facebook-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

31.กับดักซุ่มโจมตี

ชื่อตอน : 31.กับดักซุ่มโจมตี

คำค้น : ตำรวจพลร่ม, ตำรวจ, อรินทราช, ตชด., ค่ายนเรศวร, นเรศวร 261, หน่วยรบพิเศษ, แพทย์ตำรวจ, ทหารพราน, ทหาร, ชายแดนภาคใต้

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.8k

ความคิดเห็น : 120

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ก.ย. 2563 03:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 500
× 0
× 0
แชร์ :
31.กับดักซุ่มโจมตี
แบบอักษร

31.กับดักซุ่มโจมตี 

  

               จากกำหนดการที่จะลาดตระเวนต่อไปยังพื้นที่ป่าพระนามาภิไธยส่วนที่สองซึ่งที่เป็นจุดที่ตั้งของฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 หรือฐานฮาลา ทีมลาดตระเวนก็ต้องเปลี่ยนแผน เพราะเมื่อคืนนี้ตอนที่ผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมกำลังเฝ้าเวรยามอยู่นั้นทั้งสองคนสังเกตเห็นมีเรือหางยาวปริศนาขับเข้ามาในเขื่อนแล้วหายลับไปยังแนวเขาอีกฟาก เสียงเครื่องยนต์เรือดังแว่วมาให้ได้ยินอยู่ไกลๆ ก่อนจะเงียบไปสักพักใหญ่ๆ วินาทีนั้นผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมแทบไม่มีอารมณ์จะแอบจู๋จี๋กันต่อแล้วเพราะต้องตั้งสมาธิเพื่อเงี่ยหูฟัง อีกทั้งยังปลุกผู้หมวดชัยเดชให้มาลองฟังเสียงปริศนาที่อาจจะตามมาด้วยอีกคน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผู้กองพนาคาด พอพวกเขาเงี่ยหูฟังได้ไม่นานเสียงเก้งก็ร้องดังขึ้น มันไม่ใช่เสียงร้องเพราะถูกสัตว์ป่าด้วยกันล่า แต่เป็นเสียงร้องเหมือนกับได้รับบาดเจ็บจากอะไรสักอย่างที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากไม่ติดว่าเป็นยามวิกาลที่เสี่ยงต่ออันตรายแบบนี้ผู้กองพนาก็คงจะปลุกทุกคนให้ออกไปดูสถานการณ์แล้ว แต่การจะออกไปจากจุดที่พักแรมในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่รู้ว่าเรือปริศนาที่ว่าเป็นพวกไหน จะพวกนายพรานมาล่าสัตว์ พวกขนยาเสพติดหรือกลุ่มผู้ก่อการร้าย และไม่รู้ว่าพวกมันวางกำลังดักเอาไว้รึเปล่า ดังนั้นสิ่งที่ทำได้จึงเป็นเพียงแค่การข่มใจรออย่างอดทน แล้วรุ่งเช้าค่อยไปสำรวจดู 

               เรือของเจ้าหน้าที่ทีมลาซูทั้งสามกลุ่มจากหน่วยลาดตระเวนทั้งสามขับตีวงล้อมเข้าไปยังแนวเขาจุดที่ผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมเห็นถึงสิ่งผิดปกติเมื่อคืนนี้ จนเมื่อใกล้ถึงฝั่งผู้กองพนาก็กดตัวแก้วเจ้าจอมให้หมอบลงไปกับท้องเรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายยกปืนขึ้นเล็งในท่าเตรียมพร้อม และมีเจ้าหน้าที่อีกส่วนกระโดดลงไปจากเรือเพื่อตรวจดูเส้นทางก่อนตามยุทธวิธียกพลขึ้นบกที่ต่างคนต่างก็เคยฝึกกันมาด้วยไม่รู้ว่าผู้ต้องสงสัยเมื่อคืนนี้จะยังหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่รึเปล่า ผู้หมวดเผ่าเทพกับลูกน้องจากอีกหน่วยลาดตระเวนที่ตามมาสมทบสอดส่ายปืนไปข้างหน้าขณะอาสาเปิดเส้นทางให้กับทุกคน จนเมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีบุคคลอื่นอยู่ที่นี่เจ้าหน้าที่ทุกนายจึงได้ลงจากเรือเพื่อเข้าสู่พื้นที่ แต่ก็ยังคงต้องระวังตัวกันเอาไว้ แก้วเจ้าจอมเองก็ถือปืนเอาไว้แน่นแล้วยกขึ้นเล็ง สายตาก็มองไปรอบการอย่างระแวดระวังก่อนจะเดินไปที่พื้นทรายซึ่งเป็นหาดเล็กๆ ก่อนขึ้นไปยังเขาลูกนี้ 

               “รอยเท้าเก้ง” เธอพูดขึ้น “เมื่อคืนนี้มีเก้งสามตัวอยู่แถวนี้ น่าจะลงมากินน้ำ...” คราวนี้เธอเดินตามรอยเท้าไปเรื่อยๆ แล้วชี้ขึ้นไปยังทางขึ้นเขาอีกด้าน “เหมือนมันจะตกใจอะไรซักอย่างแล้ววิ่งหนีไป คาดว่าน่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยเมื่อคืนนี้ที่บังเอิญมาเจอเก้ง แต่เสียงร้องของเก้งเมื่อคืนน่าจะเป็นผู้ต้องสงสัยทำอะไรซักอย่างกับมัน” 

               “คุณพ่อที่เป็นทหารพรานฝึกวิธีแกะรอยสัตว์ให้หรอครับคุณหมอ” ผู้หมวดชัยเดชล่ะทึ่งกับเธอนัก ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ความสวยและยิงปืนแม่น แต่เธอยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ทำได้และทำได้ดีด้วย 

               “ฉันมีเพื่อนเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ค่ะ เขาสอนให้และฉันมั่นใจว่าฉันดูรอยไม่ผิดแน่นอนค่ะ” 

               เมื่อเดินตามรอยไปดูก็เห็นว่าเป็นจริงอย่างที่แก้วเจ้าจอมว่า จากตอนแรกที่มีแค่รอยเท้าของเก้งต่อมาก็มีรอยเลือดติดอยู่กับต้นไม้ใบหญ้าตามทางด่านขึ้นสู่เขาลูกนี้ด้วย แม้ตำรวจทุกนายในที่นี้จะเคยฝึกการรบในป่ามาเยอะ แต่พวกเขาก็มุ่งเน้นที่การรบเป็นหลักในขณะที่แก้วเจ้าจอมกลับได้เรียนวิถีชีวิตและการใช้ชีวิตในป่ามาราวกับเป็นนายพรานเสียเอง ดังนั้นเธอจึงสามารถแกะรอยสัตว์ป่าและคาดการณ์เหตุการต่างๆ ได้ค่อนข้างแม่นยำ จนเมื่อเดินตามรอยเลือดไปได้สักพักกลิ่นคาวเลือดก็ยิ่งคละคลุ้งมากขึ้นก่อนที่ทุกคนจะเห็นร่างของเก้งตัวใหญ่นอนซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ 

