ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

58/จุดสิ้นสุดของเส้นขนาน ตอนจบ

ชื่อตอน : 58/จุดสิ้นสุดของเส้นขนาน ตอนจบ

คำค้น : ตอนที่58

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.ย. 2563 16:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 2,000
× 0
× 0
แชร์ :
58/จุดสิ้นสุดของเส้นขนาน ตอนจบ
แบบอักษร

มหาสมุทร Part  

ผมเดินตามหาคนที่หายหน้าตั้งแต่กลับจากไปส่งส้มโอที่โรงเรียนมาร่วมสิบนาที สุดท้ายก็มาเจอเขานั่งอยู่ที่โขดหินริมลำธารหลังสวนผลไม้ อาจเป็นเพราะความงดงามยามเส้นผมยาวปลิวไสวไปตามสายลมหนาวของปลายเดือนธันวาคม หรืออาจเป็นเพราะเสี้ยวหน้าด้านข้างไม่ว่าจะเป็นจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางที่เจ้าตัวกำลังขบเม้มราวกับใช้ความคิดหนักหนา  

หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะปลายนิ้วเรียวที่กำลังยกขึ้นมาเกี่ยวผมตัวเองทัดกับหู ทุกความอ่อนช้อยงดงามตรงหน้าถึงทำให้ผมไม่กล้าเดินเข้าไป นอกจากยืนสูดดมกลิ่นอายของคนรักไกล ๆ เท่านั้น สายตาผมเฝ้าจับจ้องทุกอิริยาบถของคนหน้าจ๋อยด้วยความรักที่มีสุดหัวใจ ถ้ามีใครพรากเขาไปผมนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตวันต่อไปของผมจะยังทนอยู่ได้ไหม 

“น้องเป็นอะไรซึมตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะคิดถึงไอ้เวย์เหรอ” 

“อือ เมื่อวานได้คุยแค่ก่อนที่พี่เวย์จะขึ้นดอยแค่นั้นอะไม่รู้ป่านนี้เป็นยังไงบ้าง กูกลัวกระแสตอบรับจากครูไฟจะติดลบรุนแรงอะ” ไม่มีท่าทีตกใจนอกจากความเอื่อยเฉื่อยท่าทางเนือย ๆ หันมาตอบ ก่อนจะหันไปเหม่อมองฝั่งตรงข้ามลำธารอีกครั้ง 

“สัญชาตญาณของมนุษย์คือการไขว่คว้าหาโอกาส พี่เชื่อว่าคนอย่างไอ้เวย์จะไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ แน่น้องไม่ต้องกังวลเรื่องไอ้เวย์มากไปหรอก พี่ว่ายังไงมันก็ต้องหาทางเอาคนที่มันรักกลับมาอยู่กับมันจนได้นั่นแหละ อีกอย่างเมื่อก่อนพี่ไฟรักมันจะตาย ในบางช่วงเวลาคนรักกันอาจหลงทางแยกย้ายจากกันไปตามทางของตัวเอง แต่ถ้าเขายังรักกันมันเป็นเรื่องง่ายที่ความรักนั้นจะเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง”  

“คิดงั้นเหรอแต่กูว่าทฤษฎีนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกคู่ก็ได้ เพราะมันต้องใช้เวลาและความอดทนเกือบครึ่งชีวิต แล้วจะมีใครยอมเสียเวลาครึ่งชีวิตของตัวเองเพื่ออดทนทวงเอาความรักกลับคืนล่ะ กูคนหนึ่งล่ะที่ไม่รอเพราะในขณะที่เรารอเวลามันเดินผ่านเราไปทุกวันทุกวัน ขืนปล่อยให้เวลาหมุนผ่านโดยที่ชีวิตกูไม่ก้าวเดินต่อไป กูจะโคตรเสียใจแทนพ่อรู้สึกผิดกับแม่ที่ปล่อยปละชีวิตให้ไร้ค่าแบบนั้นว่ะ  

“ที่พูดนี่กูตั้งใจเตือนสติมึงด้วยนะพี่น้ำเผื่อไม่อยากเสียเวลาอยู่นี่ไรงี้” แม้ระยะห่างของผมกับเขาจะมีไม่ถึงสามเมตร แต่ทุกเซนติเมตรในสามเมตรนั้นผมรู้ว่าตัวเองต้องใช้เวลาในการเดินทางอีกยาวนานกว่าจะถึงจุดหมาย แต่อย่างน้อยสายตาที่เขามองผมในตอนนี้ก็ไม่ได้มีความว่างเปล่าเหมือนช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งนั่นมันเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว 

“ทุกการเดินทางต้องใช้เวลาทั้งนั้นและการเดินทางในชีวิตของพี่มีเพียงเป้าหมายเดียวก็คือขอบฟ้าคนนี้ เพราะงั้นไม่ว่าต้องใช้เวลาไปครึ่งชีวิตหรือทั้งชีวิตมันก็ไม่เป็นเหตุผลให้พี่ท้อจนถอยนี่นา เราสองคนผ่านหลายเรื่องกับหลายคนมาแล้วเชื่อเถอะว่าพี่จะไม่มีวันปล่อยมือข้างนี้ไปอีกแน่  

“ค่อย ๆ เรียนรู้ไปด้วยกันนะขอบฟ้า ชีวิตคู่วันข้างหน้าของเรามันอาจจะหนักหน่วงกว่าตอนที่เราเป็นแค่เด็กม.ปลาย อาจมีหลายเรื่องผ่านเข้ามาให้เราคิดเห็นไม่ตรงกัน ถกเถียงกัน ไม่เข้าใจกัน แต่อย่าให้ความหวือหวาความตื่นเต้นจากสิ่งรอบข้างมาเป็นเหตุผลทำให้ความรู้สึกรักของเราลดน้อยถอยลงโอเคไหม” 

เพียะ! “ไม่โอเคเพราะตอนนี้กูยังไม่ได้รักมึงสักหน่อยคนอะไรมั่วซั่วเข้าข้างตัวเองอย่างนี้ก็ได้เหรอ รีบไสหัวไปทำงานหาเงินมาให้กูใช้เดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นกูจะไม่ให้นอนที่บ้านด้วยหรอกเปลืองพื้นที่ว่ะไอ้พี่น้ำจอมอู้! ” ฝ่ามือผมที่เอื้อมไปลูบหลังมือคนหน้าสวย ถูกเจ้าของความงดงามนั้นฟาดมือตัวเองใส่หลังมือผมอย่างจัง แล้วเจ้าของเสื้อยืดสีเขียวเข้มกางเกงขาก๊วยสีน้ำเงินก็ผลุนผลันลุกขึ้นยืนกอดอก  

