facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 : วันทรงจำ

ชื่อตอน : บทที่ 4 : วันทรงจำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 453

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2563 21:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 : วันทรงจำ
แบบอักษร

4 

           ‘ถ้าแกไม่ซื้อขนมกลับมาฝากฉัน ฉันฟ้องพ่อแม่แกแน่ว่าแกหนีตามผู้ชาย’  

           ‘หนีตามบ้าบออะไรล่ะ ฉันแค่ไปกินข้าวเดี๋ยวเดียวกลับ’  

           ‘แหม...’ ชญาทำปากคว่ำค้อนใส่เพื่อนรักอย่างหมั่นไส้ ‘ขับรถดีๆ ล่ะ อย่าพาคุณหนูบัวไปตกหลุมตกท่อล่ะวี’ ฝากฝังแกมประชดเพื่อนกับชายหนุ่มที่นั่งควบมอเตอร์ไซค์รออยู่หน้าประตูหอพัก  

           ตั้งแต่ตอบตกลงเป็นเพื่อนกัน บุริมนาถกับปวีร์ก็นัดเจอกันบ่อยๆ จนกลุ่มเพื่อนประหลาดใจ โดยเฉพาะพนิตาที่งอนบุริมนาถข้ามวันข้ามคืนเพราะสนิทกับผู้ชายที่เธอปลื้ม แต่ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งอะไรกัน สุดท้ายช่วยบุริมนาถปิดบังครอบครัวด้วยซ้ำ เพราะบุษณีไม่ชอบปวีร์มากๆ หลังไม่ประทับใจกับการพบกันครั้งแรก  

           ‘ครับ จะพามาส่งก่อนเที่ยงคืนนะ’  

           ชญาโห่ตามเบาๆ เมื่อเห็นปวีร์ที่ลงทุนซื้อหมวกกันน็อกใบใหม่มาให้บุริมนาถ ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาสวมและถอดให้เธอทุกครั้งก่อนขึ้นลงรถ  

           บุริมนาถหันมองชญาพร้อมฟาดฝ่ามือกลางอากาศเป็นเชิงบอกให้หยุดแซว ก่อนปวีร์จะบิดมอเตอร์ไซค์คู่ใจพาเธอออกเดินทาง  

           นับแล้วก็ราวๆ สองเดือนที่ทั้งคู่สนิทสนมกัน วันไหนว่างตอนพักเที่ยงตรงกัน ปวีร์จะมาที่โรงอาหารคณะบุริมนาถเพื่อทานมื้อกลางวันพร้อมกับเธอและเพื่อน โดยไม่เขินอายที่เป็นหนุ่มต่างสถาบัน นานๆ ครั้ง หญิงสาวจะใช้การทำกิจกรรมมหาวิทยาลัยหาข้ออ้างนอนค้างห้องชญา ช่วงเย็นก่อนปวีร์ไปทำงานจะมารับเธอไปหาอะไรทานด้วยกันก่อนเสมอ แต่คืนนี้ปวีร์ไม่ต้องไปทำงาน หนุ่มสาวจึงตกลงไปชมภาพยนตร์ที่ห้างสรรพสินค้ากลางเมืองเชียงใหม่  

           ก่อนจะถึงรอบฉาย บุริมนาถชวนปวีร์ทานไก่ทอดชื่อดังที่มีขายทุกห้างกันหิวในโรงภาพยนตร์ ทานเสร็จปวีร์แอบเก็บเศษกระดูกไก่ใส่ถุงหิ้วพลาสติกที่ติดกระเป๋ากางเกงยีนส์  

           ‘ฝากใส่กระเป๋าบัวหน่อยสิ’ 

           ‘อะไรน่ะวี จะห่อกลับไปกินต่อที่ห้องเหรอ’  

           ‘ใช่ที่ไหนล่ะ จะเอาไปให้หมาจรแถวหอต่างหาก ดึกๆ มันชอบเห่าเพราะหิว’  

           ไม่น่าเชื่อว่าบุริมนาถจะบ้าจี้ รับถุงนั่นมายัดกระเป๋าสะพายด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ราวกับขโมยของของใคร ทั้งๆ ที่จ่ายเงินซื้อแล้ว แถมพกกระดูกไก่เข้าไปในโรงภาพยนตร์ด้วย  

           ภาพยนตร์ที่ปวีร์จองตั๋วไว้เป็นแนวซูเปอร์ฮีโรสร้างจากการ์ตูน ตัวเอกเป็นแพทย์ บุริมนาถที่ไม่เคยดูแนวนี้ค่อนข้างตื่นเต้นตอนชายหนุ่มชักชวน ทว่าพอหนังท้องตึง เจออากาศหนาว บวกกับไม่ใช่แนวภาพยนตร์ที่ชอบ สาวร่างเล็กจึงผล็อยหลับไม่รู้ตัว  

           ปวีร์ถอดแจ็กเก็ตยีนส์คลุมให้บุริมนาถแล้วโยกศีรษะคนขี้เซาพิงไหล่ตัวเอง กลิ่นหอมอ่อนๆ จากผมและผิวของหญิงสาวคอยรบกวนจิตใจ เขาแทบไม่มีสมาธิปะติดปะต่อเรื่องราวบนจอผ้าใบผืนใหญ่เบื้องหน้าจนภาพยนตร์จบและคนดูทยอยเดินออกไปเกือบทั้งโรง  

           ‘บัว...บัว...’ 