               “เก้งเจ็บอย่างที่หมอแก้วว่าจริงๆ ด้วย” ผู้หมวดศิวะว่าเมื่อเข้าไปสังเกตอาการของเก้งตัวนี้ซึ่งยังมีลมหายใจอยู่ กลิ่นเลือดและอุณหภูมิในร่างกายของมันทำให้เหล่าแมลงและทากดูดเลือดเข้ามากัดและดูดกินเลือดโดยที่มันไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้เลย ที่ท้องของมันมีลูกดอกของหน้าไม้สามดอกปักอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการบาดเจ็บและรอยเลือดที่แก้วเจ้าจอมแกะรอยตามมา 

               “อย่าไปเข้าไปใกล้ส่วนขาหลังของมันนะคะ สัตว์ป่าจะเป็นอันตรายที่สุดก็ตอนที่มันลำบากนี่แหละ เดี๋ยวจะถูกมันถีบเอาค่ะ” เธอรีบดึงผู้หมวดศิวะออกมาห่างๆ แล้วเดินอ้อมไปที่ส่วนหัวของมัน 

               “คุณหมอจะรักษามันหรอครับ” 

               “เปล่าค่ะหมวดชัย” แก้วเจ้าจอมตอบผู้หมวดชัยเดชขณะนั่งลงข้างๆ เก้งตัวนี้ มือเล็กๆ บอบบางของเธอลูบหัวของเก้งตัวนี้อย่างอ่อนโยนจนมันค่อยๆ ลืมตาขึ้น “ฉันรักษามันไม่ได้เพราะมันกำลังจะตาย ถูกยิงมาแบบนี้มันคงนอนทรมานมาทั้งคืน แต่ถึงฉันจะรักษามันไม่ได้ ฉันก็ช่วยทำให้มันหลุดพ้นจากความทรมานนี้ได้ค่ะ” เธอดึงมีดพกเล่มใหญ่ออกมาจากเอว ซึ่งมีดเล่มนี้เป็นของผู้กองกวินทร์ที่ให้เธอมาตั้งแต่เมื่อวานเพราะรู้ว่าเธอจะต้องเข้าป่าลาดตระเวน 

               “ไม่ต้องกลัวนะนางไม้มาช่วยแล้ว นางไม้จะช่วยทำให้เธอไม่ต้องทรมานอีก” แก้วเจ้าจอมลูบหัวและลำตัวของเก้งตัวนี้จนมันรู้สึกวางใจเธอมากขึ้น และเมื่อมันหลับตาลงเธอก็ใช้มีดในมือแทงเข้าไปที่ส่วนของลำคอมันทันทีสร้างความตื่นตกใจให้กับทุกคนในทีมเป็นอย่างมาก สีหน้าของแก้วเจ้าจอมนิ่งเฉยกับสิ่งที่ทำ แต่แววตากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสาร เธอแทงคอเก้งตัวนี้เข้าที่จุดตายจนมิดด้ามมีดทำให้เก้งตัวนี้ขาดใจตายและหลุดพ้นจากความทรมาน ไม่มีใครปริปากพูดอะไรเพราะรู้ดีว่าอย่างไรเสียเก้งตัวนี้ก็ต้องตายด้วยบาดแผลที่ถูกยิงอยู่แล้ว แทนที่จะปล่อยให้มันนอนทรมานต่อไปสู้ฆ่าให้ตายเสียตอนนี้ยังจะดีกว่า 

               แม้ว่าเก้งตัวนี้จะตายแล้วแต่แก้วเจ้าจอมก็ยังคงนั่งลูบตัวของมันอยู่ เพราะถูกยิงด้วยหน้าไม้เมื่อคืนนี้เธอเลยไม่ได้ยินเสียงปืน เธอเคยเห็นสัตว์ป่าถูกล่าและล้มเจ็บแบบนี้มาเยอะ เธอช่วยปลิดชีพของพวกมันมาก็มากแต่ก็ใช่ว่าเธออยากจะทำ สำหรับเธอ เธออยากเห็นภาพสัตว์ป่ากำลังหาอาหารกินมากกว่าการมาเห็นมันล้มเจ็บด้วยฝีมือของมนุษย์แบบนี้ มันไม่สมควรมีสัตว์ป่าตัวไหนถูกล่าทั้งนั้น ถ้าเธอเห็นสัตว์ป่าล้มเจ็บหรือตายด้วยฝีมือของสัตว์ป่าผู้ล่าด้วยกันเธอจะไม่รู้สึกเสียใจเลย เพราะมันเป็นการไล่ล่าตามวงจรชีวิตและห่วงโซ่อาหาร แต่นี่...จะต้องมีสัตว์ป่าอีกกี่มากน้อยที่ต้องมาสังเวยให้กับน้ำมือของมนุษย์ 

               “แจ้งพิกัดให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่อยู่ในพื้นที่หน่วยพิทักษ์ป่าเขตนี้มาจัดการ” ผู้กองพนาหันมาสั่งการกับผู้หมวดเผ่าเทพเมื่อแก้วเจ้าจอมผละออกมาจากซากของเก้งตัวนี้แล้ว สีหน้าเธอดูไม่สู้ดีจนเขาต้องโอบไหล่เธออย่างปลอบขวัญ เขาอยู่กับเธอมานานจนพอที่จะรู้ว่าเธอผูกพันกับป่าและเหล่าสัตว์ป่ามากแค่ไหน ผูกพันมากจนเขานึกว่าเธอพูดภาษาสัตว์ได้เสียด้วยซ้ำ 

               “ผู้ต้องสงสัยคงไม่ใช่พวกนายพรานหรอก ถ้าเป็นพวกนายพรานเก้งตัวนี้จะต้องถูกจัดการเอาเนื้อหรือตัดหัวไปแล้วเพราะเขาของมันสวยออกขนาดนี้ ผมว่าน่าจะเป็นพวกลักลอบขนยาหรือไม่ก็ผู้ก่อการร้ายมากกว่า ทุกคนระวังตัวกันให้ดีบางทีพวกมันอาจจะอยู่ไม่ไกลกันจากที่นี่” 

               แม้จะเสียใจกับการตายของเก้งตัวนี้แต่แก้วเจ้าจอมก็ต้องหักใจเมื่อมีภารกิจที่สำคัญต้องทำต่อ หลังจากที่แจ้งพิกัดและทำสัญลักษณ์ให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาจัดการกับซากของเก้งตัวนี้แล้วทุกคนก็ออกลาดตระเวนกันต่อโดยคราวนี้ผู้กองพนาจะเป็นคนแกะรอยผู้ต้องสงสัยเอง ผู้ต้องสงสัยที่ว่าได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้บ้าง จากที่คาดการน่าจะมีไม่ถึงสิบคนได้แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากและแบ่งหน่วยลาดตระเวนออกเป็นสามหน่วยเหมือนกับเมื่อวาน เพื่อที่ว่าหากหน่วยใดหน่วยหนึ่งถูกโจมตี อีกสองหน่วยที่เหลือจะได้เข้ามาช่วยเหลือได้ แต่ถ้าหากยังรวมกลุ่มกันแบบนี้ ถ้าถูกโจมตีก็คงโดนเล่นงานด้วยกันทั้งหมด 

