Storytellers
email-icon facebook-icon Twitter-icon

ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักร Storytellers ค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์นะคะ

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 35

ชื่อตอน : Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 35

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 616

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ย. 2563 19:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 35
แบบอักษร

Phantom ร้ายก็รัก ตอนที่ 35 

 

ตอนนี้แทนที่ผมจะได้กลับบ้านหลังจากที่พวกเราก็กินขนมกันหมดเรียบร้อยแล้วและผมก็ได้รู้เรื่องพี่ดินจากปากไอ้ลูกหินมาบ้างแล้วนั่นก็ถือว่าบรรลุไปครึ่งหนึ่งแล้วกับนัดของวันนี้แต่ไอ้ลูกหินกับปาแป้งก็ไม่ยอมให้ผมกลับแถมยังลากผมมาเดินเล่นต่อโดยให้เหตุผลกับผมว่ากินอิ่มๆ ควรจะเดินย่อยไม่งั้นจะอ้วน ผมนี่ถึงกับเลิกคิ้วใส่น้องสาวด้วยความงุนงง 

ผมกินแซนวิชไปแค่ชิ้นเดียวแถมยังเป็นแซนวิชไก่ที่มีแต่เนื้อมันจะเอาอะไรมาอ้วน แต่ก็นั่นแหละผมจะไปขัดอะไรได้ก็ในเมื่อตรงนี้ผมมันตัวคนเดียวผมมันหัวเดียวกระเทียมลีบ 

“อื้อ พี่ดินทำอะไรเนี่ย” ผมหันไปถามคนที่จู่ๆ ก็เอาแขนมาวางพาดบนไหล่ผมแถมยังออกแรงรั้งผมเข้าไปหาตัวเขาอีก 

“ขอยืมไหล่หน่อยพี่เมื่อยแขน” แล้วพี่ดินก็ตอบกลับมาแบบนั้น 

“เมื่อยแขน?” ผมถามพร้อมขมวดคิ้ว พี่เขาบอกเมื่อยแขนทั้งๆ ที่แขนกับมือข้างที่พาดไหล่ผมนั้นมันว่างเปล่าเนี่ยนะ 

“อือ เมื่อยมากด้วย” พี่ดินว่าเสียงอ้อนทั้งยังทิ้งน้ำหนักตัวพิงมาที่ผม 

“ฟังดูตอแหลมากรู้ตัวมั้ยครับ” ผมที่รับน้ำหนักตัวของพี่ดินไว้เกือบครึ่งด่าพี่ดินออกไปตรงๆ ทั้งยังมองหน้าพี่เขานิ่งๆ ไม่ยิ้ม ไม่มีแววล้อเล่นในคำด่าของผม 

ก็รู้แหละว่าคำด่าของผมมันค่อนข้างแรงแต่ผมก็คิดว่ามันเหมาะกับพี่ดินแล้วในตอนนี้ 

“ฝุ่นกล้าด่าพี่ขนาดนี้เลยเหรอ” พี่ดินถามเสียงดุทั้งยังมองสบตากับผมนิ่งๆ พี่เขาอาจจะโกรธที่ถูกผมด่าแต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้ผมออกห่างหนำซ้ำยังรั้งคอผมแน่นขึ้นอีก 

“ทำไม? พี่จะต่อยผมเหรอ” ผมจ้องหน้าพี่ดินแล้วถามออกไปแล้วพี่ดินก็เลิกคิ้วให้ผมก่อนจะเอียงหน้าเข้ามาใกล้ 

“ต่อย…ด้วยปากได้มั้ยล่ะ”  

“พูดบ้าอะไรเนี่ย” ผมหน้าแดงทันทีที่ได้ฟังสิ่งที่พี่ดินกระซิบบอกพร้อมกับผลักเขาออกแต่ก็นั่นแหละ พี่ดินก็คือพี่ดินเขาไม่ยอมปล่อยผมง่ายๆ หรอกเราเลยต้องมาเล่นจ้องตากันแทน 

ไม่ใช่จ้องตาแบบหวานเชื่อม แต่มันคือการจ้องตากันแบบเอาชนะ 

“สองคนนั้นน่ะ จะจ้องตากันอีกนานมั้ยคะ” เสียงใสๆ ของน้องสาวผมดังอยู่ไม่ไกลทำให้ผมผลักพี่ดินออกห่างได้สำเร็จเพราะพี่เขาไม่ได้ตั้งตัว 

