facebook-icon

ฝากคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ทางแยกที่หนึ่ง : แยกทาง ll ทางแยก

ชื่อตอน : ทางแยกที่หนึ่ง : แยกทาง ll ทางแยก

คำค้น : #ธัญล่าฝันซีซั่น3 #ธัญวลัยxสถาพรบุ๊คส์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.พ. 2564 15:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ทางแยกที่หนึ่ง : แยกทาง ll ทางแยก
แบบอักษร

1 

               เดือนกันยายน เวลา 09.30 น.  

            : มนารมณ์ อะพาร์ตเมนต์ 

  

               ไม่มีการแจ้งเตือนสภาพอากาศแปรปรวนจากกรมอุตุนิยมวิทยาในเช้าวันนี้ ทว่าพายุอารมณ์ลูกใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ ‘มนารมณ์ อะพาร์ตเมนต์’

               รถซีดานสีเทาถอยเข้าช่องจอดอย่างรวดเร็ว เหลือพื้นที่ซ้ายขวาข้างตัวรถเท่ากันพอดิบพอดี บ่งบอกถึงความชำนาญของผู้ขับขี่และความถี่ในการมาเยือนสถานที่นี้ได้เป็นอย่างดี ทันทีที่ระบบการทำงานของยานยนต์ดับลง คนด้านในรีบผลักประตูสุดแรง ก่อนเบียดตัวออกมาด้านนอก คว้ากระเป๋าสะพายบนเบาะนั่งข้างคนขับได้ก็ปิดประตูกดรีโมตล็อกอัตโนมัติ

               ชนวนเหตุที่ทำให้ ‘บุริมนาถ’ ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลธีมานภสินธุ์ซึ่งดำเนินกิจการโรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดังระดับต้นๆ ในเชียงใหม่ ยื่นใบลาหยุดต่อบิดากะทันหันแล้วปรี่ออกจากบ้านในเช้าวันทำงานมาถึงที่นี่ เพราะมี ‘ผู้หวังดี’ ส่งคลิปวิดีโอแสดงเหตุการณ์ขณะ ‘ปวีร์’ แฟนหนุ่มที่คบหากันมานานกว่าสี่ปีพาผู้หญิงคนหนึ่งเข้าห้องพักเมื่อคืน ร่างบางเดินเชิดหน้าข่มความร้อนรุ่มดั่งภูเขาไฟพร้อมปะทุในอก ประคองสติตัวเองจนถึงจุดหมาย

               ห้องพักของปวีร์!  

               ที่ผ่านมาใช่ว่าความรักระหว่างบุริมนาถกับปวีร์จะราบรื่น พ่อแม่ของเธอหัวโบราณและค่อนข้างมีหน้ามีตาในแวดวงการศึกษา พวกท่านจึงอยากให้เธอเจอคนที่รักและพร้อมสนับสนุนเธอได้ ในขณะที่ทุกวันนี้ปวีร์รับงานร้องเพลงกลางคืนตามร้านอาหารและสถานบันเทิงเป็นหลัก งานเสริมช่วงกลางวันคือรีวิวสินค้าที่แบรนด์ต่างๆ ส่งมาให้ เพราะยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียของเขามีหลายหมื่นคน

               ความจริงชายหนุ่มส่งตัวเองเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้ก็เพราะงานกลางคืน ช่วงคบหากันใหม่ๆ เธอประทับใจที่เขารู้จักทำมาหากิน ไม่รอแต่เงินจากคนทางบ้านเหมือนนักศึกษาส่วนใหญ่ ทว่าหลังเรียนจบ...ปวีร์ยังรักอิสระ ยึดอาชีพเดิมด้วยความชอบ ทั้งๆ ที่เคยสัญญาจะปรับปรุงตัวเอง แต่กระทั่งถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แฟนหนุ่มเอ้อระเหยลอยชายไม่ยอมหางานที่มั่นคงทำ พ่อแม่ของเธอเลยมึนตึงใส่เขาทุกครั้งที่พบหน้า

               นอกจากเรื่องงานแล้ว เรื่องผู้หญิงคืออีกเรื่องหนึ่งที่บุริมนาถอดระแวงไม่ได้ ปวีร์จัดอยู่ในประเภทผู้ชายหน้าตาดี มีเสน่ห์เหลือล้นเวลาร้องเพลงบนเวที บวกกับเข้าสังคมเก่ง พวกนักท่องราตรีสาวๆ พากันหลงหัวปักหัวปำ คืนไหนที่เธอว่างไปนั่งเฝ้าเขา ต่อมความหึงหวงยิ่งทำงานหนัก ลงเอยด้วยการทะเลาะกันประจำจนเพื่อนสนิทแนะนำให้เลิก หลายครั้งบุริมนาถยอมถอยออกมา แต่ผ่านไปไม่นานก็แพ้ใจตัวเองกลับไปหาเขาอีก ส่วนปวีร์ไม่เคยง้อขอคืนดีสักครั้ง บุริมนาถคิดว่าเพราะความรักบังตา เธอถึงโง่จนถูกเขาสวมเขาในวันนี้

               บุริมนาถยืนรวบรวมสติที่ใกล้ขาดผึงอยู่หน้าห้องเกือบสามนาที ก่อนตัดสินใจใช้คีย์การ์ดสำรองที่ปวีร์เคยให้เปิดประตูเข้าไปเผชิญหน้ากับความจริง

               คัทชูส้นแบนเหยียบโดนกระป๋องเบียร์ที่ตกเกลื่อนพื้นห้องเสียงดังกรอบแกรบโดยไม่ตั้งใจ บนโต๊ะอาหารมีเศษของกินหกเลอะเทอะ กล่องโฟมและแก้วน้ำกองพะเนินเทินทึก หญิงสาวแค่นยิ้มแกนๆ แค่เธอไม่เก็บซองขนมทิ้งถังขยะหลังกินหมด เขายังบ่นเกือบครึ่งชั่วโมง แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครถึงได้รับอภิสิทธิ์ที่เธอไม่เคยได้รับ

               บุริมนาถแทรกตัวผ่านประตูกระจกบานเลื่อนที่กั้นระหว่างส่วนรับแขกกับห้องนอนซึ่งถูกเปิดค้างเอาไว้ โดยไม่ต้องพะวงจะแหวกหญ้าให้งูตื่น เท้าน้อยๆ ชะงักงันอยู่ข้างเตียง สายตาจับจ้องสาวผมน้ำตาลที่นอนคุดคู้ห่มผ้าถึงใต้สะดือ เผยเรือนร่างส่วนบนที่สวมใส่เพียงเกาะอกตัวจิ๋ว ไม่นานนักเธอคนนั้นค่อยๆ ลืมตาราวกับสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นผิดปกติ

