ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : (Re-write) 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 229

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 01:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(Re-write) 4
แบบอักษร

4 

ณ ตระกูลโลกา

ในที่ประชุมจักรวาลตอนนี้ถือว่าอยู่ในความสงบ  แม้มันจะมีการชิงอำนาจและพื้นที่ทางธุรกิจอยู่ไม่ขาดแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้สงบมากกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน  ผู้นำแต่ละตระกูลสนใจในการต่อสู้ทางธุรกิจมากกว่าการชิงอำนาจจากอาวุธพลังวิเศษอย่างสมัยก่อน

กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยมาผ่อนคลายอารมณ์ของการันต์ ผู้นำตระกูลโลกาที่ครอบครองอาณาจักรกาแฟและชาในเอเชีย  แต่แน่นอนว่าความรักอากาศบนที่สูงและภูเขาย่อมตามมาด้วยพืชชนิดอื่นอย่างฝิ่นและกัญชา  แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สร้างปัญหาและส่งออกอย่างเงียบที่สุด

ชายวัย 47 ที่ครองตัวเป็นโสดและใส่ใจเพียงธุรกิจกับศิลปะนั้นนั่งเล่นหมากรุกกับแขกผู้มาเยือนซึ่งจะมาหาในยามที่ต้องการเพื่อนคลายเหงา  ชายหนุ่มรุ่นราวคราวลูกที่มักจะสวมชุดสูทสีแดงก่ำไม่ก็สีดำสนิท

พระเพลิง...

“ได้ข่าวว่าช่วงนี้คุณได้ที่ดินแถวภาคเหนือ  ทำแบบนี้จะไม่มีปัญหากับตระกูลดาราหรือ?”  ชุดหนุ่มชุดสูทแดงเอ่ยถามพลางนั่งขาไขว่ห้างแล้วพิงพนักเก้าอี้โซฟาพร้อมกับสูบบุหรี่ในมือ

“ธุรกิจก็แบบนี้  ครั้งก่อนตระกูลดารากับสุริยันก็กวาดภาคใต้ไปจนหมด  ท่าทางว่าฉันคงยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไทยล่ะมั้ง”  การันต์พูดก่อนจะเลื่อนหมากรุกบนกระดานตรงหน้า  “ไม่ได้เจอนายซะนานเลย  ช่วงนี้ไปอยู่ไหนมาล่ะ?”

“ผมก็ไปเรื่อยๆ เมื่อวานก็เพิ่งไปรับเพื่อนที่เพิ่งกลับมาไทย  ก่อนนั้นก็ไปเดินเล่นในแกลลอรี่”

“ชีวิตนายดูว่างดีนะ  แต่นายน่าจะชอบ”

“ก็เริ่มจะไม่ชอบแล้วล่ะ”

“นายคิดยังไงกับเรื่องสุริยัน”

“เรื่องอะไรล่ะ?”  ชายหนุ่มชุดสูทแดงละสายตาจากกระดานหมากรุกแล้วเลิกคิ้วถามคนตรงหน้าที่ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ  การันต์วางแก้วกาแฟลงพร้อมกับเรียกลูกน้องข้างหลังให้นำรูปถ่ายสามใบมาวางตรงหน้าเขา

“เรื่องผู้หญิงคนนี้”

“อืม...หน้าคุ้นๆ แฮะ” เขาแสร้งมองภาพแล้วครุ่นคิดทั้งที่รู้ดีว่าคนในภาพนั้นคือน้ำเพชร  โดยเป็นภาพที่ถูกแอบถ่ายจากภัตตาคารแห่งหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน  “สวยดี  คุณธีร์เลี้ยงต้อยหรือไง?”

“ก็ดันเลี้ยงคนที่หน้าเหมือนกันขนาดนั้น”

“บางทีคนเราก็มีสเปคเหมือนเดิมนะคุณการันต์  ขึ้นอยู่กับว่าไปได้คนที่เหมือนกันขนาดนี้มาจากไหนมากกว่า”

“ฉันก็สนใจเรื่องนั้นเหมือนกัน  เท่าที่สืบก็น่าสนใจมากกว่าเดิม”

“?”

“เด็กผู้หญิงคนนี้มีข้อมูลอุบัติเหตุที่โรงพยาบาล  โรคความจำเสื่อม  แล้วก็มีข้อมูลการใช้จ่ายจากบัญชีของเครือข่ายสุริยัน  นอกจากนั้นก็ไม่มีประวัติอะไรในไทยเลยสักอย่าง”

“งั้นเธออาจจะหลงทางแล้วหาทางกลับบ้านไม่เจอ”

“ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านจะไม่ยอมให้เธอกลับบ้านซะมากกว่า”  การันต์พูดก่อนจะวางหมากลงบนกระดานอีกครั้ง

“ถ้าเธอรู้ว่าความจริงตัวเองเป็นใคร  น่าจะมีเรื่องสนุกนะ”

ณ คฤหาสน์สุริยัน

น้ำเพชรนั่งอ่านหนังสือเพียงลำพังตรงโต๊ะริมสระน้ำหลังบ้าน  เธออ่านหนังสือที่สนใจและตัดสินใจในการเลือกที่เรียนของตัวเองมาสักพักใหญ่  โชคดีที่เธออ่านหนังสือออกทั้งภาษาไทยและอังกฤษ อาจเป็นเพราะก่อนความจำเสื่อมเธอคงเรียนมาเยอะพอๆ กับเด็กคนอื่นในรุ่นเดียวกัน

“คุณน้ำเพชรคะ”  เสียงแม่บ้านเรียกขึ้นทำให้หญิงสาวละสายตาจากหนังสือตรงหน้าแล้วหันไปหาเธอทันที  “วันนี้คุณโรสจะมาหานะคะ  แล้วคุณน้ำเพชรก็ต้องเลือกชุดที่จะไปงานคืนนี้ด้วย”

“ชุด? งานอะไรคะ”

“อ้าว นายใหญ่ยังไม่บอกคุณหรือคะ”

“ยังเลยค่ะ  ว่าแต่เขาอยู่ไหนคะ?”

