facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางแยกที่สาม : เรียนรู้...ในสถานะเพื่อน

ชื่อตอน : ทางแยกที่สาม : เรียนรู้...ในสถานะเพื่อน

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 569

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางแยกที่สาม : เรียนรู้...ในสถานะเพื่อน
แบบอักษร

3 

               สามสัปดาห์ต่อมา เวลา 16.10 น.  

               : สวนสาธารณะหนองบวกหาด  

               หลังจากวันนั้นบุริมนาถไม่ได้ติดต่อกับปวีร์อีก เธอ (แอบ) ดูความเคลื่อนไหวในเฟซบุ๊กของเขามีแต่ไลฟ์ท่องเที่ยวชวนบริจาคเงินให้มูลนิธิเด็กยากไร้ ช่วยเหลือสัตว์ บริจาคเลือดแก่ธนาคารเลือดตามโรงพยาบาลต่างๆ ไม่มีโพสต์ดราม่าเหมือนวันนั้น คงเข็ดอีกนานเพราะสาวๆ พากันวีนแตก หึงหวงประท้วงห้ามเขาคบกับใครเกือบพันคอมเมนต์ทีเดียว  

           แต่โชคชะตาไม่เคยหยุดทำงาน หากปรารถนาให้มนุษย์มีชะตากรรมร่วมกันแล้ว วันหนึ่งย่อมโคจรมาพบกัน  

           ‘บัวจะนั่งอ่านหนังสือรอที่สวนบวกหาดค่ะ ถ้าแม่ประชุมเสร็จโทรหาบัวนะคะ’ 

           บุริมนาถกดวางสายมารดาที่วันนี้เข้าร่วมสัมมนาวิชาการกับโรงเรียนประถมศึกษาแถวๆ นี้ เดิมเธอขอกลับเอง ผู้เป็นแม่ก็คัดค้าน สั่งให้รอกลับพร้อมกัน หญิงสาวจึงนั่งรถสองแถวจากมหาวิทยาลัยมาที่นี่  

           สวนสาธารณะหนองบวกหาดหรือที่คนเชียงใหม่เรียกจนติดปากว่าสวนบวกหาดเป็นพื้นที่สาธารณะกลางเมืองที่ผู้คนนิยมมาพักผ่อน จุดเด่นคือสระน้ำกลางสวน รอบๆ มีถนนเส้นเล็กๆ ไว้เดิน – วิ่งออกกำลังกาย มีม้านั่งยาววางเป็นจุด รวมทั้งเครื่องเล่นสำหรับเด็ก อาหารเครื่องดื่มมีขายพร้อมสรรพ  

           บุริมนาถมาที่นี่ไม่บ่อย แต่รู้ว่าตัวเองควรเลือกนั่งตรงไหน คนทั่วไปอาจรำคาญเสียงเด็กกระจองอแงแต่หญิงสาวที่เติบโตมากับโรงเรียนอนุบาลเคยชินและถูกใจเสียงเจี๊ยวจ๊าวเวลาเด็กเล่นกันเสียด้วยซ้ำ เพราะการเล่นทำให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง แน่นอนว่าบุริมนาถตั้งใจจะไปดูเด็กๆ ที่โซนสนามเด็กเล่น ทว่ากลับต้องผิดหวัง ชะเง้อมองระยะไกลมีเด็กสองสามคนอยู่ตรงนั้น พอเดินเข้าไปใกล้ๆ ได้ยินเสียงใสๆ ร้องเพลงพยัญชนะไทยคลอกับเสียงกีตาร์ 

           ปวีร์!  

           บุริมนาถอึ้งตอนเห็นชายหนุ่มนั่งกลางวงล้อมเด็กนักเรียนต่างสถาบันใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างจากเครื่องเล่นประมาณหนึ่ง รายรอบนั้นมีผู้ปกครองยืนช่วยปรบมือตามจังหวะ  

           นักศึกษาสาวถอยไปนั่งมองที่ม้านั่งอีกฟาก สายตาอ่อนโยนและรอยยิ้มที่ปวีร์ส่งให้เด็กๆ ช่างมีเสน่ห์ยิ่งกว่าตอนอยู่บนเวทีกลางคืนเสียอีก นอกจากเป็นสะพานบุญบอกต่อข่าวบริจาค เขายังรักเด็กด้วย บุริมนาถเริ่มประทับใจในตัวชายหนุ่ม  

           ‘วันนี้แยกย้ายได้แล้วครับ ไว้เจอกันใหม่’   

           เด็กน้อยโวยวายยกใหญ่หลังพี่ชายใจดีขอพักเพื่อพบกันใหม่ในโอกาสหน้า แต่พอปวีร์แจกขนมลูกชุบคนละชิ้นแทนคำสัญญา ทุกคนรีบต่อแถวรับขนมและแยกย้ายกันโดยง่ายดาย บรรดาผู้ปกครองล้วนเกรงใจปวีร์ เอ่ยขอบคุณและพาลูกตัวเองกลับ 

           ‘ชอบไหมครับ’ 

           ปวีร์สังเกตเห็นบุริมนาถนานแล้ว หลังเสร็จสิ้นภารกิจสอนน้องร้องเพลง เขาเดินถือกล่องขนมลูกชุบมานั่งข้างๆ เธอ 

           ‘ชอบอะไร’  

           บุริมนาถหลุบตามองต่ำ สองมือน้อยบนตักถูกันไปมาจนร้อน เธอหลงคิดว่าการติดตามเขา เห็นภาพเขาในเฟซบุ๊กบ่อยๆ จะทำให้ประหม่าน้อยลง ที่ไหนได้...ใจเจ้ากรรมกลับเต้นแรงกว่าเก่า เขาไม่ใช่รูปภาพแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวโต้ตอบกับเธอได้   

           ‘ชอบผมมั้ง’ หนุ่มนักศึกษาพูดทีเล่นทีจริง ‘หมายถึงคุณชอบเด็กๆ ไหม’ ขยายความคำถามกำกวมนั้น  

           ‘ถ้าไม่ชอบเด็ก ฉันเรียนครูปฐมวัยไม่ได้หรอก’  

