ขอบคุณที่มาอ่านนะคะ

ชื่อตอน : (Re-write) 1

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ธ.ค. 2563 01:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
(Re-write) 1
แบบอักษร

วชิรอาญา 

1 

เปรี้ยง!

เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นกลางดึกบ่งบอกสัญญาณของความไม่ปกติที่กำลังจะเกิดขึ้น  ดวงตาสีนิลลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันด้วยอาการสะดุ้งตื่นพร้อมเหงื่อท่วมหน้าผาก   ร่างสูงลุกขึ้นนั่งพรวดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปมองนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนเล็กที่ตั้งอยู่บนชั้นวางข้างหัวนอนของเตียงกว้าง

นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตามข้อตกลงที่เขามอบให้กับใครบางคนไว้  ธีร์ได้แต่หวังว่าข้อตกลงนั้นจะส่งผลให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี   เพราะมันเป็นสิ่งที่เขารอมาเนิ่นนาน

ก๊อกๆๆ!

เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ไตรจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วย่างกรายไปเปิดประตู   ร่างสูงมองชายวัยกลางคนตรงหน้าซึ่งคือขุน  บอดี้การ์ดคนสนิทของเขาเอง

“คุณน้ำเพชรฟื้นแล้วครับนายใหญ่”  การันต์เอ่ยด้วยความร้อนใจ  ก่อนที่ธีร์จะรีบสาวเท้าไปยังห้องพักของน้ำเพชรซึ่งอยู่อีกปีกขวาของบ้านหลังใหญ่ของตระกูลสุริยัน  หนึ่งในห้าตระกูลมาเฟียที่สืบทอดอาวุธและกฎต่างๆ ของที่ประชุมจักรวาล

คนทั่วไปไม่เคยรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของทั้งห้าตระกูลนี้และพลังจากอาวุธเหนือธรรมชาติ  ซึ่งประกอบไปด้วยตระกูลสุริยัน ตระกูลจันทรา ตระกูลเมฆา ตระกูลดาราและตระกูลโลกา  ตระกูลเหล่านี้สืบทอดพลังวิเศษประจำตระกูลรวมไปถึงอาวุธที่ผู้นำตระกูลเท่านั้นจะพึงมี

พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป  ไม่ใช่เทพหรือผู้มีพลังวิเศษ  เพียงแต่อาวุธที่แต่ละตระกูลครอบครองนั้นมีพลังของเทพหรือปีศาจจากครั้งอดีตกาลและอาวุธแต่ละชิ้นก็มีความพิเศษแตกต่างกัน  หากมีอาวุธของตระกูลใดสูญสลายก็เท่ากับว่าอำนาจของตระกูลนั้นถูกตัดออกจากที่ประชุมจักรวาลไปด้วย

ทุกตระกูลมักจะมีธุรกิจถูกกฎหมายของตนเองอยู่เบื้องหน้า  แต่แน่นอนว่าพวกเขาเติบโตได้จากธุรกิจลับในเบื้องหลังเช่นกัน  และการปกปิดความลับทั้งเรื่องอาวุธ พลังอำนาจและธุรกิจของแต่ละตระกูลจึงทำไปเพื่อผลประโยชน์และความปลอดภัยของทุกฝ่าย  แม้ว่าพวกเขาจะต้องการโจมตีตระกูลอื่นอยู่ตลอดเวลา

ธีร์เป็นผู้นำตระกูลสุริยันมา 25 ปีแล้ว  ปัจจุบันเขาอายุ 45 ปีบริบูรณ์  ชีวิตของเขายังคงต้องอยู่ในวงจรของที่ประชุมจักรวาล  มันเป็นโชคชะตาที่ยากจะเลี่ยงได้  แม้จะครอบครองอาวุธทรงพลังแต่ก็แลกมากับอิสรภาพทั้งชีวิต  เขารับตำแหน่งต่อมาจากพ่อที่จากไปและยังคงดำรงตำแหน่งอยู่จนถึงตอนนี้

ขายาวก้าวเดินไปตามทางเดินในคฤหาสน์หลังใหญ่  ยามวิกาลบ้านหลังนี้ก็เป็นดั่งปราสาทผีสิงที่ไร้แสงสว่างและปกคลุมไปด้วยความเงียบ  แม้ความจริงแล้วมันจะเคยเป็นบ้านแสนสุขมาก่อนก็ตาม

