ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.7 [ความลับบนชั้น 3]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.7 [ความลับบนชั้น 3]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2559 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.7 [ความลับบนชั้น 3]
แบบอักษร

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

PARTแรก เงิน+กัส / ตอนที่ 7 [ความลับบนชั้น 3]

...........................................................

โบราณว่า ความสุข มักจะอยู่กับเราได้ไม่นาน...

น้ำเงินไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น เขารู้แค่เพียงว่า ณ ตอนนี้ เขากำลังมีความสุขกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานในหัวใจ และทำท่าว่าดอกไม้นั้น จะเข้าไปบานในหัวใจของออกัสด้วยอีกคน

ความรักอาจจะบังตาให้น้ำเงินลืมความสงสัยที่เคยมีอยู่ในใจไปชั่วคราว ตอนนี้อะไรๆ ก็ดีไปหมดสำหรับเขา ส่วนสาวน้อยที่ชื่อ เฟียร์ก็ถูกลบออกไปจากความทรงจำชั่วระยะเวลาหนึ่งด้วย

แม้น้ำเงินจะพยายามบอกตัวเอง ว่าเขาคือผู้ชายที่แมนทั้งแท่ง แต่บางทีเรื่องของความรู้สึกมันก็ช่างอธิบายยาก ยิ่งกับออกัส ยิ่งเกินคำว่ายากขึ้นไปอีก

ผู้ชายคนนั้นเป็นคนแปลก...

แต่สงสัยน้ำเงินจะชอบของแปลก

ความแปลกที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะอะไร และไม่มีทฤษฎีจิตวิทยาใดจะนำมาอธิบายพฤติกรรมของออกัสได้ น้ำเงินเคยพยายามมาก จนเลิกพยายามไปแล้วที่จะถามเขาเรื่องนั้น

ถามไปก็เท่านั้น ยังไงออกัสก็ไม่ยอมปริปากบอกเขาอยู่ดี ว่าจริงๆ แล้ว เขามีอะไรที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่รึเปล่า

.

.

.

#เสียงจากน้ำเงิน

ในห้องทำงานของออกัส...

ผมได้รับคำสั่งให้ถือน้ำชาเข้ามาที่นี่ในตอนเที่ยงคืนของทุกวัน ก่อนจะออกไปที่ป่าหลังปราสาทเพื่อไปพบม้ายูนิคอร์นสองตัวนั้นตามปกติ ออกัสนั่งทำงานเอกสารอะไรบางอย่าง ที่ผมเองก็อ่านภาษากรีกไม่ออกว่ามันหมายถึงอะไร หรือเอกสารพวกนั้นมีข้อความเกี่ยวกับอะไร ผมรู้แค่ว่าออกัสชอบนั่งคุยกับผม ถามนั่นถามนี่ไปเรื่อย จนเราสนิทกันมากขึ้น

“วันนี้ครั้งที่ 4 แล้วใช่มั้ย ที่นายต้องเอาเลือดยูนิคอร์นมาให้ฉัน”

“ครับ” ผมพยักหน้า

คนร่างสูงดูนาฬิกา และโบกมือให้ผมออกจากห้องไป

“งั้นนายไปเถอะ เสร็จแล้วก็เอาให้อาเธอร์ เขาจะนำขึ้นไปให้ฉันบนชั้น 3 เอง”

“ครับ” ผมพยักหน้าอีกครั้งและออกจากห้องมา

.

หลังจากที่โดนจูบไปวันนั้น ผมก็ไม่กล้าสบตาออกัสเต็มๆ ตาอีกเลย

เพราะผมกลัวใจตัวเอง กลัวว่ามันจะเตลิดไปไกลมากไปกว่านี้น่ะสิ

.

คุณแอ็ดวิคและคุณวิคตอเรียมาตรงเวลาเป๊ะ ผมก้มหัวให้และยิ้มทักทายอย่างอารมณ์ดี ตอนนี้สายตาของผมเริ่มชินกับการมองเห็นในความมืด และสามารถมองเห็นได้ดีด้วย เห็นได้ดีทีเดียวล่ะ ว่าคุณวิคตอเรียกำลังท้อง

“เบิกบานเชียวนะคุณผู้หญิง” ผมทักทายเธออย่างสดใส

คุณวิคตอเรียส่งเสียงครืดคราดออกมาอย่างพอใจ และก้มหัวลงดื่มน้ำชาคาร์โมมายล์ที่ผมเทใส่ชามสีทองให้

“แปลกจังเลยนะครับ ตอนแรก ผมคิดว่าผมจะทนอยู่ที่นี่ไม่ได้ซะอีก แต่ไปๆ มาๆ ก็อยู่ได้ และปรับตัวได้เร็วกว่าที่คิดด้วย”

“.....”

