facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 : รอฟังคำนั้นอยู่...รู้รึเปล่า

ชื่อตอน : บทที่ 5 : รอฟังคำนั้นอยู่...รู้รึเปล่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 464

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2563 21:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 : รอฟังคำนั้นอยู่...รู้รึเปล่า
แบบอักษร

5 

               ‘อธิษฐานอะไรตั้งนาน บัวคิดว่าวีนั่งหลับในไปแล้วเสียอีก’ 

           บุริมนาถชวนจ้อ คราวนี้เธอเป็นฝ่ายชวนปวีร์มาเที่ยวหลังไม่ได้เจอกันนานเกือบเดือนเพราะบุษณีคุมความประพฤติเธอแจ เหตุขอไปค้างกับชญาติดๆ กันหลายหน ทั้งสองคนเลยได้แต่คุยกันผ่าน Messenger ผ่าน Line  

           ‘หึ...’ ปวีร์หน้างอ ‘อธิษฐานให้บัวได้ออกมาเจอกันบ่อยๆ เดี๋ยวนี้วีจะไปกินข้าวเที่ยงด้วยก็ไม่ได้’ ชายหนุ่มทำเสียงเซ็งๆ บุริมนาถอ้างว่ามารดาสนิทกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย กลัวว่าอาจารย์จะเห็นปวีร์แล้วไปฟ้องบุพการีเธอ  

           ‘มันจำเป็นจริงๆ นี่นา แต่วันนี้ได้เที่ยวด้วยกันแล้ว ตอนกลางคืนบัวกับเพื่อนๆ ก็จะไปฟังวีร้องเพลงตามสัญญา เลิกทำหน้าเหมือนบูลด็อกสักทีสิ’ หญิงสาวง้อพลางแซวแรงตบท้าย  

           รณเกียรติและบุษณีต้องไปสัมมนาต่างจังหวัดสามวัน บุริมนาถสบโอกาสจึงขนข้าวของมาอาศัยอยู่กับชญา  

           ‘ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ไปคุยกับนกกับปลาดีกว่า’ 

           คนโกรธไม่จริงสาวเท้ายาวๆ หนีพร้อมกับถุงอาหารปลาและขนมปัง ไปทางด้านหลังของวัดอุโมงค์ซึ่งมีสะพานทอดผ่านสระน้ำขนาดใหญ่ ในน้ำมีปลาจำนวนมากเช่นเดียวกับนกพิราบที่สวนสนามเต็มพื้นที่สะพานและราวสะพานด้านบน รอขนมปังจากนักท่องเที่ยว  

           ‘ขอแบ่งหน่อยสิ อยากเป็นคนใจดีแบบวีบ้าง’  

           บุริมนาถแบมือไปด้านหน้าคนข้างๆ ที่มีเมตตาต่อทุกสรรพสิ่งบนโลก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ ปวีร์แสร้งถลึงตาโกรธแต่ก็ยื่นขนมปังให้บุริมนาถ  

           ‘ให้นกกิน ไม่ใช่ของคน’ เขาเฮ้วใส่คนกัดขนมปัง  

           ‘ขนมปังอย่างดีแบบนี้บัวก็อยากกินบ้าง คนคำ...นกคำ แบ่งๆ กันน่า’ หญิงสาวหยอกก่อนยื่นขนมปังแผ่นที่กัดไปคำใหญ่ให้นกพิราบตัวที่มารออยู่ใกล้ๆ จิกกิน พวกมันเชื่องไม่กลัวคน  

           ‘ไม่เจอกันนี่ไม่คิดถึงกันเลยเหรอ’  

           คนตัวสูงถามลอดไรฟัน เก๊กหน้านิ่งหว่านอาหารเม็ดให้ปลา  

           ‘ในวัดในวาถามอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ’ บุริมนาถที่ถูกจู่โจมด้วยคำถามไม่คาดคิดหน้าแดง 

           ‘ก็ถามไปแล้วไง ทำไมจะถามไม่ได้’ ตอบกวนประสาท ‘ตกลงคิดถึงหรือไม่คิดถึง’ ยังรุกเอาคำตอบไม่เลิกรา 

           ‘อื้ม...’ 

           ‘อื้มคือไม่คิดถึง’ 

           ‘ไม่ใช่’ คนโดนแปลเจตนาผิดโวยวาย 

           ‘คืออะไรก็ตอบมาตรงๆ สิ’ 

           ‘คิดถึง พอใจไหม’ ถึงคราวบุริมนาถหน้าบึ้งมาก เขาจงใจยั่วให้เธอทั้งโกรธทั้งเขิน  

           ‘เฮ้อ...ได้ยินคำตอบแบบนี้ค่อยอารมณ์ดีขึ้นหน่อย’ ปวีร์ถอนหายใจ ฉีกยิ้มโชว์ฟันอวดบุริมนาถเลยโดนฟาดท่อนแขนไปหนึ่งที  

           ‘บัวมีเรื่องอยากถาม’  

           ‘ถามมาได้เลยครับคุณหนู’  

           ‘จะเสียมารยาทหรือละลาบละล้วงเกินไปไหม แต่วีไม่เคยเล่าเรื่องครอบครัววีให้บัวฟังบ้างเลย’  

           ผิดกับบุริมนาถที่แทบจะเล่ารายละเอียดการใช้ชีวิตในแต่ละวันตั้งแต่เด็กจนโตให้ปวีร์ฟังหมดแล้ว  

           ‘อือ...’ ปวีร์คนทะเล้นเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนเงียบลง ‘ครอบครัววีไม่สมบูรณ์เหมือนครอบครัวบัวหรอก’ น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่ก็หันมายิ้มเจื่อนให้เธอ  

           ‘บัวขอโทษ ไม่ต้องละ...’  