ณ ROSE GALLARY

ชายหนุ่มในชุดสูทสีแดงก่ำยืนจดจ้องไปที่รูปภาพหนึ่งภายในงานจัดแสดงศิลปะจิตรกรรม  ซึ่งรวบรวมผลงานของศิลปินนิรนามหลายคนในไทยมาจัดแสดง  มีทั้งผลงานเก่าและใหม่แต่ชายหนุ่มชุดแดงกลับสนใจเพียงภาพเดียวภายในงานนั้น

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาในงานล้วนแล้วเป็นพวกมีเงินและมีเวลาว่างในการเสพงานศิลป์  เพราะเจ้าของแกลลอรี่แห่งนี้เป็นลูกสาวของผู้นำตระกูลใหญ่ซึ่งครองตลาดสิ่งทอและอหังสาริมทรัพย์  เพียงแต่ลูกสาวเพียงคนเดียวนั้นสนใจในเรื่องศิลปะมากกว่าธุรกิจของที่บ้านจึงจัดงานนี้ขึ้นมา

“ฉันเห็นคุณจ้องรูปนี้มานานมาแล้ว  ชอบรูปสีน้ำมันหรือคะ?”  โรส เจ้าของแกลลอรี่เดินมาถามพลางยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มสูทแดงที่ถือแก้วไวน์ทรงสูงจิบพร้อมดูภาพวาดสีน้ำมันผืนเดิมตรงหน้า

ไม่ได้มีเพียงรูปภาพที่ดึงดูดความสนใจจากคนที่ย่างกรายผ่านมา  แต่ชายหนุ่มสูทแดงคนนี้ก็กลายเป็นจุดสนใจของคนในงานเช่นกัน  ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีทั้งหน้าตาและการแต่งกาย  แต่ก็ไม่มีใครกล้าเสียมารยาทในการเสพงานศิลป์ของเขา

โรสเองก็ไม่อยากจะรบกวนเวลาส่วนตัวของชายคนนี้  เพียงแต่งานจัดแสดงใกล้หมดเวลาเต็มที่และเธอก็สังเกตตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้ชายคนนี้ยืนดูรูปตรงหน้าตั้งแต่ช่วงเปิดงานจนถึงตอนนี้

“คุณไปได้รูปนี้มาจากไหนหรือครับ?”  ชายหนุ่มหันมาถามพลางยิ้มที่มุมปากด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่  จากความสุขุมกลับเปลี่ยนเป็นสายตาขี้เล่นที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ในแบบเจ้าเล่ห์อย่างบอกไม่ถูก

“ได้มาจากศิลปินนิรนามคนหนึ่งน่ะค่ะ  เขาฝากคนอื่นมาจัดแสดงอีกทีแต่เหมือนว่ารูปนี้จะถูกวาดมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว”  โรสตอบเท่าที่รู้ก่อนที่เธอจะเอะใจแล้วเอ่ยถาม  “ว่าแต่คุณรู้ด้วยหรือคะว่าฉันเป็นเจ้าของที่นี่”

“สงสัยผมคงรู้จักคนเยอะน่ะครับ”  เขายิ้มอย่างมีเลศนัย  ก่อนจะหันกลับไปมองรูปภาพตรงหน้าอีกครั้ง  ดูเขาจะสนใจรูปผืนนี้มากทั้งที่มันเป็นเพียงรูปผู้หญิงนั่งเล่นเชลโล่เท่านั้น  “งดงามมากเลยนะครับ”

“จริงค่ะ  ศิลปินดูใส่ใจรายละเอียดในภาพมากๆ”

“...”

“เขาคงรักรูปนี้มากนะคะ”

“ผมว่าไม่นะครับ”

“?”

“เขาน่าจะรักความทรงจำที่มีกับคนในรูปนี้มากกว่า”

คฤหาสน์สุริยัน

“เป็นยังไงบ้าง?”  ร่างสูงเอ่ยถามแม่บ้านที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องนอนของน้ำเพชร  ก่อนที่เธอจะตอบกลับ

“ดิฉันติดต่อคุณหมอพายัพมาแล้วค่ะ  คุณหมอบอกอาการคร่าวๆ หลังจากฟังดิฉันบอกอาการว่าความทรงจำของคุณน้ำเพชรถูกกระทบกระเทือนไปเพราะอุบัติเหตุ  คงต้องใช้เวลานานกว่าจะคืนกลับมาได้ค่ะ”

“แล้วตอนนี้น้ำเพชรเป็นยังไงบ้าง  อยู่ข้างในหรือ?”

