email-icon facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 หวนสู่ความหลัง

ชื่อตอน : บทที่ 1 หวนสู่ความหลัง

คำค้น : ดินเคน Chains of heart

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 36.7k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2563 16:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 หวนสู่ความหลัง
แบบอักษร

 บทที่ 1 

หวนสู่ความหลัง 

[เคน ธิติดรณ์ จุนกั่ว]  

  

  

7 ปีก่อน 

 

ครั้งแรกที่ผมได้พบกับดินเมื่อตอนที่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 2 ตอนนั้นจำได้ว่าเพื่อนสนิทของผมที่ชื่อพายุวางแผนกำราบแฟนตัวเองด้วยการหนีหายหน้าไปหลายอาทิตย์พอถึงช่วงปิดเทอมก็ตามไปง้อไอ้หินผู้เป็นน้องรหัสของผมที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พวกเราเหล่าเพื่อนสนิทพายุเลยพากันติดตามไปด้วยกว่าสิบชีวิต

 

หลังจากที่พายุตามง้อหินจนสำเร็จเพื่อนทั้งหมดที่ติดตามไปด้วยจึงตัดสินใจไปเที่ยวภูสอยดาวกันเองเพื่อให้สองคนนั้นได้อยู่ด้วยกันแบบส่วนตัว พ่อของพายุให้คุณลุงสุชาติคนขับรถพาพวกเราไปส่งที่บริเวณตีนน้ำตกภูสอยดาวซึ่งถือว่าเป็นจุดสตาร์ทในการเดินขึ้นไปยังบนยอดภูที่เป็นจุดตั้งแคมป์ โดยพ่อของพายุท่านได้ทำการติดต่อจองเต็นท์ ลูกหาบ อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งยังขอให้มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำการเดินป่าเชิงอนุรักษ์และดูแลความปลอดภัยติดตามไปด้วยไว้ให้แก่พวกเราแล้วในนามของมหาวิทยาลัย

 

หลังจากที่มีการรับรองเอกสารกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็นำเราเดินทางขึ้นเขาโดยมีอาสาสมัครในพื้นที่อีกหนึ่งคนคอยติดตามดูแลคณะของเรา เด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่ที่เรียกได้ว่าน่าจะสูงพอ ๆ กับผมคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในมหาวิทยาลัย

 

เด็กคนนั้นมีชื่อว่า...ดิน หน้าตาของเขาโดดเด่นจนแม้แต่สองสาวรุ่นน้อง ข้าวจี่และคะน้า ยังกรี๊ดกร๊าดไม่ขาดปากไม่ว่าจะขอให้ช่วยอะไรเขาก็ทำให้โดยไม่อิดออด แข็งแรงและมีความชำนาญในการเดินป่า เขารู้จักพันธุ์พืชเกือบทุกชนิดที่อยู่บนเขาแห่งนี้ น่าจะมีประสบการณ์ในการพากลุ่มคนขึ้นมาบนนี้หลายครั้งเป็นแน่

 

เพียงแค่เดินขึ้นมาถึงเนินแรก เนินส่งญาติข้าวจี่ก็ถึงกับร้องจะกลับท่าเดียวจนต้องวุ่นวายให้กลุ่มชายฉกรรจ์อย่างพวกเราทั้งผลักทั้งดันทั้งให้กำลังใจกันอยู่ไม่ขาด แถมเป้กระเป๋าขวดน้ำที่พกมาดินก็ยังเป็นคนถือเอาไว้ให้ทั้งหมด

 

หลังจากผ่านเนินปราบเซียนในจุดที่สองเข้าสู่เนินป่าก่อตอนนี้หลายคนในคณะเริ่มที่จะเดินช้าลงเพราะความเหนื่อยขนาดพวกเราเป็นนักกีฬายังไม่ชินกับเส้นทางเดินเขาที่เปียกชื้นเลยแต่ดินกลับเดินสบาย ๆ ในขณะที่เขาเอาสัมภาระของคนอื่นมาถือไว้แทน

 

พี่เจ้าหน้าที่คงเห็นพวกเราเริ่มเหนื่อยก็เลยทำทีหยุดเดินเป็นช่วง ๆ แนะนำเรื่องต้นไม้ เห็ดที่ขึ้นตามป่าเขาหรือแม้กระทั่งให้พวกเราได้หยุดถ่ายรูปกันเป็นระยะ

 

“แฮ่ก...แฮ่ก พี่หนูกำลังจะตายแล้วค่า” ข้าวจี่ถึงกับหอบออกมาหน้าซีดเชียว “อีกไกลรึเปล่าคะกว่าจะถึงจุดตั้งแคมป์” ถึงแม้ข้าวจี่จะหันมาถามพวกผมแต่คนที่ตอบออกมาแทนกับเป็นเด็กหนุ่มคนนั้น

 