“กำลังจะออกไปทำงานพอดีเลยค่ะ  คงใกล้จะลงมาจากห้องแล้ว”

“งั้นเดี๋ยวหนูถามเขาเองก็ได้ค่ะ”  เพชรพูดพลางยิ้มพร้อมกับปิดหนังสือตรงหน้าลงแล้วลุกขึ้นเดินไปทางบันได  เธอพอรู้อยู่แล้วว่าวันนี้โรสจะมาเยี่ยมแต่กลับไม่รู้เรื่องงานในคืนนี้เลย  หญิงสาวเดินมาตามทางก่อนจะพบกับธีร์ที่ย่างกรายลงมาจากบันไดพร้อมติดกระดุมที่แขนเสื้อไปด้วย

ธีร์คงจะเป็นนายใหญ่ที่ทุกคนนับถือได้ไม่ยาก  เพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกของเขาก็น่าเกรงขามแล้ว  บางครั้งเขาก็ดูเงียบขรึมจนน่ากลัวแต่ยามที่ได้พูดคุยกันผู้ชายคนนี้กลับขี้เล่นมากกว่าที่คิด  สเปคแบบนี้แต่แปลกที่เขาไม่แต่งงานใหม่และไม่มีสาวๆ มาวุ่นวายเลยสักวัน  ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ดูแก่หรือหัวโบราณอะไรนัก

“จ้องแบบนี้เพราะฉันดูดีหรือดูแปลกกันล่ะ?”  เขาเอ่ยถามพลางยิ้มที่มุมปาก

“คุณดูดีค่ะ  ดูไม่แก่ตามอายุเท่าไหร่เลย”

“วันนี้คงเป็นวันดีนะ  ฉันได้รับคำชมแต่เช้าเลย”  ร่างสูงพูดพลางยิ้มพร้อมกับยื่นมือหนามาลูบหัวหญิงสาวตรงหน้าเบาๆ  แม้จะไม่รู้ว่าเขาเพียงแค่เอ็นดูหรือเป็นเพราะเราสนิทกันมากขึ้น แต่การกระทำแบบนั้นมันก็ทำให้น้ำเพชรเผลอหลบสายตาก้มหน้าอย่างทำตัวไม่ถูก

“อะ...เอ่อ  หนูจะมาถามเรื่องงานคืนนี้ด้วยน่ะค่ะ  เห็นคุณแม่บ้านบอกว่าหนูต้องไปแต่หนูไม่เห็นรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย”

“หนูยังไม่รู้หรือ  สงสัยว่าไตรกับคุณโรสจะลืมบอกแน่เลย”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  ว่าแต่งานอะไรหรือคะ?”

“งานฉลองครบรอบ 112 ปีของธุรกิจกาแฟในเครือตระกูลโลกาน่ะ  มีทั้งพวกตระกูลจักรวาลและพวกครอบครัวนักธุรกิจทั่วไปที่ไปงานกัน  ฉันก็เลยฝากคุณโรสเรื่องชุดของหนูเพราะคุณโรสไปทุกปี”

“ก็ว่าทำไมวันนี้คุณโรสถึงอยากมาเยี่ยมหนู  แต่หนูไปงานแบบนี้ได้ด้วยหรือคะ”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”

“มันดูเป็นงานของคนวงในนี่คะ  ถ้าไปแล้วจะแนะนำตัวเองยังไง”

“บอกไปตามตรงว่าเป็นหลานของกิ่งแก้วก็ได้”  นายใหญ่พูดชื่อของคนที่เธอไม่รู้จักจึงทำให้เพชรขมวดคิ้วและธีร์เองก็รีบตอบอย่างรู้ทัน  “กิ่งแก้วเคยเป็นบอดี้การ์ดหญิงที่นี่  แต่หายตัวไปตั้งแต่ก่อนที่ครอบครัวของหนูจะประสบอุบัติเหตุเสียอีก”

“คุณไม่เห็นเคยบอกหนูเลยว่าหนูมีญาติ”

“ความจริงฉันก็เพิ่งนึกได้ไม่นานว่าควรบอก  แต่บอกไปก็ไม่รู้จะมีประโยชน์มากแค่ไหนในเมื่อกิ่งแก้วไม่เคยติดต่อมาเลยหลายสิบปี  ฉันพยายามตามหามานานแต่ก็ไม่มีวี่แววอะไร”

“...”

น้ำเพชรฟังดังนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกสลดภายในใจ  ทั้งที่ได้รู้แล้วว่าตนเองไม่ได้อยู่เพียงลำพังและอาจได้ความทรงจำกลับมาจากญาติเพียงคนเดียวแต่เมื่อได้รู้ว่าไม่มีใครพบเห็นญาติของเธออีกเลย  มันก็เหมือนความหวังของเธอหายไปเพียงชั่วพริบตา

“อย่ากังวลไปเลย  ตอนนี้หนูเป็นคนของตระกูลสุริยันนะ” ร่างสูงพูดพร้อมมองน้ำเพชรที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองมากนัก “ถ้าหนูไม่อยากไปงานนั้นฉันก็ไม่ว่าอะไร  แค่เห็นว่าหนูอยู่แต่ในบ้านแล้วคงเบื่อเลยอยากพาไปเปิดหูเปิดตา”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูอยากไป  แค่รู้สึกแปลกๆ เพราะไม่ค่อยออกไปไหนล่ะมั้งคะ”  น้ำเพชรพูดบ่ายเบี่ยง

“แล้วหนูอยากไปไหนล่ะ?”