               กลิ่นควันไฟที่อยู่เบื้องหน้าทำให้ผู้กองพนาต้องส่งสัญญาณมือบอกให้ทุกคนในทีมหยุดเดินกันชั่วคราว เพียงแค่หันมามองหน้ากันกับผู้หมวดชัยเดชก็เหมือนคนทั้งคู่จะรู้ใจกันโดยที่ไม่ต้องสื่อออกมาเป็นคำพูดเมื่อผู้หมวดหนุ่มส่งสัญญาณให้ทีมลาซูอ้อมไปอีกด้าน และผู้กองพนากับทีมของตำรวจพลร่มก็อ้อมไปอีกด้านเช่นกัน แก้วเจ้าจอมต้องถอยหลบไปอยู่ด้านหลังสุดเพราะเธอเป็นหมอ คนเป็นหมอจะอยู่หน้าด่านไม่ได้เกิดถูกยิงตายก่อนเพื่อนแล้วจะไปช่วยเหลือคนอื่นอย่างไร เจ้าหน้าที่ทุกนายค่อยๆ เดินเข้าไปยังจุดที่ได้กลิ่นควันไฟอย่างเงียบๆ ปืนในมือเล็งอยู่ในท่าพร้อมยิง และยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายก็ยิ่งได้ยินเสียงคนพูดคุยกันเป็นภาษายาวี แก้วเจ้าจอมฟังเสียงสนทนาของผู้ต้องสงสัยข้างหน้าไม่เข้าใจแต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ เธอก็พอจะรู้ว่าน่าจะเป็นคนร้ายที่ลักลอบขนยาเสพติดมาเมื่อเห็นห่อพลาสติกหุ้มอะไรสักอย่างเอาไว้เป็นมัดๆ แต่... 

               เหมือนผู้กองพนาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับเธอเมื่อจู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นแล้วสั่งให้ทุกคนหยุดเคลื่อนที่ แก้วเจ้าจอมหัวใจเต้นระรัว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น และตื่นเต้นมากจนกดทับความหวาดกลัวเอาไว้ ผู้ต้องสงสัยที่บัดนี้เปลี่ยนมาเป็นคนร้ายขนยาเสพติดจากเท่าที่เห็นน่าจะมีเพียงแค่เจ็ดถึงแปดคนเท่านั้น ซึ่งมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้คนจำนวนน้อยมากแบบนี้ในการขนยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ที่เหล่าตำรวจทหารออกลาดตระเวนกันเป็นประจำ มันผิดวิสัยของพวกขนยาเสพติดมาก หากไม่เป็นการประมาทของพวกมันเองนี่ก็คงจะเป็น...กับดัก 

               “ผู้กอง” แก้วเจ้าจอมรีบเดินเข้าไปหาผู้กองพนาให้เงียบและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วดึงตัวเขาเอาไว้เพื่อไม่ให้เขาเดินต่อไปข้างหน้า 

               “กับดักใช่มั้ย” เขาเองก็รู้ว่านี่อาจเป็นกับดักเธอจึงพยักหน้ารับแล้วชี้ไปที่พื้นข้างหน้า ซึ่งห่างจากตัวผู้กองพนาไปสองก้าวมีเส้นลวดเล็กๆ ผูกเอาไว้อยู่และเส้นลวดนี้ก็ผูกโยงเอาไว้กับไกปืนซึ่งซ่อนอยู่กับพุ่มไม้ ปลายกระบอกปืนถูกเล็งขึ้นในจุดของลำตัวคน 

               “ปืนผูกค่ะ แถวๆ แม่สอดเขาเรียกว่าจั่นห้าว พวกนายพรานทำเอาไว้เพื่อดักยิงสัตว์ป่าแต่ดูๆ จากทิศทางของปลายกระบอกปืนแล้วนี่คงเป็นกับดักที่ทำเอาไว้ยิงพวกเรามากกว่า สังเกตดีๆ สิคะว่ามีอีกหลายกระบอกเลย” แก้วเจ้าจอมชี้ไปยังจุดที่ตั้งจั่นห้าวให้ทุกคนสังเกตตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มทุกนายจึงต้องมองที่พื้นอย่างระมัดระวังด้วยคาดไม่ถึงเพราะระวังแต่ปืนของคนร้าย ไม่มีใครคิดว่าจะต้องมาระวังปืนกับดักนี่ด้วย 

               “ถอยกันก่อน นี่เป็นกับดักทุกคนระวังปืนผูกด้วยนะ” ผู้กองพนาสั่งให้ลูกน้องถอย ถ้านี่เป็นกับดักเขาก็จะไม่เล่นตามเกมของพวกมันเด็ดขาด และเขาจะไม่ยอมเอาชีวิตของลูกน้องมาเสี่ยงกับแผนงี่เง่าของคนร้ายด้วย 

               ระหว่างที่ฝ่ายของตำรวจพลร่มกำลังถอยผู้กองพนาก็วิทยุไปแจ้งเรื่องนี้ให้ผู้หมวดชัยเดชทราบทันทีเพื่อที่เขาจะได้ถอนกำลังบ้าง 

               “หมวดชัย นี่เป็นกับดักถอนกำลังออกมาด่วน” 

               (“ครับ ผมทราบแล้วว่าเป็นกับดัก ผมก็กำลังจะวิทยุบอกผู้กองอยู่เหมือนกัน”) 

               “บอกให้ทุกคนระวังตัวด้วย ที่พื้นมันมีปืนผูก...”) 

               ปัง!!! 

               ผู้กองพนายังพูดไม่ทันจบเสียงปืนผูกก็ลั่นขึ้นทางฟากที่ทีมของผู้หมวดชัยเดชอยู่ ทุกคนหัวใจกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ปลายเท้าเพราะเสียงปืนแต่ละนัดมักตามมาด้วยความสูญเสียเสมอ และเสียงปืนผูกที่ดังขึ้นก็เป็นเสมือนสัญญาณเปิดฉากการรบระหว่างคนร้ายกับเจ้าหน้าที่เมื่อคนร้ายที่เป็นตัวล่อรีบหยิบปืนขึ้นมาแล้วยิงเข้าใส่ทีมลาซูในทันที ทำให้ผู้กองพนาที่กำลังจะถอนกำลังต้องรีบเข้าไปช่วย 

               ปังๆๆๆๆๆ 

               เสียงปืนดังขึ้นสนั่นป่า ผู้กองพนารีบนำกำลังไปรวมตัวกับทีมลาซูที่ถูกโจมตี เจ้าหน้าที่ทุกนายเข้าหลบอยู่หลังต้นไม้บ้าง ก้อนหินใหญ่บ้าง ต่างฝ่ายต่างก็สาดกระสุนเข้าใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร แก้วเจ้าจอมอาศัยความตัวเล็กและว่องไวรีบวิ่งเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ทีมลาซูนายหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากปืนผูก คาดว่าน่าจะเป็นคนที่โดนกับดักเมื่อครู่นี้ ตอนที่ได้ยินเสียงปืนผูกเธอนึกว่าคงต้องมีใครตายเสียแล้ว แต่นับว่าเป็นโชคของตำรวจนายนี้ที่ปลายกระบอกปืนของปืนผูกเล็งเข้าที่ขาของเขาแทนช่วงลำตัวและกระสุนทะลุไม่ได้ฝังเข้าที่จุดสำคัญแต่อย่างใด 

               “อ๊ากกกก” 