           ‘หือ...’  

           ‘ตื่นได้แล้ว หนังจบแล้ว’  

           ‘หืม...จบแล้วเหรอ’ บุริมนาถขยี้ตา มองที่นั่งรอบด้านว่างเปล่า ‘ทำไมไม่ปลุกบัวตื่นตอนเห็นบัวหลับล่ะ’ ดีแค่ไหนที่น้ำลายเธอไม่ไหลยืดเปรอะเปื้อนเสื้อ  

           เสื้อปวีร์!  

           ถึงว่าหลับสบายไม่รู้เรื่อง ปวีร์เสียสละเสื้อคลุมให้เธอนี่เอง บุริมนาถคืนเสื้อให้เขาพร้อมคำขอบคุณ  

           ‘บัวคงเหนื่อย วีไม่อยากกวน’ เขาไม่อยากเผยไต๋ว่าชอบความรู้สึกเวลาเธออิงแอบแนบชิด ถ้าเขารวยคงจ้างโรงภาพยนตร์ฉายเรื่องนี้วนซ้ำสักสามรอบ ‘บัวอยากกลับห้องเลยไหม’ ปวีร์จำใจถาม อยากยืดเวลาอยู่กับเธอต่อ 

           ‘วีอยากไปที่ไหนอีกไหมล่ะ’ 

           ‘ดาดฟ้า...เราไปดูดาวบนดาดฟ้ากันเถอะ’  

           ชายหนุ่มรีบตอบแบบไม่คิด บุริมนาถเปิดทางให้ขนาดนี้ ถ้าเขาไม่คว้าโอกาสไว้คงเสียดายน่าดู   

           ชั้นดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้ามี Rooftop bar เปิดหลายร้าน แต่ฝั่งที่หันไปทางดอยสุเทพเป็นจุดชมวิวพื้นเล่นระดับเหมือนขั้นบันได ยามกลางคืนจะเปิดไฟที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ มีชายหญิงนั่งจับคู่คุยกันตามบันไดแต่ละขั้น ปวีร์เดินนำบุริมนาถไปยืนบนชั้นสูงสุดมีราวกั้นกันคนพลัดตก มองไปด้านหน้าจะเห็นเงาดอยสุเทพทอดตัวยาว แต่หากมองลงด้านล่างจะเห็นแสงไฟของตึกรามบ้านช่องและถนนห้วยแก้ว  

           บุริมนาถยกมือขึ้นกอดตัวเองพลางลูบไล้แขนทั้งสองข้างเมื่อลมเย็นพุ่งเข้าปะทะตัว ปวีร์เอาแจ็กเก็ตตัวเดิมคลุมให้ทันทีที่สังเกตเห็น  

           ‘ยกเสื้อให้บัวเลยดีไหม’  

           ‘ก็อยากยกให้เหมือนกันนะ แต่ตัวนี้ตัวเก่งของวี เก็บเงินซื้อตั้งนาน’  

           ‘งั้นเอาคืนไป บัวกลัวทำเปื้อน’  

           บุริมนาถแกล้งจะถอดเสื้อออกแต่ปวีร์รีบเอาแขนโอบเธอไว้หลวมๆ หญิงสาวนิ่งค้าง ปล่อยเสื้อลงตามเดิม ปวีร์ถึงยอมชักมือกลับ  

           ‘ดูดาวกันดีกว่า บัวรู้จักดาวอะไรบ้าง’ บุริมนาถส่ายหน้าแทนคำตอบ งตรงนั้นดาวศุกร์ ที่เขาเรียกกันว่าดาวประจำเมือง ตอนหัวค่ำจะเห็นทางทิศตะวันตก แต่พอใกล้เช้าจะเห็นทางทิศตะวันออก’ ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้บุริมนาถมองตาม  

           ‘นี่จำมาจากในหนังสือเรียนหรือเปล่า’  

           ‘ก็ใช่ง” ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ ‘แต่วีดูออกไงว่าดาวศุกร์อยู่ตรงไหน ไม่เหมือนบัวเก่งจำทฤษฎีแต่ปฏิบัติสอบตกแหงๆ โอ๊ย! ตีวีทำไม’ ปวีร์ร้องโอดโอย จู่ๆ ก็ฝ่ามือพิฆาตก็ฟาดเพียะเต็มกลางหลัง   

           ‘วีหลอกด่าบัวนี่’  

           ‘เปล่านะ’  

