facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 43 โชคชะตา

ชื่อตอน : ตอนที่ 43 โชคชะตา

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แอ็คชั่น,บู๊ล้างผลาญ

คนเข้าชมทั้งหมด : 84

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2564 19:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 43 โชคชะตา
แบบอักษร

“นั่งลง!” อาจารย์ฉินหยูพูดขึ้นเมื่อเธอมองเห็นใบหน้าของเย่เชียนที่ดูว้าวุ่นใจอีกครั้ง อีกทั้งยังยืนทื่ออยู่กับที่ 

 

เย่เชียนแปลกใจและไม่เชื่อว่าเงินเดือนและสวัสดิการของอาชีพอาจารย์จะดีถึงขนาดนี้ ซึ่งมันดีเกินกว่าที่เขาเคยทราบมาไปมาก แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้อย่างมากที่อาจารย์ธรรมดา ๆ จะมีห้องทำงานส่วนตัว เย่เชียนจึงเดาว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมาจากตระกูลที่มีอิทธิพลแน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้วเธอจะได้รับผลประโยชน์เช่นนี้ได้อย่างไร ?  

 

เมื่อเขาได้ยินเสียงของฉินหยูบอกให้เขานั่งลง เย่เชียนก็กลับมาสงบสติอารมณ์และนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของเธอ 

 

“เย่เชียน... ฉันอยากให้นายเข้าใจว่าฉันไม่สนใจว่านายจะมีความสัมพันธ์อะไรกับผู้อำนวยการหวางหรอกนะ... เนื่องจากนายอยู่ในคลาสเรียนของฉัน นายก็ต้องปฏิบัติตามกฎของฉัน” ฉินหยูพูดอย่างจริงจัง 

 

เย่เชียนตกใจเล็กน้อยเพราะเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับผอ.คางคกนั่นเลย เขาครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งและอยากจะอธิบายว่าเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับผอ.คางคก แต่เขาก็คิดว่ามันคงไร้ประโยชน์ถ้าจะอธิบายไป เขาจึงเลือกที่จะพยักหน้าและตอบเธอไปว่า “ผมเข้าใจแล้ว... ตราบใดที่ผมอยู่ข้างกายของคุณ ผมก็จะปฏิบัติตามกฎของคุณ...”  

 

ฉินหยูถึงกับพูดไม่ออก เพราะคำพูดของเย่เชียนมันฟังดูเหมือนว่าเขาคุ้นเคยกับการพูดคุยกันในหมู่พวกนักเลงอันธพาล ถ้าเขาใช้คำว่า ‘ข้างกายของคุณ’ เธอก็คิดว่าเย่เชียนอาจเป็นพวกนักเลงหัวไม้จริง ๆ และเคยเป็นพวกโดดเรียนหรือหนีออกจากบ้านมาก่อน คำเหล่านี้จึงไม่แปลกสำหรับเขา  

 

“เอาล่ะ... ตอนนี้นายเป็นนักศึกษาแล้ว นายต้องทำตัวให้สมกับเป็นนักศึกษา แต่ดูการแต่งตัวของนายตอนนี้สิ... มันไม่เหมาะสมเลยนะ” ฉินหยูเอ่ยพลางถอนหายใจ 

 

เย่เชียนก้มมองลงเสื้อผ้าของเขา เขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและไม่มีเวลาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่เลย  นอกเหนือจากชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองชุดแล้ว เขาก็มีเพียงแค่ชุดนี้ที่เป็นเสื้อยืด กางเกงสีดำของหน่วยรบพิเศษกับรองเท้าบูทคอมแบทที่ดูเก่าและสีซีดจาง เขาจึงพูดอย่างน่าเวทนาว่า “อ้อ... ผมไม่มีเสื้อผ้าชุดอื่นน่ะ ผมมีเพียงแค่ชุดนี้ชุดเดียว...”  

 

“ห๊ะ! นายใส่ชุดนี้ตลอดทั้งปีเลยเหรอ ?!” ฉินหยูถามด้วยความประหลาดใจ  

 

เธอเป็นผู้หญิงที่รักชอบความสะอาด และแน่นอนว่าเธอก็ไม่กล้าที่จะสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกันแม้แต่วันเดียว ไม่ต้องพูดถึงการสวมใส่เสื้อผ้าชุดเดียวกันตลอดทั้งปีเลย 

 

“ไม่ ๆ... มันไม่ใช่อย่างนั้น! คือผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศน่ะ พอดีผมรีบมากเกินไปหน่อยเลยไม่ได้เอาพวกเสื้อผ้าอื่น ๆ ติดมาด้วย อีกอย่าง ผมก็ยังไม่มีเวลาไปหาซื้อใหม่เลยต้องทนกับเรื่องนี้ไปก่อน” เย่เชียนตอบกลับด้วยสายตาที่ดูน่าสงสารอย่างยิ่ง 