           ‘เล่าสิ...วีก็อยากเล่าให้บัวฟังบ้างแต่กลัวบัวจะรับไม่ได้’ ชายหนุ่มทิ้งจังหวะพูด เห็นบุริมนาถนิ่งฟังอยู่จึงเล่าต่อ ‘พ่อกับแม่วีแยกทางกันแล้วก็ทิ้งวีอยู่กับลุงที่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของแม่ ลุงกับป้ารับอุปการะวีเป็นลูกบุญธรรม ทั้งที่พวกท่านก็มีลูกสามคน วีไม่อยากเป็นภาระท่าน ไม่อยากเห็นน้องๆ อดๆ อยากๆ กินไม่อิ่มเพราะวีเป็นตัวหาร ก็เลยรับจ้างทำงานในร้านขายของชำหน้าปากซอยตั้งแต่ประถม พอเรียนจบปอหกก็ขอลุงไปเรียนที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ใช้ชีวิตแบบกินนอนที่นั่น นานๆ จะกลับบ้าน’ ปวีร์ยิ้มเศร้า ‘วีเรียนไม่เก่งหรอก เกเรด้วยแต่ก็กระเสือกกระสนหาทางเรียนมหาลัย เพราะน่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้น’  

           ‘เก่งสิ เก่งมากเลยด้วย’ คนฟังรีบกล่าวชื่นชม นกน้อยในกรงทองอย่างบุริมนาถฟังแล้วรู้สึกหดหู่ คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่ปวีร์ก็ต่อสู้ด้วยตนเองจนก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ‘วีไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง แต่ยังเผื่อแผ่ถึงคนอื่นด้วย บัวชอบวีก็เพราะแบบนี้แหละ...’ บุริมนาถรีบปิดปาก หลุดพูดความในใจบางอย่างออกไป 

           แต่ไม่ทัน... 

           ‘ชอบเหรอ...บัวชอบวีเหรอ’ คนที่เศร้าๆ อยู่ร่าเริงอีกครั้ง คาดคั้นเอาคำตอบ  

           ‘บัวใช้คำผิด จะบอกว่าชื่นชมวีเพราะเป็นคนมีน้ำใจแบบนี้แหละ’ หญิงสาวกล้อมแกล้มแก้ตัว  

           ‘ถ้าชอบก็บอกว่าชอบนะ ไม่ต้องอาย’  

           นั่นยิ่งทำให้บุริมนาถขวยเขินเข้าไปอีก สุดท้ายเธอได้รู้เรื่องเกี่ยวกับเขาเท่านั้นเพราะบทสนทนาวกวนเรื่อง ‘ความชอบ’ ไม่จบสิ้น  

           บุริมนาถไม่กล้ายอมรับว่า ‘ชอบ’ เขา เพราะเธอเป็นผู้หญิง หากสารภาพไปแล้วเขาไม่ได้คิดเหมือนเธอ ที่ผ่านมาแค่คุยกันแบบหมาหยอกไก่ เธอคงทำใจไม่ได้และอาจจะกลายเป็นปมชีวิตที่ทำให้ขึ้นคานจนแก่ตาย  

            

           ปวีร์บอกว่ามีนัดกับคนสำคัญที่ร้านนมสดหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วบุริมนาถก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า ‘ภู’ กับ ‘หมี’ เด็กชายวัยสิบสองขวบสองคนคือคนสำคัญที่ปวีร์พูดถึง พวกเขาทั้งสองมาตรงเวลานัดพร้อมกับสมุดวาดภาพเล่มใหญ่  

           ‘สวัสดีครับลูกพี่ นี่แฟนลูกพี่เหรอ’  

           คำกล่าวทักทายของเด็กชายภูฟังดูแก่แดดแก่ลมจนบุริมนาถปั้นหน้าไม่ถูก  

           ‘ตอนนี้ยังไม่ใช่...’ 

           ‘แต่อนาคตยังไม่แน่ใช่ไหมครับ’  

           หมีรับส่งมุกกับปวีร์ราวกับรุ่นราวคราวเดียวกัน หยอกเย้ากันพอประมาณ เด็กชายสองคนก็หันมาสวัสดีบุริมนาถ หญิงสาวรับไหว้และสังเกตปฏิกิริยาคนทั้งสามต่อ  

           ‘นี่ครับงานที่ลูกพี่สั่ง พวกผมจัดการตามที่บอกทุกอย่าง’ 

           ถ้าไม่ได้เห็นเด็กๆ กางสมุดวาดเขียน บุริมนาถคงจินตนาการว่าปวีร์สั่งเด็กน้อยทำเรื่องไม่ดี ถ้อยคำที่แต่ละคนใช้เกินวัยและแสบสันสุดๆ  

           ‘ดีมาก’ ปวีร์ยิ้มกว้างชื่นชมภาพวาดดอยสุเทพของเด็กทั้งสอง ‘บัวว่าสวยไหม’ เขาถามความเห็นจากเธอ  

           บุริมนาถพยักหน้าเห็นด้วย ผลงานสวยงามทั้งด้านการวาดภาพและระบายสี สามารถส่งเข้าประกวดชิงรางวัลได้ไม่ยาก  

           ‘ลูกพี่อย่าลืมตามที่ตกลงกันไว้นะครับ’ 

           ‘นมปั่นคนละหนึ่งแก้ว ขนมปังสังขยาอีกหนึ่งชุด’  

