facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 : วี...คนดีคนเดิม

ชื่อตอน : บทที่ 2 : วี...คนดีคนเดิม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 727

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2563 20:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 : วี...คนดีคนเดิม
แบบอักษร

2 

           สี่ปีก่อน... 

           ‘มาถึงนี่ทั้งที แกจะไม่ไปออนเซนกับพวกเราจริงเหรอบัว’ 

           ‘ชญา’ ออกอาการงงเมื่อบุริมนาถปฏิเสธการลงบ่อน้ำแร่จากน้ำพุร้อนธรรมชาติ ทั้งๆ ที่ขัดคำสั่งพ่อแม่ขอซ้อนมอเตอร์ไซค์จากตัวเมืองมาถึงอำเภอแม่ออน จู่ๆ งอแงอะไรไม่รู้อยากอยู่คนเดียว  

           ‘พวกแกไปเถอะ ฉันอยากแช่เท้าเฉยๆ’  

           บุริมนาถโบกมือหยอยๆ ฝืนส่งยิ้มให้เพื่อนสามคน เธอไม่อยากให้ทุกคนหมดสนุกเพราะเธอ แค่ติดรถมาแล้วนิ่งเงียบปล่อยชญาเจื้อยแจ้วแข่งกับลมลำพังก็แย่มากพอแล้ว ถ้าทุกคนต้องมารับรู้เรื่องที่พ่อแม่บังคับให้เธอดรอปเรียนไปดูงานโรงเรียนอนุบาลที่เกาหลีใต้คงไม่อยากแช่น้ำร้อนกันแล้ว ในเมื่อเข้าเรียนปีหนึ่งพร้อมเพื่อนแต่จะให้จบพร้อมรุ่นน้อง บุริมนาถไม่ยอมเด็ดขาด สถานการณ์ที่บ้านช่วงนี้เลยอึมครึม เธอไม่พูดจากับใคร  

           คล้อยหลังกลุ่มเพื่อนเดินลับสายตา บุริมนาถเริ่มหาที่พักใจให้กับตัวเองบ้าง ที่น้ำพุร้อนสันกำแพงมีการขุดร่องน้ำยาวเพื่อระบายน้ำแร่จากบ่อใหญ่ สองข้างของธารน้ำไหลถูกก่อด้วยอิฐฉาบปูนสูงสำหรับให้นักท่องเที่ยวนั่งหย่อนเท้าแช่น้ำ สาววัยยี่สิบเอ็ดหลีกเลี่ยงที่จะนั่งกับคนกลุ่มใหญ่ หลบมานั่งช่วงปลายทาง คิดว่าคงไม่มีใครมาแถวนี้แน่  

           ผิดคาด...ไม่ถึงสิบนาทีดันมีผู้ชายคนหนึ่งแบกของพะรุงพะรังมานั่งห่างออกไปทางซ้ายมือประมาณสามเมตร บุริมนาถขี้เกียจย้ายที่นั่งจึงเสมองทางอื่น ไม่สังเกตว่าเขาทำอะไรบ้าง กระทั่งเสียงกระแอมดังขึ้น เธอหันกลับไปเพราะเข้าใจว่าถูกเรียก ทว่าเขาไม่ได้สนใจเธอสักนิด ผู้ชายคนนั้นกำลังแสดงปฏิสัมพันธ์กับโทรศัพท์มือถือที่ถูกยึดไว้กับขาตั้งซึ่งถูกจัดวางไว้ฝั่งตรงข้ามกับที่นั่งของตัวเขาเอง  

           ‘สวัสดีครับ พบกับวี...คนดีคนเดิมเพิ่มเติมคือคืนนี้ย้ายไปเจอกันที่รวมบาร์’  

           บุริมนาถแอบฟังเขาถึงรู้ว่ากำลังไลฟ์สด ‘วี...คนดีคนเดิม’ คำพูดแนะนำตัวนั้นฟังดูเชยระเบิดในความคิดหญิงสาว ถึงหมั่นไส้แค่ไหนแต่หูยังทำงานตลอด  

           ‘ตอนนี้วีอยู่ที่แม่ออน มานั่งเล่นที่น้ำพุร้อนสันกำแพง พกเจ้าเจ๋งมาเล่นให้ทุกคนฟังแก้เหงาในวันหยุดด้วย ไม่พูดเยอะ...ฟังกันเลยดีกว่า’ เขาเริ่มการแสดงออนไลน์ด้วยการเกากีตาร์เบาๆ ทอดเสียงร้องช้าๆ ‘ในวันที่ฝน เปลี่ยนเป็นเมฆขาว อากาศเช้าๆ สวยงามกว่าใคร มือเธอและฉัน จับจูงกันไป เดินด้วยกันนะ*’     

 

           บุริมนาถอึ้ง อดชื่นชมเสียงนุ่มทุ้มชวนฟังของวี...คนดีคนเดิมไม่ได้ เธอฮัมเพลงตามในใจจนจบเพราะชอบเพลงนี้เหมือนกัน  

           ‘จบลงไปแล้วนะครับกับอีกหนึ่งเพลงความหมายดีๆ ที่วีชอบ อย่างที่เนื้อเพลงบอกเลยครับ เมื่อทุกข์ใจให้ลองเอาเท้าจุ่มน้ำ วันนี้เกิดเรื่องที่ทำให้วีอึดอัดนิดหน่อย ได้จุ่มน้ำแร่คงพอทดแทนน้ำทะเลได้บ้าง แต่ทุกคนไม่ต้องเศร้ากับวีนะ เพราะมีคนที่น่าสงสารกว่าวีเยอะ วันนี้จะมาชวนทำบุญให้กับสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าวัดดอนจั่น เชียงใหม่นี่เอง ถ้าแฟนคลับวีท่านไหนพอช่วยเหลือน้องๆ ได้ ติดต่อผ่านเฟซบุ๊กทางวัดได้เลยนะครับ’  

