Hanabidou
facebook-icon

Good Things take time

ชื่อตอน : Chapter 1

คำค้น : Hanabidou, คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ฟีลกู๊ด, เด็ก, ครอบครัว, วาย, BL, ญี่ปุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.3k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ก.ย. 2563 10:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 1
แบบอักษร

1 

             ช่วงห้าโมงของทุกวัน เสียงเพลงเบาๆ ทำนองสดใสจะดังจากโทรโข่งระบบเสียงตามสายบนเสาไฟข้างๆ ของโรงเรียนเสมอ เพื่อเตือนให้เด็กๆ ที่ยังเล่นกันอยู่ข้างนอกรีบกลับบ้าน ไม่ว่าตอนนั้นมุคาเอดะ มิสุเอะวัยห้าขวบจะเล่นอะไรอยู่ในโรงเรียน เธอก็จะหยุดฟังเสียงเพลงนี้ทุกครั้ง และมองไปยังเครื่องโทรโข่งที่สามารถเห็นได้จากภายในรั้วโรงเรียนอนุบาลนี้ ราวกับว่ามันเป็นผู้บรรเลงเสียงดนตรีนี้ให้ฟังทุกวัน จบด้วยเสียงประกาศว่า เด็กดีให้รีบกลับบ้าน  

             พวกครูสาวที่แม้จะชินกับกิริยาแบบนี้ของเธอแล้ว ก็ยังอดหันมองพลางลอบยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้ เพราะไอ้อาการหยุดการกระทำทุกอย่างเพื่อไปยืนแหงนหน้าจ้องสิ่งไม่มีชีวิตตาแป๋วแบบนั้นมันก็น่ารักเสียเหลือเกิน เด็กหญิง จะไม่ขยับตัวไปทำอะไรเลยจนกว่าเพลงจะจบ

             “มิสุเอะจัง ยังจะเล่นพับกระดาษอีกไหมจ๊ะ?” ครูสาวเรียกหลังจากหยุดรอให้เสียงประกาศจบ เด็กหญิงหันมองทันที แล้วก็วิ่งจนผมทรงหางม้าที่รวบไว้กระเพื่อม กลับมายังโต๊ะทำกิจกรรมที่มีขนาดความสูงพอดีสำหรับเด็กวัยสี่ห้าขวบ

             ภายในห้องกว้างไม่เหลือใครอีกแล้วนอกจากเด็กหญิงกับครูสาว โรงเรียนอนุบาลที่มิสุเอะเพิ่งจะย้ายมาเรียนได้เดือนกว่านั้น จริงๆ เคยรับฝากเด็กถึงแค่ช่วงบ่ายสองครึ่ง แต่เพราะนโยบายที่ต้องการสนับสนุนให้แม่บ้านออกไปทำงานได้สะดวกขึ้นของรัฐบาล โรงเรียนจึงได้เพิ่มเวลารับฝากเด็กเพิ่มสำหรับพ่อแม่ที่ทำงานนอกบ้านและมารับเด็กกลับตามเวลาไม่ได้ แต่เพราะเพิ่งจะเริ่มปรับนโยบายปีนี้ จึงยังไม่ค่อยมีพ่อแม่เอาบุตรหลานมาเข้ากลุ่มเด็กที่ต้องการเพิ่มเวลาฝากหลังเลิกเรียนเท่าไหร่ บางวันมิสุเอะก็เหลืออยู่เป็นคนสุดท้าย เพราะกว่าพ่อของเธอจะมารับ ก็ต้องห้าโมงครึ่งหรือไม่ก็หกโมงไปแล้ว

             ถึงได้หยุดยืนฟังเพลงเสียงตามสายที่ดังตอนห้าโมงได้ทุกวันนั่นแหละ

             “ขอโทษที่มาช้าครับ”

             จริงๆ โรงเรียนกะว่าจะขยายเวลารับฝากได้ถึงหนึ่งทุ่มในปีหน้า แต่ปีนี้ก็ยังรับฝากเด็กถึงแค่หกโมงเย็นอยู่ พวกคุณครูก็เลยได้เห็นคุณมุคาเอดะวิ่งกระหืดกระหอบมารับลูกสาวตอนช่วงเวลาจวนเจียนจะหกโมงอย่างนี้เป็นประจำ ส่วนหนึ่งก็เพราะโรงเรียนนี้อยู่เหนือสุดของทางลาด แค่เดินขึ้นมาธรรมดาก็ยังต้องใช้เวลามากกว่าปกติ