               “อดทนเอาไว้นะคะ” ในระหว่างที่ทุกคนยิงต่อสู้กันอยู่นั้นเธอก็ลากเขามาหลบกระสุนที่หลังต้นไม้ใหญ่โดยมีตำรวจอีกนายช่วย จากนั้นแก้วเจ้าจอมก็เริ่มการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างเรียบง่ายและรวดเร็วตามสถานการณ์ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำก่อนก็คือการห้ามเลือด 

               “คุณหมอ...ผมจะตายมั้ยครับ” 

               “โหย โดนแค่นี้ไม่ตายหรอกค่ะ ไม่พิการด้วยแค่เดี้ยงซักเดือนก็ไปวิ่งแข่งโอลิมปิกได้แล้ว” คำพูดของเธอแม้จะหาความเป็นทางการไม่ได้แต่ก็ทำให้คนไข้เบาใจได้ไม่น้อย ในเมื่อคุณหมอคนสวยบอกว่าไม่เป็นไรเขาก็เชื่อแบบนั้น จิตวิญญาณความเป็นนักสู้ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม ขาที่บาดเจ็บปล่อยให้หมออย่างเธอรักษาไป แต่มือของเขายังใช้การได้ดีอยู่ดังนั้นเขาจึงคว้าปืนขึ้นมาแล้วหันไปยิงสู้กับคนร้ายบ้าง 

               ปังๆๆๆ 

               คนร้ายไม่ถึงสิบคนกับเจ้าหน้าที่ที่มีจำนวนคนมากกว่าเป็นเท่าตัว ยิ่งเป็นตำรวจหน่วยรบพิเศษกันด้วยแล้วโอกาสที่คนร้ายจะมีชัยแทบเป็นไปไม่ได้เลย ปะทะกันได้ยังไม่ถึงสิบนาทีคนร้ายทั้งหมดก็จอดด้วยกระสุนปืนจากเจ้าหน้าที่ แต่แก้วเจ้าจอมก็ไม่ได้ดีใจไปกับชัยชนะในครั้งนี้เมื่อเธอรู้ดีว่าคนร้ายที่จอดไปแล้วก็เป็นแค่ตัวล่อเท่านั้น ของจริงมันกำลังจะตามมานับจากนี้ต่างหาก ในเมื่อพวกมันวางกับดักล่อพวกมันคงไม่คิดที่จะให้ใครรอดไปได้ซักคนหรอก เธอคิด ขณะหันไปมองทางผู้กองพนาด้วยความเป็นห่วงเขา ในยามออกลาดตระเวนแบบนี้ไม่ได้มีใครใส่เสื้อเกราะกันมาซักคนด้วย เพราะการลาดตระเวนทางเท้า ลำพังแค่การเดินขึ้นเขาลงเขาก็แทบลิ้นห้อยกันแล้ว ถ้าต้องมาใส่เกราะหนักๆ เดินป่าข้ามเขาเป็นลูกๆ เจ้าหน้าที่คงได้เป็นลมตายก่อนคนร้ายพอดี 

               “หมู่คะ ถ้าทางสะดวกแล้วรีบพาเพื่อนของหมู่ออกไปจากที่นี่แล้วไปโรงพยาบาลด่วนเลยนะคะ ฉันปฐมพยาบาลเบื้องต้นกับห้ามเลือดให้แล้ว อาการไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากค่ะ” แก้วเจ้าจอมหันมาทางเพื่อนของนายตำรวจที่บาดเจ็บ 

               “แล้วคุณหมอกับทุกคนจะไม่ออกไปจากที่นี่ด้วยกันหรอครับ” ใครจะไม่อยากออกไปกันล่ะ ถ้าทางสะดวกเธอก็อยากจะออกไปจากที่นี่เหมือนกัน แต่เล่นมาติดกับดักกันแบบนี้การจะออกไปคงยากแล้วล่ะ 

               ถึงแม้คนร้ายจะโดนวิสามัญไปแล้วแต่ผู้กองพนาก็ยังไม่สั่งให้เข้าเคลียร์พื้นที่ สายตาคมยังคงมองรอบกายอย่างระแวดระวัง และหูก็เงี่ยฟังเสียงของบุคคลอื่นที่อาจจะกำลังเตรียมเล่นงานพวกเขาอยู่ เจ้าหน้าที่ทุกนายยังอยู่ในท่าเตรียมพร้อม ทุกคนพร้อมใจกันเงียบ มันเงียบมากจนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นและได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของเพื่อนที่อยู่ข้างๆ เสียงของนก สัตว์ป่าหรือแมลงไม่ได้มีให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย ยิ่งการที่ป่าเงียบแบบนี้ยิ่งส่อถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่ออาการของคนไข้ตัวเองไม่ได้มีอะไรให้ต้องเป็นห่วงแล้วแก้วเจ้าจอมก็ยังคงมองไปทางผู้กองพนาไม่หยุด และมองไปรอบๆ ตัวของเขา หากมีใครคิดจะทำร้ายเขาเธอจะต้องรีบจัดการกับมันคนนั้นก่อน 

               ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 

               จากที่เงียบอยู่ดีๆ คราวนี้สิ่งที่แก้วเจ้าจอมกังวลก็เกิดขึ้นมาจริงๆ เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นมาทางชายป่าด้านซ้ายมือ ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกนายต้องเปลี่ยนทิศในการหลบและหมอบลงต่ำไปกับพื้น เสียงของปืนที่ดังขึ้นบ่งบอกให้รู้ว่ากองกำลังของอีกฝ่ายมีเยอะแค่ไหน  

               “แก้ว!” ผู้กองพนารีบวิ่งเข้ามาหาแก้วเจ้าจอมแล้วกอดเธอเอาไว้แน่นต่อหน้าต่อตานายตำรวจที่บาดเจ็บและหลบอยู่ที่หลังต้นไม้ด้วยกันจนนายตำรวจทั้งสองได้แต่มองทำตาปริบๆ จากที่สงสัยกันอยู่ว่าสองคนนี้มีซัมติงอะไรกันรึเปล่า ตอนนี้พวกเขาได้คำตอบแล้ว มิน่าล่ะตั้งแต่เมื่อวานนี้เห็นงุ้งงิ้งๆ กันตลอด 

               “โอ๊ย! จะมากอดอะไรกันตอนนี้” แก้วเจ้าจอมจะเล็งปืนเตรียมยิงตอบโต้แต่ก็ทำไม่ได้ซักทีเมื่อผู้กองพนาเล่นกอดเธอไม่ยอมปล่อย 

               “พวกไอ้ชารีฟ” เขาบอก โดยที่สายตายังคงมองไปที่อีกฝ่ายไม่ละไปไหน เหตุที่เขาต้องรีบวิ่งเข้ามาหาแก้วเจ้าจอมก็เพราะพวกมันรู้ว่าเธอเป็นเมียของเขา ชารีฟมันแค้นที่เขาทำให้น้องชายของมันตายมันก็เลยจะมาพรากชีวิตของคนที่เขารักไปเป็นการแก้แค้น 

               “อ๋อ โจทก์เก่าของผู้กองนั่นเอง ซัดพวกมันเลยสิคะตอนนี้หน่วยจู่โจมของพวกหมวดเทพกับหน่วยสนับสนุนทีมลาซูกำลังมาที่นี่ เราเป็นต่อเห็นๆ” 

               “พวกมันไม่ได้ตั้งใจมาฆ่าทุกคน พวกมันตั้งใจมาเก็บเราสองคนต่างหาก พี่กับชารีฟเคยมีความแค้นต่อกันจำไม่ได้แล้วหรอ” 

               “แล้วฉันเกี่ยวอะไรด้วย” 

               “ก็เพราะแก้วเป็นเมียพี่ไง พวกมันรู้ว่าแก้วเป็นเมียพี่ก็เลยจะเล่นงานแก้วด้วยเพื่อเป็นการแก้แค้นพี่!!!” 