           การประชาสัมพันธ์ของชายหนุ่มเข้าถึงคนในโลกออนไลน์มากน้อยแค่ไหนบุริมนาถไม่รู้ รู้เพียงแต่ตัวเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาหาข้อมูลช่องทางการบริจาคเงินให้สถานสงเคราะห์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว  

           บุริมนาถรู้สึกดีขึ้นมาก เธอได้ฟังเพลงเพราะๆ จากคนที่ชอบเพลงเดียวกัน ได้ช่วยเหลือคนอื่น ความเศร้าถูกเจือจางลงไป หญิงสาวฉีกยิ้มหวานแล้วหันไปทางซ้ายมือ ไม่คิดว่าคนที่เจื้อยแจ้วกับหน้าจอจะหันมาทางนี้เช่นกัน เขาเอียงหัวน้อยๆ ยิ้มตอบกลับมา  

           ตึกตึก...ตึกตึก... 

           คนโดนจับได้หุบยิ้มก้มหน้างุด กลั้นหายใจหวังให้หัวใจเต้นช้าลง ขืนรัวเร็วแบบนี้เธอช็อกตายแน่ๆ  

           ‘ไลฟ์กันพอหอมปากหอมคอนะครับ ขอตัวพักผ่อนสักสองชั่วโมงก่อนเดินทางกลับไปเจอกันคืนนี้ที่รวมบาร์นะจ๊ะ อย่าลืมเด็ดขาด’  

           ชายหนุ่มวางกีตาร์ลงข้างตัว ลุกเดินข้ามทางเชื่อมสองฝั่งธารน้ำแร่ไปกดหยุดการแพร่ภาพสด เก็บอุปกรณ์จากฝั่งโน้นกลับมาจัดใส่ถุงให้เป็นระเบียบรวมทั้งกีตาร์ด้วย  

           บุริมนาถเห็นท่าไม่ดีเมื่อเขามองมาทางเธอหลายครั้ง เธอลุกจากตรงนั้นมุ่งตรงไปที่สวนดอกไม้นานาพรรณแทน  

           เขาตามเธอมาจริงๆ ด้วย 

           หญิงสาวเอี้ยวตัวมองด้านหลังแวบหนึ่ง วี...คนดีคนเดิมกำลังแบกกระเป๋ากีตาร์ตามมา  

           ‘โอ๊ย! จ้วยยายจิ่มอิน้อง โอย...’ (โอ๊ย! ช่วยยายหน่อยหนู โอย...)  

           บุริมนาถละความกังวลจากชายหนุ่มทันทีที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากหญิงสูงวัยหน้าพุ่มไม้เตี้ยๆ ห่างออกไปไม่มาก ทั้งบุริมนาถและคนข้างหลังรีบวิ่งไปหาเจ้าของเสียงโอดครวญ ถึงในเวลาไล่เลี่ยกันพอดี  

           ‘เป็นไรไหมคะยาย / เป็นหยังก่อครับ’ 

           สองหนุ่มสาวนั่งขนาบข้างคนชราที่นั่งเหยียดขาตรงจ้องหน้ากันเพราะดันถามพร้อมกัน บุริมนาถเป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิดก็จริงแต่บรรพบุรุษของเธอย้ายมาจากที่อื่น เธอเลยพูดคำเมืองหรือภาษาเหนือไม่ได้ ฟังออกอย่างเดียว ส่วนเขา...ด้วยสำเนียงพูดที่แปร่งหู เธอเดาว่ามาจากจังหวัดอื่น  

           ‘เหน็บกิ๋น ขยับแข้งขาบ่าได้เลย’ (ตะคริว ขยับขาไม่ได้เลย)  

           ยายตอบพลางทุบกำปั้นลงที่ต้นขาอย่างแรงให้เห็นว่าไร้ความรู้สึกไปทุกส่วน บุริมนาถใช้สองมือออกแรงนวดขาให้ยาย 

           ‘ยายมากั่บไผครับ’ (ยายมากับใครครับ)  

           ‘มาตวยญาติ เจ้าหมู่ยายอยู่หล่ายปู้น’ (มากับญาติ พวกเขาอยู่ตรงโน้น)  

           ยายชี้ไปยังจุดที่นักท่องเที่ยวอยู่กันหนาแน่น  

           ‘ตรงนี้ร้อนมาก ผมจะอุ้มยายไปหาญาติ คุณช่วยแบกของพวกนี้ตามผมไปหน่อยได้ไหม ถ้าคุณไม่เต็มใจเดี๋ยวผมกลับมาเก็บเอง’  

           บุริมนาถชักสีหน้าอย่างเปิดเผยเมื่อถูกมองเป็นคนแล้งน้ำใจ เขากล้าดียังไงตัดสินเธอโดยที่ไม่คุยกันสักคำ  

           ‘ได้สิ คุณอุ้มยาย ฉันจัดการของพวกนี้เอง’  

