ลิตเติ้ลมักเกิ้ล / ตรงนู้นก็ไล่มาเล่นตรงนี้
facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.6 [บรรยากาศพาไป]

ชื่อตอน : Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.6 [บรรยากาศพาไป]

คำค้น : แวมไพร์ , ไวท์กัปตัน , ปุณณ์โน่ , เงินออกัส , midnight society , midnight , society , vampire , lovesick , ผีดิบ

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 20 เม.ย. 2559 20:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก EP.6 [บรรยากาศพาไป]
แบบอักษร

 

Midnight Society สวัสดีคุณแวมไพร์ที่รัก

 

PARTแรก เงิน+กัส /

ตอนที่ 6 [บรรยากาศพาไป]

 

...........................................................

 

วัน ผ่านล่วงเลยไปเป็นสัปดาห์ จนกระทั่งเป็นเดือน ที่น้ำเงิน สุริยวงศ์มาเป็นสัตวแพทย์ประจำตระกูลอลาสเตอร์

ช่วงแรกๆ เขาอาจจะยังปรับตัวไม่ค่อยได้ กับพฤติกรรมล้ำโลกของคนบ้านนี้ แต่เมื่ออยู่ไปอยู่มา น้ำเงินก็เริ่มจะชิน และได้รับนิสัยบางอย่างติดตัวมาด้วยเหมือนกัน

เช่น ไอ้นิสัยนอนกลางวันตื่นกลางคืน ตอนแรกเขาคิดว่า อาจเป็นเพราะเขาเคยชินกับเวลาในประเทศไทย ที่อยู่ห่างจากที่นี่คนละซีกโลก แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เขาเคนชินกับการใช้เวลาแบบคนในตระกูลอลาสเตอร์มากกว่า

ออกัสนั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้น...

.

แต่ถามว่าน้ำเงินรู้ตัวมั้ย?

.

ไม่หรอก เขาไม่ได้รู้ตัวเลย ว่าตัวเองรับพฤติกรรมบางอย่างเข้ามาเป็นนิสัยไปแล้วเต็มๆ

แถมไอ้นิสัยอยากรู้อยากเห็น ก็แก้ไม่หายซะด้วย แม้จะโดนดุ โดนเอ็ด โดนหักเงินเดือนจนแทบไม่เหลือก็ตาม น้ำเงินก็ยังคงคอนเซปต์อยากรู้อยากเห็นเอาไว้ต่อไป ไม่ได้กระเด็นเลยแม้แต่นิด แล้วยังมีแนวโน้มว่าจะอยากรู้เรื่องทุกอย่างเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

โบราณว่า ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ยิ่งออกัสพยายามปิดบังเขามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งอยากรู้มากเท่านั้น และที่สำคัญ คือเขาต้องรู้ให้ได้ ว่าความลับบนชั้น 3 คืออะไรกันแน่!!!

.

.

.

#เสียงจากน้ำเงิน

1 เดือนกว่าๆ ผ่านไปไวยิ่งกว่าโกหก

ผมเดินลูบแขนตัวเองป้อยๆ เดินกลับมาที่ปราสาทคนเดียวในยามค่ำคืนอีกตามเคย คุณวิคตอเรีย ม้ายูนิคอร์นเพศเมียกัดผมเข้าที่ข้อมือ ทันทีที่ผมทักว่าเธออ้วนขึ้น สุภาพสตรีนี่ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ก็มีนิสัยเหมือนกัน คือห่วงความสวยความงาม แต่ก็กินไม่หยุดปาก พอผู้ชายทักก็โกรธ โกรธไม่พอ ทำร้ายร่างกายผมอีก

เซ็งจริงๆ

“ช่วยไปบอกคุณออกัส ว่าผมมาพบแล้วนะครับ” ผมบอกกับแม่บ้านไปอย่างสุภาพ

ออกัสยังคงเหมือนเดิม คือใช้ชีวิตอยู่บนชั้น 3 นานๆ ทีจะลงมาข้างล่าง ยิ่งหลังจากวันนั้น ที่พระอาทิตย์ทรงงกลดไปแล้ว เขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้านบนมากขึ้น ผมจะเห็นหน้าเขาแว๊บๆ ตอนที่ลงมาเดินเล่น หรือมาคุยกับผมเป็นครั้งคราวเรื่องม้ายูนิคอร์นเท่านั้น

“นั่งลง” เขาผายมือให้ผมนั่งลงตรงข้าม

.