“ใช่ค่ะนายใหญ่”

“ทุกคนรออยู่ข้างนอก  เดี๋ยวฉันเข้าไปเอง”   ร่างสูงเอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะเปิดประตูห้องแล้วเดินเข้าไปในนั้นเพียงลำพัง  เขาเดินเข้าไปช้าๆ พลางมองหญิงสาวที่นั่งทำหน้างงอยู่บนเตียง

คนตรงหน้าเขาคือน้ำเพชร  หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งหลับใหลเป็นเจ้าหญิงนิทราไปเป็นเวลานานนับปีและตื่นขึ้นมาโดยไม่มีความทรงจำใดหลงเหลืออยู่   เธอมองเขาพลางเอียงคอด้วยความสงสัยถึงผู้มาเยือนก่อนที่ธีร์ผู้เป็นผู้ใหญ่กว่าจะเดินเข้าไปประชิดปลายเตียงแต่เว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้คนตัวเล็กตกใจ

“คุณเป็นใครคะ?”   น้ำเพชรเอ่ยถามพร้อมมองเขาตาแป๋ว

“ฉันเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้  ชื่อธีร์ ส่วนใหญ่เรียกว่านายใหญ่”

“นายใหญ่?”

“หนูจำฉันได้ไหม?”  ร่างสูงเอ่ยถามพลางมองหน้าหญิงสาว  เธอส่ายหัวเป็นเชิงปฏิเสธอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้พร้อมทำหน้าเศร้า  คงเพราะผิดหวังในตัวเองเล็กน้อย  “แล้วหนูจำได้ไหมว่าตัวเองเป็นใคร?”

“หนู...จำไม่ได้ค่ะ”   เธอเอ่ยเสียงแผ่วพร้อมกับก้มหน้าด้วยสีหน้าเจื่อน  ธีร์มองใบหน้าหวานที่มองสิ่งรอบข้างด้วยความสับสน  เขารับรู้ถึงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นภายในห้องนี้จึงตัดสินใจพูดปลอบเพื่อให้น้ำเพชรสบายใจ

“ไม่เป็นไรนะ  เราจะรักษากันไปเรื่อยๆ”

“หนูเป็นใครหรือคะ?”   เธอถามพลางเงยหน้าขึ้นมามองร่างสูง

“หนูชื่อน้ำเพชร  เป็นคนของบ้านตระกูลสุริยัน  ที่นี่เป็นบ้านของหนู”

“แล้วหนูกับคุณเป็นอะไรกันคะ?”

“...”   ธีร์เงียบไปหลังฟังคำถามนั้น  เขาไม่ทันได้เตรียมคำตอบนี้มาเสียด้วยสิ  ทั้งที่มันเป็นคำถามที่คนความจำเสื่อมต้องถามผู้ที่มาพบอยู่แล้ว   น้ำเพชรมองร่างสูงแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเขาเงียบไปอึดใจ  เธอจึงชิงถามก่อน

“คุณเป็นพ่อของหนูหรือคะ?”

“...”

อะไรนะ?

นี่ก็เป็นคำตอบที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินเช่นกัน  ให้ตายเถอะ  ความห่างของอายุมันทำให้คนตรงหน้าคิดไปได้ขนาดนั้นเลยสินะ  หรือตอนนี้เขาจะดูแก่มากเกินกว่าอายุที่แท้จริงเสียแล้ว  แต่ก็ว่าไม่ได้  เพราะน้ำเพชรก็อายุไล่เลี่ยกับลูกชายของเขาเลยด้วยซ้ำ

“ไม่ใช่”

“...”

“ฉันแค่คอยช่วยหนูเรื่องรักษาพยาบาลหลังเกิดอุบัติเหตุ  ตอนนั้นหนูรอดมาคนเดียว”  ธีร์อธิบายอย่างไม่รีบร้อนนัก  เพราะเขาคิดว่าหญิงสาวคงจะยังไม่เข้าใจอะไรมาก  “เสียใจกับพ่อแม่ของหนูด้วย”

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?”

“หนูเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่กี่วันก่อนที่หนูจะประสบอุบัติเหตุรถชนน่ะ  แล้วหนูก็หลับไปนานถึงสองปีเลย”

“สองปีเลยหรือคะ”

“ใช่  ตลอดเวลาสองปี ฉันส่งหนูไปรักษาที่โรงพยาบาลในอเมริกาเพราะฉันทำงานที่นั่น  มันจะง่ายกว่าหากว่าหนูฟื้นและหนูก็ฟื้นขึ้นมาจริงๆ แต่กว่าจะฟื้นฉันก็ย้ายกลับไทยแล้ว”  ร่างสูงเอ่ยพลางยิ้มบาง  ขณะที่น้ำเพชรยังทำสีหน้าสงสัยเหมือนมีคำถามมากมายอยู่ในใจของเธอ

