facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 47 ราชาหมาป่าซ่อนเขี้ยว

ชื่อตอน : ตอนที่ 47 ราชาหมาป่าซ่อนเขี้ยว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 91

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2564 19:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 47 ราชาหมาป่าซ่อนเขี้ยว
แบบอักษร

“ใครเป็นภรรยาของคุณกันล่ะ ฉันยังไม่ได้สัญญาว่าจะแต่งงานกับคุณสักหน่อย!” หลินโรโร่วพูดอย่างเขินอาย  

 

“หัวใจของเธอนั้นเปลี่ยนไปแล้วเหรอที่รัก...?” เย่เชียนพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย และเขาก็พูดต่ออีกว่า “รู้ไหมว่ามันทำร้ายหัวใจที่เปราะบางของผมมาก...”  

 

“คุณอย่ามาทำเป็นพูดเองเออเองแบบนี้เลย คุณพูดจาเข้าข้างตัวเองอย่างนี้... ฉันไม่แต่งงานด้วยหรอกนะ”  

 

คำตอบของหลินโรโร่วทำให้เย่เชียนตกตะลึงไปเล็กน้อย แต่เขาก็ยังยิ้มและพูดว่า “คุณจะทำอย่างนั้นไม่ได้นะ หัวใจของผมน่ะเป็นของคุณไปหมดแล้วทั้งสี่ห้อง ให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นพยานได้เลยว่าเย่เชียนจะไม่แต่งงานกับใครอีกแล้ว..." 

 

ระหว่างที่พวกเขาทั้งสองคนกำลังเย้าแหย่กัน ก็มีชายหนุ่มสี่คนเดินตรงมาหาพวกเขา ชายกลุ่มนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน พวกนั้นคือพวกของหลี่ตงนั่นเอง และก็เป็นคนเหล่านี้เองที่ถูกเย่เชียนสั่งสอนวิถีแห่งลูกผู้ชายให้ถึงสองครั้ง!  

 

เมื่อเย่เชียนเห็นพวกเขาเดินตรงเข้ามา เย่เชียนก็ยิ้มเล็กน้อย ดูเหมือนว่าพวกนั้นกำลังมาส่งเงินให้เขา  

 

“พี่เย่!” เมื่อพวกเขามาถึงด้านหน้าของเย่เชียน หลี่ตงก็พูดอย่างนอบน้อม 

 

เย่เชียนพยักหน้าและหันไปหาหยางเจียนกัวก่อนจะพูดว่า “พ่อกับเสี่ยวเซ่ลรอผมอยู่ที่รถก่อนนะ เดี๋ยวผมขอตัวไปคุยกับเพื่อนของผมสักครู่...”  

 

หยางเจียนกัวมองไปที่หลี่ตงและอีกสามคนที่มาด้วยกัน เขาเห็นว่าคนเหล่านี้ถึงจะไม่ได้แต่งตัวดีอะไรมากนัก แต่ก็ดูเคารพและสุภาพกับเย่เชียนมาก เมื่อเห็นแบบนี้เขาก็พยักหน้าตอบเย่เยียนแล้วเขากับฮันเซ่ลก็เข้าไปนั่งในรถ  

 

เย่เชียนมองไปที่หลี่ตง เขาส่งสายตาเป็นการบอกใบ้ให้พวกเขาเดินตามไปข้าง ๆ โรงพยาบาล เมื่อเห็นดังนั้นแล้วหลี่ตงและคนอื่น ๆ จึงรีบเดินตามเย่เชียนไป 

 

“พี่เย่... เราเตรียมเงินที่พี่ต้องการมาแล้ว ทั้งหมดนี่มีประมาณสองหมื่นหยวนก็ไม่รู้ว่ามันเพียงพอไหม...” หลี่ตงก้มหัวยื่นซองเงินที่ห่อด้วยกระดาษน้ำตาลอย่างสุภาพ 

 

เย่เชียนหยิบมันขึ้นมาโดยไม่ได้มองและดึงเงินออกมาเพียงไม่กี่ใบ จากนั้นเขาก็ส่งมันกลับไปให้หลี่ตงพร้อมพูดว่า “เอาเงินนี้ไปดื่มกินกับพี่น้องของนายซะ คิดเสียว่าเป็นค่ารักษาพยาบาลจากฉันก็แล้วกัน อะไรที่มันผ่านไปแล้ว ก็ให้มันผ่านพ้นไปและมาเป็นเพื่อนกันดีกว่า!”  

 

หลี่ตงได้ยินดังนั้นก็ค่อนข้างประหลาดใจ แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกดีมากเช่นกัน เขาอดคิดไม่ได้ว่าเงินนี่มันน้อยเกินไปหรือเปล่า ? มีใครที่ไหนบ้างที่จะเอาเงินไปมอบให้กับผู้ที่อ่อนแอกว่า ด้วยความสงสัยอย่างมาก เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากถามเย่เชียนออกไปตรง ๆ  

 

“พี่เย่... มันไม่น้อยเกินไปใช่ไหม ? อย่าเพิ่งกังวลไปนะพี่ เดี๋ยวพวกฉันจะรีบไปหามาให้เพิ่ม!”  

