ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความสงสัยที่เพิ่มพูน

ชื่อตอน : ความสงสัยที่เพิ่มพูน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 259

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 13:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความสงสัยที่เพิ่มพูน
แบบอักษร

11 

ความสงสัยที่เพิ่มพูน 

                มหากุลบอกรักทั้งคติยาและเกวลี คงไม่ต้องสืบเลยสินะว่าคีติกาจะรอดพ้นจากลมปากของมหากุลด้วยหรือเปล่า ไอ้พวกผู้ชายมาดขรึมก็ใช่จะไว้ใจได้ ซ่อนเขี้ยวเล็บยาวเฟื้อยไม่ต่างจากหนุ่มเจ้าสำราญอย่างเขาเลย แต่อย่างน้อยเวทิศก็มั่นใจว่าตนดีกว่ามหากุลหลายขุมเพราะเขาไม่เคยให้ความหวังใคร ไม่เคยจับใครมาอยู่ในความสัมพันธ์ด้วย มีเพียงแค่รสสวาททางกายชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เวทิศครุ่นคิดพลางระบายลมหายใจ ในขณะที่ปองพลเปิดประตูรถคอยท่าเมื่อมาถึงที่หมายตามต้องการแล้ว 

                “คุณกุลมาหาคุณน้ำหนาวแบบนี้คงอยู่นานหลายชั่วโมงสินะครับ งั้นผมขออนุญาตกลับไปที่บริษัทก่อนได้ไหมครับ เผื่อทางคุณมหาธนมีงานให้ช่วย” ปองพลรวบรวมความกล้าถามออกไป เขาอยากนั่งทำงานบนโต๊ะมากกว่าเป็นสารถีให้เจ้านายเช่นนี้ แต่คำตอบของเวทิศทำรอยยิ้มของปองพลเหือดหายไปถนัดตา 

                “ไม่ต้องไปไหน รออยู่นี่แหละ” ผู้เป็นเจ้านายกล่าวเสร็จก็เดินเข้าไปในออฟฟิศคีติกา วันนี้คือวันทำงานปกติเขาจึงสามารถเปิดประตูเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องกดกริ่งรอคนมาเปิด และทันทีที่ร่างสูงก้าวเท้าพ้นขอบธรณีประตูก็จำหยุดชะงักพร้อมด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น ก่อนตามมาด้วยลมหายใจแห่งความเหนื่อยหน่าย 

                “ที่เธอไม่ยอมให้ฉันเจอกุลเพราะต้องการเก็บเขาไว้คนเดียวใช่ไหม ถึงได้กีดกันไม่ให้กุลติดต่อฉัน” 

                “พี่เกลอย่าบ้ามากได้ป่ะ ปวดหัว!...แล้วมายืนสอดรู้สอดเห็นอะไรกันตรงนี้ ไปทำงานสิ!” คีติกากระแทกเสียงใส่เกวลีเสร็จก็หันไปตวาดพนักงานที่ยืนชะเง้อชะแง้มองศึกวิวาทอยู่บนบันได ก่อนพากันสลายตัวเมื่อเจอรังสีอำมหิตของเจ้านาย  

                 “ฉันรู้นะว่าที่กุลไม่ยอมรับสายฉันเป็นเพราะแกกีดกันบังคับกุล” เกวลีพ่นความคับแค้นออกไปโดยไม่สนใจว่าลูกน้องของคีติกาจะเอาหล่อนไปเม้าท์เสียๆ หายๆ อย่างไร ด้วยความอดทนที่ถูกมหากุลหมางเมินมันกำลังล้นทะลักอก เกวลีไม่สามารถทนอยู่เฉยได้อีกต่อไป  

                “หึ! น่าสมเพชจริงๆ” คีติกากอดอกเบะปากหยัน ไล่สายตาร้ายกาจมองคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ทำผู้ชายเหนื่อยหน่ายระอาใจเองแท้ๆ แล้วไล่มาโทษคนอื่น พี่นี่สมกับเป็นนักแสดงมืออาชีพจริงๆ เลยนะคะ เป็นนางร้ายทั้งในละครและชีวิตจริง” 

                “แกน้ำหนาว!”  

                “หยุดๆ พอกันเลยทั้งคู่” เวทิศเดินเข้าแทรกตรงกลางระหว่างสองสาว เกวลีเปลี่ยนท่าทีจากที่กำลังเหวี่ยงวีนเข้าไปกอดแขนมหากุลแนบแน่นท่ามกลางการกลอกตามองบนของคีติกา  

                “กุลมาแล้ว ทำไมทำอย่างนี้ล่ะคะ ไม่คิดบ้างเหรอว่าเกลใจจะขาดอยู่แล้ว” 

                “ปล่อยก่อนดีกว่าครับ” เวทิศพยายามแกะมือเกวลีที่เกาะแขนเขา ทว่าหญิงสาวไม่ยอมผ่อนแรงให้ง่ายๆ เลย  

                “อย่าตัดรอนเกลแบบนี้เลยนะคะ กุลควรเข้าใจตัวเองให้มากกว่านี้ กุลป่วยและสมองได้รับการกระทบกระเทือน ดังนั้นควรให้เวลาตัวเองทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ให้มากกว่านี้ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ตัดเยื่อขาดใยกับเกล เราเป็นทั้งเพื่อนและคนรักกันมานานหลายสิบปีนะคะ มิตรภาพที่เหนียวแน่นขนาดนี้ควรแล้วเหรอที่จะสะบัดทิ้งง่ายๆ” เกวลีร่ายยาว แม้น้ำเสียงจงใจดัดเล็กให้ดูน่าสงสารหากแต่ความจริงใจก็ถูกเจือเข้าไปในประโยคเหล่านั้นเช่นกัน เธออยู่ในชีวิตมหากุลทั้งในฐานะเพื่อนและคนรักมาเกือบยี่สิบปี การที่เขามาบอกให้เธอลืมเขาและไปเริ่มต้นกับคนใหม่มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ  

                “ผมเข้าใจ แต่ว่า...” 

                “ขอเวลาให้เกลบ้างนะคะ” ดาราสาวแทรกคำพูดของเขา ก่อนเหลือบไปทางคีติกาที่ยังยืนดูเชิงสถานการณ์ “ฉันขอพื้นที่ส่วนตัวคุยกับกุลหน่อย” 

                “พูดอะไรไม่คิดอีกแล้วนะคะพี่เกล เบิกตาดูหน่อยเถอะวันนี้ออฟฟิศไม่ได้มีแค่เราสามคนนะ ฉะนั้นไม่สามารถให้บริการห้องประชุมไพรเวทได้หรอก ไปหาที่อื่นคุยกันเองเถอะ” เจ้าของบริษัทไล่เสร็จก็เดินปึงปังเข้าไปในโซนห้องครัว ไม่สนใจทักทายหรือปรายตามองชายหนุ่มเลยสักนิด ด้วยอารมณ์โกรธในคืนนั้นยังไม่จางหายอีกทั้งเขาก็ทำเมินความรู้สึกของเธอ หายหน้าหายตาไป ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ เวทิศมองตามหลังคีติกาจนกระทั่งร่างบางหายลับไป จึงเปลี่ยนสายตามาที่คนข้างๆ ซึ่งกำลังมองเขาอย่างตัดพ้อ  