 

“นายเคยไปต่างประเทศมาแล้วเหรอ ?  ไปประเทศไหนมาล่ะ ?” ฉินหยูถามอย่างตื่นเต้นเล็กน้อย 

 

“ประเทศทางตะวันออกกลางน่ะ” เย่เชียนตอบกลับง่าย ๆ  

 

“ตะวันออกกลาง ?  นายไปทำอะไรที่นั่น ? ไปศึกษาเหรอ ?” ฉินหยูถามด้วยความประหลาดใจ  เธอได้ยินมาว่าสถานที่นั้นกำลังอยู่ในภาวะสงคราม  ในตอนแรก เธอคิดว่าเย่เชียนจะบอกว่าเขามาจากประเทศอังกฤษหรือไม่ก็สหรัฐอเมริกาเสียอีก เธอไม่ได้คาดหวังเอาไว้เลยว่าเย่เชียนจะพูดว่าตะวันออกกลาง 

 

เย่เชียนหัวเราะและพูดว่า “ที่นั่นมันค่อนข้างยุ่งเหยิง... มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะหาเงิน”  

 

ฉินหยูจ้องมองเย่เชียนอย่างสับสนงงงวย เธอรู้สึกว่ายิ่งมองและยิ่งรู้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น เธอจึงถามต่อว่า “อ้าว! นายมีงานทำแล้วเหรอ ?  แล้วอะไรที่ทำให้นายตัดสินใจย้ายมาเรียนที่นี่กันล่ะ ?” ฉินหยูถามอย่างสงสัย 

 

เย่เฉียนลุกขึ้นและเดินไปที่หน้าต่าง สายตาของเขามองออกไปข้างนอก เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้พูดถึงความเป็นมาของตัวเอง เย่เชียนนั้นได้เรียนรู้วิธีการพูดกับผู้คนต่าง ๆ มากมาย และเขารู้ดีว่าการพูดตัดพ้อถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่น่ารันทดมันเป็นอาวุธที่ดีสำหรับเอาไว้ใช้กับผู้หญิง เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่และพูดขึ้นว่า  

 

“ผมเป็นเด็กกำพร้า... ตั้งแต่ที่ผมจำความได้ ผมน่ะไม่เคยได้มีโอกาสเห็นหน้าพ่อแม่เลย ผมเป็นแค่ขอทานตามท้องถนน นอนใต้สะพานและอดมื้อกินมื้อ แต่ผมยังโชคดีเพราะต่อมาผมก็ได้รับการเลี้ยงดูจากผู้ที่มีจิตใจเมตตา นั่นก็คือตอนที่ผมมีสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวเป็นครั้งแรก... ชายชราที่รับอุปถัมภ์ผมมานั้นไม่ได้ร่ำรวยแต่อย่างใด ท่านเป็นแค่คนเก็บขยะคนหนึ่งเท่านั้น ผมจึงไม่มีเงินไปศึกษาเล่าเรียนเหมือนใครเขา ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน ผมก็คงต้องตายเพราะความหิวโหยไปนานแล้ว ถึงแม้ว่าท่านจะมีฐานะยากจน แต่ท่านนั้นร่ำรวยน้ำใจ ท่านให้ความรักความอบอุ่นกับผมอย่างที่เด็กคนหนึ่งควรจะมี...  

 

แปดปีที่ผ่านมาที่ผมออกจากบ้านไป ผมก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรมากเลย แต่อย่างน้อย ๆ ผมก็ไม่หิวโหยหรือหนาวเหน็บอีกต่อไป ดังนั้นผมจึงตัดสินใจที่จะชดเชยเวลาที่ขาดหายไปในชีวิตของผมด้วยการมาเรียนที่มหาวิทยาลัย มันเป็นความฝันอย่างหนึ่งของผม  ผมเคยคิดว่าถ้าผมสามารถเรียนที่นี่ได้ ผมก็จะไม่เสียใจเลย!”  