“เพิ่งจะผ่านมาได้ครึ่งทางเองครับ เหนื่อยก็พักกันก่อนเนินเสือโคร่งกับเนินมรณะทางขึ้นจะยิ่งชันมากกว่าตรงนี้อีก” ก็ไม่รู้ว่าที่พูดมานี่คือการให้กำลังใจรึเปล่าแต่สองสาวมันถึงกับเบะปากมองไปยังเส้นทางที่เราเดินขึ้นมาอย่างเดียวเลย

 

“พอพ้นเนินมรณะก็เป็นจุดตั้งเต็นท์แล้วครับ ช่วงเดือนธันวาคมแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะจองกันเข้ามาได้ง่าย ๆ หรอกนะครับมีหลายคณะที่พลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสธรรมชาติยังไงก็ลองไปให้ถึงที่สุดเถอะครับ ตอนกลางคืนดาวที่นี่จะสวยมาก ไม่อยากลองชนะใจตัวเองสักหน่อยเหรอครับ” คำพูดของเขาถึงกับทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับยิ้มออกมาเลยและมันทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจมองยังไงเด็กคนนี้ก็น่าจะอายุใกล้เคียงกับผมแต่ความคิดกลับเป็นผู้ใหญ่ที่ดูพึ่งพาได้

 

“เหนื่อยรึเปล่า? ผมถือของให้เอาไหม?” เขายื่นมือมาตรงหน้าผม ในขณะที่สายตาผมก็มองไปที่ตัวเขาที่ยังมีสัมภาระพะรุงพะรังเต็มตัวไปหมดส่วนใหญ่ก็มาจากพวกผมนี่แหละ ถ้าจะบอกว่าอะไรหนักที่สุดก็คงเป็นกล้องตัวใหญ่พร้อมเลนส์ที่ผมตั้งใจจะเอามาถ่ายท้องฟ้ายามค่ำนี้แหละ

 

“ไม่เป็นไร ผมโอเคแค่นี้ไม่เท่าไหร่” ในฐานะรองกัปตันชมรมรักบี้ มันก็ไม่ได้เหนื่อยจนผมขึ้นไม่ไหวหรอกครับแค่เรียกว่ายังไม่ชินเส้นทางน่าจะถูกกว่า

 

“ถ้าไม่ไหวก็บอกละกันอย่าฝืนนะครับ เดี๋ยวเกิดบาดเจ็บขึ้นมาจะลำบาก” ดินเดินผ่านหน้าผมไปยังท้ายกลุ่มเสียงพูดสนทนาระหว่างแมงป่องและดินดังมาจากด้านหลังตลอดเส้นทาง

 

“พวกคุณมาจากมหาวิทยาลัยกูลมิภักดิ์ ในกรุงเทพใช่ไหมครับ?”

 

“อืมใช่ พี่ชื่อแมงป่องนะอยู่ปีสองคณะนิเทศศาสตร์ ส่วนสามคนนั้น คะน้า ข้าวจี่และก็เซฟอยู่ปีหนึ่งคณะ” แมงป่องชี้ไปที่กลุ่มเพื่อนน้องหินที่ยังเดินเกือบรั้งท้าย

 

“ศิลปกรรมศาสตร์สินะครับ” ดินพูดขึ้นจนผมต้องสะดุ้งออกมา

 

“ทำไมถึงคิดว่าสามคนนั้นอยู่ศิลปกรรมล่ะ?”

 

“ผมได้กลิ่นของไส้ดินสอกับร่องรอยของสีน้ำมันที่ติดอยู่ตามกระเป๋าพวกนี้น่ะจะว่าไปก็คล้ายกับพี่ชายผมเลยนะครับเขาก็เรียนทัศนศิลป์เหมือนกัน”

 

“สามคนนั้นอยู่ทัศนศิลป์น่ะใช่แต่ไอ้ยักษ์นั่นมันอยู่เอกการแสดงนะ” แมงป่องมันกำลังพาดพิงผมอยู่ถึงไม่ต้องหันไปดูก็รู้ได้ในทันทีเพราะคนที่เรียนเอกการแสดงมีผมคนเดียวเท่านั้น

 

“เลิกโม้สักทีมึงน่ะ!” เสียงไอ้เซฟดังขึ้นมาจากด้านหลังเหมือนมันเองไม่ค่อยพอใจแมงป่องสักเท่าไหร่ ถึงผมจะรู้ว่าสองคนนี้มันมาจากระยองเหมือนกันแต่ก็ไม่รู้ลึกตื้นหนาบางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมันทั้งคู่หรอกแต่ถ้าให้เดาไอ้เซฟมันน่าจะชอบแมงป่องแน่ ๆ ดูจากอาการที่เซฟมันดึงข้อมือแมงป่องออกห่างจากเด็กที่ชื่อดินก็พอจะรู้แล้วล่ะว่าหึง

 

