ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : (Re-write) 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 278

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 01:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(Re-write) 3
แบบอักษร

3 

วันต่อมา

ณ คฤหาสน์สุริยัน

“ผมเนี่ยนะ?”  ไตรขมวดคิ้วพร้อมชี้นิ้วเข้าหาตัวเองทันทีที่น้ำเพชรเดินมาขอให้เขาสอนยิงปืน หญิงสาวพยักหน้าอย่างแน่วแน่พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งข้างเขาบนโซฟากลางห้องโถง

“ก็คุณดูจะถนัดนี่คะ”

“เดี๋ยวนะคุณ  นั่นเป็นคำชมหรือ?”

“ชมสิคะ  เพราะเห็นว่าคุณเก่งไงเลยอยากให้คุณสอนบ้าง”

“ตลกตายล่ะ ระดับคุณยังจะต้องเรียนทำไมอีก”  ไตรพูดพร้อมกับแค่นหัวเราะเพียงลำพัง  หญิงสาวแอบมองท่าทางแบบนั้นแล้วก็รู้สึกได้ว่าการตอบสนองของเขามันแปลกกว่าที่เธอคิดไว้แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่ถามตรงๆ

แทนที่จะพูดว่า แบบคุณเนี่ยนะจะเรียนยิงปืน หรือ คุณอยากเรียนอะไรแบบนี้ด้วยหรอ แต่เขากลับพูดเหมือนกับว่าเธอสามารถยิงปืนได้อยู่แล้วจนไม่จำเป็นต้องเรียนอีก  ไม่รู้ว่าเธอได้ยินแล้วเข้าใจผิดไปเองหรือสิ่งที่เขาเผลอพูดออกมามันจริงกันแน่  ถ้าถามไปเขาจะตอบตามตรงหรือจะบ่ายเบี่ยงกันนะ

“ทำไมล่ะคะ  แต่ก่อนฉันยิงปืนเก่งหรือ?”  เธอถามลองเชิงคนตรงหน้า

“ผมจะไปรู้หรอ  เราเพิ่งเจอกันเองนะ”

“แต่ที่คุณพูดเมื่อกี้...”

“ผมก็พูดไปเรื่อยนั่นแหละ  คุณอย่าใสใจเลย”

บ่ายเบี่ยงเต็มๆ...

เพชรถอนหายใจกับตัวเองเมื่อรับรู้ได้ถึงรังสีความโกหกของอีกฝ่ายที่ชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไรดี  ทั้งที่พูดออกมาเองแบบนั้นแล้วยังจะกล้าปฏิเสธอีก  คิดว่าถ้านายใหญ่เป็นคนพูดความจริงเอามากๆ แล้วลูกชายจะนิสัยไม่ต่างกันเสียอีก

“ว่าแต่ทำไมเราถึงเพิ่งเจอกันล่ะคะ  เมื่อก่อนฉันไม่ได้อยู่ที่นี่หรือ?”  เพชรแสร้งถามทั้งที่รู้ในใจอยู่แล้วว่าเธอไม่เคยอาศัยอยู่ที่นี่เลย  อย่างที่นายใหญ่เคยพูดกับเธอไว้ตั้งแต่เธอลืมตาตื่นขึ้นมาว่าเธอไปรักษาตัวที่อเมริกาทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ  แต่หากไตรพูดไม่ตรงกันหรือพูดอย่างอื่นที่น่าสนใจขึ้นมาก็คงจะเป็นประโยชน์กับเธอมาก

“ไม่รู้สิ  ผมไม่ค่อยมาที่นี่น่ะ”

“...”

“ช่วงที่คุณกับนายใหญ่อยู่อเมริกาก็เป็นช่วงที่ผมคุมงานที่ไทยแทนนายใหญ่  แต่ผมก็เคยได้ยินนายใหญ่พูดถึงคุณอยู่บ้างนะ  ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ยินบ่อยหรอก  ผมกับนายใหญ่ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่”

“มีพ่อลูกที่ไม่สนิทกันด้วยหรือคะ?”

“ก็มีผมกับเขาแหละคู่หนึ่ง”

“...”  หญิงสาวเงียบไปหลังได้ยินเช่นนั้น  ไม่แน่ว่าคำถามไม่คิดของเธออาจจะเป็นเรื่องเสียมารยาทสำหรับเขาก็ได้  ดูจากที่ทั้งคู่ต่างคนต่างอยู่และคอยเจอกันเฉพาะเรื่องงานแบบนี้ก็ไม่น่าพูดเรื่องความสนิทออกไปเลย  “ขอโทษค่ะ”

“หืม?  เรื่องอะไร?”

“ฉันพูดไม่คิดเองเรื่องคุณกับนายใหญ่”

“ผมไม่ได้โกรธอะไรคุณหรอก  ช่างมันเถอะ”  เขาพูดพลางลุกขึ้นแล้วเดินไปก่อนจะหันมาหาเพชรที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม  “อยากลองยิงปืนไม่ใช่หรือ  ตามมาสิคุณ”

“แต่ฉันยังไม่ได้เตรียมตัวไปข้างนอกเลยนะคะ”

“แล้วใครจะไปข้างนอกล่ะ”

“?”

“โกดังหลังบ้านเรามีสนามยิงปืนอยู่แล้วนะ  บ้านเรารวยครับคุณ

ปัง!