           เด็กชายนั่งหลังตรงทวงสัญญาลูกพี่ของพวกเขา  

           ‘โอเค ไม่มีปัญหา’  

           บุริมนาถขอเลี้ยงเด็กๆ แทนปวีร์ เพราะชอบความช่างฉอเลาะของภูกับหมี ยิ่งได้ฟังจากปวีร์ทีหลังว่าทั้งสองคนอาศัยอยู่กับยายที่ฐานะยากจน อดมื้อกินมื้อยิ่งสงสารจับใจ ปวีร์รู้จักเด็กชายทั้งคู่ตอนทำค่ายศิลปะกับคณะ และค้นพบพรสวรรค์ของเด็กเลยแวะมาหา เลี้ยงข้าวเลี้ยงขนมสม่ำเสมอ โดยสร้างเงื่อนไขให้ทั้งคู่พัฒนาฝีมือการวาดภาพตามหัวข้อที่ปวีร์ให้ในแต่สัปดาห์  

           บุริมนาถทึ่งกับการปิดทองหลังพระของผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง ความประทับใจที่มีต่อเขามันเอ่อล้นหัวใจแล้ว  

 

           ‘แกจะแต่งตัวเป็นแม่ชีทุกครั้งที่เข้าผับเข้าบาร์ไม่ได้นะบัว เดี๋ยวการ์ดไม่ปล่อยเข้า’  

           ชญาบ่นน้ำไหลไฟดับ ส่วนเฌอเอมและพนิตาทำหน้าเหยเกกับการแต่งตัวสไตล์คุณหนูบัวที่เลือกเสื้อกล้ามเอวลอยสีขาวแมทช์กางเกงยีนส์สีครีมขาม้าแล้วยังไม่รู้จักพอ คว้าเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวมาสวมทับปกปิดอาการขาดความมั่นใจ  

           ‘หน้าก็ดี นมก็มี เอวก็คอด สะโพกก็พาย ขาก็เรียว ทำไมไม่หัดโชว์บ้างยายคุณหนู’ เฌอเอมเสริมทัพวิจารณ์  

           ‘ฉันอายนี่นาเวลาคนอื่นมอง’  

           ‘แม่คู้ณ...ในนั้นทั้งมืดทั้งมีแต่คนเมา ใครจะสนใจกันยะ’ พนิตาว่า  

           ความจริงสามสาวรู้ดีว่าผู้หญิงสวยๆ ย่อมตกเป็นเป้าหมายเป้าสายตาของหนุ่มๆ ในร้านที่ยกหางตัวเองว่าเป็นนักล่า ชอบตีเนียนเข้ามาขอเลี้ยงเครื่องดื่มแล้วขอเบอร์ต่อ แต่ทั้งสามไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อบุริมนาถผู้ใสซื่อ เพียงแต่อยากแกล้งปวีร์ที่ปากแข็ง ไม่ยอมขอเพื่อนพวกเธอเป็นแฟนเสียที เขาปล่อยให้บุริมนาถตกหลุมรักหัวปักหัวปำฝ่ายเดียว  

           ‘เชื่อพวกฉันเถอะ แกเอาเสื้อตัวนอกออก’  

           ‘ฉันใส่ขาสั้นกว่าแกอีก’ เฌอเอมจับชายกางเกงตัวเองโชว์  

           ‘ไหนแกเคยเล่าให้ฉันฟังว่าปวีร์บอกให้ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง วันนี้ก็ลองเลิกเป็นนางชีแล้วพอกลับมาค่อยสรุปผลไงว่าดีหรือไม่ดี ถ้าไม่ดี...รอบหน้าแกก็ใส่โค้ทยาวไปเลย’ ชญายกคำพูดปวีร์มาอ้าง  

           เมื่อถูกเพื่อนรักหว่านล้อมหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ บุริมนาถก็ใจอ่อนยอมถอดเสื้อตัวนอกออกในที่สุด  

 

           สองทุ่มสิบห้านาที...ล่วงเลยเวลานัดหมายกับปวีร์ครึ่งชั่วโมง สี่สาวเพิ่งมาถึงร้านที่ปวีร์ร้องเพลงประจำ บุริมนาถต้องผิดนัดทานข้าวเย็นกับชายหนุ่มเพราะบรรดาเพื่อนสาวอืดอาดยืดยาด แต่งหน้าทำผมไม่เสร็จง่ายๆ เสียที ชญาอ้างเหตุผลว่าเธอซื้อบัตรเข้างานวันครบรอบเปิดร้านห้าปีเรียบร้อยแล้วจะมาถึงกี่โมงก็ได้  

           เวทีถูกประกอบขึ้นใหม่กลางลานกว้างหน้าร้าน ไม่สูงมากนัก มีโต๊ะรายล้อมรอบทิศ นักร้องและผู้ชมสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างทั่วถึง เนื่องจากเป็นวันพิเศษของทางร้าน จึงเชิญนักร้องดังระดับประเทศมาร่วมฉลองด้วย แต่จะขึ้นแสดงตอนห้าทุ่มครึ่ง ดังนั้นตั้งแต่ทุ่มครึ่งจนถึงห้าทุ่มกว่าๆ นักร้องประจำของร้านจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันร้องเพลง หนึ่งในนั้นคือปวีร์ นักร้องหนุ่มที่ค่อยๆ สะสมชื่อเสียงเติบโตมากับร้านนี้  