               “โอ๊ะ!” คนถูกจู่โจมกะทันหัน ตาเบิกโพลง ปากหลุดอุทานเบาๆ เมื่อเห็นผู้มาเยือนที่แม้จะอยู่ในชุดสีเรียบทว่าดูสวยสง่า หากแววตาฉายความคุกรุ่นพร้อมแผดเผาเธอเป็นจุณโดยง่ายดาย กว่า ‘พิชญา’ จะหลุดจากภวังค์ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกายที่สภาพไม่เรียบร้อยเท่าใดนักก็สายเกินแก้ตัวเสียแล้ว “วะ...วี....วี....วี” เธอตะโกนเรียกหาเพื่อนร่วมชะตากรรม

               “อะไรครับที่รัก” เสียงตอบรับดังมาจากในห้องน้ำ

               เพียงเท่านั้นน้ำตาที่บุริมนาถพยายามสะกดไว้ก็ไหลทะลักเหมือนเขื่อนแตก ฝั่งหญิงสาวบนเตียงกัดปากล่าง ทำหน้าเบ้กับสถานการณ์ที่แย่ลงกว่าเดิม ไม่ช้าไม่นาน ‘ต้นเหตุของปัญหา’ ก็เปิดประตูออกมา

               “บัว!” ปวีร์ที่เวลานี้มีเพียงผ้าเช็ดตัวสีเทาพันกายท่อนล่างตกใจไม่แพ้กัน น้ำตาที่อาบท่วมหน้าสวยๆ ของแฟนสาวทำเอาใจคอไม่ดี “ฟังวีอธิบายก่อนนะบัว” ชายหนุ่มย่างเข้าหาบุริมนาถแต่เธอถัดเท้าถอยหลังหนี เขาเข้าใจความต้องการอีกฝ่ายจึงหยุดอยู่กับที่  

               “พูดมาสิ...บัวจะลองฟัง” คนเสียใจฝืนพูดเสียงตะกุกตะกักเป็นช่วงๆ

               “มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะ ฉัน...”

               พิชญาที่ฉวยโอกาสพูดแทรกต้องปิดปากตัวเองอีกครั้ง เมื่อบุริมนาถกับปวีร์หันขวับไปจ้องเธอพร้อมกัน ปวีร์ส่งสัญญาณผ่านสายตาให้ออกจากห้องไปก่อน ส่วนเกินอย่างพิชญารีบหยิบเสื้อคลุมที่ตกข้างเตียงขึ้นมาใส่แล้ววิ่งแจ้นหนีจากพื้นที่เสี่ยงภัย

               “ทำไมบัวไม่บอกก่อนว่าจะมา”

               ทั้งหน้าทั้งเสียงปวีร์เคร่งเครียด ตั้งแต่คบกันมา ทะเลาะเบาะแว้งกันหลายหนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องที่แฟนสาวคิดไปเอง ทว่านี่นับเป็นครั้งแรกที่บุริมนาถร้องไห้หนักขนาดนี้ต่อหน้าเขา การเกลี้ยกล่อมให้เธอสงบลงถือว่ายากในสถานการณ์ตอนนี้

               “ถ้าบัวบอกก่อน บัวคงไม่เห็นอะไรแบบนี้ แล้วก็คงถูกวีหลอกไปอีกนาน”

               หญิงสาวสะอื้นไห้ตัวสั่นเทิ้ม ความรู้สึกเหมือนโลกพังทลายลงต่อหน้าที่เขาว่ากัน วันนี้เธอเพิ่งเข้าใจ

               “มันไม่ใช่อย่างที่บัวคิดนะ คือ...” เจ้าของห้องพยายามพูดแทรกเพื่ออธิบาย

               “บัวคิดอะไร วีรู้เหรอ” บุริมนาถยกหลังมือปาดน้ำตา ไม่เปิดโอกาสให้เขา “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วีพาผู้หญิงคนนั้นมาห้องนี้ใช่ไหม” เธอถามคำถามที่รู้คำตอบดีอยู่แล้วเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกเหมือนกันที่เธอได้รับคลิปวิดีโอ “บัวคงคิดในทางที่ดีไม่ได้จริงๆ สิ่งที่บัวคิดมาตลอดทางคือบัวพอแล้ว บัวอยากหยุดความรักบ้าบอที่ต้องพยายามอยู่คนเดียวนี่สักที” หญิงสาวเผยชุดความคิดแสนเจ็บปวดในหัวให้ชายคนรักรับรู้เสียงเครือ  

               “บัว” หัวใจชายหนุ่มกระตุกวาบ ระยะห่างระหว่างเขากับบุริมนาถในความเป็นจริงไม่ถึงเมตร ทว่าในใจคล้ายห่างกันเหลือเกิน ความรู้สึกของ ‘การสูญเสีย’ ที่เขาเกลียดชังกลับมาอีกแล้ว

               “เราเลิกกันเถอะ”

               “ไม่!” ปวีร์ก้าวเพียงก้าวเดียวก็ถึงตัวบุริมนาถ ชายหนุ่มดึงคนตัวเล็กเข้ามากอด “บัวใจเย็นๆ ก่อนได้ไหม ฟังวีก่อน” พูดพลางกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น บุริมนาถดิ้นขลุกขลักไม่หยุด

               “ปล่อยบัวนะ กอดผู้หญิงคนอื่นแล้วอย่ามาแตะตัวบัวอีก” คิดแล้วบุริมนาถก็ยิ่งเจ็บใจ รู้ทั้งรู้ว่าเธอรักเขาถึงหึงหวงมาก แต่เขายังกล้านอกใจนอกกายเธออีก

               “โอ๊ย!”