           ชายหนุ่มปลดของส่วนตัวต่างๆ ออกกองรวมบนพื้นหญ้า เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือหญิงชราตามที่ได้ตกลงกับหญิงสาว เขาไม่มีรีรอช้อนตัวยายขึ้นมาอุ้มแนบอกอย่างไม่รังเกียจ ยันกายขึ้นยืน สาวเท้ายาวๆ นำหน้าบุริมนาถที่หอบหิ้วสัมภาระเดินตาม  

           เมื่อกี้เขาเดินตามเธอ ตอนนี้เธอเดินตามเขาต้อยๆ  

           ระยะทางกว่าจะถึงศาลาใกล้ๆ ผู้คนไม่ไกลมากแต่การต้องอุ้มคนด้วยทำให้ชายหนุ่มเหงื่อผุดเต็มใบหน้า ตอนปล่อยตัวคนชรานั่งเหยียดขาบนที่นั่งยาว ส่วนลูกหาบอย่างบุริมนาถวางของทั้งหมดกองรวมกันบนโต๊ะกลางที่พักชั่วคราว  

           ‘ดีขึ้นบ้างไหมคะ’  

           ‘ดีๆ เจ็บน้อยลงละ ขอบใจหมู่สูเน่อ’ (ดีแล้ว อาการเจ็บบรรเทาลงบ้างแล้ว ขอบใจพวกเธอนะ) 

           ‘แล้วญาติยายอยู่ไหนล่ะคะ’ 

           ‘ตะกี้อยู่...’ หญิงสูงวัยเหลียวซ้ายแลขวา ชะเง้อคอมองหาคนรู้จัก ‘โฮะ! ข้าอยู่เพ้สู’ ยายดีใจราวกับเด็กน้อยเมื่อญาติรุ่นราวคราวเดียวกันสี่ห้าคนกำลังเคลื่อนพลมาทางนี้  

           ‘เป๋นหยังน่ะแก้ว’ (เป็นอะไรแก้ว) ชายสูงวัยทำหน้าตื่นตระหนก   

           ‘ยายเป็นตะคริวตรงสวนโน่นน่ะค่ะ เราเลยพาแกมาที่นี่’ บุริมนาถอธิบาย 

           ‘แล้วจะยะอย่างใด’ (แล้วจะทำยังไง) ญาติอีกสี่คนถามความเห็นกัน  

           ‘ข้าไค่ปิ๊กบ้าน’ (ฉันอยากกลับบ้าน) ยายแก้วโวยวาย  

           ‘แล้วสูจะไปรถจ๊ะใด’ (จะไปที่รถได้ยังไง) 

           ‘หื้อบ่าน้องนี่อุ้มข้าไป ตะกี้เขากะอุ้มข้ามา’ (ให้เด็กหนุ่มช่วยอุ้ม เมื่อกี้เขาก็อุ้มฉันมาตรงนี้) หญิงชราเปิดเผยความต้องการโต้งๆ ตามประสาคนแก่ ‘อุ้มแม่ไปจิ่ม แม่ไค่ปิ๊กบ้าน’ (อุ้มยายไปส่งหน่อยนะ ยายอยากกลับบ้าน)  

           ‘ครับๆ’ 

           บุริมนาถสงสัยว่าชายหนุ่มเต็มใจทำตามคำขอร้องหรือจำเป็นต้องทำอย่างเสียไม่ได้เพราะอาสาช่วยเองแต่แรก เธอมองเขาปาดเหงื่อก่อนอุ้มหญิงชราอีกหนแล้วรู้สึกดีอย่างประหลาด บุริมนาถเดินตามเขาและญาติของยายแก้วไปยังรถกระบะบุโรทั่งที่จอดบริเวณลานจอดรถ นึกสะท้อนใจว่าคนรุ่นนี้ต้องมาเที่ยวกันเอง รับความเสี่ยงตามอายุขัยกันเอง  

           ‘ขอบใจ๋น้องกับแฟนขนาดเน่อตี้จ้วยยายแก้ว’ (ขอบใจพ่อหนุ่มกับแฟนมาก ที่ช่วยยายแก้ว)  

           ‘ไม่ใช่แฟนค่ะตา’ บุริมนาถปฏิเสธทันควัน ในขณะที่เขาหัวเราะคิกคัก 

           ‘บ่าใจ้กา เปิงกั๋นขนาด’ (ไม่ใช่เหรอ ดูเหมาะสมกันมาก)  

           ‘เปิงกะครับ เดียวผมจีบก่อน’ (เหมาะสมกันเหรอครับ งั้นผมจะจีบเธอ)  

           บุริมนาถค้อนควักตอนชายหนุ่มพูดแล้วเหล่มองเธอ  

           ‘เดินทางปลอดภัยนะคะคุณตา คุณยาย’ 

           หญิงสาวตัดบทด้วยการอวยพรและยกมือไหว้ส่งแก๊งคนชราขึ้นรถ ชายหนุ่มข้างๆ ทำเช่นเดียวกัน ทั้งคู่ยืนรอจนรถเคลื่อนออกไป 

           ‘บัว! แกมาอยู่นี่เอง’  

           ‘ญา...’ บุริมนาถหันไปตามเสียงเรียกของเพื่อนรักที่ตรงดิ่งมาหา ‘แช่ตัวเสร็จแล้วเหรอ’ เธอรู้สึกว่าเวลาผ่านไปแป๊บเดียวเอง  