“?”

“วันหลังฉันจะพาไป”  เขาพูดพลางเลิกคิ้วเหมือนรอคำตอบของเธอ  แต่น้ำเพชรก็รีบปฏิเสธไป

“หนูยังไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยค่ะ  คุณงานยุ่งด้วย หนูไม่กวนหรอก”

“ไม่ยุ่งเท่าไหร่หรอก  เอาเป็นว่าถ้าคิดได้เมื่อไหร่ก็ค่อยบอกฉันก็แล้วกัน”  ร่างสูงพูดพร้อมกับหันไปทางขุนที่เดินเข้ามาเพื่อบอกว่าเตรียมรถเรียบร้อยแล้วทำให้ธีร์พยักหน้าแล้วเอ่ยลา “มีอะไรก็โทรมาบอกนะ  เจอกันคืนนี้”

“ค่ะ นายใหญ่”   เธอตอบรับก่อนจะยิ้มให้เขาแล้วมองตามหลังเขาไปจนลับตา

เขาใจดีแบบนี้เป็นปกติหรือไงกัน...

“จริงหรือเพชร  งั้นพรุ่งนี้เราจะพาเพชรไปสมัครเองเลย  ส่วนเรื่องชุดวันนี้ไม่ต้องห่วง  เราโทรจองร้านเสื้อให้ส่งมาลองถึงบ้านเลย  งานนี้งานใหญ่อย่าให้คนมาแย่งซีนเชียว”  โรสคุยจ้อตั้งแต่มาถึงคฤหาสน์สุริยันจนถึงตอนนี้  หลังจากที่น้ำเพชรติดต่อไปถามเธอเกี่ยวกับเรื่องเรียนและตกลงว่าจะไปเรียนที่เดียวกันกับเธอ

น้ำเพชรตัดสินใจที่จะผูกมิตรกับโรสหลังจากประทับใจในความช่างพูดและใจดีของเธอตั้งแต่วันแรกที่พบกัน  ซึ่งโรสก็ดูจะชอบเธอมากถึงขั้นยอมขับรถมาที่คฤหาสน์สุริยันทันทีและยังจองร้านเสื้อมาสำหรับงานเลี้ยงตระกูลโลกาวันนี้ด้วย

พักหลังมานี้น้ำเพชรพยายามอย่างหนักในการรื้อฟื้นความทรงจำของตัวเอง  เธอทำกิจกรรมทุกอย่างเท่าที่ตัวเองจะทำได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน  เพราะหมอเคยบอกว่าการลองทำในสิ่งที่สนใจอาจช่วยกระตุ้นความทรงจำได้  แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ค่อยช่วยอะไรอยู่ดี

โรสเล่าให้เธอฟังว่าแม้ในที่ประชุมจักรวาลจะดูเป็นมิตรกันและพบเจอหน้ากันได้ตามงานสังคม แต่หากเป็นเรื่องธุรกิจแล้วล่ะก็ไม่มีตระกูลไหนยอมกันเลย  รสรินแม่ของเธอก็อยากให้เธอเดินตามรอยและขึ้นเป็นผู้นำของตระกูลดาราคนต่อไป  แต่โรสเบื่อเรื่องงานธุรกิจเหลือเกิน ถึงอย่างนั้นก็คงจะต้องจำใจทำตามที่แม่ต้องการอยู่ดี

“หวังว่าจะโทรมาแค่ร้านเดียวนะคุณโรส”  ไตรพูดขึ้นขณะที่กำลังนั่งอ่านหนังสือวรรณกรรมอะไรสักอย่างบนโซฟา  เขาเองก็อยู่ที่นี่ตั้งแต่ตอนเช้าและไม่ได้บอกเหตุผลว่ามานอนเล่นที่นี่ทำไม

“โธ่ พี่ไตรคะ  นานๆ ทีมีเพื่อนไปงานด้วยนะ  พี่ก็รู้ว่างานพวกนี้น่าเบื่อจะตาย”  โรสบ่นอุบอิบ

ไตรเคยบอกกับน้ำเพชรว่าโรสเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ในที่ประชุมจักรวาลเพราะความเป็นกันเองของเธอ  แม้ว่าแม่ของเธอจะดูเป็นคนที่ดุก็ตาม  แต่เห็นอย่างนี้โรสก็เก่งเรื่องธุรกิจและการใช้อาวุธไม่แพ้แม่ของเธอเลย  ส่วนพ่อของเธอเป็นคนจากตระกูลจันทรา

หากเป็นอย่างที่ธีร์เคยเล่าก็เท่ากับว่าพ่อของโรสคือผู้นำตระกูลจันทราคนก่อนที่ถูกน้องสาวยึดอำนาจแล้วหนีไป  ส่วนตระกูลดาราก็คงเป็นตระกูลที่หนุนหลังการยุบตระกูลเมฆาในอดีต  แต่ถึงอย่างนั้นน้ำเพชรก็ยังไม่ขอยืนยันในข้อสันนิษฐานของตัวเอง  เพราะเธอไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของโรสอยู่ในยุคนั้นหรือตอนนั้นยังเป็นแค่ทายาท

“ว่าแต่คุณไปลงเรียนอะไรที่มอคุณโรสล่ะ  ชอบวาดรูปหรือ?”  ไตรเอ่ยถามน้ำเพชร

“ฉันอยากเรียนวรรณกรรมน่ะค่ะ  ก็เลยไปลงวรรณกรรมตะวันตก”

“หนอนหนังสือสินะ”

“ในมือคุณก็ถือเป็นวรรณกรรมนะคะ  เท่าที่ฉันรู้”  น้ำเพชรพูดพลางเหล่มองหนังสือในมือของไตร ก่อนที่เขาจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วนอนอ่านมันต่อ  “ว่าแต่คุณเรียนอะไรมาคะ?”