             “ปะป๊า” มิสุเอะโถมเข้าหาด้วยรอยยิ้มน่าเอ็นดู ครูสาวต้องเรียกให้มาหยิบข้าวของกลับไปให้ครบ ขณะที่ชายหนุ่มผู้เป็นบิดายืนซับเหงื่อ ถึงจะเป็นกลางเดือนพฤษภาฯ ที่อากาศตอนเช้ามืดกับกลางคืนยังเย็นอยู่ แต่ก็ยังสู้ความร้อนจากในร่างกายของคนวิ่งขึ้นเนินมาไม่ได้

             “ลำบากแย่เลยนะคะ เลิกงานก็ต้องรีบมารับแบบนี้ ถ้ามีอะไรฉุกละหุก จริงๆ ก็โทรมาบอกได้เลยนะคะ” อาจารย์ใหญ่วัยห้าสิบกว่าเดินออกจากห้องมาหา ตอนที่เขาพาลูกสาวย้ายมาเข้าโรงเรียนนี้ เขาก็เคยอธิบายความจำเป็นของครอบครัวเขาให้เธอฟังแล้ว ถึงจะไม่ได้ลงรายละเอียดมาก แต่ก็ทำให้หญิงวัยกลางคนผู้นี้เห็นอกเห็นใจและจดจำเขาได้แม่น บ่อยครั้งที่เขามารับลูกสาวเป็นคนสุดท้าย ก็จะเดินมาคุยด้วยอย่างเช่นวันนี้ เอาใจใส่สมกับที่เขาเสิร์ชหาชื่อโรงเรียนอนุบาลดีๆ แถวนี้และมีชื่อโรงเรียนนี้ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ

             “ครับ ขอโทษด้วยนะครับที่ประชุมผู้ปกครองคราวก่อนก็ไม่ได้มา” ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน อาจารย์ใหญ่ก็เลยรีบปัดไม้ปัดมือบอกให้สบายใจ

             “ไม่เป็นไรเลยค่ะ ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ทำงานประจำ แล้วไหนจะต้องทำงานบ้านอีก ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็รู้เรื่องนี้กัน ไม่มีใครว่าอะไรคุณมุคาเอดะหรอกค่ะ”

             “ครับ” ชายหนุ่มยิ้มอ่อน ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือไม่ ที่อาจารย์ใหญ่บอกว่าผู้ปกครองในห้องลูกสาวรู้ความจำเป็นของเขากันหมดขนาดนั้น ...แต่ก็ช่วยไม่ได้ และคงเป็นปกติ ที่ใครๆ ก็จะพูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวผู้พาลูกสาวย้ายเข้ามาเรียนชั้นอนุบาลสองกะทันหันในตอนที่เขาเริ่มเรียนกันไปหลายวันแล้ว มุคาเอดะหันไปทางลูกสาว มิสุเอะสะพายกระเป๋ารอ ใส่หมวกฟางเรียบร้อย ยื่นมือไปให้จูงอย่างว่าง่าย ชายหนุ่มก็เลยยิ้มให้

             “กลับบ้านกันนะ มิสุเอะ”

             เด็กหญิงพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม เดินตามชายหนุ่มออกจากรั้วโรงเรียนลงเนินไป ตั้งแต่เข้าเดือนพฤษภาคม อากาศก็อบอุ่นขึ้น พระอาทิตย์ตกช้าลงแล้ว ช่วงเวลาหกโมงกว่าก็ยังไม่ถือว่ามืดสนิทเหมือนเมื่อตอนฤดูหนาว อาจารย์ใหญ่มองภาพชายหนุ่มในชุดสูทจูงลูกสาวตัวเล็กในเครื่องแบบนักเรียนห่างออกไป อดระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ไม่ได้

             “คงเหนื่อยแย่เลยนะ ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว แถมยังเป็นลูกสาวด้วย”

             “น่าจะเหนื่อยกับการจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยนะคะ เห็นว่าเรื่องหย่าก็เพิ่งเสร็จเรียบร้อยไปไม่นาน แล้วไหนจะเรื่องย้ายบ้านย้ายอะไรอีก เพิ่งมาอยู่ที่ใหม่นี่ได้เดือนกว่าๆ แถมทำงานประจำด้วย ก็น่าจะยังจัดการอะไรได้ไม่เรียบ ร้อยเลย นอนพอหรือเปล่าก็ไม่รู้” ครูสาวตอบ

             “เขาอยู่ชั้นสามของร้านกาแฟที่ชื่ออะไรนะ?”

             “ร้านไร้เสียงน่ะค่ะ”

             “ใช่ๆ” อาจารย์ใหญ่อดหัวเราะไม่ได้ “ชื่อร้านเขียนว่า 音無 `โอโตะนะชิ` ที่แปลว่าไร้เสียง แต่จริงๆ มันอ่านออกเสียงว่า `โอโตนามิ` หรอกนะ รู้หรือเปล่า?”