           ‘หาว่าบัวไม่เก่งใช่ไหมล่ะ’  

           ‘เปล่า’ 

           เสียงโต้เถียงเรื่องไร้สาระ เสียงหัวเราะในคืนนั้นเบาลงเรื่อยๆ ก่อนจะเงียบหายไปในที่สุด  

               

               รู้ทั้งรู้ว่าเธอไม่กลับมา รู้ทั้งรู้ว่ามันทรมาน ยิ่งลืมเท่าไหร่ยิ่งย้ำว่ามีเธออยู่  

           ก็รู้ทั้งรู้ว่าเธอได้จากไป รู้ว่ามันซ้ำเติมหัวใจ ยิ่งลืมเท่าไหร่ยิ่งจำว่ามีเธอ  

           อยู่ตรงนี้ตลอดมา เธออยู่ตรงนี้ทุกเวลา เธออยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ในวันทรงจำที่ฉันไม่เคยจะลืมตลอดมา* 

 

           หลังปล่อยอารมณ์คล้อยตามเพลงเศร้าที่ไม่ต่างอะไรกับมีดแหลมที่กำลังกรีดหัวใจอันบอบช้ำ บุริมนาถร้องไห้สะอึกสะอื้นกลางสายฝนที่ตกลงมาในคืนไร้แสงดวงดาวบนดาดฟ้าห้างสรรพสินค้า หญิงสาวกำเครื่องมือสื่อสารไว้แน่น มันเงียบราวกับเป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง ถ้าสหัสวรรษไม่ติดต่อมาก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร

               สามสี่วันมานี้เธออาการหนัก

               บุริมนาถควรดีใจที่ตัดปวีร์ออกจากชีวิตได้ ทว่าเธอกลับเสียใจที่เขาไม่คิดจะโทรหา ส่งข้อความมาขอโทษเธอบ้าง เสมือนอยู่กันคนละโลก ปวีร์ไม่เคยรักเธออย่างที่เขาพูดสักนิดเลยเหรอ

               เสื้อคลุมตัวโคร่งถูกวางลงคลุมไหล่หญิงสาวตัวเปียกชุ่มจากทางด้านหลัง คนที่รอคอย ‘ใครบางคน’ อยู่รีบหันไปด้วยความดีใจ

               “วี...” เสียงเรียกแผ่วลงเมื่อเห็นว่าคนที่มาไม่ใช่คนที่ตัวเองคาดหวัง “ทูเดย์” บุริมนาถเอ่ยเสียงเนือยๆ

               สหัสวรรษกระชากตัวบุริมนาถเข้ามากอด มืออีกข้างกระตุกร่มคันใหญ่ให้กางออกเพื่อไม่ให้ร่างบางเปียกปอนมากกว่าเดิม บุริมนาถปล่อยโฮซบแผงอกกว้างอย่างเหนื่อยล้า มือหนาตบแผ่นหลังปลอบใจ

               หากใครมองมาคงนึกว่าเป็นฉากโรแมนติกในซีรี่ส์เกาหลี แต่หารู้ไม่ว่าความจริงตรงกันข้าม

               “บัวจะไม่สบายนะรู้ไหม เข้าไปข้างในกันดีกว่า”

               เสียงสะอื้นเบาลง สหัสวรรษพูดตะล่อมพลางประคองหญิงสาวเคลื่อนตัวจากบริเวณโล่งกว้าง พอถึงประตูเข้าห้างสรรพสินค้า พนักงานรักษาความปลอดภัยรีบทำตามหน้าที่เปิดประตูให้ สหัสวรรษส่งร่มคืน พาบุริมนาถลงลิฟต์ไปยังร้านเสื้อผ้าที่เขารู้จักเจ้าของร้าน

               “พี่ช่วยหาชุดให้เธอเปลี่ยนแล้วเป่าผมให้แห้งด้วยนะครับ” เศรษฐีหนุ่มกำชับรุ่นพี่ เธอพยักหน้ารับทราบ นำทางลูกค้าใหม่เข้าไปหลังร้าน  

               สามสิบนาทีต่อมา บุริมนาถเดินออกมาจากห้องลองชุดในเสื้อผ้าชุดใหม่ ผมที่เปียกลู่ได้รับการดูแลอย่างดีให้กลับมานุ่มสลวยเหมือนเดิม หญิงสาวที่เริ่มได้สติยกมือไหว้ขอบคุณพนักงานร้าน สหัสวรรษพูดคุยธุระและชำระเงินกับเจ้าของร้านเสร็จ ถือโอกาสบอกลาพร้อมกับบุริมนาถ  

               “บัวมาที่นี่ได้ยังไง” หนุ่มหุ่นนายแบบที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเช่นกันซักไซ้ เมื่ออยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักพวกเขา ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ รณเกียรติกับบุษณีไม่ยอมให้บุริมนาถขับรถไปไหนมาไหนเอง พวกท่านไว้วางใจให้สหัสวรรษรับส่ง  

