facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 49 ฉินหยู หญิงสาวผู้ลึกลับ

ชื่อตอน : ตอนที่ 49 ฉินหยู หญิงสาวผู้ลึกลับ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 80

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2564 19:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 49 ฉินหยู หญิงสาวผู้ลึกลับ
แบบอักษร

ในที่สุดพวกเขาก็มาจบกันที่โต๊ะในแผงร้านขายอาหารริมถนน...  

 

ฉินหยูรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เธอไม่รู้ว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ดี เพราะเธอไม่เคยคิดไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าเย่เชียนจะพาเธอมากินหม้อไฟตามข้างทางเช่นนี้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เพราะเธอติดหรูที่ต้องเข้าแต่ร้านแพง ๆ หรือเธอชอบอาหารจำพวกนานาชาติมากกว่า แต่ตอนนี้มันเป็นฤดูร้อน ใครเขาเลือกมากินหม้อไฟในช่วงที่อากาศมันร้อนอบอ้าวเช่นนี้กันล่ะ 

 

การมาถึงของเย่เชียนและฉินหยูทำให้เถ้าแก่ของร้านอาหารมีความสุขมาก คนที่มีฐานะร่ำรวยถึงขนาดขับแลมโบกินี่อย่างพวกเขาจะมาเยือนสถานที่เช่นนี้ได้ไม่ใช่เรื่องที่พบเห็นได้บ่อย ๆ  ผู้คนส่วนใหญ่ที่มายังแผงร้านขายอาหารเหล่านี้ทุก ๆ วันคือพวกพนักงานของโรงงานบางแห่ง หรือไม่ก็พวกนักเลงกลุ่มเล็ก ๆ ที่จะมานั่งกินกัน  

 

ทว่าวันนี้กลับมีคนที่ดูดีมีระดับมาเยือน  เถ้าแก่จะไม่ประหม่าได้อย่างไร ? เถ้าแก่คิดว่าบุคคลประเภทร่ำรวยสามารถที่จะสั่งปิดร้านของตนได้ไม่ยากเลยถ้าหากทางร้านบริการพวกเขาไม่ดีพอ 

 

ในตอนแรก ที่ร้านมีนักเลงกลุ่มเล็ก ๆ นั่งอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อเย่เชียนและฉินหยูเดินเข้ามาในร้าน พวกนักเลงเหล่านั้นก็ทำเหมือนกับเห็นผีและรีบลุกออกไปจากร้านทันที เย่เชียนอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจเล็กน้อยและมองไปที่ฉินหยูอย่างว่างเปล่า เดิมทีเขากับนักเลงพวกนั้นยังไม่เคยเจอกัน เขาจึงรู้ดีว่าสาเหตุที่พวกนักเลงหนีออกไปคงไม่ใช่เพราะตัวเขาแน่นอน 

 

เช่นนั้นมันคงเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือพวกนั้นเกรงกลัวฉินหยูที่ดูน่าเกรงขาม ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่ใช่คนธรรมดา ๆ เสียแล้ว 

 

หลังจากนั้นไม่นาน อาหารก็ถูกเสิร์ฟเต็มโต๊ะ มันมีทั้งลูกชิ้นปลา เนื้อวัว เห็ด และผักอีกหลากหลายชนิดวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ เย่เชียนยิ้มเล็กยิ้มน้อยและก้มศีรษะกินกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยราวกับผู้หิวโหยชาวแอฟริกันที่ไม่ได้กินอะไรเลยมานานหลายวัน  

 

ฉินหยูจ้องมองเย่เชียนที่กำลังกินอย่างตะกละตะกลาม เธอถึงกับตกตะลึงปากอ้าค้าง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ 

 

“อ้าวคุณ! กินสิ... ทำไมไม่กินล่ะ ?” เย่เชียนถามอย่างสงสัย 

 

ฉินหยูที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจก็พูดออกมาว่า  

 

“โอ้โห...! แค่ฉันดูนายกิน ฉันก็อิ่มแล้ว ดูนายอย่างกับคนไม่ได้กินอะไรมานานหลายวัน  นายกินหม้อไฟในหน้าร้อนแบบนี้ นายไม่กลัวมันจะร้อนเกินไปจนทำให้เครียดหรือยังไง ?” 