กว่าจะขึ้นมาถึงจุดตั้งแคมป์กับแค่ระยะทางเพียง 6.5 กิโลเมตร พวกผมกลับใช้เวลาในการเดินไปถึงเกือบหกชั่วโมงและไม่ต้องพูดถึงสองสาวที่ร่วมทริปมาด้วยกัน พอมาถึงปุบก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาโดยไม่คิดจะลุกขึ้นมาตั้งเต็นท์นอนเลย ต้องกลายเป็นภาระของดินและลูกหาบที่ขึ้นมาก่อนหน้าช่วยกับกางเต็นท์นอนให้

 

หลังจากนั้นดินก็พาพวกเราทั้งหมดไปเดินชมจุดพระอาทิตย์ดินเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแม้ว่าเด็กคนนั้นจะอาสาเป็นคนถ่ายรูปให้เองแต่คนอื่น ๆ อยากให้ดินมีส่วนร่วมในภาพความทรงจำนี้ด้วยกันจึงไปขอร้องนักท่องเที่ยวที่มาก่อนหน้าเราให้ถ่ายให้ ดินเดินมายืนข้างผมด้วยสายตาที่บอกไม่ถูกผมคงไม่ได้คิดไปเองแน่ว่าเขากำลังสนใจผมอยู่และก็เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกว่ามีตัวตนอยู่ในสายตาของใครสักคนเช่นกัน

 

ค่ำคืนของการเดินทางที่แสนอ่อนล้ากับบรรยากาศหนาวเย็นท่างกลางกองไฟที่ดินเป็นคนจัดการให้ทั้งหมด แม้แต่อาหารกระป๋องหลายอย่างเขาก็เตรียมขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซุปหมูถั่วลิสงเป็นอาหารรสชาติแปลกอย่างที่ผมไม่เคยกินมาก่อน ทั้งที่ครอบครัวผมมีอาชีพเป็นเชฟกันหมดทุกคนแม้แต่ตัวผมเองก็ทำอาหารต่าง ๆ ได้เกือบทุกชนิดแต่ผมกับถูกใจกับรสชาติอาหารกระป๋องที่ปรุงแบบง่าย ๆ ทานตอนที่ยังร้อนกับสายลมเย็นในฤดูหนาวแบบนี้

 

เต็นท์สี่หลังของพวกเราถูกจับแบ่งกันเป็นคู่ ๆ โดยมีคะน้ากับข้าวจี่ เซฟกับแมงป่อง เอกับยูจิและผมเป็นคนเดียวที่ต้องนอนเพียงลำพัง ส่วนดินเขาพกถุงนอนมาเพื่อพักผ่อนหน้าแคมป์เพื่อดูแลความเรียบร้อยในการห้ามใช้เสียงดังหลังสี่ทุ่ม

 

ในยามที่มืดสนิทแบบนี้ผมหยิบกล้องตัวใหญ่เพื่อที่จะได้ภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่สวยที่สุดขาตั้งกล้องถูกหนีบไว้ใต้รักแร้ มีหลายจุดที่ผมลองสำรวจแล้วเมื่อตอนเย็นว่าสวยที่สุดสำหรับการถ่ายภาพดวงดาว จุดที่ผมเลือกต้องโปร่งไม่มีต้นไม้ปกคลุมและนั่นคือบริเวณแถวผาสูงชัน

 

เวลาเที่ยงคืนเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวหลายคนกลับเข้าเต็นท์เพื่อพักผ่อนกันหมด ด้านนอกจึงมืดสนิทเหมาะแก่การถ่ายภาพท้องฟ้ายามค่ำในคืนที่ไร้เมฆบดบังจนเห็นกลุ่มดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ก้าวเดินมายังจุดหมายที่เล็งเอาไว้ก่อนหน้าพร้อมกับตั้งขาตั้งกล้อง เด็กนิเทศศาสตร์อย่าพวกผมนั้นจะต้องเรียนพื้นฐานการถ่ายรูปอยู่แล้ว เทคนิคสำคัญคือวิธีนี้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ตั้งค่า iso (ความไวแสง) ไว้ที่ 100 จากนั้นจึงทำการทดลองถ่ายภาพเพื่อหามุมมองที่ดีที่สุด

 

รูปแรกมันติดกิ่งไม้มากไปหน่อยจนผมต้องขยับเข้าใกล้ขอบผามาอีกนิด เพียงแต่ครั้งนี้ผมไม่ได้ระวังตัวกับความลื่นและเศษกวดหินที่ทำให้เสียการทรงตัวจนข้อเท้าพลิกเซไปด้านหลัง วินาทีเห็นความเห็นความตายมันกระชั้นชิดเข้ามาเรื่อย ๆ

 

หมับ...

 

ใครคนหนึ่งคว้ากระชากแขนของผมอย่างแรง จนจากที่เกือบจะหงายหลังตกเขากลับกลายเป็นโผเข้ากอดคนตรงหน้าที่ผมก็ยังดูไม่ออกว่าเป็นใครด้วยซ้ำ

 

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ? มีเจ็บตรงไหนบ้างไหม?”