           โต๊ะที่ชญาจองไว้อยู่แถวที่สามนับจากหน้าเวที บุริมนาถรู้สึกประหม่าเพราะไฟไม่ได้มืดสลัวอย่างที่เพื่อนๆ เป่าหู ตั้งแต่เดินผ่านการ์ดเข้ามา คล้ายมีสายตาหลายคู่จับจ้องจนเธอเสียความมั่นใจที่ไม่ค่อยจะมีอยู่แล้ว  

           พอถึงโต๊ะชญาก็เรียกเด็กเดินอาหารมาสั่งน้ำเปล่ากับของทานเล่นให้บุริมนาถ ส่วนพวกเธอสามคนเลือกเครื่องดื่มที่ต่างจากเครื่องดื่มที่ทางร้านขายรวมมากับบัตรราคาแพง  

           สองทุ่มครึ่ง...ช่วงเวลารวมดาวเด่น นักร้องชายของร้านขึ้นมาร้องเพลงด้วยกัน ลูกค้าชายก็จะมีนักร้องหญิงในดวงใจ ฝากลูกค้าสาวน้อยสาวใหญ่ชื่นชมนักร้องชายคนไหนเสียงก็จะกรี๊ดเสียงดังเป็นพิเศษ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปวีร์ฮอตสุดสำหรับฝ่ายชาย ชญา เฌอเอมและพนิตาโบกไม้โบกมือให้ชายหนุ่มเมื่อถึงท่อนที่เขาได้ร้องและก้าวออกมาหน้าเวที พอเขามองมา บุริมนาถยิ้มให้ ทว่าสีหน้าเขาเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด 

           ‘ทำไมต้องทำหน้าบูดเป็นตูดเป็ดใส่พวกเราด้วยวะ’ ชญาแกล้งไม่รู้ความ  

           ‘โกรธที่เรามาช้าเหรอ ไม่น่าใช่มั้ง...เพราะโทรบอกก่อนแล้วนี่’ พนิตาสมทบต่อมึนๆ  

           บุริมนาถก็คาดเดาไม่ถูกว่าทำไมปวีร์แสดงอาการแบบนั้นต่อหน้าลูกค้ามากมาย จนกระทั่งเขาโชว์ร้องเพลงแพ้ทาง ของ ลาบานูน ร่วมกับนักร้องผู้ชายอีกคน บังเอิญมีสองหนุ่มโต๊ะข้างๆ ทำทีเข้ามาชวนสี่สาวคุย ชญากับเฌอเอมผลัดกันตอบคำถาม ทว่าสายตาเจ้าชู้สองคู่มองบุริมนาถตลอดเวลา สร้างความไม่พอใจให้กับคนบนเวทีที่จ้องบุริมนาถเป็นพักๆ อยู่แล้ว พอถึงช่วงที่สองนักร้องหนุ่มต้องหยิบดอกกุหลาบคนละหนึ่งดอกลงจากเวที แยกกันเดินไปตามโต๊ะ เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น  

           ‘คนหน้าตาอย่างฉัน นั้นมันต้องเจียมหัวใจ เก็บอาการเอาไว้แม้ใจจะสั่นระรัว’ สาวๆ กรี๊ดขอดอกกุหลาบจากปวีร์กันคอแทบแตก แต่เขาก็ยังไม่หยุดเดิน ‘อยากจะให้ดอกฟ้าเอ็นดูหมาวัดสักตัวก็ไม่กล้าเอ่ยออกไป’ และแล้วเขาก็มาหยุดตรงโต๊ะบุริมนาถ ค้อมหัวเล็กน้อยก่อนยื่นกุหลาบขาว ดอกไม้ที่เธอชอบให้กับเธอ หักหน้าผู้ชายสองคนนั้น ทำเอาสาวๆ โห่ร้องอิจฉากันใหญ่  

           ‘ฉันว่ามีคนหึงแหละ’ เฌอเอมจงใจพูดเสียงดังตอนปวีร์หันหลังเดินไปไม่ไกล  

           ‘โอ้ย...อยากได้บ้างจังกุหลาบขาว’ ชญาชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ บุริมนาถ  

           ‘อยากมีเพื่อนสนิทเป็นนักร้องร้านนี้ค่ะ’ พนิตาไม่ปล่อยให้ตัวเองไร้บทบาทในจังหวะนั้น  

           ‘หยุดเลย!’ บุริมนาถสั่งเพื่อน มือข้างที่ว่างลูบผมไม่หยุด เพราะรู้สึกว่ามันเกะกะจนไม่รู้จะเก็บไว้ตรงไหน 

           จบเพลงนั้น ปวีร์ก็พุ่งตรงมาที่โต๊ะบุริมนาถทันที ชญาที่รออยู่แล้วรีบส่งแก้วเครื่องดื่มสีอำพันให้เขาพร้อมย้ายไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ว่างแล้วให้ปวีร์นั่งแทนที่ตัวเอง  

           ‘ขอบคุณครับ’ เขายกแก้วชนแก้วเพื่อนๆ บุริมนาถ ‘ร้อนเหรอ’ ดื่มหมดแก้วก็หันมากระซิบแขวะพลางปรายตามองเสื้อเธอ 

           ‘มองแบบนี้หมายความว่าไง’ 

           ‘ทุกทีไม่เคยเห็นใส่แบบนี้’  

           ‘ไม่เคยใส่ ไม่ได้หมายความว่าจะใส่ไม่ได้นี่’ หญิงสาวโต้ตอบเพราะไม่ชอบที่เขาทำเสียงขุ่นใส่ก่อน  