               “บัวมากับครูที่โรงเรียน”  

               จริงๆ ต้องเรียกว่า (แอบ) ขอติดรถมาด้วยน่าจะถูกต้องกว่า พ่อแม่เธอกังวลว่าเธอจะไม่ปลอดภัยหากเดินทางช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อเรื่องเบญจเพส แต่เธอรู้สึกเบื่อหน่ายการอยู่บ้านสลับกับไปทำงานโรงเรียน เลยออกมาที่เดิมๆ ที่อาจจะบังเอิญได้พบกับเขา  

               “ผมจะไม่เซ้าซี้ถามเรื่องที่เกิดขึ้นบนดาดฟ้า แต่อยากให้บัวรู้ว่าผมเป็นห่วงบัวจริงๆ บัวจะทำอะไรให้นึกถึงตัวเองบ้าง จะจมอยู่กับความเศร้าแบบนี้ตลอดไปไม่ได้”  

               “ทูเดย์รู้เหรอว่าบัวเป็นอะไร”  

               “อาการแบบนี้พอจะเดาได้ว่าคงมีปัญหาความรัก” หญิงสาวหยุดกึก แสดงว่าที่ผ่านมาเขารู้แต่เลือกไม่พูด “แต่ตอนนี้ยังไม่ถามต่อหรอกนะ ผมหิวจนไส้กิ่วแล้ว เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า” คนตัวสูงเอามือลูบท้องทำหน้านิ่ว  

               “ไม่เอาไก่ทอดนะคะ”  

               “บัวรู้ได้ไงว่าผมอยากทานไก่ทอด อ่านใจผมออกหรือเปล่าเนี่ย” เขาถลึงตาโตตกใจเบอร์ใหญ่ “ถ้ารู้แล้วทำไมถึงห้ามล่ะ”  

               “บัวทานบ่อยแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ โกหกหน้าตาย  

               ความจริงบุริมนาถสังเกตหลายครั้งแล้วว่าสหัสวรรษมีอะไรหลายอย่างคล้ายกับปวีร์ เขาเลือกใช้คำพูดหรือกระทำการที่พยายามชักจูงเธอกลับไปยังวันเก่าๆ สถานที่เดิมๆ ที่กระตุ้นให้เธอรู้สึกเศร้าเสียใจ  

               ในความเป็นสุภาพบุรุษผู้อ่อนโยนของเขากลับมีเงาซาตานซ่อนอยู่ สหัสวรรษอาจเป็นแอปเปิลอาบยาพิษในนิทานปรัมปราหรือไม่แน่...  

               เขาอาจจะรู้จักกับปวีร์!  

               เมื่อบุริมนาถปฏิเสธทานไก่ทอดเจ้าดัง สเต๊กตัวเลือกรองลงมาจึงได้รับการตอบรับ แต่มิวายถูกสหัสวรรษดึงจานไปหั่นเนื้อให้ หญิงสาวอดคิดถึงตอนปวีร์ตัดปลาหมึกให้ไม่ได้  

               พอทานเสร็จ...สหัสวรรษบอกเขาวางแผนจะมาดูหนังที่นี่แต่จองตั๋วเบาะฮันนีมูนมาจากบ้าน จะให้เธอคิดยังไง  จะมูฟออนได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาสองคนเล่นตลกกับชีวิตเธอไม่จบสิ้น แล้วก็วนเข้าอีหรอบเดิม ทานอิ่ม อากาศหนาว เพลีย เผลอหลับพิงไหล่คนข้างๆ  

               บุริมนาถถูกปลุกด้วยเสียงพนักงานที่มาเชิญให้ลูกค้าลุกจากเก้าอี้ เพราะต้องทำความสะอาดเตรียมให้บริการรอบต่อไป  

               “ทำไมไม่ปลุกบัวล่ะคะ” คนงัวเงียหลุดถามคำถามเดิมที่เคยใช้กับแฟน (เก่า)  

               “ผมไม่อยากรบกวน บัวคงทำงานเหนื่อยทั้งวัน”  

               “เสื้อ...” เสื้อแขนยาวแบรนด์ดังที่เพิ่งปลดจากไม้แขวนสองชั่วโมงก่อนกลายเป็นผ้าห่มผืนใหญ่สำหรับสาวตัวเล็ก  

               “อากาศในนี้เย็น ผมเลยคลุมให้” เขาบอก “เราออกไปกันเถอะ เดี๋ยวโดนไล่” สหัสวรรษกระซิบ บุ้ยบ้ายมองพนักงานที่ปัดกวาดอยู่ไม่ไกล  

               บุริมนาถผุดยืน ส่งเสื้อคืนเจ้าของ สะพายกระเป๋าส่วนตัวใบเล็ก เดินนำสหัสวรรษออกจากโรงภาพยนตร์ถึงหน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว  