“ผมเรียนจบนานแล้ว  การตลาดน่ะ”

“หุ้นของสุริยันขึ้นทุกปีต้องยกผลงานให้พี่ไตรเลยนะ  ระดับเทพ”  โรสเอ่ยชมพร้อมยิ้มกว้างก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะเปลี่ยนเป็นการแซว  “ถึงจะเกรดตกเพราะไม่ค่อยเข้าเรียนก็เถอะ”

“ผมจะไปว่างเสพงานศิลป์แบบคุณโรสหรือครับ  เดี๋ยวนี้เป็นเจ้าของแกลลอรี่ชื่อดังไปแล้ว”

“แกลลอรี่ที่เขาไว้จัดแสดงภาพหรือคะ?”  น้ำเพชรเอ่ยถามก่อนที่โรสจะพยักหน้าตอบพร้อมยิ้มสดใส

“ใช่  ถ้าเพชรอยากไปวันไหนบอกเราได้เลยนะ  ยินดีต้อนรับสุดๆ เลย”

“คุณธีร์ก็วาดรูปนี่คะ  มีรูปที่เขาวาดไปจัดแสดงบ้างไหม”

“หา?  คุณธีร์เนี่ยนะวาดรูป”  โรสถึงกับตกใจเมื่อได้ยินแบบนั้น  น้ำเพชรจึงขมวดคิ้วตามแล้วหันไปขอความช่วยทางสายตาจากไตรที่ทำท่ายกนิ้วปิดปากเป็นเชิงสั่งให้เก็บเรื่องนี้ไว้  “จริงหรือ  ไม่เห็นรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย”

“สงสัยว่าเราจะดูผิดน่ะ  เห็นภาพวาดติดผนังบ้างเลยนึกว่าเขาวาดเอง”

“อ่อ... ตกใจหมด  ท่าทางจะได้มาจากพวกงานประมูลล่ะมั้ง  พวกผู้ใหญ่ในที่ประชุมจักรวาลเขาจับเป็นแต่อาวุธ  ไม่สนใจจะจับพู่กันหรอก  ไม่เห็นมีใครเคยมางานของเราเลย”  โรสบ่นน้อยใจทำให้น้ำเพชรกันไปหาไตรอีกครั้งที่พยักหน้าเหมือนรู้ใจกัน  โรสเองก็คงเหงาและไม่ค่อยมีเพื่อนคุยเพราะพ่อแม่สนใจแต่เรื่องงาน  คนอื่นก็เช่นกัน

ก็พวกเขาเป็นพวกช้างเผือกนี่นา

ณ คฤหาสน์ใหญ่ตระกูลโลกา

นายใหญ่แห่งตระกูลสุริยันเดินย่างกรายลงมาจากรถลีมูซีนคันหรูสีดำสนิทพร้อมกับน้ำเพชรและไตร  ไตรเคยชินกับงานเลี้ยงพวกนี้ไปเสียแล้วแตกต่างจากน้ำเพชรที่เงยหน้าและมองไปรอบงานด้วยความสนใจ  เหมือนได้เข้ามาอยู่ในสังคมพวกไฮโซที่เคยเห็นผ่านจอโทรทัศน์

น้ำเพชรสวมชุดราตรีสีโอรสและการแต่งหน้า ทำผมจากช่างเสริมสวยที่คุณโรสสรรหามาทำให้เธอดูโตขึ้นมากกว่าเดิม  หญิงสาวแทบไม่สนใจกับการแต่งตัวของตัวเองหรือกังวลเรื่องความมั่นใจเลย เพราะเธอสนใจกับผู้คนและบรรยากาศในงานเสียมากกว่า  ทั้งที่คนทั้งงานนั้นมองมายังเธอเป็นตาเดียวกัน

“ผมขอตัวก่อนนะ”  ไตรกระซิบบอกนายใหญ่ก่อนจะเดินแยกตัวไปอีกทาง  เหลือเพียงน้ำเพชรกับธีร์และขุนที่คอยดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างๆ

“ที่นี่ใหญ่จัง”  น้ำเพชรพูดออกมาลอยๆ  ก่อนจะเดินมาตามทางพร้อมกับธีร์

“ที่นี่เป็นคฤหาสน์ที่เอาไว้จัดงานโดยเฉพาะ  ความจริงแล้วไม่มีใครอยู่หรอก  ส่วนใหญ่การันต์จะอยู่คฤหาสน์อีกหลังไม่ก็ต่างประเทศ”

“ใครคือการันต์คะ?”

“นั่นไง  ผู้นำตระกูลโลกา”  ธีร์พูดพลางมองไปยังการันต์ซึ่งกำลังเดินมาทางเขาพร้อมกับแก้วแชมเปญในมือ  ชายตรงหน้าน้ำเพชรคือเจ้าของที่นี่และเป็นเจ้าของงานเลี้ยงนี้  ดูจากรอยยิ้มแล้วท่าทางเขาจะเป็นคนใจดีและเป็นมิตรไม่น้อย

“สวัสดี  เราไม่เจอกันนานเลยนะธีร์”  การันต์เข้ามาทักทายทั้งคู่พร้อมมองมาทางน้ำเพชร  “ยินดีที่ได้รู้จักครับ  ผมการันต์  คุณคือ...”

“น้ำเพชรค่ะ  ยินดีที่ได้เจอนะคะ”  น้ำเพชรตอบรับพร้อมรอยยิ้มเช่นกัน

“อ้อ! คุณน้ำเพชรนี่เอง  ได้ข่าวจากคุณโรสว่าสนิทกันมาก  ย้ายกลับมาเรียนที่ไทยด้วยหรือครับ?”