               ปวีร์ร้องลั่นหลังโดนบุริมนาถกัดเข้าจังๆ ตรงหน้าอก หลังเท้าก็ถูกกระทืบเต็มแรง หญิงสาวได้จังหวะตอนเขาเผลอคลายมือตามปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ดิ้นตัวหลุดจากพันธนาการ แวบหนึ่งเห็นรอยฟันเด่นหรากลางอกปวีร์แล้วรู้สึกผิด แต่ต้องใจแข็งเพื่อตัวเอง

               “บัวทุ่มเทกับความรักของเรามาตลอด เป็นกำลังให้วีเสมอไม่ว่าวีจะทำอะไร ทั้งเรื่องที่บัวชอบและไม่ชอบ บัวพยายามปรับพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อวี แต่วีทำอะไรให้บัวบ้าง รับปากจะหางานทำ รับปากจะไม่เกินเลยกับผู้หญิงคนอื่น วีรับปากทุกอย่างแต่ทำไม่ได้สักอย่าง วีทำได้ยังไง...ให้เขามานอนบนเตียงที่เป็นที่ของบัวได้ยังไง” บุริมนาถร้องเสียงแหบแห้ง กำมือเล็กทุบหน้าอกตัวเอง เริ่มหายใจหอบถี่ “บัวคืนให้...” บุริมนาถล้วงกล่องกำมะหยี่ในกระเป๋าสะพายโยนลงบนผ้าปูเตียงยับยู่ยี่แล้วหันหลังตั้งท่าเดินหนี  

               ปวีร์อึ้ง...รู้ดีว่าในกล่องคือสร้อยคอที่เขาเคยซื้อให้ตอนขอเธอเป็นแฟน เธอเคยสัญญาจะเก็บมันไว้ตลอดไป

               “บัว...”

               ชายหนุ่มพุ่งเข้ากอดบุริมนาถทางด้านหลังหวังให้อารมณ์เธอสงบลง แต่หารู้ไม่ว่าผลกลับตรงกันข้าม ภาพความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาในหัวหญิงสาวประหนึ่งมีจอฉายภาพสี่มิติตรงหน้า

             

               สองปีก่อน  

           “ทำไมวีถึงย้ายมาอยู่ที่นี่ล่ะ” 

            ปวีร์แสร้งชวนบุริมนาถออกมาทานข้าวด้วยกันในวันหยุด แต่จริงๆ ซ้อนแผนเซอร์ไพรส์พาเธอมาห้องพักใหม่ที่ใหญ่กว่าที่เดิม ทำให้บุริมนาถอดสงสัยไม่ได้ เพราะที่พักเดิมใกล้กับร้านประจำที่ปวีร์ทำงานมากกว่า  

           “ที่โน่นเสียงเตียงมันดัง เวลาเรา...”  

           “ทะลึ่ง!” 

           คนหน้าแดงก่ำยกมือปิดปากแฟนหนุ่มให้หยุดร่ายต่อ แม้เธอกับเขาผ่านการมีสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันแล้วแต่บุริมนาถกระดากอายเวลาเขาพูดเรื่องนี้ ปวีร์ดึงมือเธอลง สองแขนโอบรอบเอวบางไว้หลวมๆ  

           “อยากทดสอบเตียงห้องนี้ไหม” 

           ว่าแล้วก็ดันตัวหญิงสาวให้นอนราบบนเตียงนุ่มเบาๆ บุริมนาถไม่พอใจหากแต่เสียงประท้วงถูกยับยั้งด้วยจูบรสหวานจากชายคนรัก ห้วงเวลาที่บุริมนาถกำลังเคลิบเคลิ้มเผยอริมฝีปากให้ลิ้นอีกฝ่ายดุนดันเข้ามาเกี่ยวตวัดกับลิ้นตัวเอง มือหนาก็ค่อยๆ จัดการกระดุมเสื้อและกางเกงเธอออกทีละเม็ดอย่างชำนาญ กว่าจะรู้สึกตัว...ปวีร์ก็สอดมือมากลางแผ่นหลังปลดตะขอเสื้อชั้นในเรียบร้อยแล้ว บุริมนาถไม่ขัดขืน มองเขาด้วยแววตาหวานซึ้ง ให้ความร่วมมือกับบทเพลงรักที่เขามอบให้อย่างเต็มใจ  

 

               ใครจะคิดว่าความทรงจำดีๆ ในวันนั้นจะทำให้เธอทรมานเจียนจะขาดใจตายตอนนี้     

               “อย่าเจอกันอีกเลยนะ...” บุริมนาถหลับตา ส่ายศีรษะขับไล่ภาพเก่าๆ เหล่านั้น “บัวสัญญาว่าครั้งนี้จะไปจริงๆ วีจะได้เริ่มต้นกับคนใหม่แบบไม่ต้องหลบซ่อนอีก” ทันทีที่พูดจบ หญิงสาวแกะมือที่กอดรัดตัวเธอลง รีบเดินตรงออกจากห้อง ไม่สนใจปวีร์ที่ตามมาถึงหน้าห้องก่อนแสดงอาการฟึดฟัดขัดใจสภาพไม่เรียบร้อยของตัวเอง จำต้องวิ่งกลับเข้าไปจัดการใส่เสื้อผ้า  

               “บัว! บัว!”

               “ลาก่อนวี...”

               บุริมนาถทิ้งคีย์การ์ดไว้บริเวณทางเดิน หอบหัวใจช้ำรักมาถึงรถและขับออกจากอะพาร์ตเมนต์ไปตามเส้นทางที่คุ้นชิน

               น่าแปลกที่ระบบปรับอากาศในรถทำงานปกติ อุณหภูมิถูกตั้งไว้ที่ 21 องศา บุริมนาถหนาวแต่เหงื่อกลับผุดท่วมกาย เธอรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เกร็งข้อมือจับพวงมาลัยรถไว้ เมื่อใกล้ถึงสี่แยกไฟแดงหน้าห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเชียงใหม่ หญิงสาวรีบใช้เท้าแตะเบรกแต่ไกลเพื่อชะลอความเร็วรถ แต่เพราะมีสิ่งรบกวนรอบด้าน จึงเผอเรอเหยียบเบรกแช่ไว้ไม่ได้ดันคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง N (เกียร์ว่าง) หรือตำแหน่ง P สำหรับจอดนิ่งอย่างที่ควรปฏิบัติ  

               ภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติชายหญิงจับมือกันเดินข้ามทางม้าลายดึงดูดสายตาคนสติไม่สมบูรณ์เต็มร้อยให้นึกถึงตอนที่ปวีร์พาเธอข้ามถนน เขาบอกว่าเธอซุ่มซ่ามเลยไม่เคยปล่อยให้ข้ามถนนเอง

               คิดแค่นั้น...อาการวิงเวียนศีรษะก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับอาการแน่นกลางหน้าอกที่ไม่ทุเลาลงเสียที ยิ่งบุริมนาถร้องไห้ ช่วงจังหวะหายใจเข้าออกยิ่งหอบถี่

               เธอหายใจไม่ออก!

