Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 36

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 36

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 576

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2563 20:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 36
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 36 

  

"อืม..." พี่ดินผละจูบออกจากปากผมแต่ริมฝีปากอุ่นๆ นั่นยังคงคลอเคลียเกลี่ยไล้เล่นกับริมฝีปากของผมไม่ห่าง 

“พะ พี่ดินลุกออกจากตัวผมเลย” ผมกลั้นใจบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่มันค่อนข้างจะสั่น มันคงสั่นไปตามจังหวะการเต้นของใจผมนั่นแหละ 

ตอนนี้พี่ดินนอนทับอยู่บนตัวผมที่รองรับด้วยโซฟาตัวนุ่ม พี่เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงมาที่ผมทั้งหมด ใช้ร่างผมรองรับเนื้อตัวอุ่นๆ ของเขาทั้งยังบดเบียดตัวตนของเขาลงมาที่ตัวตนของผมพี่ดินขยับเอวเบาๆ ให้ส่วนกลางกายของเราสัมผัสกันผ่านเนื้อผ้า แม้ว่ามันจะไม่รู้สึกมากแต่ผมก็รู้สึกอยู่ดีว่าอะไรๆ ของเรากำลังสัมผัสกันอย่างแนบชิด 

“หืม? ได้จูบพอใจแล้วก็ไล่พี่เลยนะ” พี่ดินพูดแหย่ผมก่อนจะกดจูบลงมาหนักๆ ที่ริมฝีปากผมอีกครั้งแล้วยอมลุกออกไปจากตัวผมแต่โดยดีแล้วผมก็ดีดตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วทั้งยังขยับออกห่างจากพี่ดินอีกด้วย 

ผมกลัวพี่เขาจะจูบผมอีกน่ะสิเลยต้องออกห่างๆ พี่เขาไว้ 

“ปะ เปล่าซะหน่อย” ผมแย้งไม่เต็มเสียงนัก จะบอกว่าผมพอใจได้ยังไงพี่เขาเป็นคนเริ่มจูบผมเองแท้ๆ 

“จริงอ่ะ” พี่ดินถามแล้วยื่นหน้ามาใกล้ 

“อืม” 

“อืมแล้วเขินทำไม” พี่ดินยังแกล้งผมไม่เลิก พี่เขาใช้ทั้งน้ำเสียงและแววตาล้อเลียนผม 

“ไม่ได้เขิน!” ผมบอกเสียงดุ 

“หน้าแดงขนาดนี้ ไม่เขินเลยเนอะ” พี่ดินว่ายิ้มๆ แล้วยื่นมือมาดึงแก้มผมจนมันยืดไปตามแรงดึงนั้น 

“อื้อ เจ็บ!” ผมว่าแล้วปัดมือพี่ดินออกจากแก้มตัวเองส่วนพี่เขาก็แค่หัวเราะหึๆ ในลำคอแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 

“เรื่องฝุ่นพี่เอาจริงนะ” พี่เขาว่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแต่น้ำเสียงกลับเข้มจัดบ่งบอกว่าไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด 

“...” ผมได้แต่นั่งนิ่งๆ แล้วเม้มปากเข้าหากันแน่นๆ มองตามร่างสูงโปร่งของพี่ดินที่เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วเอาน้ำออกมาเปิดดื่ม 

ผมไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่พี่ดินบอกว่าเอาจริงนั้นพี่เขาจะเอาจริงได้แค่ไหน มันจะตลอดรอดฝั่งมั้ยหรือว่ามันจะล่มกลางคันแบบไม่เป็นท่าผมก็ไม่รู้แต่ที่ผมรู้คือผมยังไม่ตอบตกลงกับพี่ดินง่ายๆ หรอก เพราะผมเจ็บมาเยอะแล้ว ผมยังต้องการเวลาให้กับตัวเองทบทวนอะไรอีกสักนิด ต้องการเวลาให้พี่ดินพิสูจน์ตัวเองอีกสักหน่อยและให้เวลาพี่เขามั่นใจในการตัดสินใจของเขา ว่าพอตกลงคบกันแล้วเขาจะไม่เปลี่ยนใจขึ้นมาเพราะถ้าเป็นแบบนั้นคนที่แย่ก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผมคนนี้นี่แหละ 

  จริงอยู่ที่ผมอาจจะปล่อยตัวปล่อยใจเผลอไผลไปกับพี่ดินบ้างแต่ผมก็รู้ว่าขอบเขตมันอยู่ตรงไหน ผมรู้ว่าผมต้องทำแค่ไหนผมถึงจะไม่เจ็บปวดไปมากกว่าที่ผ่านๆ มา... 