“ใช่ค่ะ”

“เรียนเกี่ยวกับอะไรหรือครับ”

“วรรณกรรมค่ะ”

“น่าสนใจดีนะ  ผมพอรู้จักคนในวงการนี้มาบ้าง  ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้เลยนะครับ”

“ขอบคุณมากๆ ค่ะ”  น้ำเพชรพยักหน้าเบาๆ พร้อมเอ่ยอย่างสุภาพ  ส่วนนายใหญ่นั้นทำเพียงลอบมองทั้งคู่โดยไม่พูดอะไร  ก่อนที่การันต์ส่งคำถามมาอีกข้อโดยไว

“ว่าแต่คุณน้ำเพชรมากับธีร์ได้ไงครับเนี่ย  ปกติไม่เห็นเขาพาใครมาด้วยเลย”

“เธอเป็นหลานสาวของกิ่งแก้วน่ะ  เจอเรื่องนิดหน่อยก็เลยมาอยู่ด้วย”

“อ่า... กิ่งแก้ว  ไม่ได้เจอหน้านานเลยแฮะ  ตั้งแต่ตอนที่คุณนายเพชรรัตน์เสีย”  การันต์พูดถึงใครบางคนที่น้ำเพชรไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน  “เธอเป็นการ์ดมือดีเลยนะ  ไปอยู่ไหนเสียแล้วล่ะ”

“ต่างจังหวัดน่ะ  เท่าที่รู้มา”  ธีร์พยายามปิดบังการันต์จึงแสร้งตอบไปแบบนั้น

“ต่างจังหวัด?”

“อ้าว นึกว่าคุณไปกับคุณโรสแล้วนะเนี่ย  ทำไมยังอยู่ตรงนี้ล่ะ”  จู่ๆ ไตรก็เดินมาหาน้ำเพชรก่อนจะยื่นแขนมาให้เธอควงเพื่อเดินไปที่อื่น  ทั้งที่ก่อนนี้เขาขอแยกตัวไปแล้ว  “ไปกันดีกว่า  ผมมีคนอยากให้คุณรู้จักพอดี”

“ฉันหรือคะ?”  น้ำเพชรยังไม่เข้าใจสถานการณ์แต่ก็ยอมไปกับไตรโดยที่นายใหญ่เองก็ไม่ได้ว่าอะไร  การันต์มองตามหญิงสาวที่ขอตัวไปทางอื่นอย่างไม่วางตา  ก่อนที่เขาจะทักทายไตรเหมือนกับว่ารู้จักกันมาก่อน

“โตขึ้นเยอะเลยนะไตร  ล่าสุดที่เจอน่าจะตอนที่นายอยู่กับแม่ที่ลำปางเลย”  ไตรชะงักฝีเท้าทันทีที่ได้ยินเสียงของการันต์พูดแบบนั้น  น้ำเพชรลอบมองใบหน้าของเขาที่กรอกตาเหมือนไม่พอใจแต่ก็เปลี่ยนสีหน้ามาระบายยิ้มแล้วหันกลับไปตอบกลับการันต์อย่างมีมารยาทแต่แฝงด้วยคำพูดแปลกๆ

“จริงด้วยครับ  ก็ว่าทำไมงานศพแม่ผมถึงไม่เห็นคุณมาเลย”

“...”

“เราเจอกันครั้งสุดท้ายที่ลำปางนี่เอง  หวังว่าครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกันนะครับ”

“อย่าพูดเหมือนกับว่าปีหน้าจะไม่มาสิ  เราคนกันเองนะ”

“เปล่าครับ”

“...”

“ผมพูดแบบนั้นเพราะอยากให้คุณหายไปมากกว่า”

เวลาต่อมา

“คุณไม่ชอบคุณการันต์หรือคะ?”  น้ำเพชรเอ่ยถามไตรขณะยืนพิงริมระเบียงมองวิวภายนอกแล้วจิบน้ำผลไม้ในแก้วแชมเปญทรงสูงที่นำมาเสิร์ฟถึงที่

“เขาเคยรู้จักกับแม่ของผมน่ะ  แต่มันนานมากแล้วล่ะ”  ไตรตอบเสียงเรียบพร้อมกับจะจุดบุหรี่แต่ถูกน้ำเพชรห้ามไว้เสียก่อน  แม้ว่าเธอจะรู้ว่าเขาเป็นคนสูบบุหรี่อยู่แล้วก็เถอะ

“อย่าเพิ่งสูบเลยค่ะ  เดี๋ยวก็เข้าไปในงานอีกรอบแล้ว”  ไตรหยุดเพียงเท่านั้นก่อนจะเก็บบุหรี่เข้าซองดังเดิม  เพราะเขาเองก็ลืมไปว่าอีกไม่นานงานก็ใกล้จะจบแล้วและวันนี้เขามากับธีร์  คนที่ไม่สูบเพราะไม่ชอบควันเป็นที่สุด  “ก็ว่าทำไมเขาถึงพูดถึงแม่ของคุณบ่อยๆ คุณนายเพชรรัตน์  อะไรทำนองนั้น”

“ไม่ใช่หรอก”

“?”

“แม่ของผมไม่ใช่คุณนาย  แต่เป็นแฟนเก่าของนายใหญ่ก่อนที่จะมาแต่งงานกับคุณนายต่างหาก  น่าจะตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นเลยมั้ง  แม่ผมเสียก่อนคุณนายอีก แต่พอคุณนายเสียไป นายใหญ่ก็ไม่ได้แต่งงานใหม่นะ”

“แล้วคุณนายกับนายใหญ่ไม่มีลูกด้วยกันหรือ?”