               “บัวมีเรื่องอยากคุยด้วยค่ะ”  

               หญิงสาวรวบรวมความกล้าเผยความต้องการด้วยน้ำเสียงจริงจัง กดดันให้เขาตอบตกลงอยู่ในที ชายหนุ่มวางสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการแปลกใจหรือสงสัย เขาพยักหน้ารับและเดินตามบุริมนาถไปยังคาเฟ่ห้องสมุดที่อยู่บนชั้นเดียวกัน  

               บุริมนาถสั่งเครื่องดื่มตามระเบียบก่อนรับสิทธิ์จับจองโต๊ะที่อยู่มุมด้านในสุด ที่นี่เป็นสถานที่ที่ลูกค้าสามารถพักผ่อนหย่อนใจได้นานเท่าไหร่ก็ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพนักงานกดดัน  

               “บัวมีเรื่องอะไรเหรอครับ”  

               “ทูเดย์รู้ว่าบัวมีปัญหาเรื่องความรัก”  

               “ผมแค่เดา” เขาหลบสายตาแสดงพิรุธ “สรุปบัวมีปัญหาเรื่องความรักจริงๆ เหรอ”  

               “ค่ะ”  

               บุริมนาถตัดสินใจจะพิสูจน์ให้ชัดไปเลยว่าสหัสวรรษรู้จักกับปวีร์หรือไม่ ถ้ารู้จักทำไมถึงเข้ามาป่วนชีวิตของเธอ แม้ในใจจะมีเหตุผลหลายข้อขัดแย้งกันอยู่ เป็นต้นว่ามันบังเอิญเกินไปไหมที่เธอจะขับรถชนท้ายรถคนที่ปวีร์รู้จัก ตอนนี้เธออยากเคลียร์เรื่องนี้ให้แจ่มแจ้ง 

               “บัวอยากปรึกษาผมเรื่องนี้เหรอ” 

               “ก็ไม่เชิงปรึกษา บัวแค่อยากรู้...”  

               “อยากรู้อะไรเหรอครับ”  

               “ทูเดย์เคยพูดถึงนักร้องที่ไลฟ์รับบริจาคเงินให้เด็กกำพร้า ทูเดย์รู้จักเขามากแค่ไหนคะ” 

               “บัวทำให้ผมกลัวนะ...” เขาแสร้งหัวเราะ เมื่อถูกกดดันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เพื่อนผมชอบเขา ผมเคยไปนั่งฟังเขาร้องเพลงที่ร้านครั้งหนึ่ง น่าจะที่...รวมบาร์ วันที่เขาไลฟ์นั่นแหละ”  

               “แล้วยังไงต่อคะ”  

               “คืนนั้นเพื่อนผมหัวเสียพอสมควร ตอนเห็นผู้หญิงคนหนึ่งหอมแก้มเขา” สหัสวรรษเคาะแก้มตัวเองสองสามที 

               บ้าจริง...บุริมนาถสบถในใจ ทำไมทุกคนถึงคิดว่าเธอหอมแก้มปวีร์ มันเป็นวินาทีนรกที่กลับไปแก้ไขไม่ได้  

               “ผู้หญิงคนนั้นคือบัวเองค่ะ” 

               “จริงเหรอครับ”  

               บุริมนาถเริ่มเคืองกับการแสดงระดับเด็กอนุบาลของสหัสวรรษ แม้เขาพยายามทำหน้าตกใจเต็มที่แล้ว  

               “วันนั้นคือวันที่บัวพบเขาวันแรก หลังจากนั้นเราก็สนิทกัน...” 

               “แล้วคบหาเป็นแฟนใช่ไหมครับ”  

               “ค่ะ” 

               “สรุปคือตอนนี้บัวมีปัญหากับเขา”  

               ยังฝืนทำเป็นไม่รับรู้ต่อ...บุริมนาถค้อน  

               “ใช่ค่ะ”  

               “ขอโทษนะครับบัว บัวอยากถามหรืออยากให้ผมทำอะไรบอกมาตรงๆ เลยดีกว่าครับ ผมทำตัวไม่ถูก”  

               “ทูเดย์ไม่รู้จักเขามากกว่านั้นจริงๆ เหรอคะ” 

               “จริงสิครับ ทำไมถึงคิดว่าผมต้องรู้จักเขามากกว่านั้นด้วย” สหัสวรรษถามกลับ  

               “ทูเดย์กับเขาทำอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกันจนบัวกลัว...”  