               ประสาทการมองเห็นเริ่มพร่ามัว หญิงสาวยกมือสองข้างขึ้นกอดตัวเองอย่างทรมาน กัดริมฝีปากล่างจนเลือดซึม ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างกายเริ่มชักเกร็ง ส่งผลให้เท้าขวาละจากแป้นเบรก รถจึงเคลื่อนชนท้ายรถหรูคันข้างหน้าเสียงดังโครม

               “ช่วยด้วย...”

               บุริมนาถเปล่งเสียงร้องแทบไม่เป็นภาษาออกมาก่อนความมืดจะพรากสติของเธอ

               ไม่นะ!

 

               เวลา 11.00 น.  

               

               “A B C D E F G

               H I J K L M N O P

               Q R S T U V

               W X Y and Z

               Now I know my ABC’s

               Next time won’t you sing with me"* 

            

           เสียงร้องนุ่มๆ ที่ประสานเข้ากับเสียงเปียโนช่างแสนไพเราะในความคิดเห็นครูปฐมวัยอย่างบุริมนาถ ระบบประมวลผลของสมองบอกว่าเสียงที่ได้ยินไม่ตรงกับเสียงครูคนไหนในโรงเรียนอนุบาลนภสินธุ์ แล้วนี่เป็นเสียงของใครกันที่ปลุกเธอตื่นพร้อมอาการแน่นหน้าอกที่หายไป

               บุริมนาถลืมตาขึ้นช้าๆ สิ่งแรกที่เห็นคือแชนเดอเลียร์คริสตัสบนเพดานสูง ดูหรูหราอลังการเกินกว่าจะประดับในโรงพยาบาลไม่ว่ารัฐหรือเอกชน

               เธออยู่ที่ไหนกันแน่!

               แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่โรงพยาบาลหรือที่ที่เธอเคยมาอย่างแน่นอน

               “ตื่นแล้วเหรอครับ”

               บทเพลงไพเราะหยุดกะทันหัน เจ้าของเสียงร้องเมื่อครู่เอ่ยถาม บุริมนาถกระวีกระวาดลุกขึ้นนั่ง คราวนี้มองเห็นภาพชัดแจ๋ว คนที่กำลังตรงมาหาเธอที่เตียงเป็นผู้ชายตัวสูง ประมาณจากสายตาคงเกือบๆ สองเมตร ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงสแล็กส์สีดำเรียบกริบไม่มีรอยยับ

               “คุณเป็นหมอเหรอคะ”

               คนไม่สบายถามกลับอย่างใคร่รู้ตอนเขาทรุดตัวนั่งข้างๆ หลงลืมว่าเพิ่งตัด ‘โรงพยาบาล’ ออกจากสถานที่ในข้อสันนิษฐาน

               บุริมนาถถือวิสาสะสำรวจใบหน้าหล่อเหลา คิ้วเข้มนั้นเหยียดตรง ปลายคิ้วตวัดลงตรงกับหางตา หญิงสาวกวาดสายตามองไล่มาหาจมูกโด่งและปากรูปกระจับดุจเทพเจ้าบรรจงวาดอย่างลืมตัวดั่งต้องมนต์สะกด เธอไม่เคยเจอนายแพทย์ที่มีกายหยาบสมบูรณ์แบบขนาดนี้มาก่อน

               “เปล่าครับ” เขาฉีกยิ้มโชว์ฟันขาวเรียงตัวเป็นระเบียบและให้คำตอบที่คนถามถึงกับหน้าเสียเมื่อได้ยิน “ผมเป็นเจ้าของรถที่คุณขับชนท้ายครับ”

               “ฉันขอโทษด้วยนะคะ คุณเป็นอะไร บาดเจ็บตรงไหนไหมคะ” คนผิดเอียงตัวซ้ายขวาสอดส่ายสายตาสำรวจอาการคู่กรณี จิตใต้สำนึกสั่งให้รับผิดชอบความประมาทเลินเล่อของตัวเอง

               “ผมไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนครับ แต่คุณอาการหนักนะครับคุณบุริมนาถ” บุรุษนิรนามส่ายศีรษะปฏิเสธพลางชี้นิ้วมาที่บุริมนาถ

               “เอ๊ะ...คุณเรียกฉันว่าอะไรนะคะ” เจ้าของชื่อแปลกใจ จ้องชายหนุ่มตาโต

               “บุริมนาถครับ คุณบุริมนาถ ธีมานภสินธุ์” เขาทวนซ้ำดังที่เธอต้องการพร้อมต่อท้ายด้วยนามสกุล

               “คุณรู้ได้ยังไงคะ”

               “คุณขับรถชนรถผมแล้วหมดสติไป ผมเลยต้องค้นหาเอกสารที่ระบุตัวตนคุณเพื่อจัดการปัญหาตอนนั้น ขอโทษที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อนนะครับ”

               “ไม่เป็นไรค่ะ” บุริมนาถยกมือขึ้นโบกปัดพัลวัน เห็นสีหน้าสำนึกผิดนั้นแล้วละอายใจ “แต่ตอนนั้นคนน่าจะเยอะมาก ไม่มีใครรู้จักบัว เอ่อ...รู้จักฉันเลยเหรอคะ” ลึกๆ บุริมนาถอดคาดหวังไม่ได้ว่าปวีร์น่าจะตามเธอมา ทันเห็นเหตุการณ์ร้ายแรงนั้น

               “ไม่มีครับ” เขาตอบเสียงเรียบ “ถึงสถานการณ์ที่ทำให้เราพบกันจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณบัว ผมสหัสวรรษครับ” หนุ่มหล่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการพลางยื่นมือมาตรงหน้าบุริมนาถ

               “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณสหัสวรรษ”

               บุริมนาถจับมือคนตรงหน้าตามมารยาท เธอสัมผัสได้ว่ามือเขานุ่มแต่เย็นมากหรือว่าเป็นมือเธอเองที่เย็น เพราะเห็นรอยยิ้มหวานกระชากใจบนหน้าหล่อๆ ของสหัสวรรษ  

               บ้าไปแล้วยายบัว! เธอเพิ่งอกหักมานะ

               บุริมนาถก่นด่าตัวเอง อุดมการณ์ด้านความรักของเธอคือแน่วแน่ ซื่อสัตย์ ไม่หวั่นไหวกับผู้ชายคนอื่นเพียงเพราะเขาหล่อกว่าแฟนตัวเอง พอรักสะดุดจะรีบกระโดดลงเรือทุกลำที่แล่นผ่านมาไม่ได้เด็ดขาด