“พีรดลน่ะหรือ  เสียไปนานแล้วเหมือนกัน”  ไตรพูดพลางเหม่อมองไปสุดสายตาเมื่อนึกถึงทุกคนในความทรงจำของเขา  “บ้านสุริยันเงียบเหงามาตั้งนานแล้ว”

น้ำเพชรเงียบไปหลังได้ฟังดังนั้น  นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้นายใหญ่อยู่ในคฤหาสน์สุริยันคนเดียวโดยมีไตรโผล่มาบ้าง  แต่ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่าที่ทำให้ความสัมพันธ์ของไตรกับธีร์ไม่ค่อยเหมือนพ่อลูกทั่วไปนัก

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำเพชรแปลกใจคือชื่อของคุณนายเพชรรัตน์ที่ชื่อแอบคล้ายเธออย่างน่าประหลาด  ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือเพราะน้ากิ่งแก้ว  จากที่ฟังคุณการันต์บอกว่าน้ากิ่งแก้วหายไปตั้งแต่ที่คุณนายเสียชีวิตและพูดว่าน้ากิ่งแก้วเป็นการ์ดฝีมือดี  อาจจะแปลว่าน้ากิ่งแก้วเป็นการ์ดของคุณนายเพชรรัตน์เหมือนกับขุนที่เป็นการ์ดของนายใหญ่

ไม่แน่ว่าน้ากิ่งแก้วอาจต้องการตั้งชื่อให้เธอมีชื่อคล้ายกับเจ้านายของตัวเอง  เพราะในช่วงเวลาที่คุณนายมีชีวิตอยู่  เธอก็คงเพิ่งเกิดได้ไม่นานนัก  แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรรอถามจากน้ากิ่งแก้วจริงๆ คงจะดีกว่า

น้ำเพชรไม่ได้ถามอะไรไตรต่อในเรื่องส่วนตัวพวกนี้  เธอมองทิวทัศน์รอบงานไปเรื่อยๆ และปล่อยใจไปกับสายลมและเสียงเพลงที่ลอยเข้ามา  แต่หญิงสาวก็ต้องชะงักเมื่อสายตาของเธอไปหยุดอยู่ที่ชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ชั้นหนึ่งของคฤหาสน์  ผู้ชายที่เธอคุ้นหน้าราวกับว่าเคยเจอกันมาก่อนจากที่ไหนสักแห่ง

ความฝัน...

กลับมาเพชร  กลับบ้านเราเถอะ 

ไม่ผิดแน่  ผู้ชายคนนั้นคือผู้ชายคนเดียวกับที่อยู่ในความฝันของเธอมาหลายคืน  คนที่เป็นดั่งเศษเสี้ยวความทรงจำของเธอมีตัวตนอยู่จริงๆ และไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมในเวลานี้  หากจะบอกว่าเธอเห็นภาพหลอนไปเองก็คงไม่ได้เพราะเธอไม่ได้เมาและผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ตรงนั้นชัดเจน 

เขาเป็นใคร  มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน 

“น้ำเพชร! จะรีบไปไหนน่ะ?”  ไตรรีบถามทันทีหลังจากที่น้ำเพชรตัดสินใจวิ่งไปเพื่อจะไปพบชายคนนั้น  เธอแน่ใจอย่างมากว่าเขาคือคนเดียวกันกับที่เธอเจอในความฝัน  คนที่อยู่ในความทรงจำของเธอ  มันต้องเป็นเขาแน่นอน 

สองเท้ารีบวิ่งไปตามทางโดยไม่ใส่ใจว่าตนเองจะใส่รองเท้าส้นสูง  เธอวิ่งมันอย่างว่องไวและฝ่าฝูงชนที่ยืนดูการกล่าวปิดงานของคุณการันต์  น้ำเพชรเลือกจะวิ่งสุดฝีเท้าโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น  หัวใจของเธอเต้นรัวไม่เป็นจังหวะพร้อมกับสายตาของเธอที่พยายามมองหาเขาคนนั้นทันทีที่วิ่งมาถึงยังจุดที่เขาเคยยืนอยู่เมื่อไม่กี่นาทีก่อน  แต่เขากลับหายตัวไป 

เธอหันซ้ายขวามองรอบงานก็ไม่พบกับชายคนนั้นเหมือนดั่งว่าเขาไม่เคยมีอยู่  น้ำเพชรเริ่มรู้สึกบีบหัวใจอย่างทรมาน  เธอตาฝาดหรือเกิดอะไรขึ้นกันแน่  ทั้งที่มั่นใจว่าเขายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ  ทำไมถึงหายไปอย่างไร้ร่องรอย 

ราวกับความหวังและหัวใจของเธอล่องลอยไปกับอากาศ  น้ำเพชรหมุนตัวและเดินตามหาเขาเหมือนกับคนบ้า  จนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตรงส้นเท้าจากการถูกรองเท้าส้นสูงกัดมาตลอดทางที่วิ่ง หญิงสาวเริ่มน้ำตารื้นอีกครั้งด้วยความเสียใจและผิดหวัง  คนๆ นั้นเขามีตัวตนจริงอย่างแน่นอน   

เขาต้องมีตัวตนจริงๆ สิ 

“น้ำเพชร”  เสียงทุ้มของใครบางคนเรียกชื่อเธอจากด้านหลัง  ทำให้น้ำเพชรหันกลับไปช้าๆ อย่างตัวสั่น  ก่อนจะพบกับนายใหญ่ที่ยืนอยู่และมองมาที่เธอด้วยสายตาเป็นกังวล  “เกิดอะไรขึ้น?” 

“นะ นายใหญ่” 

“...” 