น้ำเพชรตื่นมาพร้อมความทรงจำที่ว่างเปล่า  เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรเริ่มถามจากตรงไหน  แค่เพียงรู้ชื่อของตนเองและชื่อของคนที่เธอต้องมาอยู่ด้วยเท่านี้มันก็ดีมากแล้ว  แม้อยากจะรู้เรื่องมากกว่านี้แต่เธอก็เกรงใจคนอายุมากกว่าตรงหน้าจนไม่กล้าถามอะไรออกไป

ธีร์เห็นท่าทีของหญิงสาวดังนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเธอคงกำลังสับสนเป็นแน่  ตื่นมาในบ้านที่ไม่คุ้นเคยและพบกับคนแปลกหน้าแบบนี้คงยากที่เด็กสาวจะรับมือได้  อีกทั้งการนอนอยู่บนเตียงนานเป็นปีก็ทำให้ร่างกายของเธอยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากนัก

“หนูอยากถามอะไรก็ถามมาเถอะ  ฉันจะตอบเอง”  เขาเอ่ยกับเธอ

“ทุกเรื่องเลยหรือเปล่าคะ?”

“แน่นอน”  ร่างสูงพยักหน้า

“หนูอายุเท่าไหร่หรือคะ?”

“20 ปีแล้ว”

“หนูยังต้องไปเรียนหรือเปล่าคะ?”

“ตามใจหนูเถอะ  ฉันมีหน้าที่ส่งไม่ได้มีหน้าที่สั่ง”  ธีร์พูดเป็นเชิงไม่บังคับการตัดสินใจของอีกฝ่าย

“หนูมีเพื่อนไหมคะ?  ไม่มีเพื่อนหนูคนไหนตามหาหนูตอนหนูป่วยเลยหรือคะ?”

“ฉันยังไม่เคยเห็นนะ  ยังไม่มีใครติดต่อมาเลย”   ธีร์ตอบตามตรงทำให้หญิงสาวสีหน้าสลดลง เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าก่อนหน้านั้นเธอเป็นคนแบบไหนจึงทำให้เพื่อนไม่สนใจได้ขนาดนี้  แล้วไหนจะครอบครัวที่ไม่น่าจะมีใครเหลืออยู่แล้ว  มิเช่นนั้นผู้ชายตรงหน้าคงไม่อุปการะเธอมาตั้งแต่ม.ปลาย

น้ำเพชรถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะอึดอัดกับความว่างเปล่าในหัว  เธอไม่อาจรู้เลยว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้และรู้จักใครบ้าง  หนำซ้ำยังยากที่จะไว้ใจใครได้ด้วย  นั่นจึงทำให้เธอพยายามที่จะเว้นระยะห่างกับธีร์อยู่เสมอ

“แล้วที่นี่มีใครอยู่บ้างหรือคะ?”  เธอถามต่อ

“มีหนู ฉัน แล้วก็คนของฉันประมาณ 4-5 คน  หนูน่าจะเจอเกือบครบแล้วล่ะ”

“อ่า...”

“ฉันคงต้องไปคุยกับหมอก่อน  ถ้าอยากได้อะไรก็เรียนทุกคนได้เลยนะ”

“ขอบคุณค่ะ”  น้ำเพชรกล่าวก่อนที่ธีร์จะทำท่าเดินออกไปแต่หญิงสาวเรียกรั้งร่างสูงไว้เสียก่อน  “เอ่อ...คุณคะ”

“?”

“ก่อนนี้เราสนิทกันไหมคะ?”  คำถามนั้นทำให้ร่างสูงขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ขัดที่จะตอบหญิงสาวไป  “ความจริงฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน  การที่เรารู้สึกสนิทกับใครไม่ได้แปลว่าเขาจะคิดแบบเดียวกันหรอก”

“...”

“มันขึ้นอยู่กับว่าต่อไปนี้หนูจะคิดยังไงมากกว่า  อย่ากังวลเลย”

“ค่ะ”

“น้ำเพชร”

“คะ?”

“ฉันเข้าใจนะว่ามันคงยากเพราะหนูจำอะไรไม่ได้เลย  แต่มันไม่ได้หมายความว่ามันจะยากต่อการใช้ชีวิตต่อหรอกนะ  หนูแค่ใช้ชีวิตในแบบที่หนูอยากเป็น  ถ้าจำไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องจดจำก็ได้”

“...”