           ‘ว้าว...ผมเพิ่งรู้นะว่าคุณเรียนครู ถึงว่าแต่งตัวเรียบร้อยถูกระเบียบอย่างกับเด็กปีหนึ่ง’ เขาเอียงตัวทำมองบุริมนาถด้วยท่าทีประหลาดใจเกินจริง นักศึกษาสาวได้แต่มองค้อน ‘ว่าแต่เรียนครูนี่พูดเป็นกันเองกับคนทั่วไปไม่ได้เหรอครับ ต้องใช้ฉัน คุณ ผม คะ ค่ะ ครับ ตลอดเลยใช่ไหม’ ปวีร์แสร้งถาม กับเพื่อนของเธอไม่เห็นมีพิธีรีตองในการพูดมากขนาดนี้ บุริมนาถเป็นคนเดียวในกลุ่มที่แสดงท่าทีห่างเหินต่อเขา   

           ‘ก็ไม่ต้องหรอก...’ บุริมนาถรับรู้ถึงแรงประชดชันบางอย่าง   

           ‘งั้นคุณก็แทนตัวเองว่าบัว แล้วเรียกผมว่าวีได้สิ หรือไม่ได้’  

           ‘นี่คือสิ่งที่คุณต้องการเหรอ’  

           ‘ใช่ คนทำงานกลางคืนอย่างผมอึดอัดนะเวลาต้องมาผม...ครับ...คุณ...อยู่แบบนี้ กรุณารับผมเป็นเพื่อนและพูดแบบเป็นกันเองได้ไหมครับ’ บุริมนาถหลุดหัวเราะ พยักหน้าหงึกๆ แทนคำตอบ ‘ลองพูดก่อนสิว่ารับวีเป็นเพื่อนแล้ว’ ต้องการความชัดเจน  

           ‘โอเค บัวรับวีเป็นเพื่อน’  

           บุริมนาถคิดทบทวนแล้วว่าปวีร์ไม่ใช่ผู้ชายที่แย่อะไร ไม่ใช่เรื่องผิดที่ตัดสินใจคบหาเป็นเพื่อน ถือว่าเพิ่มจำนวนคนรู้จักอีกหนึ่งคน   

           ‘ฉลองวันแห่งมิตรภาพใหม่ด้วยลูกชุบหน่อยไหม’  

           ‘เอาสิ อยากกินขนมหวานๆ อยู่พอดี’ บุริมนาถยิ้มหวาน แบมือขอเหมือนที่เด็กกลุ่มเมื่อกี้ทำ ‘เปลี่ยนใจไม่ให้แล้วเหรอ’ เธอแปลกใจที่ปวีร์เอาแต่จดจ้องราวกับเธอทำอะไรผิด  

           ‘รู้ไหมเวลาบัวยิ้ม...บัวสวยมาก’  

           ปวีร์คลี่ยิ้มจางๆ หัวใจคนฟังเต้นโครมครามหวั่นไหวกับคำชมที่ได้ยินครั้งแรกในชีวิต หน้าเธอร้อนผ่าวเก็บอาการทางสีหน้าไม่มิด  

           ‘เออ...’ 

           ‘เขินเหรอ สวยขนาดนี้ไม่เคยมีคนชมหรือไง’ ปวีร์เอ่ยแซวพลางใช้ส้อมพลาสติกจิ้มลูกชุบส่งให้บุริมนาถ  

           ‘ก็มี...’ บุริมนาถโกหกเสียงสูง รับลูกชุบมาใส่ปากปิดบังความจริง คนไม่ชอบพบปะสังสรรค์จะมีใครที่ไหนชม ‘แต่เราเพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง พูดตรงๆ แบบนี้ไม่รู้จะต้องทำหน้ายังไง’ บิดตัวซ้ายทีขวาทีแก้เขิน  

           ‘ถามได้ไหมว่าทำไมวันนั้นถึงนั่งคนเดียวที่น้ำพุร้อน หน้านี่เศร้าเชียว’  

           ‘บัวมีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อย’  

           ‘เรื่องอะไรเหรอ’ เห็นบุริมนาถอึกอักคล้ายลำบากใจจะตอบ ปวีร์จึงไม่เซ้าซี้ต่อ ‘เปลี่ยนเรื่องคุยก็ได้’ 

           ‘เออ...พ่อแม่ไม่เข้าใจบัวน่ะ’ เรื่องที่ไม่คิดปริปากบอกใครถูกเกริ่นให้เพื่อนใหม่ได้รับรู้ ‘ที่บ้านบัวเปิดโรงเรียนสอนเด็กอนุบาล พ่ออยากให้บัวบริหารกิจการต่อก็เลยจะส่งบัวไปดูงานต่างประเทศเทอมหน้า ถ้าบัวไป...ต้องเสียเวลาหนึ่งปีการศึกษา ปีหน้าต้องฝึกสอนด้วย บัวไม่อยากเรียนจบช้า อยากจบพร้อมกับเพื่อน’ ต่อด้วยปัญหาคาใจทั้งหมด บุริมนาถคิดว่ามันอัดอั้นตันใจเต็มทน ต้องการระบายให้ใครสักคนฟัง และสุดท้ายกลายเป็นปวีร์เฉยเลย  

           ‘บัวลองคุยกับพ่อแม่ดีๆ ให้มันเป็นเรื่องเป็นราวหรือยัง’ 

           ‘พ่อแม่ไม่เข้าใจบัวหรอก ไม่เคยเข้าใจว่าบัวต้องการอะไร’ หญิงสาวเม้มปากเป็นเส้นตรง เหลือกตามองด้านบน ทำท่าจะร้องไห้ ปวีร์รีบจิ้มลูกชุบยื่นให้อีก เธอรีบงับเข้าปากโดยไม่ถือเอง เคี้ยวตุ้ยๆ กลบเกลื่อนความเศร้า  

           ‘บัวต้องหาโอกาสดีๆ คุยกับพวกท่านใหม่ อธิบายเหตุผลหรือไม่ก็อ้างว่ารอเรียนจบจะไปดูงานโรงเรียนอนุบาลทุกที่รอบโลกเลยเป็นไง’ เขาแนะนำกึ่งพูดตลกให้บุริมนาถผ่อนคลายพลางส่งขนมให้เธอเรื่อยๆ  

           ‘บัวจะลองดู ขอบคุณวีนะ’  

           ‘สู้ๆ นะ มีอะไรปรึกษาวีได้ตลอด’ ปวีร์วางกล่องขนมบนพื้นที่ว่างตรงกลางระหว่างเขากับบุริมนาถ ก่อนยื่นโทรศัพท์มือถือให้หญิงสาว ‘วันนั้นแลกโทรศัพท์กันเฉยๆ แต่ไม่ได้แลกเบอร์ ขอเบอร์กับเฟซบุ๊กบัวหน่อยสิ’ ขอกันโต้งๆ ชนิดสงวนสิทธิ์ปฏิเสธ  