“จริงๆ การทำอะไรตอนเที่ยงคืนมันก็ไม่ได้แย่เนอะ แปลกดีด้วยซ้ำ ปกติผมจะเคยชินกับตอนกลางวัน”

“.....” ม้ายูนิคอร์นทั้งสองตัวยังเงียบ และยืนสะบัดหางไปมาแสดงความรำคาญแมลงตัวเล็กตัวน้อยที่มากวนใจให้หงุดหงิด ผมชวนทั้งสองคุยต่ออีกหน่อย ก่อนจะใช้เข็มฉีดยาเจาะเลือดออกมาได้ 2 หลอดเสร็จเรียบร้อย

“ขอโทษที่ทำให้เจ็บนะครับ วันนี้เอายอดอ่อนใบชามาให้ เห็นครั้งนั้นคุณทานซะหมดเลย ผมเลยคิด (เอาเอง) ว่าคุณคงชอบ แล้วพบกันใหม่วันพรุ่งนี้ครับ” ผมก้มหัวให้ม้าทั้งสองตัว และตามธรรมเนียม เขาต้องก้มหัวตอบผม

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงคิดว่าออกัสเป็นคนบ้า ที่ยืนคุยกับม้าได้เป็นวรรคเป็นเวร และตอนนี้ คำพูดนั้นกำลังย้อนกลับมาหาผม ผมเองก็คงเป็นบ้าเหมือนกันที่ยืนคุยกับม้าทุกวันมาได้เดือนกว่าๆ เกือบสองเดือนแล้ว

สองเท้าของผมรีบจ้ำกลับไปยังปราสาทอลาสเตอร์ให้ไวที่สุด โอเค...ถึงแม้ว่าผมจะเคยชินกับความมืดไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะชอบมันนี่นา ผมก็ยังเป็นมนุษย์ ที่มีความกลัว ยิ่งอยู่ในป่ามืดๆ คนเดียวก็อดที่จะจินตนาการไปต่างๆ นานาไม่ได้เหมือนกัน

“คุณลุงอาเธอร์ครับ” ผมตะโกนเรียกทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในปราสาท ตอนนี้ทั้งหลังเงียบกริบ เหมือนไม่มีใครอยู่

ผิดวิสัยของคนบ้านนี้ ปกติเห็นครึกครื้นกันตอนกลางคืนนี่นา

“คุณลุงอาเธอร์...”

“อ่า คุณน้ำเงิน” ชายเกือบชราวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากทางเดินสักที่ในปราสาท ผมไม่รู้หรอกกว่าลุงแกมาจากไหน แต่แกตรงเข้ามาหาผมด้วยท่าทีรีบร้อน

“ช่วยรอตรงนี้ก่อนนะครับ คุณออกัสกำลังมีธุระสำคัญ ยังไม่ว่างมารับหลอดเลือดตอนนี้ครับ”

“เอ่อ ออกัสบอกให้ผมเอาหลอดเลือดนี้ให้ลุง แล้วลุงจะเอาไปให้เขาเอง?”

“ตอนนี้ผมยังรับมันมาไม่ได้ครับ รบกวนคุณน้ำเงินนั่งรอตรงนี้ก่อนนะครับ ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิน 2 ชั่วโมง คุณออกัสคงทำสำเร็จ”

“ทำอะไรครับ?”

“เอ่อ... เอาเป็นว่า เดี๋ยวผมมาเอานะครับ” ลุงยิ้มให้ผมบางๆ สาบานได้ว่ามันเป็นยิ้มที่หลอกลวงที่สุด ก่อนที่แกจะเดินจากไป ผมถอนหายใจและมองหลอดเลือดยูนิคอร์นสองหลอดในมือของตัวเอง และยัดมันลงไปในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง

พลันนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นทางขึ้นบันได ยามสองคนที่เคยเฝ้าอยู่ ตอนนี้ไม่มีแล้ว

“แปลก...”