               “เมีย!!!” นายตำรวจทั้งสองที่หลบกระสุนอยู่ด้วยกันยิ่งทำตาโต จากที่คิดว่ามีซัมติงกัน ตอนนี้ทุกอย่างเฉลยแล้วว่าสองคนนี้เป็นผัวเมียกันจริงๆ 

               “แล้วนี่จะตกใจกันอีกนานมั้ย หมอบลงไปสิเดี๋ยวก็ตายห่ากันหมดนี่หรอก!” พูดกับเมียซะเพราะเชียว ทีกับพวกเขาตะคอกใส่หน้าเต็มๆ เลย สองมาตรฐานชัดๆ นายตำรวจทั้งสองแอบคิดแต่ก็หมอบลงไปกับพื้นในขณะที่ผู้กองพนาดันแก้วเจ้าจอมเข้าไปหลบกระสุนอยู่ที่ซอกต้นไม้ใหญ่ 

               “ผู้กองไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ ก็บอกพวกชารีฟไปว่าเราเลิกกันแล้ว ต่อให้พวกมันยิงฉันตายผู้กองก็ไม่เสียใจหรอก”  

               “ใช่ พี่ไม่เสียใจ” 

               ปังๆๆๆๆ  

               เขาว่าพลางยิงสวนเข้าใส่พวกของชารีฟโดยที่เอาตัวเองบังแก้วเจ้าจอมเอาไว้ 

               “ที่พี่ไม่เสียใจก็เพราะ...ถ้าแก้วตาย พี่ก็จะตายไปกับแก้วด้วย” จากที่กำลังจะทำหน้างอใส่เขาเพราะเขาบอกว่าจะไม่เสียใจถ้าเธอตาย แต่พอมาได้ฟังประโยคสุดท้ายเท่านั้นล่ะแก้วเจ้าจอมก็ยิ้มแป้นออกมาทันทีก่อนจะคว้าปืนขึ้นมาอีกครั้งแล้วขยับเข้าไปอยู่ข้างๆ เขา 

               “งั้นเราก็มาสู้พวกมันไปด้วยกันเถอะค่ะ ก็เป็นผัวเมียกันแล้วนี่ ถ้าอยู่ก็ต้องอยู่ด้วยกัน จะตายก็ต้องตายด้วยกันสิจริงมั้ยคะ...พี่พนา” ผู้กองพนาหันมามองทางเธอทันที เมื่อกี้นี้เธอเรียกเขาว่ายังไงนะ เสียงปืนไม่ได้ทำให้เขาหูอื้อจนฟังอะไรผิดไปใช่มั้ย พี่พนา...เขาไม่ได้ยินเธอเรียกเขาแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว เรียกโดยที่เธอตั้งใจเรียกจริงๆ ไม่ใช่การละเมอเพ้อออกมาเหมือนที่เคย แล้วรอยยิ้มหวานๆ ของเธอก็ทำให้เขาหัวใจพองโต เพียงเท่านี้กำลังใจก็ล้นเปี่ยมจนเต็มอกแล้ว มีเมียรักอยู่ข้างๆ แบบนี้ กำลังใจดีแบบนี้จะศึกไหนเขาก็พร้อมสู้ตายเลยล่ะ 

               ปืนสองกระบอกยกขึ้นพร้อมกันก่อนจะลั่นไกเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามบ้าง ด้วยเป็นนักแม่นปืนชั้นเชี่ยวชาญด้วยกันทั้งคู่ทำให้กระสุนแต่ละนัดที่ยิงออกไปฝังเข้าร่างของฝ่ายตรงข้ามทุกนัด ไม่มีนัดไหนจะพลาดเป้าแม้แต่น้อย ฝีมือการยิงปืนของแก้วเจ้าจอม ผู้กองพนาเห็นแล้วก็อดอมยิ้มออกมาอย่างชื่นชมไม่ได้ แม้ว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้เขาควรจะเครียดและกดดันแต่เขากลับอดยอมรับไม่ได้จริงๆ ว่าตอนนี้เขากำลังมีความสุขมากแค่ไหน คนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเธอไม่ได้เป็นแค่เมียของเขาแค่เธอยังเป็นคู่ชีวิตและเพื่อนตายในสนามรบของเขาด้วย  

เพียงแค่ปืนสองกระบอกของผู้กองพนาและแก้วเจ้าจอมก็เล่นงานพวกของชารีฟไปได้ไม่น้อยแล้วยังเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายของตำรวจได้มีโอกาสตอบโต้คืนด้วย อีกทั้งตอนนี้หน่วยจู่โจมที่นำโดยผู้หมวดเผ่าเทพกับผู้หมวดศิวะและหน่วยสนับสนุนของทีมลาซูได้เดินทางเข้ามาสมทบ กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยิ่งดูแข็งแกร่งขึ้น 

               “กำลังเสริมมาช่วยงั้นหรอ” ชารีฟสถบออกมาเมื่อเพิ่งหันไปเห็นผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอม ฝีมือของคนทั้งคู่ไม่ธรรมดาเลย จากเป็นฝ่ายตั้งรับตอนนี้ทั้งสองคนกลับทำให้พวกตำรวจเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรุกคืนแล้ว 

               “เดี๋ยวกูจัดการอีนังนั่นเอง ถ้าเล่นงานมันได้ผัวมันคงหมดกำลังใจสู้” กาเซ็มว่าพร้อมกับยกปืนขึ้นเล็งมาที่แก้วเจ้าจอม หมายมั่นจะยิงเธอให้ได้ด้วยความแค้นที่เคยถูกหญิงสาวเล่นงานจนปางตาย มันเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา อดีตมือปืนที่ใครต่อใครต่างก็เกรงกลัวกลับต้องมาสิ้นลายให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น 

               “แก้วระวัง!!!” 

               ปัง!!! ปัง!!! 