           ‘ได้’ เบอร์โทรศัพท์ให้ได้ไม่คิดอะไร แต่เฟซบุ๊กนี่สิที่บุริมนาถคิดหนัก เธอไม่ค่อยอัปเดตอะไรในนั้น มีบัญชีไว้เข้ากลุ่มเรียนต่างๆ เท่านั้นและที่สำคัญรูปโปรไฟล์เป็นภาพวาดดอกบัวที่บันทึกมาจาก pinterest เขาต้องขำแน่ๆ เธอเหมือนคนแก่เพิ่งหัดเล่นเฟซบุ๊ก ‘เรียบร้อย’ แต่สุดท้ายเธอก็ใช้เฟซบุ๊คปวีร์กดขอเป็นเพื่อนถึงตัวเอง  

           ‘บัวรับแอดด้วยสิ’ เขาเร่ง  

           ‘รับแล้วๆ’  

           ‘โห...ไม่ลงอะไรเลยอะ ใช่เฟซที่ใช้จริงๆ ไหมเนี่ย’ เขาใช้นิ้วเลื่อนแตะหน้าจอเร็วๆ  

           ‘ของจริงแต่ไม่ค่อยได้เล่น’ 

           ‘แล้วไอจีล่ะ เล่นรึเปล่า’  

           ‘ไม่เล่น’ บุริมนาถยอมรับว่าตัวเองล้าหลังทางโซเชียลมีเดีย แต่ด้านเทคโนโลยีการศึกษาเก่งไม่แพ้ใคร 

           ‘แล้วแบบนี้วีจะรู้ได้ไงว่าแต่ละวันบัวทำอะไรบ้าง’ 

           ‘ทำไมต้องอยากรู้เรื่องบัวด้วยล่ะ’  

           ‘ก็ถ้าวันไหนบัวเศร้า ไม่สบายใจจะได้ทักไปชวนคุย ชวนเที่ยวอะไรแบบนี้ไง แอปพลิเคชั่นพวกนี้เป็นประโยชน์ต่อเราหรือคนอื่นมาก ถ้าไม่อยากโพสต์เรื่องตัวเอง แชร์เรื่องช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนก็ได้’  

           ‘แบบที่วีชอบทำเหรอ’ หญิงสาวโพล่งไปไม่ทันฉุกคิดว่าสิ่งที่พูดจะย้อนกลับมาเล่นงานตัวเอง  

           ‘รู้ได้ไง แอบติดตามวีเหรอ’ ชายหนุ่มจ้องจับผิด เคลื่อนหน้าเข้าใกล้บุริมนาถ   

           ‘เปล่า’ เสียงสูงอีกแล้ว เธอเขยิบตัวออกห่าง ‘วันนั้นบัวได้ยินวีขอรับบริจาคเงินให้เด็กกำพร้าวัดดอนจั่นไง เรานั่งไม่ห่างกันมาก บัวก็เลยได้ยิน บัวได้ยินแค่ตอนนั้นจริงๆ นะ’ พูดถึงครั้งแรกที่เจอกันซ้ำไปซ้ำมา   

           ‘โอเค วีเข้าใจ วีเข้าใจแล้ว’ หนุ่มล้อยกมือห้ามไม่ให้เด็กเลี้ยงแกะโกหกต่อ ‘ใช่ วีชอบขอรับบริจาคเพราะวีไม่มีเงินช่วยเหลือพวกเขาทีละมากๆ แต่การได้ทำหน้าที่สะพานบุญ มันมีความสุขมากๆ เลยนะบัว’ เขาเล่ามุมมองความคิดตัวเองด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข  

           ‘พ่อพระจริงๆ ค่ะ’ บุริมนาถประสานมือตรงกลางอก ทำหน้าซาบซึ้ง  

           ‘คำนั้นคงไม่เหมาะกับนักร้องกลางคืนอย่างวีหรอก’ ชายหนุ่มยิ้มเจื่อน ยกมือเสยผมสีน้ำตาลดำ  

           ‘บัวถามได้ไหม...ทำไมวีถึงทำงานกลางคืน ได้ยินบอกญาว่ารับงานหลายที่ด้วย’  

           ‘ครอบครัววีฐานะไม่ค่อยดี วีต้องหาเงินส่งตัวเองเรียนให้จบรวมถึงใช้หนี้ กยศ.ที่กู้ตอนเรียนมัธยมด้วย’  

           ‘แล้วทำงานแบบนี้ ไม่กระทบเรื่องเรียนเหรอ’  

           ‘กระทบสิ ความจริงต้องจบปีนี้แต่เรียนไม่ผ่านตัวสองตัวเพราะเวลาเรียนไม่ครบต้องไปจบปีหน้าพร้อมรุ่นน้อง’ ปวีร์หัวเราะร่วนราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ต่างกับเธอที่เศร้าข้ามอาทิตย์ กลัวเรียนจบไม่ทันตามกำหนด  

           ‘ไม่คิดจะเลิกร้องเพลงแล้วหางานอย่างอื่นทำเหรอ งานที่ไม่เหนื่อย ไม่เบียดบังเวลาพักผ่อน’  

           ‘ไม่นะ...วีชอบร้องเพลง ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบเวลาทำงานก็เหมือนไม่ได้ทำงาน เหมือนทำกิจกรรมคลายเครียดอะไรสักอย่าง’  

           บุริมนาถให้คะแนนเต็มสำหรับปวีร์ผู้คิดเชิงบวกทุกเรื่อง หากเธอตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันกับเขาคงยากที่จะเอาตัวรอด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยหาเงินใช้เองได้แม้แต่บาทเดียว  

           ‘มีอิสระแบบวีนี่ดีจัง’ 

           ‘ทุกคนสามารถทำอะไรตามใจชอบได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะกล้าเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ต้องการรึเปล่า’ ปวีร์กำลังชวนบุริมนาถก้าวผ่านกำแพงที่กักขังตัวเธอมาตลอด กำแพงนั้นไม่ใช่พ่อแม่ แต่แท้จริงแล้วคือตัวเธอเอง ‘บัวลองเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการวันละหนึ่งอย่างโดยไม่ต้องขอความเห็นจากใคร แล้วค่อย Wrap up ว่าตัวเองรู้สึกยังไงเมื่อได้ทำอย่างนั้น’  

           บุริมนาถมองปวีร์ด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม วันนี้เธอเปิดโอกาสให้ตัวเองมีเพื่อนต่างเพศโดยไม่ขอความเห็นจากพ่อแม่ เธอรู้สึกว่าคิดถูก คุยกับปวีร์ไม่กี่ประโยค หัวใจที่เหี่ยวเฉาของเธอพองโตดั่งต้นไม้ได้รับการรดน้ำใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เขาเข้าใจเธอดีมาก แนะนำแต่สิ่งดีๆ ปราศจากแนวคิดเชิงลบทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน ถึงต้องเปรียบเขาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ไร้สารเคมีอันตรายเจือปน  

           รึเปล่านะ?   