“แค่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็พอแล้ว”  ธีร์พูดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินออกไป  เหลือเพียงน้ำเพชรที่นั่งครุ่นคิดคำพูดของเขาเพียงลำพัง  เธอไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับที่นี่หรือแม้แต่เรื่องของตัวเอง  แต่การที่เขาบอกให้ใช้ชีวิตแบบไม่สนใจอดีตแบบนั้นมันคือทางเลือกที่ดีแล้วจริงๆ หรือ

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

เป็นเวลาหลายวันที่น้ำเพชรพยายามปรับตัวในการอยู่ที่คฤหาสน์สุริยัน  เธอต้องเข้ารับการทำกายภาพบำบัดเพราะร่างกายติดเตียงมานานจนเดินแทบไม่ได้  และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เธอต้องมาหัดเดินภายในสนามหญ้าหลังบ้านกับนักกายภาพที่คุณธีร์จ้างมาและแม่บ้านที่คอยดูแลเธอ

“ดิฉันก็ไม่ทราบนะคะคุณหนู  พวกเราไม่มีใครเคยเจอคุณหนูมาก่อนหรอกค่ะ” 

“ทำไมล่ะคะ?” 

“ส่วนใหญ่แม่บ้านกับคนสวนเพิ่งเข้ามาใหม่น่ะค่ะ  ประมาณปีกว่าเอง  อีกอย่างนายใหญ่ก็พาคุณหนูกลับมาบ้านเมื่อเดือนที่แล้ว  คนที่อยู่นานที่สุดก็คงเป็นนายใหญ่กับคุณขุน การ์ดส่วนตัวของนายใหญ่น่ะค่ะ” 

 

จากบทสนทนาเมื่อเช้าของน้ำเพชรกับแม่บ้านยิ่งทำให้หญิงสาวเอะใจไปมากกว่าเดิม  เหมือนว่าการมีตัวตนอยู่ของเธอมันดูแปลกเกินกว่าที่ควรจะเป็น  ทั้งเรื่องเพื่อนที่ไม่มาเยี่ยมเยียนทั้งที่เธอป่วยมาเป็นปี  พ่อแม่ที่จากไป  และคนในบ้านที่ไม่มีใครเคยรู้จักหรือคุยกับเธอมาก่อนเลยนอกจากนายใหญ่กับขุน 

เธอยังไม่มีโอกาสได้คุยกับขุน  เพราะเขาอยู่กับนายใหญ่ธีร์ตลอดและดูเป็นคนไม่พูดมาก  หากจะถามอะไรก็คงจะถูกรายงานไปที่คุณธีร์เสียหมด  ในความจริงแล้วคุณธีร์เองก็ไม่ได้เลวร้าย  เขาดูแลเธอตลอดเวลาที่เธออยู่ที่นี่แม้ว่าค่ารักษาตัวของเธอจะค่อนข้างสูง  และยังไม่เคยห้ามเวลาที่เธอขอไปไหนหรือทำอะไร 

แต่ที่ทำให้เธอยังไม่สามารถไว้ใจเขาได้ก็เป็นเพราะเขาไม่ค่อยพูดเรื่องของเธอในอดีต  แม้จะดูเหมือนว่าไม่สนิทกันแต่เขาทำเหมือนว่าเขาไม่รู้จักเธอเลยสักอย่าง มันก็ดูแปลกเกินไป  เขาไม่เล่าเรื่องของพ่อแม่เธอและยังทำงานที่ดูลึกลับ  คนที่นี่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นนักธุรกิจแต่งานของเขาค่อนข้างเป็นความลับ 

“โอ๊ย!” 

น้ำเพชรเหม่อคิดจนใจลอยเผลอล้มระหว่างหัดเดิน  จนร่างของเธอลงไปกองกับพื้น  โชคดีที่มันเป็นพื้นหญ้าจึงนุ่มกว่าพื้นคอนกรีตเป็นไหน  เธอลอบถอนหายใจให้กับตัวเองที่ยังไม่สามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่วเสียที  จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอุบัติเหตุรถชนที่เธอเจอมาส่งผลต่อการเดินมากเท่าช่วงเวลาที่เธอหลับไปหรือเปล่า 

“คุณหนู  เป็นยังไงบ้างคะ?”  แม่บ้านรีบวิ่งเข้ามาถามเธอด้วยความเป็นห่วง  แต่น้ำเพชรส่ายหน้าเบาๆ พลางยิ้มตอบรับเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ  ตอนนี้ขาของเธอเริ่มดีขึ้นแล้ว  คงต้องรอเวลาอีกสักพักจะได้ไม่ล้มอีก 

“ไม่เป็นไรค่ะ  ล้มนิดเดียวเอง” 