               ผู้กองพนารีบดึงแก้วเจ้าจอมหมอบลงไปกับพื้น เสียงปืนนัดแรกคือเสียงปืนของกาเซ็มที่พลาดเป้า ส่วนเสียงปืนนัดที่สองคือเสียงปืนที่ผู้กองพนายิงสวนเข้าใส่กาเซ็มอย่างจังจนกระสุนฝังเข้าที่ขา 

               “อ๊ากกกก มึง!!!” กาเซ็มทรุดลงไปกับพื้นเมื่อรู้สึกชาไปทั้งขาและไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก แต่การบาดเจ็บของกาเซ็มก็ใช่ว่าจะทำให้ชารีฟยอมถอยง่ายๆ เมื่อเขาสั่งให้ลูกน้องบุกเข้าใส่เจ้าหน้าที่จนถูกเจ้าหน้าที่จัดการ แก้วเจ้าจอมที่รอดจากกระสุนปืนของกาเซ็มมาได้นอนราบลงไปกับพื้นแล้วตั้งปืนขึ้นยิงใส่เป้าหมายอีกครั้ง ความตัวเล็กของเธอนับว่าเป็นข้อดีที่ทำให้คนร้ายกำหนดเป้ายิงได้ยาก จนเมื่อกระสุนปืนหมดเธอก็จัดการเปลี่ยนแม็กกาซีนกระสุนอย่างคล่องแคล่วว่องไวจนไม่มีใครรู้สึกค้านสายตากับความสามารถของเธออีกต่อไปแล้ว นี่สินะ กุหลาบงามแต่หนามคม 

               “ชารีฟ มึงมาช่วยกูก่อน!” กาเซ็มร้องเรียกชารีฟเมื่อขาของเขามันไร้ความรู้สึกไปแล้ว ไม่รู้ว่ากระสุนของผู้กองพนาจะยิงเข้ามาที่กระดูกขาของเขารึเปล่า 

               “โธ่เว้ย! ตัวถ่วงจริงนะมึง!” 

               “มึงไม่แหกตาดูหรอว่าพวกมันมีเยอะกว่า” อุตส่าห์มีสายคอยรายงานความเคลื่อนไหวมาแล้วว่าผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอมจะออกลาดตระเวนพร้อมกับทีมลาซูในเส้นทางนี้ แต่ใครมันจะไปคิดว่าพวกตำรวจจะแบ่งกำลังออกเป็นสามหน่วยแยกกันเดิน เห็นกลุ่มลาดตระเวนของผู้กองพนามีเจ้าหน้าที่สิบกว่าคนก็นึกว่าจะมีกำลังคนกันแค่นี้ คิดว่าจะจัดการได้ง่ายๆ แต่ที่ไหนได้กลับมีกำลังเสริมตามเข้ามาช่วยอีกตั้งสองกลุ่ม ทั้งพวกตำรวจพลร่มกับทีมลาซู โดยเฉพาะไอ้ทีมลาซูนี่ที่นับวันเริ่มทำตัวน่ารำคาญเข้าไปทุกที วางกำลังกันเอาไว้เต็มป่า เต็มน่านน้ำในเขื่อนบางลางไปหมดจนพวกเขาทำอะไรไม่ค่อยสะดวก แผนที่วางมาอย่างดิบดี แผนที่จะเล่นงานผู้กองพนาให้หลาบจำเลยต้องพังไม่เป็นท่า 

               ปัง!!! 

               เพราะมัวแต่หงุดหงิดกับกาเซ็มอยู่ทำให้ชารีฟไม่ทันระวังตัวถูกกระสุนปืนของแก้วเจ้าจอมเฉียวใบหน้าไปจนได้เลือด 

               “โธ่เว้ย! พลาดได้ไงเนี่ย รีคอนรู้เข้าโดนหัวเราะเยาะตาย” คนยิงพลาดทุบกำปั้นลงไปกับพื้นอย่างเจ็บใจ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นชารีฟมีเลือดอาบอยู่เต็มใบหน้าก็อดยักคิ้วให้ไม่ได้ 

               “อย่าไปท้าทายคนร้าย” ผู้กองพนารีบดึงเธอออกมาจากวิถีกระสุนของชารีฟ เล่นงานมันขนาดนั้นมันมีแต่จะยิ่งแค้นเธอมากขึ้น 

               “แหม คุณพี่เจ้าขา พูดอย่างกับคุณพี่ไม่เคยท้าทายคนร้ายเลยนะเจ้าคะ” เธอประชดคืนแล้วเปลี่ยนแม็กกาซีนกระสุนอีกรอบ ตอนอยู่ที่แม่สอดแทบจะไม่ได้บู๊แบบนี้เลย ไม่คิดว่าลงใต้แล้วจะได้บู๊มันแบบนี้ 

               ทางด้านชารีฟที่ถูกยิงจนได้เลือดก็ยิ่งเดือดดาล แม้กระสุนจะแค่เฉียวแต่มันก็คงจะเป็นแผลเป็นติดตัวเขาไปตลอดอีนังตำรวจหญิงนั่นมันช่างกล้าท้าทายเขา 

               “ถอยก่อน” กาเซ็มที่แสยะยิ้มเยาะว่า แม้เขาเองจะเจ็บใจมากแค่ไหนแต่ถ้าสู้ต่อมันก็ไม่คุ้ม งานนี้พวกเขาเสียเปรียบในเรื่องของกำลังจริงๆ 

               เสียงปืนจากฝ่ายของชารีฟเงียบลงไปเสียดื้อๆ แต่ทางฝ่ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่นิ่งนอนใจ ผู้กองพนายังคงเล็งปืนไปยังทิศทางที่เป้าหมายอยู่และมีแก้วเจ้าจอมตั้งท่าเตรียมยิงอยู่ข้างๆ เขา ไม่มีใครกล้าออกมาจากที่กำบังด้วยกลัวว่าคนร้ายจะยังแฝงตัวอยู่จนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ผู้กองพนาจึงค่อยๆ ก้าวออกมาจากที่กำบังแล้วเดินถือปืนเข้าไปยังจุดที่คนร้ายอยู่อย่างช้าๆ นอกจากศพของคนร้ายที่ถูกวิสามัญก็มีแต่รอยเลือดและร่องรอยการหลบหนีไปของคนร้าย คาดว่าชารีฟกับกาเซ็มคงหนีไปกันแล้ว 

               “พวกมันบาดเจ็บทั้งคู่ น่าจะหนีไปได้ไม่ไกลผมจะออกตามล่ามัน” ผู้กองพนาบอกกับผู้หมวดชัยเดชขณะที่ทุกคนกำลังเข้ามาเคลียร์พื้นที่ 

               “ผมว่าอย่าเพิ่งเลย” ผู้หมวดชัยเดชไม่เห็นด้วย “ป่าแถบนี้เป็นป่าดิบชื้นที่กว้างใหญ่มาก พวกเราไม่รู้ว่าจะมีพวกมันแอบซุ่มอยู่ตรงไหน ดีไม่ดีหากไม่มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเราอาจเดินเข้าไปในฐานใหญ่ให้พวกมันฆ่าเอาได้ง่ายๆ ถ้าตามไปอาจมีคนของพวกมันแอบดักเล่นงานเราอยู่ก็ได้นะครับ” 

               ผู้กองพนาคิดตามที่ผู้หมวดชัยเดชพูด ซึ่งมันก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย ผืนป่าที่นี่กว้างใหญ่มาก แม้จะเคยมาลาดตระเวนแถวนี้บ่อยๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายเส้นทางที่เขาไม่เคยเดิน และมีบางพื้นที่ที่ตกสำรวจจากเจ้าหน้าที่ การออกตามล่าคนร้ายในป่าที่เขาเองก็ไม่คุ้นชินมากอาจทำให้เขาตกเป็นเหยื่อเสียเอง ตามนิสัยของพวกชารีฟ เมื่อเห็นจวนตัวขึ้นมาเมื่อไหร่พวกมันก็จะหนีไปตั้งหลักอยู่ที่ฝั่งของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ของไทยไม่มีอำนาจไปติดตามได้ และเมื่อพวกมันพร้อมพวกมันก็จะกลับมาเล่นงานเขาซ้ำเหมือนอย่างคราวนี้ แม้คราวนี้พวกมันจะวางแผนกันมาเป็นอย่างดี แต่พวกมันก็พลาดที่กะกำลังทางฝ่ายของพวกเขาผิดไป แล้วจากการปะทะกันครั้งนี้ก็ทำให้ผู้กองพนามั่นใจว่าชารีฟคงมีสายคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาจริงๆ 