               “เรียกผมว่าทูเดย์ก็ได้ครับ”

               “ค่ะ คุณทูเดย์” เจ้าของดวงหน้าหวานรับคำอย่างว่าง่าย สหัสวรรษคงสะดวกใจจะให้เรียกชื่อเล่น เธอต้องทำตามนั้น 

               “เรียกทูเดย์เฉยๆ สิครับ เรารุ่นเดียวกัน ผมเห็นจากบัตรประชาชน ผมจะขอเรียกคุณว่าบัวเหมือนกัน”

               บุริมนาถนึกไม่ถึงว่าสหัสวรรษจะช่างจดจำรายละเอียด มิหนำซ้ำยังแสดงความเป็นมิตรกับพวกชอบสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านบนท้องถนนแบบเธออีก ที่เคยเห็นในละครไทยบ่อยๆ เวลาเกิดอุบัติเหตุทำนองนี้ คนรวยมักลงมาดูแคลนคนจน เดือดดาลดั่งยักษ์พิโรธ ต่างจากสหัสวรรษลิบลับ

               “ค่ะทูเดย์” ปกติบุริมนาถไม่ใช่คนไว้เนื้อเชื่อใจหรือสนิทชิดเชื้อกับใครง่ายๆ หญิงสาวถึงโมโหเวลาปวีร์คุยกับใครก็กลายเป็นเพื่อนหมดและลดความสำคัญเธอลงเรื่อยๆ ทว่ากับสหัสวรรษ เขาเหมือนมีบางอย่างที่ทลายกำแพงส่วนตัวเธอได้ บุริมนาถถึงเลือกไม่ประหยัดคำพูด กล้าถามคำถามที่อยากรู้ “ขอโทษนะคะ บัวถามได้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน ทำไมบัวมาอยู่ที่นี่ได้”

               “ถามได้สิครับ” สหัสวรรษผู้ใจดีพยักหน้า “โชคดีที่คนที่นั่งรถกับผมตอนเกิดอุบัติเหตุคือหมอประจำตัวของผมเอง เขาประเมินแล้วบอกว่าบัวแค่เป็นลม อาการไม่หนักมาก บัวได้สติลืมตาครู่หนึ่งด้วยนะ ผมเลยตัดสินใจพาบัวกลับมาที่บ้านผม หมอคิดว่าบัวน่าจะมีอาการเครียดสะสมหรือไม่ก็ไม่ได้ทานอาหารเช้าถึงเป็นลม”

           ‘อาหารเช้าสำคัญนะบัว ถึงต้องไปทำงานเช้าแค่ไหนก็ต้องกิน’  

               บุริมนาถเกลียดประโยคที่ปวีร์มักบ่นกรอกหูเธอประจำ ใช่...เช้านี้เธอไม่ได้ทานอะไรเพราะคลิปวิดีโอนั่น แล้วเธอก็โกรธปวีร์มากๆ พาลไม่รู้สึกหิวและรีบออกจากบ้าน

               “แต่เมื่อตะกี้ ทูเดย์บอกว่าบัวอาการหนักนี่คะ”

               “สำหรับหมออาจจะไม่หนักหนา แต่สำหรับผมการไม่ทานอะไรตอนเช้าถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ใครๆ ก็รู้ว่าอาหารเช้าสำคัญมากเป็นแหล่งพลังงานตั้งต้นของวัน” สหัสวรรษทำเสียงเข้มเหมือนดุเด็ก “เงียบแบบนี้แสดงว่าไม่ได้ทานจริงๆ ใช่ไหมครับ” และพร้อมหยิบไม้เรียวมาฟาดเสมอหากเธอคิดโกหก  

               “ค่ะ” บุริมนาถหน้าจ๋อยรับสารภาพแต่โดยดี เคยดุแต่เด็กน้อยที่โรงเรียน คราวนี้ถึงทีตัวเองบ้าง

               “นั่นไง...เดาไม่ผิดจริงๆ ด้วย” สหัสวรรษกอดอกแน่น เขาอาจภูมิใจในการคาดเดา แต่หญิงสาวเกรงกลัวอย่างบอกไม่ถูก “ผมให้แม่บ้านเตรียมอาหารให้บัวแล้ว ไปทานเองข้างนอกไหวไหมหรือจะให้ผมเอาเข้ามาให้” ท่าทีขึงขังคลายลงยามเอ่ยถามประโยคถัดมา

               “ไหวค่ะ คุณ...เอ่อ...ทูเดย์ช่วยนำทางก็พอ” บุริมนาถปฏิเสธข้อเสนอไม่ลง แบ่งรับแบ่งสู้น้ำใจอีกฝ่าย   

               “เชิญครับ”

               สหัสวรรษหยัดยืนเต็มความสูงร้อยเก้าสิบสองเซนติเมตร ผายมือเชื้อเชิญคนที่สัดส่วนต่างกันราวหนึ่งฟุตให้ลุกจากเตียงนอนกว้าง

               

               สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาบุริมนาถหลังสหัสวรรษเปิดประตูไม้บานใหญ่คือห้องโถงสุดหรู พื้นที่กว้างขวางถูกสร้างเป็นรูปหกเหลี่ยม มีโต๊ะไม้แกะสลักตั้งอยู่กลางห้อง มีโซฟาวางติดผนังทั้งหกด้าน แขกสาวของบ้านตะลึงงันก้าวต่อแทบไม่ไหว

               “อาจจะเสียมารยาทไปหน่อย แต่บัวถามได้ไหมคะว่าบ้านนี้อยู่กันกี่คน”

               สหัสวรรษหันมาหัวเราะเบาๆ กับท่าทีตื่นเต้นที่หญิงสาวแสดงให้เห็น “ต่อไปไม่ต้องพูดว่า บัวถามได้ไหมคะ อีกได้ไหมครับ บัวอยากรู้อะไรถามตรงๆ ได้เลย ผมยินดีตอบ” เขาเลียนเสียง บุริมนาถอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี “ผมอยู่ที่นี่กับแม่บ้านครับ”

               “แม่บ้าน? หมายถึงภรรยา...”