แปลกจริงๆ ทุกวันเห็นยืนกันเป็นหุ่นกระบอก ใครเรียกไปไหนก็ไม่ไป ทำไมวันนี้ทุกคนในบ้านถึงหายเงียบกันไปซะได้

ไปไหนกันหมดนะ

“แต่ก็ดี” นี่คงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ที่ผมจะได้ขึ้นไปดูข้างบนให้เห็นกับตา ว่าบนชั้น 3 มีอะไรที่มากกว่าห้องนอนธรรมดารึเปล่า หรือ...หน้าตาพี่ชายของออกัสเป็นยังไง ทำไมถึงไม่เคยลงมาให้ผมเห็นหน้าบ้างเลย

ผมย่ำเท้าอย่างเงียบที่สุดผ่านชั้นสองของปราสาทขึ้นมาอย่างง่ายดาย ไม่มีแม่บ้าน ไม่มีแม้กระทั่งมดสักตัวจะเดินผ่าน มีแต่ความเงียบ และไอเย็นของอากาศอยู่เป็นเพื่อนผมเท่านั้น

ป้ายหน้าห้อง Οι απόγονοι του Δράκουλα ยังคงเป็นปริศนาสำหรับผม เดือนกว่าๆ ผ่านไป ผมก็ยังไม่สามารถที่จะเรียนรู้ภาษากรีกได้อยู่ดี แต่เป้าหมายของผมไม่ใช่ห้องนี้ มันคือห้องที่ติดป้ายหน้าห้องว่า “Augustian” ต่างหาก

ห้องนอนของออกัส คือห้องที่ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเขาเก็บซ่อนอะไรไว้ หรือแอบมีหนังโป๊ซุกไว้ที่หัวเตียงรึเปล่า

หึหึ...

ประตูบานใหญ่ถูกผลักออก มันมีเสียงดังออดแอดนิดหน่อย ทำเอาผมหัวใจแทบวาย กลัวจะมีใครมาได้ยินเข้าว่าผมอยู่บนนี้ ผมต้องย่องเข้ามาด้วยฝีเท้าที่เบายิ่งกว่าแมวผ่านตู้วอล์คอินโคเซ็ท เข้ามาเจอตู้หนังสือ เจอโต๊ะทำงาน และเจอเตียงนอน

“แม้กระทั่งในห้องนอนยังมีเอกสารทำงานอีก บ้าจริง” เขาจะบ้างานไปถึงไหนกันนะ

ผมมองทุกอย่างอย่างเพ่งพินิจ ห้องนี้สะอาดเรียบร้อย และเรียบหรูเกินคาด ผมคิดว่าผู้ชายเย็นชาอย่างออกัส น่าจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการเก็บกวาดห้องซะแล้ว ที่ไหนได้ น่าอยู่เหมือนกันแฮะ

เตียงนอนของเขากว้าง นอนสี่คนน่าจะได้ แถมยังนุ่มเด้งดึ๋งๆ อีกด้วย

บนหัวเตียง ไม่ได้มีหนังโป๊อย่างที่ผมคาดการณ์เอาไว้ แต่เป็นกรอบรูปของเขาที่ถ่ายคู่กับพี่ชาย กอดคอกันในสมัยที่ยังเป็นเด็ก ผมคิดว่าออกัสน่าจะรักพี่ชายของเขามาก ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีชื่อไวท์เวเรี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง แววตาของหมอนั่นจะมีประกายกระตือรือร้นเสมอ

“ไม่เห็นจะมีอะไรเลยแฮะ”

ผมมองดูจนทั่ว หรือแม้กระทั่งจะไปเปิดดูตามเอกสารทุกอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะเขาแล้วก็ตาม ไม่มีอะไรจะบอกผมได้ถึงความผิดปกติของเขาเลย

มีบางอย่างดลจิตดลใจให้ผมแอบถ่ายรูปเอกสารของเขาเอาไว้แผ่นนึง อาจจะไปให้เพื่อนที่มีความรู้ช่วยแปลให้ได้ ผมอาจจะไม่ต้องโง่เป็นกระบืออยู่เหมือนตอนนี้

ตอนนี้ ห้องนอนของออกัสก็ไม่เหลืออะไรให้ผมค้นอีกต่อไป เวลาที่นาฬิกาข้อมือบอกว่าผมใช้เวลาอยู่บนนี้ไปแล้ว 40 นาที เหลือเวลาอีก 1.20 ช.ม. กว่าออกัสจะเสร็จธุระ จะเสียมรรยาทเกินไปไหมนะ ถ้าผมจะขอเข้าไปทักทายพี่ชายเขาถึงในห้องนอนบ้าง

ว่าแล้วก็...

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

“คุณไวท์เวเรี่ยนครับ”

ประตูห้องนอนตรงข้ามของออกัส มีป้ายติดไว้ว่า ‘Sir,Whitewarion’ เป็นห้องนอนพี่ชายเขาอย่างแน่นอน หรือว่าพี่ชายเขาจะหลับอยู่นะ ไม่เห็นส่งเสียงตอบรับผมเลย

“หรือว่าจะไม่อยู่ในห้อง”

.