แปลก

ปัง!

แปลกมากๆ

“ยิงเป็นแต่หัวหรือเปล่าเนี่ย  ส่วนอื่นบ้างก็ได้มั้งคุณน้ำเพชร”  ไตรพูดกวนน้ำเพชรที่ฝึกซ้อมยิงปืนในสนามซ้อมยิงของบ้าน  ใช่  เธอก็เพิ่งจะรู้ว่าคฤหาสน์สุริยันมีโกดังหลังบ้านซึ่งถูกเนรมิตให้กลายเป็นสนามซ้อมยิงปืนอยู่ด้วย  สมกับที่เป็นบ้านตระกูลมาเฟียเสียจริง

สิ่งที่ไม่คาดคิดนั้นไม่ได้มีเพียงเรื่องสนามยิงปืนในบ้าน  แต่ที่น่าเหลือเชื่อมากกว่าคือฝีมือการยิงของน้ำเพชรที่มันแม่นยำอย่างกับจับวาง  ความจริงเธอรู้สึกคุ้นเคยกับการจับปืนและลองยิงไปตามสัญชาตญาณก็เท่านั้นแต่ไม่คิดว่าตัวเองจะแม่นปืนขนาดที่ยิงโดนจุดสำคัญโดยเฉพาะจุดหัวทุกครั้ง

“ปกติฉันแม่นปืนหรือ  ไม่เห็นจำได้เลย”  หญิงสาวบ่นอุบอิบ

“นี่คุณ  ความจำเสื่อมแล้วจะจำอะไรได้ล่ะ”  ไตรพูดพลางหัวเราะเบาๆ  “ผมยังไม่ทันสอนเลยด้วยซ้ำ  ถ้าไม่ใช่พรสวรรค์ก็คงจะแม่นปืนมาก่อนจริงๆ นั่นแหละ”

“แล้วคุณเคย...”

“บอกแล้วไงว่าผมไม่เคยเจอคุณ  จะไปรู้ได้ยังไง”  เขาตัดบททันทีเพราะรู้ว่าน้ำเพชรต้องถามแบบเดิมอีกครั้ง  คำถามรูปแบบเดิมอย่าง เมื่อก่อนฉันเป็นยังไง  คุณเคยเห็นฉันทำแบบนี้ไหม ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็เหมือนเดิมคือ ไม่รู้  

“ฉันแค่นึกว่าคุณมาบ้านหลังนี้ประจำก็เลยน่าจะรู้นี่คะ”  น้ำเพชรบอกตามที่คิด 

“ถ้าไม่มีเรื่องสำคัญก็ไม่ค่อยอยากมาหรอก  ก็แค่ทำงานให้เสร็จๆ ไป”  ไตรพูดไปตามความจริง แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ไตรแสดงความไม่สนิทที่มีต่อพ่อของเขาอย่างชัดเจนจนน้ำเพชรรู้สึกได้ 

น่าแปลกที่ความสัมพันธ์พ่อลูกคู่นี้ดูเหมือนเจ้านายกับลูกน้องมากกว่า  อีกทั้งเธอไม่เคยเห็นทั้งคู่พูดถึงแม่ของไตรเลยหรือว่าพวกเขาหย่ากันไปแล้ว  ถึงน้ำเพชรจะสงสัยแต่เธอก็ไม่ถามเขาไปเพราะคิดว่ามันคงเป็นเรื่องส่วนตัวเกินกว่าที่เธอควรจะรู้  สิ่งที่เธอควรรู้และควรใส่ใจจริงๆ คือเรื่องของตัวเองมากกว่า 

“คุณก็ทำงาน  เอ่อ...มาเฟีย?” 

“แล้วแต่จะเรียกนะ  แต่จริงๆ พวกเราจะเรียกกันเองว่า พวกช้างเผือก มาจากคำว่าทางช้างเผือก เพราะเราเป็นพวกตามหาตัวยากถึงจะมีอำนาจแต่ก็ไม่ได้อยู่ในกฎหมาย  โจ่งแจ้งมากไม่ได้อะไรทำนองนั้น”

“แล้วทำไมพวกคุณถึงไม่ถูกจับล่ะคะ?”

“เส้นสายมันซื้อกันง่ายนะ  กฎหมายก็กลายเป็นธุรกิจได้ถ้ามันไม่แข็งแรงพอ”  ไตรพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบปืนอีกกระบอกแล้วยิงไปที่เป้าของน้ำเพชร  แน่นอนว่าเขายิงมันได้อย่างแม่นยำ  “ชีวิตแบบนี้มันไม่สนุกหรอก  ถ้าไม่ตายก็ต้องวนเวียนอยู่ที่นี่ต่อไป  เป็นช้างเผือกของที่ประชุมจักรวาล  จับปืน ระแวง แล้วก็ชิงอำนาจ”

“...”

“ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย  จะออกไปใช้ชีวิตของตัวเองก็ยากตราบใดที่อาวุธพวกนั้นยังอยู่และยังมีคนต้องการมัน  เพราะฉะนั้นถ้าเลือกได้ก็อย่าเอาตัวเองมาพัวพันกับเรื่องพวกนี้เลย  ผมว่าคุณรีบหาสิ่งอยากทำแล้วก็ไปใช้ชีวิตอย่างที่ชอบดีกว่า”  

“...”