“มาค่ะ เดี๋ยวพี่ช่วยพยุง” 

“อย่าเลยค่ะ  หนูอยากลองลุกเองดู” 

“ได้ยังไงกันคะ  ขาคุณหนูยังไม่แข็งแรงดีเลย” 

“ลองดูสักหน่อยสิ”  เสียงทุ้มแทรกขึ้นมาจากด้านหลังของน้ำเพชรที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้า  เธอเงยหน้าพลางหันไปมองธีร์ที่เดินมาพร้อมกับขุนที่ถือแฟ้มเอกสารมาด้วย  เหมือนว่าขุนจะเป็นทั้งบอดี้การ์ดและเลขาในเวลาเดียวกันเลยสินะ 

น้ำเพชรมองร่างสูงที่คอยการลุกขึ้นยืนของเธอ  เท่าที่อยู่ในบ้านหลังนี้มาเกือบอาทิตย์  น้ำเพชรก็ได้เห็นลักษณะของแต่ละคนในบ้านมากขึ้น  ธีร์เป็นหนึ่งในคนที่เธอสังเกตมากเป็นพิเศษ  เขาดูเป็นคนนิ่งและงานยุ่ง  แต่จริงๆ แล้วเขาค่อนข้างใจดี  แต่ก็ไม่ได้โอ๋เธอมาก 

หญิงสาวพยายามรวบรวมแรงกำลังของตัวเองแล้วใช้มือยันพื้นไว้เพื่อดันร่างของตัวเองขึ้นมา  ขาเรียวเริ่มมีแรงขึ้นมาบ้างจึงทำให้เธอมีหวังที่จะลุกขึ้นด้วยตนเอง  แม้จะยังทุลักทุเลแต่เธอก็พยายามสุดความสามารถของเธอในตอนนี้จนในที่สุดน้ำเพชรก็ลุกขึ้นมาได้ 

“ได้แล้วค่ะ! ว้าย!”  ไม่ทันที่จะดีใจได้สุดเสียง  น้ำเพชรก็เริ่มเซแล้วจะล้มอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้มีธีร์ที่รีบเข้ามารับเธอไว้ทัน  หญิงสาวรีบเกาะร่างสูงไว้ตามสัญชาตญาณจนเผลอซุกอกเขาเต็มๆ ก่อนที่น้ำเพชรจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้นายใหญ่ของบ้าน  “แบบนี้ถือว่าหนูลุกได้ใช่มั้ยคะ?” 

“ลุกได้  แต่ต้องฝึกยืนด้วยนะ  หน้าทิ่มเชียว” 

“ฮ่าๆๆๆ”  น้ำเพชรหัวเราะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

“ค่อยๆ เดินตามมาแล้วจับมือฉันนะ  มีข้าวเย็นเป็นรางวัล”  ร่างสูงพูดพร้อมยิ้มบาง  น้ำเพชรพยักหน้าตอบรับข้อเสนอนั้นก่อนที่ธีร์จะค่อยๆ คลายอ้อมแขนเขาออกจากเธอแล้วเปลี่ยนเป็นประคองมือเธอแทน 

หญิงสาวจับมือหนาคู่นั้นไว้  ขาเรียวสั่นเทาและยังทรงตัวยากแต่เธอก็พยายามก้าวทีละก้าวโดยที่ร่างสูงนั้นเริ่มเอามือออกเพื่อให้เธอลองทรงตัวเอง  แต่เขาก็ไม่ห่างจากเธอไปไหน  ฝ่าเท้าเปล่าเหยียบย่ำพื้นหญ้าอย่างระมัดระวังพร้อมมองคนตรงหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นนั้นทำให้น้ำเพชรรู้สึกดีมากขึ้น 

น้ำเพชรเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับแววตาคู่นั้นที่มองมายังเธอ  เหมือนกับว่าเธอเคยเห็นมาก่อนแต่ก็จำไม่ได้เสียทีเดียวว่าในอดีตนั้นเธอเคยเห็นจริงหรือไม่  เธอเริ่มปรับตัวเข้ากับบ้านหลังนี้และผู้คนที่นี่ได้  แต่สัญชาตญาณของเธอก็คอยเตือนเสมอว่าไม่ควรไว้ใจอะไรง่ายๆ มันเป็นดั่งนิสัยในส่วนลึกของจิตใต้สำนึกเสียแล้ว 

ความทรงจำที่หายไปมันคือความทรงจำที่ดีหรือร้ายกัน 

 

 