 

เย่เชียนยิ้มอย่างช่วยไม่ได้และพูดว่า “ฉันบอกว่าจะให้นาย นายก็รับมันไว้เถอะ ที่จริงแล้ว... ฉันต้องการความช่วยเหลือจากพวกนายนิดหน่อย แต่ไม่รู้ว่าพวกนายจะเต็มใจหรือเปล่า!”  

 

ตอนนี้หลี่ตงเห็นว่าเย่เชียนเป็นคนที่ใจกว้างและจริงใจอย่างแท้จริง เขาจึงรับเงินและรีบพูดว่า “พี่เย่ต้องการอะไรก็ขอให้พูดมาได้เลย... ตราบใดที่หลี่ตงคนนี้สามารถทำให้ได้ ไม่ว่าจะบุกน้ำหรือลุยไฟฉันก็จะทำมัน!”  

 

“เอ่อ... มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นหรอก ฉันแค่อยากจะขอยืมรถนายอีกสักวันน่ะ เพราะวันนี้พ่อของฉันเพิ่งจะออกจากโรงพยาบาลและมีกระเป๋าเยอะมาก เลยไม่สะดวกที่จะกลับโดยรถประจำทาง...”  

 

หลี่ตงคิดว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้เสียอีก แต่มันกลับกลายเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยเช่นการยืมรถเท่านั้น แน่นอนว่าเขาไม่ลังเลที่จะตอบตกลง เขาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก “ได้เลยพี่... ถ้าพี่เย่ต้องการก็เอามันไว้ใช้ก่อนเลย!”  

 

“ไม่ ๆ... นายไปเอามันคืนได้ที่หน้าบ้านของฉันวันพรุ่งนี้ช่วงบ่าย ๆ” พูดจบ เย่เชียนก็หันหลังเดินกลับไปที่รถ แต่ยังไม่ทันถึงรถ เขาก็หยุดเดินอย่างกะทันหันแล้วหันไปพูดว่า “เฮ้! ถ้านายไม่รังเกียจ... เรียกชื่อฉันก็ได้! ในบ้านฉันเป็นพี่คนรอง พวกนายเรียกฉันว่า ‘พี่สอง’ เถอะ”  

 

“โอ้...! ได้ครับ ‘นายน้อยที่สอง’ เดินทางปลอดภัยนะครับ” หลี่ตงพูดอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย เขายังคงพูดกับเย่เชียนอย่างสุภาพเพราะหลังจากคลุกคลีอยู่บนท้องถนนเป็นเวลานาน เขาก็ไม่ได้โง่หรือตาบอด เขาได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่บาร์ในคืนนั้น มิหนำซ้ำเย่เชียนก็มีพวกพ้องอย่างหวังหู่ด้วย ดังนั้นหลี่ตงจึงเดาเอาในใจว่าเย่เชียนไม่ใช่คนธรรมดา ๆ อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าตอนนี้เย่เชียนจะเป็นแค่พนักงานรักษาความปลอดภัย แต่เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เย่เชียนจะโบยบินทะยานขึ้นสู่ฟ้า ซึ่งเขาเองก็อยากเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง และตราบใดที่เขาเดินตามเส้นทางของเย่เชียนแล้ว มันจะก่อให้เกิดประโยชน์มากมายสำหรับตัวเขาเอง 

 

“นายน้อยที่สองงั้นเหรอ ?” เย่เชียนพึมพำกับตัวเอง เพราะชื่อนี้เขาไม่เคยได้ยินมันมานานมากแล้ว  เมื่อแปดปีที่แล้วตอนที่เขามีกลุ่มแก๊งเป็นของตัวเองอยู่ตามท้องถนน น้อง ๆ บางคนก็เรียกเขาแบบนี้  

 

อันที่จริง เย่เชียนเห็นว่าหลี่ตงไม่ใช่คนทรยศพวกพ้อง และเขาก็คลุกคลีอยู่ในเมืองเซี่ยงไฮ้มานานแล้ว เย่เชียนจึงคิดว่าหลี่ตงน่าจะช่วยเขาได้มากในอนาคต และการมีเพื่อนเพิ่มมาคนหนึ่งนั้นดีกว่าการมีศัตรูเพิ่มมาคนหนึ่งเป็นไหน ๆ ดังนั้นเย่เชียนจึงแสดงให้หลี่ตงเห็นว่าตัวเขานั้นใจกว้างมาก ซึ่งหลังจากดูท่าทางของหลี่ตงแล้ว เย่เชียนก็พยักหน้าเบา ๆ ด้วยความพึงพอใจ 

 

...... 