จริงๆ พ่อแม่ผมสอนมานะครับ ว่าอย่าเข้าห้องคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คราวนี้มันอยากรู้จริงๆ นี่นา ไหนๆ ก็มีโอกาสได้ขึ้นมาโดยที่ไม่มีไอ้ยามสองคนข้างล่างคอยขวางแล้ว ก็ขอเข้าไปเจอหน้าสักหน่อยก็แล้วกัน

ทันทีที่ผมผลักประตูเข้ามาด้านใน ผมก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกอย่างประหลาด

.

.

ห้องนี้มีกลิ่นน้ำอบดอกกุหลาบอยู่จางๆ และเป็นห้องที่ใหญ่มากกว่าห้องนอนของออกัสประมาณ 3 เท่า ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องทำงาน ถูกแบ่งแยกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนออกจากห้องนอน ดีไม่ดีอาจใหญ่เท่าบ้านหลังนึงเลยก็ได้ ผมเดินดูรูปภาพที่ติดไว้ตามฝาผนังอย่างสนใจ ดูท่าพี่ชายออกัสจะเป็นคนที่เก่งมาก เพราะมีแต่รูปเขารับถ้วยรางวัลอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด

“รูปนี้ตลกดีแฮะ” ผมยกกรอบรูปบนโต๊ะทำงานขึ้นมาดู มันเป็นรูปแอบถ่ายตอนนี้ออกัสและคุณไวท์แย่งไอติมกันตอนเด็กๆ ทั้งสองคนร้องไห้จ้าอยู่กลางสนามหญ้าพร้อมกับหมาไซบีเรียนฮัสกี้อีกหนึ่งตัวนั่งแลบลิ้นอยู่ข้างๆ

หลังโต๊ะทำงาน มีประตูอีกประตูหนึ่งทำจากไม้สักทอง ผมเดาว่า ห้องนอนคงจะอยู่หลังประตูนั้น

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“คุณไวท์ครับ ผมน้ำเงิน สัตวแพทย์ที่มาใหม่ ขออนุญาตเข้าไปนะครับ”

“.....”

“เงียบแปลว่าอนุญาตนะครับ”

“.....”

โอเค ผมเลยเดินเข้ามาข้างในอย่างใจเย็น แม้ว่าตรรกกะการคิดเองเออเองแบบนี้มันจะประหลาดอยู่ แต่มันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรบางอย่างที่ผมไม่คาดคิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้

ในห้องนอนห้องนี้ ไม่ได้มีเตียงนอนเหมือนห้องออกัส แต่มันเป็นห้องโล่งๆ ที่มีไอเย็นของหมอกลอยปกคลุมเลียดพื้น

จุดไคลแม็กซ์อยู่ที่กลางห้อง มีโลงศพทรงหกเหลี่ยมตั้งอยู่ โลงนั้นถูกหนามกุหลาบพันรอบเอาไว้!

.

.

ผมยืนค้าง และทำอะไรไม่ถูกไปหลายนาที

.

หรือว่าออกัสจะเป็นฆาตกร ฆ่าพี่ชายตัวเองเพื่อฮุบสมบัติ แล้วเอาศพมาซ่อนไว้ในนี้ ที่ห้ามไม่ให้ผมขึ้นมา เพราะกลัวผมจะรู้ความจริงงั้นเหรอ?

.

.

“เห้ย ไม่มั่ง” นั่นอาจไม่ใช่โลงศพก็ได้ อาจจะเป็นหีบใส่ผ้าก็ได้ (คิดในแง่ดีสุดๆ)

ผมพยายามยิ้ม ทั้งๆ ที่ในใจผมสั่นไปหมด ไม่ว่าบ้านนี้จะมีคนตายหรือไม่ มันก็ไม่ควรมีโลงศพมาวางในบ้านไม่ใช่เหรอ

.

.

และตามความเป็นจริง ผมควรจะรีบเผ่นออกจากห้องนี้ไปได้แล้ว ไม่ใช่สาวเท้าเข้าไปใกล้โลงกว่าเดิมแบบนี้

.

ฝาโลงไม่ได้ตอกตะปูเอาไว้ มันเผยอแง้มอยู่นิดหน่อย เหมือนปิดไม่สนิท ไม่รู้ว่าผมจะเกิดมาใจกล้าอะไรตอนนี้ มืออันสั่นเทาถึงได้เอื้อมไปเลื่อนฝาโลงสีทองนั้นออก เพื่อดูว่าใครกัน ที่เป็นผู้โชคร้ายนอนอยู่ข้างใน

หวังว่าจะไม่ใช่...