           ‘แช่นานกว่านี้ฉันเปื่อยเป็นไก่ตุ๋นแน่ ฉันขี้เกียจรอเอมกับหมิว สองคนนั้นอาบน้ำนานเลยมาหาแกก่อน กลัวแกเหงา’ ชญาพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงสไตล์สาวลุคสดใสตลอดเวลา ‘แต่ดูท่าจะไม่ค่อยเหงา แกมีเพื่อนที่ฉันไม่รู้จักด้วยเหรอ’ ทำหน้าทะเล้นมองเพื่อนรักสลับกับชายหนุ่มไม่คุ้นหน้า  

           ‘เปล่าหรอก ฉันไม่รู้จักเขา’ 

           ‘เอ้า! แล้วยืนอยู่ด้วยกันได้ไง’  

           ‘ผมชื่อปวีร์ครับ’ 

           ‘อ๋อ’  

           บุริมนาถก็เพิ่งรู้จักชื่อเขาตอนชญาร้องอ๋อนั่นแหละ ปวีร์...ชื่อเล่น วี...คนดีคนเดิม  

           ‘แกหัวเราะอะไรวะบัว แนะนำตัวสิ’ ชญาใช้ศอกกระทุ้งแขนเพื่อนเบาๆ ‘ฉันชญา เรียกสั้นๆ ว่าญาก็ได้ค่ะ ส่วนยายคนนี้ชื่อบัว บุริมนาถ’ บุริมนาถแทบไม่มีส่วนร่วมอะไรในบทสนทนานี้  

           ‘ยินดีที่ได้รู้จักนะครับญา...บัว...’  

           ‘ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะปวีร์’ 

           ‘เหมือนกันค่ะ’ บุริมนาถจำใจพูดเพราะถูกสายตาเพื่อนกดดัน เธอไม่ชอบเวลาปวีร์มองมา นัยน์ตาเขาดูขบขันเธออยู่ตลอด ‘ฉันไปเอาของก่อนนะ’ เธอหาทางหลีกหนีสถานการณ์  

           ‘เอาไว้ที่ไหน’  

           ‘ที่ศาลาตรงโน้น’  

           ‘ไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวฉันโทรบอกให้เอมกับหมิวเอามาให้’ ว่าแล้วก็กดโทรศัพท์โทรหาเฌอเอม ‘แก...ถ้าผ่านศาลาเห็นกระเป๋าบัว ช่วยหยิบมาด้วยนะ เร็วๆ ด้วย ฉันมีนัดกับพี่รหัส’ ชญากำชับเพื่อนเสียงดุ  

           ปวีร์ยืนคุยกับชญาจนถึงตอนที่เฌอเอมกับพนิตตามาถึง ชญาทำหน้าที่แนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักเพื่อนใหม่ ทักทายกันสั้นๆ บุริมนาถก็เอ่ยท้วงเรื่องธุระด่วนของชญา จึงบอกลากันตรงนั้น  

           ระหว่างทางกลับ ชญาได้หัวข้อสนทนาใหม่ว่าด้วยเรื่องปวีร์ บุริมนาถฟังบ้างไม่ฟังก็มาก เธอมองทิวทัศน์ข้างทางเสียมากกว่าให้ความสนใจเพื่อนสาวและโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าที่สั่นไม่หยุดหย่อน คงหนีไม่พ้น พ่อกับแม่ที่โทรมา 

           ชญานัดพบกับพี่รหัสของเธอที่ร้านกาแฟ หลังจากนั้นกลุ่มเพื่อนรักคุยกันต่ออย่างสนุกสนานยกเว้นบุริมนาถที่เอาแต่นั่งจ้องกระเป๋าสะพาย เครื่องมือสื่อสารยังคงสั่นสะเทือนเป็นพักๆ  

           ‘ทำไมแกไม่รับล่ะ เดี๋ยวกลับถึงบ้านพ่อแกก็อาละวาดหรอก’ 

           ‘ฉันยังไม่อยากกลับบ้านหรอก คืนนี้ว่าจะขอค้างกับแก’  

           ‘งั้นเอามือถือมา ฉันจะขอพ่อแกให้เอง’  

           ชญาเสนอตัวช่วยเพื่อนรัก บุริมนาถถึงยอมเปิดกระเป๋าเอาโทรศัพท์ออกมา 

           ‘นี่ไม่ใช่เบอร์พ่อฉัน’  

           บุริมนาถตกใจส่งโทรศัพท์ให้ชญา  

           ‘ยิ่งกว่านั้นคือไม่ใช่มือถือแกด้วยบัว ดูนี่สิ...มันของปวีร์’ สิ้นสัญญาณเรียกเขา หน้าจอปรากฏภาพปวีร์ในชุดนักศึกษาเด่นหรา ‘หมายความว่าไงวะเอม’ ชญาถามคนที่รับหน้าที่เก็บของให้เพื่อน  

           ‘ฉันเหรอ...’ เฌอเอมทำหน้ามึนงง ‘ก็บนโต๊ะมันมีโทรศัพท์อยู่เครื่องเดียว เหมือนของบัวเป๊ะ ฉันก็เอาหย่อนลงกระเป๋า เอามาให้ไง’  

           ‘ให้ตายเถอะ...’ บุริมนาถครวญ น่าจะผิดที่เธอเองที่วางของกองรวมกัน แล้วดันใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นเดียวกันกับปวีร์ทำให้เฌอเอมเข้าใจผิด ‘ฉันจะทำยังไงดี’ ไม่รู้ป่านนี้อีกฝ่ายจะโกรธแค่ไหน  