“ไม่จำเป็นต้องรีบรื้อฟื้นความทรงจำหรอก  ถ้ามันจะกลับมามันก็คงมาเอง”  

“ทำไมคนที่นี่ถึงอยากให้ฉันใช้ชีวิตแบบลืมเรื่องในอดีตไปซะ  คุณไม่คิดว่าฉันควรรับผิดชอบในสิ่งที่ทำบ้างหรือ  ในอดีตฉันอาจเคยทำผิดก็ได้  หรือมันอาจเคยมีเรื่องที่ทำให้ฉันมีความสุขก็ได้  ไม่ว่ามันจะเป็นยังไงก็ตาม  ความทรงจำทั้งหมดก็ทำให้ฉันเป็นตัวฉันนี่คะ  จะให้ลืมได้ยังไง”

ไตรนิ่งไปหลังได้ฟังเหตุผลของน้ำเพชรที่น้ำเสียงเป็นการระบายมากกว่ายืนยันเหตุผล  เธอคงได้ยินแต่คำพูดที่ขอให้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและคงไม่มีใครอยากให้เธอจดจำอะไรในอดีตจนก่อความอึดอัดในใจของเธอ  

สิ่งที่เธอพูดก็ไม่ผิด  ความทรงจำ ไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายแต่มันก็คืออดีต เป็นบทเรียนชีวิตที่ทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใครและเคยเป็นใคร  การตัดสินใจและการกระทำในตอนนั้นย่อมส่งผลกับสิ่งที่เกิดในตอนนี้  หากจะให้ลืมอดีตไปทั้งหมดก็เหมือนกับว่าปัดความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เคยทำ

แต่หากในมุมหนึ่งก็คงมีหลายคนอยากจะลืมเรื่องราวเลวร้ายในอดีต  ชีวิตคนเรามีความทรงจำหลากหลาย  มีแต่คนอยากจำเรื่องราวดีๆ จนบางทีพวกเขาก็ลืมไปว่าบางเรื่องมันก็เคยดีมาก่อนที่มันจะเลวร้าย  หรือไม่มันก็เคยเลวร้ายมาก่อนจะเจอเรื่องที่ดี  มันยากเหลือเกินที่จะลบไปทุกสิ่งแล้วเจอกับความสุขอย่างเดียว

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงต้องใจแข็งพอที่จะรับมือกับทุกความทรงจำนะ”

“?”

“ตอนนี้คุณจำอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าคุณในอดีตกลายเป็นคนแปลกหน้าของคุณไปแล้ว  ถ้าคุณอยากรู้จักคนแปลกหน้าคนนั้นก็ต้องกล้ามากพอที่จะยอมรับในสิ่งที่คนๆ นั้นเป็น”

“คุณคิดว่าฉันเคยฆ่าคนไหม?”  น้ำเพชรเอ่ยถาม

“แม่นปืนขนาดนี้  อยู่บ้านพวกช้างเผือก  เมื่อคืนก่อนก็วิ่งตากฝนหนีไปเพราะเห็นเจ้าของบ้านยิงคน  คิดๆ แค่นี้ก็พอเป็นไปได้อยู่นะ”

“...”

“สิ่งที่ต้องคิดไม่ใช่แค่เรื่องฆ่า  แต่อีกเรื่องที่ต้องคิดคือฆ่าใคร ฆ่าทำไมและจะรับผิดชอบยังไงมากกว่า”

“นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องทำใจสู้ใช่ไหมคะ  ถ้านั่นเป็นตัวตนของฉันในอดีตจริงๆ”

“ถ้าคุณต้องการจะจำมันก็คงต้องยอมรับให้ได้นั่นแหละ”  ไตรพูดพร้อมบรรจุกระสุนปืนลงกระบอกอย่างใจเย็น  “ความจริงพวกช้างเผือกที่ไล่ฆ่ากันเองโดยไม่กลัวกฎหมาย  ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ได้รับผลจากการกระทำของตัวเองนะ”

“...”

“ชีวิตที่ต้องหนีตายและต้องสู้กับทุกคนจนใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปไม่ได้ไปทั้งชาติก็ถือว่าเป็นผลกรรมชนิดหนึ่ง  สุดท้ายแล้วการหลบซ่อน หนีกฎหมายก็ไม่ต่างจากการอยู่ในคุก  แค่เปลี่ยนที่กับผู้คุมเท่านั้น  บ้านก็ไม่ปลอดภัย ที่ทำงานก็อันตราย  เดินไปไหนก็เสี่ยงตาย”

“...”

“คุกก็แค่ขังให้สำนึก ยังมีโอกาสทำความดี  อาจปลอดภัยกว่าชีวิตพวกช้างเผือกตอนนี้ด้วยซ้ำ คุณก็เห็นว่าเวลาตายแทบไม่มีใครรู้จักเราหรือเห็นค่าของเราเลย  ต่อให้เราจะไม่จับงานทุจริตแต่วงการที่เราอยู่มันเป็นแบบนี้  ทุกคนต้องทำร้ายคนอื่นเพื่อปกป้องตัวเองแล้วก็จบที่ตัวเองถูกคนอื่นฆ่าตาย  พวกช้างเผือก พวกมาเฟียอะไรนี่ไม่ได้เท่นักหรอก”

“แต่คุณก็เป็นช้างเผือกเหมือนกัน”

“ผมเลือกได้ที่ไหน  พ่อผมเป็นผู้นำนี่นา”

“...”

“นายควรไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างที่ต้องการนะ  ถ้าอยากได้อะไรค่อยบอกกัน  ไม่ได้อยากอยู่แบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือไตร?” 

“...” 

“ทนอยู่กับคนที่เกลียดต่อไปมันจะมีแต่นายนะที่รู้สึกแย่” 

“...” 

“นายเกลียดฉันนี่นา” 

 

“ความจริงเขาก็เคยพูดกับผมเหมือนที่เขาบอกคุณบ่อยๆ นะ  ไปใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุขก็พอ”  ไตรพูดพลางนึกถึงนายใหญ่ที่บอกกับเขาตั้งแต่เด็ก  “เขาไปไหนไม่ได้  แต่ผมยังไปได้  เขาก็เลยอยากให้ผมไปจากวังวนนี้ซะ” 

“แต่คุณก็ไม่ไป” 

“ก็ผมเหลือเขาคนเดียว” 

“...” 

“ครอบครัวคนสุดท้าย” 

 

 

“ยังเลือกไม่ได้อีกหรือ?”  ธีร์เอ่ยถามน้ำเพชรที่นั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะภายในภัตตาคารแห่งหนึ่งใจกลางเมือง  เป็นครั้งแรกที่เธอกับเขาออกมากินข้าวด้วยกันและเป็นวันแรกที่น้ำเพชรได้ออกจากบ้านแบบที่ไม่ต้องหนี 

“หนูไม่รู้ว่าจะกินอะไรน่ะค่ะ  ไม่เคยสั่ง”  เธอตอบพลางพลิกกระดาษเมนูอาหาร 

“ฉันหมายถึงที่เรียนที่หนูเคยบอก  ไหนว่าอยากเรียนต่อ?” 

“เรียน?” 

“หนูเคยถามฉันนี่ว่าหนูต้องไปเรียนหรือเปล่า  ฉันนึกว่าหนูคิดเรื่องนั้นอยู่”  เขาพูดพร้อมกับมองน้ำเพชรที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนักก่อนที่จะเธอจะนึกขึ้นมาได้ว่าเธอเคยถามเขาไว้แบบนั้นจริงๆ 

“หนูไม่มีเงินเรียนหรอกค่ะ  ทุกวันนี้ก็ใช้แต่เงินคุณ” 

“แล้วทำไมจะใช้ไม่ได้  ฉันไม่เคยห้ามเสียหน่อย” 

“เมื่อก่อนคุณติดหนี้อะไรหนูไว้หรือเปล่าคะเนี่ย  ทำไมถึงทำดีกับหนูขนาดนี้”  หญิงสาวถามพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เพราะธีร์มีแต่ตามใจเธอจนชักน่าสงสัย 

ติดหนี้...ก็คงจะเคยติดจริงๆ นั่นแหละ 

ร่างสูงคิดแบบนั้นในใจพลางจดจ้องรอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้า  เขาจำไม่ได้แล้วว่าเขาเคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่  เธอยิ้มอย่างสบายใจกับเขาแบบนี้มันคงเป็นสัญญาณว่าเธอเริ่มไว้ใจเขามากขึ้น 

“อย่าเกรงใจฉันเลย  ทุกอย่างที่เกี่ยวกับฉันมันก็เป็นของหนูทั้งนั้น” 

“ของหนูทุกอย่างเลยหรือคะ?” 

“อืม” 

“แล้วคุณล่ะคะ?” 

มันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้วนี่”  เขาพูดเสียงเรียบทำให้น้ำเพชรชะงักไป  เธอเพียงแค่พูดหยอกเพราะเห็นว่าเธอกับเขาเริ่มสนิทและทำตัวสบายๆ ต่อกันมากขึ้นกว่าช่วงแรก  แต่ไม่คิดว่าคำตอบเรียบง่ายแบบนั้นจะทำให้เธอหน้าร้อนขึ้นมาเอง

ไม่มีใครเคยบอกหรือไงว่าพูดตรงมากไปก็ไม่ดี...

“หนูไม่รู้ว่าตัวเองเก่งอะไร  ไม่รู้ด้วยว่าตัวเองจะเรียนรอดไหม”  น้ำเพชรเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาทันที

“มหาวิทยาลัยเขาให้เข้าไปเรียนรู้  ถ้าเก่งมาก่อนจะเข้าไปเรียนทำไมล่ะ”  ธีร์พูดก่อนจะหันไปสั่งอาหารแล้วหันกลับมาอีกทีตอนที่พนักงานเสิร์ฟเดินไป  “ฉันให้หนูเลือกสิ่งที่อยากเรียน  ไม่ใช่เลือกสิ่งที่คิดว่าจะเรียนได้”

“แต่ถ้าหนูไม่เก่ง  เรียนไม่ได้  มันอาจจะไม่จบเนี่ยสิคะ”

“ไม่ต้องจบก็ได้  ฉันรวย  ไม่ต้องขยันเรียนไปวิ่งหางานหรอก”

“คนรวยเขามีความคิดแบบคุณทุกคนเลยหรือเปล่าคะเนี่ย”