ริมฝีปากบางขยับขึ้นลงข่มขู่ให้ผมรีบไปทำงานด้วยวลีไม่ต่างจากเมียขู่ผัวสักนิด เจ้าตัวคงคิดไม่ถึงข้อนี้ล่ะมั้งถึงได้แต่กอดอกเชิดหน้าปรายตามองผมด้วยสายตาคล้ายรังเกียจรังงอน แต่นั่นทำให้ผมถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะสำนึกส่วนหนึ่งของผมมันชี้แจงแถลงไขว่าขอบฟ้าแสนสวยกำลังขัดเขินชัด ๆ  

“โอเคครับ ๆ ไปทำงานก็ไปทำงาน เฮ้อ จะให้ทำยังไงได้ล่ะในเมื่อลูกกำลังโตเมียก็ขยันสั่งของกินให้มาส่งที่บ้านทุกวันวันละสามสี่รอบแบบนี้น่ะ เอ๊ะ ๆ อย่าตีพี่อีกนะขืนใช้กำลังกับพี่อีกรอบพี่จะอุ้มน้องพาไปใช้กำลังที่บ้านตอนนี้เลย หึหึ” 

“หึหึ เหี้ยไรไอ้หน้าหื่น! เชิญมึงเสพสมอยู่กับจินตนาการหื่นกามไปคนเดียวเถอะ กูไม่อยากเสียเวลามาต่อล้อต่อเถียงหรอกไปใส่ปุ๋ยให้แก้วมังกรดีกว่า” ว่าแล้วเจ้าของสวนคนสวยก็เดินชนไหล่ผมแถมยังยักคิ้วหลิ่วตาให้อีก เสียงผิวปากฮัมเพลงของเจ้าตัวกำลังจางหายไปแต่นั่นทำให้ใจผมนิ่งสงบขึ้น 

ที่ใจมันไม่หนักอึ้งเหมือนแต่ก่อนคงเป็นเพราะรู้ว่าตอนนี้เรื่องของผมกับขอบฟ้ากำลังเดินไปในเส้นทางคู่ขนาน เราสองคนอาจต่างคนต่างเดินแต่ระหว่างทางนั้นเราสองคนจะมองเห็นกันและกันตลอด เราทั้งคู่ต่างจับจ้องกันและกันแต่ก็ยอมผ่อนปรนหันเหสายตาไปมองสิ่งรอบข้าง เพื่อไม่ให้มีความกดดันมากเกินไปในความสัมพันธ์ที่กำลังเริ่มต้น และสุดท้ายปลายทางคู่ขนานนั้นมันจะมีเส้นทางให้เราได้มาบรรจบพบกัน ได้สัมผัสกลิ่นอายของกันและกัน ได้บอกรักกันในช่วงเวลาที่เป็นจุดจบของเส้นขนาน 

 

ไม่กี่วันต่อมาไอ้เขื่อนกับไอ้โฬมก็มาจอดรถบีบแตรอยู่หน้ารั้วตั้งแต่ห้าทุ่มโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า เหตุผลในพฤติกรรมของมันไม่มีอะไรมากหรอก นอกจากมาจับผิดว่าผมกับขอบฟ้าจะเข้าห้องหอกันหรือยังเท่านั้นแหละ แต่พอมันสำรวจสถานที่หลับนอนของผมกับขอบฟ้าเสร็จเรียบร้อย ผมก็ต้องโดนมันสองคนปรายตามองด้วยสายตาดูถูกดูแคลน วาจาหลายคำพ่นพล่ามออกมาว่าผมเป็นแค่ไอ้ไก่อ่อนได้แค่เฝ้ามองแต่ไม่มีวาสนาได้กกกอด และคำพูดร้ายกาจอีกหลายคำจนแทบจะประเคนฝ่าเท้าใส่หน้าให้จุกกันไปข้างหนึ่ง 

“เฮียเห็นไอ้ฟ้ากับไอ้โฬมไหมมันบอกให้ผมไปเอาเตามาตั้งที่ลำธารผมก็จัดการให้เรียบร้อยแล้วเนี่ย แล้วมันสองคนไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะหลานก็ไม่อยู่หรือมันพาหลานไปนอนอู้บ้านนู้นวะเฮีย ไอ้ฟ้ายิ่งบ่นอยู่ว่าเฮียปลูกบ้านให้เกะกะพื้นที่สวนมันทั้งที่มันใช้ซุกหัวนอนตอนกำลังปลูกบ้านใหม่แท้ ๆ” 

“เห็นพากันขับมอเตอร์ไซค์ออกไปเมื่อกี้เองคงไปตลาดมั้ง มึงมาช่วยกูหอบเต็นท์ไปลำธารหน่อย กูต้องรีบกางเต็นท์รีบปูที่นอนขืนทำไม่เสร็จก่อนฟ้ากลับมากูได้โดนด่าหูชาแน่” นั่นไงล่ะแค่ผมกุลีกุจอหอบข้าวของเดินดุ่ม ๆ ไปลำธารแล้วจัดการกางเต็นท์สำหรับนอนเคานต์ดาวน์คืนนี้ ไอ้เขื่อนก็ไม่รอช้าจะแขวะแซะเหน็บแนมผมอย่างไม่ขาดปากอีกตามเคย 

“นี่ถ้าเฮียทะเลมาเห็นสภาพบ่อมีไกด์ของเฮียตอนนี้นะรับรองว่าเฮียทะเลคงได้ยืนเท้าเอวหัวเราะสมน้ำหน้าเฮียแน่ นี่เอางี้ไหมคืนนี้พอหลานหลับผมจะมอมเหล้าไอ้ฟ้าเอง พอมันเมาเฮียก็หิ้วมันเข้าไปกินในเต็นท์เลยไม่ต้องห่วงหลานหรอกผมกับไอ้โฬมดูแลเอง” เต็นท์หลังใหญ่สองหลังถูกกางไว้ใกล้กัน มือไม้ผมกำลังสาละวนอยู่กับการปูที่นอนปิกนิกให้เต็นท์ของขอบฟ้า แต่ก็ไม่วายโดนไอ้เขื่อนตามติดแจแถมยังเป่าลมอยู่ข้างหูจนน่ารำคาญ 