             “อ้าว มันอ่านว่า `โอโตนามิ` หรอกเหรอคะ?” ครูสาวทำหน้าประหลาดใจ

             “นามสกุลเจ้าของร้านเขาน่ะจ้ะ ร้านนั้นมันอยู่มานานแล้วนะ เป็นของเขาเองทั้งหลังเลย ทำร้านกาแฟมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ แต่ตอนนี้คุณปู่ไปทำอย่างอื่นแล้วมั้ง เหมือนจะยกให้หลาน คนที่ดูแลร้านตอนนี้ที่ดูหนุ่มๆ นั่นน่ะ น่าจะอายุแค่สามสิบกลางๆ เอง เห็นเขาก็อาศัยอยู่บนชั้นสองนั่นแหละ”

             “แล้วคุณมุคาเอดะกับลูกสาวอยู่ชั้นสามเหรอคะ? ตึกหลังนั้นมันดูคลาสสิคนะคะ ทำจากอิฐแดง ตกแต่งแบบเรโทร[1]ด้วย แต่จะดีหรือเปล่าไม่รู้ เพราะตอนกลางคืนเขาก็เปิดเป็นร้านดื่มด้วยไม่ใช่เหรอ...”

             “เห็นว่าเป็นร้านดื่มเงียบๆ มีแต่พวกขาประจำนะ คงไม่เอิกเกริกเสียงดังอะไรมั้ง”

             “แต่แหม... มันก็คือร้านเหล้าไม่ใช่เหรอคะ แล้วก็ต้องมีคนสูบบุหรี่อีก ทำไมคุณมุคาเอดะเลือกที่แบบนั้นให้ลูกสาวอยู่นะ”

             “มันก็ไม่ใช่จะเลือกได้หรอกจ้ะ ย้ายบ้านกะทันหันในช่วงที่เขาย้ายกันไปหมดแล้วแบบนี้” อาจารย์ใหญ่ถอนหายใจ “เขาอาจจะคิดว่าอยู่ไปก่อนแล้วค่อยหาทางขยับขยายอะไรอย่างนี้ก็ได้”

             “นั่นสินะคะ คงลำบากไปอีกสักพักเลยกว่าจะชินที่ทาง”

             ครูประจำชั้นรำพึงด้วยท่าทางเห็นใจ ก่อนจะหันตัวเดินกลับเข้าโรงเรียนตามอาจารย์ใหญ่ไป

 

             ตึกสามชั้นทำด้วยอิฐสีแดงดูเด่น เป็นที่รู้จักของคนแถวนี้มาตั้งแต่เจ้าของร้านเก่าที่ทำร้านกาแฟมาตั้งแต่สมัยหนุ่มจนใครๆ ก็เรียกคุณปู่ ได้ยินว่ารุ่นลูกทำงานบริษัทธรรมดาและไม่คิดจะมาทำร้านนี้ต่อ คนที่ดูแลร้านอยู่ตอนนี้เลยเป็นหลานชายคนโตวัยสามสิบห้า ซึ่งก็ทำร้านมาเป็นปีที่สิบแล้ว ตัวเขาเองก็อาศัยอยู่ที่ชั้นสองของร้าน ซึ่งมีบันไดแยกออกไปข้างๆ เพราะอาศัยอยู่คนเดียว ชั้นสามก็เลยเปิดให้เช่าในราคาถูก ซึ่งตอนนี้คนที่เพิ่งย้ายเข้ามาได้เดือนกว่า คือสองพ่อลูกนามสกุลมุคาเอดะ ตอนที่นายหน้าติดต่อมา เขาก็ได้ปฏิเสธไปอ้อมๆ เพราะคิดว่าที่แบบนี้มันไม่เหมาะกับจะเลี้ยงเด็กสี่ห้าขวบ เขาทำร้านกาแฟก็จริง แต่กลางคืนก็เสิร์ฟอาหารเบาๆ และเปิดถึงสี่ห้าทุ่ม (แล้วแต่อารมณ์) มีเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์และมีเสียงดนตรีแจ๊ส พวกที่มานั่งที่ร้านเขาตอนกลางคืนนั้นมักจะเป็นแขกประจำผู้ชื่นชอบบรรยากาศสงบๆ คงไม่สนุกนัก ถ้ามีเสียงเด็กกรีดร้องลงมาจากชั้นสาม  

             แต่ช่วงเข้าเดือนเมษาไปแล้วอย่างนั้น หาห้องเช่าว่างๆ ยากมากโดยเฉพาะพื้นที่แถวนี้ ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานี มีโรงเรียนอนุบาลกับประถมในละแวกใกล้ และมีซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เดินไปกลับภายในยี่สิบนาทีได้