                “หากกุลหัดมองอะไรให้กว้างๆ กว่านี้ก็คงเห็นว่าน้ำหนาวไม่ได้ดีเด่อย่างที่คิด กุลเองก็รู้ดี นิสัยอย่างยายนั่นใครจะรักลง” 

                “ดูท่าคุณจะเกลียดน้ำหนาวมากเลยนะครับ” เวทิศถาม 

                “ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เกลียดอะไรมากมาย แต่ตอนนี้มันเกลียดเข้ากระดูกดำไปแล้วเพราะกุลทำท่าเลือกมันจนลืมเกล” นัยน์ตาหญิงสาวเปล่งประกายกร้าวขณะพูด “กุลฟังไว้เลยนะคะเกลยินดีทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้กุลลงเอยกับมัน กุลคือรักแท้เพียงหนึ่งเดียวของเกล ขอโอกาสให้เกลบ้างนะคะ ตอนนี้กุลยังจำเกลไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอเพียงแค่โอกาสให้เราทำความรู้จักกันใหม่ เท่านี้ก็พอ ไปหาเกลที่คอนโดฯ ของเรานะคะ เกลจะรอ” 

                เวทิศหนักใจไม่น้อยกับคำขอร้องเชิงตัดพ้อน้อยใจของหล่อน และเมื่อสบตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำเล็กๆ ใจเขายิ่งอ่อนยวบ “ก็ได้ครับ ไว้ผมจะหาเวลาไปนะครับ” 

                “ขอบคุณค่ะ” ริมฝีปากเอิบอิ่มที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีสดสวยคลี่ยิ้มหวานเต็มดวงหน้า หล่อนโผกอดเอวสอบด้วยใจเปี่ยมรักก่อนผละออก “แล้วเกลจะรอนะคะ” 

                เวทิศยิ้มรับแกนๆ ดาราสาวเจ้าบทบาทสมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการแล้วจึงกลับออกไปจากออฟฟิศคีติกาด้วยรอยยิ้มที่ยังขยายเต็มวงหน้า  

                “วีณาเดี๋ยวฉันจะออกไปคุยงานกับคุณบูมนะ” คีติกาเดินออกมาจากโซนครัวพร้อมพวงองุ่นสองสามลูกในมือ เธอเดินฉิวผ่านเวทิศไปโดยไม่ปรายแม้แต่หางตามอง ทำราวกับเขาเป็นแจกันก้อนหินที่ตกแต่งในสำนักงานอย่างไงอย่างงั้น 

                “คุยเรื่องโปรเจ็กต์ชุดนางงามปีนี้ใช่ไหมคะ” เลขาฯ สาวท่าทางกระฉับกระเฉงเดินมาคุยกับเจ้านายคนสวยที่กำลังเคี้ยวองุ่นตุ้ยๆ คีติกาชำเลืองมองชิ้นงานบนโต๊ะของตัวเองที่เกลื่อนไปด้วยตัวอย่างชิ้นผ้าและภาพวาดมากมายจนทำให้โต๊ะทำงานของคีติการกรุงรังไปหมด  

                “อืม ฉันไม่เคยทำชุดให้เวทีประกวดมาก่อนเลย” คีติกาโอดครวญสีหน้าหนักใจกับความท้าทายในโปรเจ๊กต์ใหม่ แต่กระนั้นหล่อนก็ยินดีอ้าแขนต้อนรับทุกโอกาสเพื่อหวังผลักดันให้แบรนด์ตัวเองเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น “เออ แล้วก็ติดต่อออแกไนซ์เซอร์ที่จะจัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของฉันด้วยนะ ไม่เอาเจ้าเดิมนั้นแล้ว ทำงานไม่ได้เรื่องกันเลย” 

                “ได้ค่ะบอส” 

                “แล้วก็ฝากดูแลความเรียบร้อยในออฟฟิศด้วยนะ วันนี้ฉันคงไม่กลับมาแล้วล่ะ” คีติกาส่งองุ่นเม็ดสุดท้ายเข้าปาก ก่อนฉวยไอแพดและกระเป๋าคู่ใจเดินออกไปจากออฟฟิศทันที เวทิศเรียกเธอไว้ทว่าหญิงสาวก็ทำหูทวนลมเดินตัวปลิวไปขึ้นรถแล้วขับออกไปอย่างไม่รีรอ ใบหน้าย่นยับด้วยความไม่เข้าใจจึงหันมาเอาความกับเลขาฯ สาวที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเหมือนรู้ว่าเขาต้องการอะไร 

                “เจ้านายคุณเขากำลังไปไหน”  

                “เอ่อ ไม่ทราบสิคะ คุณน้ำหนาวไม่ได้แจ้งไว้ ขอตัวก่อนนะคะ” วีณารู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับธุระของเจ้านาย แต่ด้วยความที่ร่วมงานกับคีติกามานานนม เธอจึงแจ้งใจในความต้องการของเจ้านายเป็นอย่างดี กริยาที่คีติกาแสดงต่อชายหนุ่มเมื่อครู่คือการแง่งอนและอยากปลีกตัวออกห่าง ดังนั้นเลขาฯ ที่ฉลาดเฉลียวเช่นเธอย่อมรู้ดีว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้เจ้านายพึงพอใจ  

....................................  ......................  ................................. 

                ร่างแบบบางในชุดสีแดงเบอร์กันดี้เดินแกว่งกระเป๋าหรูราคาเหยียบแสนด้วยท่าทีเหนื่อยล้า ฝ่ามือเล็กบีบเค้นบริเวณต้นคอในขณะที่เดินเกือบถึงห้องของตัวเองแล้ว  

                “ว่าไงคนสวย เหนื่อยเหรอครับ” 

                คีติกาสะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงทักทายที่ขจัดความเงียบงันรอบบริเวณ ใบหน้าสวยหันกลับไปมองห้องตรงข้ามและพบกับเวทิศในร่างมหากุลที่กำลังเก๊กหล่อมาดขรึม พลางใช้ข้อศอกข้างหนึ่งเท้ากับกรอบประตู ส่งยิ้มหวานนัยน์ตาหยาดเยิ้มหวังสะกดใจ ทว่าไม่ได้ทำให้เธอสะท้านไหวแต่อย่างใด กลับมีเพียงสีหน้าไม่ยินดียินร้าย หนำซ้ำยังโดนคนสวยเมินด้วยการล้วงคีย์การ์ดในกระเป๋าแล้วสแกนเปิดประตู เทพหนุ่มจึงพุ่งตัวไปดึงประตูห้องหล่อนให้ปิดลงตามเดิม 

                “นี่พี่กุลอย่ามากวนได้ไหม วันนี้หนาวเหนื่อย”  

                “ไม่ได้มากวนแต่มาชวนไปทานข้าว ยิ่งเหนื่อยยิ่งต้องเติมพลังให้ตัวเองนะครับ” เวทิศยังคงพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ และปลอบประโลมด้วยรอยยิ้มกว้าง ทว่าหญิงสาวกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย 