“คงจะคิดคนละอย่าง  เพราะฉันรวยกว่า”  ร่างสูงพูดพลางเหยียดยิ้มที่มุมปากและเหล่มองมาทางหญิงสาวที่นั่งอ้าปากค้างกับความมั่นใจแสนจะน่าหมั่นไส้ของอีกฝ่าย  นี่เป็นการยอมรับว่าตัวเองเป็นคนรวยที่รวยมากและอวดรวยมากๆ สินะ

จริงๆ แล้วไตรกับนายใหญ่ก็มีส่วนคล้ายกันอยู่นะ  เช่นเรื่องพูดจาแล้วทำให้คนอื่นหมั่นไส้ไม่ก็อ้าปากค้าง  เพราะแบบนี้มากกว่าถึงทำให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไม่ค่อยได้นัก  น้ำเพชรคิดเช่นนั้นภายในใจก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ

“คุณธีร์!”  เสียงสดใสของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของนายใหญ่  ทำให้ร่างสูงละสายตาจากน้ำเพชรไปมองเธอคนนั้นมากับผู้เป็นแม่  แต่เธอเดินนำแม่มาก่อนเพื่อมาคุยกับธีร์ในระหว่างที่แม่กำลังเคลียร์เรื่องจองโต๊ะ

โรสและรสริน

“คุณโรสนี่เอง  ได้ข่าวว่างานที่แกลลอรี่ราบรื่นดีใช่ไหม?”  ธีร์ลุกขึ้นแล้วเอ่ยทักอย่างใจดี  ทำให้โรสยิ้มกว้าง

“ใช่ค่ะ  แต่ครั้งหน้าคุณธีร์ต้องมาด้วยนะ  โรสเชิญทุกตระกูลของที่ประชุมจักรวาลเลยแต่ไม่มีใครมาสักคน  ทำไมพวกช้างเผือกถึงงานยุ่งกันนักนะคะ”  โรสบ่นด้วยความน้อยใจก่อนที่เธอจะหันมามองน้ำเพชรที่นั่งเงียบอยู่  “เอ๊ะ คุณ...”

“เธอชื่อน้ำเพชร  เพิ่งกลับมาจากอเมริกา  น่าจะอายุพอกันกับคุณโรสนะ”

“สวัสดีค่ะคุณน้ำเพชร  โรสค่ะ  ตระกูลดารา”  โรสยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรทำให้น้ำเพชรผ่อนคลายขึ้นมา  เธอจึงทักทายตอบกลับไป

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณโรส”

“ความจริงถ้าคุณน้ำเพชรไม่รังเกียจ  เราเรียกกันธรรมดาก็ได้นะคะ  ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้”

“งั้นก็ตามสบายเลยค่ะ  เรียกว่าเพชรเฉยๆ ก็ได้”

“ว่าแต่เพชรกลับมาเรียนต่อที่ไทยหรือว่าแค่มาเที่ยว  ที่บ้านสุริยันคงมีแต่พวกผู้ชายงานยุ่งใช่ไหม  เราว่างตลอดเลยนะ  ถ้าอยากไปเที่ยวไหนรีบโทรหาเราได้เลย”  โรสพูดเสียงเจื้อยแจ้วตามประสาจนน้ำเพชรรู้สึกชอบเธอขึ้นมา  อาจเพราะน้ำเพชรเองยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันก็เลยทำให้รู้สึกเหมือนได้เพื่อนใหม่

“เรากำลังคิดเรื่องเรียนอยู่น่ะ”

“เฮ้ย! ปรึกษาเราได้นะ  มอที่เราเรียนอยู่ก็มีให้เลือกหลายคณะเลย  เพชรชอบ...”

“โรส  มีมารยาทหน่อยสิ”  เสียงรสรินดังขึ้นเพื่อตำหนิกิริยาพูดมากของลูกสาวตัวดี  ก่อนที่เธอจะเดินมายังโต๊ะของธีร์และน้ำเพชร  “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะธีร์”

“ช่วงนี้เราคงต่างยุ่งกับงานล่ะมั้ง  มากันสองคนหรือ?”

“ใช่ พอดีทิวาเขาไม่ว่างน่ะ”  รสรินพูดถึงสามีที่ดำรงตำแหน่งรองผู้นำตระกูลดารา  พลางหันมาจดจ้องใบหน้าของน้ำเพชรนิ่งอย่างพินิจพิจารณา  ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปากโดยที่เจ้าของใบหน้านั้นไม่เข้าใจเหตุผล  “เริ่มไม่มั่นใจเสียแล้วสิว่าผู้นำสุริยันไม่ว่างเพราะงานหรือเพราะใคร?”

