ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความหลังไม่ฝังใจ

ชื่อตอน : ความหลังไม่ฝังใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 250

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 12:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความหลังไม่ฝังใจ
แบบอักษร

6 

ความหลังไม่ฝังใจ 

                “น้ำหนาวยังฟังอยู่ไหม” 

                “คะ? ค่ะ” คีติกาดึงสติคืนจากห้วงภวังค์แล้วเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น “พี่กุลไม่มีความรู้สึกคุ้นเคยต่อสิ่งรอบตัวเหล่านี้สักนิดเลยเหรอคะ ไม่ว่าจะเป็นคุณป้าพิมล พี่ธีร่า หรือตลอดจนอาหารการกินต่างๆ”

                “คุ้นเคยเหรอ?” เวทิศยู่หน้าครุ่นคิดก่อนเหลือบมองแก้วกาแฟสีขาวที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกใส “คุ้นกับกลิ่นของเจ้านั่น เหมือนเคยกินมาก่อนแต่จริงๆ แล้วไม่รู้จักเลย”

                “กาแฟเหรอคะ?”

                “ใช่ ไอ้เจ้าของเหลวสีน้ำตาลนี่แหละ” เทพหนุ่มเบ้หน้าเมื่อตระหนักได้ว่าฤทธิ์ความขมของมันช่างร้ายกาจอย่างน่ารังเกียจ  

                “ไม่แปลกหรอกค่ะหากพี่กุลจะรู้สึกคุ้นเคยกับกาแฟ” นัยน์ตาสีเหล็กเจือยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกย้อนถึงความหลัง “พี่กุลหลงใหลในกลิ่นของเมล็ดกาแฟคั่วมากเลยนะคะ ถึงขั้นไปเทคคอร์สเพื่อเรียนชงกาแฟ และทุกๆ เช้าพี่จะลุกมาชงด้วยตัวเองตลอด เป็นแบบนี้มาเกือบแปดปีแล้ว มันคงเป็นความคุ้นชินที่กดอยู่ในจิตใต้สำนึกมั้งคะ ซึ่งน้ำหนาวก็ไม่แน่ใจว่าภาษาทางการแพทย์เรียกว่ายังไง” 

                “งั้นเหรอ” เวทิศพยักหน้าหงึกหงักอย่างพยายามเข้าใจ อาหารการกินตลอดจนวิถีชีวิตของมนุษย์ถือเป็นเรื่องสดใหม่ที่เวทิศไม่อาจทำความเข้าใจได้อย่างทันท่วงที เมืองสวรรค์แสนสุขของเขาไม่มีสารพัดสิ่งชวนงงเช่นนี้  

                “พี่กุลลองไปสัมผัสเครื่องชงกาแฟดูไหมคะเผื่อว่าความทรงจำจะแวบเข้ามาในหัวบ้าง” คีติกาผายมือไปทางโซนครัว ในตอนที่สร้างออฟฟิศแล้วเสร็จใหม่ๆ หล่อนก็ได้มหากุลนี่แหละที่เป็นคนช่วยเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟให้ แถมยังพ่วงมาด้วยคำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มคาเฟอีนที่เขาชื่นชอบ  

                “ไว้วันหลังเถอะครับ” เวทิศขยับกายเพื่อมองหน้าเธอตรงๆ ในขณะที่หญิงสาวเขยิบหนีเล็กน้อย ซึ่งเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกกริ่งเกร็งนัก “น้ำหนาวช่วยเล่าเรื่องคร่าวๆ เกี่ยวกับชีวิตของมหากุลให้ฟังหน่อยสิ เอาตั้งแต่ตอนถือกำเนิดขึ้นมาเลยก็ได้” 

                อยากรู้ตั้งแต่ตอนเกิด...แบบนี้มันเรียกว่าการเล่าเรื่องอย่างคร่าวๆ ตรงไหน? คีติกาได้แต่ค่อนขอดในใจก่อนระบายลมหายใจเพื่อวอร์มอารมณ์ให้เย็นชื่น