           ‘ถ้าเขาโทรมาอีกก็ต้องรับสาย นัดแลกโทรศัพท์กันก็จบมั้ง’ พนิตาแนะนำ  

           ‘รับสิ...เขาโทรมาแล้ว’ ชญายื่นโทรศัพท์คืนให้บุริมนาถ  

           สรุปแล้ว ปวีร์ต้องการให้เธอนำโทรศัพท์มือถือไปแลกเปลี่ยนกันที่รวมบาร์ เพราะเขาต้องเริ่มทำงานในอีกไม่กี่นาทีนี้  

           ‘เอาไงต่อล่ะทีนี้’ 

           บุริมนาถขอความเห็นจากเพื่อนๆ เธอไม่เคยแม้แต่จะคิดไปเที่ยวสถานบันเทิงกลางคืนทว่าตอนนี้ของใช้ส่วนตัวเธออยู่ที่นั่น  

           ‘ก็ต้องไปสิ พวกฉันพาไปเอง’ คนห่างการเที่ยวกลางคืนมาพักใหญ่อย่างชญารีบปั้นหน้าจริงจัง ‘ไม่ต้องห่วง ได้คืนปุ๊บฉันจะพาแกกลับห้องเลย’ หลอกเพื่อนให้ตายใจ  

           ‘โอเคค่ะ สักพักฉันกับเพื่อนจะไปที่รวมบาร์’ บุริมนาถบอกกับปลายสายก่อนกดวาง  

 

           รวมบาร์ : สิบเก้านาฬิกา  

           ภาพคนเรียงแถวยาวรอเข้าสถานบันเทิงเป็นสิ่งที่บุริมนาถไม่เคยเห็นมาก่อน เธอเคยเห็นแต่คนต่อแถวรอซื้อของลดราคาในห้างไม่ก็รอรับบัตรคิวร้านอาหารที่มีโปรโมชั่น ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนต่อแถวเข้าไปซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้ตัวเองเมามายไม่ได้สติ ตลอดยี่สิบเอ็ดปีของหญิงสาว เธอเข้าบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดินแทบทุกวัน มีบ้างบางครั้งที่ทางคณะหรือมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมถึงกลับช่วงกลางคืน โดยมีพ่อแม่ผลัดกันรับส่งตั้งแต่เด็กจนโต ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เธอไม่มีทางมาที่นี่แน่นอน  

           ชายร่างใหญ่ใส่เสื้อสีดำ หน้าตาน่ากลัวสองคนซึ่งถูกแต่งตั้งให้เป็น ‘การ์ด’ แยกกันอยู่หน้าทางเข้าสองฝั่ง พวกเขาทำหน้าที่ตรวจบัตรประชาชนและปั๊มสัญลักษณ์ของร้านลงบนหลังมือนักเที่ยวเพื่อให้รู้ว่าผ่านการตรวจสอบแล้ว  

           คนตรวจบัตรให้เธอ จ้องเธอสลับกับก้มดูบัตรประชาชนหลายรอบกว่าจะยอมปั๊มหลังมือให้ หลายคนทักว่าเธอหน้าเด็กกว่าอายุจริง การ์ดร้านนี้คงคิดเช่นกัน ยิ่งใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ร้องเท้าผ้าใบ รวมหางม้าและไม่แต่งหน้ามา เขาคงเข้มงวดเป็นพิเศษ  

           รวมบาร์เป็นสถานบันเทิงที่แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองส่วนไว้บริการลูกค้า ด้านหน้าเป็นลานซีเมนต์กว้าง ลึกเข้าไปเป็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายโกดังเก็บของขนาดใหญ่เปิดโล่งสามด้านมีเวทีอยู่ด้านในสุด เกือบทุกพื้นที่ในเวลานี้ถูกจับจองแทบทั้งหมด  

           ชญาดูเป็นงานที่สุดในกลุ่ม เธอมีเพื่อนหลากหลายในมหาวิทยาลัย ใครชวนเที่ยวที่ไหนก็ไป ตอนอายุครบยี่สิบก็รีบจัดปาร์ตี้ฉลองที่สถานบันเทิงที่ใหญ่สุดในเชียงใหม่ งานนั้นบุริมนาถไม่ได้ไปร่วมด้วย วันนี้ชญาจึงซอกแซกหาที่นั่งด้านในจนได้  

           ‘ไหนบอกว่ามาเดี๋ยวเดียวไง’ 

           ‘ก็ต้องนั่งรอปวีร์ก่อนไง มาแต่ไม่เจอเขาจะมาทำไมยะ’ ชญาค้อน มือกวักเรียกเด็กเดินอาหาร ‘น้องรู้จักพี่ปวีร์ใช่ไหม พอดีพวกพี่นัดคืนของให้เขา ช่วยบอกเขาหน่อยได้ไหม’ ต่อหน้าบุริมนาถ ชญาแกล้งถามเป็นการเป็นงาน แต่ช่วงท้ายแอบกระซิบกระซาบสั่งเครื่องดื่ม ‘น้องบอกว่าเดี๋ยวไปบอกปวีร์ให้ ให้สั่งอาหารช่วยน้องเขาก่อน’ เป็นที่รู้กันว่าถ้าสามารถเสนอขายอาหารและเครื่องดื่มให้ลูกค้าได้มาก พนักงานยิ่งได้ทิปมากขึ้น  

           ‘โน่นๆ เขาอยู่โน่น’  