 

เสียงนี้ผมจำได้ดีมันเป็นเสียงของเด็กที่ชื่อดิน แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรออกมาความรู้สึกเจ็บแปลบก็แล่นขึ้นมาจากข้อเท้า

 

“โอ๊ย!” เด็กคนนั้นไม่ได้พูดอะไรนอกจากหันซ้ายมองขวาในความมืดแล้วพยุงตัวผมมานั่งที่ขอนไม้ใหญ่

 

“รอผมแป๊บหนึ่งนะครับ อย่าพยายามขยับเขยื้อนตัวเดี๋ยวผมกลับมา” ดินวิ่งหันหลังไปในความมืดผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงตามผมมาแบบนี้แต่ถ้าเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ผมอาจจะตายหรือบาดเจ็บสาหัสเลยก็ได้ รออยู่สักพักก็มีไฟฉายส่องมาที่หน้าของผมเป็นดินที่เดินไปเอาขาตั้งและกล้องกลับมา อีกมือก็หิ้วกระป๋องน้ำเล็ก ๆ มาด้วย

 

“ผมฝากถือไฟฉายหน่อยครับ” ดินยัดไฟฉายเข้ามาในมือผมก่อนจะก้มคุกเข่าไปที่พื้นแล้วพับขากางเกงผมขึ้นค่อย ๆ ถอดรองเท้าผ้าใบออกแม้กระทั่งถุงเท้าอย่างไม่รังเกียจ จากนั้นก็คว้าเอาไฟฉายในมือไปส่องที่ข้อเท้าผมในทันที นิ้วมือคอยกดไปรอบ ๆ

 

“ข้อเท้าไม่บวม ตรงนี้เจ็บรึเปล่าครับ” ผมส่ายหน้าเป็นเชิงบอกปฏิเสธ

 

“แล้วตรงนี้ละครับ” เขากดไปที่บริเวณใต้ตาตุ่มจนผมร้องออกมาเพราะทนไม่ไหว นักกีฬารักบี้อย่างผมเรื่องเท้าแพลง ไหล่หลุดมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำเวลาเกิดการปะทะตัวของผู้เล่น ดินนำผ้าจุ่มลงในน้ำเย็นจัดบิดจนหมาดแล้วประคบลงมาที่จุดนั้น

 

“ดูแล้วน่าจะไม่เป็นอะไรมากสักสัปดาห์ก็คงจะหาย ช่วง 72 ชั่วโมงนี้ก็พยายามประคบผ้าเย็นเอาไว้นะครับเส้นเลือดจะได้ไม่ขยายตัว ช่วยลดอาการปวดบวม” ทั้งที่ผมเองก็รู้วิธีปฏิบัติเป็นอย่างดีเวลาบาดเจ็บ แต่ผมกลับได้แต่พยักหน้าฟังเขาอย่างเดียวโดยไม่พูดสักคำ

 

“ขอบคุณนะดิน”

 

“ไม่เป็นไรครับแต่ทีหลังถ้าอยากออกมาถ่ายภาพดาวบนป่าเขาแบบนี้ก็ชวนเพื่อนมาด้วยนะครับ เดินออกมาคนเดียวแบบนี้มันค่อนข้างอันตราย” หลังจากประคบผ้าเย็นให้ผมอยู่พักใหญ่ เขาก็หยิบม้วนผ้าพันแผลแบบยืดหยุ่นขึ้นมาจากกระเป๋า จับปลายเท้าผมยกขึ้นแล้วบิดออกนอกลำตัวเล็กน้อยก่อนที่จะเริ่มพันผ้านั้นอย่างเบามือที่สุด

 

“จะกลับเต็นท์นอนเลยไหมครับผมจะได้พาไป”

 

“เราขออยู่ตรงนี้อีกสักพักนะ นายจะกลับไปนอนก่อนเลยก็ได้” ผมเงยหน้าขึ้นมองดูดาวบนท้องฟ้าความงดงามมันทำให้ผมต้องเผลอยิ้มออกมา

 

“งั้นผมจะนั่งเป็นเพื่อนจนกว่าคุณอยากจะกลับละกัน...ว่าแต่คุณชื่อ...”

 

“เคน เรียกผมว่าเคนก็ได้”

 

อาการเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ จนดินคงสังเกตเห็นผมถูนิ้วมือไปมา เด็กตัวสูงเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มข้างตัวก่อนที่จะคลุมมาที่ไหล่ของผมเขาดูใส่ใจไปซะทุกรายละเอียดและเป็นผมเองที่รู้สึกประหม่าจนต้องหาเรื่องพูดคุยเพื่อปกปิดความรู้สึกแปลก ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ภายใน

 