“มึงคิดว่าขี้เมาคนนั้นจะคออ่อนรึไง อย่าลืมสิว่าขอบฟ้าคนนี้ไม่ใช่ขอบฟ้าคนที่มึงเคยเคานต์ดาวน์ตอนเจอครั้งแรกที่เกาะจิกอีกแล้ว หึหึ” พอได้พูดถึงความหลังเมื่อหลายปีก่อนผมก็อดยิ้มให้กับความไร้เดียงสา อดหัวเราะเอ็นดูคนที่ถูกพี่ชายตัวเองหลอกให้ดื่มจนเมาแค่ขวดแรกไม่ได้ ไม่คิดไม่ฝันว่าหลายปีต่อมาขอบฟ้าที่ไร้เดียงสาวันนั้นจะมีพัฒนาการกลายมาเป็นขอบฟ้าขี้เมาในวันนี้ เฮ้อไม่รู้ว่าผมควรโทรไปต่อว่าพี่จิ๊บหรือควรเขียนจดหมายไปด่าไอ้เวย์ดี 

“แน่ะนั่งอมยิ้มตาลอยแบบนี้อย่าบอกนะว่าคืนนี้เฮียก็แอบคิดเคลมไอ้ฟ้าน่ะ เอาน่ากล้า ๆ หน่อยอย่าปล่อยให้ความสัมพันธ์หยุดนิ่งสิวะเฮีย ไอ้ผมรึก็อุตส่าห์เอาใจช่วยอยู่ตั้งนาน นี่อะไรวะบ้านทั้งหลังมีแต่เฮียกับไอ้ฟ้าแค่นั้นทำไมเฮียถึงเผด็จศึกมันไม่ได้สักที อ้อแล้วไม่ต้องเอาหลานมาเป็นข้ออ้างนะสองทุ่มส้มโอก็นอนแล้วเถอะ” 

“กูไม่รีบ ว่าแต่มึงเจอเขาบ้างไหมพักนี้เขาได้ไปก่อเรื่องอะไรที่ไหนรึเปล่า” พอไอ้เขื่อนเปิดประเด็นพาดพิงถึงบางคนที่อยู่กรุงเทพ ผมเลยต้องเอ่ยปากถามอย่างห้ามปากไม่ได้ ที่ทำตัวอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขาคงเป็นเพราะความค้างคาใจในตัวผู้ชายหน้านิ่งท่าทางสุขุมแต่แววตาแฝงไปด้วยความเด็ดขาด  

คนที่ผมเคยเห็นเขามาพร้อมกันที่อู่ต่อเรือศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ถึงจะไม่แสดงอาการอะไรออกมาแต่บางอย่างกระซิบบอกผมว่าความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่คงไม่ธรรมดาแน่ เพราะงั้นผมก็ไม่ควรละเลยในความเป็นไปของเขา แน่ล่ะไม่ใช่ว่าผมจะห่วงใยอะไรขนาดนั้น แต่ขืนเขาก่อเรื่องอะไรขึ้นคงไม่พ้นผมนี่แหละที่เขาจะมาอาละวาดใส่ ผมยังไม่อยากให้เขามาที่นี่ในเร็ววันนี้เพราะการมาของเขาคงนำความวิตกกังวลมาให้ขอบฟ้าหวาดหวั่นในเรื่องส้มโออีกแน่ 

“พักนี้เฮียทะเลไม่เห็นออกไปทำตัวซ่าจนเกิดเรื่องเกิดราวที่ไหนนะ ผมก็ไม่ค่อยได้เจอเฮียทะเลหรอกโทรไปก็ไม่ค่อยติดไม่รู้ว่าไปซุ่มติดสาวที่ไหนรึเปล่า จะไปหาที่บ้านก็ขี้เกียจฉะปากกับลุงอ๊อด อย่าว่าแต่ผมเลยขนาดแม่ผมยังไม่ค่อยติดต่อกับลุงอ๊อดเลย ก็ตั้งแต่ที่แม่รู้ว่าพี่ชายตัวเองใจร้ายกับลูกในไส้มากแค่ไหนนั่นแหละ” 

“งั้นมึงลองโทรไปหาเขาซิกูต้องแน่ใจว่าคืนนี้เขาจะไม่โผล่หน้ามาเซอร์ไพรซ์เรา” ชื่อของลุงไอ้เขื่อนถูกผมละเลยด้วยความตั้งใจ ในขณะที่ออกมาจากเต็นท์ปากก็สั่งความให้มันโทรไปหาคนกรุงเทพไปด้วย มีเสียงบ่นพึมพำตามหลังแต่มันก็คงทำตามคำสั่งล่ะมั้ง เพราะปากมันยังตะโกนตอบมาเป็นระยะว่าอีกฝ่ายไม่รับสาย  

ลังน้ำแข็งขนาดกลาง ถาดโซดา จานชามกระดาษถูกผมจัดแจงวางไว้บนเสื่อรองคลานขนาดใหญ่ แต่หูยังคอยเปิดรับฟังว่าไอ้เขื่อนจะติดต่อเขาได้ไหม ไม่ใช่เพียงเพราะกลัวว่าเขาจะมาเซอร์ไพรซ์หรอกแต่ผมก็แค่เป็นห่วง เป็นห่วงพี่ชายโดยสายเลือดคนเดียวของผมเท่านั้นเอง 

“ทำอะไรอยู่วะเฮียรับยากรับเย็นจังเลยนะโทรศัพท์น่ะ หรือไปติดสาวที่ไหนถึงได้ลืมน้องชายตัวเองจนเฮียน้ำงอแงขอให้ผมโทรมาหาเฮียทะเลแล้วเนี่ย เอ้า อย่าเพิ่งหัวเสียใส่ผมสิวะอะคุยกันเองไม่รู้เฮียอารมณ์เสียมาจากไหน ด่าเช็ดขนาดนี้หูผมจะดับแล้วเนี่ย” ยังไม่ทันได้ทักท้วงในคำพูดของไอ้เขื่อนสักคำมันก็ยัดโทรศัพท์มาให้จนได้ จากนั้นคนที่หูชาก็คือผมนี่แหละเพราะอีกฝ่ายเล่นด่าใครสักคนเสียยาวเหยียด ด่าเหมือนว่าจะฆ่าจะแกงเสียให้ได้ ผมก็ยืนฟังเขานิ่ง ๆ นะฟังจนอีกฝ่ายน่าจะเหนื่อยถึงได้เงียบไป จะมีก็แค่เสียงหายใจหอบถี่เป็นสัญญาณว่าเขายังอยู่ในปลายสาย 