           พนิตาชี้ชวนให้เพื่อนมองไปยังเวที ปวีร์ในชุดเดิมที่เจอที่น้ำพุร้อนสันกำแพงกำลังเดินขึ้นไปสมทบนักดนตรีคนอื่นๆ ลูกค้าสาวๆ ด้านล่างเริ่มขยับจากโต๊ะ กรูกันไปใกล้ๆ เวที เรียกให้เขาหันมา นักร้องหนุ่มของรวมบาร์คืนนี้ยักคิ้วลิ่วตาฉีกยิ้มกรุ้มกริ่มโต้ตอบอย่างน่าหมั่นไส้  

           ห้านาทีต่อมา ปวีร์กล่าวทักทายลูกค้าผ่านไมโครโฟนและทำหน้าที่ของเขาเต็มความสามารถ สาวๆ กรี๊ดกร๊าดตลอดหนึ่งชั่วโมงเต็ม ปิดท้ายด้วยกล่าวขอบคุณ รับเบียร์แก้วใหญ่จากผู้หญิงโต๊ะหน้าสุดมาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว  

           ‘เดินมาทางนี้แล้ว’  

           พนิตาดี๊ด๊าออกนอกหน้า หลังฟังปวีร์ร้องเพลง เธอวี้ดว้ายบอกเพื่อนว่าหลงเสน่ห์เขาเต็มเปาและน่าจะมีลูกค้าอีกหลายคนที่ตกอยู่ในอาการเดียวกัน สังเกตได้จากที่ปวีร์หยุดคุยกับสาวๆ แทบทุกโต๊ะระหว่างเดินมาหากลุ่มบุริมนาถ  

           ‘เท่สุดๆ เลย ญาก็เที่ยวออกจะปล่อยทำไมไม่เคยเจอปวีร์’  

           ชญายืนปรบมือเมื่อหนุ่มฮอตมาถึง เธอแปะมือลงบนเก้าอี้ข้างๆ บุริมนาถเชิงบอกให้ชายหนุ่มนั่งตรงนั้น ปวีร์ค้อมหัวให้แล้วหย่อนตัวลง ท่ามกลางสายตาพิฆาตหลายสิบคู่ที่อยากรู้ว่าทำไมปวีร์ถึงเลือกนั่งกับกลุ่มหญิงสาวกะโปโล แต่งตัวไม่เซ็กซี่เย้ายวนสักนิด  

           ‘คืนหนึ่งวิ่งงานหลายที่ ไม่เจอกันก็ไม่แปลกหรอก’ ปวีร์กึ่งพูดกึ่งตะคอกตอบเนื่องจากเสียงเพลงดังมาก  

           ‘มือถือฉันล่ะ’  

           บุริมนาถกระตุกชายเสื้อยืดคนข้างๆ เธอเบื่อที่จะอยู่ในสถานที่น่าอึดอัดนี้แล้ว ปวีร์ย่นคิ้วส่ายหัวบอกฟังไม่รู้เรื่อง บุริมนาถจึงยืดคอให้สูงขึ้นประจวบกับที่อีกฝ่ายเอียงตัวลงเพื่อจะฟังเธอได้ถนัด ปากของเธอจึงสัมผัสเข้ากับแก้มเข้าจังๆ ไม่ใช่แค่ชญา เฌอเอม พนิตาที่อึ้ง สาวๆ โต๊ะอื่นที่อยากรู้อยากเห็นอยู่แล้วถึงกับอ้าปากค้างกันเป็นแถบ  

           ‘บัว!’ พนิตาที่นั่งติดกันรีบดึงเพื่อนออกห่างปวีร์ ‘แกไม่ได้ดื่ม แกจะเมาดิบแบบนี้ไม่ได้นะ เพื่อนชอบของเพื่อน’  

           ‘ฉันไม่ได้ตั้งใจ เขาต่างหากที่ยื่นหน้ามา’  

           ถ้าในนี้ไม่มืด ทุกคนคงได้เห็นแก้มสีผลตำลึงสุกของบุริมนาถกันแล้ว เธอทั้งอายทั้งโกรธที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน  

           ‘ผมไม่ถือ ไม่เป็นไร’ 

           แน่ะ...บุริมนาถอยากชกเขาสักเปรี้ยง เธอไม่อยากหอมแก้มเขาสักหน่อย  

           ‘ฉันถามว่ามือถือฉันอยู่ไหน’  

           บุริมนาถกอดอกเดินหน้าทวงต่อ คราวนี้เป็นฝ่ายเธอเอนตัวไปข้างหลังเพราะเขาชะโงกหน้าเข้าใกล้ 

           ‘อยู่...หลัง...เวที’ 

           ‘แล้วทำไมไม่เอามาด้วยล่ะ’ 

           ‘พ่อกับแม่คุณกระหน่ำโทรเข้าไม่หยุด ผมไม่มีรหัสปลดล็อกจะทำยังไงก็ไม่ได้ มันน่ารำคาญเลยทิ้งไว้โน่น’  

           ‘งั้นรีบๆ ไปเอามาสิ’ 

           ‘ร้องเพลงมาเหนื่อยๆ ขอผมนั่งพักก่อนไม่ได้หรือไงคุณ รีบกลับเหรอ’  

           ‘ใช่ ฉันรีบกลับ’ 

           ‘แต่ดูเพื่อนคุณไม่คิดแบบนั้นนะ’ ปวีร์ยิ้มเจ้าเล่ห์แลมองเพื่อนเธอที่ยกแก้วดื่มกันไม่หยุด ‘ใช่ไหมครับญา เอม หมิว’ หาพวกเย้ยบุริมนาถต่างหาก  

           ‘ใช่ พวกฉันอยากคุยกับนักร้องหล่อๆ แกช่วยดื่มน้ำเปล่ารอก่อนนะบัว’ เฌอเอมพนมมือออดอ้อน ตาหวานเชื่อม เริ่มเมา ‘นะแกนะ นะคะคุณหนูบัว’  

           บุริมนาถถูกล้อเลียนมาตั้งแต่เด็กว่าเป็น ‘คุณหนู’ เพราะพ่อแม่ไม่อนุญาตให้ดื่มน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ ดังนั้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีโอกาสลงถึงท้องหญิงสาวแน่นอน  

 

           00.01 น.  