               “ไม่ใช่ครับ แม่บ้านคือคนที่ผมจ้างมาดูแลบ้าน ทำอาหารเฉยๆ ซักผ้าอะไรประมาณนั้นครับ” เจ้าของบ้านด่วนดักคอก่อนบุริมนาถจะพูดพิลึกพิลั่นออกมา “ตามผมมาทางนี้ครับ”

               บุริมนาถเดินตามสหัสวรรษผ่านหน้าห้องหลายห้องที่ปิดประตูอยู่ กระทั่งสุดทางเดินเป็นห้องอาหารที่กว้างไม่แพ้โถงหน้าบ้าน โต๊ะไม้ยาวห้าเมตรตั้งเด่นหราตรงกลางห้องชวนขบคิดว่ายามไร้แขกมาเยือน การทานข้าวคนเดียวที่นี่คงว้าเหว่ โหวงเหวงน่าดู

               และที่สำคัญ...เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีคฤหาสน์อลังการดาวล้านดวงระดับนี้อยู่ในเชียงใหม่!  

               “บัวถามได้ไหมคะ...” บุริมนาถเม้มริมฝีปากแน่น เหนื่อยใจกับตัวเองที่หลุดพูดประโยคเดิมซ้ำๆ คนเดินนำกลั้นขำไม่มิด “บ้านนี้อยู่ในเมืองหรืออยู่อำเภอไหน” ความอยากรู้กัดกร่อนความกระดากอาย

               “ในเมืองครับ เชิญนั่งครับ” เขาตอบพร้อมๆ กับดึงเก้าอี้ออกห่างโต๊ะอาหารให้บุริมนาถแทรกตัวนั่งสบายๆ แล้วเดิมอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้าม “บ้านนี้อยู่ติดถนนใหญ่เลยนะครับ แต่บัวคงไม่เคยสังเกตดีๆ โอ้! อาหารมาแล้วครับ”

               แขกสาวหันมองหญิงวัยกลางคนที่เข็นรถเสิร์ฟอาหารแบบที่ใช้ในโรงแรมอย่างสนใจ คนนี้สินะ ‘แม่บ้าน’ แกยิ้มทักทายเธอเล็กน้อยแล้วจัดวางอาหาร ตักข้าว รินน้ำใส่แก้วให้อย่างมืออาชีพ

               “ทานอาหารให้อร่อยนะคะคุณบุริมนาถ”

               น่าแปลกจัง...แม้แต่แม่บ้านก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเธอ

               “น่าทานจังเลยค่ะ” บนโต๊ะล้วนแล้วแต่มีเมนูที่บุริมนาถชอบ ทั้งไข่ลูกเขย ผัดผักรวมมิตร ต้มจืดตำลึงหมูสับรวมถึงอีกสารพัดเมนูที่ไม่ได้ทานมานาน “แม่บ้านทำเองหมดทุกอย่างเลยเหรอคะ” แค่เห็นยังน้ำลายสอ

               “ใช่ครับ เธอเคยเป็นเชฟในโรงแรมมาก่อน ทำอาหารได้ทั้งไทยและเทศ ยังไงก็ทานให้อร่อยนะครับ”

               “ทูเดย์ไม่ทานด้วยกันเหรอคะ”

               “ผมยังไม่หิวครับ นั่งเป็นกำลังใจให้บัวดีกว่า”

           ‘มีกำลังใจอยู่ตรงหน้าก็ช่วยรีบกินเร็วๆ หน่อยเถอะครับคุณแฟน’  

               บุริมนาถจัดมะเหงกเสิร์ฟหน้าผากตัวเองบ้าง เพราะปล่อยให้หน้าปวีร์ คำพูดปวีร์ตามหลอกหลอนไม่หยุดหย่อน  

               “เป็นอะไรหรือเปล่า ให้ผมตามหมอให้ไหม”

               “ขอโทษค่ะ บัวไม่ได้เป็นอะไร” เธอตอบเลี่ยง จับช้อนส้อมทำทีต้องการเริ่มทานอาหาร “ขอบคุณค่ะ” ผงกหัวให้สหัสวรรษที่คอยตักอาหารใส่จานให้

               สถานการณ์ไม่ได้แย่อย่างที่คิด บุริมนาถแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ค่อนข้างทานข้าวได้เยอะ ทั้งๆ ที่ผ่านเรื่องราวเลวร้ายสารพัดในวันนี้ เธอเคยอ่านเจอว่าคนอกหักจะตรอมใจกินอะไรไม่ลง หญิงสาวไม่รู้เท็จจริงอย่างไรเพราะปวีร์เป็นผู้ชายคนแรกที่เธอเรียกว่า ‘แฟน’ นี่จึงถือเป็นความล้มเหลวในความรักครั้งแรกของบุริมนาถ

               “ทานเค้กต่อนะครับ”

               สหัสวรรษเปิดโดมสแตนเลสที่ครอบจานลวดลายสวยบนโต๊ะออก บุริมนาถตาลุกวาวทันทีที่เห็น ‘สตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้ก’ ของหวานสุดโปรด

               ทุกครั้งที่เหนื่อยหรือเศร้า ชีสเค้กปลอบประโลมใจเธอได้เสมอ

               “ขอบคุณค่ะ” บุริมนาถรับช้อนคันเล็กจากสหัสวรรษมาจ้วงตักชีสเค้กทานอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติเหมือนร้านประจำไม่มีผิดเพี้ยน พอเงยหน้าสบสายตาคนที่เท้าคางอมยิ้มมองเธออยู่ บุริมนาถผินหน้าหนีอายๆ ทันใดนั้นหางตาเหลือบเห็นโรงจอดรถนอกหน้าต่างบานใหญ่ “บัวยังไม่ได้ถามเรื่องรถเลยค่ะ รถคุณเสียหายมากไหมคะ” หญิงสาวนึกโกรธตัวเองที่ทำผิดแล้วยังเสียมารยาท กล้ารบกวนเขาสารพัดเรื่อง

               “บัวอยากดูภาพไหมครับ”

               “ค่ะ”

               “นี่ครับ” ชายหนุ่มส่งโทรศัพท์มือถือให้บุริมนาถ “ด้านหน้ารถบัวต้องซ่อมเยอะพอสมควร แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจัดการส่งศูนย์ซ่อมให้เรียบร้อย”

               “รถคุณ...”

               บุริมนาถอยากร้องไห้ ไม่รู้ดาวราหูโคจรย้ายมาปักหลักกลางราศีเกิดเธอหรืออย่างไร ชนรถคันไหนไม่ชน ดันทะเล่อทะล่าชนท้ายรถหรูนำเข้า คุ้นๆ ว่าราคาของคันนี้

                หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...ห้า...หก...เจ็ด...แปด...