           ‘อ้าว...อย่าทะเลาะกันสิ คนอื่นยิ่งจับตาดูอยู่’ ชญาห้ามปราม  

           ‘แล้วทำไมถึงปล่อยให้เพื่อนใส่เสื้อแบบนี้มาล่ะ ทุกทีเรียกคุณหนูๆ’ ลามไปทะเลาะกับชญาที่เริ่มเมากึ่มๆ  

           ‘ก็เพื่อนสวยไง อยากให้เพื่อนได้โชว์ผิวบ้างอะไรบ้าง’ ฝ่ายชญาก็แหย่ไม่หยุด ‘ทำไม หวงเพื่อนญาเหรอ’  

           ปวีร์ตั้งหน้าจะเถียงกับชญาต่อ แต่ถูกเสียงประกาศบนเวทีขัดจังหวะเสียก่อน  

           ‘อย่างที่รู้กันนะคะว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ ทางร้านเราเลยมีกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้า โดยผู้ที่ชนะกิจกรรมนี้จะได้รับเงินค่าอาหารและเครื่องดื่มที่จ่ายไปคืนทุกบาททุกสตางค์’ เสียงเฮดังลั่นร้าน ‘เท่านั้นยังไม่หมดนะคะ ผู้ที่ชนะกิจกรรมและเพื่อนๆ ทั้งโต๊ะจะได้ถ่ายรูปร่วมกับศิลปินคนพิเศษของเรา’ เสียงกรีดร้องดังกว่าเดิม พร้อมร้องขอกติกาของกิจกรรม ‘กติกาของเราก็คือ...ผู้ที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ต้องเป็นคนที่นั่งเก้าอี้ที่มีสติกเกอร์หมายเลขห้าติดอยู่เท่านั้น’ สิ้นประกาศข้อแรก ต่างคนต่างลุกขึ้นหันมองหาสัญลักษณ์ดังกล่าว  

           ‘ฉันอยากชนะแต่ฉันไม่มีเลขห้า แกมีไหมๆ’ ชญาลนลานถามเพื่อน เพราะชอบศิลปินคนพิเศษเอามากๆ เฌอเอมกับพนิตาส่ายหัว ‘แกล่ะบัว’  

           ‘อือ...เก้าอี้ฉันมี’ บุริมนาถทำหน้าเบ้จะร้องไห้ เธอสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนนั่งแล้ว นึกว่ามีทุกตัวเสียอีก  

           ‘เขาจะเล่นเกมอะไรกันวี’ ชญาสงบศึกชั่วคราว อยากรู้เพราะกลัวเป็นกิจกรรมแผลงๆ อย่างเช่นให้แข่งดื่ม บุริมนาถซี้แหงแก๋แน่  

           ‘ไม่รู้เหมือนกัน ตอนประชุมกันไม่เห็นพูดถึง’ ปวีร์หน้าเครียดไม่ต่างกัน  

           ‘ขอเชิญผู้โชคดีรอบแรกขึ้นมาเล่นเกมกับเราหน่อยนะคะ กรุณาล่ะคะ’ สามผู้โชคดีเดินขึ้นเวทีอย่างเต็มใจ ‘หญิงหญิงว่ามีเก้าอี้ติดเลขห้าสี่ตัวนะคะ อีกท่านหนึ่งอยู่ไหนเอ่ย’ สถานการณ์กดดันบุริมนาถมาก  

           ‘ขึ้นไปเถอะ ถ้าเห็นท่าไม่ดียังไง วีจะไปช่วย’ ชายหนุ่มยืนยันให้บุริมนาถมั่นใจ  

           ‘ผู้โชคดีคนสุดท้ายของเรามาแล้วนะคะ ที่มาช้าเพราะกำลังคุยกับนักร้องสุดฮอตของเราเพลินอยู่ใช่ไหมคะ’  

           ปวีร์จ้องนักร้องสาวที่รับหน้าที่พิธีกรอย่างคาดโทษ เหตุกระแหนะกระแหนบุริมนาถกลางสาธารณชน  

           ‘เหมือนล็อกมงกุฎเลยนะคะ หญิงสอง ชายสองพอดิบพอดี เราให้ผู้โชคดีแต่ละท่านแนะนำตัวสั้นๆ กันดีกว่า’  

           ขั้นตอนการแนะนำตัวไม่เป็นที่สบอารมณ์ปวีร์นัก แม้บุริมนาถจะแต่งตัวปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งมากกว่าผู้หญิงคนข้างๆ แต่ผู้ชายข้างล่างกลับโห่ร้อง เป่าปาก แสดงอาการกะลิ้มกะเหลี่ยจนบุริมนาถหน้าเริ่มถอดสี ผ่านพ้นการแนะนำตัวก็เป็นเกมเหยียบลูกโป่ง คัดคนที่โดนเหยียบลูกโป่งแตกออกสองคน  

           ‘เชี่ย’  

           ปวีร์สบถ ยกแก้วเครื่องดื่มกระดกเข้าปากเมื่อเหลือบุริมนาถกับไอ้หน้าจืดที่ไหนไม่รู้เป็นสองคนสุดท้ายที่ต้องแข่งกันในเกมใหม่ และเกมบ้าที่ว่าคือเกมจ้องตา ใครหลบสายตาก่อน ใครกระพริบตาถือว่าแพ้  

           ‘ใจเย็นๆ’ เฌอเอมบอกชายหนุ่ม  

           ‘เฮ้ย! จะไปไหน’ ชญารั้งแขนปวีร์ไว้ทันทีที่เขาลุกจากเก้าอี้  

           ‘ให้บัวหยุดเล่นเกม ญาอยากถ่ายรูปกับนักร้องใช่ไหม เดี๋ยวใช้เส้นขอถ่ายรูปให้’   

           ‘บ้าเหรอวี...นายจะพังงานครบรอบของร้านที่เป็นบ่อเงินบ่อทองตัวเองไม่ได้นะ’ พนิตาเตือนสติ  

           ‘เอาล่ะค่ะ ในเมื่อผู้เข้าแข่งขันสองคนพร้อมแล้ว ถ้าหญิงหญิงนับถอยหลังจะถือว่าเริ่มเกมทันทีนะคะ ห้า...สี่...สาม...สอง...หนึ่ง...เริ่ม!’      

