ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำเท็จ

ชื่อตอน : ความทรงจำเท็จ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 209

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 13:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำเท็จ
แบบอักษร

8 

ความทรงจำเท็จ 

                “คุณแม่คะคืนนี้หนาวจะกลับคอนโดฯ ค่ะ” คีติกาเอ่ยเมื่อเดินตามแรงลากของมารดาจนมาถึงบริเวณที่ลุงสิทธิ์คนขับรถประจำบ้านกุลฤทธาจอดรอ ซึ่งคีติการู้ดีว่าคติยานั่งรออยู่ในนั้น หล่อนไม่อยากเผชิญหน้ากับพี่สาวตอนนี้ ยังไม่พร้อมพูดจาใดๆ หล่อนรู้ดีว่าหากเข้าไปนั่งในนั้นไม่พ้นคงโดนกนกลักษณ์ทั้งดุทั้งกล่อมให้คืนดีกัน คีติกายังไม่อยู่ในอารมณ์อยากคืนดี แม้ในใจจะรู้สึกผิดกับพี่สาวอยู่บ้างก็ตาม  

                “วันนี้วันเสาร์เราต้องกลับไปนอนบ้านใหญ่ไม่ใช่เหรอ คุณยายก็รอเจออยู่”  

                “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนาวโทร.บอกคุณยายเอง คุณแม่ก็อย่าเพิ่งเล่าให้คุณยายฟังนะคะว่าคืนนี้มันเกิดอะไรขึ้น” 

                “อย่าทำตัวแบบนี้สิน้ำหนาว เราทำผิดก็ต้องขอโทษพี่เขา อย่าหนีปัญหา” กนกลักษณ์เตือนเสียงเหนื่อย ดวงตาอ่อนล้ามองลูกสาวอย่างดุปรามแต่ก็แฝงความอ่อนโยนอยู่ในที  

                “ไม่ได้หนีปัญหาค่ะ แต่หนาวขอโทษพี่หนึ่งไปสองครั้งแล้ว เราทั้งคู่ต่างอยู่ในภาวะอารมณ์ไม่ควรคุยกันตอนนี้ พี่หนึ่งเองก็ทั้งโกรธทั้งเกลียดหนาว ฉะนั้นรอให้ต่างฝ่ายต่างเย็นลงกว่านี้ก่อนเถอะค่ะแล้วค่อยคุยกัน” 

                กนกลักษณ์ถอนหายใจ มองบุตรสาวตัวดื้อพลางส่ายหน้าระอา “เอาเถอะ จะทำยังไงก็ตามใจ เราสองคนโตๆ กันแล้ว อายุอานามก็เข้าวัยเบญจเพสแล้ว อะไรควรไม่ควรก็คงคิดได้” 

                “ค่ะหนาวคิดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้คุณแม่รับรู้ไว้ว่าน้ำหนาวรักพี่กุล รักเสมอมาและตลอดไป” ใบหน้าสวยมองสบมารดาด้วยแววตาจริงจัง พลางเอื้อมมากุมมือเหี่ยวย่นทั้งสองข้างไว้ “คุณแม่จะว่าหนาวเห็นแก่ตัวหนาวก็ไม่ปฏิเสธ ตอนนี้พี่กุลดูมีเยื่อใยกับหนาว เขาแสดงออกว่าต้องการหนาวอย่างชัดเจน คุณแม่ก็เห็นนี่คะ” 

                “แต่กุลเขาหมั้นกับน้ำหนึ่งแล้วนะลูก” เมื่อเห็นสายตาไหวระริกน่าสงสารของลูกสาวคนเล็ก กนกลักษณ์ก็พลอยใจอ่อนยวบอย่างช่วยไม่ได้ 

                “ความรักมันก็ซับซ้อนยุ่งเหยิงแบบนี้ล่ะค่ะ แต่ครั้งนี้พี่กุลเป็นคนเลือกน้ำหนาวนะคะ ถ้าพี่เขาเลือกลูกสาวคนเล็กของคุณแม่ คุณแม่จะกีดกันได้ลงคอเชียวเหรอคะ” 

                กนกลักษณ์ถอนหายใจอย่างปวดจิตกับความรักของเด็กๆ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะถอนคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับภีมพิมล ถ้ารู้ว่ามันทำให้หัวใจของลูกๆ วุ่นวายเช่นนี้ ส่วนตัวกนกลักษณ์ไม่ได้จริงจังเท่าไรกับถ้อยคำที่เคยรับปากแก่เพื่อนสนิท เป็นภีมพิมลเองที่ต้องตาต้องใจคติยามาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่ลูกสาวคนนี้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดภีมพิมลมากกว่า ว่านอนสอนอะไรก็เชื่อฟังอย่างไม่ขัดข้อง เป็นกุลสตรีที่งดงามทั้งกายทั้งใจ ด้วยเสน่ห์ข้อนี้ของคติยาจึงทำคุณหญิงคุณนายเกือบค่อนวงการไฮโซพากันอยากได้บุตรสาวคนโตของกนกลักษณ์เป็นสะใภ้ ถึงขั้นมาทาบทามอย่างเป็นการเป็นงานเลยทีเดียว ทันทีที่ภีมพิมลรู้เช่นนั้นจึงรออยู่เฉยไม่ได้ พอบุตรชายคนรองเลิกรากับคีติกา เธอจึงจัดการให้ได้หมั้นหมายกับคติยา เรียกว่าขอจองไว้ก่อนส่วนเด็กทั้งสองจะรักกันหรือไม่นั้นให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ 

                “แม่คงไม่กีดกันความรักของลูกหรอกจ้ะ อะไรที่ลูกชอบลูกรักแม่ไม่เคยขัดขวางน้ำหนาวเลยสักครั้ง แต่แม่ไม่อยากให้ลูกทั้งสองต้องเจ็บปวดเพราะคนคนเดียวแบบนี้” 

                “ในเกมรักไม่มีใครไม่เจ็บปวดหรอกนะคะ ตอนที่พี่หนึ่งกับพี่กุลหมั้นกันก็ไม่ได้เกิดจากความรักไม่ใช่เหรอคะ เป็นความต้องการของฝ่ายผู้ใหญ่ล้วนๆ” คีติกายิ้มเย็นเล็กน้อย “ฉะนั้นแล้วน้ำหนาวว่าพี่หนึ่งคงไม่ได้รักพี่กุลจริงๆ หรอกค่ะ อาจเป็นแค่ความผูกพันในแบบพี่น้องมากกว่า” 