                “ไม่กินค่ะ ไดเอทอยู่” หล่อนก็ชอบอยู่หรอกที่ชายหนุ่มใช้ลูกไม้ทำตัวอ่อนโยนเช่นนี้ แต่เรื่องที่หมิ่นประมาทหล่อนวันนั้นยังไม่ได้ถูกนำขึ้นมาพิจารณาเพื่อยกโทษ ก็เขาเองนั่นแหละที่ทำเมินกับความรู้สึกหล่อนก่อน ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมาเอ่ยขอโทษสักคำยังไม่มี แล้วแบบนี้จะไม่ให้โกรธได้ยังไง 

                “น้ำหนาวโกรธพี่เรื่องคืนนั้นอยู่ใช่ไหมครับ”  

                ความเงียบคือคำตอบว่า ‘ใช่’ ยิ่งเบือนหน้าหนีไปอีกทางยิ่งฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ผิดเพี้ยนแน่นอน  

                “พี่ขอโทษนะที่ทำตัวแบบนั้น พี่ไม่ได้ตั้งใจให้น้ำหนาวเสียความรู้สึก” เขาไม่เก่งเรื่องนี้ เทพที่ถูกใครต่อใครตราหน้าว่านิสัยเสียเอ่ยคำขอโทษได้เต็มปากเต็มคำเช่นนี้ก็นับว่าดีมากโขแล้ว “ไปทานข้าวกันนะครับ” 

                คีติกาตวัดสายตามองเขาอย่างไว้เชิงเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจออกมา “คราวหลังถ้ารู้ตัวว่าทำผิดก็ควรขอโทษตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ ไม่ใช่ปล่อยความรู้สึกของอีกฝ่ายให้ค้างๆ คาๆ...ก็ได้ค่ะ ไปกินข้าวด้วยก็ได้” 

                เวทิศยิ้มปรีดาก่อนระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แล้วผายมือเชิญร่างบางไปที่ห้องของเขา คีติกานิ่วหน้าแปลกใจเพราะคิดว่าชายหนุ่มจะพาไปรับประทานข้างนอกเสียอีก กระนั้นก็ยอมเล่นตามน้ำโดยไม่ปริปากเอ่ยแย้ง  

                “มืดจัง ทำไมไม่เปิดไฟล่ะคะ” คีติกาก้าวเข้ามาในห้องได้เพียงก้าวเดียวก็ชะงักอยู่กับที่แล้วหันไปเอาความกับเจ้าของห้อง เวทิศไม่สนใจตอบคำถามหล่อนกลับเดินนำไปยังโต๊ะอาหารที่สั่งให้ปองพลมาจัดการเซ็ตไว้ตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน  

                คีติกาอึ้งกับภาพตรงหน้าทว่ารอยยิ้มก็ค่อยๆ เคลื่อนขยายจากมุมปากเรื่อยๆ โต๊ะอาหารขนาดสี่ที่นั่งบัดนี้ได้รับการยกระดับให้มีคลาสราวกับร้านอาหารหรูบนโรงแรมห้าดาว ภายในห้องที่มืดมิดถูกแสงเทียนขับกล่อมให้ดูละมุนหวานท่ามกลางดอกไม้สีชมพูที่ปักเด่นหราบนแจกันคริสตัล 

                “ถือเป็นการขอโทษที่ดีค่ะ” นัยน์ตาเธอบ่งบอกว่าปลื้มใจอย่างแท้จริง เวทิศคิดไม่ผิดเลยที่ปรึกษากับปองพลว่าควรทำอย่างไรให้เธอหายโกรธ ซึ่งไอเดียและการตกแต่งสุดโรแมนติกนี้คือผลงานของปองพลล้วนๆ ทว่าเวทิศก็ขอยึดความดีความชอบนั้นไว้กับตนเอง ปล่อยให้หล่อนเข้าใจว่าเขาเป็นคนอ่อนโยนและใส่ใจในรายละเอียดแบบนี้น่ะดีแล้ว 

                “งั้นก็เชิญนั่งเลยครับ” เวทิศเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวก่อนเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม  

                “ก่อนอื่นขอตั้งเงื่อนไขสักเล็กน้อย” 

                เวทิศวางมีดกับส้อมในมือลงเมื่อเห็นหญิงสาวมีสีหน้าจริงจัง “ในระหว่างรับประทานอาหารหรือหลังจากทานเสร็จแล้วห้ามถามเรื่องเหตุการณ์คืนนั้นเด็ดขาด ไม่อยากเล่าก็คือไม่อยากเล่า ตกลงไหมคะ?”

                 “ตกลงครับ” เวทิศยอมตามใจหล่อนทุกประการอย่างไม่ขัดข้อง เขาเพิ่งได้รอยยิ้มและแววตาเปี่ยมรักกลับคืนจากหล่อนย่อมไม่มีทางทำลายช่วงเวลาดีๆ เป็นครั้งที่สองอีกแน่  

                “ไม่น่าเชื่อนะคะว่าพี่กุลจะทำอะไรแบบนี้เป็นด้วย” อย่างเก่งที่เคยง้อเธอเมื่อครั้งที่ยังคบกัน มหากุลมีเพียงแค่ดอกไม้ช่อโตหรือไม่ก็สิ่งของแทนใจเท่านั้น  

                “พี่ก็แปลกใจตัวเองเหมือนกันครับ แต่คงเพราะน้ำหนาวล่ะมั้งที่ทำให้พี่สามารถลงมือทำอะไรแบบนี้ได้” เทพหนุ่มยังคงเก๊กหล่อปั้นหน้าให้ดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหลพร้อมประกายตาที่จ้องมองหล่อนหวานซึ้ง คีติกาแปลกใจกับการแสดงออกของชายหนุ่มมากกว่าเคลิบเคลิ้มขวยเขินกับลมปากของเขา 

                “งั้นเหรอคะ หนาวก็นึกว่าคุณปองพลเป็นคนเนรมิตทุกอย่างนี้ขึ้นมาเสียอีก” 

                เวทิศราวกับได้ยินเสียงใบหน้าตัวเองแตกดังเพล้ง รอยยิ้มกว้างที่ประดับเต็มวงหน้าเมื่อครู่พลันหล่นหายไปถนัดตา หล่อนช่างร้ายกาจนัก รู้เท่าทันไปเสียทุกเรื่อง  

                “คนต้นคิดก็คือพี่นั่นแหละครับ” สุดท้ายเขาก็จำต้องสารภาพออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก คีติกาไม่ว่าอะไรเพียงแค่ยิ้มขำกับใบหน้านั้นแล้วรับประทานอาหารต่อ มหากุลในเวอร์ชันนี้ก็ดูมีเสน่ห์และน่ารักไปอีกแบบ เขายิ้มเก่งแม้จะเป็นยิ้มที่มาพร้อมนัยน์ตาพราวระยับดั่งราชสีห์ที่ไล่ต้อนเหยื่อให้ตายใจก็ตาม ความกวนประสาทไร้มาดนิ่งขรึมไม่เหมือนเช่นกาลก่อนมันทำให้คีติการู้สึกว่าเขากำลังเปิดใจให้เธอมากขึ้นราวกับม่านสีขุ่นที่เคยบดบังใจของทั้งคู่ค่อยๆ ลดทอนลงจนเกือบเป็นสีใส  