“สบายใจรึยังถ้าสบายใจแล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่าหาของหวานกินให้ชื่นใจซะ มีอะไรก็โทรมาผมไม่ใช่คนอื่นคนไกลมีอะไรจะระบายอีกไหมอย่าเงียบสิ โอเคงั้นแค่นี้ก่อนนะอยากคุยเมื่อไหร่ก็โทรมา” เมื่อปลายสายยังคงเงียบกริบผมถึงเป็นฝ่ายตัดสายโทรศัพท์ไป สายตาตัวเองเอาแต่จ้องมองสายน้ำของลำธาร ในความเย็นฉ่ำของผืนน้ำนี้ทำให้อดคิดเป็นห่วงน้ำทะเลผืนเดียวกับมหาสมุทรไม่ได้ 

“กลับกรุงเทพแล้วมึงช่วยไปดูเขาที่บ้านให้หน่อยนะกูอยากรู้ว่าเขาอยู่บ้านนั้นหรือที่คอนโด ถ้าเขาไปอยู่กับใครที่ไหนก็ต้องหาที่อยู่มาให้ได้” 

“เป็นห่วงพี่ชายล่ะสิ เฮียทะเลไม่เห็นมีอะไรน่าเป็นห่วงเลยไปไหนมาไหนลูกน้องล้อมหน้าล้อมหลังขนาดนั้นน่ะ” 

“ถึงจะมีคนอยู่รอบตัวเขาหลายคนแต่กูรู้สึกว่าตอนนี้เขาเองก็กำลังตัวคนเดียวเหมือนกัน อีกอย่างเขาเป็นสายเลือดเดียวกับกูที่กูเหลืออยู่ยังไงก็ช่วยเป็นธุระให้หน่อยแล้วกัน” ถึงไม่หันไปดูว่าไอ้เขื่อนจะมองผมด้วยสีหน้ายังไง แต่คาดเดาได้ว่ามันคงมองผมด้วยความเห็นใจในคำว่าสายเลือดเดียวที่ผมมีอยู่ เพราะนั่นหมายความว่าผมกับลุงของมันได้ตัดขาดความสัมพันธ์กันอย่างสิ้นเยื่อขาดใยไปแล้วจริง ๆ  

 

“ส้มโอแกะกั้งให้พี่ฟ้าหน่อย เอ๊ะเอาปลาหมึกย่างมาใส่ปากให้พี่ฟ้าก่อนดีกว่าแล้วค่อยไปแกะกั้ง” 

“ฟ้าอ้าม แปะ ๆ ๆ ฟ้าเก่ง” ตะวันสุดท้ายของปีนี้ลับแสงไปนานพอสมควร ทั่วบริเวณลำธารที่เรากางเต็นท์อยู่จึงสว่างไสวไปด้วยแสงจากสปอตไลต์ กับแสงไฟดวงน้อยใหญ่ที่ผูกติดตามกิ่งต้นไม้จนถึงกอไผ่ และตั้งแต่ช่วงหกโมงเย็นจนถึงเกือบสองทุ่มพี่ฟ้าของน้องส้มโอก็ยังทำตัวเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยการนั่ง ๆ นอน ๆ มือถือแก้วปากออกคำสั่งให้เด็กวัยสองขวบกว่าเดินเตาะแตะไปหยิบอาหารมาป้อนให้ตัวเอง  

เด็กน้อยส้มโอก็แสนจะน่ารัก หลานสาวใช้มือหยิบอาหารมากำไว้ทั้งบีบทั้งบี้จนอาหารเละคามือ แล้วคลานกลับไปยัดอาหารที่ว่านั้นใส่ปากคนสั่งโดยไม่มีอาการรังเกียจรังงอนจากคนอ้าปากรอกินสักนิด จะมีก็แค่สีหน้าเต็มไปด้วยความสุขกับท่าทางเปี่ยมล้นไปด้วยความรื่นเริงจนผมไอ้เขื่อนไอ้โฬมถึงกับส่ายหัวพร้อมกันทีเดียว 

“ไอ้ฟ้ามึงเลิกทำตัวพิการแล้วมานั่งกินดี ๆ เลย นี่ดีนะที่น้าอ้อมติดธุระฉุกเฉินเลยมาไม่ได้ถ้าน้าอ้อมมาเห็นมึงเอาแต่ใช้งานหลานให้หาอาหารมาประเคนมึงถึงปาก ส่วนมึงเอาแต่นอนกินเป็นงูเหลือมแบบนี้น้าอ้อมคงเปลี่ยนพินัยกรรมยกมรดกให้พี่เวย์คนเดียวแน่” 

“กูไม่สนใจมรดกน้าอ้อมอยู่แล้วอีกอย่างพี่กูอยู่บนเขาบนดอยฝันไปเถอะว่าจะมารักษามรดกให้น้าอ้อมได้น่ะ ส้มโออ้าปากซิอ้าปากกว้าง ๆ นะพี่ฟ้าจะโยนอาหารให้ เยส! ฝีมือแม่นไม่เคยตกเลยเว้ย ฮ่า ๆ ๆ” ยังไม่ทันมีใครได้เอ่ยปากท้วงติงส้มโอก็อ้าปากตามคำสั่งอีกตามเคย ส่วนคนสั่งน่ะเหรอเขากระทำการที่ทำให้ผมสามคนถึงกับร้องเฮ้ยขึ้นพร้อมกัน เพราะคนหน้าสวยที่เกล้าผมกองไว้กลางหัวเขาโยนหมูชิ้นเล็ก ๆ ใส่ปากเด็กหญิงที่นั่งอ้าปากห่างไปหนึ่งวา พอทำการสำเร็จทั้งคนทำและคนโดนกระทำต่างก็ตบไม้ตบมือหัวเราะชอบใจกันใหญ่  