           ‘ขอบคุณนะ’  

           ‘ขอบคงขอบคุณอะไรกัน วีไม่ได้ช่วยกอบกู้โลกสักหน่อย แค่ให้ความเห็นเฉยๆ’ ปวีร์พลอยยิ้มตามเมื่อบุริมนาถยิ้มขอบคุณเขา  

           ‘แต่คุยกับวีแล้วบัวสบายใจ เรื่องที่เล่าให้วีฟัง บัวไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะ’  

           ‘ก็ไม่แปลกอะไร ถ้าเราสนิทกับใครมากๆ เราก็ไม่อยากทำให้เขาทุกข์ใจไปกับเรื่องของเราด้วย พอมีใครสักคนพร้อมรับฟังปัญหาและเราคิดว่าเขาคงไม่เจ็บปวดกับปัญหานี้ เราถึงกล้าเล่าให้ฟัง’ คนพูดปวดใจนิดๆ แต่ปลอบตัวเองด้วยการคิดว่าดีแค่ไหนแล้วที่บุริมนาถเปิดใจคุยกับผู้ชายอย่างเขา  

           ‘รู้มากขนาดนี้ เขียนหนังสือปรัชญาชีวิตขายดีไหม บัวว่าน่าจะรุ่งนะ’ บุริมนาถคิดเห็นเช่นนั้นจริงๆ คำพูดปวีร์มีพลังชวนให้คล้อยตาม   

           ‘แต่วีอยากสนิทกับบัวนะ’ เขาไม่ได้ตอบคำถามแต่โพล่งประโยคแฝงนัยยะขึ้นมา  

           ‘สนิทมากบัวก็ไม่กล้าเล่าปัญหาให้ฟังน่ะสิ ทีนี้จะเหลือใครให้บัวปรึกษาอีก’ สาวน้อยโต้กลับพาซื่อ   

           ‘ก็มีอยู่สถานะหนึ่งที่ถึงสนิทก็ยังกล้าเล่าปัญหาให้กันฟังได้’ ปวีร์พูดอู้อี้ในลำคอ ไม่ตั้งใจให้บุริมนาถได้ยิน            

           ‘สถานะไหนล่ะ’ แต่จนแล้วจนรอดยังอุตส่าห์ได้ยิน  

           ‘ไม่บอก’ ชายหนุ่มทำหน้าเจ้าเล่ห์ ‘เดี๋ยววีต้องทำงานตอนทุ่ม ว่าจะไปหาอะไรทานรองท้องก่อน บัวไปด้วยกันไหม วีเลี้ยงเอง’ เจตนาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาให้บุริมนาถสับสน ปะติดปะต่อเรื่องเดิมไม่ติด 

           บุริมนาถก้มมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาสิบหกนาฬิกาสามสิบนาที แม่ของเธอจะเสร็จงานตอนหกโมงครึ่ง เหลือเวลาถมเถ  

           ‘ก็ได้’  

           หญิงสาวตอบรับสั้นๆ รอปวีร์เก็บกีตาร์และเสื่อพับลงกระเป๋า แล้วคนทั้งคู่ก็เดินคุยกันตลอดทางไปจุดจอดรถจักรยานยนต์ของปวีร์ด้านหลังสวนสาธารณะ  

           ‘สวมหมวกก่อนนะ’ ปวีร์สวมหมวกกันน็อกของเขาลงบนศีรษะบุริมนาถพร้อมปรับสายรัดใต้คางให้ ดูอ้อยอิ่งซะเหลือเกิน บุริมนาถยืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์ ใจก็เต้นแล้วเต้นอีก เธอเป่าปากเบาๆ อย่างโล่งอกเมื่อเขาทำเสร็จ ‘บัวอยากกินอะไร’  

           ‘ตามใจเจ้ามือค่ะ บัวกินได้หมด’ ในใจก็หวังว่าเขาคงไม่พาเธอไปกินพวกลาบ ส้า ประเภทอาหารเหนือดิบๆ ทั้งหลายที่พวกนักร้องกลางคืนโปรดปราน   

           ‘ก๋วยเตี๋ยวแถวๆ นี้แล้วกัน’ ปวีร์สรุป ‘ยังไงคงต้องรบกวนคุณครูบัวช่วยแบกกีตาร์ให้ด้วยนะครับ’ เขาโค้งศีรษะและส่งกระเป๋าเครื่องดนตรีรวมถึงกระเป๋าสัมภาระให้เพื่อนใหม่  

           ให้ตายสิ...เจอกันสองครั้งก็ต้องช่วยถือกีตาร์ทุกครั้ง บุริมนาถนึกขันในใจ  

           พาหนะคู่ใจของเขาเป็นมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ช่วงตัวถังกับเบาะจึงยาวเท่าๆ กัน บุริมนาถเลี่ยงนั่งประชิดตัวเขาไม่ได้เพราะพื้นที่มีจำกัดสำหรับคนสองคน กีตาร์หนึ่งตัวและกระเป๋าเป้ใบใหญ่ของเขาอีกหนึ่งใบ แต่โชคดีที่เขาเลือกร้านใกล้ๆ สวนสาธารณะหนองบวกหาด เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำไข่หวานยางมะตูมเลื่องชื่อ  

           บุริมนาถเห็นเมนูต้มยำทะเลรวมไข่หวานที่มีปลาหมึกและกุ้งตัวใหญ่แล้วแอบกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ มันดูน่ากินจนยากอดใจ ทว่าราคาค่อนข้างกรีดเลือดกรีดเนื้อคนจ่าย ด้วยความเกรงใจเธอเลยเลี่ยงเลือกสั่งเมนูธรรมดาๆ แทน  