               “คนร้ายตายเกลี้ยงเลยค่ะ” แก้วเจ้าจอมที่ไปเช็คศพของคนร้ายแต่ละรายเดินเข้ามาบอก “ส่วนเจ้าหน้าที่ทางฝั่งเรามีบาดเจ็บเพราะโดนจั่นห้าวหนึ่งราย ที่เหลือมีแค่รอยต้นไม้ขีดข่วนเล็กน้อยค่ะ” 

               “เดี๋ยวผมจะวิทยุแจ้งที่หน่วยแล้วก็เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ให้เข้ามาจัดการเคลียร์พื้นที่ที่นี่ต่อนะครับ” ผู้หมวดชัยเดชบอก สายตาคมมองและยิ้มให้แก้วเจ้าจอมอย่างชื่นชม คนร้ายที่จัดการได้ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของเธอกับผู้กองพนาทั้งนั้น เห็นลูกน้องของเขาแอบมากระซิบว่าความจริงแล้วทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากันเขาก็ยิ่งคิดว่าคนทั้งสองช่างเหมาะสมกันนัก ผัวก็โหดเมียก็ดุ ถึงว่าอยู่ด้วยกันได้ 

               “ฉัน...ฉันไปตรวจศพคนร้ายใหม่ก่อนนะคะ เมื่อกี้นี้ดูแค่คร่าวๆ เท่านั้น” เมื่อผู้หมวดชัยเดชไปแล้วแก้วเจ้าจจอมก็ไม่กล้าอยู่กับผู้กองพนาตามลำพังเพราะก่อนหน้านี้เผลอตัวเผยเรื่องสำคัญบางอย่างออกไปจนทำให้ตอนนี้เธอยังไม่กล้าที่จะพูดเรื่องนี้กับเขาจึงได้หาทางเลี่ยง ซึ่งผู้กองพนาก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขาเองก็ใจเย็นมากพอที่จะรอพูดเรื่องนี้กับเธอเมื่ออยู่กันตามลำพัง  

               การวิสามัญคนร้ายกลุ่มของชารีฟเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เดินทางมาจัดการเรื่องนี้แก้วเจ้าจอมก็ได้รับข่าวที่ไม่สู้ดีด้วยอีกเรื่องเมื่อเกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทีม SINGA ที่อรินไปร่วมภารกิจด้วย ความเป็นห่วงน้องทำให้เธอยิ้มแย้มไม่ออก แทบไม่มีสมาธิในการให้ข้อมูลอะไรกับทางผู้ใหญ่ที่เดินทางมาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุจนผู้กองพนาต้องเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างให้ เหตุปะทะกันครั้งนี้นับว่าผู้กองพนาคาดการณ์ได้ถูกต้อง เพราะเมื่อรู้ว่าคนร้ายจะเปลี่ยนเส้นทางในการขนยาเสพติดเขาก็ได้ติดต่อไปที่ทีม SINGA เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทีมดังกล่าวช่วยสกัดคนร้ายเอาไว้ แล้วคนร้ายที่ว่าก็เป็นพวกของชารีฟด้วย 

               “เดิมการขนยาเสพติดจะเป็นเส้นทางนี้ครับ แต่คาดว่าคนร้ายน่าจะรู้ว่าเจ้าหน้าที่ต้องมาลาดตระเวนแถวนี้เลยเปลี่ยนเส้นทางไปขนยาเสพติดเข้าทางจังหวัดสงขลาแทน ส่วนการโจมตีในวันนี้น่าจะเป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างคนร้ายกับตัวผมเอง เพราะคนร้ายกลุ่มนี้เคยถล่มฐานของผมและพยายามลอบฆ่าผมมาแล้ว หลังจากที่เปลี่ยนเส้นทางการขนยาแล้วก็เลยวางกับดักเอาไว้ที่นี่เพื่อโจมตีผมกับทีม” ผู้กองพนารายงานเรื่องนี้เป็นการส่วนตัวกับผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ที่เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวท่านเอง และท่านก็ติดตามคดีของชารีฟอยู่เช่นกัน เนื่องจากกลุ่มของชารีฟไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ แต่เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่เกลียดชังเจ้าหน้าที่และตั้งใจจะเล่นงานเฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น ซึ่งตอนนี้คนที่กลุ่มของชารีฟหมายตาว่าต้องเก็บให้ได้ก็คือผู้กองพนา 

               “ผู้กองคิดถูกแล้วที่ไม่ตามพวกมันไป เพราะถ้าตามไปเราก็ไม่รู้ว่าพวกมันจะวางกับดักอะไรเอาไว้ระหว่างทาง เพียงแค่ปืนผูกก็อันตรายมากแล้ว การที่ชารีฟกล้าทำอะไรแบบนี้มันก็คงมีกำลังในมือมากระดับหนึ่ง มันไม่คุ้มกันหรอกนะถ้าผมจะต้องเสียตำรวจฝีมือดีอย่างผู้กองไป” 

               “แต่ผมก็ยังไม่วางใจมัน ถ้าผมยังจับชารีฟกับกาเซ็มไม่ได้ ชาตินี้เห็นทีจะนอนตายตาไม่หลับครับท่าน” 

               “ยังไงผู้กองก็ต้องปิดคดีนี้ได้ ผมเชื่ออย่างนั้น” ท่านกล่าว เหมือนจะให้กำลังใจและอีกความหมายก็เหมือนกับกดดันให้ผู้กองพนาปิดคดีนี้ให้ได้ พอพูดกับผู้กองพนาเสร็จท่านก็เดินเข้าไปหาแก้วเจ้าจอม ผู้กองพนาไม่รู้ว่าทั้งสองคนพูดคุยอะไรกันแต่ดูเหมือนแก้วเจ้าจอมจะรู้จักและสนิทสนมกับท่านอยู่พอตัว นี่เธอไปรู้จักกับผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน 

  

 

 

               “รู้จักกับท่านด้วยหรอ” ผู้กองพนาเอ่ยถามกับแก้วเจ้าจอมหลังจากที่เคลียร์พื้นที่และเก็บหลักฐานเสร็จแล้วรวมถึงการลำเลียงศพคนร้ายออกไปจากที่เกิดเหตุด้วย โดยที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ทีมลาซูส่วนหนึ่งจะยังคงตรึงกำลังเฝ้าเอาไว้อยู่  

               “ผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 น่ะหรอคะ ก็...รู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ คุณอาจิรพัฒน์ เมื่อก่อนท่านเป็นตำรวจพลร่มประจำการอยู่ที่นราธิวาส เป็นเพื่อนกับคุณอานที คุณอาธารา คุณอาเอกี้” 