วันเวลาที่ผ่านมามันทำให้ผมโตขึ้น ไม่ใช่แค่อายุ ไม่ใช่แค่ร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่มันทำให้ผมรู้จักสร้างภูมิต้านทานให้กับตัวเองมากขึ้นจะได้ไม่กลับไปเจ็บแบบเดิมซ้ำๆ 

ผมรักพี่ดินแค่ไหนผมรู้ดี 

พี่ดินเป็นรักแรกที่ผมรักมากและไม่เคยคิดที่จะเลิกรักถึงแม้ว่าจะไม่ได้เจอพี่ดินอีกผมก็ไม่เลิกรักเขา แต่มันคงเป็นรักที่ไม่สมหวังและคงเป็นรักที่ผมจะเก็บมันไว้ให้ลึกที่สุดของหัวใจ แต่ในวันนี้ วันที่ผมกับพี่ดินได้กลับมาเจอกันอีกแบบนี้ อยู่ด้วยกันแบบนี้ ใกล้ชิดกันแบบนี้ พี่เขาก็ยังทำให้ใจผมเต้นเร็วได้ตลอดแล้วมันก็ย้ำให้ผมรู้ว่าเขายังคงเป็นความรักของผมและเป็นคนที่ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงเสมอ 

“คิดอะไรอยู่ หืม?” พี่ดินเดินกลับมานั่งลงข้างผมพร้อมถามคำถามที่ทำให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิดของตัวเอง 

“เปล่าครับ” 

“...” พี่ดินมองหน้าผมเหมือนไม่เชื่อในคำพูดที่ผมบอกว่าเปล่า 

“ไม่มีอะไรจริงๆ ครับ” ผมบอกยืนยันคำว่าเปล่าของผมอีกครั้ง 

“เปล่าแล้วทำไมคิ้วถึงได้ผูกโบว์แบบนี้ล่ะ” พี่ดินว่าแล้วเอานิ้วมาจิ้มระหว่างหัวคิ้วของผม 

“ก็...ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ” 

“ไม่คิดก็ไม่คิดครับ แล้วนี่หิวข้าวหรือเปล่า” พี่ดินถอดใจแล้วตั้งคำถามใหม่กับผม 

“ไม่หิวครับ เพิ่งจะกินมาเอง” ผมบอกแล้วหยิบรีโมทมากดเปลี่ยนช่องที่ก่อนหน้านี้จอภาพมันฉายซีรีส์ฝรั่งอยู่ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากดูแต่ผมคิดว่าควรหาอะไรทำเพื่อให้ตัวเองสงบ 

ถูกพี่ดินปลุกปั่นเมื่อกี้มันก็ไม่ใช่ว่าผมจะไม่รู้สึกสักหน่อย ผมเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นคนธรรมดาที่มีความรู้สึกมีความต้องการไม่ต่างจากคนข้างๆ ผมตอนนี้ที่นั่งมองหน้าผมไม่เลิก 

ผมรู้ว่าพี่ดินอยากทำมากกว่าจูบแต่ก็นั่นแหละในเมื่อผมไม่ยอมพี่ดินก็คงไม่อยากฝืนความรู้สึกผม เพราะถ้ามีความสุขอยู่ฝ่ายเดียวแบบนั้นมันเรียกว่าเห็นแก่ตัวมากเลยนะ 

“แซนวิชแค่ชิ้นเดียวฝุ่นเหรอ” พี่ดินถามแล้วเลิกคิ้วยิ้มๆ 

“ก็...” ก็ไม่อิ่มหรอก แต่ตอนนี้ก็ยังไม่หิวนี่ 

“เอานมอุ่นๆ สักแก้วมั้ยเดี๋ยวพี่ทำให้” พี่ดินว่าแล้วดึงมือผมไปจับพอผมหันไปมองก็ต้องชะงักเมื่อดวงตาคู่สวยของพี่ดินกะพริบปริบๆ มองผมอยู่ 