               “กลัวว่าผมจะหลอกคุณ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ”  

               “ทูเดย์ชวนบัวไปน้ำพุร้อน...ที่ที่บัวกับเขาเจอกันครั้งแรก ทูเดย์พูดถึงไลฟ์ของเขาซึ่งวันนั้นบัวนั่งอยู่ตรงนั้น ตรงที่คุณบอกให้บัวถ่ายรูปให้ ส่วนคุณก็จงใจจะนั่งมุมที่เขานั่ง หันมายิ้มให้บัวแบบที่เขาเคยยิ้ม ทำให้บัวคิดไปเองว่าเขาตามไปที่แม่กำปอง แล้ววันนี้...ยังเจอกันที่ดาดฟ้า อยากกินไก่ หั่นสเต๊กให้ เอาเสื้อคลุมให้บัวตอนหลับ ไหนจะคำพูดสารพัดที่เหมือนกับเขา ทูเดย์ไม่รู้จักเขาจริงๆ เหรอคะ” บุริมนาถพ่นสิ่งที่ค้างใจหมดสิ้น ก่อนหลับตากุมขมับตัวเอง  

               “บัวครับ...” สหัสวรรษเอ่ยชื่อเสียงนุ่มนวล มือหนาเลื่อนไปจับมืออีกข้างของบุริมนาถที่กำแน่นบนโต๊ะ “ลองพิจารณาดีๆ นะครับว่าที่พูดมาทั้งหมด เป็นเพราะผมเจตนาทำให้บัวเสียใจหรือบัวยังไม่ลืมเขากันแน่”  

               ดั่งหัวใจหยุดเต้นชั่วขณะ เสียงตอนสหัสวรรษพูดว่า ‘หรือบัวยังไม่ลืมเขากันแน่’ ดังซ้ำๆ แทงตรงกลางใจ นั่นสิ...เธอยังคิดถึงปวีร์อยู่ เธอเองที่ยังไม่ลืม แต่กลับโยนว่าทั้งหมดเป็นความผิดของสหัสวรรษ ทึกทักกล่าวหาเขาในทางลบ  

               “บัวยังรักเขาอยู่ใช่ไหม”  

               บุริมนาถตอบตัวเองในใจว่า ‘ใช่’ ความรักของเธอที่ให้ปวีร์ไม่เคยลดน้อยถอยลง เพียงแต่ความโกรธ ความผิดหวังเพิ่มพูนขึ้นมาเพราะเขาไม่ซื่อสัตย์กับเธอ  

               “บัวอยากกลับไปหาเขาใช่ไหม”  

               บุริมนาถอยากกลับแล้วยังไง ในเมื่อปวีร์เลือกตัดขาดกับเธอไปแล้ว เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหลังจากทะเลาะกัน เธอเผชิญกับเรื่องเลวร้ายยังไง ถ้าวันนั้นเธอตาย...เขาจะรู้สึกดีใจหรือเสียใจกันนะ  

               “ให้โอกาสผมได้ไหม...” ประโยคนั้นทำให้หญิงสาวลืมตาจ้องคนตรงหน้า “ผมอยากดูแลบัว อยากเห็นรอยยิ้มของบัว เปิดใจให้ผมได้พิสูจน์ตัวในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่อยากเป็นแค่เพื่อนแล้วได้ไหม” สายตาคู่คมฉายความจริงใจไม่หลุกหลิก “ยังไม่ต้องให้คำตอบก็ได้ ไว้วันไหนที่บัวเปลี่ยนใจ ค่อยให้คำตอบผมก็ได้”  

               คนได้รับข้อเสนอนิ่งดั่งประติมากรรมปูนปั้น ยอมรับว่าสับสน นั่นเพราะปวีร์คนเดียว เขาตัดเธอออกจากชีวิตง่ายๆ ดังนั้นเธอควรให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่ไม่ใช่เหรอ แต่เธอยังรักเขาอยู่  

               เธอควรทำอย่างไรดี  

 

               สามทุ่มสี่สิบห้านาที สหัสวรรษกล่าวขอโทษบิดามารดาบุริมนาถผ่านโทรศัพท์ที่ไปส่งเธออย่างตั้งใจหลังออกจากห้างสรรพสินค้าไม่ได้ เนื่องจากมีธุระด่วนที่ร้านอาหารกึ่งผับติดแม่น้ำปิง จึงขออนุญาตพาหญิงสาวไปด้วยกันและจะรีบกลับให้เร็วที่สุด  

               “ลูกค้าผมกำลังเดินทางมา ขอโทษนะครับที่ทำให้บัวเสียเวลา” 

               สหัสวรรษเอามือป้องปากพูดเสียงดังข้างหูให้บุริมนาถได้ยินระหว่างนั่งรอในร้านที่เสียงเพลงดังก้อง  

               “ไม่เป็นไรค่ะ” บุริมนาถสนอกสนใจสภาพแวดล้อมใหม่ เธอไม่เคยมาร้านนี้ทั้งที่เพื่อนๆ คะยั้นคะยอหลายต่อหลายครั้ง ลูกค้าของที่นี่เป็นวัยทำงานที่ต้องการมาพักผ่อนหลังเลิกงานเสียส่วนใหญ่ มีดนตรีสดให้ฟังเพลินๆ ไม่เน้นเต้นหรือดื่มแอลกอฮอล์หนักๆ แต่อย่างใด “บัวขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” หญิงสาวปลีกตัวออกมาทำธุระส่วนตัว  