                “อย่าคิดแทนพี่สิ” มารดาปราม 

                “ไม่ได้คิดแทนค่ะ ครั้งนั้นพี่หนึ่งรับปากกับหนาวเองว่าจะถอนหมั้นกับพี่กุลเมื่อถึงเวลา และให้คำสัญญาว่าจะไม่มีวันรักพี่กุล แต่สำหรับน้ำหนาวหนูมั่นใจว่ามันเป็นความรัก และหนาวก็จะไม่ถอยหรอกนะคะ โอกาสนี้มันเป็นของน้ำหนาวค่ะ ถ้าพี่หนึ่งอยากสู้ก็ฝากบอกด้วยนะคะว่าน้ำหนาวไม่เคยแพ้ใคร” ร่างบางส่งยิ้มนัยน์ตาแน่วแน่ให้มารดาก่อนกดรีโมทปลดล็อครถยนต์ที่จอดไว้ไม่ไกล เนื่องจากเธอเพิ่งเคลียร์งานที่ออฟฟิศเสร็จจึงขับรถมาเองไม่ได้มากับคนที่บ้าน  

                กนกลักษณ์ได้แต่ทอดถอนใจมองตามรถหรูของลูกสาวที่แล่นออกไปทางรั้วบ้านพิพัศเกียรติ เธอรู้นิสัยคีติกาดี ลองรายนั้นออกปากว่าอยากได้อะไรไม่มีทางที่จะไม่ได้ แต่นี่มันคือเกมแห่งความรู้สึก ผู้เล่นทั้งสองคือเลือดเนื้อในอกที่เธอเฝ้าถนอมมากับมือ กนกลักษณ์ไม่ประสงค์เห็นลูกสาวแย่งผู้ชายคนเดียวกัน หรือเธอควรทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม 

............................   ...........................  ................................ 

                “น้ำหนึ่งลูก หลับหรือยัง”  

                กนกลักษณ์เคาะประตูห้องลูกสาวอย่างเกรงใจ ภายหลังกลับจากบ้านพิพัศเกียรติครู่ใหญ่เธอก็เข้าไปจัดการชำระล้างร่างกายพลางคิดทบทวนว่าควรทำอย่างไรกับเกมรักของลูกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น คิดวกไปวนมาอยู่นานจนในที่สุดขาทั้งสองข้างก็พามาหยุดที่หน้าห้องนอนของบุตรสาว  

                “ยังไม่นอนค่ะคุณแม่ หนึ่งเพิ่งอาบน้ำเสร็จ” คติยาเดินมาเปิดประตู คลี่ยิ้มบางเบาตามบุคลิกประจำกายของเธอ “คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ” 

                “แม่มีเรื่องอยากคุยด้วย ขอเข้าไปในห้องหน่อยได้ไหม” 

                หญิงสาวแทนคำตอบด้วยการแง้มประตูให้กว้างกว่าเดิม ก่อนเดินถอยฉากหลีกทางให้หญิงวัยกลางคนเข้าไป กนกลักษณ์ทรุดนั่งริมขอบเตียง ระบายยิ้มอันบ่งบอกถึงความหนักหน่ายในหัวใจ คติยาเห็นเค้ามาแต่ไกลว่าเรื่องที่มารดาต้องการสนทนาด้วยคงไม่ใช่ประเด็นเล็กน้อยอย่างเช่นงานกุศลที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ เมื่อพิจารณาได้ดังนั้นร่างบางจึงนั่งพับเพียบด้านล่างช้อนสายตาเคารพรักส่งให้อย่างรอคอยคำปรารภ 

                “หนึ่งเป็นยังไงบ้างลูก” 

                “คุณแม่หมายถึงเรื่องอะไรคะ” 

                “เรื่องเมื่อตอนเย็นที่บ้านป้าพิมล” 

                คติยาก้มหน้าถอนหายใจเล็กน้อยก่อนระบายยิ้มบางเบา “เสียใจแต่ไม่เป็นไรค่ะ” 

                “ไม่เป็นไรจริงเหรอ” มารดาถามย้ำ แสงไฟสีส้มเหนือเตียงซัดส่องต้องดวงตากลมโตของคติยาอันฟ้องชัดแจ้งว่าบุตรสาวโกหก  

                “ค่ะ หนึ่งเข้าใจน้อง หนึ่งรู้ว่าน้ำหนาวรักพี่กุลมาก” 

                “แม่เห็นใจน้ำหนึ่งนะลูกที่เรื่องมันกลับตาลปัตรไม่คาดฝัน แม่อยากให้น้ำหนึ่งมีความสุขนะลูก” ฝ่ามืออบอุ่นของมารดาเอื้อมมาสัมผัสเรือนผมชื้นน้ำ อันบ่งบอกว่าหญิงสาวเพิ่งผ่านการสระผมมาหมาดๆ “แต่เมื่อทุกอย่างมันเป็นแบบนี้แล้ว..” 

                การหยุดเว้นวรรคและแทนที่ด้วยการถอนหายใจ อาการแบบนี้คติยาพอจะเดาทางได้ว่ามารดาต้องการสื่ออะไร “คุณแม่จะเอ่ยปากให้หนึ่งหลีกทางให้น้องใช่ไหมคะ ต้องการให้หนึ่งยกพี่กุลให้น้ำหนาวใช่ไหมคะ” 

                “คือว่าแม่...” เป็นอีกหนที่คนเป็นแม่ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง มันเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากเอามือมาเข้าสอดสักเท่าไร แต่หากกนกลักษณ์ปล่อยเลยตามเลยเธอเกรงว่าสุดท้ายแล้วลูกสาวทั้งสองอาจแปรสัมพันธ์เป็นศัตรูคู่แค้นกันไปตลอดกาล ซึ่งเธอทำใจให้เกิดเรื่องอัปยศแบบนั้นขึ้นไม่ได้  

                คติยายิ้มแต่เป็นยิ้มที่ระทมขมขื่น เธอกลืนก้อนความเสียใจลงคอก่อนเอ่ยต่อ “คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะคะ หนึ่งเป็นผู้เล่นที่ยุติธรรมเสมอ หนึ่งไม่เคยฝืนใจใคร” ยกเว้นก็แต่ใจตัวเอง 

                “โธ่ลูก” 

                “เรื่องของหัวใจให้พี่กุลเป็นคนตัดสินใจเองเถอะค่ะ เขายังอยู่ในภาวะไม่มั่นคง ความทรงจำเก่าๆ ตลอดจนความรู้สึกที่เคยมีมันถูกกลืนหายไปหมด ตอนนี้พี่เขาคงสับสนในหลายๆ เรื่อง” คติยาปรารถนาให้ความทรงจำของชายหนุ่มกลับคืนในเร็ววัน แต่เธอก็ไม่กล้าหวังมากนัก กลัวหัวใจดวงนี้จะแตกสลายจนไม่อาจต่อประสานให้เป็นเหมือนเดิมได้อีก 