             ถึงภายนอกเขาจะดูเย็นชาในสายตาคนทั่วไป และชอบถูกลูกค้าแซวว่าเป็นพวกหน้าตาไม่แสดงความรู้สึก ก็อดใจอ่อนยอมให้สองพ่อลูกเช่าห้องข้างบนอยู่ไม่ได้ เพราะนายคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่อายุห่างจากเขาตั้งหลายปีนั้นดูจะลำบากมาก เขาก็ไม่ได้ถามหรอกนะว่าหย่ากับเมียเรื่องอะไร แต่การที่ลูกสาวที่ปกติสิทธิ์การเลี้ยงดูน่าจะตกเป็นของแม่มาอยู่กับคนเป็นพ่อได้ ก็แปลว่าต้องมีเหตุผลจุกจิกอะไรมากมายนั่นแหละ

             โอโตนามิ ชิน คีบบุหรี่ออกจากปาก พ่นควันสีขาวออกขณะมองชายหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ ในชุดสูทจูงลูกสาวกลับเข้ามาที่หน้าตึก ต้นไอวี่ที่เลื้อยไปตามผนังตึกคลุมหน้าต่างกรอบขาวเอาไว้เกือบครึ่ง น่าจะทำให้คนจากข้างนอกมองเห็นในร้านไม่ชัด แต่คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวก็ผงกศีรษะให้เล็กๆ เป็นเชิงทักทายเขาเสมอเวลากลับมา เพราะรู้ว่ายังไงเจ้าของร้านก็คงยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ข้างใน

             โอโตนามิหันมองตามเสียงขึ้นบันไดข้างๆ ที่ผ่านขึ้นชั้นสามไป ในร้านมีคนอยู่แค่สองสามคน ไม่รวมเขาซึ่งเป็นเจ้าของร้าน กับพนักงานพาร์ทไทม์สาวมหาวิทยาลัยอีกคน โอโตนามิใส่ผ้ากันเปื้อนสีดำ มักจะใส่เสื้อเชิ้ตลวดลายสีสันสดใส และปลดกระดุมไว้เม็ดสองเม็ดเสมอ เขาไว้ผมยาวเคลียไหล่ ย้อมสีน้ำตาลปัดเยลให้ชี้ออกด้านข้าง ส่วนด้านหน้าใช้เจลแบบแข็งลูบขึ้นไปจนหมด เผยให้เห็นคิ้วโก่งได้รูป จมูกโด่งและใบหน้าคมคายแบบที่ได้รับมาจากคุณปู่ เขาจึงดูเหมือนพวกโฮสต์ที่ทำงานบริการตอนกลางคืนมากกว่าคนทำงานร้านกาแฟ อย่าว่าแต่เป็นเจ้าของ ต่อให้เป็นแค่พนักงานเสิร์ฟ สมัครที่ไหนก็ไม่มีใครรับ แต่ก็เพราะอย่างนี้จึงทำให้มีลูกค้าสาวๆ มานั่งในร้านทั้งยามบ่ายยามค่ำเสมอ เพราะอยากทำคะแนนด้วยการตีสนิทด้วย

             “มาสเตอร์ คุณมุคาเอดะนี่เขาหย่ากับภรรยาเขาเรื่องอะไรน่ะ?”

             พนักงานพาร์ทไทม์เพียงคนเดียวของร้านนี้เป็นเด็กสาวมหาวิทยาลัยปีสาม มองเผินๆ ก็ดูเรียบร้อย เพราะไว้ผมยาวสีดำเรียบแปล้ รวบผูกไว้ข้างหลังเสมอ เธอทำงานที่นี่มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปีหนึ่ง บางครั้งก็เลยจะเผยธาตุแท้ในการอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านออกมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องของลูกค้าในร้านที่มักจะเอาอะไรมาเล่าให้ฟังเสมอ เวลาอยากรู้อะไร ดวงตาเธอจะโตเป็นประกาย ของความกระหายใคร่รู้ ก็อย่างตอนนี้ไงล่ะ

             “มันไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย คิโกะ” โอโตนามิ ชิน ตำหนิด้วยสายตา มือคีบบุหรี่กลับเข้าไปสูด ไอ้ท่าทางแบบนี้แหละ ที่ทำให้สาวๆ มาร้านกันเพื่อจับจองที่นั่ง ขอแค่ให้ได้นั่งมองเขาเฉยๆ ก็พอ แต่ไม่มีผลอะไรกับคิโกะ ที่ทำงานกับชายหนุ่มมาจนเข้าปีที่สามแล้ว

             “แหม ก็เช่าบ้านอยู่ข้างบน มาสเตอร์ก็อยู่ชั้นสอง ไม่เคยคุยกันบ้างเลยหรือไงคะ?”