           ด้านบนเวที บุริมนาถแม้จะเป็นสาวขี้อายแต่ยามมีการแข่งขันเพื่อชิงที่หนึ่ง เธอจะฮึดสู้ ทว่าผ่านไปไม่ถึงห้าวินาที คู่แข่งของเธอก็หลุดยิ้มและพ่ายแพ้ง่ายๆ  

           ‘และผู้ชนะของเราในคืนนี้คือ...คุณบัว สาวสวยเซ็กซี่ที่ดูท่าจะถูกตาต้องใจหนุ่มๆ ไม่ใช่น้อย’  

           ผู้ชายข้างล่างเวทีปรบมือโห่ร้องเห็นด้วยเกรียวกราว ส่วนบุริมนาถพอชนะก็ลืมอายย่อรับมงกุฎดอกไม้ที่เจ้าของร้านมอบให้ หญิงสาวเห็นปวีร์ลุกจากโต๊ะกลุ่มเธอออกไปนอกร้าน พิธีบนเวทีเสร็จปุ๊บ บุริมนาถรีบตามเขาไปทันที  

            

           ควันสีขาวโพยพุ่งออกจากปากชายหนุ่มที่กอดอกยืนพิงเสาป้ายจราจรริมทางเท้า เขาหลบออกมาเพราะหงุดหงิดใจที่เห็นบุริมนาถยืนยิ้มกว้างต่อหน้าผู้ชายเกินร้อย ไม่นานนักเธอก็วิ่งตามออกมา  

           ‘วี...’  

           บุริมนาถหยุดยืนห่างเขาราวสามเมตร หญิงสาวไม่เคยเห็นและไม่รู้ว่าเขาสูบบุหรี่มาก่อน เธอไม่ชอบคนสูบบุหรี่เพราะควันของมันทำร้ายคนไม่สูบได้  

           ‘ข้างในไม่สนุกแล้วเหรอ’  

           เขาบุหรี่เข้าปาก สูบเข้าไปแล้วพ่นควันออก เรื่องดื่มเหล้าสูบบุหรี่คงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนทำงานกลางคืน  

           ‘วีเป็นอะไรรึเปล่า’  

           ‘หึ...’ เขาแค่นหัวเราะในลำคอ ทิ้งบุหรี่ที่เหลือลงพื้นแล้วใช้รองเท้าเหยียบ ย่างสามขุมเข้าหาหญิงสาว ดันตัวเธอติดกำแพงด้านหลัง ใช้สองมือคร่อมตัวเธอไว้ดั่งกรงดักสัตว์ ‘ไม่รู้เหมือนกันสิ’ ชายหนุ่มก้มหน้าต่ำ ปล่อยลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอคนตัวเล็ก  

           ‘เมาแบบนี้จะร้องเพลงต่อไหวเหรอ’ บุริมนาถกล้าๆ กลัวๆ ถาม 

           ‘ไม่ได้เมา’ 

           ‘แล้วทำไมทำแบบนี้ล่ะ’ คนถูกหน่วงเหนี่ยวยกสองมือดันหน้าอกชายหนุ่มที่พยายามเบียดเข้ามาประชิด  

           ‘สนุกเหรอที่ทำให้วีโกรธ’ เขาลดมือข้างหนึ่งลง ใช้นิ้วชี้ลากไปบนหน้าท้องที่ไร้อาภรณ์ปกปิด พอเธอจะขยับหนี ปวีร์ก็ยกมือดันกำแพงตามเดิม ‘ตอบก่อนสิ’  

           ‘บัวไม่ได้ทำอะไรเลยนะ’  

           ‘แล้วแต่งตัวแบบนี้ทำไม’ เขาวนกลับไปที่เรื่องแต่งตัว ‘วีไม่ชอบให้ผู้ชายคนอื่นมองบัว’  

           ‘วีมีสิทธิ์อะไรมาห้ามบัวล่ะ’  

           เมื่อกี้ยังหวาดกลัว จู่ๆ เกิดฝีปากกล้าท้าทายเขาเสียอย่างงั้น  

           ‘ก็หวง...”  

           ‘ไม่มีเพื่อนที่ไหนเขาหวงกันแบบนี้หรอก’  

           ถ้าปวีร์ยังกั๊กไม่เผยความรู้สึกที่แท้จริง บุริมนาถก็จะไม่ยอมรับว่าจริงๆ รู้สึกอย่างไรกับเขา 

           ‘ก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อน...’  