                ตอนอยู่ที่สถานีตำรวจวันนั้นเขาโพล่งขึ้นว่าตนไม่ใช่มหากุลคนเดิม หากแต่เป็นวิญญาณดวงอื่นมาอาศัยแอบอิง ซึ่งคีติกาไม่ได้บ้าไปตามคำพูดของเขา เธอคิดว่าบาดแผลทางสมองคงทำให้มหากุลสับสน ความทรงจำที่กระทบกระเทือนบวกกับบุคลิกภาพดั้งเดิมที่แปรเปลี่ยนไปจึงไม่แปลกเลยสักนิดหากเขาจะคิดว่าตัวเองเป็นคนอื่น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังตั้งอยู่ในระดับที่ทำให้เธอพึงพอใจ เธอมีความสุขกับมหากุลคนนี้  

                “วันนี้พี่ไปเจอน้ำหนึ่งมา” 

                คีติกาชะงักความคิดทั้งปวงที่ลอยละล่องในหัวทันที อารมณ์พึงพอใจเมื่อครู่หายวับไปกับตาดั่งแสงเทียนที่ถูกลมหอบหนึ่งพัดให้ดับวูบลง แต่กระนั้นก็ยังฝืนยิ้มขืนออกไป ความหึงหวงทั้งหลายแหล่ไม่ควรแสดงให้เขาเห็นตอนนี้...ตอนที่บรรยากาศยังดำเนินด้วยความสวยงาม เธอจะต้องไม่กลับไปสวมบทคีติกาขี้เหวี่ยงนิสัยงี่เง่าคนเดิม  

                “งั้นเหรอคะ พี่กุลไปหาพี่หนึ่งที่บ้านมาเหรอ” 

                “ใช่ครับ แต่เป็นที่บ้านพี่นะ พอดีน้ำหนึ่งไปหาคุณแม่พี่น่ะก็เลยมีโอกาสได้คุยกัน” 

                “แล้วคุยเรื่องอะไรกันบ้างล่ะคะ” น้ำเสียงเธอเรียบเรื่อยแต่ภายในใจกำลังเต้นเร่าเหมือนถูกเปลวเพลิงลามเลีย 

                “ก็เรื่องถอนหมั้นที่น้ำหนาวอยากให้พี่คุยกับน้ำหนึ่งให้เข้าใจ และก็เรื่องความฝัน” 

                “ความฝัน?”

                “เมื่อคืนพี่ฝันว่านั่งอยู่ริมชายหาดกับน้ำหนึ่ง ด้วยความที่ไม่รู้ว่ามันเป็นเพียงภาพฝันยามหลับใหลหรือเป็นเหตุการณ์ในความทรงจำเก่าๆ กันแน่ก็เลยไปถามเอาความกับน้ำหนึ่ง” 

                “แล้วตกลงเป็นแค่ความฝันหรือคะ”  

                “เปล่าครับ มันคือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว พี่กับน้ำหนึ่งเคยไปทะเลด้วยกัน เคยนั่งมองพระอาทิตย์ตกดินด้วยกัน แล้วตอนทานข้าวกันที่บ้านอยู่ๆ พี่ก็จำเมนูโปรดของน้ำหนึ่งได้เฉยเลย” เทพหนุ่มระบายยิ้มยามเล่า แววตาที่จ้องแสงไหววูบของเทียนไขช่างดูอ่อนโยนเหมือนบุรุษที่หัวใจเปี่ยมด้วยรัก เห็นเช่นนี้คีติกาเริ่มนั่งไม่ติดที่คล้ายเก้าอี้มีกองไฟสุมไว้ข้างใต้ อาหารที่เมื่อครู่เคยเลิศรสละมุนลิ้นบัดนี้กลับจืดเจื่อนจนกลืนไม่ลง สัญญาณบางอย่างกำลังร้องเตือนในใจว่าเธออาจเสียเขาไปอีกหน 

                “พี่กุลกำลังหวั่นไหวกับพี่หนึ่งเหรอ” เธอตัดสินใจถามออกไปตรงๆ พลางยกไวน์ขึ้นจิบเป็นสัญญาณว่าอิ่มแล้ว 

                เวทิศชะงักไปเมื่อรู้ตัวว่ากำลังแสดงสีหน้าเช่นไร “เปล่าครับ แค่ดีใจที่ได้รับสัญญาณว่าความทรงจำกำลังกลับมา” 

                “ครั้งนี้พี่กุลช่วยโฟกัสที่น้ำหนาวคนเดียวได้ไหมคะ ลืมพี่หนึ่งไปซะ และก็ไม่ต้องอะไรๆ กับเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่ออย่างพี่เกล” คีติกาเอ่ยขอจริงจัง บางครั้งเธอก็ระอากับความไม่เด็ดขาดของชายหนุ่มที่ไม่ยอมเลือกใครคนใดคนหนึ่งให้จบๆ เสียที กับคติยาเขาก็ถูกบังคับจับหมั้นหมาย ส่วนเกวลีคีติกาคิดว่าที่มหากุลไม่ยอมสลัดออกไปจากชีวิตเพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เลยทนให้หญิงสาวเกาะแกะเช่นนี้ และในส่วนของคีติกามหากุลมักพูดเสมอว่าอยู่กับเธอแล้วสนุก รู้สึกสบายอกสบายใจทุกครั้งที่ได้ใช้เวลาร่วมกัน การคอยทำตัวให้ความหวังเช่นนี้ของมหากุลคีติกาจึงยอมหลับหูหลับตาและพร่ำให้ความหวังตัวเองในใจว่าเขาคงเลือกเธอในท้ายที่สุด  

                “ได้สิครับ” เทพหนุ่มยิ้มรับคำขอแกมอ้อนวอนของอีกฝ่ายพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนในใจที่บ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ เขาไม่นิยมชมชอบสตรีที่ดูเรียบๆ ง่ายๆ เช่นคติยา แต่เหตุใดตอนนี้เขาเอาแต่นึกถึงดวงตาอ่อนหวานเจือด้วยความรักสุดหัวใจของหล่อน  

                “น้ำหนาวอยากแก้ตัวในสิ่งที่เคยทำไม่ดีกับพี่กุลจนเป็นเหตุให้เราเลิกรากัน หนาวอยากพิสูจน์ให้พี่เห็นว่านิสัยแย่ๆ ที่ฝังลึกในสันดานก็สามารถแงะมันออกได้ หากในท้ายที่สุดแล้วพี่กุลไม่ได้รักหนาวจริงๆ หนาวก็ยินดีปล่อยพี่ไปค่ะ” ปิดท้ายด้วยประโยคที่ฟังดูมีน้ำใจนักกีฬา ทว่าภายในใจคีติกาหาคิดเช่นนั้นไม่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมามหากุลคือชายคนเดียวที่เธอให้หัวใจ คือผู้ชายคนเดียวที่ทลายเกราะกำแพงแน่นหนาที่เธอสร้างไว้ได้ นั่นหมายความว่าเขาทรงอิทธิพลต่อเธอเกินกว่าจะยอมตัดใจปล่อยไปง่ายๆ  