                “ถ้าอยากรู้ละเอียดขนาดนั้นพี่คงต้องไปถามจากคุณป้าพิมลเองแล้วล่ะค่ะ เอาเป็นว่าหนาวจะเล่าเท่าที่รู้ล่ะกันนะ” 

                “อย่างนั้นก็ได้ ขอแบบความจริงล้วนๆ นะ” 

                คีติกาย่นหน้าไม่พอใจกับประโยคขอร้องที่คล้ายหมิ่นประมาทเธอกลายๆ “พี่กุลพูดอย่างกับว่าหนาวเป็นคนขี้โม้ขี้โกหกงั้นแหละ ถ้าไม่เชื่อใจกันก็ไม่น่ามาขอให้หนาวเล่าเลยนะ” 

                “เปล่าไม่ใช่อย่างนั้น คือ...” จะพูดอย่างไรดีหว่า? พอนึกย้อนถึงประโยคเมื่อครู่มันก็ฟังเหมือนเขาพูดให้อีกฝ่ายดูแย่จริงๆ นั่นแหละ เวทิศได้แต่กัดริมฝีปากล่างอย่างคิดหนักด้วยไม่รู้ว่าจะสรรหาคำแก้ตัวอย่างไรดี

                “ถ้าอยากรู้เรื่องของตัวเองก่อนความจำเสื่อมก็ไปถามความจริงกับคุณป้าพิมล พี่ธีร่า หรือพี่จิณณ์เอาเองเถอะค่ะ หนาวมีงานต้องทำ” คีติกาทิ้งเสียงฉุนๆ ไว้แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืน ทว่ายังไม่ทันได้ขยับฝีเท้าก้าวไปไหนเวทิศก็รั้งข้อมือเธอไว้พลางฉุดให้นั่งลงที่เดิม ดวงตาคู่คมสีดำขลับสบประสานเหมือนสั่งการด้วยโทรจิตเสียงเย็นเยียบว่าให้เธอจงอย่าลุกไปไหน เมื่อแรกคีติกาไม่พอใจกับการกระทำของเขา แต่พอเผลอสบสายตาด้วยเท่านั้นแหละ กลับกลายเป็นว่าคำต่อต้านที่ตั้งใจจะเอ่ยขัดถูกกลืนหายไปหมดสิ้น มหากุลผู้ฟื้นจากความตายทำคีติกาเกิดความสงสัยครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังสร้างความหวั่นไหวจนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นถี่แรง คีติกาจะไม่แปลกใจกับความหวั่นไหวนี้เลย หากมันไม่ใช่ความรู้สึกที่ราวกับเพิ่งเคยเกิดขึ้น มันตื่นเต้นวาบหวามดั่งสาวดรุณีแรกแย้มที่ได้รับจดหมายรักจากชายหนุ่มเป็นครั้งแรก  

                แต่ก่อนแต่ไรคีติกายังไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวรุนแรงเช่นนี้กับมหากุลคนเดิมเลย  

                “จ้องนานขนาดนี้รู้สึกยังไงบ้างล่ะ” รอยยิ้มพราวจากชายหนุ่มเรียกสติหญิงสาวให้กลับคืน คีติกาจึงขยับกายออกห่างอย่างอึดอัด ก่อนยืดตัวนั่งตรงแล้วฉีกยิ้มให้เขา 

                “ก็รู้สึกหลายอย่างเลยค่ะ แต่ไม่เขินหรอกนะเพราะมันชินชาแล้ว” เธอโกหกเพื่อวางมาด “พี่กุลก็รู้ดีนี่คะว่าหนาวรู้สึกยังไงกับพี่” 

                คำบอกกล่าวนั้นยิ่งเข้าไปกระตุ้นต่อมความสงสัยของเขา แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เรียบเรียงประโยคคำถามในหัวจบ คีติกาก็กระแอมเสียงขัดขึ้นก่อน 

                “ทำหน้าแบบนั้นกำลังจะถามหรือเปล่าคะว่าเราเป็นอะไรกัน”  