ภายในห้องทำงาน มีซองสีขาววางอยู่บนโต๊ะ และเขาพยักหน้าให้ผมหยิบไป

“เงินเดือนของนาย”

“ขอบคุณครับ”

“วันนี้เป็นยังไงบ้าง”

“ดีครับ แต่ผมคิดว่า คุณวิคตอเรียเธอดูหงุดหงิดไปหน่อย”

“อืม” เขาตอบนิ่งๆ แล้วยกน้ำชาขึ้นจิบ

“ยังไง”

“ก็ ดูฮึดฮัด แล้วก็ กินอาหารมากกว่าปกติน่ะครับ”

“อ้วนขึ้นไหม”

“ครับ”

คุณออกัสตาโต มีท่าทีตื่นเต้น แล้วดึงมือผมให้ลุกขึ้น

“มานี่เถอะ ฉันว่ามันต้องดีแน่ๆ”

“ดีอะไรครับ”

“มาเถอะน่า” คนร่างสูงวางแก้วชาลง แล้วคว้าข้อมือผมเดินออกมาทางป่าหลังปราสาท

บางทีนะ ไอ้หมอนี่บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะโหดก็เล่นซะผมจะร้องไห้ แต่ช่วงนี้ดีหน่อย ไม่ค่อยโหดให้ผมเห็นละ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดี

“พวกเขาไปทางไหนกัน”

“ลึกเข้าไปในป่านู่น”

“งั้นมานี่” ออกัสลากแขนผมไปอีกทาง

.

แปลกนะ ดูท่าทางเขาไม่น่าจะมีแรงเยอะขนาดนั้น เหมือนเขาแค่ดึงตัวผมไปเฉยๆ แต่ผมกลับปลิวลอยไปตามแรงดึงอย่างง่ายดาย

เป็นผีดิบรึเปล่า ยิ่งตัวซีดๆ อยู่

“อ๊ะ” นั่นมัน...

“บ้านต้นไม้”

สวยมากครับ บันไดที่ทอดขึ้นไปยังตัวบ้านที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ วนเป็นเกลียว ออกัสดึงตัวผมเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบอก

“นายขึ้นไปข้างบนนั้น เงียบๆ นะ”

“หืม?”

“เร็วสิ” แล้วเขาก็ดันหลังผมขึ้นไปเป็นคนแรก

ลูกจ้างอย่างผม ไม่มีทางเลือกเมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้านาย จึงจำเป็นต้องเดินขึ้นไปบนบันไดไม้อย่างระมัดระวัง

มันสูงจากพื้นดินขึ้นมาประมาณ 3-4 เมตร บรรยากาศดีมากเมื่อมองลงไปข้างล่าง ไอเย็นๆ ของหมอกในตอนกลางคืน + บ้านต้นไม้ที่ประดับแสงไฟสีส้มดวงเดียวที่กลางบ้าน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมาพักตากอากาศอยู่บนภูเขาอย่างไรอย่างนั้น

“บ้านนี้พี่ไวท์สร้างเอาไว้ ตอนเด็กๆ เราชอบมาเล่นที่นี่ด้วยกัน”

“ครับ”

“มันสวยมากเลยใช่มั้ย”

“ครับ สวยมาก แต่ดูไม่เก่าเลยนะ ขนาดสร้างไว้ตั้งนานมาแล้ว”

“ใช่” เขาพยักหน้ายิ้มๆ และเดินดูของเล่นเก่าๆ ที่วางเอาไว้ริมหน้าต่าง

“ฉันให้คนมาทำความสะอาดที่นี่เดือนละสองครั้ง ว่างๆ ก็แวะมานั่งเล่นที่นี่บ้าง พี่ไวท์ชอบบ้านต้นไม้มากเลยล่ะ เคยมากินนอนอยู่ที่นี่เป็นอาทิตย์ จนแม่ต้องมาตาม”

แววตาของเขามีแต่ความสุขเมื่อนึกถึงอดีต ผมพยักหน้าแล้วนั่งลงกับพื้นพรม

“แล้วทำไมคุณไม่พาพี่คุณมาด้วยล่ะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมยังไม่เห็นพี่คุณเลย”

“เขาหลับอยู่”

“ผมเห็นคุณบอกว่าเขาหลับมาตั้งนานแล้ว หมายความว่ายังไงเหรอ ทีผม หรือคุณ หรือคนอื่นๆ หลับได้ก็ตื่นได้”

“.....”