O O!!

.

.

คุณไวท์เวเรี่ยน!!!!!!!!!!!!!

.

.

เชี่ย!

นี่มันเรื่องบัดซบอะไรกันวะ! หรือว่าสิ่งที่ผมกำลังจินตนาการจะเป็นเรื่องจริง ออกัสฆ่าพี่ชายตัวเองเพื่อฮุบสมบัติจริงเหรอ?

.

“เอ๊ะ!

มีบางอย่างผิดปกติที่ทรวงอกของเขา

.

.

แผงอกกว้างมีการเคลื่อนไหว บ่งบอกว่าเขายังหายใจอยู่

ผมค่อยๆ ปัดหนามกุหลาบออกไปอย่างระมัดระวัง ไม่ให้มันเผลอมาทิ่มนิ้วตัวเองได้ แล้วขยับเข้าไปใกล้โลง เพื่อฟังเสียงอะไรบางอย่างในนั้น

.

เสียงชีพจรเต้น...

“คุณไวท์ไม่ได้ตายเหรอ?”

“.....”

ผมถือวิสาสะจับที่ข้อมือของเขาดู ร่างกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าคนตาย แต่ชีพจรและหัวใจยังเต้นอยู่ แปลกจริงๆ

คนบ้าอะไรจะลงไปนอนเล่นในโลงวะ

.

.

ผมนั่งช็อคไปนานหลายนาทีทีเดียว กว่าจะมีสติกลับมานั่งดูหน้าพี่ชายของเขาได้

.

.

ผมสีน้ำตาลเข้ม...

คางมีไรหนวดขึ้นเล็กน้อย ขนตาที่ยาว หนา เป็นแพ จมูกโด่ง (มาก) ได้รูปเข้ากับใบหน้า ริมฝีปากหยักเชิด บ่งบอกได้เลยว่าเขาน่าจะดุ หรือไม่ก็เอาแต่ใจพอดู กับเปลือกตาที่ปิดแน่น ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ในตอนนี้

.

“หล่อว่ะ”

หล่ออย่างที่ออกัสพูดเอาไว้จริงๆ

.

ผมยกมือขึ้นปิดหน้าเขาไว้ครึ่งนึงและเพ่งพินิจดูอีกครั้ง

“เห็นแค่หูยังหล่อ คนไรวะ”

.

จริงครับ...

ผมไม่ได้พูดเกินจริงเลย พี่ชายออกัสหล่อมาก มองในบางมุม อาจดูดีกว่าออกัสด้วยซ้ำไป ผิวพรรณมีสุขภาพดี มีกล้ามเนื้อเล็กน้อย ไม่ผอมเท่าออกัส ส่วนสูงน่าจะพอๆ กัน แต่ที่สำคัญคือ ผิวซีดมาก

ซีดจนเหมือนคนตาย

.

“อ๊ะ!” ที่ข้อมือของเขานั่นมัน...

“รอยเข็มฉีดยานี่นา”

.

ผมดูไม่ผิดแน่นอน นี่รอยเข็มฉีดยา ผมเป็นหมอ ถึงจะเป็นสัตวแพทย์ แต่ผมก็ดูออก ว่านี่คือรอยเข็มฉีดยา และรอยสีขาวตรงมุมเสื้อของเขา ก็น่าจะเป็นหยดเลือดยูนิคอร์น ที่แห้งไปแล้ว

.

“น นี่มันอะไรกัน!

.

ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวแล้วล่ะ (เพิ่งรู้สึก)

.

ถึงแม้ไอ้คุณพี่ชายจะหล่อ และมีพลังทำลายล้างกระตุกหัวใจให้สั่นหวั่นไหวยี่สิบริกเตอร์เพียงใดก็ตาม ผมจำเป็นต้องละสายตาจากใบหน้าเทพบุตรนั่น แล้วปิดฝาโลงเอาไว้ในมุมเดิม ก่อนจะพาร่าง (และสมองอันมึนตึ้บ) ของตัวเองลงมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมตรงชั้น 1 ให้ไวที่สุด

ลมหายใจของผมหอบแฮ่ก ภาพทุกภาพยังติดตา โลงหกเหลี่ยมสีทอง มีหนามกุหลาบพันเอาไว้ ในโลงมีพี่ชายออกัสนอนอยู่ ผมมั่นใจว่าต้องใช่เขา เพราะเขาหน้าเหมือนกับรูปที่ออกัสมีอยู่มากมายบนโต๊ะทำงาน และมีบางมุมที่คล้ายกับออกัส ข้อมือมีรอยเข็มฉีดยา มีหยดเลือดยูนิคอร์นเลอะเสื้อ ในห้องมีความเย็นมากกว่าปกติ และที่สำคัญ เขายังไม่ตาย!!!