                “แม่ขอบคุณนะที่หนึ่งเข้าใจ น้ำหนึ่งของแม่เป็นคนดี แม่เชื่อว่าต้องมีผู้ชายดีๆ อีกหลายคนเลยแหละที่พร้อมทำให้ลูกมีความสุข อย่าเอาใจไปผูกติดกับมหากุล และยิ่งเขาเป็นแบบนี้การถอยห่างออกมาแม่ว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วล่ะ” 

                “ค่ะคุณแม่” ร่างบางตอบรับสั้นๆ เสดวงหน้าเนียนไปอีกทาง แววตาเธอกำลังบอบช้ำและร้อนผ่าวได้ที่ คติยาไม่ต้องการปล่อยน้ำตาออกมาตอนนี้ เธอไม่อยากทำให้มารดาลำบากใจ  

                “งั้นแม่ไปนอนล่ะนะ ฝันดีจ้ะลูก” กนกลักษณ์ลูบเรือนผมเปียกชื้นเป็นการส่งท้ายก่อนเดินออกไปจากห้องนอนคติยาและไม่ลืมปิดประตูให้ ท่าทีของบุตรสาวบ่งบอกว่าเริ่มกล้ำกลืนความเสียใจไม่ไหวแล้ว ดังนั้นเธอจึงตัดบทแล้วถอยฉากออกมาหลังจาระไนความประสงค์ชัดเจนทุกประการ กนกลักษณ์ไม่กล้าถามคติยาตรงๆ ว่ารักมหากุลหรือเปล่า เธอขอเป็นแม่ที่แย่แสร้งทำหูหนวกตาบอด เพื่อจะได้ไม่ลำบากใจและรู้สึกผิดมากไปกว่านี้ 

                คล้อยหลังมารดาที่เคารพรัก ร่างบางที่โอบอุ้มหัวใจสุดชอกช้ำก็เปล่งเสียงสะอื้นไห้ออกมาทันที ทำนบน้ำตาที่เมื่อครู่พยายามกักกั้นก็พังทลายไม่เหลือซาก ใครต่อใครต่างบอกเสมอว่าคติยาเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน เพราะอย่างนี้หรือเปล่าทุกคนเลยทึกทักว่าเธอไม่เป็นไร คิดว่าเธอรับมือไหว เพราะเป็นพี่ก็เลยต้องเสียสละให้น้อง ตั้งแต่เล็กจนโตคติยาเรียนรู้คำว่าเสียสละมาอย่างลึกซึ้ง อาจพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าคติยาคงเป็นหนึ่งคนที่เข้าใจนิยามคำนี้มากกว่าใครๆ บนโลก คติยาได้แต่แค่นยิ้มสมเพชตัวเอง กอดเข่าร้องไห้เงียบๆ ทอดสายตาเศร้าสร้อยมองม่านสีขาวที่พลิ้วไสวตามแรงลม อธิษฐานวอนขอพระพายช่วยพัดพาความทุกข์โศกทั้งมวลออกไปจากใจของเธอ หากมนุษย์เราสามารถมีปุ่มกดเปิดปิดความรู้สึกได้ก็คงดีไม่น้อย 

......................................   ........................   ..................................... 

                คีติกาในชุดเดรสลำลองสีขาวยืนทอดสายตาอยู่ริมระเบียงบนอาคารสูงชั้นสามสิบ ริมฝีปากบางก้มจรดขอบแก้วกาแฟร้อนกรุ่น หล่อนพยายามทำหัวให้โล่งเพื่อโฟกัสกับแสงสุรีย์ยามเช้าที่ถักทอกระทบกับตึกสูงตระหง่านเบื้องหน้า แต่ไม่ว่าจะบิวด์อารมณ์ให้ดื่มด่ำกับบรรยากาศสีทองอร่ามแค่ไหน ความคิดของเธอก็ไปไกลได้แค่เรื่องใกล้ตัว 

                เหตุการณ์หลังมื้อค่ำที่บ้านพิพัศเกียรติเมื่อคืนยังคงตกตะกอนในความคิด ภาพพี่สาวที่ดวงตาแดงก่ำตามมาหลอกหลอนคีติกาทั้งคืน การกระทำของเธอคงดูใจร้ายมากสินะ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อคติยาเป็นฝ่ายยินยอมกระโดดลงกองเพลิงนี้เอง หากพี่สาวยืนยันหนักแน่นตั้งแต่ตอนนั้นว่าจะไม่ยอมหมั้นหมายกับมหากุล คติยาก็คงไม่ต้องเจ็บปวดเช่นนี้ คีติกาได้แต่ส่งผ่านความรู้สึกเห็นใจไปกับสายลมหวังพัดให้ถึงพี่สาวผู้โดนเสน่ห์ของมหากุลเล่นงานอย่างจัง ทั้งที่คติยารับปากกับเธอเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วแท้ๆ ว่าจะไม่มีวันตกหลุมรักผู้ชายคนเดียวกับน้องสาวเด็ดขาด 

                “ช่วยไม่ได้นะพี่หนึ่ง พี่ลั่นวาจาไว้แล้วก็ต้องรักษาคำพูดให้ได้” คีติการำพึงรำพัน สายตาคู่งามยังคงมองตามฝูงนกกาที่พากันบินล้อแสงพระอาทิตย์  

                การกระทำของหล่อนเมื่อคืนคงถูกภีมพิลและมหาธนตราหน้าว่าเห็นแก่ตัว นิสัยแย่ถึงขั้นบังคับให้พี่สาวถอนหมั้น คีติกาพลาดเองที่ทำให้เหตุการณ์บานปลาย ส่วนแหวนเพชรแปดกะรัตที่คติยายัดเยียดให้หล่อนเมื่อคืน คีติกาเก็บใส่กล่องกำมะหยี่ไว้ในตู้เซฟแล้วเรียบร้อย ความคิดที่จะคืนให้พี่สาวตามคำสั่งของภีมพิมลยังไม่มีอยู่ในหัวตอนนี้ คีติกายอมมามากพอแล้ว สองปีที่อนุญาตให้พี่สาวกับมหากุลอยู่ในสถานะคนรักปลอมๆ มันยาวนานเกินพอแล้ว  

                ใช่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคีติกายอมโง่งมปล่อยตัวเองจมอยู่ในห้วงรักฝ่ายเดียว หลายครั้งหลายคราที่คีติกาเห็นสายตาอบอุ่นของคติยาที่ทอดมองมหากุล หล่อนสัมผัสได้ว่าพี่สาวกำลังมีใจให้ผู้ชายคนนั้น คีติกาลองทำใจถอยห่าง ลองสมมติเหตุการณ์ว่าทั้งสองเข้าพิธีวิวาห์ด้วยกัน แล้วหล่อนก็ยืนส่งยิ้มด้วยความยินดีอยู่ในงาน ซึ่งคีติกาเกือบทำสำเร็จ หากไม่ติดว่ามหากุลยังคงทำตัวเป็นดั่งสายลมที่ไม่ยอมพัดหอบไปทางใดทางหนึ่ง เขายังเวียนวกกลับมาหาหล่อน ทำตัวราวกับเยื่อใยความรักยังคงรอมอบให้คีติกาเพียงผู้เดียว  