“ไม่ต้องเอาใจผมขนาดนี้ก็ได้นะ” ผมว่าแล้วเสมองไปที่ทีวีจอใหญ่ของเขา 

ใจมันเต้นแรงจนไม่สามารถมองสบตากับพี่ดินตรงๆ ได้ 

“ไม่เอาใจคนที่ชอบแล้วจะให้พี่ไปเอาใจใครล่ะ หืม?” พี่ดินว่าแล้วกระชับมือผมแน่นขึ้น 

“...” ก็ไม่เห็นต้องมาทำเสียงอ้อนกันขนาดนี้เลย 

ผมนั่งนิ่งๆ ให้พี่ดินจับมืออยู่อย่างนั้น รู้ตัวอีกทีพี่ดินก็ขยับมานั่งซ้อนอยู่ด้านหลังของผมแล้ว  

“อื้อ พี่ดินอึดอัด” ผมบอกพร้อมพยายามขยับตัวออกจากหว่างขาของคนที่กอดผมอยู่ด้านหลัง  

มันไม่ใช่แค่อึดอัดที่พี่เขากอดแต่ผมกลัวใจตัวเองเพราะพี่ดินเขายังไม่สงบหรือไม่มันก็อาจจะกำลังตื่น หรือจะอะไรก็ช่างแต่ผมไม่อยากนั่งอยู่ในท่านี้ ไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้ ตรงที่มีสิ่งนั้นของพี่ดินดุนดันอยู่ตรงก้นผมเนี่ย 

“พี่ก็แค่กอดเอง” พี่ดินว่าเสียงอ้อนพร้อมกับวางคางเกยไหล่ผมกอดกระชับผมแน่นขึ้นแล้วจมูกโด่งๆ นั่นก็กดลงบนแก้มผมเบาๆ 

“กอดอะไรล่ะ นี่พี่กำลังลวนลามผมอยู่ต่างหาก” ผมหันไปมองดุแล้วว่าพี่เขาดุๆ ก่อนจะหันกลับมาเมื่อพี่ดินตั้งท่าจะฉกปากลงมาที่ปากผม 

“เฮ้อ คนอะไรก็ไม่รู้ใจแข็ง ใจร้าย จะทรมานพี่อีกนานแค่ไหน หืม?” 

“ก็จนกว่าพี่จะทำให้ผมมั่นใจว่าพี่จะมีแค่ผมคนเดียว จะรักแค่ผมคนเดียวนั่นแหละ” ผมตอบคนที่ทำเสียงน้อยอกน้อยใจด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแล้วพี่เขาก็ปล่อยแขนออกจากเอวแต่เปลี่ยนมาจับไหล่ผมทั้งสองข้างเพื่อให้หันไปเผชิญหน้ากันตรงๆ 

“แล้วเราจะได้รู้กันว่าพี่เอาจริงและจริงจังกับฝุ่นมากแค่ไหน” พี่ดินว่าเสียงเข้มจริงจังทั้งน้ำเสียง สีหน้าและแววตาที่จ้องเข้ามาในตาผม 

“กะ ก็มาลองดูกันว่าพี่จะทำได้อย่างที่ปากพูดมั้ย” 

“ดีล” 

“อือ” 

และหลังจากวันนั้นพี่ดินก็ขยันทำตัวดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งมารับมาส่งผมที่บ้านแล้วพี่เขาก็รีบกลับคอนโดพอถึงก็โทรมารายงานผมแทบจะทันที 

“หน้าบาน ยิ้มหน้าบานตั้งแต่เช้าจนค่ำจนกูหมั่นไส้แล้วนะเนี่ย” ก็อตว่าแซะผมอย่างไม่จริงจังนักเพราะว่ามันพูดไปยิ้มไป 

“อย่าอิจฉาสิ” ผมบอกมันยิ้มๆ 

“เหอะ! ใครอิจฉา ไม่ได้อิจฉาแต่ก็มีเรื่องอยากบอกมึง” ก็อตว่าแล้วผมก็เลิกคิ้วมองมันด้วยหัวใจที่เต้นแทบจะไม่เป็นจังหวะเพราะกลัวจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพี่ดิน เรื่องที่ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้น 

“บอกเรื่อง?”  