.

ยังไม่ตายแน่ๆ แต่ทำไมถึงหลับสนิทได้ขนาดนั้นนะ...

.

ถ้าเป็นคนปกติ ผมเข้าไปอยู่ใกล้ขนาดนั้นต้องรู้สึกแล้ว แต่นี่อะไร คนเราจะนอนหลับลึกอะไรจะขนาดนั้นเหรอ?

.

แปลก!

.

หรือว่านี่คือความลับบนชั้น 3 ที่ออกัสและคนในบ้านอลาสเตอร์พยายามปกปิดผม แต่ผมต้องรู้ให้ได้ ว่าทำไมพี่ชายออกัสถึงต้องนอนอยู่ในโลงสีทองนั้นด้วย

“น้ำเงิน”

“ฮะ!!! เอ่อ ครับ! วะ ว่าไงครับ คุณออกัสเตียน มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ! เอ้อ ... น นี่เลือดยูนิคอร์นของคุณฮะ”

“หืม?” คนร่างสูงยืนมองผมอย่างสงสัย และทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวข้างๆ

“เป็นอะไรของนาย ทำไมวันนี้ตื่นเต้นจังที่เห็นฉัน หืม?”

“อ เอ่อ ผมเปล่าตื่นเต้นครับ เอ่อ ตื่นเต้นนิดหน่อยครับ ว วันนี้คุณหล่อจัง”

“หึหึ” ออกัสยิ้มอย่างอารมณ์ดี และรับหลอดเลือดยูนิคอร์นไปเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ

.

ทุกคนในบ้านปรากฏตัวขึ้นพร้อมๆ กับออกัสนั่นแหละ ตอนนี้ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ในบ้านไปตามปกติ ยามสองคนไปยืนเฝ้าบันได แม่บ้านเริ่มปัดกวาดเช็ดถู ลุงอาเธอร์ก็ไปล้างรถ และรดน้ำต้นไม้

แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามา บดบังรัศมีของดวงจันทร์กลมโตให้ค่อยๆ หายไป...ตอนนี้กำลังจะเช้าแล้ว

“คุณกัส”

“หืม?”

“วันนี้ผมขอออกไปในเมืองได้ไหม  ผมลืมไปเลยว่าต้องไปโอนเงินให้แม่”

“เอาสิ” เขาพยักหน้า

“เดี๋ยวฉันให้ลุงอาเธอร์ขับไปส่ง แล้วจะให้รอรับนายกลับมาด้วย”

“เอ่อ อย่าดีกว่าครับ” ผมปฏิเสธ “ถ้าคุณจะกรุณาให้ผมยืมรถสักคัน”

“อืม” ร่างสูงยิ้มบางๆ “ไปเลือกเอาเถอะ ในโรงรถน่ะ นายจะขับทีละสิบคันฉันก็อนุญาต”

“ขอบคุณครับ”

ออกัสยิ้มให้ผมอีกครั้ง และปลีกตัวเดินขึ้นชั้น 3 ไป

.

.

หัวใจผมเต้นไม่ลงจังหวะ ในขณะที่รีบเหยียบรถจนแทบจะเหาะไปให้ถึงเมืองโดยไว ผมจำเป็นต้องติดต่อเพื่อนที่รู้ภาษากรีกเดี๋ยวนี้ เพราะผมเริ่มสงสัยในอะไรบางอย่างของคนตระกูลอลาสเตอร์ขึ้นมาตงิดๆ แล้ว (จริงๆ ก็สงสัยมานานแล้วล่ะ)

ผมไม่ได้มาโอนเงินอย่างที่บอกเขาไปหรอก แต่มาเพื่อใช้ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ต่างหาก

.

ค่าบริการที่นี่ค่อนข้างแพง ผมมีเวลาแค่ชั่วโมงเดียวในการติดต่อธุระให้เสร็จ เพื่อไม่ให้ช้าไปจนทางนั้นสงสัย เว็บ Facebook จึงเป็นเว็บที่ผมเลือก เพราะน่าจะหาคนคุยได้ง่ายดี

.