           ‘ไอ้วี มากกสาวอยู่นี่นี่เอง’ ปวีร์ผละออกห่างบุริมนาถหันไปสบตารุ่นพี่เคืองๆ ‘เออ...ขอโทษที่มาขัดจังหวะ แต่อีกห้านาทีมึงต้องขึ้นร้องแล้ว บอกแค่นี้แหละ อยากทำอะไรก็รีบทำ’  

           ‘ไปทำงานของวีเถอะ’ บุริมนาถก้มหน้างุดสั่งเขา  

           ‘ก็ไปด้วยกันนี่แหละ’  

           ปวีร์จับมือหญิงสาว กึ่งจูงกึ่งลากให้เข้าร้านด้วยกัน พอดึกมากเข้าคนก็เริ่มเมา ปวีร์กับบุริมนาถจึงไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาใคร ยกเว้นเมื่อมาถึงโต๊ะ เพื่อนสาวทั้งสามก็จ้องเขม็ง ชญาสร่างเมาเพราะไปล้างหน้าล้างตามา ไม่ดื่มเพิ่มเพราะจะต้องมีสติตอนถ่ายรูปกับนักร้อง  

           ‘ดูแลบัวด้วย’ ชายหนุ่มกำชับเพื่อนหญิงสาว  

           ‘สั่งอะไรไร้สาระ ยายบัวเป็นเพื่อนพวกเราก่อนจะรู้จักนายอีก ไม่ต้องมาสั่ง ไปร้องเพลงไป’ ชญาสะบัดมือไล่  

           ‘ถ้ามีผู้ชายมาชวนคุยให้ลุกไปเข้าห้องน้ำนะ’ สั่งคนที่ตัวเองหวงก่อนเดินไปทางเวที  

           ก่อนทำงานตัวเองต่อ บุริมนาถเห็นเขาคุยกับการ์ดที่นั่งติดเวที คุยเสร็จการ์ดก็หายเข้าไปในโซนอาคารและกลับมาพร้อมเสื้อแขนยาวสีเทา  

           ‘วีบอกว่าคุณหนาว เลยให้เอาเสื้อมาให้’  

           ‘ขอบคุณค่ะ’ บุริมนาถรับเสื้อมาแบบงงๆ เธอไม่ได้บอกสักคำว่าหนาว  

           ‘สรุปวีขอแกเป็นแฟนรึยัง’ ชญาเห็นฝ่ายชายออกอาการหึงหวงเพื่อนหนักมากยิ่งอยากรู้ บุริมนาถสั่นหัว ‘ถ้ายังไม่ขอแกก็ไม่ต้องใส่ เอาเสื้อมานี่’ สาวแสบยื้อแย่งเสื้อจากมือเพื่อนมาไว้ที่ตักตัวเอง  

           ‘ผู้ชายคนอื่นจ้องแกตาเป็นมัน แต่นายวียังเฉยอยู่อีก’ เฌอเอมปรี๊ดลมออกหู  

           ‘เขาอาจจะไม่ได้ชอบฉันอย่างที่พวกแกคิดก็ได้ ดูสิ...มีแต่สาวสวยๆ แซ่บๆ ทั้งนั้นที่ชอบเขา’  

           ส่วนเธอจืดชืด ขาดความมั่นใจ  

           ‘พวกฉันดูไม่ผิดหรอก หมอนั่นชอบแกแน่ๆ แต่ปากแข็ง’ พนิตาพูดสำทับ เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนและเพื่อนคิด  

 

           ห้าทุ่มสามสิบนาที...ในขณะที่คนส่วนใหญ่กรูเข้าไปชื่นชมความหล่อและความสามารถด้านการร้องเพลงของนักร้องรับเชิญพิเศษของร้าน บุริมนาถที่ถูกเพื่อนทิ้งไปกรี๊ดกร๊าดหน้าเวทีหลบมาเข้าห้องน้ำลำพัง ตอนจะกลับไปที่โต๊ะเธอถูกดึงตัวเข้าไปในห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดแคบๆ ของแม่บ้าน และถูกสวมกอดจากด้านหลัง  

           ‘วีเอง’ ก่อนบุริมนาถจะสติแตกโวยวาย ชายหนุ่มรีบเปิดเผยตัวตน  

           หญิงสาวได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวเขาเพราะเมื่อร้องเพลงเสร็จ สาวๆ ที่ดักรออยู่ด้านล่างก็เชียร์ให้เขาดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า จากนั้นเธอไม่เห็นเขาอีก  

           ‘ปล่อยบัวเถอะ’ บุริมนาถร้องขอคนเมา เธอกลัวใครผ่านมาได้ยิน  

           ‘ปล่อยก็ได้’ เขาปล่อยเธอเป็นอิสระในช่วงเสี้ยววินาทีก่อนก้าวไปดักด้านหน้าและกอดเธอไว้อีก ‘ทำไมไม่ใส่เสื้อที่วีให้’ เขาทำเสียงดุ  

           ‘อากาศไม่ได้หนาวนี่’  

           แผนการยั่วโมโหของเพื่อนรักได้ผล ปวีร์กอดเธอแน่นขึ้น แต่เธอไม่ต้องการตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงแบบนี้  

           ‘จะไม่ใส่ใช่ไหม’  

           ‘ใช่’  

           ‘งั้นต้องมีข้อแลกเปลี่ยน’  

           ‘อะไร...อื้อ...’  