           ‘บะหมี่เหลืองต้มยำไข่หวานค่ะ’  

           ‘บะหมี่เหลืองต้มยำทะเลไข่หวานครับ’  

           ได้ยินปวีร์สั่งเมนูที่ตัวเองอยากกิน บุริมนาถบ่นเสียดายลับหลังตอนชายหนุ่มลุกไปตักผักสดและน้ำดื่มให้ ไม่กี่นาทีพนักงานก็นำก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟ  

           ‘โอ๊ะ!’ บุริมนาถหลุดอุทานเมื่อปวีร์สลับเอาก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเลชามใหญ่มาวางตรงหน้าเธอ ส่วนเขารีบใช้ช้อนตักน้ำซุปในถ้วยเล็กเข้าปาก แสดงความเป็นเจ้าของนัยๆ ‘นั่นของบัวนะ’ เธอโวยวาย แม้ลึกๆ เริ่มอยากกินเมนูตรงหน้า  

           ‘ในฐานะเจ้ามือ ขอใช้สิทธิ์เปลี่ยนใจกะทันหันให้บัวกินชามนั้นแทนหน่อย’ ปวีร์หน้านิ่ง พูดอย่างเป็นต่อ  

           ‘แต่...’  

           ‘เดี๋ยววีตัดปลาหมึกให้’ ปวีร์หยิบกรรไกรที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ลูกค้าตัดปลาหมึกตัวโตเป็นชิ้นพอดีคำ ‘มองอะไร คิดว่าตัวเองเขินเป็นคนเดียวหรือไงคุณบัว’ แม้ไม่เงยหน้ามอง ชายหนุ่มก็รับรู้ได้ว่าคนสวยตรงหน้ากำลังจ้องเขาอยู่  

           ‘กำลังคิดว่าเพราะเอาใจเก่งแบบนี้สินะ ผู้หญิงถึงทะเลาะกันเป็นพันๆ คอมเมนต์’  

           ‘หืม...’ ปวีร์ลากเสียงยาว หรี่ตาข้างหนึ่งทำสงสัย ‘แอบส่องเฟซวีมาก่อนใช่ไหมเนี่ย’  

           ‘เปล่า...’ บุริมนาถคงคอนเซปต์สาวเสียงสูง ‘เพื่อนเล่าให้ฟัง’ กลบเกลื่อนความผิดด้วยการพาดพิงคนอื่น  

           ‘แล้วเพื่อนเล่าไหมว่าสาวๆ ทะเลาะกันเพราะอะไร’  

           เน้นเสียงคำว่า ‘เพื่อน’ กระทบบุริมนาถ เด็กเลี้ยงแกะ  

           ‘ไม่ได้บอก’  

           นึกขึ้นได้ทีหลังแล้วบุริมนาถอยากแก้ตัวตอบอีกอย่าง เธอควรบอกว่าเรื่องดอกไม้แล้วซักถามให้หายสงสัยว่าดอกไม้ที่เขาอยากให้ยิ้มแย้มสื่อถึงอะไรกันแน่  

           ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงบุริมนาถเริ่มจุก ปกติหญิงสาวไม่ใช่คนกินจุอะไร ทว่าจะเหลือไว้ครึ่งชามก็กลัวเสียมารยาท แต่ขืนจะยัดลงไปอีกเกรงว่าบะหมี่จะไหลย้อนกลับออกมาทางเดิม เป็นภาพน่าสลดหดหู่สำหรับปวีร์   

           ‘ไม่ไหวอย่าฝืน’ ปวีร์ที่นั่งมองคนตัวเล็กพยายามละเลียดก๋วยเตี๋ยวเข้าปากก็นึกขำปนสงสาร เขาดันชามที่ตัวเองทานหมดเกลี้ยงไว้ข้างๆ แล้วลากชามก๋วยเตี๋ยวของบุริมนาถมาแทนที่ ‘วีจัดการเอง’ ปวีร์หยิบตะเกียบกับช้อนเดิมของตัวเองมาถือ ทำท่าจะกินต่อ  

           ‘ไม่ได้นะ’ บุริมนาถรีบดึงชามกลับ ‘บัวกินแล้ว...แล้วบัวก็ยังกินไหว’ หญิงสาวเสียงอ่อย เธอรับไม่ได้ที่ต้องเห็นใครมาทานของเหลือต่อจากตัวเอง  

           ‘วีรู้ว่าบัวคิดอะไร แต่วีไม่ใช่คนถือสาเรื่องกินอาหารเหลือของคนอื่น วีเต็มใจกินดีกว่าต้องเอาทิ้ง ทุกวันนี้ยังมีคนอีกมากที่ไม่มีข้าวกิน พอวีพูดแบบนี้แล้วไม่ต้องรู้สึกผิดจะฝืนกินต่อให้หมดหรอก บัวไม่ไหว...ทรมานร่างกายตัวเองเปล่าๆ’  

           มือที่จับชามก๋วยเตี๋ยวไว้แน่นคลายออกช้าๆ ปวีร์อ่านความคิดเธอทะลุปรุโปร่งจนเธอพูดไม่ออก มือหนาเอื้อมมาดึงชามกลับไปอีกหน  

           บุริมนาถทำตาปริบๆ จิบน้ำระหว่างรอปวีร์ทานก๋วยเตี๋ยว เธอยอมรับว่าชุดความคิดเขาเป็นผู้ใหญ่นำเธอไกลหลายช่วงตัว ถึงเขาไม่ได้สอนตรงๆ แต่คำพูดและการกระทำของเขาทำให้บุริมนาถอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น โดยเฉพาะความคิดที่ไม่เคยดิ้นหลุดจากกรอบเดิมๆ เธอเรียนรู้การเติบโตเพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัว ไม่เคยช่วยเหลือหรือฉุดดึงใครให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่เคยมองเห็นความลำบากของคนอื่น แต่ปวีร์ช่วยเปิดตาที่มืดบอดนั้นสำเร็จภายในเวลาไม่กี่วัน  

            

               เวลา 17.30 น.  