“จะกลับแล้วใช่มั้ย” ผมถามอย่างมีความหวังเพราะถ้าปาแป้งกลับผมก็จะได้สบายใจ จะได้หายใจหายคอได้สะดวกหน่อย ตอนนี้อยู่ใกล้พี่ดินผมหายใจไม่ค่อยเต็มปอดเลยเพราะใจมันมักจะเต้นแรงแบบไม่มีเหตุผลตลอดที่อยู่ใกล้พี่เขา 

“ยัง แต่ว่าแป้งกับพี่หินจะดูหนังต่อเลยจะถามว่าพี่ฝุ่นกับพี่ดินจะดูด้วยกันมั้ย”  

“ดูหนัง?” ผมถามน้องแต่ตานี่จ้องไอ้ลูกหินที่ยืนข้างน้องสาวผมเขม็ง ด่ามันผ่านสายตาด้วยและมันก็คงมองออกมันถึงได้ยิ้มเจื่อนๆ มาให้แบบนั้น 

“อื้อ พี่ฝุ่นไม่อนุญาตเหรอ” ปาแป้งถามเสียงอ่อยๆ พร้อมทำหน้างอเหมือนจะเสียใจถ้าผมไม่อนุญาตแล้วผมจะไปทำอะไรได้ล่ะครับ จะไปห้ามอะไรได้ นี่ก็น้องที่ผมรักนั่นก็เพื่อนที่ไว้ใจแล้วก็รู้จักนิสัยมันดี 

“เออๆ ดูก็ดูแต่สัญญากับพี่มาก่อนว่าถ้าดูหนังจบแล้วต้องกลับบ้านเลยห้ามไปต่อที่ไหนอีก” ผมบอกน้องสาวตัวเองแต่สายตาผมจ้องไอ้ลูกหินไม่กะพริบและก็เป็นไอ้ลูกหินนั่นแหละตอบกลับมา 

“ครับ! รับทราบครับหนังจบส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัยไร้กังวลเลยครับผม” 

“ดี งั้นพี่กลับก่อนนะ” ผมยิ้มเหี้ยมให้ไอ้ลูกหินก่อนจะบอกน้องว่าจะกลับแล้ว 

“อ้าว” พี่ดินร้องออกมาเหมือนเสียดายอะไรสักอย่าง 

“ไม่อ้าวอ่ะครับ พี่ต้องไปส่งผมที่บ้านด้วย” ผมบอกพี่ดินออกไปทั้งที่ใบหน้ายังเรียบนิ่งแล้วพี่เขาก็ฉีกยิ้มกว้างจนผมอยากหยิกให้เอวเขียวเพราะความหมั่นไส้ที่เขายิ้มระรื่นแบบนั้น 

“ด้วยความยินดีที่สุดเลยครับ” 

“โอเค งั้นตกลงตามนี้นะ ไปกันเถอะแป้งเดี๋ยวไม่ทันรอบฉาย” ไอ้ลูกหินว่ายิ้มๆ แล้วน้องสาวผมก็โบกไม้โบกมือมาให้ด้วยสีหน้าที่ยิ้มระรื่นพอๆ กับพี่ดิน 

“งั้นเรากลับกันเลยมั้ย” พี่ดินถามผมใบหน้าหล่อๆ นั้นยังไม่หุบยิ้มจนผมรีบออกเดิน 

“ไปสิครับ” ผมว่าแล้วรีบเดินเร็วๆ โดยมีพี่ดินก้าวยาวๆ ตามมาแค่ไม่กี่ก้าวก็มาเดินเคียงข้างผมแล้ว 

ขณะที่อยู่บนรถของพี่ดินผมก็นั่งเงียบมาตลอดทางตั้งแต่ออกมาจากห้างและพี่ดินเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอาจจะเป็นเพราะเห็นผมเงียบพี่เขาก็เลยเงียบบ้าง 