               ขณะบุริมนาถเบียดเสียดฝูงชนจำนวนมากเพื่อหาทางเข้าห้องน้ำ พลันสายตาเหลือบเห็นร่างคุ้นตา มีกลุ่มหญิงสาวรายล้อมกาย ไม่นานก็โบกมือล่ำลาแยกตัวไปอีกทาง หญิงสาวรีบแทรกกายผ่ากลุ่มคนตามเขาไปอย่างรักษาระยะไม่ให้คลาดสายตา  

               ปวีร์หยุดสนทนากับใครบางคนตรงทางเข้าห้องน้ำ เพ่งมองดีๆ บุริมนาถจึงเห็นว่าเป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่เธอเจอบนเตียง เธอหลบมุมเงี่ยฟังบทสนทนา ทว่าเสียงอึกทุกครึกโครมดังกลบ บุริมนาถได้แต่ลอบสังเกตปฏิกิริยาของคนทั้งคู่  

               เหมือนผู้หญิงจะคนนั้นร้องไห้แล้วปวีร์ก็ใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาให้ ภาพนั้นทำเอาใจบุริมนาถเต้นแรงด้วยความโกรธ เกือบพุ่งเข้าไปหาคนทั้งคู่ ถ้าหากไม่มีมือหนารั้งเอาไว้ทัน  

               “บัว” 

               “ทูเดย์!”  

               บุริมนาถหมุนตัวกลับอย่างหงุดหงิดที่ถูกขัดขวาง เธอจ้องสหัสวรรษเขม็ง พอหันกลับไปอีกทีปวีร์กับผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้ว ด้านร้ายของบุริมนาถยุยงให้เธอคิดว่าพวกเขาหลบไปปลอบใจกันอย่าง ‘ลึกซึ้ง’ ที่ไหนสักแห่ง 

               “เข้าห้องน้ำหรือยัง”  

               “ยัง” เธอเผลอพูดห้วนสั้น ไม่สบอารมณ์กับการถูกขัดจังหวะ  

               “ผมไปส่งไหม”  

               “ไม่ต้องค่ะ บัวไปเอง” บุริมนาถสะบัดแขนเบาๆ ให้หลุดจากการเกาะกุม ภายในใจยังร้อนระอุ เพ่งมองทุกซอกทุกมุมระหว่างทางเข้าห้องน้ำเผื่อเจอสองคนนั้น  

               ไม่มี...ไม่เจอ...หายไปไหน  

               บุริมนาถหน้าบึ้งตึงกลับมาที่โต๊ะ สหัสวรรษไม่ได้อยู่ตรงนั้น เธอเห็นเขายืนคุยกับใครสักคนไกลๆ จึงนั่งเขี่ยหน้าจอโทรศัพท์รอเงียบๆ  

               อยู่ๆ เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นระหว่างรอยต่อเพลงที่จบไปกับเสียงกีตาร์เพลงใหม่ที่กำลังบรรเลง  

               เธออยู่ตรงนั้น เธอได้ยินฉันรึเปล่า ฉันอยู่ตรงนี้ มีแต่คิดถึงสุดหัวใจ  

           ยังจำภาพวันสุดท้ายของเธอที่จากกัน วันที่เป็นที่สุดของความเสียใจ แล้วโลกก็เปลี่ยนไป...ตลอดกาล * 

                

               เสียงร้องนุ่มทุ้มดึงความสนใจบุริมนาถให้ละจากจอสี่เหลี่ยม เธอเงยหน้ามองตรงไปที่เวที หญิงสาวแทบไม่ได้ฟังเพลง เธอเอาแต่จ้องหน้าเขาแล้วน้ำตาก็ไหล เพราะผู้ชายชุดดำที่นั่งร้องเพลงเล่นกีตาร์บนนั้นคือปวีร์  

               “บัว...บัว...”  

               “วี...” บุริมนาถเรียกชื่อคนที่ติดอยู่ในใจ ทว่าคนที่ยืนตรงหน้าคือสหัสวรรษ  

               “ไม่ร้องนะครับคนดี” สหัสวรรษล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงเรียบแปล้เช็ดน้ำตาให้คนขี้แย “เรากลับกันเถอะ” ชายหนุ่มพยายามปลุกปลอบ แต่หญิงสาวส่ายหน้า 

               “บัวจะไปคุยกับเขา”  

               “คุยกับใครครับ” คนรับฟังทำหน้างง  

               “เขา...ปวีร์”  

               “ที่ไหนครับ”  

               “ตรงนั้นไงคะ”  

               เธอเอียงหัวออกจากรัศมีร่างสหัสวรรษที่บดบัง ชายหนุ่มเห็นความลำบากเลยเขยิบให้ บุริมนาถพบว่านักร้องชุดดำบนเวทีไม่ใช่ปวีร์  