“รู้ไหมครับเคยมีตำนานเรื่องเล่าหนึ่งของจีนที่ชื่อหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า นางฟ้าอันดับที่เจ็ดของสวรรค์ชื่อว่า จือหนวี่ เกิดหลงรักหนุ่มเลี้ยงวัวที่ชื่อ หนิวหลาง ความรักของจือหนวี่มันมากมายจนทำให้เธอหนีลงมาจากสวรรค์เพื่อแต่งงานกับหนุ่มเลี้ยงวัวหนิวหลาง พวกเขาทั้งคู่ครองรักกันอยู่หลายปีจนมีบุตรชายและบุตรสาว แต่แล้ววันหนึ่งแม่ของนางฟ้าจือหนวี่ก็ส่งทหารมาพานางกลับสวรรค์ ด้วยความรักความผูกพันของหนิวหลาง เขาจึงติดตามทหารเหล่านั้นอย่างไม่ลดละเพื่อช่วยหญิงคนรักกลับคืนมา”

 

ดินเริ่มกวาดสายตาไปบนท้องฟ้าก่อนที่จะกลับมายิ้มให้ผมในความมืดตอนนี้สายตาของผมมันเริ่มชินกับความมืดแล้วจากนั้นผมจึงเล่าต่อ

 

“เมื่อแม่ของนางฟ้าจือหนวี่เห็นว่าหนิวหลางไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางยอมแพ้ นางจึงใช้ปิ่นปักผมวาดเส้นขึ้นมากลายเป็นแม่น้ำกว้างผ่ากลางเขาทั้งคู่เพื่อไม่ให้ได้พบเจอกันอีกตลอดกาล”

 

“ความเศร้าเสียใจของนางฟ้าจือหนวี่ ทำให้ผู้เป็นบิดารู้สึกเห็นใจลูกเป็นอย่างมากเขาจึงให้โอกาสนางฟ้าจือหนวี่ได้พบกับหนิวหลางเพียงแค่วันเดียวในหนึ่งปี โดยในวันที่พวกเขาทั้งคู่จะได้พบกันจะมีอีกายักษ์มาต่อเรียงตัวกันเป็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ขัดขวางพวกเขา” ผมชอบนิทานเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กตอนอยู่กับพ่อที่ฮ่องกง

 

“สามเหลี่ยมฤดูร้อน (Summer Triangle) สินะครับ ประกอบด้วยดาวฤกษ์บนท้องฟ้า 3 ดวง ได้แก่ ดาวเวกา (Vega) หรือก็คือนางฟ้าจือหนวี่ ส่วนดาวอัลแตร์ (Altair) ก็คงจะเป็นหนิวหลาง และดาวเดเนบ (Deneb) ทำหน้าที่เป็นฝูงอีกา ส่วนแม่น้ำที่เคนว่าไว้ก็คงจะเป็นทางช้างเผือกสินะครับ” ดินเริ่มวาดมือเป็นเส้นสามเหลี่ยมบนท้องฟ้าผมไม่คิดเลยว่าจะมีคนอื่นเคยฟังหรือเข้าใจเกี่ยวกับตำนานนี้

 

“ตอนผมยังเด็กก็มีคนเคยเล่าตำนานคล้าย ๆ กันแบบนี้ให้ผมฟังเหมือนกันแต่เป็นในแบบของญี่ปุ่นนะครับเป็นที่มาของเทศกาลทานาวาตะ น่าจะอ้างอิงมาจากนิทานของจีนแต่ก็มีเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไปสักเล็กน้อยเคนอยากจะลองฟังดูหน่อยไหมล่ะครับ”

 

ผมพยักหน้าให้กับเด็กหนุ่มที่มองมาที่ผมดวงตาของเขาสะท้อนไปด้วยแสงของดวงดาว

 

“นางฟ้าโอริฮิเมะเป็นบุตรสาวของราชาแห่งท้องฟ้ามีหน้าที่ทอผ้าอยู่ที่แม่น้ำอามาโนกาวะ ฝีมือในการทอผ้าของโอริฮิเมะงดงามจนแม้แต่ผู้เป็นพ่อยังชื่นชมกับผ้าผืนงามเหล่านั้น แต่กระนั้นแล้วเธอกลับไม่เคยออกไปไหนหรือมีความรักกับชายใดเลย จนราชาแห่งท้องฟ้ารู้สึกกังวลกับบุตรสาวเลยจัดการให้เธอได้พบกับฮิโกโบชิหนุ่มเลี้ยงวัวผู้อาศัยอยู่อีกฟากฝั่งของเส้นทางช้างเผือก”

 

“เมื่อทั้งสองได้พบหน้ากัน หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็ได้หลงรักและแต่งงานกันในที่สุด เมื่อแต่งงานแล้วนางฟ้าโอริฮิเมะก็ไม่ได้ขยันทอผ้าเช่นเคย ในขณะฮิโกโบชิก็ปล่อยปละให้วัววิ่งเพ่นพ่านไปทั่วสวรรค์ด้วยความโกรธในความเกียจคร้านของทั้งคู่ ผู้เป็นบิดาจึงได้แยกทั้งคู่ไม่ให้พบกันอีก กั้นขวางโดยทางช้างเผือก”