“นี่น้ำเพชร  ส่วนนี่รสริน ผู้นำตระกูลดารา”  นายใหญ่พูดแนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกันก่อนที่น้ำเพชรจะลุกขึ้นแล้วไหว้คนตรงหน้าที่อายุมากกว่าเธอพร้อมยิ้มให้  ถึงแม้ว่าเธอจะตะหงิดใจกับคำพูดกำกวมของรสรินแต่เธอก็พยายามไม่คิดมาก

“สวัสดีค่ะคุณรสริน”

“เพชรเพิ่งกลับมาจากอเมริกาค่ะแม่  จะมาเรียนต่อที่ไทยด้วย”  โรสพูดเสริม

รสรินมองน้ำเพชรนิ่งจนน้ำเพชรรู้สึกได้  ถึงรสรินจะเป็นคนที่มีดวงตาและสายตาน่ากลัวยามที่จดจ้องสิ่งใด  แต่น้ำเพชรก็พยายามยิ้มรับและไม่เสียมารยาท  แม่ดูแตกต่างจากลูกสาวโดยสิ้นเชิง  ในขณะที่โรสเหมือนเจ้าหญิงที่วิ่งเล่นในทุ่งดอกไม้  รสรินกลับเป็นเหมือนราชินีน่าเกรงขามบนหอคอย

ไม่ทันที่จะได้คิดอะไรต่อน้ำเพชรก็ต้องแปลกใจ  เมื่อรสรินเดินเข้ามาใกล้เธอจนประจันหน้าก่อนจะใช้มือเรียวรูปใบหน้าของเธอเบาๆ  อีกทั้งยังจ้องเข้ามาในดวงตาของเธอด้วยสายตาครุ่นคิด

“เพิ่งกลับมางั้นหรือ?”

“...”

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ...เพชร” 

 

 

สายฝนโปรยปรายลงมาอีกครั้งของอาทิตย์  เมฆสีครึ้มบ่งบอกว่าแรงลมและเม็ดฝนยังไม่ยอมสงบภายในเวลาอันใกล้  น้ำเพชรเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ภายใต้หลังคาของร้านค้า  พร้อมกับคอยเขยิบตัวถอยหลังเพื่อหลบฝนอยู่ตลอดเวลาโดยมีนายใหญ่ยืนอยู่ข้างๆ 

“เบื่อเวลาฝนตกจัง  จะไปไหนก็ไม่ได้  เสียงดังอีก”  น้ำเพชรบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนที่ธีร์จะถอดเสื้อสูทตัวนอกของเขามาคลุมร่างของหญิงสาวเอาไว้เพราะชุดของเธอบางและอากาศเริ่มหนาว  “?” 

“คลุมไปก่อน  เดี๋ยวขุนก็มา”  ธีร์พูดพลางรวบผมของคนตรงหน้าไปด้านหลังแล้วจัดแจงสูทให้เธอ 

หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จที่ภัตตาคาร  พวกเขาทั้งคู่ก็ออกมาเดินเล่นที่ร้านค้ากลางแจ้งที่ตั้งอยู่นอกตัวอาคาร  น้ำเพชรเดินเข้าไปซื้อหนังสือมาเพื่อลองอ่านก่อนคิดจะสมัครเรียน  แต่ตอนออกมาฝนกลับตกหนักจนต้องวิ่งลุยฝนกันมาเพราะรถยนต์ที่ขุนขับมารับนั้นขับเข้ามาไม่ได้และพวกเขาก็ไม่อยากยืนรอให้ขุนเอาร่มเดินมารับหลายต่อ 

ร่างกายทั้งคู่เปียกโชกแต่ยืนรออยู่นานจนมาเริ่มเปียกหมาด  การจราจรบนท้องถนนเส้นนี้ค่อนข้างรถติดและแทบไม่ขยับ  อาจจะต้องรอนานกว่าขุนจะขับรถมาถึง  ส่วนน้ำเพชรนั้นก็บ่นเรื่องฝนทุกสองนาทีด้วยความหงุดหงิดโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงกลายเป็นคนเกลียดฝนขนาดนี้ 

ธีร์ลอบมองหญิงสาวที่ยังยืนถอนหายใจแล้วเขยิบถอยหลังเพราะฝนเริ่มสาดเข้ามาใกล้ตัว  เขารู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายเกลียดช่วงเวลาฝนตกและเกลียดการเปียกฝนอย่างมากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร  แม้เธอจะจำไม่ได้แต่ความรู้สึกเก่าๆ มันก็คงยังอยู่ในใจของเธอจนกลายเป็นสัญชาตญาณ 

“ไม่ชอบฝนมากขนาดนั้นเลยหรือ?” 

“ค่ะ  ไม่รู้ว่าทำไมพอฝนตกมาแล้วรู้สึกไม่ค่อยดี”  เธอตอบพลางกระชับสูทด้วยความหนาว 

ร่างสูงหวนนึกถึงภาพในอดีต  ภาพของหญิงสาวอีกคนยืนเปียกฝนและขมวดคิ้วให้กับท้องฟ้าพร้อมกับบ่นตลอดเวลาจนทำให้ธีร์ลอบยิ้มออกมา  มันนานมากแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้มาติดฝนด้วยกัน  น้ำเสียงพูดที่ขึงขังและดวงตาตวัดร้ายของเธอ 

เธอคนนั้นที่เหมือนแต่ก็แตกต่างจากน้ำเพชร 

“นั่นใช่รถเราหรือเปล่าคะ?”  หญิงสาวถามด้วยความดีใจที่เห็นขุนขับรถมา  ก่อนที่จะจอดแล้วกางร่มเดินมารับทั้งคู่ที่ฟุตบาทหน้าร้านค้า  น้ำเพชรและธีร์เข้าไปนั่งในรถทั้งที่เสื้อผ้ายังเปียก  ขุนจึงยื่นผ้าขนหนูผืนใหญ่ให้ทั้งคู่ก่อนจะขับรถออกจากตรงนั้น 