             “ไม่ได้คุย” โอโตนามิพ่นควันอีกรอบ “คุณมุคาเอดะต้องทำงาน ต้องเลี้ยงลูก ไหนจะต้องดูแลเรื่องความเป็นอยู่ตัวเองอีก ไม่มีเวลามาคุยด้วยหรอก”

             “อ้าว ก็นึกว่ามาสเตอร์จะไปเสนอตัวช่วยเขาบ้าง มันผิดวิสัยมาสเตอร์ที่ชอบดูแลชาวบ้านนี่นา”

             “ไปเอามาจากไหนว่าฉันชอบดูแลชาวบ้านน่ะฮึ?”

             “โหย พวกลูกค้าพูดอย่างนี้กันทั้งนั้น” คิโกะทำหน้าทะเล้น เลียนแบบการพูดของลูกค้าคนหนึ่งที่มานั่งตรงเคาน์เตอร์ประจำ ขนาดที่ว่าโอโตนามิฟังก็รู้ว่ากำลังเลียนแบบลุงคนไหน

             “ชินคุงน่ะน้า เห็นหน้าโหดๆ แบบนี้น่ะน้า เป็นพวกปล่อยวางเห็นคนลำบากไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะช่วยใครก็ได้หรอกนะ ถ้าพวกไม่อยู่ในสายตาน่ะ ชินคุงไม่เอาแรงไปลงพร่ำเพรื่อหรอก แต่ถ้าเจอคนที่อยากช่วยละก็ จะเอาพลังงานไปทุ่มให้หมด ลงไปทำให้เขาทุกอย่าง”

             เจ้าของร้านหงายหลังมือไปเขกกะโหลก

             “ไปฟังอะไรจากพวกขี้เมาอย่างคุณเทระนิชิน่ะเฮอะ”

             “แอร๊” เด็กสาวร้อง เอามือลูบหน้าผาก “แต่คุณมุคาเอดะน่าจะเป็นแบบที่มาสเตอร์ชอบไม่ใช่หรือคะ มาสเตอร์ถึงได้พยายามอยู่ห่างๆ ไม่คุยด้วยน่ะ ที่ฉันจะบอกก็คือ การที่มาสเตอร์ไม่ไปคุยด้วยนี่แหละ ฉันว่ามันดูจงใจ”

             โอโตนามิทำท่าจะยกมือขึ้นเขกหัวอีกรอบ แต่เปลี่ยนมายกแก้วกาแฟออกจากหน้าเครื่อง เพราะเสียงเครื่องทำกาแฟหยุดพอดี

             “เลิกเพ้อเจ้อ แล้วเอากาแฟไปเสิร์ฟ” พูดทั้งที่ยังคาบบุหรี่อยู่ในปาก เสียงก็เลยฟังอู้อี้และหงุดหงิด

             คิโกะย่นจมูกใส่ พอเดินออกจากเคาน์เตอร์เอากาแฟไปเสิร์ฟให้ชายวัยกลางคนสองคนที่เพิ่งเข้ามาเมื่อสิบนาทีก่อน สาว OL ที่นั่งไขว่ห้างก็กวักมือเรียกไว้ตอนขาเดินกลับ

             “นี่ นี่ คิโกะจัง” เรียกชื่อด้วยท่าทางสนิทสนม เพราะเธอก็มาเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟโอโตนามินี้ได้สักพักแล้ว โดยมักจะแวะมาตอนหลังเลิกงานอย่างนี้ จุดประสงค์ก็เหมือนคนอื่นๆ คือมีเป้าหมายเป็นเจ้าของร้านหุ่นแมนหน้าตาชวนฝันคนนี้นี่ล่ะ

             หลังจากที่สังเกตกิริยาท่าทางของเด็กสาวมหา`ลัยผู้มาทำพาร์ทไทม์ที่ร้านนี้เป็นประจำมาได้สักพักหนึ่งและมั่นใจว่าเธอไม่ได้คิดอะไรกับเจ้าของร้าน เลยกลายเป็นว่าหาทางสนิทสนมและหลอกถามข้อมูลส่วนตัวเจ้าของร้านจากเด็กแทน ซึ่งดูเหมือนว่าเด็กสาวจะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกอยู่แล้ว ใครถามอะไรก็บอกหมด

             “ยินดีต้อนรับค่า คุณนานามิ วันนี้ก็มาอีกแล้ว”

             “อย่าพูดอย่างนั้นสิ กาแฟร้านนี้อร่อยจะตาย” หญิงสาวในชุดสูทกางเกงทะมัดทะแมงหน้าแดงขึ้นมา โดนทักอย่างนี้กี่รอบก็ยังไม่ชิน

             “คุณชินนี่เขาไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแน่เหรอ?”