 

“บุตรสาวเสียใจจากการสูญเสียสามีอันเป็นที่รักจึงได้ร้องขอบิดาตนให้ได้เจอกับสามีของนางอีกครั้ง ผู้เป็นพ่อพ่ายแพ้แก่น้ำตาของบุตรสาวจึงยอมให้ทั้งคู่สามารถเจอกันได้ในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดของทุกปี แต่ก็มีเงื่อนไขที่เธอจะต้องทำงานให้เสร็จเสียก่อน”

 

จนเมื่อถึงวันที่พวกเขาจะได้พบกันอีกครั้ง ทั้งคู่ไม่สามารถข้ามทางช้างเผือกมาพบกันได้เนื่องจากไม่มีสะพานข้าม เมื่อเห็นดังนั้นนางฟ้าโอริฮิเมะได้โศกเศร้าเสียใจอย่างหนักจนฝูงนกกางเขนได้เข้ามาช่วยด้วยความสงสารและสร้างสะพานโดยใช้ปีกของพวกมันต่อกัน จนเธอสามารถข้ามทางช้างเผือกไปพบคนรักได้”

 

“ถึงตำนานทั้งสองเรื่องจะแตกต่างกันอยู่นิดหน่อยก็เถอะแต่ความรักทำให้คนสองคนมีความสุขและความรักก็ทำให้คนสองคนต้องเจ็บปวด

 

“กลับกันเถอะครับนั่งตากลมอยู่ตรงนี้นาน ๆ เคนจะไม่สบายเอา” ผมมองเด็กหนุ่มตรงหน้าย่อตัวลงไปที่พื้น ท่าทางที่เขาแสดงออกมาทำให้ผมรู้ว่ากำลังจะทำอะไร

 

“ไม่เป็นไรดิน เราเดินเองได้”

 

“จะดีกว่านะครับถ้าเคนถือแค่เฉพาะขาตั้งกับกล้อง ส่วนเรื่องพาเคนกลับให้เป็นหน้าที่ของผมดีกว่า” ได้แต่ถอนหายใจกับคำพูดของเด็กตรงหน้าจนต้องยอมทำตามเอนตัวไปที่หลังของดินแขนก็โอบพาดไปที่ไหล่ของเขา เอาจริง ๆ ผมกังวลว่ารูปร่างและน้ำหนักของผมจะเป็นภาระต่อดินไม่น้อยแต่ดินกลับยืนขึ้นสบาย ๆ ในขณะที่สองมือก็จับต้นขาไว้แน่น

 

...นานเท่าไหร่แล้วนะที่ผมขี่หลังคนอื่นแบบนี้ น่าจะกับพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อสักตอนหกขวบได้มั้งความอบอุ่นของดินมันเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจผมอย่างช้า ๆ เมื่อมาถึงเต็นท์นอนดินเปิดเข้าไปแล้วเขาก็ดูประหลาดใจนิดหน่อยที่ผมนอนคนเดียว พอส่งผมเสร็จดินก็ทำท่าจะลุกเดินออกไปจนผมต้องตึงแขนเขาไว้เอง

 

“นอนข้างในด้วยกันก็ได้นะดิน”

 

“ครับ เดี๋ยวผมออกไปเอายาแก้ปวด ลดไข้มาให้ก่อนทานกันไว้สักหน่อยดีกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไม่มีแรงลุกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นนะครับ” ผมมองตามหลังเด็กคนนี้ ไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับยาและขวดน้ำในมือ

 

“ยกขาให้สูงกว่าปกตินิดหน่อยจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น” ถุงนอนถูกนำมารองไว้ที่ใต้ขาฤทธิ์ยาทำให้ผมเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

 

สายลมในฤดูหนาวพัดกระทบเต็นท์นอนปลุกผมให้ตื่นขึ้นกลางดึก ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่ผมหนาวเป็นเพราะมีไข้หรืออากาศที่หนาวเย็นภายนอก มันหนาวจนข่มตาหลับไม่ลงอีกแล้วกุมมือไปที่แขนสองข้างของตัวเองขดตัวเพื่อให้อุ่นที่สุดแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สั่นน้อยลงเลย

 

หมับ!

 

แขนของดินโอบกอดมาที่ตัวออกแรงดึงผมให้ชิดกับตัวเขา ลมหายใจที่รดรินอยู่ที่ต้นคอมันอุ่นจนบรรเทาอาการหนาวเหน็บเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกสบายจนหลับสนิทได้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา

 

เสียงจอแจดังขึ้นจนปลุกผมออกจากภวังค์อีกครั้ง มองไปด้านนอกท้องฟ้าก็ยังมืดสลัวอยู่เช่นเดินแต่บัดนี้คนข้างกายผมกลับลุกหายออกไปไปแล้ว

 

พรืด...เสียงซิปดังขึ้นอีกครั้งในขณะที่สายตาผมกลับจับจ้องคนที่กำลังเข้ามา

 