“คุณออกัส”

ผมเรียกเบาๆ เขาไม่ตอบ แต่ส่งสัญญาณชู่ให้ผมเงียบ และปิดไฟในบ้านให้บรรยากาศสลัวลง

“พวกเขามากันแล้ว”

“พวกไหน”

“นั่นไง” เขาชี้มือ

ผมแง้มหน้าต่างออกเล็กน้อย พวกเขา ที่ว่า ก็คือ คุณแอ็ดวิคและคุณวิคตอเรีย ม้ายูนิคอร์นสีขาวเงินสองตัวเดินมาเคียงคู่กัน คุณวิคตอเรียดูมีความสุขมากทีเดียว เดินเบียดกันมาไม่ห่าง

“ฉันว่า เจ้าหล่อนต้องกำลังมีความรักแน่ๆ”

“คุณวิคตอเรียน่ะเหรอครับ”

“ใช่ นายดูสิ”

ภาพเบื้องล่างที่ผมเห็น คือคุณวิคตอเรียและคุณแอ็ดวิคยืนเล็มหญ้าด้วยกันกระหนุงกระหนิง เห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้เลยจริงๆ นี่แหละนะ แม้แต่สัตว์ก็ยังต้องการความรัก นับประสาอะไรกับใจคน

เราจะอยู่แบบขาดความรักได้ยังไง

“น่ารักจังครับ” ผมเผลอพูดออกมา

ออกัสไม่ตอบ แต่ยืนอยู่ข้างๆ ผมดูม้าสองตัวจู๋จี๋กัน บรรยากาศหน้าหนาว บวกกับลมที่พัดมาต้องกระทบเนื้อ หนาวบาดลึกไปถึงกระดูก ผมไม่มีเสื้อคลุมตัวยาวเหมือนออกัส เลยเหมือนจะหนาวมากกว่าเขาอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้มากมายถึงกับจะทนไม่ได้อะไรขนาดนั้น

คุณแอ็ดวิคส่งเสียงครืดคราดในลำคอ ก่อนจะหันไปดมๆ บั้นท้ายคุณวิคตอเรีย

o////o  เขาทำอะไรกันฮะ”

“บ้าเหรอ” ออกัสหันหลังให้กับภาพนั้นแล้ว เปลี่ยนสายตามามองหน้าผมแทน

“นายเป็นสัตวแพทย์ ต้องรู้ดีกว่าฉันสิ ว่าเขากำลังจะทำอะไรกัน”

ครับ!

ม้าสองตัวนั้นกำลังจะ ยิ้ม กันในอีกไม่ช้า คุณแอ็ดวิคเริ่มขึ้นคร่อมคุณวิคตอเรียจากด้านหลัง และหลังจากนั้นก็...

“.....”

“เอ่อ...” มายืนดูม้ายิ้มกันเนี่ยนะคุณ?

“หึหึ” ออกัสไม่พูดอะไร นอกจากยืนหัวเราะให้กับผม ที่หันรีหันขวางทำอะไรไม่ถูก เขาเดินถอยหลังไปเปิดตู้ด้านบนเพื่อควานหาอะไรบางอย่าง

“คืนนี้เราอาจจะยังกลับไปไม่ได้ เพราะหมอกลงหนามาก อาจจะทำให้หลงทาง คงต้องอยู่ที่นี่ไปก่อน”

“ครับ”

“ฉันมีไวน์องุ่นเหลืออยู่ 2 ขวด มาดื่มด้วยกันสิ” ขอบคุณที่ชวนเปลี่ยนเรื่องคุยจากม้าสองตัวข้างล่างนั่น

“ครับ” ผมตอบได้เพียงเท่านั้น

.