             “ถามอีกแล้ว เมื่อวานซืนก็เพิ่งตอบไปว่าไม่มี จะเอาเวลาวันสองวันไปมีแฟนได้ยังไงละคะ มาสเตอร์ก็อยู่แต่ที่ร้าน” ตอบกวนประสาทด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายถามเพราะอะไร ใครที่อยากสนิทสนมกับเจ้าของร้านของเธอ ก็จะเรียกอย่างสนิทสนมว่า `คุณชิน` `คุณชิน` กันทั้งนั้นล่ะ

             “วันสองวันก็อาจจะเปลี่ยนได้ย่ะ เธอน่ะก็ตัวดี” นานามิทำหน้าบูด “ไม่ได้คิดอะไรกับคุณชินแน่นะ?”

             “โอ๊ย อย่ามาระแวงฉันเลยค่ะ มาสเตอร์ไม่สนฉันหรอก”

             “คุณชินน่ะเขาไม่สนเธออยู่แล้ว แต่เธอนั่นแหละชอบไปทำตัวเรียกร้อง ความสนใจเขา”

             “โห คุณนานามิอะ ก็บอกแล้ว มาสเตอร์เขาไม่มีวันสนฉันหรอกค่า คุณนานามิด้วยน่ะนะ”

             “ว่าไงนะ?”

             “ป่าวค่ะป่าว” เด็กสาวรีบบอกปัด “เมนูวันนี้มีสปาเก็ตตี้ด้วยนะค้า มาสเตอร์เขาอยากทำ เลยขายเฉยเลย”

             “เอา! ฉันสั่งเมนูนี้ ไปเอามาเลย!”

             เด็กสาวหัวเราะคิกคัก นี่ก็เป็นอีกหนึ่งคนแล้ว ถึงหลงมาติดกับดักความหล่อเหลาวัวตายควายล้มของมาสเตอร์ของเธอ ก็เหมือนอย่างเธอนั่นแหละ ตอนแรกก่อนที่จะมาสนิทสนมเข้ากับชายหนุ่มได้ขนาดนี้... เธอเองก็เคยใจเต้นไม่เป็นส่ำ คอยเหม่อมองทุกกิริยาของชายหนุ่ม

             แต่ตอนนี้เธอรอดแล้ว... หลุดออกจากวังวนของความลุ่มหลงที่เคยถึงขนาดต้องมาแอบดูเขาทุกวันก่อนจะมากลายเป็นลูกจ้างที่พูดจากับเขาอย่างสนุกสนานได้อย่างที่เห็น ต้องขอบคุณความกล้าหาญของตัวเองในวันนั้น ที่รวบรวมความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจออกมา ตัดสินใจสารภาพความรู้สึกที่มีต่อเขาให้ฟังทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเธอก็คงเป็นอีกคนที่ยังหลงรักเขาอยู่ แล้วก็คงไม่ได้งานพาร์ทไทม์ดีๆ อย่างนี้ทำด้วย...

 

             “เป็นเกย์น่ะ” 

             วันสุดท้ายของการปิดเทอมภาคฤดูร้อนในชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยปีที่หนึ่งของฮิราโอกะ คิโกะ จบลงด้วยการพยายามรวบรวมความกล้าไปสารภาพ รักกับเจ้าของร้านกาแฟหนุ่มหน้าโหดหุ่นนักกีฬาแถวหอพักที่เธอแวะไปดื่มกาแฟ ประจำในช่วงนี้ แน่นอนว่าจุดประสงค์ที่เธอเริ่มไปซื้อกาแฟร้านนี้ ก็เพราะเขาคนเดียวนี่ล่ะ...  