           ‘ขอบคุณนะ’   

           หญิงสาวบอกคนตัวสูง ขณะปวีร์ก้มถอดหมวกกันน็อกให้ ชายหนุ่มพาเธอมาส่งหน้าสวนสาธารณะหลังทานก๋วยเตี๋ยวเสร็จเรียบร้อย   

           ‘เท่าที่จำได้ บัวพูดขอบคุณเกินสิบครั้งแล้วนะ แต้มบุญวีวันนี้คงก้าวกระโดดกว่าวันไหนๆ’ ปวีร์ถอยหลังนั่งลงบนเบาะรถ ทำทีสวมหมวกกันน็อกที่เพิ่งถอดจากศีรษะให้กับตัวเองแก้เขิน  

           ‘อยากขอบคุณสำหรับวันนี้จริงๆ นี่นา’ 

           ‘ไปนั่งฟังวีร้องเพลงแทนการขอบคุณได้ไหม’ เขาไม่เคยเสนอเงื่อนไขนี้กับใคร บุริมนาถเป็นคนแรกที่เขาอยากร้องเพลงให้ฟัง  

           ‘ไม่ได้ วันนี้แม่มารับ’ 

           ‘ล้อเล่น บัวคงไม่ชอบที่แบบนั้นหรอก’  

           บุริมนาถเคยมองสถานบันเทิงในแง่ลบ คนที่ไปที่นั่นล้วนสำมะเลเทเมาเอาเงินพ่อแม่ไปผลาญ คนทำงานในนั้นก็ไม่ต่างจากพวกล่อลวงให้คนอื่นทำสิ่งไม่ดี แต่พอรู้จักปวีร์...เธอเปลี่ยนความคิดไปในทางที่ดีขึ้น คนทำงานกลางคืนอาจมีเหตุผลจำเป็น อย่างปวีร์เขาต้องใช้ความชอบและความสามารถหาเงินจำนวนมากใช้จ่าย ส่งตัวเองเรียน   

           ‘ถ้าบัวว่าง บัวจะไปนะ’ เพื่อให้กำลังใจเพื่อนแล้ว บุริมนาถจะลองไปอีกสักครั้ง  

           ‘จริงนะ!’ แววตาคู่นั้นสะท้อนให้เห็นความตื่นเต้นแบบเด็กน้อย  

           ‘จริงสิ’ หญิงสาวพยักหน้าตอบชัดเจน  

           ‘สัญญานะ’ ปวีร์ชูนิ้วก้อยขึ้นมาขอคำยืนยัน  

           ‘อืม...สัญญา’ บุริมนาถยิ้มเอียงอาย เกี่ยวก้อยสัญญากับปวีร์   

           ‘ยายบัว!’  

           บุริมนาถรีบชักมือกลับเมื่อได้ยินเสียงดังดั่งฟ้าพิโรธของบุษณี มารดาเดินออกมาจากประตูสวนสาธารณะหนองบวกหาดด้วยท่าทางถมึงทึง  

           ฮือ...แม่มาก่อนเวลา  

           ‘แม่...’  

           ‘สวัสดีครับ’  

           ปวีร์ยกมือไหว้บุษณีที่ปรายตามองเขาหัวจรดเท้าแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรเท่าใดนักตามประสาคนหวงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน    

           ‘สวัสดีจ้ะ’ แต่บุษณีก็รับไหว้หนุ่มรุ่นลูก ‘เพื่อนเหรอยายบัว’ ผู้เป็นแม่เอ่ยถามที่รีบส่งข้าวของคืนนักศึกษาชายแต่งเครื่องแบบต่างสถาบันการศึกษากับลูกรัก 

           ‘ค่ะ ปวีร์เป็นเพื่อนบัวเอง เรารู้จักตอนงานสัมมนาห้ามหาวิทยาลัย’ บุริมนาถแต่งเรื่องโกหกให้มารดาตายใจ เพราะคนที่จะเข้าร่วมสัมมนาห้ามหาวิทยาลัยได้ต้องเรียนเก่งพอตัว ‘เราบังเอิญเจอกัน บัวเลยชวนวีไปส่งซื้อหนังสือมา’ บุริมนาถมองหน้าปวีร์สลับกับแม่ เชื่อแน่ว่าเขาต้องไม่พอใจกับเรื่องที่เธอเล่าเป็นตุเป็นตะ  

           แต่บัวขอล่ะนะวี... 

           ‘ก็ดี เป็นเพื่อนที่คอยสนับสนุนกันใฝ่เรียนแม่ก็ไม่ว่า’ บุษณีเสียงอ่อนลง ‘ว่าแต่เรียนกีตาร์ด้วยหรือจ๊ะ หรือเป็นครูสอนดนตรี’ ผู้ใหญ่มิวายถามไถ่ไปถึงเครื่องดนตรีด้านหลัง 

           ‘ผมรับงานร้องเพลงด้วยครับ’  

           ‘หมายถึงสอนร้องเพลงตามสถาบันสอนดนตรีเด็กใช่ไหมจ๊ะ สอนที่ไหนล่ะ’ บุษณีพยายามสร้างโปรไฟล์หรูๆ ให้ปวีร์ในจินตนาการตน    

           ‘เปล่าครับ ผมร้องเพลงกลางคืนตามร้านอาหาร’ ปวีร์ตอบตามความจริงอย่างมั่นใจ  

           พังหมด! บุริมนาถกัดฟันพูดในใจ  

           ‘ยายบัว กลับบ้าน!’ 

           ‘ค่ะ’   

            บุริมนาถไม่เข้าใจ ปวีร์จะเออออตามน้ำหน่อยไม่ได้หรือไง เถรตรงไม่รู้จักเวล่ำเวลา การสร้างภาพเป็นคนดีมันผิดบาปมากหรือไงยะปวีร์!  

  

               เดือนกันยายน เวลา 11.30 น.  

           : น้ำพุร้อนสันกำแพง  

                

               “บัว! บัว!”  

               “คะ...”  