                ภาพลักษณ์ภายนอกของคีติกาดูเหมือนคนใจหิน หากในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เธออ่อนไหวให้กับมหากุลครั้งแล้วครั้งเล่า ยอมเชื่อใจและตั้งความหวังกับคำพูดของเขา ความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นเริ่มสั่นคลอนความผิดชอบชั่วดีที่มีต่อพี่สาว แม้คีติการู้ดีว่าการหมั้นหมายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความต้องการของผู้ใหญ่ แต่คนภายนอกไม่ได้รู้ลึกเช่นนั้น ดังนั้นหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ คีติกาก็ไม่คิดอยากเอาตัวเองไปยุ่งในความสัมพันธ์ เธอมีหน้ามีตามีกิจการงานที่ต้องรักษาชื่อเสียงให้น่าเชื่อถือ การมีข่าวแง่ลบโดยเฉพาะการเป็นมือที่สามคือสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ คีติกาจะไม่มีวันปล่อยให้แบรนด์ที่สร้างมากับมือต้องแปดเปื้อนเพราะความไม่ยับยั้งชั่งใจของตัวเอง แม้ครั้งหนึ่งเธอเคยประชดพี่สาวว่าจะยอมเอาชื่อเสียงของตัวเองเข้าเสี่ยงเพื่อให้ได้มหากุลกลับมา ทว่าโชคดีที่มันยังไม่ทันเกิดขึ้น 

                คีติกาส่ายศีรษะเพื่อสะบัดความวุ่นวายในสมองทิ้งไป ตลอดทั้งคืนจนลากยาวมาถึงช่วงเช้าในสมองของเธอให้พื้นที่เรื่องรักสามเส้ามากพอแล้ว เธอกำลังให้น้ำหนักเรื่องนี้เยอะเกินไปจนลืมหนึ่งประเด็นสำคัญที่ยังคงเป็นแผลสด นั่นคือเหตุการณ์คืนงานวันเกิดของจิรัศยา คีติกาไม่รู้ว่าป่านนี้ตำรวจสืบสาวราวเรื่องไปถึงไหนแล้ว ใจเธอก็อยากทราบความคืบหน้าทว่าไม่กล้าติดต่อจิรภัทร เพราะเกรงจะถูกรายนั้นซักต้อนจนเธอเผยพิรุธให้เขาแคลงใจ  

                “แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน ก็รถเราถูกทุบจริงๆ นี่นา”  

                ภาพในกล้องวงจรปิดที่จิรภัทรให้คีติกาดูวันนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในใจ และเป็นปริศนากล่องใหญ่ที่คีติกาไม่อาจหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง เมื่อคิดทบไปทวนมาว่าใครบ้างที่สามารถช่วยสงเคราะห์เธอในประเด็นนี้ได้ พอนึกออกร่างบางก็พรวดพราดกลับเข้ามาในห้อง กดเปิดแล็ปท็อปและต่อสายวิดีโอคอลหาเพื่อนสาวที่อยู่ต่างแดนซึ่งเรียนจบด้านจิตยาคลินิกโดยตรง  

                “ลืมไปเลยว่าที่นั่นเป็นเวลากลางคืนอยู่นี่นา” คีติกากำลังจะจิ้มนิ้วกดวางสายเมื่อเพิ่งระลึกได้ว่าช่วงเวลานี้เพื่อนคงนอนหลับอุตุอยู่เป็นแน่ ทว่ายังไม่ทันได้กดปิดโปรแกรมคุยผ่านทางไกล บนหน้าจอสี่เหลี่ยมก็ปรากฏใบหน้าเปื้อนยิ้มพร้อมเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่ปลิวไสวไปกับสายลม 

                “เฮ้! เซอร์ไพร์สจังที่เธอโทร.หา” ร่างแบบบางในชุดบิกีนี่สีสดเอ่ยทักทาย ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นผืนน้ำทะเลและท้องฟ้าสีคราม 

                “ฉันกำลังจะวางสายแล้วเชียวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าโซนเวลาเราต่างกัน แต่ดูท่าว่าเธอคงไม่ได้อยู่ที่ลอนดอนสินะ” คีติกายิ้มทักทายพลางยอบตัวนั่งที่เก้าอี้หนังเทียม 

                “ฉันมาหาแฟนที่ฟิลิปปินส์จ้ะ” มิเชลตอบพลางยิ้มเขิน 

                “เดี๋ยวนะ ใช่คนเดิมกับที่บอกว่าเป็นนักการทูตอยู่เบลเยียมหรือเปล่า” 

                “คนละคนสิ ไม่ยอมติดต่อหาเพื่อนหาฝูงก็งี้แหละข่าวสารเลยไม่อัพเดท ว่าแต่เธอมีอะไรหรือเปล่า ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นโทร.หาสักที” ฝ่ายนั้นแขวะแต่ดีไซน์เนอร์สาวเพียงไหวไหล่ไม่สะท้าน 

                “มีคำถามข้องใจนิดหน่อย” 

                “เกี่ยวกับ?”

                “ความทรงจำ” 

                คำตอบของคีติกาคงสร้างความแปลกใจให้เพื่อนต่างสัญชาติไม่น้อย เพราะทันทีที่ได้ยินสามพยางค์สั้นๆ มิเชลถึงกับนิ่วหน้าเบิกตาโตราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่หูได้ยิน  

                “เป็นคำถามแบบมีสาระงั้นเหรอ เธออยากรู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”  

                “ก็ตั้งแต่ตอนนี้แหละ คือฉันมีปัญหาสับสนนิดหน่อย คือแบบว่า...” คีติกาเม้มริมฝีปากแน่น กำลังไล่เรียงคำถามในหัวว่าจะเล่าอย่างไรให้เพื่อนไม่สับสนตาม  

                “แบบว่าอะไร? วันนี้จะรู้เรื่องไหม ฉันต้องไปเดตกับผู้ชายต่อนะ เร็วๆ รีบพูดมา”

                “คืองี้นะคะคุณมิเชล ฉันสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมที่สิ่งที่เราจดจำได้ในหัวมันไม่ตรงกับความเป็นจริง” 

                “ก็เป็นไปได้ แต่หล่อนช่วยบอกดีเทลที่ละเอียดกว่านี้หน่อยได้ไหม ฉันจะได้วิเคราะห์ถูก” 