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอครับ” ดินเดินเข้ามาพร้อมผ้าขนหนูและกระป๋องน้ำ “เช็ดตัวสักหน่อยนะครับ หนาวขนาดนี้คงอาบน้ำเองไม่ไหว แล้วเดี๋ยวจะได้ประคบข้อเท้าแล้วพันผ้าใหม่อีกที” แทนที่ผมควรปฏิเสธดินผมกลับพยักหน้าเข้าใจแล้วยกแขนดึงเสื้อแขนยาวออก ดินนำผ้าชุดน้ำที่บิดจนหมาดมาเช็ดที่แผ่นหลังความเย็นมันทำให้ต้องสะดุ้งออกมาอย่างเก็บไม่อยู่

 

พอเช็ดตัวเสร็จเขาก็แกะผ้าที่รัดข้อเท้าออกแล้วประคบเย็นซ้ำ ๆ อยู่สักพักแล้วจึงรัดข้อเท้าให้อีกครั้ง

 

“รีบไปกันเถอะครับตอนนี้คนอื่นน่าจะเสร็จหมดแล้ว” เด็กหนุ่มพยุงผมออกมาหน้าเต็นท์ เขาหันไปหยิบไม้ค้ำที่พิงอยู่ส่งมาให้ “ถ้าผมให้เคนขี่หลังไปตอนนี้ต่อหน้าเพื่อนคงไม่ยอมสินะครับ ผมเลยไปขอยืมไม้ค้ำจากสำนักงานมาให้แต่ถ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ ผมจะเป็นคนแบกเคนกลับเอง”

 

ไม่ว่าใครก็เอาแต่ถามผมว่าไปทำอะไรมาจนขาแพลง ก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรหรอกเล่าความจริงไปทั้งหมดนั่นล่ะยกเว้นเรื่องที่ดินเข้ามานอนในเต็นท์และเรื่องที่เขาเช็ดตัวให้ที่ไม่มีทางเล่าให้พวกมันฟังแน่ไอ้พวกนี้มันไม่มีวันเลิกล้อผมแน่ถ้ารู้

 

แสงรำไรจากดวงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นมาหลังเทือกเขาที่เรียงตัวอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นก็เตรียมกล้องมาปักหลักถ่ายกันจนแน่นไปหมดแม้แต่แมงป่องเองที่อยู่ชมรมถ่ายภาพก็ยังเตรียมกล้องมาเก็บภาพความทรงจำนี้เลย ถ้าไม่ติดว่าเดินไม่ถนัดผมเองนี้แหละจะแทรกเข้าไปอีกคนแน่นอน

 

ดินคงสังเกตว่าผมดูเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปแสงแรกของวันเขาเลยชวนผมคุยต่อเรื่องเมื่อคืน

 

“รู้ไหมครับตำนานนางฟ้าโอริฮิเมะ บางคนก็เล่าต่อกันอีกว่าในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดหนุ่มเลี้ยงวัวฮิโกโบชิจะเป็นคนแบกโอริฮิเมะข้ามทางช้างเผือกเมื่อดวงอาทิตย์ตกและจะไปแบกโอริฮิเมะกลับไปก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น” รอยยิ้มของดินที่มองผมมันสื่อความหมายบางอย่างจนแม้แต่ผมยังหวั่นไหว

 

“เหมือนบังเอิญเลยนะครับกลุ่มของเคนก็มาเจ็ดคนพอดี แล้วเคนยังชอบเดินรั้งท้ายตามหลังคนอื่นบางทีเคนเองอาจจะเป็นนางฟ้าจือหนวี่กลับชาติมาเกิดก็ได้นะครับ” ถ้าเป็นคนอื่นพูดผมคงจะมองว่าบ้าบอสิ้นดีแต่พอเป็นคำพูดจากปากของดินมันกลับทำให้ใจของผมเต้นรั่ว จนต้องรีบลุกออกไปจากสถานการณ์นี้

 

ผมลุกพรวดพราดจนไม่ทันระวังกับความลื่นของแม่คะนิ้งที่เกาะอยู่เต็มยอดหญ้าบนภูสอยดาว แม้จะไม่ได้ล้มรุนแรงมากนักแต่มันกลับส่งผมให้ข้อเท้าปวดหนักกว่าเดิม จนต้องเป็นภาระของเพื่อน ๆ ช่วยกันพาผมลงจากยอดภู ตรงจุดไหนที่ไม่ได้ลาดชันมากนักดินก็จะเป็นคนแบกผม จนทุกคนต้องตะลึงกับความแข็งแรงของเด็กคนนี้ไปตาม ๆ กัน

 

หลังจากลงมาแล้วดินก็แยกตัวกลับออกไปในทันที ถึงผมอยากจะขอช่องทางในการติดต่อเขาเพื่อขอบคุณมากแค่ไหนแต่ก็เป็นเพราะปากที่หนักเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยออกมา หลังจากเขาจากไปแล้วมันกลับรู้สึกเสียดายที่ไม่ยอมถามออกไป

 

...ไม่รู้ว่าผมจะมีโอกาสได้เจอกับดินเป็นครั้งที่สองไหม?