“ลูกหินบอกว่าพี่มาสอนที่นี่เพราะผมเหรอ” ผมถามทั้งๆ ที่ไม่ได้หันไปมองพี่ดินเพราะว่าคำถามนี้มันออกจะหลงตัวเองไปสักหน่อย ผมไม่อยากให้พี่เขาเห็นว่าผมกำลังหน้าแดงเพราะคำถามของตัวเอง 

“อ่า ลูกหินมันปากโป้งจนได้สินะ” เหมือนพี่ดินจะอยากด่าน้องชายตัวเองมากกว่านี้นะผมว่าเพราะน้ำเสียงของพี่เขามันดูไม่ดีเอาซะเลย 

“ตอนนี้ไม่อยากให้รู้ แต่ก็รู้แล้วนี่เนอะ” พี่ดินหันมาพูดกับผมแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองถนนเบื้องหน้าต่อแล้วก็ไม่ได้ถามอะไรพี่ดินอีกเพราะถ้าพี่เขาอยากให้ผมรู้เขาคงบอกผมเองนั่นแหละ หรือไม่เขาก็อาจจะไม่บอกอะไรผมเลยก็ได้ 

“เอ๊ะ! นี่มันไม่ใช่ทางไปบ้านผมนี่ครับพี่ดิน” แค่เพียงไม่กี่นาทีที่ผมหันไปมองหน้าพี่ดินรถก็หักเลี้ยวไปอีกทางแล้ว ผมนี่ยอมใจในความเจ้าเล่ห์ของพี่เขาเลยจริงๆ 

“ก็เหลือเวลาอีกตั้งเยอะ ไปนั่งเล่นที่ห้องพี่ก่อนก็ได้” พี่เขาว่าออกมาแบบนั้นทั้งยังไม่ยอมหันกลับมามองผมเลยสักนิดว่าตอนนี้ผมทำหน้าแบบไหนอยู่ 

ผมกำลังทำหน้ายุ่ง ทำหน้าหนักใจ 

“พี่มันเจ้าเล่ห์ว่ะ” ผมพูดออกมาอยากฉุนๆ 

“นอกจากจะด่าพี่ตอแหลแล้วยังว่าพี่เจ้าเล่ห์อีกนะ” พี่เขาเหมือนจะตัดพ้อก่อนจะหันมามองผมแวบหนึ่งแล้วทำหน้าน้อยใจใส่ 

“พี่จะตีผมเพราะผมด่าพี่ก็ได้แต่ตอนนี้ช่วยเลี้ยวรถกลับแล้วพาผมไปส่งบ้านด้วย” ผมบอกเสียงแข็งแล้วเลิกคิ้วมองหน้าพี่ดินเพื่อรอคำตอบ 

“เลี้ยวกลับทั้งๆ ที่ข้างหน้าคือคอนโดพี่เนี่ยนะฝุ่น” ผมมองตามสายตาพี่ดินไปก็เจอกับคอนโดหรูตรงหน้าแต่แล้วยังไงก็ผมไม่อยากขึ้นไปห้องเขานี่ 

“อือ”  

“ไม่ครับ” พี่เขาตอบกลับมาทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่เสี้ยววินาที 

“พี่ดิน!” 

“หืม? ว่าไงครับน้องฝุ่น” 

ในขณะที่ผมทำเสียงแข็งใส่พี่เขาก็ว่าเสียงอ้อนๆ กลับมาแล้วผมจะไปพูดอะไรได้อีกนอกจากด่าออกไปเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ผมคิดว่ามันเบาแล้วแต่อีกคนกลับได้ยิน 

“เกลียดพี่ว่ะ” 

“โอเค เกลียดก็เกลียด ตอนนี้ให้เกลียดได้แต่ถ้ารับรักพี่เมื่อไหร่อย่าลืมบอกพี่ล่ะ” 

“…” 

ผมเม้มปากทั้งยังรู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นมาอย่างยากที่จะห้าม ยากที่จะห้ามไม่ให้ใจมันเต้นแรงจนเลือดลมมันสูบฉีดแล้วไหลเวียนมากองรวมกันที่สองแก้มของผมในตอนที่ได้ยินคำพูดนั้นของพี่ดิน 

