำตาลลงใส่แก้วชาของตัวเองสองช้อน คนเบาๆ แล้วยกขึ้นจิบ โอโตนามิมองตามมือแล้วก็ถามต่อ 

             “แล้วนี่คิดจะซื้อเฟอร์นิเจอร์อะไรหรือเปล่าล่ะ?”  

             “ก็ต้องซื้อสิครับ ไม่คิดจะให้มิสุเอะอยู่ในสภาพนี้ไปตลอดหรอก” มุคาเอดะมอง `สภาพนี้` ที่ว่า ขนาดเขาก็ไม่ได้ขนเอาของอะไรมามาก ก็ยังไม่มีเวลาแม้แต่จะรื้อมันออกจากกล่องได้ มาคิดตอนนี้ก็รู้สึกโชคดีมากที่ยังไม่ได้ซื้อบ้านตามที่พ่อแม่ทั้งทางฝั่งเขาและภรรยาเก่าแนะนำ ทำให้ค่าเสียหายที่เขาจ่ายให้เธอเป็นเพียงแค่เงินก้อนใหญ่ที่เขาเก็บสะสมมา ไม่ต้องขายสมบัติอะไรเพื่อแบ่งให้ รถที่ขับอยู่ก็ยกให้ไป และไม่ต้องมีค่าเลี้ยงดูอะไรที่ต้องจ่ายต่อเพราะมิสุเอะก็อยู่กับเขา ทำให้ทุกอย่างจบลงโดยที่ไม่จำเป็นต้องติดต่อกันอีก แต่เธอก็ยังไม่ค่อยจะพอใจเขาอยู่ดี ซึ่งเอาจริงๆ มันก็เหมือนเธอไม่ค่อยพอใจอะไรสักอย่างมาตั้งแต่ตอนที่แต่งงาน ทุกอย่างมันก็สะสมมานั่นแหละ  

             “ที่บ้านฉันมีพวกเฟอร์นิเจอร์เก่าของห้องนี้อยู่น่ะ” โอโตนามิว่า “เอาออกไปตอนปล่อยเช่าเพราะคิดว่ามันจะเกะกะ คนเช่าคนก่อนเขาก็มีของเขามาเองหมด นายจะไปดูหน่อยไหม? ถ้าใช้ได้ละก็เอาไปใช้ได้เลย” 

             มุคาเอดะทำตาโตขึ้นมาทันที ลักยิ้มก็ดี แต่ตอนตาเรียวๆ ขยายขึ้นมา มันก็ดูน่ารักไปอีกแบบ... 

             “จริงเหรอครับ? ไปครับไป ช่วยได้มากเลย” 

             “งานที่บริษัทหยุดเสาร์อาทิตย์หรือเปล่า?” 

             “หยุดครับ แต่คุณโอโตนามิเปิดร้านทั้งเสาร์อาทิตย์นี่ ร้านหยุดทุกวันพุธใช่ไหมครับ?” 

             “โอ๊ย ก็หยุดเองเซ่ ถ้าหยุดก็แค่แปะป้ายหน้าร้านว่า `หยุด`” 

             “อ่า จะดีหรือครับ ต้องเสียรายได้วันนั้นไปเพราะเรื่องแค่นี้” 

             “เปิดร้านเสาร์อาทิตย์เพราะไม่มีเพื่อนชวนไปไหนต่างหาก ถ้ามีเพื่อนชวนไปทำอะไรเราก็ปิด” 

             มุคาเอดะหัวเราะ เป็นครั้งแรกที่เห็นลักยิ้มชัดเจนว่ามีทั้งสองข้าง  

             “คุณชินเป็นคนตลก” 

             พอถึงตอนนี้ โอโตนามิก็นึกด่าแม่พนักงานพาร์ทไทม์คนนั้นในใจ ที่จี้จุดถูกเรื่องที่เขาพยายามอยู่ห่างๆ ไม่ไปยุ่งกับสองพ่อลูกนี่ ถึงคิโกะจะไม่พูดออกมาชัดๆ เรื่องเหตุผลที่เขาไม่ไปอะไรนายมุคาเอดะคนนี้ แต่ก็คงรู้สึกได้ไม่มากก็น้อยแหละว่าลักษณะหน้าตาของหมอนี่มันเป็นแบบที่เขาชอบ ไม่รู้เด็กคนนั้นมันเดาเองหรือไปเอามาจากไหน แต่เรื่องที่เขากลัวก็กำลังจะเกิดขึ้น เพราะที่เขากังวลว่าพอเห็นนายคนนี้พูดจาหรือเคลื่อนไหวจริงๆ แบบเรียลไทม์แล้ว มันจะไปเปิดสวิตช์อะไรบางอย่างในตัวเขา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ... ตอนนี้หมอนี่ก็ตกเขาไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่มีลูกติดด้วยน่ะนะ? บ้าชะมัดเลย...  