                “สมมติว่าผู้หญิงสองคนถูกลักพาตัวไป เธอทั้งสองพยายามต่อสู้เพื่อหลบหนี พอพ้นจากเหตุการณ์นั้น A เล่าว่าคนร้ายถือมีดมาขู่ แต่ B บอกว่าเขาถือปืนต่างหาก ซึ่งทั้งที่สองคนอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันตลอดเวลา อะไรทำนองนี้น่ะ เธอพอเข้าใจไหม”

                “เข้าใจมั้ง...เข้าใจก็ได้” อีกฝ่ายทำสีหน้าปั้นยากและพยักหน้าอย่างขอไปที “การทำงานของสมองเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนนะ หลายสิ่งหลายอย่างที่มีส่วนทำให้ความทรงจำของเราชัดเจนขึ้นมันก็สามารถบิดเบือนได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความทรงจำที่สะเทือนใจ สมมติเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา ความสนใจของเราก็จะพุ่งไปที่ใจความสำคัญหรือจุดศูนย์กลางของเหตุการณ์นั้นๆ มากกว่า จึงอาจทำให้เราลืมเลือนรายละเอียดที่รายล้อมไป” 

                “ก็เลยทำให้ความทรงจำกลายเป็นเรื่องมโนงั้นเหรอ” 

                “ใช่ มันเป็นความทรงจำที่บิดเบือน ซึ่งสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำเท็จเคยเกิดขึ้นในชีวิตจริงมาแล้ว มันเคยมีคดีเกี่ยวกับผู้เสียหายชี้ตัวผู้ต้องสงสัยผิดคน เอาง่ายๆ คือเราสามารถเพิ่มความมั่นใจในความทรงจำเท็จนั้นได้ด้วยการยืนยันกับตัวเองหรือพูดย้ำซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งจนสมองเข้าใจว่านั่นคือความจริง ทั้งที่ไม่ใช่เลย” 

                “อย่างงั้นเหรอ” คีติกาตอบรับเสียงแผ่ว รู้สึกวูบโหวงในทรวงอก พอได้ฟังข้อมูลที่เพื่อนเล่าก็ชักไม่มั่นใจเสียแล้วว่าสิ่งที่เธอใส่ไว้ในความทรงจำมันกลายเป็นความจริงที่ถูกบิดเบือนไปแล้วหรือไม่ 

                “ใช่จ้ะ อันที่จริงไม่เพียงแต่ความทรงจำที่เกี่ยวกับอาชญากรรมเท่านั้นหรอกนะที่สามารถทำให้เจือปนหรือสับสนได้ แม้แต่ความทรงจำที่เกี่ยวกับรายละเอียดส่วนตัวในชีวิตเราก็ทำให้บิดเบือนได้เช่นกัน พอเข้าใจใช่ไหมที่พูด” 

                “อืม เข้าใจจ้ะ ขอบคุณนะ” คีติกายิ้มเจื่อน สีหน้าขาดความร่าเริงไม่เหมือนตอนเริ่มต้นบทสนทนา 

                “ว่าแต่อยากรู้เรื่องพวกนี้ไปทำไม หรือว่าเบื่อโลกแฟชั่นแล้วก็เลยคิดจะเรียนต่อด้านนี้” 

                “ไม่มีทางเบื่อง่ายๆ หรอกย่ะ ฉันแค่อยากรู้เฉยๆ” คีติกาบอกปัด มิเชลเป็นชาวไอริชที่ย้ายถิ่นฐานตามมารดามาอยู่ในสหราชอาณาจักรตั้งแต่อายุสิบห้าปี ร่ำเรียน ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษจนแทบไม่ยอมกลับไปเยี่ยมญาติที่ประเทศไอร์แลนด์ คีติกามีโอกาสรู้จักเพื่อนคนนี้ตั้งแต่สมัยเรียนไฮสกูล กระทั่งตอนเลือกมหาวิทยาลัยก็วางเงื่อนไขว่าต้องอยู่เมืองเดียวกันจะได้ไปมาหาสู่กันสะดวก 

                และแม้คีติกาจะวางมิเชลไว้ในฐานะคนสนิทแค่ไหน แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเธอยังไม่อยากเล่าให้เพื่อนฟัง อย่างน้อยก็คงไม่ใช่ตอนนี้ที่เธอเริ่มแคลงใจในความทรงจำของตัวเอง  

                “จริงเหรอ?” มิเชลทำเสียงสูง หรี่ตามองผ่านกล้องอย่างจับพิรุธแต่ดีไซน์เนอร์คนสวยก็เพียงฉีกยิ้มกว้างกลบเกลื่อน และก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปฏิเสธเสียงกริ่งประตูห้องก็ดังขึ้น หญิงสาวนิ่วหน้าแปลกใจเพราะปกติไม่ค่อยมีใครมาหาคีติกาที่คอนโดฯ แม้แต่มหากุลเองก็ตาม เธอค่อนข้างหวงพื้นที่ส่วนตัว

                “แค่นี้ก่อนนะมิเชล พอดีมีแขกมาเยือน ขอบใจมากนะสำหรับข้อมูล ไว้เจอกันจ้ะ” 

                “โอเค บ๊ายบาย” เพื่อนต่างชาติไม่ตื๊อให้มากความ มิเชลรู้ดีว่าหากคีติกาไม่ประสงค์เล่า ต่อให้เอากรรไกรมาง้างก็ไม่มีถ้อยคำใดๆ หลุดจากปากของเธอ 

                ปลายกระโปรงสีขาวที่ตัดเฉียงตามดีไซน์สวยเก๋ปลิวสะบัดไปกับแรงเดินในขณะที่กำลังไปเปิดประตูห้อง ใบหน้างามที่ยังไม่ผ่านการลงเครื่องสำอางยับยู่ด้วยความสงสัยปนหงุดหงิดใจว่าใครกันที่มาเยือน แถมยังกดกริ่งรัวราวกับตั้งใจยั่วโมโห 

                “พี่กุล!”  