 

“คุณไม่รู้อะไรซะแล้ว การกินหม้อไฟในหน้าร้อนมันคือที่สุดของที่สุด” พูดจบ เย่เชียนก็ยัดลูกชิ้นปลาเข้าปากแล้วพูดอย่างมูมมามว่า “เร็วสิ ถ้าคุณไม่กินเดี๋ยวผมกินหมดนะ” 

 

ฉินหยูยิ้มอ่อน ๆ และค่อย ๆ เริ่มกิน การเคลื่อนไหวของเธอนั้นดูอ่อนโยนและสง่างามมาก เย่เชียนจำไม่ได้ว่าเทวดาหรือนางฟ้าตนไหนเคยพูดเอาไว้ว่า ‘การมองดูหญิงสาวที่สวยงามรับประทานอาหารคือความสุขที่แท้จริง’ ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เหลวไหลอีกแล้ว  

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ที่เย่เชียนกลับมาประเทศจีน เขารู้สึกเสมอว่าเขาต้องการกินอาหารจากร้านแผงลอยแบบนี้ เพราะสิ่งที่เขาต้องการนอกเหนือไปจากรสชาติจัดจ้านของอาหารจีนคือบรรยากาศแบบเป็นกันเองและสบาย ๆ  เขาคิดว่าพวกร้านอาหารตะวันตกหรือพวกร้านหรู ๆ ไม่สามารถลิ้มรสความรู้สึกและบรรยากาศของการกินอาหารอย่างร้านแผงลอยได้ 

 

“ซื้ดดดด... มันเผ็ดมาก! เถ้าแก่... เอาเบียร์มาสองขวด” เย่เชียนปาดเหงื่อและตะโกนสั่ง 

 

“อะไรของนาย ? นายเลือกที่จะกินแบบนี้เองนะ” ฉินหยูพูด 

 

เย่เชียนยิ้มอย่างมีความสุข เขาไม่อยากจะทะเลาะกับเธอตอนนี้จึงรินเบียร์ให้เธอแล้วพูดอย่างสบายใจว่า  

 

“นี่คุณ... ตอนที่พวกเราเดินเข้ามาตอนแรกน่ะ พวกเด็ก ๆ นักเลงพวกนั้นดูเหมือนจะกลัวคุณมาก... คุณว่ามันเป็นเพราะอะไรเหรอ ?” เย่เชียนพูดไปด้วยกินไปด้วยอย่างหน้าตาเฉย 

 

“แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงเล่า ?” ฉินหยูตอบ ใบหน้าของเธอดูงุนงงแต่เห็นได้ชัดว่าการแสดงออกของเธอนั้น เธอไม่เต็มใจที่จะพูดเลย 

 

เย่เชียนเองก็ไม่ได้อยากถามต่อ เขายิ้มอ่อน ๆ และพูดว่า “พวกเขาคงจะเห็นว่าคุณสวยเกินไปน่ะสิ คุณน่ะ เป็นเหมือนกับนางฟ้าที่ลงมาเยือนโลกมนุษย์ พวกเขาคงกลัวจะเสียหน้า ถ้าจะต้องลงไปคุกเข่าอ้อนวอนให้คุณสนใจ เลยเลือกที่จะถอนตัวไปเสียดีกว่า” 

 

ฉินหยูมองเย่เชียนและพูดว่า “ปากหวานจังนะ... ไม่ยักรู้ว่านายจะพูดอะไรทำนองนี้เป็นกับเขาด้วย” 

 

เย่เชียนหัวเราะเบา ๆ  แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารและคิ้วของเขาก็เริ่มขมวดมุ่นเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ เขาหรี่ตามองไปในที่มืด ๆ ด้านหลังแต่ก็ไม่เห็นใคร จึงคิดว่าตนน่าจะคิดไปเอง  อย่างไรก็ตาม จิตสังหารที่แผ่ออกมาจนสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าเช่นนี้ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะผิดพลาดเรื่องนี้ มีอยู่ทางเดียวที่น่าจะเป็นไปได้คืออีกฝ่ายนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยและรวดเร็วพร้อมกับจิตสังหารที่อยู่ดี ๆ ก็ลดลงไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน 

 

เมื่อฉินหยูเห็นว่าเย่เชียนมีท่าทีและสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างเลวร้าย เธอจึงถามด้วยความประหลาดใจ “มีอะไรเหรอ ?” 

 

“อ้อ... เปล่า ๆ ไม่มีอะไรหรอก” เย่เชียนยิ้มแหย ๆ  

 

เขาแอบครุ่นคิดอยู่ในใจว่าบุคคลที่มีจิตสังหารเช่นนั้นเป็นใคร  มาจากองค์กรเซเว่นคิลหรือเปล่า ? เย่เชียนตระหนักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขาก็ตัดสินใจว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะเป้าหมายของพวกองค์กรเซเว่นคิลตอนนี้คือจ้าวเทียนห่าวเท่านั้น  

 

พวกเขาไม่น่าจะตามมาจัดการกับเย่เชียนเพียงเพราะเย่เชียนคอยขัดขวางพวกเขา แล้วเป้าหมายของพวกมันคือใครกันแน่ ?  