             วันแรกที่เธอเห็นเขายืนสูบบุหรี่อยู่ที่หน้าร้านกาแฟนั่น เธอไม่คิดว่าเขาเป็นเจ้าของ เพราะเสื้อผ้าหน้าผมของชายหนุ่มดูไม่เหมือนคนทำร้านกาแฟทั่วไปที่มักจะแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวกับผ้ากันเปื้อนดูสะอาดสะอ้าน มีรอยยิ้มเป็นมิตรกับคนไปทั่ว หรือเป็นพวกสดใสกระฉับกระเฉงว่องไวคุยกับลูกค้าเก่ง แต่ผู้ชายคนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ตลายทางสีชมพูที่ปลดกระดุมลงสองเม็ดจนเห็นแผงอก กางเกงแสล็กสีดำ รองเท้าหนัง ผมย้อมสีน้ำตาลสะท้อนแสงแดดยาวเกินไหล่ ด้านหน้าปัดเจลขึ้นไปจนเห็นหน้าผาก แต่ก็มีปอยแข็งๆ ตกลงมาปรกเล็กๆ ให้ดูมีเสน่ห์ มือหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกมือคีบบุหรี่ เงยหน้ามองฟ้าเงียบๆ หลังพิงผนังร้านทำด้วยอิฐสีแดงที่มีต้นไอวี่สีเขียวเลื้อยตัด... นั่นแหละ เธอเผลอนิ่งมองอย่างนั้น จนจักรยานชนกับหัวสะพานที่อยู่ติดร้าน แล้วเขาก็หันหน้ามามองอย่างอึ้งๆ... 

             ทำไมไม่มีใครบอก! ว่ามีหนุ่มหน้าตาดีอย่างนี้อยู่แถวบ้านเธอด้วย! ตอนนั้นเธอคิดแบบนั้นจริงๆ แล้วหลังจากสืบสาวเรื่องราวอยู่หลายวัน เธอถึงได้รู้ว่าเขาเป็นเจ้าของร้านกาแฟโอโตนามิ (ที่ตอนแรกเธอก็อ่านโอโตนาชิเหมือนคนอื่น) มารับช่วงทำร้านกาแฟต่อจากคุณปู่ที่ทำอยู่ก่อน จริงๆ ก็ทำมาหลายปีแล้ว แต่เธอเพิ่งย้ายมาอยู่หอแถวนี้เมื่อเดือนมีนาฯ เพราะเอ็นฯ ติดมหาวิทยาลัย ใกล้ๆ ก็เลยเพิ่งเคยเห็นหน้าเขานี่แหละ 

             ตั้งแต่วันนั้น เธอก็ไปด้อมๆ มองๆ ที่ร้าน เข้าไปเป็นลูกค้าร้านกาแฟ และเทียวไปเทียวมาเพื่อที่จะให้เขาจำหน้าได้ จนในที่สุดทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน คุณโอโตนามิ ชินคนนี้ก็เริ่มจำเธอได้ และเข้ามาชวนคุยด้วยบ่อยครั้งในฐานะลูกค้า เริ่มให้ขนมกลับไปกินบ้าง เพราะรู้ว่าเธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ออกมาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวที่นี่ ก็นี่ไง ที่เธอบอกว่าเห็นอย่างนี้ เขาเป็นคนที่เห็นคนลำบากแล้วปล่อยผ่านไม่ได้ ถ้ามีโอกาสก็จะช่วยเหลือตลอด จะรู้ตัวหรือไม่ แต่โอโตนามิ ชิน เป็นผู้ชายที่มีบุคลิกแบบพี่ใหญ่มากๆ เหมือนกับที่ลูกค้าที่ชื่อเทระนิชิพูดเป๊ะๆ แล้วมันก็ทำให้คนที่เขาดีด้วยหลงรักหัวปักหัวปำกันไป ทำไมไม่รู้ตัวเอาเสียเลยนะ  

             เพราะอย่างนี้ คู่แข่งเธอก็เลยมีเยอะ หลงใหลได้ปลื้มอยู่ได้ไม่นานก็ร้อนรนจนทนไม่ได้ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวขนาดไม่มีสมาธิจะเรียนหนังสือหนังหา จนเธอคิดว่าควรจะรีบทำอะไรสักอย่าง แล้วก็นั่นแหละ... เป็นที่มาของการสารภาพรักกับเขาตอนวันสุดท้ายของวันปิดเทอมฤดูร้อน แต่คำตอบที่เธอเฝ้ารอด้วยอาการเกร็งจนปวดท้องและตั้งใจจะยอมรับผลของมันไม่ว่าจะเป็นอย่างไร กลับไม่ใช่คำปฏิเสธอย่างที่คิด 

             “เป็นเกย์น่ะ ฉันเป็นเกย์ ขอโทษด้วยนะ” 

             สีหน้าตอนที่เขาพูดแบบนั้น มันเฉยชามาก แทบจะไม่ต่างจากเวลาที่บอกว่าวันนี้ข้าวหน้าไข่ราดซอสขายหมดแล้ว แล้วก็เลื่อนบุหรี่ออกจากปาก พ่นควันออกมาน้อยๆ อย่างเท่ ผิดกับเธอที่ยืนตกตะลึงอ้าปากค้าง แถมน่าจะทำตาเหลือกใส่ด้วย... 