                “ตกลงครับ เรามาพยายามด้วยกันนะ” เวทิศเอื้อมไปกุมมือที่เย็นชืดของหล่อน ดวงหน้าสวยชัดพยักรับพร้อมกับรอยยิ้มขอบคุณ “น้ำหนาวอิ่มแล้วเหรอครับ” 

                “อิ่มแล้วค่ะ อาหารอร่อยดีนะคะแต่แค่ไม่อยากทานเยอะ เดี๋ยวน้ำหนักจะขึ้น” 

                “ถ้าน้ำหนาวไม่รีบไปไหน อยู่ต่อก่อนไหมครับ” เวทิศเอ่ยชวนด้วยเขาต้องการใช้เวลากับหล่อนให้นานกว่านี้ อยากรู้จักตัวตนและเปลือกในของหล่อนให้ลึกซึ้ง 

                “ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรน่าสนใจให้อยู่ต่อ”  

                “อืม โลกมนุษย์มีสิ่งบันเทิงที่เรียกว่าภาพยนตร์ใช่ไหมครับ พี่อยากดู” 

                “นี่พี่เพิ่งมาจากต่างดาวเหรอคะ” คีติกายิ้มแซวก่อนลุกจากโต๊ะอาหารเปลี่ยนบรรยากาศไปยังห้องนั่งเล่นที่มีสมาร์ตทีวีขนาดห้าสิบห้านิ้วแขวนอยู่บนผนัง เวทิศเดินตามไปพลางทิ้งกายบนโซฟาปล่อยให้หล่อนจัดการเลือกหนังที่ต้องการดูจากสตรีมมิ่งยอดนิยม อันที่จริงเวทิศทำความรู้จักกับอุปกรณ์ที่เรียกว่าโทรทัศน์มาพักหนึ่งแล้วและออกจะติดอกติดใจเสียด้วยซ้ำ ถึงขั้นนั่งๆ นอนๆ ดูจนดึกดื่นค่อนคืน และหมายมั่นจะเอาไปไว้บนสวรรค์ แต่ติดตรงที่ว่าสัญญาณคงส่งไปไม่ถึง 

                “โอเค เอาเรื่องนี้ล่ะกัน” หล่อนตกลงปลงใจเองโดยไม่ถามไถ่ความเห็นจากเขาเลยสักนิด ซึ่งเวทิศก็ไม่ติดขัดอะไร  

                คีติกากดปุ่มเพลย์พร้อมกับเสียงโหมโรงของหนัง เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วหล่อนจึงเดินกลับมายังโซฟา แต่ด้วยความมืดที่มีเพียงแสงรำไรจากจอยักษ์จึงทำให้ร่างบางเดินสะดุดพรมฟูฟ่อง ทว่าโชคดีที่เธอมีเบาะรองรับเป็นร่างกำยำของชายหนุ่ม จังหวะหัวใจที่เต้นปกติเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นโหมกระหึ่มยามดวงตาสองคู่สบผสานกัน เวทิศโอบรับร่างเธอไว้มั่นรู้สึกถึงไออุ่นที่ส่งกระแสถึงกัน เขาเลื่อนต่ำมองริมฝีปากเอิบอิ่มของเธอโดยอัตโนมัติก่อนเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้เรื่อยๆ เมื่อนั้นเองสติรับรู้ของคีติกาจึงค่อยๆ กลับคืนมา เธอรีบเบือนหน้าหนีและพยุงตัวลุกขึ้นอย่างเร็วรี่ 

                ร่างบางกระเถิบนั่งห่างจากเขาเล็กน้อย อากัปกริยาที่เอามือทัดปอยผมไว้หลังหูดูคล้ายว่าเธอเขินอายกับเหตุการณ์เมื่อครู่ หากแต่ดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดผสมผสานกับความหวั่นกลัว คีติกากอดหมอนอิงแนบอกและไม่เอื้อนเอ่ยคำใดจากริมฝีปากแม้รู้ดีว่าคนข้างกายกำลังมองหล่อนด้วยความไม่เข้าใจ แต่เธอก็ไม่คิดหันกลับไปอธิบายเลยสักนิด 

                เธอไม่ชอบให้มันเป็นแบบนี้ ไม่ชอบการถึงเนื้อถึงตัว เสียงจากส่วนลึกในใจเหมือนมันคอยต่อต้านตลอดเวลา นั่นคือกำแพงสูงลิบที่คีติกายังก้าวข้ามไม่ได้ 

                เวทิศถอนหายใจและถอนสายตาจากเสี้ยวหน้าของเธอแล้วพุ่งสมาธิให้กับเนื้อเรื่องบนจอภาพยักษ์ คีติกาคือกล่องปริศนาใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยคำถามที่เวทิศต้องการคำตอบ อย่างไรก็ตาม เขายังมีเวลาอยู่กับเธออีกมาก ไม่จำเป็นต้องงัดแงะเพื่อดูคำเฉลยในคราวเดียว เทพหนุ่มเชื่อว่าด้วยความสามารถผนวกกับเสน่ห์เหลือล้นของตนจะทำให้คีติกายอมเปิดเผยตัวตนออกมาในสักวัน 

                ในขณะที่เสียงจอแจจากสมาร์ตทีวีดังกระหึ่มชัดเจนเคล้าอารมณ์คนดูให้อินไปกับเนื้อเรื่อง แต่สิ่งเร้าเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลกับคีติกา เพราะหลังจากหนังฉายได้เพียงยี่สิบนาทีเธอก็ผล็อยหลับคอพับคออ่อนไปกับโซฟา เวทิศเห็นหล่อนสิ้นฤทธิ์ ใบหน้ายามหลับใหลดูระโหยอ่อนล้าจึงเขยิบกายเข้าไปใกล้ วาดแขนโอบร่างเธอให้นอนซบอก เขายินดีเป็นหมอนหนุนชั่วคราวให้เธอโดยไม่ยี่หระต่อความเมื่อยขบ จนกระทั่งหนังจบลงเขาจึงอุ้มพาร่างบางกลับคืนสู่หมอนที่เป็นของจริงในห้องนอนของเธอเอง เวทิศจัดการห่มผ้าให้ ยามเห็นเธอตกอยู่ภายใต้อำนาจนิทรารมย์เช่นนี้ เวทิศจึงขอฉวยโอกาสฝากจุมพิตที่หน้าผากมน รอคอยว่าเธอจะรู้สึกตัวหรือเปล่า ซึ่งผ่านไปหลายวินาทีหญิงสาวก็ยังคงนอนนิ่งสนิทพร้อมลมหายใจยาวเป็นจังหวะที่บ่งบอกว่าหลับลึก ร่างสูงยังคงนั่งนิ่งทิ้งสายตาบนใบหน้างดงามหมดจดในขณะที่ปล่อยความคิดหลุดลอยไปอย่างไร้ทิศทาง กระทั่งรู้ตัวว่าอยู่นานเกินไปแล้วเขาจึงกลับไปยังห้องของตัวเอง  

....................................  ......................  ................................. 