ค่ำคืนหนึ่ง 

น้ำเพชรยังคงอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์สุริยันต่อไปจนล่วงเลยเข้าสู่อาทิตย์ที่สอง  ในตอนนี้เธอเดินได้อย่างคล่องแคล่วและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ  แม้จะไม่ค่อยคุ้นชินกับข้าวของบางอย่างและยังใช้บางสิ่งไม่เป็นก็ตาม  ถึงอย่างนั้นเธอก็พยายามปรับตัวและเรียนรู้มันอยู่เสมอ 

หญิงสาวรู้สึกคอแห้งกลางดึกหลังจากลองใช้โทรศัพท์เป็นครั้งแรก  ไม่รู้ว่าอาการความจำเสื่อมนั้นจะลำบากขนาดที่เธอลืมวิธีการใช้มันไปเสียได้  โชคดีที่เธออ่านหนังสือออก  อาจเป็นเพราะในอดีตเธอเคยรู้หนังสือและการใช้ชีวิตบางอย่าง  หากว่าเธอค้นพบความสามารถอื่นของตัวเองอีกก็คงจะช่วยเรื่องความทรงจำของเธอด้วย 

บรรยากาศภายในบ้านยามดึกนั้นวังเวงพิกล  ไหนจะสายฝนที่โหมกระหน่ำยามดึกยิ่งทำให้ช่วงเวลานี้น่ากลัวกว่าที่คิด  คฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีผู้อาศัยไม่กี่คนนั้นทำให้ทุกอย่างดูโล่ง  น้ำเพชรเดินมาตามทางพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะลงไปทางบันไดแต่เธอก็ต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้เสียก่อนเพราะได้ยินเสียงดังขึ้น 

ปัง! 

“เฮือก!”  น้ำเพชรสะดุ้งขึ้นทันทีหลังได้ยินเสียงปืน  เธอไม่รู้ว่าตนเองรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นเสียงปืนแต่เธอค่อนข้างมั่นใจเลยว่านี่ไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน 

เธอค่อยๆ เดินไปตามเสียงปืนนัดนั้นก่อนจะหลบซ่อนที่มุมทางเข้าเมื่อเห็นกับกลุ่มคนที่มายังคฤหาสน์ยามดึก  พวกกลุ่มคนหญิงชายที่ดูไม่ได้มาดีนักยืนอยู่ในห้องรับรองชั้นสองโดยมีคนที่ดูเป็นหัวหน้านั่งอีกฝั่ง  ลักษณะการถือปืนและอาวุธที่พกมานั้นอันตรายจนน้ำเพชรไม่กล้าส่งเสียงหรือสาวเท้าวิ่ง  เธอยังหลบอยู่ที่เดิมและลอบมองเข้าไปยังคนกลุ่มนั้น 

นายใหญ่? 

น้ำเพชรขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นธีร์ยืนตรงหน้ากลุ่มคนพวกนั้นและเหมือนกับว่าพวกเขากำลังเจรจาเรื่องบางอย่าง  สายตาของเธอไล่ลงไปมองมือหนาของนายใหญ่ที่ถือปืนกระบอกหนึ่งไว้ในมือโดยที่มีร่างไร้ลมหายใจนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นข้างเก้าอี้ของเขา 

ภาพตรงหน้านั้นทำให้น้ำเพชรชะงัก  ความสับสนและความไม่ไว้ใจเริ่มก่อตัวเป็นความกลัวและกดดัน  ดวงตาหญิงสาวสั่นระริก  สัญชาตญาณส่งสัญญาณเตือนถึงความไม่ปลอดภัย  น้ำเพชรนิ่งค้างและไม่กล้าพูดสิ่งใดในเวลานี้  เธอหอบหายใจอย่างลำบากพร้อมกับพยายามถอยหลัง 

ไม่ได้  เธออยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว 

นั่นคือสิ่งแรกที่เธอคิดได้  ก่อนที่น้ำเพชรจะรวบรวมความกล้าแล้ววิ่งลงบันไดไปพร้อมสาวเท้าวิ่งออกจากบ้านไปอย่างไร้จุดหมาย  ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำถามและความกลัวต่อคำตอบ เธอยอมรับว่ามีหลายอย่างในบ้านหลังนี้ที่ทำให้เธอไม่ไว้ใจ แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะมีเรื่องแบบนี้ 