“หนู...ฮึก”  ไม่ทันที่จะได้บอกอะไรไปมากกว่านั้นธีร์ก็เดินเข้ามากอดเธอไว้พร้อมกับลูบหลังปลอบขวัญของน้ำเพชรที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะสติหลุดไปแสนไกล  แววตาสิ้นหวังและหวาดกลัวนั้นแทนคำตอบทุกอย่างที่เธอจะตอบก่อนจะร้องไห้ออกมาในอ้อมอกของเขาเสียอีก  “ฮือ...หนูจำเขาไม่ได้เลย ฮึก อยากจำได้ทุกอย่างสักที” 

หญิงสาวกอดธีร์แน่นพร้อมปล่อยโฮร้องไห้ออกมา  ทำให้ร่างสูงกระชับอ้อมแขนเข้ามาแล้วทำเพียงกอดพร้อมลูบหัวเธอเบาๆ ด้วยความทะนุถนอม  ไม่แม้แต่จะถามอะไรต่อสักคำ  ขอเพียงแค่ให้เธอได้ร้องไห้ออกมาให้เต็มที่และปลอบประโลมให้เธอคลายจากความหวาดกลัวและเสียใจก็เพียงพอ 

ไตรที่วิ่งตามมาหยุดฝีเท้าแล้วยืนมองทั้งคู่ที่ยืนกอดกันตรงนั้น  เขาถอนหายใจออกมาเมื่อรู้ว่าน้ำเพชรมาเจอธีร์พอดี  เพราะก่อนนี้เขาเองก็วิ่งตามเธอแทบไม่ทันจนเป็นห่วงว่าจะพลัดหลงกันไป  พวกเขายังคงยืนอยู่อย่างนั้นสักพักจนน้ำเพชรใจเย็นและสงบลง  โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาอีกคู่กำลังยืนมองพวกเขาอยู่ 

สายตาจากชายที่เคยยืนตรงนั้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน 

 

 

ณ คฤหาสน์สุริยัน 

น้ำเพชรรู้สึกนอนไม่หลับตั้งแต่กลับมาจากงานที่คฤหาสน์โลกา  เธอเอาแต่นอนคิดวนเวียนอยู่กับชายปริศนาคนนั้นที่มีตัวตนออกมาจากในความฝัน  แม้จะไม่ได้พบกันอย่างที่ตั้งใจจนผิดหวัง  แต่อย่างน้อยเธอก็มีความหวังใหม่ว่าอาจจะได้พบเจอเขาอีกสักครั้ง 

เธอเองก็ไม่รู้ว่าหากพบเขาแล้วสิ่งแรกที่เธอจะถามกับเขาคืออะไร  และเขาจะรู้จักเธอจริงหรือไม่ น้ำเพชรรู้แค่ว่าเธอรู้สึกผูกพันกับเขาคนนั้นมากมายเหลือเกิน  ได้แต่หวังว่าเขาจะสามารถตอบคำถามที่ค้างคาใจเธอได้ 

สุดท้ายแล้วน้ำเพชรก็ไม่สามารถข่มตานอนได้  เธอลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วถอนหายใจยาวก่อนจะเดินลงจากเตียงเพื่อจะไปสูดอากาศตรงระเบียงบ้าน  หญิงสาวยืนเหม่อมองไปยังนอกรั้วคฤหาสน์แสนไกล  เธอไม่ได้รู้สึกแย่เท่าวันที่เธอวิ่งหนีออกไปท่ามกลางสายฝน  แต่การไม่รู้นั้นทำให้เธออึดอัดใจเหลือเกิน 

เสียงไวโอลินแว่วเข้ามาจากหน้าต่างของห้องหนึ่งในบ้าน  แม้เสียงจะเบาเพราะแต่ละห้องนั้นเก็บเสียงเพื่อความส่วนตัวแต่หากเปิดหน้าต่างแล้วฟังตรงระเบียงก็มีโอกาสที่เสียงจะเล็ดลอดออกมา  น้ำเพชรยืนนิ่งฟังเสียงไวโอลินนั้นและเดาว่าคงเป็นฝีมือของนายใหญ่ที่อยู่ในห้องรับรอง ห้องเดียวกับที่เขานั่งวาดรูปครั้งนั้น 

น้ำเพชรยืนฟังเสียงนั้นสักพักก่อนจะตัดสินใจเดินไปยังห้องนั้น  เธอเคาะประตูสองทีก่อนจะถือวิสาสะเปิดและเดินเข้าไปก่อนจะพบกับร่างสูงของชายเจ้าของบ้านซึ่งกำลังสีไวโอลินอยู่เพียงลำพัง 

ร่างบางยืนมองภาพตรงหน้าเหมือนกับครั้งที่เธอยืนมองเขาวาดรูปเงียบๆ  ชายคนนี้เสพงานศิลป์มากกว่าที่คุณโรสหวังไว้แน่ๆ และเขาก็ดูมีเสน่ห์อย่างมากยามที่เขาจดจ่อกับผืนผ้าใบและสีน้ำมัน  หรือแม้กระทั้งตอนเล่นเครื่องดนตรีสักชิ้น 

“นอนไม่หลับหรือ?”  นายใหญ่หยุดเล่นก่อนจะหันมาถามน้ำเพชรซึ่งยืนพิงประตูห้องอยู่  เธอพยักหน้ารับก่อนจะเดินมาทางเขาแล้วนั่งลงตรงเก้าอี้หน้าเปียโนตัวเดิม 

“คุณก็นอนไม่หลับหรือคะ” 

“เปล่า  แค่อยากฟังเพลงเฉยๆ ไม่ได้จับมาสักพักแล้วด้วย”  เขาพูดถึงไวโอลินในมือ  ก่อนที่น้ำเพชรจะกวาดสายตามองรอบห้องแล้วไปสะดุดกับเชลโล่ตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ 

“คุณเล่นเครื่องดนตรีหลายอย่างดีนะคะ  สอนให้หนูบ้างได้ไหม” 

“ได้สิ  ชอบเชลโล่หรือ?” 