เป็นผมนี่แหละที่ต้องหันหน้าหนีจากภาพนั้นด้วยความเหนื่อยใจแต่สองผู้ร่วมชะตากรรมกลับไม่ยอมความ เพราะทั้งไอ้เขื่อนไอ้โฬมต่างพากันด่าทอเพื่อนรักกันเสียยกใหญ่ อยู่ในบรรยากาศแบบนี้ถึงจะผ่อนคลายแต่ก็อดคิดถึงเพื่อนรักที่เงียบหายไปไม่ได้ ป่านนี้ไอ้เวย์มันจะอยู่กับวันสิ้นปีอย่างเดียวดายหรือเปล่านะ 

แปะ “น้ำกินหมึก อ้ามหมึก” แต่ทุกเรื่องราวต้องถูกพักไว้เพราะแรงตีแขนเบา ๆ กับฝ่ามือเล็ก ๆ ของเด็กตัวน้อยที่จับแขนผม เพื่อเหนี่ยวตัวผมให้โน้มไปอ้าปากรับปลาหมึกสภาพบี้แบนเพราะเจ้าตัวกำไว้แน่น แววตาสดใสบริสุทธิ์คู่นี้คือต้นกล้าที่ผมจะต้องรักษาให้อยู่เคียงข้างขอบฟ้าไปนาน ๆ ความไร้เดียงสาของหลานที่เราสองคนช่วยกันเลี้ยงดูฟูมฟัก คือปุ๋ยชั้นดีที่ทำให้บ้านหลังนี้เติบโตเป็นบ้านอย่างสมบูรณ์ 

“อร่อยจัง จุ๊บ ขอบใจครับ” 

แปะ ๆจุ๊บ รักน้ำนั่งกับน้ำ” ฝ่ามือเล็ก ๆ ตีแก้มผมเบา ๆ จากนั้นริมฝีปากเล็ก ๆ ก็กดลงกับแก้มผมเหมือนหลาย ๆ ครั้งที่ส้มโอทำ ผมต้องเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งกอดเข่าเป็นนั่งขัดสมาธิเพื่อรองรับน้ำหนักตัวจากส้มโอที่คลานมานั่งตัก ซิปเสื้อแขนยาวถูกผมปลดออกแล้วรั้งหลานสาวตัวน้อยมาแนบอก มืออีกข้างขยับดึงเสื้อตัวเองห่อหุ้มไปถึงร่างกายเล็ก ๆ ไม่ให้เขาต้องหนาวเหน็บกับสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นอากาศหรือทางใจผมก็จะดูแลหลานสาวคนนี้ให้ถึงที่สุด 

ฟึ่บ! “ส้มโอไปนั่งซุกอยู่ในอกแบบนั้นไม่เหม็นขี้เต่าเหรอ”  

ฟืดด หอมน้ำหอม ฟ้าดมน้ำหอม” คนที่มานั่งข้าง ๆ เบ้ปากใส่ผมอย่างแรง เจ้าตัวคงไม่รู้จะหาเรื่องแซะผมยังไงอีกถึงหันไปกวักมือเรียกเพื่อนสนิททั้งสองให้มานั่งข้าง ๆ กัน เบื้องหน้าของพวกเราคือลำธารรอบข้างมีกองไฟจากฟืนจุดไว้รอบ ๆ เพื่อกันสัตว์ อากาศเย็นของวันสิ้นปียิ่งทำให้เราขยับตัวนั่งเบียดกันมากขึ้น สุดท้ายคนที่กลัวเหม็นขี้เต่าผมก็เป็นฝ่ายพิงหัวลงกับไหล่ของผมเสียเอง 

“อยากให้พี่เวย์มาอยู่ด้วยว่ะ กูไม่อยากให้พี่กูเหงาอยู่คนเดียว” 

“พี่เวย์เขาอาจเหงาในปีนี้เพื่อที่ทุกปีเขาจะได้มีครูไฟอยู่ในอ้อมแขนไง มึงอย่าหมกมุ่นอยู่กับความคิดถึงพี่เวย์จนลืมไปว่าคนที่มึงกำลังนั่งพิงเขาก็อยากให้มึงคิดถึงเขานะเว้ยฟ้า ให้โอกาสพี่น้ำแล้วมึงก็ควรเปิดใจให้เขาด้วย ไม่ใช่ปากบอกแค่ให้โอกาสแต่ใจของมึงกลับปิดสนิท ไม่งั้นคนที่น่าสงสารจะไม่ใช่แค่พี่เวย์แต่เป็นเพื่อนของพี่เวย์ด้วยนะเว้ย” ไอ้โฬมคงจับน้ำเสียงความเศร้าหมองของเพื่อนได้มันถึงหันเหความสนใจของขอบฟ้ามาที่เรื่องของผม  

พอได้ยินเพื่อนตัวเองพูดแบบนั้นคนที่พิงผมอยู่ก็ถูหน้าลงกับไหล่ผมแรง ๆ กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยมาตามลมจาง ๆ แม้จะเบาบางแต่ผมชักเริ่มเคลิบเคลิ้มกับกลิ่นยั่วยวนนี้แล้วสิ พอคิดว่าตัวเองกำลังหลงมัวเมาแต่แล้วเสียงกรนจากคนในอกก็ดังขึ้นให้ผมได้หัวเราะออกมาเบา ๆ  

“ส้มโอหลับแล้วน้องเอาทิชชูเปียกมาเช็ดมือให้ส้มโอหน่อยพี่จะได้พาไปนอน  

“อือ” ไม่ต้องให้บอกซ้ำพี่ฟ้าของส้มโอก็กระวีกระวาดไปคว้าทิชชูมาบรรจงเช็ดให้ฝ่ามือน้อย ๆ อย่างทะนุถนอม ยิ่งเห็นแบบนั้นผมยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง ที่ไม่ยอมอ้าปากบอกกล่าวถึงเรื่องของเด็กหญิงตัวน้อยให้คนกรุงเทพได้รับรู้ เมื่อวางเด็กหญิงตัวเล็กลงบนที่นอนปิกนิกก็เป็นพี่ฟ้าคนเดิมที่ค่อย ๆ ห่มผ้าให้ ก่อนจะแนบริมฝีปากแตะแต้มลงกับหน้าผากเล็ก ๆ อย่างรักสุดใจ ผมถึงต้องเป็นฝ่ายถอยออกมาจากเต็นท์แล้วกลับมานั่งรวมกับไอ้เขื่อนไอ้โฬมตามเดิม 

“ยิ้มกริ่มเชียวนะเฮีย มีความสุขมากล่ะสิท่า” 