                “แล้วเป็นอะไรล่ะ” 

                “แล้วในความทรงจำของพี่กุลจำอะไรเกี่ยวกับน้ำหนาวได้บ้างล่ะคะ” เธอย้อนถามด้วยความอยากรู้ ไม่ได้หวังยียวนกวนใจแต่อย่างใด  

                “ชื่อเธอและใบหน้าของเธอ” 

                “เท่านี้เหรอคะ” ดวงตากลมโตหรี่มองอย่างคาดหวัง ใบหน้าหล่อเหลาที่ขมวดคิ้วครุ่นคิดให้คำตอบด้วยการส่ายศีรษะไปมา 

                “ไม่เหลือแม้กระทั่งความรู้สึกดีๆ ที่เรามีต่อกันเลยเหรอคะ” ระบบการทำงานของสมองช่างพิศวงเสียจริง เหตุใดจึงไม่ทิ้งเค้าเรื่องราวดีๆ เหลือให้เขาจดจำบ้าง แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็ดีกว่าการที่มหากุลจำอะไรไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ? คีติกาปลอบใจให้คิดในแง่ดี ก่อนคลี่ยิ้มบางเบา “ไม่เป็นไรค่ะ เรามาเริ่มต้นกันใหม่ก็ได้เนอะ ช่างเรื่องราวความหลัง ลืมมันไปน่ะดีแล้วเพราะบางอย่างก็ใช่ว่าน่าจดจำ”

                “หมายความว่าไงครับ” 

                “ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกค่ะ ในช่วงชีวิตของมนุษย์เราล้วนผ่านเรื่องราวร้ายดีมานับร้อยนับพันครั้งกว่าจะเติบโตได้ถึงเพียงนี้ บางเรื่องก็ทุกข์ระทมจนอยากฝังลืม บางเรื่องก็แสนสุขจนอยากจดจำไปชั่วชีวิต น้ำหนาวยังแอบอิจฉาพี่กุลเลยค่ะที่ความจำเสื่อม เลยพลอยทำให้บาดแผลที่เคยสร้างความเจ็บปวดในอดีตถูกชะล้างหายไปด้วย” เวทิศสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของหล่อน แววตาคู่งามวูบไหวและเศร้าลึก ริมฝีปากที่เคยเปื้อนยิ้มเมื่อครู่ก็ค่อยๆ ลู่ลง เธอคงมีอะไรในใจ อะไรบางอย่างที่ฝังกระสุนเข้าไปจนกลายเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด 

                “ชีวิตมนุษย์ไม่มีอะไรง่ายดาย ความเจ็บปวด ความขมขื่น หรือแม้กระทั่งความสุขคือสิ่งที่หลอมรวมให้คนเป็นคน” น้ำเสียงทุ้มเข้มของชายหนุ่มเรียกใบหน้างามให้หันกลับไปมองอย่างสนใจ 

                “ประโยคแบบนี้ค่อยสมกับเป็นพี่กุลหน่อย” เธอยิ้มเต็มวงหน้าให้เขาก่อนพิงหลังกับโซฟาสีเงิน “เอาล่ะ น้ำหนาวจะเล่าเรื่องราวของพี่ให้ฟัง ซึ่งค่อนข้างมั่นใจมากทีเดียวว่ารู้เรื่องของพี่ดีกว่าใคร เผลอๆ อาจรู้ดีเสียยิ่งกว่าเรื่องของตัวเองด้วยซ้ำ” คีติกาว่าติดตลกและแอบแซะตัวเองอยู่ในที  

                “แสดงว่าเธอคงรักมหากุลมาก...หมายถึงรักพี่มากน่ะ” เวทิศแก้คำเมื่อรู้ตัวว่าประโยคแรกกำลังทำคนฟังนิ่วหน้างงงัน 