                “สวัสดีครับน้ำหนาว มาเปิดประตูช้าจัง ขอเข้าไปหน่อยได้ไหม” เวทิศส่งยิ้มจนตาหยี ใบหน้าหล่อเข้มดูอารมณ์ดีผิดหูผิดตา คีติกาอึกอักอยู่ชั่วอึดใจก่อนยอมเบี่ยงตัวให้ร่างสูงเข้ามาข้างใน เธอไม่เคยต้อนรับผู้ชายในห้องนี้มาก่อน คนเดียวที่เคยมาคอนโดฯ ของเธอก็มีแค่จิรัศยา อ้อ...แล้วก็พี่สาวของเธออีกคนแต่เคยมาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น 

                ร่างสูงก้าวอาดๆ เข้ามาพลางกวาดสายตามองความสะอาดเรียบร้อยในห้องหญิงสาว คีติกาตกแต่งคอนโดฯ ในสไตล์เดียวกับออฟฟิศของเธอ นั่นคือเน้นความสบายตาแซมด้วยสีเขียวเข้มของต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นของจริง แม้ดูเรียบง่ายแต่ไม่ทิ้งความมีคลาสตามประสาคนรสนิยมดี 

                “พี่กุลมาที่นี่ได้ยังไงคะ” ผู้เป็นเจ้าของห้องถาม ในขณะที่ร่างสูงกำลังเอนกายด้วยท่าทางสบายอารมณ์บนโซฟาสีเงิน 

                “ถามอย่างกับพี่ไม่เคยมางั้นแหละครับ” 

                “ก็ไม่เคยน่ะสิคะ”  

                คำตอบของคีติกาทำเอารอยยิ้มที่ระบายเต็มมุมปากค่อยๆ จางลงช้าๆ เวทิศพินิจหญิงสาวอย่างไม่เชื่อสายตา หล่อนดูเป็นคนไวไฟใช่ย่อย ทั้งยังแสดงออกชัดเจนว่าชอบมหากุลมากจนอาจยอมถวายหัว เป็นไปได้เชียวหรือที่ผู้ชายคนนั้นไม่เคยมาห้องหญิงสาว 

                “พี่ไม่เคยมาที่นี่จริงๆ เหรอครับ” 

                “ไม่เคยเลยค่ะ นี่เป็นครั้งแรก” 

                “แสดงว่าน้ำหนาวเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ล่ะสิ”  

                “อยู่มาสองปีแล้วค่ะ ระยะเวลาก็พอๆ กับที่พี่กุลหมั้นกับพี่หนึ่ง” ไหล่บางไหวเล็กน้อยก่อนทรุดนั่งตรงข้ามชายหนุ่ม “แล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าหนาวอยู่ที่นี่” 

                “ถามจากจิณณ์ งั้นถ้ามหากุลไม่เคยมาที่นี่แปลว่าน้ำหนาวก็คงไปหามหากุลที่ห้องของเขา ว่าแต่มหากุลไม่มีคอนโดฯ ไม่ใช่เหรอ เอ๊ะ หรือว่ามี” เทพหนุ่มในร่างมนุษย์ยังกังขาในประเด็นนี้ไม่เลิก ทั้งถ้อยคำและสรรพนามที่ใช้ทำเอาหญิงสาวขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัยยะแฝงจากประโยคนั้น นี่เขากำลังค่อนแขวะเธออยู่หรือเปล่า 

                “พี่กุลพูดแบบนี้ต้องการอะไรคะ” เสียงหวานใสเจือความดุเข้ม นัยน์ตากลมโตยามโมโหดูน่าเกรงขามจนเวทิศยิ้มแหย 

                “เอ่อ เปล่า...คือพี่แค่อยากรู้ว่าแต่ก่อนมหากุลกับน้ำหนาวนัดเจอกันที่ไหน พี่แค่อยากระลึกความทรงจำก็เท่านั้น” 

                “มหากุลก็คือตัวพี่เอง เลิกเรียกตัวเองด้วยชื่อเต็มซะทีเถอะ ฟังแล้วมันรู้สึกแปลกๆ อดคิดไม่ได้ว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่พี่กุลตัวจริงแต่เป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไหนก็ไม่รู้มาสิงสู่ร่าง” คีติกาโพล่งออกไปตามใจคิด แต่ทำเอาเวทิศเริ่มขยับตัวอย่างอึดอัดเพราะเขากำลังเผยพิรุธให้เธอสงสัยขึ้นเรื่อยๆ “น้ำหนาวกับพี่กุลไม่เคยทำเรื่องอย่างว่าค่ะ แม้แต่ตอนที่เราคบกันก็ไม่เคย หนาวรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ความรักไม่ได้เกี่ยวกับเซ็กซ์เสมอไป เคลียร์นะคะ” 

                 เวทิศพยักหน้าเชื่องช้าทำเป็นเข้าใจ คนเจ้าชู้มากนารีอย่างมหากุลน่ะเหรอจะปล่อยคีติกาให้ลอยเชิดไปเชิดมา ในบรรดาผู้หญิงที่มหากุลให้ความหวังเวทิศมองว่าคีติกาคือคนที่มาพร้อมกับเสน่ห์เหลือล้นมากที่สุด ใบหน้าสวยมักแฝงแววหงุดหงิดและดุดัน แต่มีความเฉลียวฉลาดไม่ยอมคน เธอแต่งตัวสวยจนบางครั้งก็โชว์เนื้อหนังมังสามากไปหน่อย บุคลิกเช่นนี้น่ะหรือจะหวงตัว? หรือมันอาจมีอะไรมากกว่านั้น แววตาของเธอดูแน่วแน่มั่นใจก็จริง แต่ในขณะเดียวกันมันมีความหลุกหลิกเหมือนปิดซ่อนบางสิ่งไว้อยู่

                “ทำไมทำหน้าแบบนั้น สงสัยอะไรเหรอคะ” คีติกาถามเสียงฉุน ไม่รู้ทำไมตั้งแต่มหากุลฟื้นขึ้นมาเธอถึงรู้สึกถูกชะตากับเขาน้อยลง ใบหน้าหล่อเหลาชวนสะกดใจก็จริงแต่นัยน์ตาช่างยียวนกวนประสาท เห็นทีไรคีติการู้สึกคันปากยุบยับอยากด่า อยากต่อปากต่อคำด้วยทุกครั้ง  

                “สงสัยว่าพี่ตายได้ยังไงก็เลยอยากมาคุยกับน้ำหนาวน่ะครับ” 

                คีติกาพ่นลมหายใจเสียงดัง พร้อมกับกลอกกลิ้งสายตาไปมา “เฮ้อ! เอาอีกแล้วนะคะพี่กุล ทำไมไม่ยอมหลุดพ้นจากเรื่องนี้สักที” 

                “ถ้าอยากให้หลุดพ้น น้ำหนาวก็เล่าความจริงมาสิครับ” เวทิศต่อรอง จ้องมองดวงหน้าที่กำลังเบะปากอย่างหงุดหงิด 

                “ที่เล่าให้พี่จิณณ์ฟังตอนนั้นก็จริงจนไม่รู้จะจริงยังไงแล้วค่ะ”  

                “แน่ใจเหรอ ถ้ามันเป็นความจริงโดยไม่บิดเบือน ทำไมภาพจากกล้องวงจรปิดกับคำให้การของน้ำหนาวมันไม่ตรงกันล่ะครับ แล้วแบบนี้จะให้พี่เชื่อได้ยังไง”  

                “งั้นพี่ก็ไม่ต้องเชื่อคำพูดของน้ำหนาว ไม่ต้องเชื่อหลักฐานของพี่จิณณ์ รอแค่ภาพในความทรงจำของพี่ปรากฏขึ้นมาก่อน เมื่อนั้นพี่กุลคงรู้เองล่ะค่ะว่าคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น” คีติกากล่าวจริงจัง  