“หึหึ ต้องพูดว่ากูสุขใจกับสิ่งที่เป็นอยู่มากกว่า” 

ฟึ่บ! แปะ! “ขยับไปสิวะนี่มันที่ของกูนะไอ้สันเขื่อน” ไอ้เขื่อนกำลังจะอ้าปากแซวผมต่อ แต่มันต้องทำหน้าง้ำงอทันควันกับการกระทำของเพื่อนหน้าสวย ที่เดินมาผลักมันให้ถอยห่างออกจากผมแล้วเจ้าตัวก็เป็นฝ่ายทรุดนั่งแทนไอ้เขื่อนเสียเอง ซึ่งการกระทำในครั้งนี้มันส่งผลต่อรอยยิ้มบนริมฝีปากของผมให้เปิดกว้างขึ้นไปอีก 

“โอ๊ยไอ้โฬมมึงดูเพื่อนมึงทำตัวเข้าซิจะด่าแรดกูก็สงสารแรดชะมัด กูว่าถ้ามันจะเกาะแข้งเกาะขาออเซาะเฮียน้ำขนาดนี้มึงคาบเฮียน้ำไปแทะเล่นในเต็นท์ก็ได้นะ กูล่ะอยากให้ไอ้โอมันมาเห็นพี่ของมันตอนนี้จริง ๆ จะได้รู้ว่าไอ้ฟ้าพี่ชายที่มันบูชาในความใจแข็งใจเด็ด แต่ลับหลังกลับทอดสะพานให้เฮียน้ำเดินข้ามทุกทีที่มีโอกาส ไอ้โฬมมึงรีบถ่ายรูปส่งไปให้ไอ้โอดูสิมันจะได้หูตาสว่างขึ้นมาบ้าง ไอ้โอแม่งน่าสงสารที่ถูกไอ้ฟ้าหลอกลวงจนมันดูโง่ไปเลย” 

เพียะ! “อย่าริอาจยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายอะไรทั้งนั้นเลยนะไอ้โฬม นี่อย่าบอกนะว่ายอมให้ไอ้เขื่อนชักนำอะ เพื่อนรักมึงลองใช้วิจารณญาณของตัวเองแล้วมองดูกูชัด ๆ ซิว่ากูเป็นอย่างที่ไอ้เขื่อนมันใส่ความรึเปล่า อิโด่คนอย่างกูเนี่ยนะจะออดอ้อนเฮียของมันน่ะไม่มีทางซะหรอก แต่ที่ต้องนั่งตรงนี้เพราะมันเป็นที่ของกูต่างหาก อ้อแล้วถ้ามีใครไปเป่าหูพูดเรื่องไร้สาระหาความจริงไม่ได้ให้ไอ้โอฟัง กูจะไม่ต้อนรับมันคนนั้นให้มาเหยียบบ้านสวนห้าปีเลย  

“กูน่ะยังไม่คิดอะไรไปไกลมากกว่านี้หรอก กูแค่สบายใจในสิ่งที่เป็นอย่างทุกวันนี้แค่นั้นส่วนเรื่องบางอย่างมันจะก้าวหน้ามากน้อยแค่ไหน กูก็อยากให้มันเป็นไปของมันเองโดยไม่ต้องมีทางลัดไม่ต้องรีบร้อนอะไรทั้งนั้น เข้าใจใช่ไหมพี่น้ำ” คนนั่งข้างผมเขากำลังนั่งกอดเข่า ใบหน้างดงามแนบซบกับเข่าตัวเองเพื่อเอียงหน้ามาสบตากับผม  

ประโยคสุดท้ายของเขามันมีความจริงจังอยู่ในสายตาหวานฉ่ำคู่สวย แสงจากกองไฟคือฉากหลังที่ยิ่งส่งให้ความสวยงามตรงหน้าดูงดงามและน่าหลงใหลมากกว่าครั้งไหน ปลายนิ้วของผมเอื้อมไปลูบไล้แก้มคนรักเบา ๆ ดวงตาคู่นั้นถึงค่อย ๆ ปรือลงจนปิดสนิท 

“พี่จะเก็บรักษาความรักของพี่เอาไว้จนกว่าน้องจะพร้อมพบกับมันใหม่ พี่สัญญาว่ามันจะอยู่รอน้องตรงนี้ตรงที่หัวใจของพี่ จะไม่มีวันมอบสิ่งที่พี่รักษาเอาไว้ให้น้องไปให้กับใครเด็ดขาด เพราะมันเป็นของน้องคนเดียวเป็นของน้องตั้งแต่แรกเจอ” มีเพียงรอยยิ้มบางเบาบังเกิดขึ้นมา ทั้งที่เจ้าของแววตายังคงปิดบังความงามของดวงตาคู่นั้นเอาไว้ แต่ไม่เป็นไรผมเชื่อว่าสักวันที่พร้อมน้องจะกล้าสบตาและยอมรับความรักของผมอีกครั้ง 

 

“ยุ่งอยู่ปะ” 

“พี่ทำมื้อเช้าเสร็จพอดีน้องมีอะไรรึเปล่า” เช้าวันที่ 3 มกราคมเมื่อต้มจืดเต้าหู้ถูกตักใส่ชามวางรวมกับไข่เจียวกุ้งสับ ผัดผักบุ้ง หมูทอดกระเทียมพริกไทย เสียงใสของเจ้าของบ้านก็ร้องทักมาจากประตูห้องครัว เมื่อเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือเห็นเวลายังไม่หกโมงเช้าก็ยิ่งสงสัยว่าทำไมคนที่ดวลเกมกับไอ้เขื่อนไอ้โฬมจนถึงตีสามถึงตื่นเช้ากว่าที่คิดไว้ 

“ขับมอเตอร์ไซค์ให้หน่อยดิจะไปธุระแถวหาดแหลมสิงห์อะ” 

“เอาสิ เดี๋ยวพี่เขียนโน้ตบอกไอ้สองคนนั้นก่อนนะเผื่อส้มโอตื่นมางอแงหาเรา” ผมไม่เคยตั้งคำถามในทุกครั้งที่ขอบฟ้าร้องขอ สิ่งที่ทำก็คือผมพร้อมจะเป็นเพื่อนร่วมทางในทุกทางที่ขอบฟ้าต้องการก้าวไป กระดาษสีฟ้าอ่อนถูกแปะกับตู้เย็นแล้วคว้ากุญแจมอเตอร์ไซค์เดินไปหาคนที่ยืนรอผมอยู่หน้าบ้าน  

