ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่สามสิบสอง ไม่ใช่อาจารย์ที่ดี

ชื่อตอน : ตอนที่สามสิบสอง ไม่ใช่อาจารย์ที่ดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 945

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2563 21:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่สามสิบสอง ไม่ใช่อาจารย์ที่ดี
แบบอักษร

ตอนที่สามสิบสอง ไม่ใช่อาจารย์ที่ดี

ผมใช้เส้นลมปราณในสมอง ตามหลักการของ อัลฟ่าโกะของอสูรผมแดงแดนไซฮก

จดจำ

แยกแยะ

รวมหมู่

สังเคราะห์ขึ้นมาใหม่

และสุดท้ายความคิดสร้างสรรค์

สุดขอบที่เหนือกว่าการแยกแยะและสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่คือความคิดสร้างสรรค์

ที่อัลฟ่าโกะ ยังอาจจะมีจุดอ่อนอยู่ในช่วงแรกๆที่เจอกับมนุษย์ แต่ความสามารถในการคำนวณตามสูตรนั้น คอมพิวเตอร์ สมองกลนั้นนำหน้ามนุษย์ไปนานแล้ว

และเส้นสายลมปราณของผมก็ใช้เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถในการคำนวณของผมให้สูงขึ้นไปอีกขั้นจากโลกเดิมที่ผมฝึกคณิตศาสตร์ ตรรกศาสตร์และการคำนวณในโรงเรียนมากกว่าสิบปี

ด้วยวิธีการทางสมองของผมที่ฝึกควบคุมกระแสไฟฟ้ามา

เคล็ดวิชาแล่นไปมาในหัวของผมอย่างชัดเจนไม่ขาดตอน

เข้าใจง่ายกว่าการอธิบายของอี้จิงอีก

เน้นการใช้หลักตรรกะและแนวคิดทางการคำนวณ

 

นี่คือมุก”เจ้ามีวาสนากับวิชานี้” ตามนิยายสินะ

แต่วาสนานั้นก็เกิดขึ้นเพราะผมเลือกนักพรตคิ้วขาวนั่นล่ะ

เพราะจากเนื้อเรื่อง แกออกสไตล์”ข้าคำนวณได้ว่า ตะวันออกมีจุดอ่อนในกระบวนท่า..วารีกดข่มไฟแต่ส่งเสริมไม้..”

ไม่รู้เป็นไง คนเขียนเกลียดวิชาคำนวณเลยเอาบุคลิกของอาจารย์คณิตศาสตร์ที่ตนเองเกลียดมาใช้ในการเขียนนักพรตคิ้วขาวหรือเปล่าหว่า?

ผมโขกศีรษะขอบคุณนักพรตคิ้วขาว

“ขอบคุณอาจารย์ที่ประทานวิชา”

นักพรตคิ้วขาวกลับยิ้มมุมปาก

“วะ ฮา ฮา ฮา ข้ากะจะกลั่นแกล้งเจ้าโดยให้สลบจากการถ่ายทอดวิชาที่ซับซ้อน แต่ดูท่าทางเจ้าจะถ่อมตนต่อหน้าข้า คนมีความฉลาดธรรมดา ไหนเลยสามารถรับทราบเคล็ดวิชานี้ได้โดยไม่สลบไปก่อนได้? ป่านฉะนี้เจ้าคงสลบหรือไม่ก็สับสนเกิดการอาเจียนเสียกิริยาไปแล้ว วะ ฮา ฮา ฮา”

นักพรตคิ้วขาวจ้องมองที่ผมยังสภาพดีดีอยู่เนื่องจากท่าทางคนในโลกนี้ไม่น่าจะเคยชินกับภาพเคลื่อนไหวสามมิติ

ผมนั้นเก่งไม่เท่าอี้จิงในเรื่องการตีความเคล็ดวิชา แต่ผมฝึกการบริหารสมองไว้มากกว่าอี้จิงมาก

ไม่ใช่เพาระตั้งใจปกปิดอี้จิง แต่อี้จิงพออธิบายว่าอะไรอยู่ในสมองและเส้นเลือดก็ทำท่าหวาดกลัว

งงจริงๆ

ทั้งที่เดินลมปราณที่ควรจะเดินผ่านอวัยวะภายในทำได้ แต่พอบอกเรื่องรายละเอียดของเส้นเลือดกลับกลัว?