เสียงคุณแอ็ดวิคและคุณวิคตอเรียยังดังแว่วๆ มาจากทางด้านล่าง ทำผมเสียวไปด้วยเลย

“หลังจากนี้ เดี๋ยวนายคงได้เหนื่อยเลี้ยงลูกม้ายูนิคอร์นด้วยอีกตัวนึงล่ะ”

“อย่าลืมเพิ่มเงินเดือนให้ผมด้วยนะคุณ” ผมยิ้มให้ ขณะที่ยื่นมือไปรับแก้วไวน์มากระดกรวดเดียวหมด

“กินแบบนั้นเดี๋ยวก็เมากันพอดี” แต่ก็ยังไม่วายรินให้ผมอีกครั้งนึง

ออกัสยื่นไวน์อีกขวดให้ผมถือเอาไว้เอง ก่อนที่ตัวเขานั้นจะนั่งลงข้างๆ กันกับผม

“เมืองโฟกชานีของเรา นอกจากจะผลิตเหล้าองุ่นเก่งแล้ว รู้มั้ยว่ายังเป็นที่ที่หนุ่มสาวชอบมาบอกรักกันอีกด้วย”

“ครับ?”

“เพราะบรรยากาศมันดีมากยังไงล่ะ” ผมพยักหน้าให้กับเขา และยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มเป็นครั้งที่สอง

ก็จริงสำหรับเรื่องนั้น...

บรรยากาศของที่นี่ดีจริงๆ อากาศก็ไม่ร้อนอบอ้าว บ้านเมืองน่าอยู่ ประชากรไม่มาก เหมาะที่จะใช้ชีวิตแบบสงบสุดๆ

“เสียงเงียบไปแล้ว”

“อีก 8 เดือน ผมต้องมาทำคลอดลูกม้าให้คุณอีกเหรอเนี่ย”

“หึหึ คงงั้น ทำไมล่ะ นายจะมาเขินอะไรกับแค่ม้าผสมพันธุ์กัน นายก็ต้องเคยเห็นเรื่องพวกนี้มาก่อนอยู่แล้วนี่”

“มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะให้ผมมายืนดูได้หน้าตาเฉยนี่คุณ” ผมเถียงกลับไปบ้าง

“มันเป็นเรื่องธรรมชาติ” ออกัสยักไหล่ยิ้มๆ แล้วกระดกขวดไวน์ครั้งเดียวครึ่งขวด

“คอแข็งเหมือนกันนะ”

“ไวน์แค่นี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก แต่เหมือนจะไม่ใช่กับนายนะ นายเริ่มหูแดงแล้ว ฉันว่าควรจะหยุดดื่มดีกว่า เราควรดื่มแค่ให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ดื่มมากไปคงไม่ดี”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” ผมตอบ

รสชาติของเหล้าองุ่นที่นี่ผมยกเว้นให้ เพราะมันหอม และไม่บาดคอเหมือนที่อื่นๆ ความละมุนของมันติดอยู่ที่ปลายลิ้น แม้จะเริ่มรู้ตัวว่าผมเริ่มจะมึนๆ บ้างแล้ว ก็จะพยายามมองข้าม และถือว่าให้ชีวิตได้ปลดปล่อยบ้างก็แล้วกัน

ชีวิตมหาวิทยาลัย ผมไม่ค่อยได้เจออะไรพวกนี้หรอก

.

สัตวแพทย์ บางคนอาจมองว่าทำงานอยู่กับน้องหมา น้องแมวตัวเล็กๆ น่ารัก แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะสิ่งที่ผมเจอประจำคือเลือด ไขมัน น้ำเหลือง น้ำหนอง แผลเหวอะหวะ และสารพัดสารเพสิ่งชวนอ้วก

ไม่ได้สวยงามอย่างที่คนอื่นคิดหรอกนะครับ

“คิดถึงบ้านไหม”

“นิดนึงครับ” จริงสิ...ป่านนี้ที่ปางไม้ของพ่อจะเป็นยังไงบ้างนะ

พวกเขาไม่ค่อยเห็นด้วยหรอก ที่ผมจะมาทำงานที่นี่ ออกจะคัดค้านอยู่ด้วยซ้ำ พรุ่งนี้ถ้าว่าง ผมคงจะออกไปโอนเงินที่ธนาคาร ให้พวกเขาเห็นว่า ผมดูแลตัวเองได้ และดูแลได้ดีมากด้วย

เงินพวกนั้นผมไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะอยู่ที่นี่ก็มีคนจัดการให้หมดทุกอย่าง ส่งกลับบ้านไปให้พ่อแม่ใช้ดีกว่า

“อดทนหน่อยละกันนะ เดี๋ยวพอพี่ชายฉันตื่นขึ้นมา นายก็จะได้กลับบ้านแล้ว”

“หืม?”