             “คุณชิน?”  

             ไม่รู้หมอนี่เรียกเขาอยู่กี่รอบ แต่คงไม่ถึงกับฉุกคิดได้ ว่าเขากำลังคิดอะไรเสียสติ 

             โอโตนามิตีหน้าขรึม ทำหน้าเหมือนคนกำลังคิดเมนูใหม่ที่จะขายในร้านพรุ่งนี้ 

             “หือ?” 

             “เอาชาเพิ่มไหมครับ?”  

             “ไม่ละ” โอโตนามิปฏิเสธ ยกแก้วมัคลายการ์ตูนซดรวดเดียวหมด “นายไปนอนดีกว่า ฉันไม่กวนแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแต่เช้าด้วยไม่ใช่หรือไง” 

             “ครับ พูดแล้วก็ชักจะง่วง” มุคาเอดะหาวหวอด เพิ่งเจอกันไม่ถึงชั่วโมง จะไม่มีการวางฟอร์มอะไรกันเลยเหรอ...? หน้าตอนง่วงงุนแบบนี้ จริงๆ ไม่ควรจะให้คนแปลกหน้าอย่างเขาได้เห็นนะ  

             “ฉันล้างแก้วให้ไหม?” 

             “ไม่ต้องครับไม่ต้อง” มุคาเอดะยิ้ม “กองๆ ไว้ พรุ่งนี้เช้าค่อยล้าง” 

             “อ้อ” โอโตนามิพูดเหมือนนึกขึ้นมาได้ หรือจริงๆ อาจจะแค่หาเรื่องคุยเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่รู้ “คือจะบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันทิ้งขยะสด ยังไงก็อย่าลืมล่ะ” 

             “จริงด้วย” มุคาเอดะพยักเพยิด แล้วจู่ๆ ก็โพล่ง “คุณชินมีขยะจะฝากผมไปทิ้งไหมครับ? ร้านคุณเปิดสิบโมงนี่ คุณไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวผมทิ้งให้ก็ได้”  

             หมอนี่... จะปล่อยดาเมจใส่หมดแมกซ์เลยเหรอ...  

             “ไม่เป็นไร มันไม่ได้เช้าขนาดนั้น แค่ตื่นให้ทันเก้าโมง ปกติตอนนั้นฉันก็ตื่นอยู่แล้ว” 

             มุคาเอดะเดินไปส่งที่หน้าประตู พอโอโตนามิผลักประตูออก ก็หันกลับมาอีกรอบ เพราะชายหนุ่มยังจับลูกบิดประตูเปิดค้างไว้ 

             “มีอะไรอยากให้ช่วยก็ไปเรียกได้ที่ชั้นสองนะ” พลางว่า 

             “ขอบคุณมากครับ ดีจังครับที่ได้คุย” มุคาเอดะยิ้มตอบอย่างมีมารยาท ดูก็รู้ว่าเป็นพวกเอาการเอางานและให้ความสำคัญกับพิธีรีตองในวงสังคม ก็คงแค่พูดตามมารยาทให้ถูกต้อง แต่โอโตนามิก็คลี่ริมฝีปากยิ้มให้ ยกมือเป็นเชิงลา จนเสียงประตูห้องปิดลงก็ยังยืนอยู่อย่างนั้น   

             เจ้าของบ้านนิ่งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะควักบุหรี่ออกมาจุด เท้าแขนมองท้องฟ้าเกลื่อนดาว แล้วเงยหน้าพ่นควันสีขาวให้สงบจิตสงบใจ 

 

To be continue 

 

MEB E-book ID : Hanabidou

ความคิดเห็น