ต่อให้เธอจะไม่มีความทรงจำใดและเหมือนคนโง่  แต่เธอก็คิดว่าตัวเองไม่ได้โง่ถึงขั้นเดาไม่ได้ว่าการมีคนตายโดยการถูกยิงในบ้านเป็นเรื่องไม่ปกติสิ้นดี  เธอไม่รู้ว่านี่เป็นงานของนายใหญ่เจ้าของบ้านหรือเป็นเรื่องอะไรกันแน่  แต่เธอไม่พร้อมจะรับรู้หรือรับฟังอะไรทั้งนั้น  รู้เพียงแค่ว่าเธอยอมฝ่าฝนออกจากบ้านแล้วไปหาที่พึ่งข้างหน้าดีกว่า 

ไม่ผิดแน่  ศพนั้นถูกยิงด้วยฝีมือของคุณธีร์แน่นอน  เพราะเขาถือปืนในระยะที่ยิงไปทางนั้นได้พอดี  และนี่คงไม่ใช่เรื่องดีที่คนในห้องยังสามารถเจรจาบางอย่างต่อได้โดยไม่สนใจร่างไร้วิญญาณตรงนั้นเลยแม้แต่คนเดียว  พวกเขาอยู่ในสังคมแบบไหนกันแน่  นายใหญ่เป็นใครกันแน่  ทำไมเขาถึงต้องฆ่าคนในบ้านตัวเองด้วย 

น้ำเพชรตั้งคำถามไปตามทางที่วิ่งผ่านท่ามกลางสายฝนโปรยปราย  เธอใกล้จะถึงรั้วบ้านเต็มทีและพร้อมจะออกไปจากที่นี่เพื่อความปลอดภัยแม้จะไม่แน่ใจว่าข้างนอกนั้นจะอันตรายกว่าหรือไม่  หญิงสาววิ่งด้วยเท้าเปลือยเปล่าในชุดนอน  เธอพยายามใช้มือทั้งสองข้างพังรั้วออกไปก่อนที่จะมีใครมาเห็นเข้า  ในที่สุดเธอก็สามารถหาทางออกจากบ้านจนได้ 

ขณะเดียวกันกลับมีสายตาคู่หนึ่งที่ยืนมองลงมาที่เธอจากหน้าต่างบานสูง  หลังจากที่ก่อนนี้เขารับรู้ว่ามีคนแอบฟังเขาจากข้างนอกแต่เขาก็เลือกที่จะไม่แสดงอาการอะไรและเจรจาเรื่องตรงหน้าต่อไป  แต่ก็อดไม่ได้ที่เขาจะเดินมาดูว่าน้ำเพชรพยายามจะทำอะไร  และก็เป็นอย่างที่เขาคิด  น้ำเพชรเห็นและคงตั้งสติทำใจยอมรับอะไรไม่ได้ 

ทางเลือกที่เธอเลือกคือหนี 

“นายใหญ่ครับ  คุณน้ำ...”  

“ครั้งแรกเลยนะที่จะได้เห็นเธอหนีแบบนี้” 

“...”  ขุนเงียบไปหลังถูกนายใหญ่พูดขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน  ความทรงจำในอดีตของทั้งคู่เห็นภาพไม่ต่างกันนัก  เพียงแต่ขุนไม่สามารถเดาใจอีกฝ่ายได้ว่าเหตุใดเขาจึงดูไม่ร้อนรนกับการหนีของน้ำเพชร  ดวงตาคมคู่นั้นกลับดูสลดลงและเต็มไปด้วยความเป็นห่วงเสียมากกว่า 

“ปกติเธอเผชิญหน้ามากกว่าวิ่งหนี  น่ากลัวมากกว่าจะกลัว” 

“...” 

“แต่ก็ยังลืมพกร่มเหมือนเดิม”  ธีร์พูดพลางมองน้ำเพชรที่วิ่งไปสุดสายตา  คฤหาสน์ของเขาอยู่ลึกจากตัวเมืองแต่ก็ไม่ไกลจากถนนใหญ่มากนัก  หากเธอวิ่งตากฝนไปเรื่อยๆ ก็ไม่ยากที่จะเจอป้ายรถหรือเมืองที่มีผู้คน  ร่างสูงหยุดมองก่อนจะไล่ทุกคนในห้องออกไปเพื่อเลิกการประชุมลับพร้อมกับเดินไปหยิบร่มที่มุมห้องแล้วเดินไปตามทาง 

“จะทำยังไงกับคุณน้ำเพชรต่อครับ?”  ขุนเอ่ยถาม 

“เอาร่มกับรองเท้าไปให้นั่นแหละ  เธอลืมมันนี่นา” 

“แล้ว...” 

“ค่อยให้เธอตัดสินใจเอง  บ้านหลังนี้ก็เป็นของเธอเหมือนกัน” 

 

#วชิรอาญา  

ความคิดเห็น