หมับ! “ขอกอดหน่อยนะหนาวว่ะ” 

“พี่ลืมเอาเสื้อแขนยาวติดมือมาด้วยสิหรือจะวนรถกลับไปเอาดี” ถึงจะชอบใจที่คนซ้อนท้ายสอดมือมากอดเอวพร้อมกับซบหน้าลงกับหลังผม แต่อากาศหนาวเย็นของเช้าฤดูหนาวก็อดเป็นห่วงคนซ้อนไม่ได้ แต่เจ้าตัวกลับส่ายหัวแล้วขอให้ผมขับต่อไปแทน ภาพสองข้างทางของสวนผลไม้กำลังแปรเปลี่ยนเป็นเขตชุมชน วัด ตลาด และสุดท้ายก็คือถนนใหญ่มุ่งหน้าไปหาดแหลมสิงห์ 

“จอดตรงนี้แหละ” 

“น้องนัดกับใครไว้เหรอ” ไม่ถึงยี่สิบนาทีมอเตอร์ไซค์สีดำก็มาจอดอยู่ริมหาดตามคำขอของคนซ้อน เจ้าของผมยาวส่ายหน้าให้กับคำถามผมแล้วเดินดุ่ม ๆ ไปยังชายหาด เป็นเหตุให้ผมต้องรีบยัดกุญแจรถใส่กระเป๋ากางเกงแล้ววิ่งตามผู้ชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขาสั้นจนชายเสื้อเชิ้ตกลืนไปกับปลายกางเกง เจ้าตัวกำลังก้มหน้าก้มตาเหมือนมองหาอะไรสักอย่าง แต่สองมือที่รวบผมตัวเองอยู่นั้นเป็นคำตอบว่าน้องกำลังมองหาอะไรอยู่ ยางรัดสีดำที่ผมใส่ติดข้อมือเอาไว้เพื่อใช้ในการนี้ถึงได้ใช้งานจริง ๆ สักที  

“ยืนนิ่ง ๆ ก่อนเดี๋ยวพี่มัดผมให้” ผมหยักศกถูกผมรวบมัดไปกองบนกลางศีรษะเหมือนที่เห็นเจ้าตัวชอบทำอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อภารกิจนี้เสร็จสิ้นข้อมือของผมก็ถูกขอบฟ้าคว้าไปจับแล้วจูงมือให้เดินไปด้วยกัน เสียงคลื่นกระทบฝั่งและความเย็นของน้ำทะเลทำให้ผมรู้สึกสุขใจมากขึ้น ถึงได้ดึงข้อมือตัวเองออกจากการเกาะกุมแล้วเป็นฝ่ายสอดทุกนิ้วเข้าประสานกับฝ่ามือของขอบฟ้าแทน 

“นึกยังไงถึงอยากมาเดินเล่นตั้งแต่เช้าแบบนี้ล่ะเมื่อคืนก็นอนดึกอยู่นี่” 

“ฟ้านึกได้ว่าพรุ่งนี้ส้มโอจะไม่มีพี่เลี้ยงแล้วเพราะไอ้สองคนนั้นต้องกลับกรุงเทพวันนี้เลยอยากมาที่นี่กับพี่น้ำน่ะ ปีนี้เราก็แก่ขึ้นอีกปีแล้วนะ เอ..ฟ้ารู้จักกับพี่น้ำตั้งแต่อายุสิบหกงั้นก็เกือบสิบปีแล้วสิ ที่ผ่านมาเราสองคนผ่านอะไรมาด้วยกันเยอะเลยเนอะ” เพราะคำเอื้อนเอ่ยนี้ฝ่ามือของผมถึงยิ่งกระชับจับมือขอบฟ้าให้แน่นกว่าเดิม จับไว้ให้มั่นใจว่าเขายังอยู่ตรงนี้กับผมจริง ๆ  

“ก่อนที่จะเจอพี่น้ำฟ้านึกภาพวันข้างหน้าของตัวเองไม่ออกเลยนะว่าจะก้าวไปทางไหนชีวิตต่อไปจะเป็นยังไง ฟ้าเหมือนเด็กที่ลอยเคว้งอยู่ในมหาสมุทรมองไปทางไหนก็เจอแค่ทะเลกับท้องฟ้าเท่านั้น แต่พอมาเจอกับพี่น้ำมันทำให้ฟ้ารู้สึกอยากให้ตัวเองได้อยู่กับสายน้ำเย็นฉ่ำนี้ไปนาน ๆ มหาสมุทรไม่ได้น่ากลัวสำหรับฟ้าอีกแล้วฟ้ากระตือรือร้นอยากจะเดินไปข้างหน้า อยากมีชีวิตเพื่อได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างร่วมกับพี่น้ำ อยากยิ้มอยากหัวเราะอยากร้องไห้ร่วมกับพี่  

“พอเราต้องเจอกับบางเรื่องราวไม่ว่าจะมาจากเหตุผลอะไร แต่เมื่อถึงนาทีที่เราต้องต่างคนต่างเดินเชื่อไหมว่าฟ้าโคตรกลัวมหาสมุทรเลย เพราะฟ้าไม่รู้ว่าใต้มหาสมุทรนี้จะมีความโหดร้ายอะไรซุกซ่อนเพื่อทำร้ายฟ้าอีกบ้าง ฟ้าไม่อยากทนอยู่ใต้แผ่นฟ้าเดียวกับมหาสมุทรอีกแล้วถึงได้ปล่อยให้ตัวเองค่อย ๆ จมลงไป ฟ้าคิดแค่ว่าถึงต้องหมดลมหายใจนอนตายอยู่ก้นมหาสมุทรก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยชาตินี้ขอแค่ไม่ต้องได้พบเห็นแผ่นน้ำก็พอ  