           เสียงหวานอู้อี้อยู่ในลำคอเมื่อหนุ่มที่กายร้อนรุ่มเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ฉวยโอกาสครอบครองริมฝีปากเธอด้วยจูบแสนเร่าร้อนชวนหวามไหว ท่าทีต่อต้านในคราแรกพ่ายแพ้ไป ยอมให้เขาสอนประสบการณ์ใหม่หลายนาที  

           ‘บัวอยากให้วีขอเป็นแฟนเหรอ’ หลังปวีร์ถอนจูบ บุริมนาถสติหลุดลอยยิ่งกว่าคนดื่มเหล้า ซ้ำร้ายยังถูกเขาจี้ถามตรงใจทำให้รู้สึกมึนงง  

           ‘เปล่าสักหน่อย’  

           คนโดนถามช็อก ถ้าเขาเป็นเธอ เขาจะกล้าตอบตามความจริงไหม เธอเอ่ยปฏิเสธ  

           ‘งั้นดีเลย ถึงวีจะอยากเป็นมากกว่าเพื่อน แต่ก็ไม่อยากขอบัวเป็นแฟน’ บุริมนาถได้แต่เกาหัวแกรกๆ ไม่เข้าใจคนเมาที่พูดไม่ได้ศัพท์ ‘ถ้าวีมั่นใจว่าจะเป็นคนที่ดีพร้อมกว่านี้ได้เมื่อไหร่ วีจะลองขอบัวเป็นแฟนนะ’  

           คนเมามักจะพูดความจริง บุริมนาถผิดหวังนิดหน่อยที่ได้ยินอย่างนั้นแต่เชื่อว่าปวีร์คงมีเหตุผลของเขา เหมือนที่ไม่กล้าเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังเพราะกลัวเธอรังเกียจที่เขายากจน  

           ‘จูบอีกไหม’ นั่นไม่ใช่ประโยคคำถามแต่เป็นสัญญาณแจ้งเตือนฉุกเฉินเพราะทันทีที่เขาพูดจบก็จัดการบดขยี้ปากเธออย่างหิวกระหาย ‘วีรักบัวนะ’ เพียงเสียงกระซิบในยามเขาเมาก็ทำให้หัวใจบุริมนาถพองโต 

           บุริมนาถเอื้อมมือเกลี่ยผมที่ระเปลือกตาปวีร์ไปด้านข้าง มองขนตาที่เรียงตัวเป็นแพยาวดำสนิทชนิดที่ผู้หญิงบางคนเห็นแล้วต้องอิจฉาไล่ไปถึงสันจมูกคมอย่างหลงใหล นี่สินะที่เขาเรียกว่าตกหลุมรัก ซ้ำยังเป็นรักครั้งแรก เธอถึงบอกตัวเองให้เฝ้ารอวันที่เขาพร้อม   

 

           หลังงานฉลองครบรอบห้าปีคืนนั้น ปวีร์กับบุริมนาถแทบไม่ได้เจอกัน เพราะคณะของปวีร์ต้องร่วมตกแต่งรถกระทงใหญ่เข้าร่วมประกวดในงานประเพณียี่เป็งจังหวัด กลางวันเขาช่วยงานส่วนร่วม กลางคืนก็ต้องร้องเพลง ส่วนบุริมนาถก็หาโอกาสมาค้างกับชญาไม่ได้ ทั้งคู่พบกันอีกทีในวันลอยกระทง  

           การจราจรในวันสำคัญเช่นนี้หนาแน่นและติดขัดมาก แม้แต่ปวีร์ที่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางยังต้องอาศัยความชำนาญในการหลีกเลี่ยงถนนสายที่รถติดเพื่อมายังจุดลอยกระทงที่ทางจังหวัดจัดเตรียมไว้ ปวีร์เลือกพาบุริมนาถมายังสะพานข้ามแม่น้ำปิงใกล้กับตลาดวโรรสหรือกาดหลวงที่คนเชียงใหม่เรียก สองข้างทางลงไปยังโป๊ะเรือมีกระทงหลายประเภทขาย  

           ‘ซื้อใบเดียวก็พอนะ’ 

           ‘ทำไมล่ะวี บัวมีเงินนะ’ 

           ‘ถ้าคนที่มาลอยกระทงต่างคนต่างซื้อคนละใบ ร้อยคนก็มีขยะในแม่น้ำร้อยชิ้น พันคนก็มีพันชิ้น เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสิ่งแวดล้อม’ 

           บุริมนาถสะอึก เธอมีเงินแต่ขาดความเฉลียวฉลาดนี่เอง  

           ‘งั้นเราไม่ซื้อดีไหม’ เธอออกความเห็น  

           ‘บัวไม่อยากลอยกระทงแล้วเหรอ’ 

           ‘บัวไม่อยากทำลายธรรมชาติ บัวอยากเป็นนักอนุรักษ์แบบวีบ้าง’ 

           ‘งั้นก็อดอธิษฐานกับพระแม่คงคานะ’  

           ‘ไม่ต้องมีกระทงก็อธิษฐานได้’  

           บุริมนาถดันตัวปวีร์ให้ไปยืนริมแม่น้ำปิงด้วยกัน เธอย่อตัวลงนั่งยองๆ พนมมือไหว้ขอขมาต่อแม่น้ำและขอพรในใจ ปวีร์ยิ้มขำแต่ก็ทำตามหญิงสาว  

           ‘บัวขออะไร’ 

           ‘ขอให้ปีหน้าวีพร้อมมั้ง’  

           คนฟังยิ้มแก้มปริ ไม่คิดว่าสาวใสซื่อที่เขาเจอในวันแรกจะมีพัฒนาการมาเป็นสาวไวไฟสารภาพความในใจไม่ตรงมากแต่ก็ไม่ได้อ้อมแอ้มให้ต้องตีความ แต่เขาทำไก๋ไม่รู้ไม่ชี้  

           ครั้งนั้นเป็นวันลอยกระทงครั้งเดียวที่เขาและเธออยู่ในสถานะเพื่อน หนึ่งปี...สองปี...สามปีต่อมา พวกเขามาอธิษฐานขอขมามือเปล่าเช่นเคยด้วยสถานะที่เปลี่ยนไป  

ความคิดเห็น