 

เย่เชียนไม่ได้โกหกฉินหยู เพราะคำพูดเหล่านี้ล้วนมาจากใจของเขาและจากชีวิตของเขาจริง ๆ  เขาไม่จำเป็นต้องโกหกเลย อีกทั้งเขาเองก็ไม่คิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่น่าอายแต่อย่างใด 

 

หลังจากที่ฉินหยูได้ยินคำพูดของเขา เธอก็ตกอยู่ในภวังค์เล็กน้อย ผู้หญิงอย่างเธอจะจินตนาการถึงชีวิตความเป็นอยู่เช่นนั้นได้อย่างไร เธอเป็นลูกสาวของครอบครัวที่มีฐานะมาตั้งแต่เกิด เธอนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตเด็กขอทานข้างถนนเป็นอย่างไรและไม่คาดคิดด้วยว่าชีวิตของเย่เชียนจะมีเรื่องราวเช่นนี้ เธอจ้องมองแผ่นหลังของเขาในขณะที่เขายืนมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอจึงคิดกับตัวเองว่า ‘บางทีเขาอาจไม่อยากให้ฉันรู้ว่าเขามีภูมิหลังที่น่าอับอาย’ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าเย่เชียนต้องลำบากมากขนาดไหน แต่เธอก็คิดว่าเส้นทางของเขานั้นมีแต่ขวากหนามและคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  

 

ท้ายที่สุดแล้วมันต้องยากมากสำหรับคนที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีที่ยืนในสังคม ไม่มีคนหนุนหลัง ไม่มีคนสนับสนุน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ  เธอมองไปที่ชายหนุ่มผู้เปล่งประกายที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่ในรูปของชายหนุ่ม  ฉินหยูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหลงทางและหวั่นไหว เธอคิดในใจว่า ‘เขาคงต้องผ่านเรื่องราวมามากมายแน่ ๆ’  

 

หลังจากที่เย่เชียนเพิ่งจะเล่าเรื่องราวอันน่าเศร้าของตัวเองไป เขาก็หันกลับมาแล้วพูดว่า “ผมขอโทษนะ... ที่ผมพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย”  

 

ฉินหยูส่ายหัวทันที “ไม่เป็นไร ๆ ตอนนี้นายมีโอกาสนี้แล้ว... ฉันหวังว่านายจะรักษามันไว้ให้ดี เพราะนายคงไม่อยากให้มันเสียเวลาไปเปล่า ๆ หรอกใช่มั้ย ?”  

 

เย่เชียนยิ้มอ่อน ๆ และตอบว่า “ขอบคุณ... ผมขอบอกตามตรงเลยนะว่าผมอาจจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก ที่ผมอยู่ที่นี่เพราะมันเป็นความฝันอย่างหนึ่งของผมมานานแล้ว แต่ท้ายที่สุด ผมก็ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำข้างนอก ผมไม่มีเวลามากพอสำหรับเรื่องนี้”  

 

เย่เชียนรู้ดีว่ามันแปลกมากที่เขาจะพูดเรื่องแบบนี้กับคนแปลกหน้า บางทีมันอาจจะเป็นอย่างที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้ว่า เขารู้สึกราวกับว่าตัวเขาเองและฉินหยูเคยพบกันมาก่อน  นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ผู้คนเรียกกันว่า ‘โชคชะตา’ ก็เป็นได้ 

 

เมื่อเธอได้ยินเย่เชียนพูดว่าเขาอาจจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก ฉินหยูก็รู้สึกไม่ดีและไม่เต็มใจกับคำพูดนั้น แต่เพียงชั่วครู่ฉินหยูก็ขจัดความรู้สึกนั้นออกไป 

 

“อืม ในเมื่อนายตัดสินใจด้วยตัวเอง ฉันก็จะไม่รั้งนาย”  

 

ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่  จู่ ๆ ประตูก็ถูกเปิดออกโดยชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังถือดอกไม้เข้ามาในห้อง เมื่อเขาเห็นรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของฉินหยู เขาก็พูดขึ้นมาว่า “หยูหยู่... คุณไม่มีสอนแล้วเหรอ ?  ผมจองโต๊ะเอาไว้แล้ววันนี้... คุณจะให้เกียรติไปทานข้าวกับผมได้ไหม ?”  

 

ฉินหยูขมวดคิ้วของเธอและมองชายคนนั้นอย่างรังเกียจและตอบอย่างเย็นชาว่า “เหว่ยเฉินหลง! คุณไม่มีมารยาทเลยหรือไง ? ทำไมคุณไม่รู้จักเคาะประตูก่อน ?  แล้วคุณก็อย่ามาเรียกฉันด้วยชื่อเล่น... เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นนะ!”  

 

เหว่ยเฉินหลงเสียหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ฟื้นคืนสติอย่างรวดเร็วและยิ้มตอบ  

 

“เอาล่ะ... ผมจะเรียกคุณว่าฉินหยูก็ได้ พอใจแล้วหรือยัง ? ว่าแต่... ผมจองร้านอาหารเอาไว้เรียบร้อยแล้วและรถก็กำลังจอดรออยู่ข้างล่าง คุณจะให้เกียรติไปกับผมไหม ?” 

ความคิดเห็น