 

                เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าชื่อดังอย่างคีติกานั่งเท้าคางอยู่บนโต๊ะทำงาน ทอดสายตาครามครันไปยังโซนครัวที่มีเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ดังลอยมาแต่ไม่มีเงาร่างของมหากุลซึ่งเป็นคนทำเสียงเหล่านั้นโผล่มาให้เห็น คีติกามองตรงไปที่ที่ชายหนุ่มอยู่ด้วยความสงสัย เขาบอกว่าเมื่อคืนเป็นคนอุ้มเธอกลับไปนอนในห้อง แต่ที่ยังกังขาไม่เลิกคือเขาได้ฉวยโอกาสกับเธอหรือเปล่า  

                “พี่กุลคงไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกมั้ง” คีติกาให้บทสรุปกับตัวเองก่อนก้มหน้าทำงานต่อ ทว่ายังไม่ทันได้จับเมาส์ปากกาเสียงกริ่งหน้าออฟฟิศที่ดังขึ้นก็เรียกความสนใจจากเธอไปเสียก่อน คีติกาลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าใครที่มาเยือนในวันหยุด ก่อนรีบสาวเท้ายาวๆ ไปเปิดประตู 

                “ฮัลโหลเพื่อนเลิฟ” จิรัศยาพุ่งกอดคีติกาทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู “คิดถึงแกจัง” 

                “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หายเงียบไม่ส่งข่าวเลยนะ” คีติกาผละออกและเดินนำไปยังโซฟารับแขก  

                “เพิ่งถึงเมื่อวานนี่เอง นึกแล้วเชียวว่าวันหยุดแกต้องขลุกอยู่ที่นี่ ดีนะไม่โผล่ไปเซอร์ไพร์สที่คอนโดฯ ก่อน” จิรัศยาว่าพลางกวาดสายตามองออฟฟิศของเพื่อนสาวที่ตกแต่งได้จำเริญหูจำเริญตา แม้จะมาที่นี่บ่อยครั้งจนเกือบกลายเป็นเจ้าของอีกคน แต่จิรัศยาก็ไม่เคยเบื่อกับบรรยากาศร่มรื่นที่เพื่อนออกแบบให้ออฟฟิศของตน  

                “แหม ปากพูดว่ามาเซอร์ไพร์สแล้วไหนล่ะของฝาก”  

                “อะนี่! น้ำหอมกลิ่นโปรดของแก” คีติกายื่นถุงกระดาษลวดลายสวยงามให้เพื่อน “แล้วนี่ก็ช็อกโกแลตและขนมต่างๆ ฉันซื้อมาฝากพนักงานของแก” 

                “เอาไปไว้ในครัวเถอะ เดี๋ยววันทำงานพวกนั้นก็หยิบกินจนเกลี้ยงเองแหละ” คีติกาบอกอย่างไม่สนใจนักเพราะน้ำหอมยี่ห้อดังที่เพื่อนซื้อมาฝากน่าดึงดูดกว่าเป็นไหนๆ  

                “ว่าแต่ใครอยู่ตรงนั้น ฉันได้ยินเสียงก็อกแก๊กๆ” จิรัศยาลดโทนเสียงให้เบาลงเมื่อพูดถึงบุคคลที่สาม 

                “พี่กุลน่ะ ไปทักทายสิ ตั้งแต่พี่กุลออกจากโรงพยาบาลแกยังไม่ได้เจอเขาเลยไม่ใช่เหรอ” คีติกาบุ้ยปากไปทางครัว จิรัศยาอยากพบปะมหากุลเวอร์ชันความจำเสื่อมมาพักใหญ่แล้วแต่ไม่มีโอกาสเลย เธอสงสัยว่าเขาจะเปลี่ยนไปอย่างที่จิรภัทรและคีติกากรอกหูให้ฟังจริงหรือเปล่า 

                “สวัสดีค่ะพี่กุล” จิรัศยาเอ่ยทักทำเอาคนที่กำลังง่วนกับเครื่องชงกาแฟชะงักมือค้างไว้ เวทิศเอียงหน้ามองหญิงสาวที่ตนไม่รู้จักอย่างแปลกใจแต่ก็รู้สึกคุ้นๆ คล้ายว่าเคยเจอมาแล้ว ดวงตารีเล็กแบบสาวหมวย รอยยิ้มแป้นแล้นและมีลักยิ้มบุ๋มตรงมุมแก้มเช่นนี้มันคลับคล้ายคลับคลาจริงๆ  

                “เอ่อ สวัสดีครับ” 

                “อ๊ะๆ ทำหน้าแบบนี้แสดงว่าจำไม่ได้สินะ ชื่อจูนค่ะ เป็นเพื่อนของทั้งน้ำหนึ่งและน้ำหนาวและก็เป็นน้องสาวของพี่จิณณ์ด้วย” เธอแนะนำตัวด้วยจังหวะการพูดที่รัวเร็วตามสไตล์ “จริงๆ จูนเคยไปเยี่ยมพี่กุลที่โรงบาลพร้อมพี่จิณณ์แล้วครั้งหนึ่งค่ะ แต่ไม่แปลกใจหรอกนะคะที่พี่กุลจะจำไม่ได้เพราะวันนั้นญาติๆ และเพื่อนฝูงของพี่ออกันให้เต็มห้องผู้ป่วยไปหมด” 

                “อ๋อ พอจะนึกออกแล้วครับ” ในครั้งที่เพิ่งเข้าสิงร่างมหากุลและยังต้องเฝ้าดูอาการอยู่ในโรงพยาบาล เวทิศเรียกมันว่าช่วงเวลานรก เพราะวงศาคณาญาติ เพื่อนฝูง ตลอดจนนักธุรกิจที่เคยร่วมงานกันต่างตบเท้ามาเยี่ยมเขาไม่ขาดสาย จนชายหนุ่มนึกอยากอันตรธานหายไปจากกายหยาบนี้ชั่วคราว  

                “แล้วนี่ทำอะไรอยู่คะ” จิรัศยาถามพลางชะโงกหน้าดูกากกาแฟที่เกลื่อนเต็มอ่างล้างจานอย่างสงสัย  

                “อ๋อ กำลังฝึกชงกาแฟน่ะครับเผื่อว่าจะเป็นผลดีต่อความทรงจำบ้าง” เวทิศสัมผัสได้ว่าเครื่องดื่มชนิดนี้มีอิทธิพลต่อร่างของมหากุลไม่น้อย ดังนั้นหากใช้เวลาร่วมกับมันมากๆ คงสามารถเข้าไปกระตุ้นต่อมความรู้สึกบางอย่างได้บ้าง  

                “ก็ดีนะคะ พี่กุลทำกาแฟได้อร่อยมากเลยแหละ” จิรัศยาว่าพลางวางถุงกระดาษที่บรรจุไปด้วยช็อกโกแลตและขนมนมเนยบนโต๊ะกว้าง “สนใจของหวานมั้ยคะพี่กุล จูนซื้อมาฝากลูกน้องของยายหนาว” 