“ก็น่าสนใจดีค่ะ”  เธอพูดพลางยิ้มบาง ร่างสูงจึงเดินไปที่เชลโล่ตัวนั้นแล้วผายมือเชิญเธอไปนั่งตรงเก้าอี้ข้างหลังมัน  โดยที่เธอนั้นก็รู้สึกคุ้นเคยกับมันได้ไม่ยาก 

“นั่งกอดมันไว้  มือข้างหนึ่งกดสายส่วนอีกข้างถือคันชักไว้คอยสีแบบนี้”  บทเรียนสูตรเร่งรัดถูกสอนโดยนายใหญ่เจ้าของบ้านที่ช่วยน้ำเพชรจากด้านหลัง  หญิงสาวลองทำตามที่เขาสอนและลองสีไล่ตัวโน้ตไปเรื่อยๆ ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกสงบอย่างคาดไม่ถึง  “เสียงดนตรี ภาพวาด รูปปั้น พวกงานศิลป์จะทำให้เราสงบอารมณ์ได้มากเลยนะ” 

“...” 

“ทุกอย่างมีความหมายในตัวมันและสะท้อนบางสิ่งกลับมาที่เรา  ถ้าหนูไม่สบายใจก็มาห้องนี้ได้เลยนะ” 

“ขอบคุณนะคะ” 

“...” 

“เรื่องวันนี้ด้วย”  น้ำเพชรพูดออกมาพลางนึกถึงช่วงเวลาที่เธออยู่ในอ้อมแขนของเขา  “หนูเคยคิดว่าตัวเองคงทนได้  ถ้าจะต้องลืมทุกสิ่งไปตลอดชีวิตแล้วเริ่มต้นใหม่” 

“...” 

“แต่ในความจริงแล้วสิ่งที่หนูทำไม่ได้ก็คือการลืมทุกสิ่งแล้วทำเหมือนไม่รับรู้มัน  เหมือนกับว่าลึกๆ แล้วหนูอยากได้ความทรงจำคืนอยู่ตลอด  มีความหวังที่จะจำได้ในสักวันและเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องอยู่กับความอึดอัดเพราะไม่รู้” 

“สักวันหนูจะจำได้  มันต้องมีทางออก” 

“ถึงเวลานั้นคุณจะเป็นใครสำหรับหนูหรือคะ?” 

“...” 

“ในวันที่หนูจำทุกอย่างได้  เราจะเป็นใครสำหรับกันและกัน” 

“มันจะเป็นไปตามที่หนูต้องการ” 

“...” 

“ฉันจะเป็นในสิ่งที่หนูอย่างให้เป็น  และฉันจะอยู่ตรงนี้เสมอ” 

 

 

เสียงเปียโนขับกล่อมยามราตรีด้วยฝีมือการบรรเลงของชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งเล่นมันเพียงลำพังในห้องโล่งว่างเปล่า  มีเพียงแก้ววิสกี้ที่ตั้งบนหลังเปียโนและแสงจันทร์ที่อยู่เป็นเพื่อนของเขา 

ห้องนี้สว่างมากพอเพราะแสงจันทร์จึงไม่จำเป็นต้องเปิดไฟหรือจุดเทียน  จอมทัพชอบความมืดที่แสนสงบมากกว่าแสงสว่างอันเงียบเหงา  บทเพลงที่ขับกล่อมล้วนแต่เป็นทำนองบรรเลงกลบเกลื่อนความเงียบที่เสียงดังคับห้องเท่านั้น 

ภาพของน้ำเพชรเข้ามาในหัวของเขา  หญิงสาววิ่งหอบทันทีที่เห็นเขาจากระเบียงชั้นสอง  เธอสอดส่ายสายตาตามหาเขาทั่วทั้งงาน  เป็นอย่างที่เขาคิดไว้  แม้เธอจะไม่มีความทรงจำใดหลงเหลือแต่จิตใต้สำนึกของเธอยังคงเห็นภาพในอดีตเสมอ  ไม่ว่าภาพนั้นจะมีความสุขหรือความทุกข์ก็ตาม 

จอมทัพไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง  วันที่เขามีความหวังในการพบเจอเธออีกครั้ง  มันเป็นเวลาแสนเนิ่นนานเหลือเกินที่เธอหายไปและไม่เคยกลับมา  แต่การกลับมาของเธอก็ไม่ใช่เรื่องดีเสียทีเดียว  เพราะเธออาจเป็นชนวนของสงครามครั้งใหม่ในที่ประชุมจักรวาลก็เป็นได้ 

เขารู้ดีและคิดว่าธีร์ก็คงรู้เช่นกันว่ามันไม่ปลอดภัยนักที่น้ำเพชรมีชีวิตอยู่  ซึ่งจอมทัพเองก็หาทางที่จะทำให้เธอพบกับอันตรายให้น้อยที่สุด  และพยายามตามหาเหตุผลในการกลับมาของเธอ  ซึ่งมันก็เดาได้ไม่ยากตั้งแต่ที่พบเธออยู่กับธีร์แล้ว  ยิ่งเห็นเธออยู่ในอ้อมกอดของเขา  จอมทัพก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งคู่ยังอยู่ด้วยกัน 

ธีร์ยังรู้สึกเหมือนเดิม  เขายังคงต้องการเธอสินะ 

จอมทัพหยุดปลายนิ้วเอาไว้ก่อนจะเอื้อมไปหยิบแก้ววิสกี้ขึ้นมาดื่มพลางเงยหน้าขึ้นไปมองรูปวาดสีน้ำมันที่ฝากพระเพลิงซื้อมาจากแกลลอรี่ของโรส  ทายาทเพียงคนเดียวจากตระกูลดารา  ภาพของหญิงสาวงดงามราวเทพธิดาบรรเลงเครื่องสายอยู่เพียงลำพัง 

นี่เป็นเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น 

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น