               บุริมนาถสะดุ้ง ไม่ใช่เสียงแม่ในอดีตแต่คือเสียงแห่งความเป็นจริง หญิงสาวละล่ำละลักขานรับสหัสวรรษที่มายืนข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้  

               วันนี้วันเสาร์...สหัสวรรษขับรถไปรับเธอที่บ้านตั้งแต่เช้า ชวนมาเที่ยวน้ำพุร้อนสันกำแพง นั่นทำให้หญิงสาวยืนเหม่อลอยคิดถึงความหลังขณะยืนรอไข่ไก่ในน้ำแร่สุกเสียนาน ภาพความทรงจำระหว่างเธอกับปวีร์ชัดเจนเหลือเกิน เริ่มต้นตั้งแต่การพบกันครั้งแรกที่นี่ ความผิดพลาดของเฌอเอมที่ทำให้ต้องไปเจอปวีร์ที่ผับเพื่อแลกเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ และการตกลงเป็นเพื่อนกันด้วยความรู้สึกดีๆ ที่สวนสาธารณะ  

               “ถ้าร้อนทำไมไม่หลบเข้าในร่มก่อนล่ะ” ชายหนุ่มดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต บรรจงเช็ดเหงื่อเม็ดใหญ่ที่ผุดเต็มหน้าผากเรียบเนียนของบุริมนาถ เจ้าตัวที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหงื่อไหลเพิ่งรู้สึกว่าร้อน “บัวโอเคใช่ไหม” เขายิ้มและวางหมวกปีกสานที่เพิ่งซื้อวางครอบศีรษะสาวเจ้าอย่างเอ็นดู  

               “ค่ะ บัวไม่เป็นไร” เธอสลัดภาพปวีร์ออกจากหัว หยิบชะลอมไข่ออกจากเหล็กแท่งยาวที่ยึดติดกับบ่อน้ำแร่ “ไข่น่าจะสุกแล้ว” บุริมนาถถือชะลอมเดินนำสหัสวรรษไปยังศาลาใกล้ๆ   

               “บัวไม่ชอบที่นี่เหรอ”  

               “เปล่าค่ะ เมื่อกี้บัวแค่คิดอะไรเพลินไปหน่อย” หญิงสาวยิ้มแก้เก้อ “เดี๋ยวบัวแกะไข่ให้นะคะ” เธอก้มหน้าเลี่ยงสบสายตาคู่คม  

               “บัวรู้ไหมทำไมผมอยากมาที่นี่”  

               “ทำไมเหรอคะ”  

               “เมื่อหลายปีก่อนเพื่อนผู้หญิงของผมบังคับให้ผมดูเฟซบุ๊กไลฟ์กับเธอ เจ้าของแอคเคานท์เป็นนักร้อง เขามาขอรับบริจาคเงินช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่นี่ ผมช่วยบริจาคด้วยเพราะเขาเป็นคนความคิดดี” สหัสวรรษเล่าให้ฟังเป็นฉากๆ  

               คนแกะเปลือกไข่ชะงัก บุริมนาถมั่นใจว่าคนที่สหัสวรรษพูดถึงคือปวีร์ร้อยเปอร์เซ็นต์  

               “เดี๋ยวถ้าเรากินไข่เสร็จ ไปนั่งแช่เท้าตรงโน้นกันนะบัว ผมว่าเขาน่าจะนั่งตรงนั้น”  

               หญิงสาวช็อกซ้ำรอบสอง เธออยากลืมเรื่องวันนั้นแท้ๆ แต่เขากลับรื้อฟื้นขึ้นมา ทว่าจะโกรธเขาก็ไม่ถูก ในเมื่อเขาไม่รู้ความหลังเธอเลยสักนิด  

               แล้วสหัสวรรษก็ทำตามที่พูด เขาชวนเธอมานั่งบริเวณที่บุริมนาถเจอปวีร์ครั้งแรก ชายหนุ่มจัดแจงให้เธอนั่งตรงจุดที่เธอนั่งในวันนั้น ส่วนเขานั่งที่ตำแหน่งเดิมของปวีร์เป๊ะ ซ้ำยังขอร้องให้เธอช่วยถ่ายภาพเขาในอิริยาบถต่างๆ  

               “หนึ่ง...สอง...สะ..”  

               บุริมนาถนับให้สัญญาณก่อนกดชัตเตอร์ทุกครั้ง กระทั่งจังหวะที่สหัสวรรษเอียงคอ ยิ้มแบบไม่เห็นฟันนั้น ภาพปวีร์ซ้อนทับขึ้นมาทันทีทำให้เธอสะดุดนับต่อไม่ได้ ขอบตาร้อนผ่าว    

               “บัว...กล้องผมมีปัญหาเหรอครับ” สหัสวรรษเลิกคิ้วสูง ก่อนตะโกนถาม  

               “มะ...ไม่มีค่ะ ฝุ่นปลิวเขาตาบัวเฉยๆ” บุริมนาถยกมือปาดน้ำใสๆ ที่เอ่อรื้นขอบตา “โพสต์ต่อได้เลยค่ะ หนึ่ง...สอง...” แสร้งนับต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนหน้ากล้องเลยแอคติ้งต่อแบบไม่เคอะเขิน  

               “ผมถ่ายรูปให้บัวบ้างดีกว่า” สหัสวรรษหยัดยืนเต็มความสูง เดินเข้ามาหาบุริมนาถ “เจ็บมากเลยใช่ไหมครับ ตาแดงเชียว” หนุ่มหุ่นนายแบบที่ย่อตัวนั่งยองๆ ถอดหมวกปีกบานที่ซื้อให้หญิงสาวออก ดึงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้ออีกข้างออกมาซับน้ำตาให้เธอเบาๆ “ใส่แว่นก่อนดีกว่า เดี๋ยวฝุ่นเข้าตาบัวอีก” แว่นตากันแดดที่เสียบไว้ที่คอเสื้อเชิ้ตถูกนำมาสวมให้บุริมนาถ  

               “ขอบคุณค่ะ” บุริมนาถดูออก สหัสวรรษไม่ได้โง่ที่จะแยกไม่ออกว่าอาการฝุ่นเข้าตากับร้องไห้แตกต่างกัน เพียงแต่เขาเลือกที่จะไม่ถามเพราะห่วงความรู้สึกเธอ 

               “แช่เท้าคลายเครียดดีกว่า” สหัสวรรษไม่กวนใจบุริมนาถ เขาคลานเข่าไปใกล้ๆ ธารน้ำหย่อนเท้าลงแช่ หญิงสาวคิดได้ว่าไม่ควรทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของคู่กรณีกร่อย จึงย้ายตามไปนั่งข้างๆ “บัวมีเรื่องไม่สบายใจอะไรรึเปล่า ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก บัวไม่ค่อยยิ้ม”   

               “ไม่มีนี่คะ” 

               “ผมอยากเห็นบัวยิ้มนะ ถ้าบัวยิ้มดอกไม้ในสวนตรงโน้นคงรีบเฉา”     