                “ของหวานอะไรครับ” เวทิศรู้สึกสนใจขนมก้อนกลมสีน้ำตาลเข้มที่จิรัศยากำลังหยิบออกมาจากกล่องสีใสขลิบทอง  

                “ช็อกโกแลตค่ะ”  

                “กินได้เหรอ?” หน้าตาของเวทิศตอนนี้ไม่ต่างจากเด็กน้อยวัยสามขวบที่กำลังถามมารดาว่าไอ้ก้อนกลมๆ สีไม่สวยนี้กินได้จริงเหรอ จิรัศยาหัวเราะเสียงใสกับความเดียงสาของมหากุลเวอร์ชันใหม่ เธอเชื่อแล้วล่ะว่าเขาแปลกจริง

                “กินได้สิคะพี่กุล จูนบอกแล้วไงว่ามันคือของหวาน ลองชิมดูค่ะ”  

                เวทิศรับขนมก้อนกลมจากที่จิรัศยายื่นส่งให้ เขามองหน้าเธอสลับกับขนมไปมาอย่างชั่งใจ กลัวว่ารสชาติจะเหลือรับเหมือนครั้งแรกที่ได้ชิมกาแฟจากฝีมือคีติกา ทว่าเพียงวินาทีแรกที่ลิ้นได้ละเลียดชิมรส เทพหนุ่มถึงกับครางพึงพอใจในลำคอ ความขม ความหอม และความหวานคือความแปลกใหม่ที่มีแววว่าจะกลายเป็นของโปรดของเขาในคราวต่อไป  

                “อร่อยดีนะ จริงสิ! มันเป็นส่วนผสมในมอคค่าเครื่องดื่มที่น้ำหนึ่งเคยชงให้กินนี่นา” เวทิศรำพึงอย่างพอใจก่อนกลับไปง่วนกับการชงกาแฟ เห็นดังนั้นจิรัศยาจึงวกไปหาคีติกาที่กำลังก้มๆ เงยๆ กับอ่างน้ำพุทรงกลม ดีไซน์เนอร์คนสวยไม่จำเป็นต้องเหลียวไปมองก็รู้ได้จากการลงจังหวะฝีเท้าอันคุ้นเคยว่าต้องเป็นจิรัศยาแน่นอน 

                “ฉันว่าจะเอากระต่ายมาเลี้ยง แกว่าดีไหม” 

                “จะดีเหรอ ที่นี่ออฟฟิศนะไม่ใช่บ้านสวนที่แกจะเอากระต่ายมาเลี้ยง” 

                “หรือจะเลี้ยงแมวดี เอาสักสามสี่ตัว ฉันชอบสกอตติชโฟล์ด” คีติกาหยัดกายลุกขึ้นเพื่อคุยกับเพื่อน จิรัศยาเหยียดริมฝีปากเป็นเส้นตรงพร้อมกับส่ายหน้าไม่เห็นด้วย  

                “จะเลี้ยงสัตว์มีขนแต่ลืมไปหรือเปล่าว่าออฟฟิศแกเต็มไปด้วยเสื้อผ้าสำหรับการทำธุรกิจนะ”  

                “เออ ก็จริงแฮะ” คีติกาล้มเลิกความตั้งใจเรื่องเลี้ยงสัตว์แล้วเดินไปนั่งที่โซฟา จิรัศยาตามมาทิ้งกายข้างๆ แต่ก่อนจะปริปากพูดอะไรเธอหันไปมองทางโซนครัวตามสัญชาตญาณเมื่อกำลังเริ่มนินทาอีกฝ่าย 

                “พี่กุลได้เจอยายหนึ่งบ่อยไหม” 

                “ก็ไม่บ่อยมั้ง ทำไมเหรอ” 

                “ไม่รู้สิ...ไม่มีอะไรหรอก ฉันคงคิดมากไปเอง” สาวหน้าหมวยบอกปัด แต่เพื่อนที่กัดไม่ปล่อยอย่างคีติกาก็ใช่จะยอมจบง่ายๆ  

                “พี่กุลเอ่ยถึงพี่หนึ่งเหรอ” 

                “ใช่ แต่เพียงแค่ประโยคเดียวสั้นๆ เท่านั้น ที่ฉันแปลกใจคือพี่กุลจำยายหนึ่งไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม” 

                “ก่อนหน้านั้นก็จำไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ความทรงจำของเขาคงถูกกระตุ้นเรื่อยๆ จึงทำให้พี่หนึ่งเริ่มเข้ามามีบทบาทในสมองของพี่กุล” คีติกาพูดไปก็รู้สึกคันยุบยับในช่องอก เพียงแค่นึกถึงสายตามีเยื่อใยของชายหนุ่มตอนที่พูดถึงคติยาบนโต๊ะอาหารสุดโรแมนติกวันนั้นก็ทำเธอหงุดหงิดงุ่นง่าน พี่สาวที่แสนจืดชืดและหัวอ่อนเช่นนั้นทำไมถึงมีเสน่ห์ดึงผู้ชายให้ตกหลุมรักได้ง่ายดายราวกับไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ เลย  

                “ว่าแต่เรื่องคดีเป็นไงบ้าง” จิรัศยาเลือกเปลี่ยนเรื่อง เพราะเธอไม่อยากออกความเห็นกับรักสามเส้า ไม่ว่าคติยาหรือคีติกาต่างก็เป็นเพื่อนของเธอทั้งนั้น เธอเคยบินไปปลอบขวัญคีติกาที่อังกฤษตอนที่เลิกรากับมหากุลใหม่ๆ ภาพเพื่อนที่เหมือนแก้วแตกสลายยังเด่นชัดในความรู้สึก ส่วนคติยาแม้จิรัศยายังไม่ได้เจอตัวเป็นๆ ตั้งแต่เกิดเรื่องกับมหากุล แต่กระนั้นเธอก็รับรู้ได้จากน้ำเสียงเศร้าสร้อยผ่านเครื่องมือสื่อสารว่าอีกฝ่ายกำลังชอกช้ำแค่ไหน  

                คีติกาเบ้ปากพลางยักไหล่ก่อนตอบ “ป่านนี้พี่จิณณ์คงไปทำคดีอื่นแล้วมั้ง เพราะมันมีช่องโหว่ที่หาคำตอบไม่ได้” 

                “ช่องโหว่อะไรอะ” 

                “พี่แกเป็นตำรวจไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ถามล่ะ” คีติกาทำยึกยักเหมือนไม่อยากตอบ  

                “เรื่องคะดงคดีพี่จิณณ์เคยเล่าให้ฟังซะที่ไหน ทุกอย่างดูเป็นความลับทางราชการไปเสียหมด” จิรัศยาเบ้หน้าเมื่อนึกถึงพี่ชายผู้มีมาดเข้มขรึมตามแบบฉบับผู้ชายไทยแท้ ต่างจากเธอที่ดูเป็นสาวหมวยราวกับไม่ใช่พี่น้องพันผูกทางสายเลือด ด้วยจิรัศยาได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากฝั่งมารดาที่เป็นลูกเสี้ยวเกาหลี ด้วยเหตุนี้เธอจึงดูไม่ค่อยเหมือนคนไทยเท่าไหร่นัก  

                “ตกลงว่าไง? อะไรคือช่องโหว่”

                เมื่อโดนเพื่อนสาวเขย่าแขนพร้อมเซ้าซี้ให้เล่าด้วยสายตาวิงวอน คีติกาจึงสาธยายให้ฟังถึงกระจกรถที่โดนทุบกระจาย แต่หลักฐานจากกล้องวงจรปิดกลับฟ้องไปคนละทางว่าเธอแค่เสียสติและวิ่งหนีออกมาจากรถเท่านั้น  

                “แกเชื่อไหมจูนว่าฉันไม่ได้ประสาทหลอนไปเอง” 

                “ก็ไม่เชื่อนะ แต่วันนั้นแกเมาจริงๆ ไม่รู้จะรีบเมาไปไหน แล้วนี่ยังใช้รถคันเดิมอยู่เหรอ” จิรัศยาหมายถึงรถคันเดียวกับที่เกิดเหตุคืนนั้น คีติกามองตามสายตาเพื่อนไปยังรถหรูคันสีขาวที่จอดเทียบหน้าออฟฟิศ  

                “รถไม่ได้ผิดอะไร” ภายหลังจากเกิดเหตุคืนนั้น คีติกายังไม่ใช้รถของตัวเองเธอสั่งให้ลุงสิทธิ์ไปจัดการเอารถเข้าศูนย์และตรวจเช็กสภาพโดยที่ไม่รู้เลยว่ารถปกติดีไม่ร่องรอยบุบสลายอะไร  

                “แต่กระจกรถก็ไม่แตกใช่ไหม” จิรัศยาหรี่ตาถาม 

                “เป็นปกติดีทุกอย่าง” แม้เป็นสิ่งที่ไม่อยากยอมรับแต่มันคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เธอมองตอบจิรัศยาที่สายตาเจือด้วยความห่วงใยแกมสงสัยอยู่ในที ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องที่คีติยายังไม่ได้บอกให้จิรภัทรทราบ นั่นคือข้อมูลเรื่องความทรงจำที่บิดเบี้ยว พอน้องสาวของตำรวจผู้รับผิดชอบคดีทราบก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปเดินมาทันที 

                “มันดูเป็นข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อคดีนะน้ำหนาว ทำไมแกไม่บอกพี่จิณณ์ แล้วยังมีหน้ามาบังคับไม่ให้ฉันบอกอีก” 

                “ขอร้องล่ะอย่าเพิ่งบอกพี่จิณณ์ตอนนี้ ขอให้ฉันคิดทบทวนดีๆ ก่อน ฉันจะเป็นคนบอกเขาด้วยตัวเอง” คีติกากำชับเสียงเข้ม ส่งสายตาบังคับแกมวิงวอนให้เพื่อนที่มองตอบอย่างหนักใจ จิรัศยาทรุดนั่งที่เดิมพลางกุมมือทั้งสองของเพื่อนไว้ 

                “ไปหาจิตแพทย์ดีไหมน้ำหนาว อย่างน้อยหากถูกวินิจฉัยว่ามีอาการจิตจริงอาจช่วยเรื่องคดีได้ แกได้จะรอดตัวชิลๆ ไง” 

                คำแนะนำที่เจือด้วยความหวังดีไม่มีประสงค์ร้ายบีบหัวใจคิตีกาให้เต้นช้าลง แววตาแห่งความผิดหวังฉายชัดออกมาจนจิรัศยาเริ่มรู้สึกผิดที่กล่าวออกไปเช่นนั้น “แกคิดว่าฉันคือคนร้ายเหรอจูน” 

                “เปล่านะน้ำหนาว ฉันไม่ได้เจตนาจะสื่อเช่นนั้น” 

                “แกกล่าวหาว่าฉันป่วยทางจิต” น้ำเสียงคีติกาแข็งกร้าวพอๆ กับแววตาที่ดุวาบน่ากลัว อีกทั้งยังเจือด้วยเส้นเลือดแดงฉาน เหมือนคนกำลังจะร้องไห้ 

                “น้ำหนาวฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” จิรัศยาบีบมือเพื่อนแน่นแต่ถูกอีกฝ่ายสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย “ฉันเป็นห่วงแก เป็นห่วงจากใจจริง ฉันแค่คิดว่าเรื่องในอดีตที่เคยกระทบกระเทือนจิตใจแกมันอาจ...” 

                “ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้น! และฉันก็รักษาจนหายแล้ว” คีติกาแทรกตัดบททันที 

                “น้ำหนาวฉันขอโทษจริงๆ” 

                “กลับไปเถอะ ฉันไม่อยากทะเลาะกับแก” คีติกายกมือกอดอก เบนสายตาเย็นชามองไปอีกทาง หล่อนพยายามควบคุมอารมณ์ที่เดือดแทบทะลุปรอทอย่างสุดความสามารถ จิรัศยาคือบุคคลสำคัญในชีวิตที่หล่อนไม่คิดอยากมีเรื่องบาดหมางด้วย 

                “ฉันไม่มีอะไรจะพูดนอกจากคำว่าขอโทษ” จิรัศยาคว้ากระเป๋าถือที่วางไว้บนโซฟา ร่างบางพลันชะงักเล็กน้อยในขณะที่กำลังหมุนตัวเดินออกไป เมื่อน้ำเสียงกร้าวกระด้างยังลอยตามไล่หลัง 

                “มีพี่เป็นตำรวจน่าจะรู้นะว่าอาการทางจิตไม่ได้ช่วยให้รอดคดีเสมอไป” 

                จิรัศยาเอี้ยวตัวกลับมามองตอบอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “ไม่ว่าแกจะคิดยังไง ฉันอยากให้แกรู้ไว้ว่าฉันเป็นห่วงแกจากใจจริง” 

                จิรัศยาเดินพ้นประตูออกไปแล้ว แต่ยังไม่หายลับในทันทีเพราะหยุดทักทายคติยาที่เพิ่งลงจากรถหน้าออฟฟิศ คีติกาเห็นดังนั้นจึงได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกและหลับตาลงเพื่อขจัดความขุ่นมัวทั้งมวลออกไป เพราะพายุป่วนอารมณ์ลูกใหม่กำลังจะเยื้องย่างเข้ามาในรังของเธอ  

                คีติกาอาจไม่รู้ตัวว่าท่ามกลางบทสนทนาที่เต็มไปด้วยข้อมูลใหม่ๆ รวมถึงความขัดแย้งเมื่อครู่อยู่ในรัศมีการได้ยินของเวทิศทั้งสิ้น เพราะเขาเขยิบตัวเข้าไปใกล้เพื่อฟังให้ชัดเจน บวกกับเสียงพูดคุยของสองสาวที่ไต่ระดับดังขึ้นๆ ตามอารมณ์ขุ่นเคืองในตอนหลัง จึงทำให้เวทิศได้สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติม 

ความคิดเห็น