“กลับคฤหาสน์เลยนะครับนายใหญ่?”  ชายหนุ่มเอ่ยถามก่อนที่ธีร์จะพยักหน้ารับ 

น้ำเพชรนั่งมองไปนอกหน้าต่างก่อนจะนึกได้ว่าเธอซื้อหนังสือมาอ่าน  มือบางรีบดึงหนังสือออกมาจากถุงกระดาษที่มีร่องรอยเปียกของน้ำ  เธอภาวนาให้หนังสือข้างในไม่เปียกหรือเสียหาย  ซึ่งก็โชคดีที่มันไม่เปียกจริงๆ 

“เดี๋ยวกระดาษก็เปียกหรอก”  ธีร์พูดพร้อมกับรวบผมยาวของน้ำเพชรที่ปลายผมยังชุ่มน้ำให้มาอยู่ด้านหลัง  น้ำจากผมจะได้ไม่หยดลงหนังสือของเธอ  “หันหลังมานี่หน่อย” 

หญิงสาวมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมทำตามที่เขาบอกด้วยการหันหลัง  ก่อนที่ร่างสูงจะเอาผ้าขนหนูในมือมาเช็ดผมให้น้ำเพชรอย่างเบามือจนเธอนิ่งไป  ไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องปกติหรือเปล่าที่เขาดูแลเธอแบบนี้  ไม่คิดว่าคนแบบเขาจะมาใส่ใจกับแค่เรื่องผมของเธอ 

“ดะ เดี๋ยวหนูเช็ดเองก็ได้ค่ะ”  น้ำเพชรตั้งสติก่อนจะทำท่าหันกลับมาแต่เขาก็เอ็ดเธอเสียงเบา 

“อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” 

“...” 

“กลับไปสระผมแล้วรีบเป่าให้แห้งนะ  เดี๋ยวไม่สบาย”  เขาพูดเหมือนสั่งเด็กน้อยแต่ก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วงจนน้ำเพชรรู้สึกได้  น้ำเพชรแอบยิ้มเพียงลำพังก่อนที่จะนึกได้ว่าเธอมีบางสิ่งอยากถามเขา 

“คุณคะ” 

“หืม?” 

“หนูรู้จักกับคุณรสรินหรือคะ?”  หญิงสาวเอ่ยถามเช่นนั้น  ธีร์เองก็คิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าเธอคงจะสงสัยเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่นั่งกินข้าวในร้าน 

“ไม่หรอก  ไม่อย่างนั้นโรสก็คงรู้จักหนูไปแล้ว  สองคนนั้นตัวแทบจะติดกัน เจอแม่ก็เจอลูก” 

“แต่เขาพูดแปลกๆ” 

“ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าก็ค่อยลองถามก็แล้วกัน  ต่อไปคงมีโอกาสเจอกันอีก” 

“ทำไมล่ะคะ?”  น้ำเพชรกระตุกคิ้วแล้วถามทันที 

“รสรินเป็นผู้นำตระกูลดารา  ที่ประชุมจักรวาลจะมีการประชุมกันทุกเดือนหรือไม่ก็เจอกันตามงานสังคม  เพราะต่อให้ตระกูลดาราจะทำงานทุจริตเป็นหลักแต่พวกเขาก็มีธุรกิจถูกกฎหมายอยู่เบื้องหน้า พวกธุรกิจก็ต้องทำงานการกุศลเพื่อให้บริษัทของตัวเองมีชื่อเสียงในแง่ที่ดี  เราอาจเจอพวกเขาตามงานพวกนั้น” 

“คุณก็ทำแบบพวกเขาหรือคะ” 

“งานการกุศลก็ทำกันทุกบริษัท  หาเงินก็ต้องให้อะไรกับสังคมบ้าง” 

“หมายถึงพวกธุรกิจทุจริตน่ะค่ะ” 

“ถ้านับตอนนี้ก็มีแค่สุราอย่างเดียวนะที่ผิดกฎหมายในไทย”  ธีร์ตอบตามตรงโดยไม่มีท่าทีโกรธหรือรำคาญหญิงสาวตรงหน้า  “ฉันเป็นตัวกลางส่งพวกเหล้าเบียร์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไปขายต่างประเทศน่ะ  ที่ไทยไม่ให้ทำเหล้ากินเอง” 

“แล้วงานอื่นล่ะคะ?” 

“ถูกกฎหมายหมดแล้ว  ความจริงพ่อฉันก็ไม่ชอบขายยามาตั้งแต่แรก  ขายแต่อาวุธ  พอมาถึงรุ่นฉันก็เลยเลิกขายอาวุธไปซะ  จะได้เลิกมีปัญหากับที่ประชุมจักรวาลสักที” 

“ปัญหา?” 

“แย่งตลาดกันน่ะ  ฉันเบื่อตลาดมืดพวกนั้นแล้ว  พอขัดขากันเรื่องราคาก็ไล่ฆ่ากันจนฉันเสียคนทำงานไปเยอะ  บางคนที่มาทำงานกับฉันก็ไม่ได้อยากตาย แค่อยากมาหาเงิน” 

“เป็นช้างเผือกแต่ไม่ค้าอาวุธกับยาเสพติด  มีแบบนี้ด้วยหรือคะ” 

“ก็ตราบใดที่ธุรกิจของฉันมันเจริญจนไปกระทบคนอื่น  มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับมือกับพวกเก่าๆ ที่ยังทำงานในตลาดมืดอยู่  ยังไงซะพวกเราก็ยังเป็นนักธุรกิจที่วัดอำนาจกันที่เงินกับคนในปกครอง  ที่ประชุมจักรวาลก็ไม่ได้รักกันขนาดนั้น” 

“แล้วคุณทำธุรกิจอะไรคะ?” 