           หมดเวลาให้บริการของสถานบันเทิง นักท่องราตรีต่างทยอยกลับในสภาพแตกต่างจากตอนมา บุริมนาถมองเพื่อนทั้งสามที่ฟุบคาโต๊ะแล้วอ่อนใจ คิดหนักว่าจะพากลับยังไง  

           ‘นี่มือถือคุณ’  

           หญิงสาวที่กุมขมับอยู่สะดุ้ง ปวีร์มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง อันที่จริงเขานั่งดื่มกับสามสาว แต่เพิ่งลุกเมื่อไม่กี่นาทีก่อนร้านประกาศบอกเวลาเที่ยงคืน  

           ‘นี่ค่ะ’  

           ประหนึ่งรอเวลานี้มานาน บุริมนาถดึงโทรศัพท์มือถือตัวเองกลับมาแล้วส่งเครื่องของเขาคืน  

           ‘พวกคุณเอารถมอเตอร์ไซค์มากันเหรอ'  

           ‘ค่ะ’ 

           ‘แล้วจะกลับยังไง’  

           ‘ไม่รู้เหมือนกัน ฉันไม่เคยมาเที่ยวแบบนี้’ หญิงสาวตอบซื่อๆ ‘คุณขำอะไร’ เธอถลึงตาโต โมโหเขาที่เอาแต่หัวเราะ 

           ‘ขอโทษๆ ผมไม่คิดว่าจะเจอสาวอินโนเซนต์เพิ่งมาร้านเหล้าครั้งแรก งั้นผมขับรถไปส่งคุณกับเพื่อนเอง’ 

           ‘รบกวนคุณรึเปล่า’ 

           ‘ไม่เป็นไร ผมเต็มใจ เดี๋ยวรอผมอยู่หน้าร้านนะ’ 

           คนไม่มีทางเลือกพยักหน้ารับ ยอมให้ปวีร์บอกพนักงานมาช่วยประคองเพื่อนรักไปรอชายหนุ่มหน้าร้าน ครู่เดียวรถญี่ปุ่นคันเล็กสีขาวแล่นมาจอดริมทางเท้าที่บุริมนาถยืนอยู่ พนักงานเปิดประตูรถ ดันคนเมาแอ๋นั่งรวมกันไว้เบาะหลัง ให้บุริมนาถนั่งข้างคนขับ  

           ‘นี่รถคุณเหรอคะ’ 

           พรมปูคอนโซลหน้ารถสีชมพูกับตุ๊กตาคิตตี้เป็นเหตุให้บุริมนาถเอ่ยถามหลังบอกชื่อหอพักของชญาให้ปวีร์รู้  

           ‘รถผู้จัดการร้านน่ะ ผมยืมมา’  

           พอหมดคำถาม บรรยากาศในรถเงียบก็เงียบสงัดจนถึงหอพักของชญา บุริมนาถคอยเปิดประตูห้องให้ปวีร์แบกเพื่อนสาวเธอมานอนที่เตียง ทีแรกเธอกะจะหาทางขอบคุณแล้วบอกให้เขากลับ หากแต่อาการทรงตัวไม่อยู่ของชายหนุ่มทำให้เธอนึกสงสารเขา ความจริงคงเมาเหมือนกันแต่อาการไม่ชัดเจนแบบผู้หญิง  

           ‘น้ำค่ะ’  

           บุริมน้ำรินน้ำเย็นใส่แก้วให้ปวีร์ เขารับแก้วไว้ ค่อยๆ ทรุดตัวพิงผนังข้างประตูห้อง แล้วดื่มน้ำจนหมดแก้ว  

           ‘คุณพักที่นี่เหรอ’ 

           ‘เปล่าค่ะ ฉันอยู่บ้านแต่คืนนี้ว่าจะค้างที่นี่’  

           หญิงสาวนั่งลงบ้าง เธอพิงปลายเตียงตรงข้ามกับชายหนุ่ม เห็นหน้าเขาชัดๆ ก็ตอนนี้ เครื่องหน้าปวีร์จัดว่าดูดีระดับ Cute boy มหาวิทยาลัยสมัยนี้ คิ้วเข้ม ตาเรียวรับกับจมูกและปาก แต่น่าจะนอนน้อย ขอบตาล่างคล้ำเชียว หนวดเคราเริ่มขึ้นตอเขียวๆ  

           ‘ผมว่า...คุณจ้องผมอยู่นะ อยากไล่ผมกลับเหรอ ผมกลับแน่แต่ขอพักสายตาสักสิบห้านาทีได้ไหม เริ่มมึนๆ แล้ว’ ปวีร์บีบขมับ พูดเสียงอ้อแอ้ ‘ผมสาบานได้ ผมไม่ทำอะไรคุณกับเพื่อนหรอก ให้คุณนั่งเฝ้าจนครบสิบห้านาทีเลยอะ แล้วปลุกผมด้วย’  

           ‘แต่...’  