นี่อาจจะเป็นคราวซวย ที่เพื่อนส่วนใหญ่ของผมเป็นสัตวแพทย์กันหมด และที่เหลือก็เรียนสายวิทย์ ไม่มีใครจบสายศิลป์ภาษามาเลย

“เฟียร์...”

ใช่สิ!

เฟียร์ไง แฟนสาวของผม เธอเป็นดารา และแสดงละครมาแล้วหลายประเทศ รวมถึงกรีซด้วย ฉะนั้นภาษากรีกง่ายๆ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมั้ง

.

ผมลืมเธอไปได้ยังไงกันนะ!

แชทของเฟียร์ที่เด้งมาหาผมค้างเอาไว้เกือบร้อย เธอคงด่าผมเปิงไปแล้วป่านนี้ ที่เวลาผ่านไปเป็นเดือนเพิ่งจะมาตอบเธอ

[ออกจากหลุมได้แล้วเหรอคะเงิน เฟียร์นึกว่าคุณไปทำงานบนเขาพระสุเมรุซะอีก]

“ขอโทษครับที่รัก ผมคิดถึงเฟียร์ที่สุดเลยนะ แต่ที่บ้านไม่มีสัญญาณ เลยติดต่อกันลำบากมากเลย”

[ที่นั่นมันแย่มากเลยเหรอคะ] เธอถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง

“ไม่แย่หรอกจ้ะ ดีมากๆ แค่อับสัญญาณไปหน่อยเท่านั้นเอง แล้วเฟียร์ล่ะ ไม่คิดถึงผมเหรอ” ผมถามผ่านทางวีดีโอคอล เปิดทางเพื่อให้เธออารมณ์ดีขึ้น

[คิดถึงสิคะ เมื่อไหร่คุณจะกลับมาล่ะคะเงิน]

“อีกสักพักจ้ะ เอ้อเฟียร์ คุณอ่านภาษากรีกออกใช่มั้ย”

[พอได้ค่ะ ทำไมเหรอ]

“คุณช่วยแปลอะไรให้ผมหน่อยได้มั้ย” ผมไม่รอช้า รีบแนบไฟล์ภาพทั้งสองที่ถ่ายมาได้ให้เธอทันที

.

ภาพแรก คือป้ายหน้าห้องที่เขียนว่า Οι απόγονοι του Δράκουλα ส่วนอีกภาพ คือเอกสารที่ผมแอบถ่ายออกมาจากห้องนอนของออกัสหนึ่งแผ่น

[ป้ายหน้าห้องนั่น ถ้าเฟียร์มองไม่ผิด น่าจะแปลว่า สาวก หรือลูกหลาน หรือทายาทของเคาท์ แดรกคิวล่าค่ะ]

.

O.O! อะไรนะ!

[ส่วนอีกใบ...ยากจังค่ะเงิน ตัวหนังสือเยอะไปหมดเลย]

“เอาแค่คร่าวๆ ก็ได้ พอมองออกไหม” ผมถามต่อด้วยความกระตือรือร้น

เฟียร์เงียบไปพักใหญ่ กว่าจะตอบผมมาว่า

.

[เขาพูดถึงเรื่องพลังเยียวยาคนเจ็บของเลือดยูนิคอร์น เอิ่ม..แล้วก็การทำพิธีอะไรสักอย่างในคืนพระจันทร์เต็มดวงอะค่ะ ที่เหลือเฟียร์อ่านไม่ออกแล้ว นี่เงินไปเอากระดาษใบนี้มาจากไหนคะ ดูท่าทางเหมือนเป็นจารึกโบราณ หรือเอกสารเก่าๆ ที่น่าจะมีอายุหลายปีอยู่]

.

การทำพิธีในคืนพระจันทร์เต็มดวงงั้นเหรอ!

เมื่อคืนที่ทุกคนในบ้านหายไป เกี่ยวข้องกับข้อความนี้รึเปล่านะ

แล้วเลือดยูนิคอร์น มีพลังเยียวยาอะไรกัน เหมือนออกัสจะเคยพูดให้ผมฟังคร่าวๆ แต่ผมก็ดันไม่สนใจจะฟังซะด้วย

[เงินคะ]

เลือดยูนิคอร์น...พิธีในคืนพระจันทร์เต็มดวง...โลงหกหลี่ยม...และพี่ชายของเขาที่นอนอยู่ในโลงนั่น

.

ออกัสมีความลับอะไรกันแน่

[เงิน เงินคะ]

ไหนจะป้ายหน้าห้อง ที่มีการกล่าวถึงแดรคคิวล่านั่นอีกล่ะ

ทายาทของแดรกคิวล่า..