                “รัก...แต่เป็นรักในแบบซับซ้อน” หล่อนถอนหายใจ พลางสะบัดหน้าเล็กน้อยราวกับไม่ต้องการพูดหรือหวนระลึกถึงเรื่องนั้น “เอาเป็นว่าพี่ชื่อมหากุล นามสกุลพิพัศเกียรติ อายุ ๓๒ ปี เป็นลูกชายคนที่สองของตระกูล มีพี่ชายที่อายุห่างกันสามปีซึ่งก็คือพี่ธีร่า ครอบครัวพี่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับจิวเวลลี่” 

                ธุรกิจหลักของครอบครัวพิพัศเกียรติคือบริษัทส่งออกเครื่องประดับภายใต้ชื่อ Groly Gems นำทีมบริหารโดยนายมหัทธน พิพัศเกียรติ บิดาของมหากุลที่ปั้นบริษัทแห่งนี้มาตั้งแต่อายุยี่สิบสองปี กระทั่งสามารถสร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือจนแข็งแกร่ง มีฐานลูกค้ากระจายตัวอยู่หลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันนายมหัทธนยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริหารของบริษัท เพียงแต่มอบหมายหน้าที่ให้มหาธนและมหากุลได้ดูแลมากขึ้น

                มหาธนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่มาแรงแห่งทศวรรษเลยก็ว่าได้ เขาเจนจัดด้านงานบริหาร เอาลูกน้องได้อยู่หมัด มหากุลเองก็ให้ความเคารพและนับถือพี่ชายคนนี้จากใจจริง โดยนับตั้งแต่ที่มหาธนเริ่มดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารเขาก็ทำรายได้พุ่งทะเลเป้าของบริษัทมาหลายปีซ้อน ตัวเลขผลประกอบการเป็นไปอย่างสวยงาม นอกจากนี้ ยังไปจับทางทำธุรกิจเสริมความงามแบบครบวงจร และสามารถปั้นแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างภายในเวลาแค่หนึ่งปี เรียกได้ว่าจับอะไรก็สำเร็จดั่งใจนึกไปเสียหมด 

                ส่วนมหากุลก็ไม่ได้น้อยหน้าพี่ชาย เขาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ Groly Gems พร้อมหาลู่ทางลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบ โดยแอบมาตอดเล็กตอดน้อยขอคำปรึกษาจากคณณัฐ์พี่ชายของคีติกาอยู่บ่อยครั้ง โดยคณณัฐ์นั้นดำรงตำแหน่งประธานบริหารของบริษัทพัฒนาอสังสาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจเลี้ยงปากท้องของครอบครัวกุลฤทธามาหลายชั่วอายุคนแล้ว

                “พี่เหนือคือใคร?” มหากุลถามแทรกเมื่อฟังคีติกาเล่าประวัติคร่าวๆ ของสองครอบครัวให้ฟัง

                “พี่น้ำเหนือก็เป็นพี่ชายของน้ำหนาวและน้ำหนึ่งไงคะ จริงสินะ พี่กุลคงยังไม่ได้เจออย่างเป็นทางการ เพราะหลังจากเกิดเรื่องวันนั้นแกก็เดินทางไปเซ็นสัญญากับบริษัทคู่ค้าที่ฮ่องกง พี่เหนืออายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่ธีร่าค่ะ สองคนนั้นเขาเติบโตมาด้วยกัน ถึงแม้ไลฟ์สไตล์และรสนิยมหลายๆ อย่างค่อนข้างต่างกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นเพื่อนลดน้อยลงเลย ซึ่งตัวพี่กุลเองหลังๆ ก็สนิทกับพี่เหนืออยู่เหมือนกันนะคะ เพราะพี่ชอบเข้าไปปรึกษาเรื่องการลงทุนในอสังหาฯ”  