 

แต่ถ้ามีโอกาสนั้นอีกครั้งผมอยากจะรู้จักเด็กคนนี้ให้ดีกว่านี้

 

ลุงสุชาติพ่อพวกเราทั้งหมดขับมาส่งที่บ้านน้องหินน้องรหัสของผมในคณะเพราะบ้านเพื่อนสนิทที่พวกเราไปพักตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย ร้านนวดตึกแถวสองคูหาที่เปิดเป็นธุรกิจครอบครัวของหิน พายุกำชับให้พวกเรามารอกันที่นี่ก่อนแล้วจะตามมาสมทบทีหลัง

 

แมงป่องกับเซฟก็ขับรถออกไปรับพรายเพื่อนสนิทอีกคนที่ไม่ยอมไปภูสอยดาวด้วยกันแต่เลือกที่จะไปอยู่บ้านแฟนตัวเองที่ชื่อเพลง พวกมันบอกว่าหลังจากรับเพลงพรายเสร็จแล้วจะแวะซื้อยาทากลับมาให้

 

ผมนั่งดูพวกเพื่อนนอนนวดอย่างมีความสุขอยู่บนเตียง เพียงไม่นานหินก็เดินลงมาหาพวกเราพ่อแม่ของหินเอาแต่ซักไซ้หินที่กลับมาจังหวัดอุตรดิตถ์ได้สามวันแล้วแต่ไม่ยอมเข้าบ้านสักทีเพราะมัวแต่ไปปรับความเข้าใจบนเตียงกับพายุอยู่หลายคืน

 

“ว่าแต่พี่เคนขาไปโดนอะไรมาอะ” พอโดนทักเรื่องไม่กลับบ้าน เรื่องแฟนไอ้หินมันเลยพยายามเปลี่ยนเรื่องมาที่ผมแทน

 

“เท้าซ้นน่ะ ไม่เป็นอะไรมากหรอก”

 

“มันกระแดะไงไอ้หินไม่ยอมหลับยอมนอน อยากไปถ่ายรูปดาวตอนกลางคืนเลยพลาดเกือบตกเขา ดีนะว่ามีหนุ่มหล่อคนหนึ่งช่วยเอาไว้แถมกล้าแบกไอ้ยักษ์นี่ลงมาจากบนเขาเกือบตลอดทางเลย ส่วนแมงป่องกับไอ้เซฟตอนนี้มันไปรับเพลงกับพราย แล้วแวะซื้อยาพ่นแก้อักเสบกล้ามเนื้ออีกสักพักคงมาถึงแล้วล่ะ”

 

การเบี่ยงเบนประเด็นของน้องรหัสผมมันดูจะไม่ได้ผล พ่อของหินยังหาช่องทางแอบถามคนนั้นทีคนนี้ทีจนสุดท้ายความก็แตกเกือบหมดแต่ดูแล้วพ่อเองก็ไม่ได้โกรธอะไร น่าจะเป็นห่วงลูกชายเสียมากกว่า

 

ครืดดดด...ใครคนหนึ่งเลือนประตูออกมาจากหลังร้าน และสายตาของเราทั้งคู่สบกันในทันที

 

ดิน! ทำไมเด็กคนนั้นถึงมาอยู่ที่นี่

 

“เอ๊ะ!” ทุกคนเมื่อเห็นดินก็ถึงกับอุทานออกมาพร้อมกัน

 

“พี่หินแม่เรียกให้เข้ามาช่วยเตรียมเครื่องเคียง” ดินมองมาที่ผมเล็กน้อยก่อนที่จะเดินกลับเข้าหลังร้านไปพร้อมกับหิน

 

...นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นระหว่างผมกับดิน

 

ชะตาที่ถูกสาปของจือหนวี่กับหนิวหลาง

 

ความรักที่ต้องแยกจากและพบเจอของนางฟ้าทอผ้าโอริฮิเมะกับหนุ่มเลี้ยงวัวฮิโกโบชิ

 

 

 

 

 

 

ภาพประกอบของตอนนี้ครับ 

  

​  

  

ดาวเวก้าและดาวอัลแตร์จะอยู่คนละฟากฝั่งของทางช้างเผือก 

  

 

 

  

ภาพนางฟ้าจือหนวี่กับหนิวหลางที่ได้กลับมาเจอกันเพียงปีละหนึ่งวันโดยมีอีกาเป็นสะพานข้าม 

(ปล. ภาพประกอบนักเขียนนำมาจากเว็บสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาตินะครับ ภาพนี้น่าจะมีต้นฉบับมาจากจีนนักเขียนจึงไม่สามารถยืนยันแห่งที่มาที่ชัดเจนได้ หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยครับ) 

 

ความคิดเห็น