“เพชร ทอง น้ำมัน อืม...บ่อนแต่ถูกกฎหมายนะ  แล้วก็พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์” 

“อ่อ...” 

“ไม่ต้องกลัวหรอก  เลิกขายบางอย่างแต่ก็ยังรวยเหมือนเดิมนั่นแหละ” 

ไม่ได้กลัวไม่มีเงินค่ะนายใหญ่  กลัวกระสุนเจาะกบาลเสียมากกว่า... 

 

 

ผมเป็นคนที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับคุณ 

ผมรักคุณ 

น้ำเพชร อย่าไปกับมัน  ขอร้อง 

ผมสัญญาว่าจะอยู่กับคุณ 

กลับมาเพชร  กลับบ้านเราเถอะ 

 

เฮือก! 

น้ำเพชรสะดุ้งขึ้นจากความฝันอันแสนพิกล  มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอฝันแบบนี้แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ความฝันของเธอชัดเจนมาขนาดนี้  ทั้งภาพความทรงจำนั้น  ทั้งน้ำเสียงของเขาคนนั้นในความฝัน 

ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร 

หญิงสาวหอบหายใจเพียงลำพังบนเตียงกว้างภายในห้องนอนมืดมิด  เสียงฝนพร่ำดังมาจากนอกหน้าต่างจนทำให้เธอรู้สึกไม่ดีภายในใจโดยไม่ทราบสาเหตุ  ความฝันพวกนั้นที่เธอฝันติดกันมาหลายวันมันเป็นความทรงจำของเธอหรือเปล่า  และผู้ชายในฝันคนนั้นคือใครกันแน่ 

ในความฝันนั้นมีทั้งภาพงานแต่งงานของเธอกับชายแปลกหน้าคนนั้น  ชายหนุ่มหน้าคมที่บอกรักกับเธอและพูดรั้งเธอในวันที่ฝนตก  คนที่เหมือนรู้จักกับเธอเป็นอย่างดีทั้งที่เธอยังไม่เคยพบเจอ 

แต่งงาน? 

ทำไมเธอถึงเห็นภาพแบบนั้นในความฝัน  เธอจดจำใบหน้าของชายคนนั้นได้อย่างดีและรอคอยให้ได้พบเขา  ดั่งว่าเขาคือเศษเสี้ยวความทรงจำที่ขาดหายไป  และเขาอาจเป็นคนต่อเติมความทรงจำทั้งหมดของเธอให้กลับมาอีกครั้ง 

เขาเป็นใคร  อยู่ที่ไหน... 

 

กลับมาเพชร  กลับบ้านเราเถอะ 

 

คำพูดนั้นยังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของหญิงสาวจนเธอเผลอร้องไห้ออกมาอย่างไม่เข้าใจเหตุผลที่แท้จริง  รู้เพียงว่าความรู้สึกในใจของเธอตอนนี้มันทรมานเหมือนใจจะขาด  น้ำเพชรสะอื้นพลางกอดเข่าแล้วนั่งชิดหัวเตียง เธอจำชื่อของเขาไม่ได้  จำอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้เลยสักนิด  แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็จะรอ  รอถามทุกคำถามที่ค้างคาใจกับเขา 

สักวันหนึ่งที่จะได้เจอกัน... 

 

 

ณ สนามบิน 

“ครับ  ผมถึงแล้ว”  ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทและกางเกงขายาวย่างกรายพร้อมคุยโทรศัพท์ออกมาจากช่องทางออกผู้โดยสารนอกประเทศ  เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขากลับมาไทยอีกครั้งเพื่อพบเจอคนสำคัญที่ไม่เจอมาแสนนานหลังจากรู้ข่าวการกลับมาของเธอ 

ช่วงเวลาที่เขาอยู่ต่างประเทศนั้นไม่ได้ทำให้เขารับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นภายในไทยน้อยกว่าคนอื่นเลยสักนิด  โดยเฉพาะเรื่องของน้ำเพชรกับความทรงจำที่หายไปนั้นยิ่งทำให้เขาต้องรีบกลับมาทันใด 

“ลืมนัดของเราหรือไงจอมทัพ  อุตส่าห์รอเจอนะเนี่ย”  พระเพลิงในชุดสูทแดงที่ยืนคอยเอ่ยถาม  จอมทัพจึงหยุดเดินแล้วหันมามองเขาเพราะก่อนนี้ไม่ทันได้สังเกต  เมื่อพบกันจอมทัพจึงลอบยิ้มออกมา

“ใจดีจังนะ  ผมอยากคุยกับคุณเรื่องน้ำเพชรพอดีเลย”

“งั้นก่อนจะคุยเรื่องนั้น  เราคงต้องเลี้ยงต้อนรับกลับบ้านหน่อยซะแล้วล่ะมั้ง”

 

#วชิรอาญา 

ความคิดเห็น