                คณณัฐ์ถือเป็นหัวเรือใหญ่และเสาหินที่แข็งแกร่งของบ้านกุลฤทธา นับตั้งแต่บิดาเสียชีวิตเขาก็พยุงธุรกิจด้วยตนเอง อาศัยวิชาความรู้ที่บิดาเคยถ่ายทอดให้จนหมดเปลือกนำพาบริษัทเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่ติดขัด ในขณะที่น้องสาวฝาแฝดไม่มีใครที่สามารถพึ่งพาได้เลย เพราะต่างคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง คติยาเรียนจบคณะอักษรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศ และทำงานด้านการกุศลช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคีติกาเลือกเดินตามความฝันของตัวเองนั่นคือการได้เป็นนักออกแบบเสื้อผ้าและรองเท้า กระทั่งจวบจนวันนี้ที่เธอประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น นำพาบริษัทก้าวไกลสู่สายตาชาวโลก เป็นที่นิยมของผู้คนในวงการแฟชั่นทั้งในและต่างประเทศ 

                “แล้วมหากุลกับน้ำหนาวล่ะครับเรารู้จักกันได้ยังไง” 

                “ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากความสัมพันธ์ของคุณแม่ของเราทั้งสองค่ะ คุณป้าพิมลกับคุณแม่ของน้ำหนาวเป็นเพื่อนรักกันมานมนาน แต่งงานก็แต่งไล่ๆ กัน พอมีลูกก็คลอดพร้อมๆ กันอีก พี่ธีร่าและพี่น้ำเหนือจึงถูกเลี้ยงมาด้วยกัน ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาแหละค่ะที่เราสองคนจะรู้จักกัน” 

                “แล้ว...” นัยน์ตาคมคู่นั้นมีความกระอักกระอ่วนเล็กน้อยคล้ายกำลังชั่งใจว่าควรถามดีหรือไม่  

                “อะไรเหรอคะ” 

                “มหากุล เอ่อ หมายถึงตัวพี่เองน่ะ กับน้ำหนึ่งเป็นคู่หมั้นกันเหรอ”  

                “ใครบอกล่ะคะ” คีติการู้ดีว่าเรื่องนี้หาใช่ความลับอะไร แต่เธอก็แค่อยากรู้ให้แน่ใจว่ามหากุลไปรับสารมาจากใคร จะใช่พี่สาวของเธอเป็นคนบอกด้วยตัวเองหรือเปล่า?

                “พี่ธีร์บอก” เวทิศพอใจเรียกมหาธนว่าธีร์ตามภีมพิมล ด้วยเหตุผลที่ว่าเขารู้สึกชอบชื่อนี้มากกว่า แม้จะโดนมหาธนวี๊ดว๊ายใส่ก็ตาม ทว่าเวทิศก็หาสนไม่ ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาอยู่อย่างนั้น เขาไม่ได้มีอคติกับคนลักเพศแค่เห็นท่าทางเต้นเร่าๆ ของพี่ชายแล้วสนุกดี  

                “งั้นเหรอคะ” นึกว่าคติยาเป็นคนเดินหน้าไปบอกเสียอีก หากเป็นเช่นนั้นจริงคงแปลความได้ว่าพี่สาวของเธอต้องการมหากุลกลับไปเป็นของตัวเอง ซึ่งความคิดฝ่ายชั่วกำลังกระซิบข้างหูคอยสั่งคีติกาว่าอย่ายอมแพ้ง่ายๆ โอกาสมารอถึงหน้าประตูขนาดนี้แล้วจะให้เธอปิดหนีก็ใช่เรื่อง อีกอย่างครั้งนี้ถือว่ามหากุลเป็นฝ่ายเลือกเอง ซึ่งนั่นแปลว่าคีติกาไม่ต้องกังวลว่าจะถูกใครตราหน้าว่าแย่งผู้ชายของพี่สาว  

                “คิดอะไรอยู่ล่ะครับน้ำหนาว” เวทิศเรียกเมื่อเห็นความเย็นชาในสีหน้าของหล่อน 

                “ขอโทษทีค่ะ หนาวมักเหม่อลอยแบบนี้บ่อยๆ ถึงไหนแล้วนะ อ้อ เรื่องพี่หนึ่งใช่ไหม” เธอกระแอมเสียงเล่าอีกครั้ง “พี่กุลกับพี่หนึ่งหมั้นหมายกันมาประมาณสองปีแล้วค่ะ เห็นว่าแพลนแต่งไว้ปีหน้า นึกแล้วก็ยังเจ็บใจไม่หายนะคะตอนพี่สองคนหมั้นกันต่างเก็บเงียบเป็นความลับไม่ยอมให้หนาวรู้ โกหกได้หน้าตาย คิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะเป็นความลับได้นานแค่ไหนกัน” 