               มูลค่าไม่เท่าไหร่ ตัวเลขเรียงกันแปดหลัก สนนราคาอยู่ที่สิบกว่าล้านเอง!

               “ไม่ต้องห่วงรถผมเหมือนกัน รถบัวมีประกัน ผมคุยกับเขาแล้ว บัวไม่ต้องจ่ายเพิ่ม”

               “จริงเหรอคะ”

               บุริมนาถเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เธอไม่ได้ซื้อประกันชั้นหนึ่งเหมือนสองปีแรกหลังออกรถใหม่ บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าเสียหายให้รถแพงระดับนี้ไหวจริงหรือ ป่านนี้บริษัทประกันคงย้ายเบอร์โทรศัพท์เธอเข้าบัญชีดำเรียบร้อยแล้ว

               “ผมจะโกหกทำไมล่ะครับ เอาเป็นว่า...ถึงรถบัวไม่มีประกันหรือใครก็ตามชนรถผมแล้วไม่มีเงินจ่าย ผมก็ไม่ซีเรียสอะไร”

               แหงล่ะ...สหัสวรรษครอบครองคฤหาสน์หลังใหญ่ ไหนจะรถหรูที่จอดเรียงรายด้านนอกอีกหกเจ็ดคัน ชีวิตนี้คงไม่มีอะไรให้หนักใจ

               “แต่บัวรู้สึกผิดจริงๆ นะคะ ทูเดย์ต้องมาเสียเวลาเพราะความประมาทของบัว”

               หากบุริมนาถครองสติตัวเองได้ คิดเปลี่ยนเกียร์สักนิด อุบัติเหตุครั้งนี้คงไม่เกิดขึ้น โชคดีที่คู่กรณีไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

               “ไม่ใช่ความประมาทหรอกครับ น่าจะเป็นโชคชะตามากกว่า”

               “อะไรนะคะ”

               บุริมนาถได้ยินไม่ถนัดถนี่ แว่วว่า ‘ชะตา’ อะไรสักอย่าง หรือสหัสวรรษต้องการบอกว่าเป็นชะตากรรมเลวร้ายที่ได้พบกับเธอ

               “ถ้าบัวรู้สึกผิดต่อผมจริงๆ ผมก็มีเรื่องจะขอร้องบัวครับ”

               “ได้สิคะ บอกมาได้เลย”

               “อย่างแรก...ช่วยบันทึกเบอร์โทรศัพท์ตัวเองลงในเครื่องนั้นด้วยนะครับ”

               “เอ๋?” บุริมนาถงุนงง สหัสวรรษพยักหน้าเชิงสั่งให้รีบทำ “ได้ค่ะ” คนผิดกดบันทึกเบอร์ตัวเองแล้วส่งเครื่องมือสื่อสารคืนให้หนุ่มคู่กรณี

               “อย่างที่สอง...ผมขออนุญาตเป็นคนขับรถให้บัวระหว่างรอรถซ่อมเสร็จนะครับ จะไปไหนโทรเรียกผมได้ทันที” สหัสวรรษกดโทรออกไปยังหมายเลขที่บุริมนาถเพิ่งบันทึก เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลติดต่อกันอย่างสมบูรณ์

               “แต่ว่าถ้าทำแบบนั้น ทูเดย์ก็ต้องมาเสียเวลากับบัวอีกสิคะ”

               “ไม่ครับ” ชายหนุ่มยกนิ้วชี้แกว่งไปมา “เพราะมันเกี่ยวข้องถึงคำขอที่สาม ต้องบอกก่อนนะว่าผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เดี๋ยวนี้อะไรๆ ที่เชียงใหม่เปลี่ยนไปเยอะ ผมอยากให้บัวช่วยเป็นไกด์นำทางท่องเที่ยวให้หน่อย” สหัสวรรษกะพริบตาปริบๆ ออดอ้อนรอคำตอบ

               บุริมนาถหน้าร้อนผ่าว ยกมือถูต้นคอด้วยความรู้สึกประหลาดใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ตั้งแต่พบกับสหัสวรรษ

               “ดะ...ได้ค่ะ”

               “ขอบคุณนะครับ”

               

               หลังทานอาหารเสร็จ สหัสวรรษอาสาไปส่งบุริมนาถที่บ้าน แม้จะเกรงใจมากแต่เธอตอบรับทุกคำขอเขาเอง กลับลำผิดคำพูดตอนนี้คงไม่ทัน

               จริงอยู่ที่ครอบครัวบุริมนาถทำธุรกิจแต่ไม่ร่ำรวยอะไร ที่มีชื่อเสียงเพราะคุณภาพการจัดการเรียนการสอน บ้านที่เธออยู่ รถที่เธอใช้ราคากลางๆ ทั้งนั้น ดังนั้นเธอจึงเกร็งมากเมื่อได้นั่งรถหรูรุ่นเดียวกับที่เธอเสยท้ายเมื่อช่วงสายของวัน แตกต่างกันที่สีเท่านั้นเอง สหัสวรรษจึงรับบทผู้นำการสนทนาระหว่างเดินทาง

               “บัวทำงานอะไรเหรอครับ”

               “ดูแลโรงเรียนอนุบาลค่ะ”

               หลังจากนั้นบุริมนาถขยายความขอบเขตหน้าที่ตนเองในโรงเรียนเพิ่มเติมเล็กน้อย

               “งั้นวันธรรมดาคงไม่ว่างสินะครับ” สารถีที่ตั้งใจฟังตั้งคำถามครั้นอีกฝ่ายเล่าจบ

               “ใช่ค่ะ”

               “ผมต้องวางแผนเที่ยววันเสาร์อาทิตย์แล้วล่ะสิ บัวอยากไปเที่ยวที่ไหนรึเปล่า”

               “ตามที่เราตกลงกัน บัวเป็นไกด์นะคะ ลูกทัวร์กำหนดได้เลยว่าอยากไปที่ไหน”

               “ไปไหนก็ได้ใช่ไหมครับ”

               “ค่ะ”

               บุริมนาถมั่นใจว่าสถานที่ท่องเที่ยวดังๆ ที่นักท่องเที่ยวค้นหาหรือตามอ่านรีวิวจากอินเตอร์เน็ต เธอกับปวีร์ไปมาหมดแล้วทุกที่ เพราะเขาชอบขับขี่มอเตอร์ไซค์ตะลอนทั่วเชียงใหม่ ถึงไม่ชอบไปไหนไกลๆ ไม่ชอบความลำบากเวลาซ้อนท้ายพาหนะสองล้อคันโปรดของปวีร์ แต่บุริมนาถไม่เคยปฏิเสธสักครั้งเมื่อปวีร์เอ่ยปากชวนออกทริป  