 

หรือจะเป็นฉินหยู ? 

 

นอกเหนือจากองค์กรเซเว่นคิลแล้ว ก็มีเพียงแค่หน่วยเขี้ยวหมาป่าเท่านั้นที่รู้ว่าเย่เชียนอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งระหว่างสองกลุ่มนี้น่าจะยังไม่แทรกแซงกันในเวลานี้อย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าเป้าหมายของพวกมันคงจะไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นฉินหยู 

 

ฉินหยูมองเย่เชียนด้วยความสงสัย ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งพูดเลยแม้แต่น้อย แต่เย่เชียนก็หัวเราะอย่างมีความสุขและไม่พูดอะไรอีก  

 

อย่างไรก็ตาม หูของเย่เชียนสามารถแยกแยะทุกการเคลื่อนไหวและทุก ๆ เสียงที่อยู่รอบตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งสติสัมปชัญญะกับสมาธิของเขาก็ยังสามารถตรวจจับสิ่งต่าง ๆ ได้ทุกตารางนิ้วและทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามจะเป็นตัวเขาเองหรือฉินหยูก็ตาม เย่เชียนจะไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายออกไปจากที่แห่งนี้ได้โดยที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าพวกเขาจะถอนตัวไปในเวลานี้เลยเท่านั้น  

 

สำหรับคนที่อยู่บนทางเส้นมรณะมาเป็นเวลานานอย่างเย่เชียน จะมีสัมผัสพิเศษที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจกล่าวได้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกกันว่า ‘สัญชาตญาณ’  

 

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ความสามารถหรือพรสวรรค์ที่ทุกคนในหน่วยเขี้ยวหมาป่าจะมีได้ แม้แต่อดีตหัวหน้าของหน่วยเขี้ยวหมาป่ารุ่นก่อนหน้านี้ยังเคยประกาศกร้าวเอาไว้เองว่า เย่เชียนเกิดมาเพื่อเป็นทหารรับจ้างและถูกกำหนดไว้ให้เป็นที่หนึ่งในทุกสมรภูมิรบ 

 

ท้ายที่สุด อีกฝ่ายก็ไม่ได้ดำเนินการจู่โจมหรือกระทำการใด ๆ  และเนื่องจากอีกฝ่ายก็ถอนตัวไปแล้ว แม้แต่ลมหายใจและจิตสังหารหรือเจตนาฆ่าต่าง ๆ ก็ได้อันตรธานหายไปหมด เย่เชียนจึงไม่สามารถรู้ตำแหน่งของอีกฝ่ายได้ในเวลานี้ เย่เชียนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากเขามีหลี่เหว่ยยี่อยู่ที่นี่ด้วย อีกฝ่ายก็คงไม่รอดเป็นแน่  

 

หลี่เหว่ยยี่เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมที่เชี่ยวชาญด้านการติดตามไล่ล่าได้ดีที่สุด แม้จะมีร่องรอยเพียงน้อยนิด มันก็สามารถทำให้หลี่เหว่ยยี่รับรู้ถึงตำแหน่งของบุคคลนั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำ นี่อาจเป็นสาเหตุที่หน่วยเขี้ยวหมาป่าส่งหลี่เหว่ยยี่มาอารักขาเย่เชียนในประเทศจีนแห่งนี้ก็เป็นได้ 

 

ทันใดนั้น มีเสียงไซเรนดังขึ้นทั่วทุกสารทิศจากรถตำรวจจำนวนหนึ่งที่ขับเข้ามาหยุดอยู่หน้าร้านแผงขายอาหาร... 

 

เย่เชียนมองด้วยความประหลาดใจและเห็นว่าประตูรถคันหนึ่งเปิดออก เขาเห็นหวังยู่พาเจ้าหน้าที่ตำรวจอาชญากรพิเศษมาด้วยสองสามคนและเดินตรงมาที่เขา เมื่อมองไปที่หวังยู่ เย่เชียนก็ส่ายหัวอย่างหมดหนทาง เขาไม่รู้ว่าเขามีความแค้นกับเธอตั้งแต่อดีตชาติปางก่อนหรืออย่างไร เพราะทุกครั้งที่เขาพบเธอ มันไม่เคยมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นเลย 

 

“เย่เชียน...! นายตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมชายชาวจีน... โปรดมากับพวกเราเพื่อทำการสอบสวนด้วย”  

ความคิดเห็น