“.....”

“คุณหมายความว่ายังไง”

“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ”

“พี่คุณตื่น ผมก็จะต้องกลับบ้าน? แล้วพี่คุณจะตื่นเมื่อไหร่ล่ะ”

“หึ” เขาหัวเราะในลำคอด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“ฉันเองก็ไม่รู้ ได้แต่หวังให้เขาตื่นขึ้นมาให้ทันเวลา”

แม้ผมจะยังไม่เข้าใจ ว่าสิ่งที่คนตัวสูงที่นั่งข้างๆ พูด หมายถึงเรื่องอะไร แต่ผมจับแววตาเศร้าและน้ำเสียงอึมครึมของเขาได้ชัดเจน

“มีอะไรไม่สบายใจบอกผมได้นะครับ”

“ไม่รู้จะบอกไปทำไม บอกไปนายก็คงไม่เชื่อ แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องบอกด้วย”

“งั้นก็ตามใจเถอะคุณ ระวังจะอกแตกตายนะ”

ออกัสหันควับมาหาผมทันที “นายแช่งฉัน?”

“เปล่าครับ”

“ก็เห็นๆ อยู่”

“ผมบอกว่าเปล่าไง” ผมยักคิ้ว และยกขวดไวน์กระดกอีกครั้งจนเกือบหมด

.

อาาาห์! พอดื่มรวดเดียวแบบนี้แล้วมึนหัวเลยจริงๆ ให้ตายสิ

“ฉันเบื่อจริงๆ ที่ต้องมาทะเลาะกับนาย”

“ผมเบื่อยิ่งกว่า ที่ต้องมีเจ้านายประหลาดๆ อย่างคุณ”

“นายว่าฉันประหลาด?”

“ใช่ครับ” ผมพยักหน้าให้ตรงๆ

ไวน์ที่เหลืออยู่เล็กน้อยในขวด ถูกผมยกกระดกจนหมด และนั่งเอาหัวพิงผนังด้วยความมึน

“หึ คนกวนประสาทอย่างนาย ใครได้ไปเป็นแฟนคงจะซวยไปตลอดชาติ”

“ผิดแล้วคุณออกัส” ผมหรี่ตาให้ “ผมมีแฟนนะ สวยด้วย เธอเป็นดารา โปรไฟล์เพอร์เฟคทุกอย่าง”

“งั้นเธอก็คงตาบอด ที่เอานายมาเป็นแฟน”

“ว่าแต่ผม” ผมหัวเราะเล็กๆ “คุณล่ะ อายุเท่าไหร่แล้ว ผมไม่เคยยักเห็นรูปผู้หญิงในห้องคุณสักรูปนึง”

.

.

ออกัสชะงักไปนิด และปล่อยผมไว้กับความเงียบ

ผมไม่ได้ซักไซ้ถามอะไรอีก เพราะทั้งมึนและเมา ทุกอย่างกำลังหลอมรวมกันให้ผมผะอืดผะอม นานหลายนาทีที่เราสองคนจมจ่อมอยู่กับความเงียบ และแสงสลัวของพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ออกัสขยับตัวเข้ามาใกล้ และตอบประโยคที่ผมเกือบลืมไปแล้ว

“ฉันมีความรักไม่ได้หรอก”

“.....”

“บางทีฉันก็อิจฉาคนอื่นนะ ที่เขามีแฟนกัน แต่ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้”

“ทำไมครับ”

“เพราะฉันไม่อยากให้เขาต้องมีอันตรายน่ะสิ”

ถึงประโยคนี้ ผมหันหน้ามามองเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

.

.