“แต่ในขณะที่ฟ้าจะจมอยู่แล้วพี่น้ำกลับยื่นมือมาคว้าฟ้าดึงฟ้าขึ้นมาอีกจนได้ ถึงแม้ไม่รู้ว่าการที่ต้องถูกโอบล้อมไปด้วยมหาสมุทรในครั้งนี้ มันจะทำให้ฟ้าเคว้งคว้างเหมือนครั้งที่แล้วรึเปล่าแต่ฟ้าจะลองดูอีกครั้งนะ ถ้าสุดท้ายแล้วมันจะดูดกลืนฟ้าให้จมลงไปใต้มหาสมุทรลิดรอนเอาลมหายใจของฟ้าไปตลอดกาลก็ไม่เป็นไร ฟ้าจะไม่ยอมโบกมือขอความช่วยเหลือจากใครหรือขึ้นเรือใหญ่ที่ลอยผ่านฟ้าเด็ดขาด” ถึงไม่ใช่คำบอกรักแต่สำหรับผมแล้วประโยคพวกนี้มันหอมหวานและน่าอิ่มเอมใจมากกว่าคำบอกรักหวานหูหลายร้อยล้านคำเสียอีก  

ผมเบนสายตาจากพื้นทรายสายน้ำและท้องฟ้าตรงหน้า เพื่อมาจับจ้องความสวยงามกว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ความสวยงามที่หลอมรวมมาเป็นขอบฟ้า 

“ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวานวันนี้หรือพรุ่งนี้ชีวิตของเราทั้งคู่ต่อให้ต้องทะเลาะกันบ้างหันหลังให้กันบ้าง แต่ยังไงพี่ก็รู้ว่าสุดท้ายแล้วเราจะยังจับมือกันไว้อย่างนี้เสมอ เราจะจับมือกันจนกว่าขอบฟ้ามหาสมุทรจะจางหายไปจากสายตาเรา” รอบตัวเราตอนนี้มีเพียงแค่สายลมที่พัดหวนเอาคนรักให้กลับมาโอบกอดกันอีกครั้ง มีเพียงผืนทรายเม็ดเล็ก ๆ แต่มีมากมายจนนับจำนวนไม่ได้คล้ายดังความรู้สึกของผมที่มีต่อขอบฟ้า ความรู้สึกที่ผมไม่เคยค้นหาคำตอบเลยว่ามันมีมากมายแค่ไหน  

มีเพียงเกลียวคลื่นของท้องทะเลกว้างใหญ่ที่ห้อมล้อมเกี่ยวรัดให้คนพลัดพรากได้กลับมาจับมือกันอีกครั้ง มีเพียงท้องฟ้าที่เริ่มสว่างไสวบ่งบอกให้เรารู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้เจอกับความมืดมิดของท้องฟ้า อีกไม่นานเราก็จะได้เจอกับความสว่างไสวเช่นกัน ไม่มีความยิ่งใหญ่ของใครหรืออะไรบนโลกนี้ทั้งนั้นที่จะแช่แข็งวันเวลาได้ 

“น้องเห็นเส้นขอบฟ้าตรงนั้นไหม” เมื่อความสว่างเข้ามาเยือนทำให้ผมมองเห็นเส้นของขอบฟ้าถึงได้เหนี่ยวรั้งให้คนข้าง ๆ มองไปยังทิศทางเดียวกัน แต่กลับต้องหันไปมองเสียงหัวเราะแผ่วเบาจากคนที่ยืนเคียงข้าง ในช่วงเวลานั้นมันเหมือนวันเวลาเมื่อนานมาแล้วได้ไหลวนกลับมาที่เราอีกครั้ง 

“เห็นสิน้องฟ้าไม่ได้ตาบอดสักหน่อยแต่นั่นไม่ใช่เส้นขอบฟ้านะเพราะที่ตรงนั้นมันมีทั้งขอบฟ้าและมหาสมุทรต่างหากล่ะ อืม น่าจะเรียกว่าจุดสิ้นสุดเส้นขนานของเรามากกว่า ที่ที่จะเป็นที่ของเราสองคนยังไงล่ะ” รอยยิ้มแสนหวานสายตาแสนรักคือสิ่งที่ผูกมัดผมไว้ให้อยู่กับเขา เขาที่เป็นขอบฟ้ากว้างใหญ่และอบอุ่น เขาที่คอยโอบกอดมหาสมุทรที่เยือกเย็นและโดดเดี่ยวอย่างผมเอาไว้ เขาที่เป็นตลอดไปของผม ของนายมหาสมุทร ศิริณรงค์ฤทธิ์ คนนี้แต่เพียงผู้เดียว 

 

***อย่าให้ความหวือหวาความตื่นเต้นจากสิ่งรอบข้าง มาเป็นเหตุผลทำให้ความรู้สึกรักของเราลดน้อยถอยลง 

น้ำฟ้าจบถึงแค่ตอนนี้นะคะ ในส่วนที่เขียนช่วงโอมาอยู่ฟางจะไปเขียนต่อในเล่มซึ่งไม่เน้นโอชินเลยค่ะ จะรวบรัดตัดตอนย่อสรุปโอชินไว้ประมาณ2ย่อหน้าไม่เกินสิบสามบรรทัดในตอนพิเศษค่ะ 

ฟางว่ามันเป็นตอนจบที่ลงตัวที่สุดแล้ว ถึงจะผูกพันกับพี่น้ำน้องฟ้าและผองเพื่อนเพราะเราเฝ้ามองการเจริญเติบโตของพวกเขาตั้งแต่ขาสั้นคอซองแต่ทุกเรื่องราวย่อมมีจุดจบเพื่อที่จะพบกับจุดเริ่มต้นของคู่ใหม่ สิ่งใดที่ดีขอให้เก็บมาใช้ สิ่งไหนไม่ดีขอให้เก็บไว้เป็นบทเรียนเพื่อให้เราระวังในทุกฝีก้าวที่ก้าวเดินนะคะ  

ขอบคุณที่เอ็นดูเด็ก ๆ ขอบคุณที่ร่วมแบ่งปันความทุกข์ร่วมยินดีในวันที่ฟางมีความสุข ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ฟางมาตลอด ขอบคุณที่ซัพพอร์ตฟางเสมอ ถ้าไม่รบกวนเกินไปอยากให้อยู่กันไปอย่างนี้นาน ๆ นะคะ  

แล้ววันศุกร์ฟางจะมาเปิดเรื่อง ทะเลร้ายพ่ายเหมันต์ เป็นคู่เฮียทะเลให้นะคะ แล้วเจอกันในชีวิตของคู่ต่อไปจ้าว ขอบคุณจ้าว 

#หนังสือยังสามารถสั่งจองได้เรื่อย ๆ ถึงวันที่8พย. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ ฟาง นิยายวาย36 #ฟางยังไม่มีแผนทำอีบุ๊คนะคะต้องขออภัยด้วยจ้าว 

ความคิดเห็น