               “ในนี้คงมืด บัวอาจจะตาฝาด กลับกันเถอะ”  

               บุริมนาถทำตามคำบอก หากสายตายังจับจ้องบนเวที เธอไม่เชื่อว่าตัวเองจะเบลอจนเห็นคนอื่นเป็นปวีร์ถึงสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน เสียงนักร้องคนที่กำลังร้องไม่เหมือนเสียงปวีร์ที่เธอได้ยินในเพลงก่อนหน้านี้  

               “นั่นรถเขาค่ะ”  

               พ้นอาณาเขตร้านมาถึงลานจอดรถ บุริมนาถก็เดินย้อนกลับไปโซนจอดรถจักรยานยนต์เพราะเหลือบไปเห็นรถคลาสสิกคล้ายๆ รถปวีร์ ป้ายทะเบียนรถยืนยันชัดเจนว่าเป็นรถเขาจริงๆ  

               “รถเขาจริงแล้วยังไงล่ะบัว ถ้าบัวเจอเขา...บัวจะทำยังไงเหรอ”  

               บุริมนาถเงียบ เธอต้องการพบเขาเพื่ออะไร นั่นคือสิ่งที่เธอตอบตัวเองไม่ได้ อยากกลับไปพูดดีๆ กับเขาเหมือนครั้งที่ผ่านๆ มาเพื่อให้เขาใจอ่อนกลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างนั้นหรือ  

               “เรากลับกันเถอะนะ”  

               “ค่ะ”  

               หญิงสาวเกือบหักห้ามใจกลับได้แล้วเชียว ถ้าเสียงกรี๊ดกร๊าดหน้าร้านซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่จอดรถไม่ดังขึ้นเสียก่อน  

               ภาพปวีร์กระดกวิสกี้หมดแก้วตามแรงเชียร์ผู้หญิงกลุ่มที่นั่งบาร์ติดถนนกระตุ้นหัวใจบุริมนาถให้สูบฉีดเลือดแรงกว่าเก่า เธอปวดใจเหลือเกินที่การจากกันไม่มีผลกระทบอะไรกับเขา ปวีร์ยังใช้ชีวิตคนกลางคืนไม่เปลี่ยนแปลง ทำงานที่เขารัก โปรยเสน่ห์สาวน้อยสาวใหญ่ให้ติดตามสนับสนุน ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เก่งเหมือนดื่มน้ำเปล่า สูบบุหรี่บ้างเป็นครั้งคราว ทั้งที่รู้ว่าเธอไม่พอใจ  

               พฤติกรรมของเขาตอบคำถามที่ค้างคาใจเธอแล้ว  

               ถ้าเธอตาย...ปวีร์คงไม่เสียใจ  

               “อยากข้ามไปหาเขาไหมครับ”  

               “ไม่ค่ะ” เสียงบุริมนาถเบาหวิว ร่างกายอ่อนปวกเปียกอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก “ทูเดย์บอกว่าถ้าบัวเปลี่ยนใจตอนไหนให้บอกคุณใช่ไหมคะ” เธอหันกลับมาหาคนที่รอ  

               “ใช่ครับ”  

               “บัวตกลงค่ะ บัวให้โอกาสคุณ”  

               พูดจบ เจ้าของส่วนสูงร้อยหกสิบสองเซนติเมตรก็เขย่งปลายเท้าขึ้น ใช้สองแขนประสานรั้งท้ายทอยสหัสวรรษโน้มลงมาหาก่อนบดเบียดริมฝีปากตัวเองบนปากแดงระเรื่อของชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว คนถูกจู่โจมอึ้งไปครู่หนึ่งแต่ไม่ปล่อยโอกาสนั้นหลุดลอย ตวัดรั้งเอวบางแนบชิดกายแกร่ง บรรจงมอบจุมพิตอันร้อนแรงตอบกลับ แม้รู้ว่าบุริมนาถทำแบบนี้เพราะโกรธคนรัก  

               “บัว!”  

               คนที่อยู่หน้าร้านตวาดเสียงดังลั่นเมื่อเห็นภาพผู้หญิงที่ตัวเองรักกอดจูบ ‘ผู้ชายคนนั้น’ กลางลานจอดรถฝั่งตรงข้าม ก่อนหน้านี้เขาขยี้ตาหลายครั้งเพราะคิดว่าสิ่งที่เห็นเป็นภาพลวงตา ทว่าพินิจมองกี่ครั้งภาพนั้นยังชัดเจน แต่ตะโกนเรียกเท่าไหร่ เธอก็ไม่สนใจเขา  

               มีเพียงผู้ชายคนนั้นที่มองมาทางเขา ยักคิ้วและกระตุกยิ้มมุมปากราวได้ครอบครองชัยชนะ  

                 

 

* เพลง วันทรงจำ – GREASY CAFE

* เพลง โลกที่ไม่มีเธอ ศิลปิน PORTRAIT 

ความคิดเห็น