ถ้าจะบอกว่าผมรักพี่ดินมั้ย บอกเลยว่ารักและรักมาตลอดแต่ถ้าถามว่าเมื่อไหร่ผมจะรับรักพี่เขาผมบอกได้เลยว่าตอนนี้ผมยังไม่อยากตอบรับเพราะผมยังไม่มั่นใจว่าพี่ดินจะรักผมจริงๆ และจะรักผมคนเดียวหรือเปล่า และจนกว่าผมจะมั่นใจพี่ดินคงต้องใช้ความพยายามอีกมากมายเลยล่ะ 

“ลงมาได้แล้วครับ” พี่ดินที่ลงไปจากรถแล้วก้มตัวลงมาเรียกผมที่ยังนั่งอยู่ในรถไม่ยอมตามลงไป 

“ผมไม่อยากลง” ผมบอก 

“ไม่ได้!” พี่ดินว่าเสียงดุกลับมา 

“ทำไมพี่ชอบบังคับวะ” แม้จะพูดแบบนั้นแต่ผมก็ยอมลงจากรถเมื่อพี่ดินอ้อมมาฝั่งที่ผมนั่งอยู่แล้วเป็นฝ่ายเปิดประตูให้ 

“ถ้าไม่ดื้อแล้วพี่จะบังคับเหรอ” พี่ดินถามผมด้วยสีหน้าที่ใครมองก็รู้ว่าเขากำลังพอใจกับสีหน้าและน้ำเสียงง้องแง้งของผม 

 ผมเดินตามพี่ดินเข้ามาในห้องของพี่เขาเงียบๆ แล้วเดินไปนั่งที่โซฟาตัวเดิม ตัวที่ผมกับพี่ดินเคยจูบกัน โซฟาตัวที่เกือบจะทำให้ผมยอมพี่ดินแล้วถ้าเขาตอบคำถามผมด้วยความจริงใจ แต่ก็นั่นแหละ พี่เขาตอบไม่ได้เราเลยต้องหยุดทุกอย่างอยู่แค่นั้น 

“เอาน้ำมั้ยครับเด็กน้อย” 

“...” ผมหันไปตามเสียงของพี่ดินที่ยืนรินน้ำใส่แก้วอยู่โซนครัวแล้วก็ต้องยู่หน้าใส่ เมื่อกี้เขาเรียกผมว่าเด็กน้อย ผมไม่ใช่เด็กสักหน่อยผมโตแล้วเรียนมหา’ลัยแล้วนะ 

“เอา น้ำ มั้ย ครับ” เขาถามย้ำมาทีละคำเมื่อผมไม่ตอบนอกจากมองเขาด้วยสีหน้าขัดใจ 

“ผมเพิ่งกินมา ไม่มีกระเพาะใส่หรอก” พูดจบผมก็เชิดหน้าใส่แล้วหันมากดรีโมทเปิดทีวีแทนไล่หาช่องที่ผมต้องการและไม่สนใจพี่เขาอีก 

ก็เขาชวนผมมานั่งเล่นแล้วผมจะสนใจเขาทำไม 

“ไม่เอาสักน้ำเลยเหรอ” 

คำถามที่ดังอยู่เหนือหัวทำให้รีโมทที่ถืออยู่ในมือหล่นตุบลงบนตักผม ใจผมมันเต้นแรงทั้งยังหน้าแดงกับคำพูดส่อไปในทางสัปดนของคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง 

“อะไรกัน มองหน้าพี่แบบนั้นทำไมครับ พี่พูดอะไรผิดเหรอ” พี่ดินถามทั้งยังทำหน้าตาใสซื่อทั้งๆ ที่ดวงตาคู่สวยฉายแววเจ้าเล่ห์จนปิดไม่มิด 

“ทะลึ่ง!” ผมว่าแล้วเม้มปากก่อนจะหันกลับมาสนใจทีวีต่อท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของพี่ดินจากนั้นที่ว่างข้างตัวผมก็ยวบลงเพราะน้ำหนักตัวของพี่ดิน 

“ด่าพี่อีกแล้วนะ วันนี้ฝุ่นด่าพี่หลายคำแล้วนะ แล้วที่ว่าพี่ทะลึ่งน่ะพี่ทะลึ่งตรงไหนครับ” พี่ดินว่าแล้วแย่งรีโมทไปจากมือผมทั้งที่ผมยังหาช่องที่ต้องการไม่เจอเลยด้วยซ้ำ 