           บุริมนาถถอนหายใจ พูดไม่ทันจบประโยคปวีร์ก็ชิงหลับเสียดื้อๆ สุดท้ายสาวอนามัยที่ปกติเข้านอนสี่ทุ่มทุกคืนก็พ่ายแพ้ต่อความง่วง เผลอกอดเข่าหลับไม่รู้ตัว  

           ยี่สิบนาทีให้หลัง...ปวีร์สะดุ้งตื่นเพราะชญาละเมอผุดลุกขึ้นมาขอดื่มอีกแก้วแล้วทิ้งตัวหลับเหมือนเดิม แต่คนถูกปลุกอย่างเขาพอเห็นบุริมนาถนั่งคอพับก็หลับต่อไม่ลง ชายหนุ่มหยิบตุ๊กตาตัวแบนบนหัวเตียงชญาลงมาวางบนพื้น ‘ขอโทษนะ’ เขาค่อยๆ ดึงตัวหญิงสาวเข้าหา รูดยางรัดผมออก จับเธอพลิกตัวนอนลงในท่าที่สบาย ‘สวยไม่ใช่เล่นเลยนะเรา’ ปวีร์ยิ้มกว้าง ฉกฉวยนาทีทองมองสาวตรงหน้า  

           บุริมนาถสวยแบบสาวไทย ตาสวย จมูกโด่งรั้น มีคาง มีกราม แค่จินตนาการว่าเธอยิ้ม โลกคงสุกสกาวกว่าดาวดวงไหนๆ  

 

           ช่วงสายวันต่อมา บุริมนาถตื่นนอนเป็นคนแรก อารามตกใจที่ตัวเองเผลอหลับ กวาดสายตามองรอบห้องไม่เห็นเงาปวีร์ เขาคงกลับไปแล้วและน่าจะเป็นคนจัดแจงให้เธอนอน เพราะเพื่อนเธอยังไม่ได้สติกันสักคน  

           หญิงสาวนอนเล่นโทรศัพท์มือถือฆ่าเวลา เลื่อนฟีดข่าวในเฟซบุ๊กเรื่อยๆ ก็เจอแฟนเพจร้านรวมบาร์ บุริมนาถลองกดเข้าไปดู มีวิดีโอบันทึกการแสดงของนักร้องเมื่อคืนซึ่งหนึ่งในนั้นคือปวีร์ ตอนนั้นเธอนั่งไกลจากเวทีพอสมควรเลยไม่ได้เห็นสีหน้า แววตาแห่งความตั้งใจของเขาชัดเจนขนาดนี้  

           รอยยิ้มที่ปวีร์อยากเห็น ผุดขึ้นบนใบหน้าขาวนวล  

           รอยยิ้มที่เขาอยากเห็นคือรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเพราะเขา  

           ทว่ารอยยิ้มนั้นอายุสั้นนัก เมื่อบุริมนาถเลื่อนเจอความคิดเห็นใต้วิดีโอ        

 

           June Wish  

           ทำไมคุณแฟนน่ารักขนาดนี้ ละลายเลย J 

           Pattarapohn Chanon 

               วีของเค้า >_<  

           Fairy Mint 

           อย่าเสียเวลาแย่งกัน PaV Pateeptara ของเราคนเดียว  

           PaV Pateeptara  

               ไม่ทะเลาะกันครับ รักทุกคน Y 

            

           ความคิดเห็นสาวๆ นั่นไม่เท่าไหร่ แต่คนถูกกล่าวถึงจำเป็นต้องตอบกลับหวานแหววเบอร์นั้นเลยหรือ นี่แหละที่ทำบุริมนาถหัวเสีย ว่าแล้วเธอก็กดเข้าไปส่องเฟซบุ๊กปวีร์ รูปโปรไฟล์เขาเป็นรูปเดียวกับบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ  

 

           PaV Pateeptara อยู่ที่ รวมบาร์ เชียงใหม่  

               10 นาที ž ü               

           อยากเห็นดอกไม้แสนสวยยิ้มแย้มบ้าง  

                       Inhyong TT หมายถึงดอกไม้ดอกไหนนะ ไม่ลงรูปด้วย กลัวเสียใจจัง  

                       Beena Maria ดอกไม้จริงๆ ใช่ไหม อย่าเป็นคนเลยนะ T_T  

            

           กระแสตอบรับโพสต์ล่าสุดของปวีร์กำลังร้อนแรง คนถูกใจทั้งหมดสองร้อยกว่าคน มีคอมเมนต์อีกร้อยกว่า เกินครึ่งเป็นผู้หญิงที่กลัวเขามีแฟน  

           นั่นสิ...ดอกไม้แสนสวยจะยิ้มแย้มได้ยังไง เขาต้องการสื่อถึงใครสักคนหรือสร้างกระแสเฉยๆ หากเป็นอย่างหลังบุริมนาถขอเบ้ปากประณามวิธีเช็คเรตติ้งของชายหนุ่ม  

               เอ๊ะ! คอมเมนต์ล่าสุดเหรอ 

            

               Peck Wasin ในฐานะเพื่อนยี่สิบปีของมึง มึงแอบชอบใครอยู่แน่ๆ กูรู้! 

           PaV Pateeptara @Peck Wasin รู้มาก หุบปากไปเลย จะนอนแล้ว 

            

           ทำไมแค่อ่านที่เขาโต้ตอบกับเพื่อนสนิท หญิงสาวถึงรู้สึกโหวงๆ ด้วยนะ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  

 

 

* เพลง Jeep ศิลปิน วัชราวลี 

ความคิดเห็น