             “อะไรนะคะ...?” ก็ไม่ได้อยากฟังอีกครั้ง แต่ก็อยากถามให้มั่นใจ  

             “คือไม่ชอบผู้หญิงน่ะ แต่ถ้าเผลอไปทำอะไรให้เข้าใจผิด ก็ขอโทษด้วยด้วยแล้วกันนะ” 

             “เอ่อ...” คิโกะรวบรวมสติ “คุณโอโตนามิใช้วิธีนี้ปฏิเสธผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาหรือเปล่าคะ?” 

             “จะบ้าเหรอ?” เขาตอบหน้านิ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันแบบดุๆ ยิ่งดูเท่มากจนแทบลุกขึ้นโบกแท่งไฟให้ ถ้าไอ้ภาพหลอนเมื่อกี้มันไม่วนอยู่ในหัวน่ะนะ... “จะไปโกหกคนละแวกบ้าน แถมยังเป็นลูกค้าประจำที่ร้านได้ยังไง ถ้าฉันควงผู้หญิงขึ้นมาสักวันก็ต้องรู้สิว่าโกหก นี่พูดได้เพราะมั่นใจว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นต่างหาก” 

             คิโกะไม่ตอบ บอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง แต่ที่แน่ๆ ยังไปไหนไม่ได้ ยืนอึ้งเป็นตุ๊กตาไขลานที่ถ่านหมดอยู่อย่างนั้น  

             “ว่าก็ว่าเถอะ” โอโตนามิหลุบตามอง พูดต่อ  

             “ตอนนี้ร้านกำลังขาดคน สนใจมาทำงานพาร์ทไทม์ไหม?” 

 

             นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็เข้าปีที่สามแล้ว ที่เธอทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟโอโตนามินี้ `โอโตนามิ` เป็นนามสกุลเจ้าของร้าน ผู้ก่อตั้งคือคุณปู่ของมาสเตอร์นี่แหละ ด้วยความที่คันจิเขียนว่า `音無` ที่อ่านออกเสียงว่า `โอโตนาชิ` กันมากกว่า คนที่จะรู้ว่าจริงๆ ร้านชื่อ `โอโตนามิ` จึงมีน้อยมาก เพราะฉะนั้นเขาก็เลยเรียกกันว่า `ร้านกาแฟไร้เสียง` ตามคันจิกันนั่นแหละ 

             แต่จริงๆ แล้ว ร้านไม่ได้ไร้เสียงอะไรเลย ร้านที่เป็นตึกสามชั้นก่อด้วยอิฐสีแดงนี้ตั้งอยู่ริมสะพาน ดูโดดเด่นตัดออกมาจากตึกพาณิชย์ห้าชั้นข้างๆ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เดินหรือขับรถผ่านเส้นทางนี้ ก็ต้องอดมองเข้ามาในร้านสักครั้งไม่ได้ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในร้านกาแฟที่ติดอันดับร้านน่านั่งของแอเรียนี้ ถึงจะมีที่จอดรถได้แค่สามสี่คัน (ล็อคที่หนึ่งเอาไว้จอดรถตัวเอง) ก็ยังมีคนแวะเวียนมานั่งและสั่งกาแฟดื่มเสมอ

             โอโตนามิ ชิน เป็นคนริเริ่มเปิดร้านในเวลากลางคืนด้วย หลังจากมาสานกิจการต่อจากปู่ของเขาได้พักใหญ่ ไม่ใช่ว่าเพราะต้องการเพิ่มผลกำไรอะไร แต่เพราะพวกเพื่อนๆ และคนรู้จักทั้งหลายชอบมาตอนร้านใกล้ปิดแล้วบอกว่าไม่มีที่ไป บางวันเขาก็เลยเปิดร้านไว้อย่างนั้นแล้วก็ให้คนพวกนั้นนั่งดื่มกันเอง ตัวเองทิ้งตัวนั่งดูทีวีอยู่ตรงโซฟาริมห้องโดยไม่ทำอะไร ใครจะเอาอะไรก็บอกให้ไปหยิบเอา ก็อย่างนี้แหละ ร้านที่มีเขาเป็นเจ้าของนั้นเป็นอิสระจากกฎใดใด เขาเป็นคนมีอิสระเสมอ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ

             ใครที่จะเข้ามาสู่โลกของเขาได้ จึงต้องมีความพิเศษหน่อย

             ซึ่งตอนนี้ยังไม่มี...

 

[1] เป็นของทำใหม่แต่เลียนแบบของสมัยเก่าให้ดูย้อนยุคหรือให้เป็นแนววินเทจ

 

To be continue

 

MEB E-book ID >> Hanabidou

ความคิดเห็น