               “ทำไมล่ะคะ” 

               “เพราะอายที่สวยสู้บัวไม่ได้ไง แต่ทั้งชีวิตบัวคงได้ยินคำชมเรื่องความสวยตลอดแหละมั้ง”  

               บุริมนาถเศร้าหนัก จะให้เธอยิ้มหรือลืมเรื่องในอดีตได้อย่างไร ในเมื่อสหัสวรรษคอยสะกิดบาดแผลเธอแทบทุกคำที่เปล่งออกมา  

               “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ บัวไม่ใช่คนสวยอะไร”  

               “แต่สำหรับผม...บัวสวยมาก”  

               “เปลี่ยนเรื่องคุยเถอะค่ะ”  

               ตัดบทเลี่ยงสภาวการณ์อึดอัด บุริมนาถไม่มีเรื่องอะไรคุยกับเขาหรอก แต่เธอรู้สึกได้ว่าสหัสวรรษกำลังจะข้ามเส้นที่ขีดไว้ หญิงสาวอยากชดใช้ความผิดในฐานะคู่กรณีเท่านั้น บุริมนาถไม่ได้เข้าข้างตัวเอง แต่สิ่งที่เขาเปรียบเปรยไม่ใช่คำชมธรรมดาทั่วไป ถ้าหากตอนนี้สหัสวรรษคาดหวังสิ่งใดในใจ เธออยากให้เขายุติความคิดนั้นเสีย หัวใจเธอบอบช้ำเกินกว่าจะเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ในตอนนี้  

               จากที่ไม่อยากทำให้ชายหนุ่มหมดสนุก สุดท้ายกลับไม่เป็นไปตามความตั้งใจ  

               สหัสวรรษกับบุริมนาถนั่งเล่นน้ำอีกสักพัก ชายหนุ่มก็ชวนเธอไปเที่ยวต่อที่หมู่บ้านแม่กำปอง ซึ่งอยู่ห่างจากน้ำพุร้อนสันกำแพงประมาณสามสิบกิโลเมตร  

               เชื่อว่าใครมาที่แม่กำปองย่อมต้องมนต์เสน่ห์ความเรียบง่ายของหมู่บ้านริมธารน้ำที่ผู้คนยังใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติแห่งนี้ บุริมนาถเองใจชื้นขึ้นบ้าง เพราะเธอไม่เคยมาเที่ยวที่นี่ เธอได้หลุดพ้นจากความทรงจำที่มีปวีร์เพียงช่วงเวลาสั้นๆ สักพักหนึ่งก็ยังดี   

               สองข้างถนนมีร้านค้าเรียงราย ชาวบ้านจำหน่ายทั้งอาหารพื้นเมือง ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงร้านกาแฟกลางป่าที่สหัสวรรษสุ่มเลือกเดินเข้าอุดหนุนโดยไม่อ่านรีวิว  

               เพราะสภาพอากาศที่แม่กำปองเย็นตลอดทั้งปี ทำให้บุริมนาถที่หนาวง่ายเป็นทุนเดิมต้องสั่งโกโก้ร้อนดื่ม ด้านสหัสวรรษดื่มเอสเพรสโซ เมนูที่ปวีร์ชอบพร้อมกับสั่งเค้กให้หญิงสาวหลายชิ้น บุริมนาถพยายามห้ามปรามแต่ไม่ได้ผล   

               “มีคนเคยบอกว่าถ้าเราเครียดหรือเศร้าให้ทานของหวาน บัวเลือกทานได้เลย”  

               “แต่บัวไม่ได้บอกว่าเครียดหรือเศร้านี่คะ”  

               “ปากแข็ง” เขาว่า “งั้นมีความสุขก็ทานเยอะๆ ได้เหมือนกัน” สหัสวรรษคะยั้นคะยอให้บุริมนาถทาน ทว่าหญิงสาวทานยังไงก็ไม่หมด คนสั่งจำต้องจัดการเอง  

               ภาพวันเก่าๆ ที่ปวีร์ทานของที่เธอทานไม่หมดแทน ซ้อนทับภาพตรงหน้า ชวนให้บุริมนาถปวดใจขึ้นมาอีก 

               “บัว”  

               บุริมนาถหันตามเสียงเรียก เธอเห็นร่างคนคุ้นเคยยืนอยู่หลังร้านโซนที่นั่งติดลำธาร หญิงสาวผุดลุกจากที่นั่งรีบเดินตามไป ไม่ฟังคำถามของสหัสวรรษ 

               ไม่มี...ไม่มี... 

               ลูกค้าหลายโต๊ะซุบซิบมองบุริมนาถที่หมุนตัวรอบทิศมองหาใครบางคน หญิงสาวมั่นใจว่าใช่เขาแน่ เขาสวมแจ็กเก็ตยีนส์ตัวเก่งทับเสื้อยืดสีเทา  

               ปวีร์หายไปไหน!   

               “บัว...บัว...” สหัสวรรษกระตุกข้อมือเรียกสติบุริมนาถ “เป็นอะไรรึเปล่า” สายตาเขาร้อนรนระคนห่วงใยในที 

               “เปล่าค่ะ บัวคิดว่าบัวเจอคนรู้จักแต่ดูผิด” 

               บุริมนาถเดินกลับโต๊ะ ในหัวยังครุ่นคิดต่อเหตุการณ์เมื่อครู่ เธอไม่ได้คิดถึงปวีร์จนเห็นภาพหลอนแน่ๆ ทั้งน้ำเสียงทั้งรูปร่าง เขาคือปวีร์ไม่ผิดเพี้ยน   

               สหัสวรรษเห็นบุริมนาถพะว้าพะวังเลยชวนเข้าวัดคันธาพฤกษาหรือวัดแม่กำปอง หวังให้ไหว้พระสงบจิตใจละความฟุ้งซ่าน บุริมนาถก็คิดเช่นนั้น เธอหลับตานั่งสมาธิหน้าพระประธานพักใหญ่ ทว่าแม้แต่ในสถานที่ที่จิตควรสงบ เธอยังได้ยินเสียงเรียกของปวีร์ ความมั่นใจที่คิดว่าตัวเองไม่ได้สติแตกเห็นภาพไปเองเริ่มสั่นคลอน แต่คิดอีกที...เหตุใดเขาต้องผลุบๆ โผล่ๆ ด้วย  

               ใช่หรือไม่ใช่? 

ความคิดเห็น