คนร่างสูงมองหน้าผมในเวลาเดียวกันพอดี จึงทำให้ระยะของเราสองคนอยู่ไม่ห่างกันมากนัก ผมเคยคิดในใจมาหลายครั้งแล้วว่าออกัสมีดวงตาที่สวยมาก จนบางทีผมอดคิดไม่ได้ว่าเขาอาจจะเป็นเทวดา หรือไม่ก็ควรจะไปเป็นดารามากกว่ามาอยู่ในปราสาทลึกลับแบบนี้ คิ้ว จมูก ปาก คาง ทุกอย่างรับกันลงตัวได้รูปไปหมด เรียกว่าหล่อไม่มีที่ติจริงๆ

ผมสีน้ำตาลเข้มช็อคโกแลตปลิวเล็กน้อยตามแรงลม กับดวงตาสีอัลมอนด์ที่จ้องผมกลับอย่างไม่เกรงกลัว ทำให้ผมต้องเป็นฝ่ายหลบสายตานั้นเสียเอง

“นายกำลังคิดว่าฉันหล่อมากใช่ไหมล่ะ”

“หึ” ผมยักไหล่

หลายครั้งที่ออกัสรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ และผมก็ไม่เคยหาคำตอบได้เลยว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

“ธรรมชาติสร้างพวกเรามา ให้มีหน้าตาดีกว่าคนทั่วไป เพื่อเอาไว้ดึงดูดเหยื่อ และเพื่อให้ง่ายต่อการขยายเผ่าพันธุ์”

“ฮะ?”

“ฉันไม่เคยคิดว่าฉันหล่อหรอก ถ้านายได้เห็นหน้าพี่ชายฉัน แล้วจะรู้ว่าความหล่อที่แท้จริงนั้นเป็นยังไง”

“ผมยังไม่ได้พูดสักคำว่าคุณหล่อ”

“เอ๊ะ นายนี่!!!!” เจ้านายจิ๊ปาก

ผมเผลอหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย คนตัวสูงที่นั่งกอดอกและเอามือด้านหนึ่งมาเท้ากำแพงไว้

“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ว่านายกำลังคิดอะไร”

“.....”

“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ว่านายกำลังรู้สึกอะไร”

“ผมไม่เคยรู้สึกอะไร”

“ฉันได้ยินทุกอย่าง”

“ไม่มีทาง ผมพูดในใจ คุณจะได้ยินได้ยังไงล่ะ”

“นายกำลังบอกว่า อิจฉาม้าสองตัวนั้นจัง”

“เปล่า! ผมบอกว่าคุณหล่อมากต่างหาก”

“.....”

“.....”

เชี่ย...

.

งามไส้เลยทีเดียว ไอ้หมอนั่นยิ้มออกมาอย่างพอใจ ส่วนผม อยากเอามือตบหน้าผากตัวเองสักสองร้อยครั้ง

.

พลาดได้ยังไงเนี่ย

“ได้ยินชัดเลยล่ะ”

“พอเลยน่า” ผมจึงต้องดันอกเขาออกไปห่างๆ

ไอ้นี่ก็บ้า จะปฏิเสธสักนิดก็ไม่มี ยืดอกรับได้หน้าตาเฉย หลงตัวเองจริงๆ

.

แววตาคู่สวยคู่นั้นกำลังจ้องหน้าผม

ผมเองก็กำลังจ้องหน้าเขา

...มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเขาหน้าตาดีมากๆ มองทีไรผมก็เผลอทุกที

.

คุณออกัสยกนิ้วขึ้นมาช้าๆ และค่อยๆ ไล่มันลงไปที่ริมฝีปากของผม

“นายเคยสงสัยไหม ว่าทำไมคนรักเขาถึงต้องจูบกัน”

“.....”

“เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคุณแอ็ดวิคและคุณวิคตอเรีย เขาถึงมีความต้องการเรื่องนั้น”

“.....”

“แล้วเคยสงสัยไหมว่า ทำไมหัวใจนายต้องเต้นแรงขนาดนี้ เวลาที่นั่งใกล้ๆ ฉันด้วย”

“.....” หัวใจเจ้ากรรมของผมก็หยุดเต้นไม่ได้สักที และผมก็ควบคุมมันไม่ได้ น่าอายจริงๆ เลย

.