                น้ำเสียงเธอกระด้างขึ้นเช่นเดียวกับดวงตาที่วาววาบอย่างเอาเรื่อง ภายใต้อารมณ์โกรธแค้นยังมีความน้อยเนื้อต่ำใจซ่อนอยู่ เธอเข้าใจว่าผู้หลักผู้ใหญ่คงเกรงว่าเธอจะหอบพายุไปพังงานหมั้น (ซึ่งคีติกาคิดทำเช่นนั้นจริง) แต่การใช้วิธีโกหกปกปิดมันไม่ต่างอะไรกับการทรยศหักหลังเธออย่างเลือดเย็นเลย  

                คีติกาคือคนในครอบครัวหาใช่ใครอื่น คือคนที่สนิทชิดเชื้อกับทั้งสองตระกูลแต่กลับกีดกันเธอได้ลงคอ ต้องขอบคุณจิรัศยาที่สุดท้ายก็ยอมคายความลับให้เธอทราบ เดิมทีนั้นพวกเขาตั้งใจจะสารภาพกับคีติกาภายหลังเสร็จสิ้นพิธีหมั้น แต่จิรัศยาคงไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดหักหลังคีติกา ดังนั้นหล่อนจึงชิงเอาตัวรอดด้วยการแพร่งพรายความลับให้ทราบ ส่วนแพลนแต่งงานปีหน้าคีติกายิ่งไม่มีทางให้เกิดขึ้น เธอร่ำๆ กับพี่สาวให้ถอนหมั้น ทว่ารายนั้นก็เอาแต่เกรงกลัวกึ่งเกรงใจภีมพิมล ซึ่งนิสัยเช่นนี้เป็นหนึ่งในข้อเสียของพี่สาวที่ทำให้คีติกาหงุดหงิดรำคาญใจ 

                “แล้วทำไมพวกเขาต้องปิดบังไม่ให้น้ำหนาวรู้ด้วยล่ะครับ” 

                “ก็ก่อนหน้านั้นเราคบหาดูใจกันไงล่ะคะ พอพี่บอกเลิกหนาวได้ประมาณหกเดือนก็เข้าพิธีหมั้นกับพี่หนึ่งต่อเลย” ความเย็นชาแข็งกระด้างยังคงรักษาไว้ในสีหน้าของเธอ ดูท่าว่าเรื่องนี้คงฝังใจหญิงสาวไม่น้อย นึกแล้วเวทิศก็อยากให้ความทรงจำของมหากุลกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง เพียงฟังจากคำบอกเล่าของคีติกาเขาก็สัมผัสได้แล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเธอกับมหากุลคงสนุกเป็นพัลวันแน่ๆ  

                “งั้นเหรอครับ ความรักมันก็เป็นอย่างงี้แหละเนอะ”  

                “พี่กุลกับพี่หนึ่งไม่ได้รักกันหรอกค่ะ” 

                คำพูดของคีติกาทำเขาหันขวับกลับไปมองอย่างแปลกใจ “ไม่รักกันงั้นเหรอ ถ้าไม่รักแล้วจะหมั้นทำไม” 

                “เป็นสัญญาใจของแม่ๆ เราทั้งสองคนน่ะค่ะที่อยากให้ลูกชายกับลูกสาวได้ลงเอยได้ ไร้สาระนะคะ” เรื่องที่มหากุลกับคติยาไม่ได้รักกันคีติกาอาจพูดไปเพราะมีแผนการ แต่เรื่องสัญญาใจระหว่างภีมพิมลและกนกลักษณ์คือความจริงที่ไม่ได้บิดเบือนแต่อย่างใด 