               นางไม้ญาติเยอะ...ผู้กองพนาก็ลืมไปว่าเธอมีญาติเยอะมากแค่ไหน ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออก ตะวันตกแล้วก็ทางอีสาน ทุกๆ ที่ล้วนมีแต่ญาติของเธอ 

               “สบายใจแล้วใช่มั้ยที่ได้ข่าวว่าทีม SINGA จับคนร้ายได้ แล้วหมออรินก็ปลอดภัย” 

               “สบายใจมากค่ะ คุณอาจิรู้ว่าฉันเป็นห่วงอรินมากก็เลยติดตามข่าวเรื่องนี้ให้แบบกรณีพิเศษ ความจริงฉันก็เป็นห่วงทุกๆ คนนั่นแหละ ก็เราเป็น ตชด.เหมือนกัน เป็นพี่น้องกันทั้งหมดไม่ใช่หรอคะ” เธอตอบขณะขึ้นไปนั่งบนเรือ หลังจากที่ตรึงกำลังเจ้าหน้าที่บางส่วนเอาไว้ที่จุดเกิดเหตุแล้ว ทีมลาซูของผู้หมวดชัยเดชกับทีมของผู้กองพนาก็จะนั่งเรืออ้อมไปขึ้นฝั่งที่อีกด้านของภูเขา แม้ว่าก่อนที่จะกลับไปผู้กำกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 จะบอกให้เจ้าหน้าที่ที่ปะทะกับกลุ่มคนร้ายทุกนายกลับฐานที่ตั้งไปพักก่อน แต่ผู้กองพนากับผู้หมวดชัยเดชก็ยังยืนยันว่าจะอยู่ในพื้นที่ต่อเมื่อยังลาดตระเวนไม่แล้วเสร็จตามแผนที่ตั้งใจกันเอาไว้ตั้งแต่แรก และไม่แน่ว่าอาจพบร่องรอยของพวกชารีฟบ้าง 

               “ใครเขาอยากเป็นพี่น้องด้วย” ผู้กองพนาว่าก่อนจะยกมือขึ้นป้องหน้าตัวเองเมื่อจู่ๆ สายฝนก็เทลงมาขณะที่เรือกำลังตีวงอ้อมภูเขาริมเขื่อน บรรยากาศตอนนี้มืดฟ้ามัวดินไปหมดเมื่อฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนทุกคนเปียกปอนกันหมด ซึ่งทุกคนก็ชินกันแล้วกับการที่จู่ๆ ฝนก็ตกลงมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยแบบนี้ สภาพภูมิอากาศทางใต้มักจะเป็นเช่นนี้เสมอ 

               “ดีนะเอาของทุกอย่างห่อใส่ถุงพลาสติดเอาไว้” แก้วเจ้าจอมหยิบเป้ของตัวเองขึ้นมากอดอย่างเบาใจ ผู้กองพนาคิดว่าเธอหนาวจึงขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ ตั้งใจว่าจะกอดเธอให้คลายหนาวเพราะตอนนี้ทุกคนในทีมก็รู้กันหมดแล้วว่าเธอกับเขาเป็นอะไรกัน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้โอบกอดเธอสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น 

               ปัง!!! 

               เสียงปืนดังลั่นขึ้นมาหนึ่งนัด เป้าหมายอยู่ที่บริเวนกลางอกของแก้วเจ้าจอม แล้วก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัวแก้วเจ้าจอมที่นั่งอยู่ตรงขอบของเรือพอดีก็ถูกแรงของกระสุนกระแทกอย่างจังจนตกจากเรือไป 

               ตูม!!! 

               “แก้ว!!!” ผู้กองพนาคว้าเธอเอาไว้ไม่ทัน วินาทีนั้นเขาคิดอะไรไม่ออกเลยด้วยซ้ำ เขารู้แค่ว่าเขาต้องช่วยเธอให้ได้ดังนั้นเขาจึงกระโดดลงจากเรือไปอีกคนเพื่อช่วยแก้วเจ้าจอมที่กำลังจมลงไปในเขื่อนบางลาง เจ้าหน้าที่ทุกนายจากเรือทุกลำพยายามจะวนเรือกลับไปช่วยคนทั้งคู่แต่ก็ทำเช่นนั้นไม่ได้เมื่อมีห่ากระสุนอีกเป็นจำนวนมากยิงมาจากภูเขาเข้าใส่พวกเขาจนทุกคนต้องรีบก้มหลบลงไปกับท้องเรือ พยายามที่จะขับเรือหลบหนีเพราะตอนนี้พวกเขาไม่ต่างอะไรกับเป้านิ่งให้คนร้ายจัดการเลย 

               “ตายไปซะได้ก็ดี อีเด็กเวร” กาเซ็มว่าแล้วเก็บปืนในมือลง ด้วยเป็นมือปืนมาก่อนกระสุนปืนของเขาจึงไม่พลาดเป้าจากแก้วเจ้าจอม ส่วนชีรีฟก็ยังสั่งให้ลูกน้องลอบโจมตีเหล่าเจ้าหน้าที่บนเรืออยู่เพื่อเป็นการแก้แค้นทิ้งทวน 

               กว่าการโจมตีแบบลอบกัดของพวกชารีฟจะจบลง และกว่าเจ้าหน้าที่ที่ขับเรือหลบห่ากระสุนจะกลับมาที่เกิดเหตุเพื่อช่วยผู้กองพนากับแก้วเจ้าจอม คนทั้งคู่ก็หายไปแล้ว... 

  

 

****************************************************** 

อ้าว ไนเปอร์ถูกยิงกลางหน้าอกจนตกเรือจมน้ำ อิพี่ตามลงไปช่วยแล้ว…หายไปไหนอ่า ไปเที่ยวเมืองบาดาลกันหรอ 5555 ทั้งคู่หายไปไหน รออ่านตอนหน้านะคะ 

*************************************** 

เดี๋ยวก่อน!!!! ไหนบอกว่าตอนนี้มี NC ไง??? สปอยไปขนาดนั้น 5555 ใช่ค่ะ NC มี แต่ NC มันยาว (ตามสไตล์ความหื่นของไรท์ เอ้ย! ของยัยเปอร์) ไรท์ก็เลยหั่นตอนนี้ออกเป็น 2 ตอน (หั่นอีกละ) ดังนั้น!!! เนื้อหาครึ่งหลังของตอนนี้ไรท์จะลงวันอาทิตย์นี้เลยนะคะ เวลายังไม่แน่นอน แต่จะลงวันอาทิตย์นี้นี่แหละ รออ่านนะคะ ส่วนตัวอย่างตอนต่อไปของครึ่งหลัง ไปอ่านได้ในเพจ นิยายรัก - ปากกานางไม้ เด้อ (นี่แหละค่ะเซอร์ไพรส์ที่บอก 555) 

ปล. ที่ไรท์ยังไม่ลงครึ่งหลังพร้อมกันเลยก็เพราะว่าครึ่งหลังเพิ่งเขียนเสร็จค่ะ (เสร็จตะกี้นี้เลย) แต่ยังไม่ได้อ่านทวนและยังไม่ได้ปรับรูปประโยค เพราะงั้นเอาตัวอย่างไปอ่านก่อนนะคะ ขอไรท์ตรวจทานเนื้อหาอีกรอบก่อนค่ะ จุ๊บๆ 

ความคิดเห็น