               “ถ้าเป็นเสาร์นี้บัวไม่ติดอะไรใช่ไหมครับ”

               “เสาร์นี้บัวต้อง...” คำพูดที่เหลือเก็บไว้ในใจ เธอลงเรียนทำอาหารไว้ แต่จะมีประโยชน์อะไรในเมื่อเลิกกับคนที่อยากทำให้ทานไปแล้ว “ไม่ติดอะไรค่ะ ว่าง” คำตอบเปลี่ยนไปตามสถานการณ์

               “โอเค คืนนี้ผมจะกลับไปคิดครับ”

               รถสปอร์ตหรูเลี้ยวเข้าสู่บริเวณบ้านบุริมนาถตามคำบอกของเจ้าตัว เธอเคยคิดว่าบ้านตัวเองเหลือพื้นที่ใช้ประโยชน์มากมาย ทว่าพอเห็นบ้านสหัสวรรษ หญิงสาวมองบ้านตัวเองเล็กลงทันที

               สหัสวรรษลงจากรถก่อนเพื่อมาเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้บุริมนาถ ขณะที่เธอลังเลว่าจะชวนเขาเข้าบ้านหรือไม่ พ่อแม่ของเธอก็เดินออกมา บุริมนาถหันขวับไปที่โรงรถ ไม่มีรถจอดสักคัน เวลานี้บุพการีทั้งสองควรอยู่ที่โรงเรียนพร้อมกับรถที่หายไปพวกนั้นด้วย

               “ยายบัว”

               ‘บุษณี’ มองลูกสาวสลับกับชายแปลกหน้าที่สูงชะลูดโดดเด่นเกินคนทั่วไป นางมั่นใจว่าไม่เคยเจอเขามาก่อน  

               “สวัสดีครับคุณพ่อ สวัสดีครับคุณแม่” สหัสวรรษยกมือไหว้นอบน้อมอย่างรู้งานก่อนบุริมนาถจะแนะนำเสียอีก “ผมสหัสวรรษครับ เพิ่งเป็นเพื่อนกับบัวเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้เอง” ตบท้ายด้วยประโยคชวนสงสัย กระตุ้นคนฟังให้อยากหาคำตอบ

               “หมายความว่ายังไง”

               ‘รณเกียรติ’ ชายวัยใกล้เกษียณท่าทางน่าเกรงขามคาดคั้นเอาคำตอบจากบุริมนาถ ลูกสาวเพียงคนเดียวแทน

               “คือ...บัวขับรถชนท้ายรถเขาที่แยกรินคำค่ะ เขาพาบัวไปหาหมอแล้วอาสามาส่ง”

               “หา!” บุษณีร้องลั่น จับตัวลูกสาวคนเดียวหันซ้ายหันขวา “แล้วบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก” นางกับสามีฟูมฟักดูแลบุริมนาถดั่งไข่ในหิน ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม พลาดอย่างเดียวคือปล่อยลูกสาวคบหานักร้องกลางคืนนมนานหลายปี  

               “ไม่เป็นไรค่ะ แต่รถบัวต้องส่งซ่อมก่อน”

               “แล้วรถคุณล่ะ เป็นยังไงบ้าง”

               “สีถลอกนิดหน่อยครับคุณพ่อ ประกันจัดการให้เรียบร้อย”

               บุริมนาถหันขวับไปทางสหัสวรรษ ‘สีถลอกนิดหน่อย’ งั้นเหรอ ถึงจะเป็นรถนำเข้าผลิตจากวัสดุชั้นดีแต่โดนชนเต็มแรงจนบุบขนาดนั้น ใครเขาเรียกสีถลอกกัน

               “คันนี้เหรอ”

               รณเกียรติเพ่งมองรถสหัสวรรษ ถึงย่างเข้าวัยชราแต่รณเกียรติสนใจเรื่องรถราเป็นพิเศษ เขาเคยอ่านข้อมูลรถรุ่นนี้ว่าราคาสามารถซื้อบ้านหลังใหญ่ในโครงการบ้านจัดสรรได้ถึงสองหลัง รู้ทันทีว่าชายหนุ่มที่มากับลูกสาวฐานะไม่ธรรมดา

               “ไม่ใช่ครับ รุ่นเดียวกันแต่คันที่โดนชนสีขาว”

               “รุ่นนี้ด้วย”

               ชายสูงวัยกว่าถามย้ำเสียงดัง เป็นอีกหนที่บุริมนาถอยากร้องไห้ รู้ดีว่าสหัสวรรษไม่มีเจตนาโอ้อวดเพียงแต่เขาไม่รู้ว่าบิดาเธอศึกษาเรื่องรถราวกับมุ่งมั่นทำวิทยานิพนธ์

               ถ้าเขากลับไปเมื่อไหร่ เธอถูกเทศนาสั่งสอนแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ขาดความระมัดระวัง

               “เข้าบ้านกันก่อนเถอะจ้ะ ลูกเจอเรื่องหนักๆ มา ยืนนานๆ เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้ง” แม่โอบเอวลูกสาวสุดที่รักอย่างห่วงใย “เชิญสหัสวรรษด้วยนะจ๊ะ” บุษณีชักชวนเพื่อนใหม่ของลูกแบบแปร่งๆ

               “เรียกผมทูเดย์ก็ได้ครับ”

               แน่ะ...บุริมนาถเอ่ยในใจ สหัสวรรษปฏิภาณไหวพริบยอดเยี่ยม เอาอกเอาใจคนต่างวัยเก่งไม่ใช่เล่น ผิดกับปวีร์ลิบลับที่เอาแต่นิ่งฟังพ่อแม่เธอบ่น อ้างไม่อยากถูกมองแย่ลงกว่าเดิม

               “จ้ะ เข้ามาๆ”

               บุริมนาถยังสรุปไม่ได้ว่าที่พ่อแม่ให้การต้อนรับสหัสวรรษอย่างดี เพราะเขาคือคู่กรณีในอุบัติเหตุแห่งความประมาทของเธอ เพราะเห็นเขาเป็นเพื่อนใหม่เธอ หรือเพราะเขาฐานะดีกว่าแฟน (เก่า) ของเธอ

 

* เพลง ABC song  

ความคิดเห็น