 

หลังจากที่เย่เชียนรับประทานอาหารกลางวันกับพ่อและฮันเซ่ลที่ร้านอาหารด้านนอกโรงพยาบาลเสร็จเรียบร้อย เย่เชียนก็ส่งพวกเขากลับบ้าน แม้ว่าในตอนแรกหยางเจียนกัวจะดูไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ เพราะเขาคิดว่าการไปทานข้าวที่ร้านอาหารนั้นมันสิ้นเปลืองเกินไปต้องใช้เงินเยอะ แต่เขาไม่อาจปฏิเสธความปรารถนาดีของลูกชายได้  นอกจากนี้แล้ว เย่เชียนก็ใช้เหตุผลว่านี่เป็นการเฉลิมฉลองการออกจากโรงพยาบาลของพ่อของเขา เพราะฉะนั้นความฟุ่มเฟือยนี้มันไม่ใช่ปัญหาใด ๆ เลย 

 

ในตอนบ่าย เย่เชียนไม่จำเป็นต้องกลับไปที่มหาวิทยาลัยเพราะเขาขออนุญาตอาจารย์ฉินหยูลากิจครึ่งวันแล้ว เขาจึงอยู่พูดคุยกับพ่อของเขาต่ออีกพักใหญ่ ส่วนฮันเซ่ลอยู่ในช่วงกำลังจะสอบ เธอจึงขอตัวไปที่ห้องของเธอเพื่อทบทวนบทเรียน เพราะเนื่องจากเธอต้องอยู่ดูแลพ่อที่โรงพยาบาลหลายวัน ฮันเซ่ลจึงมีเวลาทบทวนบทเรียนไม่มากนัก ดังนั้นเธอจึงพยายามอย่างหนักเพื่อชดเชยเวลาที่เธอใช้ไป 

 

จนเวลาห้าโมงเย็น เย่เชียนบอกลาหยางเจียนกัวและรีบตรงไปยังมหาวิทยาลัย ด้านหยางเจียนกัวก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย ได้แต่บอกว่าให้กลับบ้านเร็ว ๆ  

 

...... 

 

เย่เชียนเรียกรถแท็กซี่และใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึงมหาวิทยาลัย ในขณะที่เขาเดินไปที่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย เย่เชียนก็เห็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มที่แสนเจ้าเล่ห์ หลังจากเพ่งมองดูรูปลักษณ์ของเด็กคนนั้นอย่างถี่ถ้วนแล้ว เย่เฉียนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและตะโกนว่า  

 

“เฮ้ย...! นี่มันไม่เร็วเกินไปเหรอ ?” 

 

เด็กหนุ่มคนนั้นเดินไปหาเย่เชียนด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “แหม บอส... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!”  

 

“นี่นายอย่าบอกนะว่า... นายแอบสอดแนมฉันน่ะ ?” เย่เชียนถามด้วยความสงสัย 

 

“ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไงกันล่ะ... ผมแค่คอยอารักขาบอสอย่างลับ ๆ ก็เท่านั้น... บอสเป็นถึงหัวหน้าของหน่วยเขี้ยวหมาป่าของพวกเรา จะให้พวกเราผ่อนคลายและปล่อยให้บอสกลับมายังประเทศจีนตามลำพังได้ยังไง ?” เด็กหนุ่มพูดด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ 

 

“โธ่เอ๊ย...!” เย่เชียนส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าเขาจะผ่อนคลายเกินไปจริง ๆ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกจับตามองมาตลอด โชคยังดีที่เป็นเพื่อนร่วมทีมของเขาเอง เพราะถ้าหากเป็นศัตรูล่ะก็ เขาคงต้องเสียใจไปนานแล้ว  

 

“นายรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่ประเทศจีน ? ฉันจำได้ว่าฉันเพิ่งจะแจ้งตำแหน่งของฉันไปเองหนิ” เย่เชียนงุนงงเล็กน้อย เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าเขาเพิ่งจะระบุตำแหน่งของเขาในประเทศจีนให้หน่วยเขี้ยวหมาป่าทราบเมื่อไม่นานมานี้เอง... 

 

“บอส... นี่บอสกำลังอยู่ในเมืองที่อ่อนไหวมากนะ อีกอย่าง บอสก็ดูจะผ่อนคลายกับบ้านเกิดของตัวเองมากเกินไป บอสลืมไปแล้วเหรอ ?” สิ่งที่เด็กหนุ่มพูดดูราวกับว่าเขากำลังตบหน้าเย่เชียนเพื่อเรียกสติของเย่เชียนให้กลับคืนมา 

 

“บัดซบเอ๊ย...! ฉันคงจะชะล่าใจเกินไปจริง ๆ!” เย่เชียนเหลือบมองเขาและถามอีกว่า “ว่าแต่... นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่ ?” 

 

“โธ่บอส... บอสลืมโทรศัพท์ของพวกเราไปแล้วเหรอ ? ทุกเครื่องของหน่วยเราถูกติดตั้งระบบ GPS ที่สามารถระบุตำแหน่งได้ทั่วโลกเชียวนะ เป็นแบบนี้แล้วพวกเราจะไม่รู้ได้ยังไงว่าบอสอยู่ที่ไหนน่ะ ?” เด็กหนุ่มพูดอย่างกระวนกระวาย 

ความคิดเห็น