หรือนี่ก็คือจุดอ่อนของนางเอกอีกอย่าง?

“งั้นลองอ่านนี่ดูสิ”

ในภาพม้วนคัมภีร์นั้นชวนลายตา..หากเป็นคนทั่วไปของยุคนี้ล่ะนะ

มันคือภาพที่หากคนเพ่งแบบธรรมดาก็จะทำให้มึนหัวนั่นเองและเกิดความสับสน

ซึ่งใช้ไม่ได้ผลกับคนที่ฝึกจ้องภาพสามมิติและได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพสมองด้วยพลังลมปราณอย่างผม

ตอนนี้ในหัวของผมเรียกว่ามีเส้นลมปราณที่คอยช่วยเสริมสติปัญญาในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอยู่

ตามแบบแนวอัลฟ่าโกะ

ที่ตอนแรกผมคิดว่าผมจะลองเปลี่ยนสมองของผมออกแนววิเคราะห์แบบคอมพิวเตอร์แบบในแนวปราณยุทธบางเรื่องที่มีชิปคอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลวิชาและผมก็ค้นพบว่าการให้วิเคราะห์นั้นมีข้อจำกัด

ที่ผมทำเลยใช้อีกแนวทางหนึ่งแบบอีลอน มักส์ทำ

คือการใช้เส้นลมปราณเสริมสร้างสติปัญญาของมนุษย์  augment intelligence

ไม่ใช่เอาสมองกลมาแทนที่สมองมนุษย์

แต่เอาสมองกลมาช่วยเหลือให้สมองของมนุษย์มีประสิทธิภาพดีขึ้นมากกว่าเดิม

ไม่ได้ประชันขันแข่งแต่อยู่ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ช่างเป็นแนวคิดที่ไร้เดียงสาราวกับเด็ก แต่คือแนวทางเดียวที่ผมมี

ผมพบจุดอ่อนของแนวคิดของผมในตอนแรกตอนที่คิดถึงอัลฟ่าโกะ

ตอนแรกคิดว่าจะปรับเปลี่ยนเส้นประสาทของผมให้เป็นแบบคอมพิวเตอร์

ตอนหลังจึงคิดว่าสมองของคนเราต่างจากคอมพิวเตอร์

ทำให้กลายเป็นแบบคอมพิวเตอร์อาจส่งผลที่ผมไม่คาดคิดได้

ดังนั้นช่วยเสริมสร้างสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างเดิมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

การพัฒนาสมองโดยการให้มองภาพสามมิติ ความทรงจำ การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลและความคิดสร้างสรรค์จึงได้เริ่มขึ้น

ซึ่งประสบผลสำเร็จกว่าการสร้างสมองที่ทำงานอย่างคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก

แทนที่จะเปลี่ยนโครงสร้าง ก็พัฒนาและเสริมโครงสร้างที่มีอยู่ให้มีปริทธิภาพมากขึ้น

ไมได้เปลี่ยนสมอง แต่เสริมความสามารถมากขึ้นกว่าเดิม

“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ประทานเคล็ดวิชา”ผมคำนับอย่างนอบน้อม

นักพรตคิ้วขาวสีหน้ากลับอึ้งไป

มุมปากสั่นกระตุก

“ฮาช่างน่าสนุกสนานนัก”

ในมือกลับมีหยกอีกแผ่นหนึ่ง

“ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะสามารถรับเคล็ดวิชาที่ต้องอาศัยคนฉลาดคำนวณได้อีกสักเท่าไรกัน?”

นักพรตคิ้วขาวทำท่าเหมือนจะลืมตัวไปแล้ว

ในโลกนี้มันมีแต่คนเสียสติหรือไงนะ

หรือผมเข้ามาเปิดอีเวนท์ เจอเหตุการณ์ “ผู้อาวุโสประหลาดประจำยุทธจักร จับพระเอกเป็นหนูลองวิชา”เข้าซะแล้ว

ในหัวมีภาพของกระบวนท่าและการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนพุ่งเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง

ผมตอบรับด้วยการค่อยย่อยสลายข้อมูลด้วยการเดินลมปราณ จัดหมวดหมู่ความคิดในสมอง

แบ่งการรับรู้เหตุการณ์เป็นห้ามิติ

สามมิติแรก

มิติที่สี่คือความเร่ง

มิติที่ห้าคือการเวลา

หากคนทั่วไปรับข้อมูลโดยขาดความเคยชินในการมองภาพสามมิติหรือภาพเคลื่อนไหวอย่างนี้คงเวียนหัวไปแล้ว