“อย่าทำหน้าแบบนั้น พี่ดินของมึงไม่ได้ไปทำอะไรไม่ดี เขาเลิกไปที่ร้านนั้นมาสักพักแล้วไม่รู้ว่าไปโดนใครร่ายมนต์ใส่” มันว่าแล้วเบ้ปากใส่ผมเหมือนว่าหมั่นไส้ผมเต็มทน 

“เฮ้อ...” ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่คงจะถอนหายใจดังไปหน่อยก็อตมันเลยหัวเราะซะดังลั่น 

“โอ๊ย กูขำหน้ามึงตอนนี้มากเลยฝุ่น” มันว่าทั้งๆ ที่ยังหัวเราะผมอยู่นั่นแหละ 

“เลิกขำแล้วบอกเรื่องที่มึงจะบอกมาสักทีเหอะ กูรำคาญ” ผมด่ามันแล้วทำหน้าเหม็นเบื่อใส่จนมันเลิกขำในที่สุด 

“เออๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกแต่ก็อาจจะเป็นเรื่องใหญ่ถ้ามีคนไม่หวังดีไปปั่นให้มันเป็นเรื่อง” ก็อตว่าให้ผมเลิกคิ้วงงกว่าเดิม 

“...” ผมเงียบและรอฟัง  

“มึงกับพี่ดินของมึงน่ะ กูว่าพักนี้ห่างๆ กันหน่อยก็ดีนะ คนเขาเริ่มเม้าท์กันแล้วนะมึง ว่ามึงกับเขามันยังไงๆ กันแล้วน่ะ” 

ผมเข้าใจในทันทีว่ายังไงๆ ที่ใครๆ เขาหมายถึงนั้นคืออะไร 

แรกๆ คนอาจจะคิดว่าผมกับพี่ดินเป็นคนรู้จักกันและสนิทกันซึ่งนั่นก็ไม่ผิดเพราะเรารู้จักกันและสนิทกันจริงๆ สนิทจนถ้ามากกว่าที่เป็นอยู่ก็คือผัวเมียแล้วนะ แล้วการที่ผมกับพี่ดินมามหา’ลัยด้วยกันทุกวันแถมยังกลับด้วยกันทุกวันแบบนี้คนรู้จักกันทั่วๆ ไปไม่น่าจะทำแบบนี้ได้นอกจากคนที่อยู่บ้านเดียวกันจริงๆ หรือบ้านอยู่ทางเดียวกัน แต่ผมกับพี่ดินไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันอีกทั้งบ้านก็อยู่กันคนละทางเลย 

“กูบอกเพราะหวังดีหรอกนะ ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องความรักของมึงหรอก” ก็อตมันว่าผมเลยพยักหน้าให้มัน 

“อืม ขอบใจที่บอกกูจะระวังให้มากขึ้น” ผมว่าแบบนั้นแล้วมองมันอย่างซาบซึ้ง รู้สึกขอบคุณมันจริงๆ ที่เตือนสติผมเพราะจริงๆ ผมก็ลืมคิดเรื่องนี้ไปเหมือนกัน 

ถ้าเรื่องนี้ถูกแพร่ข่าวลือออกไปจากคนไม่หวังดีหรือจากใครก็ตามที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ผลกระทบของมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ว่าจะกับพี่ดินที่เป็นอาจารย์หรือกับผมที่เป็นนักศึกษา ไม่ว่าจะมองทางไหนผลกระทบของมันก็คงจะรุนแรงจนผมอาจจะรับไม่ไหวและพี่ดินเองก็คงจะไม่ต่างกัน เขาอาจจะเสียหน้าที่การงานเพราะผม เพราะความสัมพันธ์ของเราสองคน 

ผมคงต้องห่างๆ จากพี่ดินบ้าง งั้นก็คงต้องเริ่มจากวันนี้เลยผมเอาโทรศัพท์ออกมากดส่งข้อความหาพี่ดิน บอกพี่เขาว่าวันนี้ผมจะกลับเองบอกว่าวันนี้เราควรแยกกันกลับถึงบ้านแล้วผมจะโทรหาพี่ดินตอบกลับมาในทันทีที่เปิดอ่านข้อความผม 

‘อย่าคิดมาก กลับบ้านดีๆ นะครับ ถึงแล้วโทรหาพี่ด้วย’ 

ความคิดเห็น