                “ทำไมครับ ในเมื่อเหตุการณ์มันก็ดูธรรมดาทั่วไปไม่ใช่เหรอ แล้วมีเหตุผลอะไรถึงไม่กล้าเล่าความจริงล่ะ” เวทิศยังซักไซ้ไล่เรียงไม่เลิกแม้รู้ดีว่าตนกำลังกวนน้ำให้ขุ่น แต่เขาปล่อยผ่านเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว ยังไงก็ต้องเคลียร์สักหนึ่งภารกิจให้จบโดยเร็วที่สุด  

                “ถ้าพี่กุลอยากรู้มากนักว่ามันเกิดอะไรขึ้น หนาวแนะนำให้ไปช่วยพี่จิณณ์ทำงานนะคะ พี่จิณณ์เป็นตำรวจรับผิดชอบคดีนี้โดยตรง อยากเล่นบทนักสืบนักก็ลองดูสิคะ” หญิงสาวผายมือพลางเบือนหน้าหนีไปอีกทางเหมือนต้องการตัดบทสนทนา แต่เวทิศก็ทำเป็นมองข้ามความปรารถนานั้น 

                “คืนนั้นน้ำหนึ่งก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยใช่ไหม” 

                “ค่ะ” คีติกาตอบทั้งที่สายตายังมองออกไปนอกระเบียง  

                “อืม สงสัยคงต้องไปสัมภาษณ์น้ำหนึ่งหน่อยล่ะ” เวทิศรำพันกับตัวเอง แต่ถึงอย่างไรคนที่นั่งอยู่ห่างเพียงหนึ่งช่วงแขนก็ได้ยินชัดเจน  

                “สัมภาษณ์ไปก็เท่านั้น ยังไงพี่หนึ่งก็ให้ข้อมูลได้เท่าๆ กับที่น้ำหนาวให้พี่นั่นแหละค่ะ” 

                “ก็ไม่แน่หรอกครับ” เวทิศส่งยิ้มที่แฝงความท้าทายให้เธอ จากความมั่นใจที่มีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ คีติกาหวั่นใจว่าความหัวอ่อนว่าง่ายของพี่สาวอาจทำทุกอย่างพังครืน หากโดนมหากุลอ้อนวอนมากๆ เข้าความลับที่ควรเป็นความลับก็คงถูกเผยออกมาในที่สุด  

                “งั้นเราไปหาพี่จิณณ์กันไหมคะ ตอนนี้เลย” คีติกายื่นข้อเสนอที่ทำเอาเวทิศจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตา  

                “ไปทำไม” 

                “ก็พี่กุลกระหายใคร่รู้เรื่องคืนนั้นมากไม่ใช่เหรอคะ หนาวเองก็สงสัยว่าตอนนี้ตำรวจตามเรื่องไปถึงไหนแล้ว ไปถามความคืบหน้าสักหน่อยก็คงดีเหมือนกัน” หญิงสาวไม่รอคำตอบของเขา เธอพูดเพียงเท่านั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหายเข้าไปแต่งตัวในห้องนอน ผ่านไปครู่ใหญ่ร่างแบบบางที่มีสัดส่วนชวนฝันก็ก้าวออกมาพร้อมเสื้อผ้าตัวใหม่ที่ดูทะมัดทะแมงด้วยการเลือกสวมกางเกงขายาว รวบผมสลวยเป็นหางม้า ลงเครื่องสำอางบางเบาเพียงไม่ให้ดูจืดชืด แวบแรกที่เห็นเวทิศอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนนั้นคือคติยาไม่ใช่คีติกา 

                “ไปกันค่ะ” คีติกาคว้ากุญแจรถพร้อมกระเป๋าถือคู่ใจ ก่อนพยักหน้าให้ชายหนุ่มที่ยังไม่ละสายตาจากเรือนกายของเธอ 

                “ว่าแต่เรื่องเมื่อคืนน่ะมันยังไงเหรอ” เวทิศถามเมื่อเดินตามหญิงสาวมาจนถึงโถงลิฟต์โดยสาร  

                คีติกามีความอึกอักในแววตาเล็กน้อยก่อนตอบ “ก็ไม่ยังไงหรอกค่ะ พี่น้องย่อมทะเลาะกันเป็นเรื่องธรรมดา” 

                “แสดงว่าทะเลาะกันเรื่องมหากุล...เรื่องพี่บ่อยสินะ” เวทิศแก้คำให้ถูกต้องเมื่อใบหน้างามงอนผินกลับมามองเขาด้วยสายตาประมาณว่า ‘เอาอีกแล้วนะ เรียกแทนตัวเองด้วยชื่อจริงอีกแล้ว’ 

                “ก็ไม่เชิงค่ะ” ท่าทางหล่อนลำบากใจไม่ยากเล่า ทว่าเทพหนุ่มก็ทำหูหนวกตาบอดไม่รับรู้ความปรารถนา ยังคงยิงคำถามต่อเรื่อยๆ 

                “สรุปว่าน้ำหนึ่งถอนหมั้นกับพี่แล้วเหรอ” เขาถามในขณะก้าวตามร่างบางเข้าไปในลิฟต์ 

                ดวงตาสีสนิมอดหันกลับมามองเขาไม่ได้เมื่อได้ยินประโยคคำถามนั้น “ทำไมคะ พี่กุลเสียใจเหรอ” 

                “เปล่า ไม่ได้เสียใจ พี่แค่สงสัย” เวทิศยิ้มละไมหวังคลายความตึงเครียดให้เธอ “น้ำหนาวต้องเข้าใจนะว่าความทรงจำที่หายไปมันทำให้พี่รู้สึกแปลกแยก เหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง โน่นก็ไม่รู้จัก นี่ก็ไม่รู้เรื่อง มึนงงสับสนไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่รายล้อมรอบตัวพี่มันมีแต่เครื่องหมายคำถาม” 

                จริงสินะ หล่อนลืมตระหนักถึงความจริงข้อนี้ไปเสียสิ้น เขาตื่นขึ้นมาจากอุบัติเหตุร้ายแรงพร้อมกับสมองส่วนความทรงจำที่ได้รับความเสียหาย ชายหนุ่มคงทรมานกับความงุนงงในสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ควรเลยที่หล่อนจะทำสะบัดสะบิ้งและดูหมิ่นเขาในหลายๆ เรื่อง แทนที่จะช่วยแนะนำแต่บางครั้งคีติกากลับหลีกหนีเพราะกลัวแผลที่เย็บไว้จะปริแยก  