ออกัสยิ้มมุมปาก และเอาแขนมาเท้าคร่อมผมไว้กับผนัง

“เพราะทั้งหมด มันคือสัญชาติญาณยังไงล่ะ สัญชาติญาณที่สิ่งมีชีวิตเรียกร้องตามความปรารถนาของหัวใจ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง และเพื่อทำให้ความว้าวุ่นในใจมันพอจะเบาบางลงไปได้บ้าง”

“.....” ผมเกลียดตัวเองอีกครั้ง ที่ไม่สามารถบังคับตัวเองให้พูดหรือโต้ตอบอะไรได้เลย

“นายคิดเหมือนฉันไหม”

.

.

ใบหน้าหล่อเหลาที่คืบคลานเข้ามาใกล้ บังคับให้สัญชาติญาณของผมต้องหลับตาลง แก้มสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่จด ๆ จ้อง ๆ อยู่ใกล้ปาก ระยะห่างอีกแค่ไม่กี่เส้นผมกั้น เราก็จะสัมผัสกัน แม้ผมจะอยากร้องตะโกนเพื่อประท้วงเพียงใด หัวใจก็ไม่กล้า และผมเองก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้

ริมฝีปากอ่อนนุ่มค่อยๆ ประทับแนบ ร่างสูงโน้มตัวลงประกบริมฝีปากกลีบสวยของผม ความรู้สึกมันช่างแตกต่างจากตอนที่ผมจูบเฟียร์อย่างสิ้นเชิง มันไม่เหมือนกันเลยสักนิดเดียว ผมนั่งนิ่งและหายใจติดขัดอย่างกล้าๆ กลัวๆ รสไวน์องุ่นที่เคยติดอยู่ปลายลิ้นเริ่มละลายหายไป แต่มีความรู้สึกใหม่แทรกเข้ามาแทน

ฝ่ามือจับหัวไหล่ผมไว้เบาๆ และดันตัวผมให้พิงผนังกำแพง ออกัสคร่อมผมอยู่เล็กน้อย ก่อนจะสอดลิ้นเข้ามาพัวพัน ลมหายใจร้อนผ่าวรินรดกันไปหมดจนเดาไม่ออกว่าเป็นของใคร เสียงทุ้มต่ำส่งเสียงหายใจลอดออกมาจากลำคอ จนทำให้ผมอาย และรู้สึกว่าเราควรจะพอได้แล้ว

แต่ออกัสไม่ยอมให้จบ และผมก็เพิ่มรู้ว่าตัวเองก็เรียกร้องเหมือนกัน

มือใหญ่เอื้อมมาประคองท้ายทอยผมไว้กับที่ พลางบดเบียดจุมพิตเร่าร้อนซ้ำลงไปอีก ผมแทบจะตายคาบ้านต้นไม้หลังนั้น เนื้อตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สติอารมณ์ล่องลอยกระเจิดกระเจิง มิหนำซ้ำ หัวใจยังเต้นแร็วจนแทบทะลุออกมานอกอก นี่ผมเผลอให้ความพอใจกับการกระทำบ้าๆ นี่ได้อย่างไรกัน

อากาศเย็นเฉียบ แต่ใบหน้าของผมร้อนแผดเผาราวกับไฟ

.

จนกว่าคนตัวสูงจะพอใจกับบทจูบนั้น...

เขาค่อยๆ ถอนริมฝีปากออก และจ้องลึกเข้ามาในแววตาของผม

“.....”

“เอ่อ.....” ผมเลยเก้ๆ กังๆ ทำอะไรต่อไม่ถูกเลยแม้แต่อย่างเดียว

.

มิสเตอร์อลาสเตอร์ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วจับมือผมให้ยืนขึ้น “หมอกจางลงแล้ว เรากลับปราสาทกันเถอะ ก่อนจะเช้า”

“เอ่อ ... ครับ”

.

.

คุณแอ็ดวิคกับคุณวิคตอเรียมีความสุขกันมากเท่าใด ก็คงไม่ต่างจากหัวใจของผมตอนนี้นัก

.

...........................................................................

 

----- โปรดติดตามตอนต่อไป -----

ความคิดเห็น