หากเปรียบเปรยกับเนื้อหาในหน้ากระดาษ

ที่พุ่งมาอีกครั้งก็ประมาณ54 หน้ากระดาษเอสี่

ทำให้ผมก่อนหน้าที่จะฝึกวิชาคงจะมึนงงอยู่

แต่หลังจากฝึกวิชาแล้วเป็นอะไรที่ผมพอรับได้

ห้าสิบสี่หน้าและการเคลื่อนไหวต่างๆนั้น

คือการเดินลมปราณและการปล่อยกระบวนท่า ที่สามารถดัดแปลงออกมาได้อีกประมาณ สองหมื่นกว่ารูปแบบได้

แต่ในหัวของผมจินตนาการเป็นภาพห้ามิติ สามารถจัดเรียบเรียงข้อมูลที่มีในหัวได้อย่างง่ายดาย

 

“ขอบคุณอาจารย์ที่ส่งเสริม” ผมคุกเข่าลงอีกครั้ง

นักพรตคิ้วขาวถลึงตา

กดหยกอีกครั้งและเอาตราหยกหลายสิบชิ้นมากองเต็มโต๊ะ

 

“ข้าจะดูว่าเจ้าจะสามารถรับวิชาได้อีกมากแค่ไหนกัน หากเจ้าสามารถรับรู้กระบวนท่าเหล่านี้ได้ทั้งหมด ข้าจะยอมยกยาวิเศษของข้าให้เจ้าเลย”

ต่อจากนั้นผมอยากจะบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่หวาดเสียวแบบเดียวกับแนวทางการฝึกวิชา

แต่สำหรับที่ผมลองรับข้อมูลและจัดระเบียบข้อมูลแล้ว

การรับรู้แนวทางวิชาที่มาจากคำนวณของสายเดียวกันนั้นยิ่งง่ายขึ้นเรื่อยๆ

เหมือนกับโปรแกรมและความทรงจำของคน อะไรที่เคยคำนวณผ่านไปแล้วก็สามารถที่จะจำได้ อะไรที่ทำผ่านแล้วง่ายก็จะง่ายขึ้นในครั้งต่อไป

นักคณิตศาสตร์ตัวจริงถึงได้บอกว่าโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่แท้จริงนั้น ปัญหาคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ปัญหาที่จะใช้สูตรแทนที่ได้

เคล็ดวิชาคำนวณไท้ซัวของสำนักนี้คือการคำนวณกระบวนท่าต่างๆ พลังลมปราณ การตอบโต้วิชาต่างๆ

จากตอนแรกที่ผมใช้เวลาย่อยวิชาประมาณห้านาที

พอมาถึงวิชาสุดท้ายที่ดูเหมือนซับซ้อนที่สุด

กลับกลายเป็นง่ายที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุดสำหรับผมแค่รับแสงจากหยกเข้ามาที่สมองก็สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดเพียงเสี้ยววินาทีเดียว

นักพรตคิ้วขาวกล่าวว่า

“วารีเกิดจากไฟ น้ำสะกดข่มไม้..”

“ดินก่อเกิดทอง ลมส่งเสริมไฟ” ผมกล่าวต่อให้จบประโยค

แต่นักพรตคิ้วขาวอุ้มผมด้วยแสงแขนที่ชูขึ้นสูงๆ

“ช่างเป็นเด็กที่ชาญฉลาดนัก หงซิ่วฉวนเอ๋ย เจ้ามีผู้สืบทอดแล้ว”

นักพรตคิ้วขาวทิ้งแส้ปัดสีขาวและอุ้มผมไปมาทั่วห้อง เสียกิริยาของนักพรตอาวุโสอย่างยิ่ง

เอ๊ะ หรือว่า นักพรตคิ้วขาวมีนิสัยเหมือนอาจารย์คณิตศาสตร์จริงๆ

ที่พอเด็กไม่สนใจก็จะโมโห ไม่พอใจที่จะสอน

พอเด็กสนใจสามารถทำโจทย์ที่ต้องการได้ ก็จะลำเอียงเอาใจศิษย์คนนั้น?

ไม่ใช่นิสัยของอาจารย์ที่ดีนะนั่น

..

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว