ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ดวงจิตแห่งเทพ

ชื่อตอน : ดวงจิตแห่งเทพ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 226

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 13:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดวงจิตแห่งเทพ
แบบอักษร

9 

ดวงจิตแห่งเทพ 

                “สวัสดีค่ะ มาขอพบผู้กองจิรภัทรค่ะ” คีติกาฉีกยิ้มตามมารยาทให้เจ้าพนักงานหญิงที่ยืนรับเรื่องตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ในสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตเกิดเหตุคืนนั้น โดยจิรภัทรประจำการอยู่ที่นี่มาเกือบสองปีแล้ว หลังจากโยกย้ายตำแหน่งไปมาตามประสางานของตำรวจที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดแต่ไม่แน่นอน 

                “ผู้กองจิรภัทรเหรอคะ สักครู่นะคะเดี๋ยวเช็กให้ค่ะ...”  

                “น้ำหนาว!” เสียงทุ้มแฝงความตกใจดังขัดเจ้าหน้าที่สาวซึ่งกำลังจะหมุนตัวออกไปจากเคาน์เตอร์เพื่อเช็กว่าร้อยตำรวจเอกจิรภัทรอยู่หนแห่งใด ร่างสูงตะโกนทักคีติกาก่อนยื่นแฟ้มข้อมูลคืนให้ผู้ใต้บังคับบัญชา จากนั้นจึงพาคิ้วเข้มที่ผูกโบว์เข้าด้วยกันตรงมาทางหญิงสาว 

                “สวัสดีค่ะผู้กองสุดหล่อ คิดถึงจังเลย” คีติกาทำเป็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ซึ่งคนที่รู้เช่นเห็นชาติกันมาแต่ไหนแต่ไรย่อมดูออกว่าหล่อนกำลังแอบจิกกัดตัวเอง ก็เธอนั่นแหละที่เป็นฝ่ายเลี่ยงเขาทั้งทางตรงและทางอ้อม  

                “หึ! พี่ก็คิดถึงเรานะ ยิ่งหลบหน้ายิ่งยากเจอ” ดวงตาสีเข้มสบประสานคนตัวเล็กที่เงยจ้องอย่างไม่กลัวเกรงคล้ายราชสีห์สองตัวที่ตั้งท่าข่มกัน กระทั่งจิรภัทรรับรู้ถึงสายตาระคนสงสัยของเจ้าหน้าที่สาวประจำเคาน์เตอร์จึงถอนสายตากลับมาแล้วดึงแขนร่างบางอย่างสุภาพให้ตามไปนั่งในห้องทำงานของเขา  

                “หมอนั่นมันไม่เห็นเราหรือไงวะ” เทพหนุ่มผู้ถูกลืมเท้าเอวบ่นงึมงำ ก็จิรภัทรเล่นฝากสายตาไว้ที่คีติกาเพียงคนเดียว ไม่แม้แต่จะมองทักทายเขาเลยสักนิด 

                เจ้าหน้าที่สาวซึ่งได้ยินทุกคำบ่นของเวทิศก็อดขำไม่ได้ “นั่นแฟนผู้กองจิณณ์ใช่ไหมคะ สวยขนาดนั้นไม่แปลกใจเลยค่ะที่คุณจะถูกลืม” 

                “ไม่ใช่แฟน!” เวทิศตอบฉุนๆ ก่อนเดินตามหลังสองร่างนั้นเข้าไปในห้องทำงาน  

                “อ้าว! ไอ้กุลก็มาด้วย ลืมไปเลย” ผู้กองมาดเข้มแสร้งทำเสียงตกใจเมื่อเห็นหน้ามุ่ยๆ ของเพื่อนสนิทเดินมาเลื่อนเก้าอี้นั่งข้างคีติกา 

                “ลืมงั้นเหรอ? ฉันตัวเล็กเท่าเห็บหมัดสินะเลยมองไม่เห็น” เวทิศตวัดสายตาขุ่นเขียวใส่คนตรงหน้าก่อนปรายมองคีติกาที่นั่งฉีกยิ้มราวกับมีเรื่องให้น่ายินดีนักหนา ทั้งที่ก่อนจะมาที่นี่หล่อนยังทำบึ้งตึงใส่เขาอยู่เลยยามเอ่ยถึงเหตุการณ์ฝันร้าย

                “เออๆ โทษที พอดีดีใจมากไปหน่อยที่เจอน้ำหนาว เซอร์ไพร์สมากไม่คิดว่าจะมาถึงที่นี่” 

                “ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้มั้งคะพี่จิณณ์ น้ำหนาวไม่ได้มามอบตัวซะหน่อย” 

                “หึ อย่าพูดอย่างงั้นสิ เดี๋ยวพี่ก็เข้าใจผิดแล้วพานคิดเป็นตุเป็นตะว่าเราทิ้งอีสเตอร์เอ้กอะไรไว้ให้พี่ตามหาหรือเปล่า” ดวงตาคมเจือด้วยรอยยิ้มอันบ่งบอกถึงการชิงไหวชิงพริบ เช่นเดียวกับคีติกาที่มองสบอย่างไม่สะท้าน “แล้วมาทำอะไรกันที่นี่ล่ะ” 

                “ก็มา...” เวทิศตั้งท่าจะตอบแต่ไม่ทันหญิงสาวที่ยกมือปรามเป็นสัญญาณห้าม ริมฝีปากเรียวเล็กแย่งพูดพร้อมกับดวงตาสีเหล็กที่ยังจดจ้องมองร้อยตำรวจเอกจิรภัทร 

                “น้ำหนาวมาเพื่อหว่านเสน่ห์ให้พี่จิณณ์ตกหลุมรัก คิดถึงนะคะคุณตำรวจของน้อง ช่วงนี้ไม่มาให้เห็นหน้าบ้างเลย” ถ้อยคำหวานเลี่ยนกลั่นจากน้ำเสียงที่ถูกปรับให้อยู่ในโทนใสกริ๊งฟังแล้วช่างบาดหัวใจยิ่งนัก ส่วนเทพหนุ่มที่นั่งข้างๆ ถึงกับเอี้ยวตัวมองเสี้ยวหน้าสวยอย่างงงงัน หล่อนเป็นบ้าอะไรของหล่อน ก็เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมายังทำท่ารักเขาจะเป็นจะตายอยู่เลย 

                “บอกคิดถึงพี่สองรอบแล้วนะ ถ้าพี่หวั่นไหวขึ้นมาจะทำยังไง” แม้พูดทีเล่นทีจริง แต่สายตาคู่คมที่จ้องดวงหน้านวลกลับแฝงไปด้วยอารมณ์คะนึงหาอย่างแท้จริง 

                “หวั่นไหวก็ดีสิคะ พี่จิณณ์จะได้ว่านอนสอนง่ายหน่อย” 

                จิรภัทรส่ายศีรษะเล็กน้อยรอยยิ้มยังเจืออยู่บนใบหน้าคมคร้าม เขารู้ดีที่คีติกามาทำตาเล็กตาน้อยใส่เช่นนี้เพราะต้องการให้เขาเลิกจี้เธอเรื่องเหตุการณ์คืนนั้น แต่ก็นะ จะห้ามใจไม่ให้หวั่นไหวมันก็ทำได้ไม่ง่าย ในเมื่อตลอดระยะที่ผ่านมาเขาพยายามเข้าไปอยู่ในหัวใจเธอ ทว่าหญิงสาวก็ยังคงใจแข็งเอาแต่ก่ออิฐสร้างกำแพงกันเขาไว้สูงชะลูด  

                “พอเลยน้ำหนาวพี่รู้ว่าเราต้องการอะไร” จิรภัทรว่า 

                “ต้องการอะไร?” เวทิศถามอย่างตามไม่ทัน แต่คีติกาเพียงมอบรอยยิ้มแทนคำตอบให้เทพหนุ่ม พอหันไปทางจิรภัทรก็หาได้สนใจคำถามของเขาไม่ เทพหนุ่มชักหงุดหงิดที่กลายเป็นเหมือนบุคคลไร้ตัวตน

                “ว่าธุระของเรามาเลยดีกว่า” 

                “หนาวอยากทราบความคืบหน้าของเรื่องที่เกิดขึ้นค่ะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างเป็นการเป็นงาน แววตาปราศจากการล้อเล่นเหมือนเมื่อครู่ ผู้กองหนุ่มประสานฝ่ามือวางบนโต๊ะเย็นเฉียบอันเป็นผลมาจากเครื่องปรับอากาศที่เปิดทิ้งไว้  

                “เสียใจที่ต้องแจ้งให้ทราบว่า ณ ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย ส่วนหนึ่งก็เพราะน้ำหนาวไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ด้วยแหละ” 

                “หนาวก็ให้การไปหมดตั้งแต่คืนเกิดเหตุแล้วนี่คะ”  

                “แน่นะ?”

                “แน่ค่ะ” เธอเน้นคำหนักแน่นสายตาคมดุจรดจ้องชายในเครื่องแบบเป็นการยืนยัน เรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่มีอะไรพิศดารเลย ที่มหากุลได้รับบาดเจ็บก็ไม่ใช่การวางแผนฆาตกรรม หากแต่เป็นสิ่งที่คีติกาไม่อยากย้อนถึงอีกแล้ว  

                “อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นมันมีช่องโหว่ที่ต้องหาคำตอบ ภาพในกล้องวงจรปิดและรถของน้ำหนาวมันไม่สัมพันธ์กับคำให้การของเราและน้ำหนึ่ง” 

                ริ้วรอยความกลัดกลุ้มปรากฏบนใบหน้าสวยพร้อมลมหายใจที่ถูกระบายออกมายาวยืด “หนาวก็สงสัยเหมือนกันค่ะ เรื่องนี้มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลังแน่นอน หนาวมั่นใจมากว่ากระจกรถฝั่งคนขับถูกทุบให้แตกกระจาย จากนั้นมือคนร้ายก็เอื้อมมาปลดล็อกแล้วลากน้ำหนาวออกมา ทุกอย่างมันเด่นชัดขนาดนั้นจะเป็นเพียงภาพฝันได้ยังไง” 

                แม้จะเล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปนความหงุดหงิด หากแต่แววตาที่เสมองทางอื่นกลับวูบไหวเมื่อคีติกาหวนนึกถึงบทสนทนากับเพื่อนสนิทที่เป็นนักจิตวิทยา ภายในใจของคีติกากำลังอัดแน่นไปด้วยความสับสนนานัปการ หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความทรงจำที่บิดเบี้ยวจริงๆ เธอจะทำอย่างไรดี รู้แค่ว่าตอนนี้คีติกายังไม่อยากเล่าให้จิรภัทรฟังถึงการวินิจฉัยเรื่องความทรงจำเท็จของมิเชล  

                “น้ำหนาวเล่าให้พี่ฟังอีกทีสิว่าคืนนั้นนอกจากอาการมึนเมาแล้วเรารู้สึกยังไงอีกบ้าง เห็นบอกว่ามีอาการเบลอๆ ด้วยจริงไหม” 

                “ค่ะ คืนนั้นหนาวรู้สึกว่ามันไม่เหมือนอาการมึนเมาเช่นทุกครั้ง มันปวดหัวและใจก็วูบหวิว”  

                “นั่นเป็นเหตุผลที่เราพรวดพราดออกจากงานด้วยหรือเปล่า” จิรภัทรยังคงซักต่อ สายตาแห่งการวิเคราะห์จับสังเกตทุกริ้วรอยความเครียดบนสีหน้าของหญิงสาว  

                “ก็ส่วนหนึ่งค่ะ จริงๆ แล้วคืนนั้นหนาวขีดเส้นให้ตัวเองว่าต้องกลับก่อนห้าทุ่มเพราะพรุ่งนี้มีงานสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หนาวสาบานนะคะพี่จิณณ์ว่าไม่ได้ใช้ยาเสพติดแน่นอน” ทว่าพอเกิดเรื่องร้ายกับมหากุล วันรุ่งขึ้นเธอก็เทงานทุกอย่าง แม้จะเป็นงานที่สำคัญต่อธุรกิจการออกแบบเสื้อผ้าก็ตาม ด้วยสภาพของเธอวันนั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน เพราะสติคอยแต่ลอยไปหาเหตุการณ์ฝันร้าย คีติกาจึงปล่อยให้เลขาฯ คนเก่งเป็นฝ่ายดีลงานแทน  

                “ถ้างั้นเป็นไปได้ไหมที่เราจะโดนวางยา” 

                เวทิศหูผึ่งอย่างสนใจกับข้อสันนิษฐานของตำรวจหนุ่ม แม้อะไรหลายๆ อย่างบนโลกมนุษย์ยังไม่แจ่มชัดในความเข้าใจ แต่การคาดการณ์ของตำรวจหนุ่มก็ทำให้เวทิศสัมผัสได้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้คงไม่น่าดูชมนัก สมกับเป็นมนุษย์ที่มีความโสมมฝังอยู่ในหัวใจจริงๆ 

                “โดนวางยางั้นเหรอคะ? วันเกิดยายจูนมีแต่เพื่อนพ้องที่รู้จักและก็กลุ่มเพื่อนๆ ของพี่จิณณ์ จะมีใครทำแบบนั้นได้คะ ไม่เหมือนตอนไปเที่ยวผับบาร์ซะหน่อย” คีติกานิ่วหน้าให้ความเห็น แม้ภายในใจจะแอบคล้อยตามอยู่ไม่น้อย เธอเป็นสาวสังคมรู้จักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตั้งแต่อายุยังไม่ย่างเข้าเลขสองดี ทว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอรับสุราเข้าไปในร่างกายแล้วเกิดความรู้สึกวูบหวิวเคียงคู่มากับอาการเวียนศีรษะเช่นคืนนั้น

                “ในมุมมองตำรวจอย่างพี่ไม่มีอะไรไว้ใจได้ทั้งนั้น หากเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการวางแผนลอบทำร้ายจริง ทุกคนสามารถเป็นผู้ต้องสงสัยได้” จิรภัทรให้ความเห็นแล้วจู่ๆ ก็ชะงักไปราวกับนึกอะไรได้ “จริงสินะ! นายดนัยนั่นไง” 

                “ดนัย? ใครอะ” คีติกาย่นหน้าสงสัย เธอรู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับชื่อนี้แต่เหมือนว่าสมองลืมเลือนไปแล้ว

                “ก็คนที่ตามจีบเราไง คืนนั้นพี่ก็เห็นว่าเขาพยายามหาช่องคุยกับน้ำหนาวอยู่นะ ไม่รู้ว่าหมอนั่นไว้ใจได้หรือเปล่า เพิ่งมารู้จักกับพวกเพื่อนๆ ของพี่และจูนแต่กลับเข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ” 

                “อ๋อ นายคนนั้นเหรอคะ หนาวเพิ่งรู้จักเขาได้ไม่กี่วันเองมั้ง อีกอย่างตอนนี้ก็หายหน้าหายตาไปแล้วด้วยเพราะว่าโดนหนาวไล่ตะเพิดตั้งแต่คืนงาน น่ารำคาญชะมัด” ดวงตาสีเหล็กกลอกกลิ้งยืนยันความเบื่อหน่าย หากคีติกาพูดว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ คืนนั้นเธอรำคาญความช่างตื๊อของนายดนัยก็เลยไล่ให้ไปอยู่ไกลหูไกลตา 

                “ไปไล่เขาอย่างนั้น ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจรู้สึกเหมือนถูกหยามหน้าก็เลยลอบวางยาเราหรือเปล่า” จิรภัทรให้ความเห็น  

                “เขาคงไม่ได้แค้นอะไรหรอกมั้งคะ จริงๆ เขาก็ดูเป็นผู้ชายสุภาพอยู่นะ พอหนาวบอกเขาว่าอย่ามายุ่มย่ามเขาก็พยักหน้าเข้าใจแต่โดยดีและไปผูกมิตรกับคนอื่นนะคะ หนาวก็เห็นว่าคืนนั้นเขาก็ดูเอนจอยกับงานอยู่นะ” 

                “ก็จริงแฮะ พี่ก็เห็นว่าคืนนั้นเขาไม่ได้ยุ่งอะไรกับเราและดูแฮปปี้ดี ถ้าอย่างนั้นใครกันล่ะที่เป็นศัตรูกับน้ำหนาว” 

                “คงมีเยอะล่ะสิ นิสัยแบบนี้” เทพหนุ่มที่นิ่งเงียบจนแทบกลายเป็นฝุ่นผงที่ไร้ตัวตนเอ่ยออกมาเบาๆ ทว่าก็ไม่รอดโสตประสาทของคนที่นั่งข้างๆ คีติกาหันขวับกลับมามองเขาหน้าเหวอ 

                “นี่พี่กุลด่าน้ำหนาวเหรอ” 

                “เปล่าด่าซะหน่อย แค่แสดงความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมา” เวทิศระบายยิ้มเพื่อถ่วงน้ำหนักให้คำพูดดูน่าเชื่อถือ แต่ในสายตาคีติกาและจิรภัทรมองยังไงก็คือการกวนประสาทดีๆ นี่เอง  

                “ฟื้นขึ้นมาแล้วปากคอเราะร้ายเอาเรื่องเลยว่ะ” จิรภัทรหัวเราะชอบใจก่อนรีบหุบยิ้มฉับเมื่อโดนสายตาคมดุของคีติกาตวัดมอง 

                “แถม ‘กวนตีน’ อีกต่างหาก” คีติกาจงใจเน้นคำที่ตามหลังคำว่ากวนใส่หน้าคนข้างๆ หากมารดาหรือคุณยายของเธอมาได้ยินเข้า คีติกาคงโดนตีแขนไปหลายทีเป็นแน่โทษฐานพูดจาไม่น่ารัก  

                “พี่ไม่ได้กวนตีนน้ำหนาวนะครับก็แค่พูดตามที่คิด นิสัยหยิ่งยโสโอหังอย่างเราคงมีคนหมั่นไส้ไม่น้อย ขนาดพี่ธีร์ที่เป็นผู้ชายยังมักเบะปากเมื่อพูดถึงน้ำหนาวเลย” เวทิศยังไม่หยุดพล่ามแม้ร่างบางเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วก็ตาม 

                “พี่กุล! ปากไม่มีหูรูดเหรอ กล้าดียังไงมาหาว่าหนาวหยิ่งยโส” มือเล็กผลักไหล่ที่หนั่นแน่นด้วยกล้ามเนื้อพร้อมกับรัวกำปั้นใส่อย่างไม่ชอบใจ “อีกอย่างนะพี่ธีร่าไม่ใช่ผู้ชายแท้ๆ แกเป็นสตรีในร่างบึกบึนที่เกลียดชะนีอย่างน้ำหนาว ทำไมพี่ถึงดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคน พี่ต้องไม่ใช่พี่กุลแน่ๆ” 

                เวทิศชะงักไป สายตาสีนิลประสานมองดวงหน้าที่ยับยู่ตามแรงโทสะ ตั้งแต่เขาเข้ามายืมร่างมหากุลใครต่อใครต่างหาว่าเขาดูเปลี่ยนไป ซึ่งเวทิศพยายามวางมาดให้นิ่งขรึมเพื่อเป็นมหากุลตามที่ยมทูตแนะนำแล้ว แต่ก็ทำได้ประเดี๋ยวประด๋าว เขาไม่อาจสวมหัวโขนเป็นคนอื่นได้อย่างแนบเนียน และหากคนรอบข้างของมหากุลเอาแต่จับพิรุธอยู่เช่นนี้มันก็ป่วยการที่เขาจะแสร้งเป็นคนเดิม อีกอย่างหากความรักระหว่างเทพกับมนุษย์จำต้องเกิดขึ้นจริงๆ มันก็ควรมาจากความรักในตัวตนที่แท้จริงของเวทิศ คีติกาต้องรักที่เขาเป็นเขาไม่ใช่มหากุลที่ดวงวิญญาณสลายหายไปจากโลกมนุษย์แล้ว 

                “มองหน้าทำไมคะ” คีติกาขมวดคิ้วแปลกใจเมื่อชายหนุ่มเอาแต่จ้องเธอนิ่งงันอยู่อย่างนั้น 

                “ใช่ พี่ไม่ใช่มหากุล พี่เป็นดวงจิตอื่นที่มายืมร่างนี้อาศัย พี่ไม่มีวันเป็นมหากุลคนเดิมของน้ำหนาว” เวทิศชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกเกือบชนกัน “ฉะนั้นทำใจยอมรับด้วยนะครับ มหากุลตายไปแล้ว” 

                ร่างสูงทิ้งคำพูดให้คนฟังทั้งสองใจสั่นไหวแล้วหยัดกายเดินหายออกไปนอกห้อง คีติกาอึ้งงันกับคำประกาศที่ฟังดูน่ากลัวของเขา ขนแขนเธอชูชันพร้อมอาการวูบโหวงในช่องท้องเมื่อหวนถึงสายตาของเขาที่จ้องเธอเมื่อครู่  

                “ทำไมมันพูดแบบนั้นวะ น่ากลัวชะมัด” จิรภัทรพึมพำทอดสายตามองตามร่างสูงที่เดินออกไป ก่อนเบือนหน้ากลับมาทางหญิงสาวที่ยังอยู่ในอาการตกตะลึง “น้ำหนาวครับ ฮัลโหล” 

                “คะ?” เมื่อรู้สึกว่าฝ่ามือของอีกฝ่ายกำลังโบกไหวๆ เฉียดใบหน้าเธอ คีติกาจึงตื่นจากความอึ้งงัน

                “เป็นไรไปล่ะครับ หน้าตาตื่นเชียว” 

                “จะไม่ให้หน้าตาตื่นได้ยังไงล่ะคะ ก็พี่กุลเล่นพูดซะน่ากลัวแบบนั้น หาว่าตนไม่ใช่มหากุลแต่เป็นวิญญาณอื่นมาสิงร่าง” เอ๊ะ! หรือที่เขาพูดแบบนั้นเพราะจำมาจากคำพูดของเธอที่ต่อว่าเขาเมื่อเช้านี้  

                ‘มหากุลก็คือตัวพี่เอง เลิกเรียกตัวเองด้วยชื่อเต็มซะทีเถอะ ฟังแล้วมันรู้สึกแปลกๆ อดคิดไม่ได้ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่พี่กุลตัวจริงแต่เป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไหนก็ไม่รู้มาสิงสู่ร่าง’ 

                “พี่ว่าอย่าไปบ้าจี้ตามคำพูดมันเลยครับ ที่กุลดูแปลกประหลาดไม่เหมือนเดิมส่วนหนึ่งคงมาจากการทำงานของสมองด้วย คุณป้าพิมลบ่นกับพี่ว่าตอนกลับจากโรงพยาบาลช่วงแรกๆ แกหนักใจที่กุลไม่เหมือนเดิมจึงโทร.ปรึกษาคุณหมอ ก็เลยได้ความประมาณว่าเมื่อสมองส่วนที่เก็บความทรงจำและบุคลิกภาพได้รับการกระทบกระเทือน เลยมีส่วนทำให้สูญเสียตัวตนไปด้วย หมอบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา” 

                “งั้นเหรอคะ...ก็คงตามนั้นแหละค่ะ การทำงานของสมองซับซ้อนจะตาย” คีติกานึกถึงคำกล่าวของมิเชลในตอนที่เธอถามเพื่อนเรื่องความทรงจำ  

                “เออ น้ำหนาวครับพี่ขอถามหน่อยสิ คนร้ายทำร้ายกุลยังไงบ้างเหรอ” จิรภัทรดึงเธอกลับเข้าสู่แก่นสำคัญของเรื่องอีกครั้ง  

                “หนาวไม่รู้ว่าพวกนั้นเล่นงานพี่กุลยังไงบ้าง หนาวรู้แค่ว่าคงโดนรุมมั้งคะเพราะคนร้ายมีสี่คน หนาวเอาแต่หลบหลังเสานั่งก้มหน้าก้มตาไม่กล้ามองอะไรเลยค่ะ” แม้พยายามฉาบสีหน้าให้เรียบนิ่งแต่แววตามีความหวาดกลัวอย่าปิดไม่มิด จิรภัทรนึกสงสารเธอจับใจ  

                “น้ำหนาวครับ” ร้อยตำรวจเอกจิรภัทรยืดตัวตรงโน้มใบหน้าคมคร้ามเข้ามาหาเธอ “เราอยากให้เรื่องนี้จบไวไวใช่ไหม อยากให้พี่จับคนร้ายได้เร็วๆ ใช่ไหม ถ้างั้นน้ำหนาวให้ความร่วมมือกับพี่สักอย่างสิ” 

                “อะไรคะ” เธอถามอย่างเริ่มไม่ไว้ใจเมื่อแลเห็นความจริงจังปนหนักใจในสีหน้าของตำรวจหนุ่ม 

                “ไปตรวจหาสารเสพติดกัน” เขาโพล่งออกไปพร้อมกับสีหน้าที่เข้มขึ้นทันทีของอีกฝ่าย จิรภัทรจึงรีบพ่นคำอธิบายก่อนพายุแห่งความโกรธจะโหมใส่ห้องทำงาน “ไปตรวจให้มันชัดๆ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการเคลียร์ตัวเอง น้ำหนาวบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจไม่ใช่เหรอ ดังนั้นก็ไม่เห็นต้องกังวลอะไร” 

                เธอบริสุทธิ์ใจแต่ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ บางฉากบางตอนเธออยากเก็บงำไว้กับตัวเอง ไม่สิ! ครั้งนี้เธอจำต้องฝากฝังให้พี่สาวช่วยเก็บมันด้วยอีกแรง ทุกอย่างมันไม่ควรเป็นแบบนี้เลย...ไม่ควรเลยจริงๆ  

                “ก็ได้ค่ะถ้ามันจะทำให้พี่จิณณ์สบายใจ” หญิงสาวยอมตกลงในที่สุด “แต่ออกตัวก่อนเลยนะคะว่าหากผลออกมาแล้วเจอสารเสพติดจริง น้ำหนาวไม่ได้เสพเองแน่นอนต้องถูกใครสักคนวางยา” 

                “โอเคครับ” ผู้กองหนุ่มยิ้มได้อย่างสบายใจเมื่ออีกฝ่ายยอมจำนนโดยไม่ดื้อด้านจนต้องกุมขมับ ทีแรกเขาคิดว่าคงต้องเตรียมรับมือกับความโมโหโกรธาของเธอแล้วเสียอีก  

                “ตรวจไปแล้วมันจะเจอเหรอคะ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ” 

                “สารเสพติดบางชนิดอยู่ในเส้นผมได้นานกว่าเก้าสิบวันเลยครับ ในกรณีของน้ำหนาวก็คงต้องตรวจด้วยวิธีนี้” 

                คีติกาเคยผ่านหูผ่านตามาจากข่าวบ้างเหมือนกันถึงวิธีการตรวจหาสารเสพติดในตัวคนร้ายโดยใช้เส้นผมหรือเส้นขนอื่นๆ ตามร่างกายผู้เสพ ซึ่งสั่งสมอยู่ในส่วนนี้นานกว่ากระแสเลือดหรือปัสสาวะ ทั้งยังบอกได้แน่ชัดอีกด้วยว่าใช้สารเสพติดชนิดไหนและใช้มาเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ 

                “งั้นเดี๋ยวเร็วๆ นี้...ภายในวันสองวันนี้แหละค่ะ หนาวจะให้พี่จิณณ์พาไปตรวจนะ” 

                “ทำไมต้องเลื่อนล่ะ วันนี้ก็ว่างไม่ใช่เหรอ”  

                “ว่างแต่ไม่มีอารมณ์ค่ะ ไม่อยากตรวจ เข้าใจไหมคะ” หล่อนเหยียดยิ้มเย็นอย่างคนเอาแต่ใจ จิรภัทรรู้ดีว่าไม่มีทางไหนดีไปกว่าการตามใจหล่อน ยิ่งยุ่มย่ามบังคับจะยิ่งทำให้เธอปลีกหนีหายเงียบ ตอนนี้หญิงสาวให้ความร่วมมือมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วเขาไม่ควรจะทำเสียเรื่อง 

                “ตามใจครับ พร้อมเมื่อไหร่ก็บอกนะ” 

                “ได้ค่ะ ถ้างั้นหนาวกลับก่อนนะคะไม่รู้ว่าป่านนี้วิญญาณในร่างพี่กุลจะเร่ร่อนไปไหนแล้ว” คีติกาลุกขึ้นยืนพลางชะเง้อมองผ่านกระจกหน้าต่างที่มีมูลี่สีดำกั้นขวาง แต่ก็ไม่มีเงาของมหากุลโผล่มาเลย 

                “ไม่เอาน่าอย่าพูดแบบนี้สิครับ มันก็คือไอ้กุลนั่นแหละ ก็แค่คนที่ได้รับบาดเจ็บทางสมองจนส่งผลต่อบุคลิกภาพเดิม” จิรภัทรลุกขึ้นตามก่อนเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดข้างร่างบาง “แต่พี่กลับรู้สึกชอบไอ้กุลเวอร์ชั่นนี้มากกว่านะ ดูดิบเถื่อนและกวนประสาทดี” 

                “เหอะ! ชอบเพราะนิสัยคล้ายกับพี่สินะ” คีติกาแค่นหัวเราะ นายตำรวจในชุดเครื่องแบบสุดสมาร์ตนิ่วหน้าเล็กน้อยในขณะที่พิจารณาตาม 

                “จริงเหรอ? พี่ว่าพี่ไม่เถื่อนนะ”

                “เถื่อนค่ะ! ไม่งั้นคงไม่โสดมาจนถึงปูนนี้หรอก ทั้งที่หน้าตาก็หล่อเหลาสูงตั้งร้อยแปดสิบเซ็นฯ หุ่นก็บึกบึนสมชายชาตรี ที่สำคัญบ้านรวยมากด้วย เนี่ยสเปกสาวๆ เลย แต่คงเพราะนิสัยห่ามๆ แบบนี้นี่แหละพี่ถึงไม่มีแฟนสักที” คีติกาได้ทีจิกกัด 

                จิรภัทรรู้สึกเหมือนโดนลูบคมแต่ก็ไม่ถือสา และฉวยมือนุ่มมากุมไว้ “งั้นลองมาเป็นแฟนพี่ดูไหมครับ ไม่แน่ว่าน้ำหนาวอาจจะได้เห็นด้านโรแมนติกของพี่ก็ได้” 

                “ไม่เอาด้วยหรอก” เธอเบ้ปากใส่แต่ก็อดหัวเราะกับสีหน้าและแววตาทะเล้นของเขาไม่ได้ จิรภัทรเคยเป็นแบบนี้เสียที่ไหน ตอนจีบเธอก็ดูจริงจังขึงขังแถมค่อนไปทางกวนโมโหเสียด้วยซ้ำ แต่มุมนี้ของเขาก็น่ารักดีเหมือนกันนะ ถ้าไปเล่าให้จิรัศยาฟังรับรองว่ารายนั้นคงหัวเราะร่วนแน่  

                “ใจแข็งจังเลยนะเรา พี่ตามจีบมาเป็นปีแล้วทำไมไม่ใจอ่อนให้บ้างล่ะฮึ” ประโยคทีเล่นทีจริงนั้นแฝงความตัดพ้ออยู่ในที 

                “พี่จิณณ์ก็รู้นี่คะว่าทำไม” 

                “รักคนที่ไม่รักเรามันเจ็บปวดนะ” 

                “ใช่ไหมล่ะคะ พี่จิณณ์ก็รู้ดีนี่” 

                นั่นไง เขาพลาดแล้วเต็มๆ ประโยคที่ตั้งใจเตือนสติหญิงสาวเมื่อครู่กลับถูกเขวี้ยงมาปักอกเขาแทน มือหนาที่กุมมือบางไว้จึงปล่อยให้เป็นอิสระดังเดิม 

                “พี่จิณณ์ชอบน้ำหนาวเพราะอะไรเหรอคะ”  

                “ชอบก็คือชอบ ไม่เห็นต้องมีเหตุผลอะไรมากมาย แล้วน้ำหนาวตอบได้อย่างเจาะจงไหมล่ะว่าชอบไอ้กุลเพราะอะไร ทั้งที่มันหมั้นหมายกับพี่สาวของเราไปแล้ว” 

                “พันธะระหว่างพี่กุลกับพี่หนึ่งสิ้นสุดลงแล้วค่ะ ต่อจากนี้ไปคือช่วงเวลาของน้ำหนาว”  

                “หมายความว่าสองคนนั้นถอนหมั้นแล้วงั้นเหรอ” จิรภัทรถาม  

                “ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ” คีติการะบายยิ้มพรายเมื่อความคิดเจ้าเล่ห์โผล่แวบเข้ามาทักทาย “ตอนนี้พี่หนึ่งโสดแล้ว พี่จิณณ์ก็ลองจีบดูสิคะ หนาวว่าพี่สองคนเคมีเข้ากันดีออก พี่หนึ่งเรียบร้อยสมกุลสตรีมีมาดของคุณหญิง เหมาะมากที่จะเป็นคุณนายตำรวจ ผู้หญิงเรียบร้อยอ่อนหวานก็เหมาะกับผู้ชายดิบๆ ห่ามๆ อย่างพี่นะคะ” 

                จิรภัทรทนไม่ไหวกับคำต่อว่านั้นจึงมอบมะเหงกให้ทีหนึ่งจนร่างบางร้องโอดโอย “พี่ไม่ได้ดิบๆ ห่ามๆ หรือเถื่อนๆ ด้วยงานของพี่เลยทำให้ดูเป็นแบบนั้น ทีหลังให้เรียกว่าผู้ชายสายลุยก็พอนะ และไม่ต้องมาเชียร์น้ำหนึ่งให้พี่เพื่อหวังจะกำจัดพี่สาวให้พ้นทางไอ้กุล รู้ทันหรอกน่า” 

                คนถูกเขกหัวและโดนต่อว่าชุดใหญ่หาได้สะทกสะท้านกลับยิ้มเจ้าเล่ห์ได้เช่นเดิม “รู้ก็ดีแล้ว ถึงยังไงหนาวก็จะไม่ปล่อยพี่กุลกลับไปหาพี่หนึ่งหรอกค่ะ” 

                “ทำแบบนี้ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอ” 

                “ไม่ค่ะ ครั้งหนึ่งพวกเขาก็ใจร้ายกับหนาวมาแล้ว” เธอไหวไหล่ไม่ยี่หระ “พี่จิณณ์ก็ลองไปนั่งคิดนอนคิดดูล่ะกันค่ะว่าระหว่างน้ำหนึ่งและน้ำหนาวใครเหมาะสมเป็นภรรยาของพี่จิณณ์มากกว่ากัน แต่อย่าคิดนานนะเพราะพี่หนึ่งน่ะฮอตมาก เห็นเงียบๆ แบบนั้นรู้หรือเปล่าว่าคุณหญิงคุณนายในวงไฮโซจ้องจองตัวเป็นลูกสะใภ้กันเพียบเลยแหละ” 

                “ไม่เหมือนเราใช่ไหมที่ขายไม่ออก” 

                “พี่จิณณ์!” 

                “ล้อเล่นน่า หนึ่งในบรรดาคุณหญิงที่ว่าก็มีแม่พี่คนหนึ่งล่ะที่อยากได้พี่สาวเราเป็นสะใภ้”  

                ได้ยินแบบนี้คีติกาชักระคายเคืองที่หัวใจ ดูเหมือนว่าหากพี่สาวของเธอตบแต่งเข้าตระกูลไหนก็คงไม่มีปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้มากวนใจ เพราะมีแต่คนอยากได้ไปประดับบารมีประหนึ่งแร่หายากที่ต้องประมูลช่วงชิง พี่เธอมีดีขนาดนั้นเชียวหรือ เธอเองก็ทั้งสวยทั้งเก่งไม่แพ้คติยาทำไมไม่มีใครมาจองตัวบ้าง เหอะ! แต่ใครสนล่ะ ชีวิตนี้เธอไม่ยอมให้ใครมาขีดเส้นทางให้หรอก  

                “ก็ดีค่ะ งั้นหนาวกลับก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” นิ้วเรียวพนมไหว้แล้วจรดฝีเท้าออกไปจากห้องทำงานของชายหนุ่ม พอพ้นประตูห้องมาไม่กี่ก้าวก็พบว่าร่างสูงที่หายไปเมื่อครู่กำลังยืนกอดอกตาขวางมองเธอและจิรภัทรอยู่ตรงหน้าต่าง  

                “อ้าว มาทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ” คีติกาถาม 

                “ไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ ดูสนิทสนมกันจังเลยนะ” เขาค่อนขอดเสียงเย็นชาก่อนเดินนำออกไป ร่างบางได้ยินดังนั้นจึงรีบสาวเท้ามาเคียงข้างพลางใช้นิ้วจิ้มแขนเขาเบาๆ 

                “ฮั่นแน่ หึงล่ะสิ เป็นวิญญาณขี้หึงเหรอเรา” 

                “ไม่ใช่วิญญาณ!” เวทิศตอบกลับเสียงดังแล้วรีบจ้ำอ้าวออกไปจากสถานีตำรวจ  

                “ถ้าไม่ใช่แล้วเป็นอะไรล่ะ” 

                ร่างสูงหยุดเดินกะทันหันจนคนตัวเล็กที่วิ่งตามมาแทบเบรกหัวทิ่ม เวทิศใช้สายตาดุเข้มเจือด้วยอารมณ์โกรธจากที่เห็นเธอจับมือถือแขนกับจิรภัทรเมื่อครู่ “เป็นดวงจิตที่สูงส่ง เหนือขั้นกว่าดวงวิญญาณทั้งปวงและสูงส่งกว่ามนุษย์มากโข” 

                คีติกายอมรับว่าตกใจกับดวงตาแข็งกร้าวและใบหน้าเข้มขรึมของเขา เมื่อแรกตอนอยู่ในห้องทำงานของจิรภัทรเธอคิดว่าเขาล้อเล่นเรื่องดวงวิญญาณบ้าๆ บอๆ นั่นเสียอีก ทว่าความจริงจังที่แสดงออกมาตอนนี้ชักทำคีติการู้สึกสะท้านทรวงอย่างบอกไม่ถูก 

                “แล้วพี่เป็นอะไรล่ะคะ” 

                “เป็นดวงจิตของเทพ” 

                เรียวคิ้วที่ได้รับการตกแต่งมาเป็นอย่างดีเคลื่อนตัวขมวดเป็นปม ใบหน้างามเอียงมองในระดับสี่สิบห้าองศา เธออึ้งอยู่หลายวินาทีก่อนพ่นเสียงหัวเราะออกมา สงสัยสมองเขาได้รับการกระทบกระเทือนหนักจนเพี้ยนได้ถึงขนาดนี้ 

                “ขำอะไร” เวทิศถามเสียงฉุน 

                “เปล่าค่ะ” 

                “ถ้าเปล่าแล้วทำไมต้องหัวเราะหน้าดำหน้าแดงขนาดนี้” เทพหนุ่มถามเสียงกระชาก สองมือเท้าเอวมองหน้าเธออย่างไม่พอใจ  

                “เอาเป็นว่าเราจะไม่คุยเรื่องนี้กันอีก” คีติกากัดริมฝีปากกลั้นเสียงขำกริ๊กให้กลืนหาย “พี่กุลจะกลับบ้านเลยไหมคะ เดี๋ยวหนาวไปส่ง” 

                “ไม่อะ จะกลับคอนโดฯ” เวทิศยังคงความฉุนเฉียวในน้ำเสียงแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเชื้อเชิญ คีติกาเห็นดังนั้นจึงก้าวฉับๆ ไปประจำยังตำแหน่งคนขับบ้าง  

                “พี่กุลจะกลับคอนโดฯ ที่สีลมเหรอคะ คุณป้าพิมลอนุญาตให้พี่ไปอยู่ไกลบ้านคนเดียวได้แล้วเหรอ” คีติกาสตาร์ตรถพลางแลมองใบหน้าหล่อที่เรียบนิ่งแต่แฝงความไม่พอใจเช่นเดิม คีติกาเลยตั้งใจว่าจะพาเขาไปทานอาหารก่อนกลับ เผื่อว่าบรรยากาศและรสชาติแสนอร่อยจะช่วยคลายความหน้ามุ่ยนั้นได้บ้าง 

                “ไม่ใช่คอนโดฯ ที่นั่นแต่เป็นคอนโดฯ เดียวกับน้ำหนาว” 

                “หือ? พี่กุลหมายความว่าไงคะ”

                ริมฝีปากหยักได้รูปกระตุกยิ้มพรายก่อนเอ่ย “พี่เพิ่งให้เลขาฯ จัดการซื้อให้” 

                เมื่อวันก่อนปองพลเลขาฯ หนุ่มวัยสามสิบหกปีนำกระเช้าผลไม้มาเยี่ยมมหากุลที่คฤหาสน์พิพัศเกียรติ เวทิศซักถามปองพลจนได้ความว่าหน้าที่เลขาฯ ก็เปรียบเสมือนมือขวาที่คอยช่วยจัดการภารกิจของเจ้านายให้สำเร็จลุล่วงอย่างสวยงาม เมื่อปองพลร่ายยาวยืดว่าเขารับใช้มหากุลตั้งแต่เรื่องงานไปจนถึงเรื่องส่วนตัวมานานกว่าห้าปี และไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่แค่ไหนนับว่าผ่านมืออวบอูมของเขามาแล้วทั้งสิ้น เมื่อทราบดังนั้นเวทิศจึงไถ่ถามข้อมูลคร่าวๆ ของคีติกา ซึ่งปรากฏว่าเลขาฯ หนุ่มคนนี้ทราบเรื่องที่เป็นประโยชน์อยู่ไม่น้อย และเมื่อรู้ว่ารังที่หญิงสาวมักหมกตัวอยู่หนแห่งไหน เวทิศจึงมอบอำนาจให้ปองพลช่วยเป็นธุระจัดการซื้อคอนโดมิเนียมนั้นภายใต้เงื่อนไขว่าต้องเป็นห้องที่อยู่ชั้นเดียวกับคีติกา และหากเป็นไปได้ขอห้องที่อยู่ใกล้เธอที่สุด ซึ่งเรื่องซื้ออสังหาฯ ใหม่นี้เวทิศยังเก็บเป็นความลับไม่แพร่งพรายให้มารดาของมหากุลทราบหรือแม้แต่มหาธนก็ไม่จำเป็นต้องรู้  

                “ทำไมคะ? หนาวหมายถึงทำไมพี่ต้องซื้อคอนโดฯ เดียวกับหนาวด้วย” หญิงสาวปรายสายตามองเขาเพียงแวบเดียวเพราะต้องแบ่งประสาทสัมผัสให้กับถนนข้างหน้าซึ่งกำลังพลุ่กพล่านไปด้วยรถราที่วิ่งฉิวแข่งความตาย พอๆ กับเธอที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครเช่นกัน

                “ก็แค่อยากอยู่ใกล้ๆ อยากมีเธอในสายตาตลอดเวลา เราจะได้กลับมารักกันไวไวไง ไม่ดีเหรอ?” แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่เวทิศไม่พล่ามบอกเธอตอนนี้เพราะเกรงจะโดนรังสีอำมหิตจ้วงแทง นั่นคือเขาต้องการจับตาดูเธออย่างใกล้ชิดเพื่อให้ภารกิจตามหาสาเหตุการตายของมหากุลบรรลุเป้าหมายให้เร็วที่สุด

                คีติกานิ่งไปอย่างใช้ความคิด ประกายบางอย่างจากสายตาของเขาบ่งบอกว่าเคลือบแฝงไปด้วยจุดประสงค์อย่างอื่น ประโยคที่เขาเอ่ยก็ฟังดูดีพอให้ใจสั่นหวั่นไหวได้อยู่หรอก ทว่าลางสังหรณ์บางอย่างที่คีติกามีต่อเขามันแปลความไปด้านลบเสียมากกว่าน่ะสิ 

                “จะว่าดีก็คงดีอยู่มั้งคะ หนาวกลัวก็แต่คุณป้าพิมลจะมาแหกอกเอาน่ะสิ” ไม่พ้นคงหาว่าเธอใช้เล่ห์กลหว่านล้อมให้มหากุลหอบข้าวหอบของมาอยู่คอนโดฯ เดียวกับเธอ ยิ่งเป็นแบบนี้ยิ่งฉุดคะแนนว่าที่ลูกสะใภ้แห่งพิพัศเกียรติให้ดิ่งลงเหวเลย 

                “เรื่องนี้เป็นความลับระหว่างพี่กับเลขาฯ และก็น้ำหนาวด้วย” 

                “งั้นเหรอคะ” 

                “นั่นไงล่ะ คุณแม่โทร.มาพอดี” เวทิศส่ายหน้าหน่ายๆ เมื่อเสียงเรียกเข้าจากเครื่องมือสื่อสารของมนุษย์ดังขัดบทสนทนา เขากดปุ่มสีเขียวบนหน้าจอทัชสกรีนอย่างไม่รีรอ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คีติกาจอดรถเพราะมาถึงร้านอาหารที่หล่อนปักหมุดไว้ในใจแล้ว 

                “ตากุลกลับได้หรือยังลูก เมื่อกี้แม่โทร.ถามจิณณ์ก็ได้ความว่ากุลออกมากับน้ำหนาวแล้ว” น้ำเสียงปลายสายแฝงด้วยความห่วงใยและหนักใจอยู่ในที  

                “วันนี้และคืนนี้ผมไม่กลับครับจะนอนที่คอนโดฯ” เวทิศแจ้งความจำนงกับมารดาของมหากุลพลางแลมองคีติกาที่นิ่งฟังอย่างสนใจ  

                “ได้ยังไง แม่ไม่อนุญาต กุลเพิ่งออกจากโรงบาลได้ไม่นาน แม่ยังไม่อยากให้ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังนะ” 

                “ผมไม่เป็นไรแล้ว แข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกประการ เดี๋ยวน้ำหนาวจะพาผมไปส่งที่คอนโดฯ ไม่ต้องห่วงนะครับ” 

                คีติกาเบิกตาโตทำหน้าเหรอหราเมื่อชายหนุ่มอ้างชื่อเธอออกไปเช่นนั้น เพราะมันเท่ากับยิ่งเข้าไปเร่งเครื่องให้ภีมพิมลคุกรุ่นในอกเพิ่มอีกเท่าตัวน่ะสิ 

                “แม่ขอคุยกับน้ำหนาวหน่อย” 

                เวทิศยื่นโทรศัพท์สีเงินวาวส่งให้หญิงสาวซึ่งเธอรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ทว่าเวทิศก็หาสนใจปฏิกิริยานั้นไม่ กลับวางเครื่องมือสี่เหลี่ยมบนฝ่ามือบางพร้อมรอยยิ้มไม่รู้สึกรู้สม คีติกาฝากสายตามาดร้ายให้เขาก่อนกรอกเสียงที่คิดว่านุ่มนวลไม่แข็งขืนลงไป 

                “สวัสดีค่ะคุณป้า” 

                “น้ำหนาวป้าไม่รู้นะว่าหนูใช้มารยาเล่มไหนถึงโน้มน้าวให้ตากุลไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง แต่น้ำหนาวไม่เข้าใจเหรอว่าลูกชายป้าเพิ่งฟื้นตัวจากอุบัติเหตุร้ายแรงนะ แม้ภายนอกดูไม่เป็นอะไรแต่ป้าคิดว่ากุลยังไม่หายดี” ภีมพิมลร่ายยาวโดยแฝงเจตนาต่อว่าอยู่ในที ซึ่งคีติกานั้นหน้าตึงตั้งแต่โดนหาว่าใช้มารยาโน้มนาวมหากุลแล้ว 

                “คุณป้าอย่ามาสวมบทเป็นคุณหมอสิคะ พี่กุลไม่ใช่เด็กแล้วนะ แค่ไปนอนคอนโดฯ แค่นี้ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้” เธอตอบกลับเสียงแข็ง คีติกาพยายามแล้วที่จะรักษาระดับอารมณ์โดยคำนึงว่าอีกฝ่ายคือผู้ใหญ่ที่มีสถานะเป็นเพื่อนสนิทของมารดา และเป็นว่าที่แม่สามีในอนาคต ทว่าจนแล้วจนรอดคีติกาก็พ่ายแพ้ให้กับอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง 

                “เราโตแล้วนะน้ำหนาวหัดรู้ว่าอะไรเป็นอะไรสักที มีพี่สาวที่รู้สัมมาคารวะรู้กาลเทศะ แต่ไฉนเราถึงไม่ได้เศษเสี้ยวนั้นจากพี่เขามาเลย อย่าทำตัวเป็นผู้หญิงไม่รักนวลสงวนตัวแบบนี้สิน้ำหนาว ยังไงวันนี้หนูก็ต้องพาตากุลกลับมาส่งที่บ้านพิพัศเกียรติ” ภีมพิมลสั่งเสียงแข็ง  

                “หนาวจะพาพี่กุลไปส่งที่คฤหาสน์พิพัศเกียรติก็ต่อเมื่อพี่กุลเป็นคนเอ่ยปากเอง อีกอย่างนะคะน้ำหนาวไม่ใช่คนที่ขอร้องอ้อนวอนให้พี่กุลมานอนที่คอนโดฯ มันคือการตัดสินใจของลูกชายคุณป้าเอง” 

                “ไม่ว่ายังไง เย็นนี้ตากุลต้องกลับบ้าน น้ำหนึ่งจะมาที่นี่ด้วย” 

                “งั้นพี่หนึ่งก็คงรอเก้อแล้วล่ะค่ะเพราะพี่กุลยืนยันว่าจะไม่กลับ แค่นี้นะคะคุณป้า สวัสดีค่ะ” คีติกาหน่ายจะต่อปากต่อคำจึงเป็นฝ่ายกดวางสายเสียเอง ก่อนถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม ใบหน้าสวยบิดเบ้หนักใจด้วยว่าบทสนทนาเมื่อครู่ฟังดูยังไงก็เป็นการละลาบละล้วงผู้ใหญ่ เมื่อไหร่เธอจะคุมสติตัวเองได้เสียทีนะ 

                “บอกแล้วว่าอย่าให้คุย เป็นไงล่ะทีนี้” มือบางยื่นสมาร์ตโฟนส่งคืนให้เจ้าของก่อนเปิดประตูลงจากรถ ไม่ต้องคาดเดาให้เปลืองสมองเลย ยังไงภีมพิมลก็เอาเรื่องที่เธอเถียงฉอดๆ ไปฟ้องกนกลักษณ์แน่ 

                “อย่ากังวลไปเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องของพี่กับน้ำหนาว คุณแม่ก็ทำได้แค่ไม่พอใจแต่ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านั้น” เวทิศว่าพลางเดินอ้อมมาหาหญิงสาวที่ยังคงความเครียดขรึมในสีหน้า 

                “มันไม่ใช่แค่พี่กุลและน้ำหนาวน่ะสิคะ ยังมีพี่หนึ่งด้วย” แววตาสีสนิมเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย วูบหนึ่งดูเย็นชาแต่อีกแวบต่อก็ดูเหมือนเธอกำลังรู้สึกผิดบาป 

                “เราห่วงความรู้สึกน้ำหนึ่งเหมือนกันนี่” เวทิศล้อเมื่อคาดเดาสิ่งที่อยู่ในใจของคีติกาได้ 

                “ก็ไม่ได้ห่วงอะไรหรอกค่ะ” เมื่อถูกจับได้เช่นนั้นเธอจึงทำเชิดหน้าอย่างวางมาด “จริงๆ พี่หนึ่งก็สมควรโดนที่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ปลอมๆ ล่วงเลยมาจนถึงขั้นวางแพลนแต่งงาน” 

                “ในตอนที่พวกเขาบอกว่าจะจัดงานวิวาห์น้ำหนาวไม่ทักท้วงอะไรหน่อยเหรอ”  

                “ท้วงสิคะ แต่พี่หนึ่งอ่อนแอเกินกว่าจะไปคุยกับคุณป้าพิมล ยิ่งคุณแม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเอาแต่บอกว่าเกรงใจเพื่อนสนิท” คีติกาเคยอาละวาดลั่นบ้านมาแล้วสองหนถึงการล้มแพลนแต่งงาน ซึ่งคติยาก็มีเพียงคำสัญญาลมๆ แล้งๆ และใบหน้าเหนื่อยหนักใจ เธอรู้ว่าคติยาคิดเช่นไรกับมหากุล เวลาสองปีที่อยู่ในความสัมพันธ์ของคู่หมั้นมันพันผูกใจสองดวงเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา ทว่าคีติกาก็เจ็บปวดเกินกว่าจะยกมหากุลให้ใคร หรือทำใจชื่นชมยินดีในวันที่พี่สาวสุขสมหวังยืนอยู่บนบัลลังก์ที่เหนือกว่าเธอ ความรู้สึกพ่ายแพ้ทั้งมวลคีติกาไม่อาจทำใจยอมรับได้  

                “เอาเป็นว่าหากพี่กุลชั่งใจแน่วแน่แล้วว่าเลือกน้ำหนาวก็ช่วยไปคุยกับพี่หนึ่งให้เคลียร์ทีได้ไหมคะ การที่พี่กุลออกปากเองอย่างน้อยพี่หนึ่งจะได้เข้าใจและทำใจเสียที”  

                “ได้ครับแต่ไว้วันหลังเถอะนะ” เวทิศพยักหน้ากับคำขอของหญิงสาวก่อนเดินตามเธอเข้าไปในร้านอาหารที่ตัวอาคารกรุกระจกใส ตกแต่งร้านโดยเน้นแสงธรรมชาติเป็นหลักท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านครอบคลุมตัวอาคารเกือบทั้งหลัง พรั่งพร้อมไปด้วยเหล่ามนุษย์ที่กำลังสุขสำราญในรสชาติอาหารเคล้าบทสนทนาจำเริญใจ ดูๆ แล้วโลกมนุษย์ก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด แต่ไม่ว่าจะเลิศเลอสักเพียงไหนก็ไม่ได้ทำให้ความอยากกลับสวรรค์ของเวทิศลดน้อยลงเลย 

ความคิดเห็น