ไม่ใช่ว่าหาไม่เจอแต่ผมไม่รู้ว่าจะดูอะไรเพราะตอนนี้ผมไม่มีสมาธิเลยจริงๆ 

“อื้อ เอารีโมทคืนมาผมจะดูทีวี” ผมหันไปแย่งรีโมทคืนแต่พี่ดินกลับยกแขนขึ้นสูงจนผมคว้ามันไม่ได้แล้วก็เสียหลักล้มทับพี่เขาและตอนนี้เราอยู่ในท่าที่มันล่อแหลม สุ่มเสี่ยงมากๆ ที่ผมจะถูกพี่ดินรังแกอีก 

“ทีวีมันน่าสนใจกว่าพี่ตรงไหน หืม?” พี่เขาถามแล้วขยับตัวนิดหน่อยแล้วตวัดแขนทั้งสองข้างมาล็อกเอวผมไว้เมื่อผมจะลุกออกจากตัวพี่เขา  

“…” ผมต้องเม้มปากอีกครั้งเพราะหาเส้นเสียงของตัวเองไม่เจอแล้วตอนนี้ใจผมมันก็เต้นแรง เต้นแรงพอๆ กับหัวใจของพี่ดินที่จ้องหน้าผมนิ่งอยู่ในตอนนี้ 

“หืม? ทีวีน่าสนใจกว่าพี่ตรงไหนครับ” พี่เขาถามผมอีกครั้งเมื่อผมเอาแต่กะพริบตาปริบๆ อยู่บนตัวเขา 

“ก็...” 

“ก็อะไร” ยิ่งพูดพี่ดินก็ยิ่งขยับใบหน้าเข้ามาใกล้หน้าผมมากขึ้นเรื่อยๆ ลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดลงมามันทำให้ผมใจสั่น 

“อื้อ พะ พี่ดิน ปล่อย” ผมพยายามดิ้นเพื่อให้ตัวเองหลุดจากอ้อมแขนของพี่ดินแต่ยิ่งดิ้นพี่ดินยิ่งกอดแน่น 

“ตอบมาก่อนแล้วจะปล่อย” 

“ทีวีมันมีสาระกว่าพี่ดิน” ผมก็ไม่รู้หรอกว่าผมตอบแบบนี้ออกไปได้ยังไงแต่ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออกแล้ว 

“ฮ่าๆ” พี่ดินหลุดเสียงหัวเราะออกมาทันทีพร้อมกับยอมปล่อยผมให้เป็นอิสระผมเลยรีบลุกออกจากตัวเขาแล้วขยับไปนั่งอีกฝั่งของโซฟาแล้วหันไปดุเขาเสียงสูง 

“ฮ่าๆ” พี่ดินหลุดเสียงหัวเราะออกมาทันทีพร้อมกับยอมปล่อยผมให้เป็นอิสระผมเลยรีบลุกออกจากตัวเขาแล้วขยับไปนั่งอีกฝั่งของโซฟาแล้วหันไปดุเขาเสียงสูง 

“หยุดหัวเราะนะ!” 

“ก็ฝุ่นตลก พี่หยุดขำไม่ได้จริงๆ” พี่ดินว่าแล้วกุมท้องหัวเราะต่อ 

“พี่แม่ง” 

“ด่าอีกแล้วนะ” พี่ดินหยุดหัวเราะแล้วมองหน้าผมก่อนยิ้มออกมา มันเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ไว้วางใจเขาเลย 

“ก็พี่ อื้อ...” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคพี่ดินก็ขโมยจูบปิดปากผม 

พี่เขาค่อยๆ ขยับริมฝีปากที่แนบลงมาที่ริมฝีปากผม แผ่วเบา นุ่มนวล ค่อยๆ ละเลียดเล็มไปตามกลีบปากบนและล่างของผมอย่างใจเย็นจนผมโอนอ่อนจูบตอบด้วยการขยับงับปากขบเม้มกลีบปากพี่ดินช้าๆ แต่จังหวะการเต้นของหัวใจของผมกับพี่ดินกลับรัวเร็วไม่ต่างกัน 

ความคิดเห็น