                “น้ำหนาวขอโทษนะคะที่บางครั้งทำตัวแย่ๆ ใส่พี่” เสียงใสอ่อนลงและส่งยิ้มบางเบาให้เขาแทน ฝ่ามือแกร่งวางแหมะบนศีรษะทุยและตบเบาๆ อย่างอ่อนโยน สัมผัสเช่นนั้นสร้างความหวั่นไหวในใจคีติกาอย่างบอกไม่ถูก 

                “ไม่เป็นไร ยกโทษให้...ว่าแต่พี่ถามได้ไหมว่าเมื่อคืนเป็นยังไงต่อหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้น” 

                “ยังไม่ได้คุยกับพี่หนึ่งเลยค่ะ แหวนหมั้นนั้นยังอยู่ที่น้ำหนาว ผิดมากเหรอคะที่หลังจากทนมาสองปีแล้วหนาวจะเห็นแก่ตัวบ้าง” หล่อนโพล่งขึ้นอย่างคับข้องใจ “ในเมื่อตอนนี้พี่จำใครไม่ได้และก็ทำเหมือนมีใจให้น้ำหนาวคนเดียว มันผิดมากหรือไงที่จะฉวยโอกาสนี้เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างเรา” 

                “ไม่ผิดครับ ไม่ผิดเลย” ดีเสียอีกเพราะมันจะทำให้ภารกิจของเวทิศสำเร็จไวขึ้น หนทางกลับแดนสวรรค์ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม  

                “ในเมื่อพี่กุลไม่ได้รักพี่หนึ่ง ส่วนพี่หนึ่งเองก็เคยให้คำมั่นว่าจะไม่หวั่นไหวกับพี่ และจะไม่ปล่อยให้มีงานแต่งงานเกิดขึ้นเด็ดขาด พี่หนึ่งผิดคำพูดในส่วนแรกไปแล้ว ดังนั้นจะผิดสัญญาในส่วนที่สองอีกไม่ได้”  

                พวกเขาทำร้ายจิตใจเธอมามากพอแล้ว หัวเราะร่าเริงมีความสุขท่ามกลางความหม่นหทัยในใจคีติกา ความเคียดแค้นที่ถูกสองครอบครัวปิดบังข่าวการหมั้นหมายยังคงสลักลึกผนึกไว้ในส่วนความทรงจำที่เจ็บปวด ที่ผ่านมาคีติกาทำเหมือนเข้าใจและยอมรับได้ ทว่าในความเป็นจริงเธอไม่อาจปล่อยผ่านได้อย่างสนิทใจ หากพวกเขาเข้ามาพูดคุยกับเธอก่อน หว่านล้อมอย่างไรก็ได้เพื่อให้พิธีหมั้นเกิดขึ้น เธอก็คงจะไม่เจ็บปวดเท่านี้ มันคือการทรยศอย่างเลือดเย็นเหมือนถูกมีดปลายแหลมจ้วงแทงกลางหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

                “ซับซ้อนจัง” 

                “รักใดไม่ซับซ้อน รักนั้นคงจืดชืด” คีติกาแค่นเสียงเยาะพลางก้าวขาออกมาจากลิฟต์เมื่อมาถึงชั้นล่างสุดแล้ว  

                “น่าเห็นใจน้ำหนึ่งเหมือนกันแฮะ” เวทิศรำพึงอย่างไม่คิดอะไรแต่คนข้างๆ นั้นคิดจนแอบใจแป้ว 

                “น้ำหนาวก็สงสารพี่หนึ่งนะคะ ถึงหนาวจะเห็นแก่ตัวไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น” เธอเหลียวมองเสี้ยวหน้าเรียบเฉยนั้นก่อนเอ่ยถาม “แล้วพี่กุลว่าไงคะ จะถอนหมั้นไหม หรือปล่อยให้ผู้ใหญ่จัดการอีกเช่นเดียวกับตอนเริ่มเรื่องที่ผู้ใหญ่ก็เป็นคนต้นคิดทั้งนั้น”  

                ผู้ใหญ่ตัวดีที่ว่าก็คือคุณป้าภีมพิมลนั่นเอง ด้วยความเจ้ากี้เจ้าการอยากให้ชีวิตลูกๆ สมบูรณ์เพียบพร้อม เลยมาหว่านล้อมมารดาของคีติกาสารพัดจนพลอยทำให้เรื่องนี้มีคนได้รับบาดเจ็บทางใจหลายคน จากนี้ไปภีมพิมลคงเย็นชากับคีติกามากขึ้นเพราะเธอไม่ยอมปล่อยมหากุลให้ลงเอยกับคติยา แต่ก็ช่างสิ! ทำอย่างกับเธอแคร์นักนี่ ในเมื่อแต่ก่อนภีมพิมลก็เอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่จนละเลยความรู้สึกของคีติกามาแล้ว  

                เวทิศระบายยิ้มเล็กน้อยก่อนแทนคำตอบด้วยการชูฝ่ามือซ้ายพลิกให้เธอดูไปมา “เผื่อว่าน้ำหนาวจะสังเกตสักนิด พี่ไม่ได้สวมแหวนหมั้นมาตั้งแต่ที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว” 

                จริงๆ แล้วเหตุผลที่ถอดแหวนเพราะเขารำคาญต่างหาก เวทิศเป็นเทพที่ไม่ชอบสวมเครื่องประดับใดๆ สักเท่าไร เพราะลำพังใบหน้าหล่อเหลาของเขาก็กินขาดบาดใจเทพสตรี ไม่จำเป็นต้องมีของวิบวับมาเสริมบารมีเลย  

                “หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันอาจทำความเข้าใจยากสักหน่อย บางครั้งบางคราก็ต้องฝืนทำร้ายจิตใจใครไปบ้าง แต่เพื่อให้ภารกิจก้าวไปสู่เส้นชัยได้สำเร็จเราก็จำเป็นต้องทำ ความเห็นแก่ตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ประสงค์มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไร” ฝ่ามือกร้านเลื่อนมากุมมือบางไว้แน่น “ถือซะว่าพี่คือมหากุลคนใหม่ มีความรู้สึกใหม่ ฉะนั้นมาเริ่มสร้างความทรงจำใหม่ๆ ที่เป็นของเรากันเถอะนะ” 

                คำพูดของเขามีความหมายต่อใจเธอเหลือเกิน รอยยิ้มละมุนจากริมฝีปากหยักลึก ดวงตาสีนิลที่สะท้อนความจริงจังในวาจากำลังพาเธอลอยละล่องสู่ดินแดนใหม่อันสวยสดงดงาม คีติกามีความสุขเหลือล้น รู้สึกดีราวกับสายลมเย็นฉ่ำกำลังพัดห่มรอบกาย  

                ปาฏิหาริย์ครั้งนี้มันเป็นของเธอแน่นอน และจะไม่ยอมให้ใครพรากมันจากไปเด็ดขาด 

ความคิดเห็น