ทายาท... ทายาทงั้นเหรอ...

.

“แล้ววันหลังผมจะมาคุยด้วยใหม่นะเฟียร์” ผมปิดโปรแกรมแล้วเดินออกจากร้าน ขับรถมุ่งตรงกลับปราสาททันที

.

ลำคอของผมตีบตัน กินอะไรไม่ลงแม้กระทั่งน้ำลายของตัวเอง ทุกอย่างที่ผมพยายามปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องเป็นราว กำลังทำให้ผมคิดว่า...

ออกัสและพี่ชายของเขา (อาจรวมถึงทุกคนในบ้านอลาสเตอร์) เป็นแวมไพร์!’

.

นอนกลางวัน ตื่นกลางคืน ไม่ชอบแสงแดด ไม่กินกระเทียม เลี้ยงม้ายูนิคอร์น (ที่มีพลังเยียวยาอะไรสักอย่าง) พี่ชายนอนในโลง มีหนามกุหลาบ มีป้ายหน้าห้องที่เขียนอะไรแปลกๆ อาศัยอยู่ในปราสาทที่ห่างไกลจากชุมชน และ มีพลังมากเป็นพิเศษ

.

เออใช่!!!! ออกัสมีแรงเยอะมากกว่าคนทั่วไป ทำไมผมไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลยวะ!

นี่มันเรื่องตลกร้ายอะไรกัน ผมขอให้ป้ายหน้าห้องนั่นเป็นเพียงข้อความที่เขียนเล่นๆ และขอให้ทุกอย่างไม่ใช่อย่างที่ผมคิดด้วยเถอะ แค่มาเจอม้ายูนิคอร์นผมก็ช็อคจะแย่แล้ว นี่ถ้าเกิดคนในบ้านเป็นแวมไพร์อย่างที่ผมกำลังคิดขึ้นมาจริงๆ ผมต้องหัวใจวายตายคาที่แน่ๆ

.

ซึ่งทุกอย่างมันก็ประจวบเหมาะให้ผมคิดไปในทางนั้นซะเหลือเกิน

.

ผมเคยดูหนังเกี่ยวกับแวมไพร์มาบ้าง แม้ออกัสจะไม่ได้เหมือนในหนัง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีบางอย่างที่ใกล้เคียง เหมือนเขาจะเคยบอกว่า  ธรรมชาติสร้างพวกเรามา ให้มีหน้าตาดีกว่าคนทั่วไป เพื่อเอาไว้ดึงดูดเหยื่อ และเพื่อให้ง่ายต่อการขยายเผ่าพันธุ์

.

จริงสินะ...ในการ์ตูนเล่มนึงที่เคยอ่านเจอ ก็บอกผมว่า แวมไพร์จะมีหน้าตาดีกว่ามนุษย์ทั่วไปทั้งชายและหญิง เพื่อเอาไว้ดึงดูดให้เหยื่อหลงใหล และเพื่อดึงดูดพวกเดียวกันเองในการขยายเผ่าพันธุ์

.

แล้วทั้งออกัสและพี่ชายของเขา ก็มีหน้าตาที่ (โคตร) หล่อผิดมนุษย์มนาด้วยกันทั้งคู่

.

“โอ๊ย! ไม่ๆๆ เพ้อเจ้อแล้วน้ำเงิน ไม่มีแวมไพร์บนโลกนี้โว้ย!!!

.

แต่เอ๊ะ!

แต่นี่ผมกำลังอยู่บนแผ่นดินโรมาเนียนะ! แผ่นดินโรมาเนีย ที่ขึ้นชื่อ และมีตำนานเล่าขานกันอย่างโด่งดังเรื่องของแวมไพร์ แดรกคิวล่า และผีดูดเลือด...

หรือว่าออกัสจะเป็น...

“เห้ย! ไม่หรอก ไม่ๆๆ” ผมสะบัดหัวไล่ความคิดพวกนั้นไปอย่างรวดเร็ว

.

ปราสาทอลาสเตอร์เริ่มเด่นอยู่ไม่ไกลจากสายตา ผมเริ่มลังเลใจว่าจะกลับไปดีหรือไม่ เพราะอีกใจก็กลัว แม้อีกใจจะอยากรู้ก็ตาม

เอาวะ! แวะซื้อผ้าพันคอก่อนเลยแล้วกัน! ตอนนี้ผมคงต้องหวงคอตัวเองเอาไว้ให้มากๆ แล้วล่ะ

.....................................................

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ คอมเม้นต์ที ^^

ความคิดเห็น