                “แบบนี้ก็เท่ากับเป็นการคลุมถุงชนน่ะสิ” 

                “ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ” 

                เมื่อเห็นเวทิศเงียบไปคีติกาจึงอดใจแป้วไม่ได้ ภายใต้สายตาสับสนคู่นั้นเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือคำบอกเล่าของหล่อนมันฟังดูไม่น่าเชื่อถือพอ 

                “รู้แบบนี้แล้วพี่กุลจะกลับไปหาพี่หนึ่งไหมคะ หนาวหมายความว่าแพลนแต่งงานของพี่ทั้งสองจะยังคงเหมือนเดิมหรือเปล่า” คีติกาต้องถามให้หายคาใจ การที่มหากุลจำเธอได้เพียงคนเดียวไม่ใช่เครื่องการันตีว่าเขาจะรักเธอได้เหมือนเดิม ในเมื่อเรื่องราวผูกพันในกาลก่อนมีค่าเป็นศูนย์ในความทรงจำของเขาไปแล้ว 

                ทว่าร่างสูงไม่ตอบให้เธอหายข้องใจ กลับโพล่งคำถามอื่นออกไปแทน “แล้วน้ำหนาวกับมหากุลรักกันได้ยังไง” 

                “ฟังดูแปร่งหูดีนะคะเวลาพี่เรียกแทนตัวเองว่ามหากุล ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพูดถึงคนอื่นยังไงยังงั้น” คีติกาทำเป็นแขวะแต่แอบคิดจริงตามที่พูด “ความสัมพันธ์ของน้ำหนาวกับพี่กุลเริ่มสปาร์คกันตอนที่เราทั้งคู่ไปเรียนที่อังกฤษน่ะค่ะ ตอนนั้นเราอยู่คนละที่คนละเมืองกันด้วยซ้ำ พอมีโอกาสนัดเจอ ได้ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามประสาคนบ้านเดียวกัน จากความเหงาหงอยในต่างแดนเลยก่อเกิดเป็นความรัก” 

                คีติกาใช้ชีวิตอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษมาตั้งแต่อายุสิบสามปี เธอเรียนไฮสกูลและต่อด้วยปริญญาตรีที่นั่น โดยกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยปีละสองสามครั้ง นั่นจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคติยาค่อนข้างห่างเหินไม่เหมือนฝาแฝดคู่อื่นๆ ในขณะที่คณณัฐ์เพียรมาเยี่ยมเธอที่สหราชอาณาจักรบ่อยกว่าใครเพราะแฟนสาวคนไทยเรียนอยู่ที่นั่นด้วย  

                สำหรับมหากุลเมื่อเคลียร์งานที่บริษัทลงตัวจึงตัดสินใจสมัครเรียนต่อ MBA ซึ่งช่วงนั้นคีติกาอยู่ในระหว่างการฝึกงานและใกล้เรียนจบปริญญาตรีแล้ว โดยหลักสูตร MBA ที่สหราชอาณาจักรใช้เวลาเรียนประมาณหนึ่งปี พอสำเร็จการศึกษา

                มหากุลก็หอบกระเป๋าพร้อมปริญญาบัตรกลับเมืองไทยโดยไร้คำร่ำลา ในขณะที่คีติกานั่งนับเดือนนับวันกับคำว่าระยะทำใจที่เขาขอ  

                เวทิศจับจ้องดวงตาที่เหม่อออกไปนอกกระจก อดคิดไม่ได้ว่าคีติกาคงรักมหากุลมาก แววตาคู่นั้นทั้งอาทรทั้งชื่นชมแต่ในขณะเดียวกันก็ดูขมขื่นจืดเจื่อน 

                “นั่นแหละค่ะ ตอนนั้นเราก็เลยลองคบกันดู แต่ความสัมพันธ์ดำเนินไปได้ไม่ถึงปีก็มีอันต้องบอกลา เพราะเรามีเรื่องที่จูนกันไม่ติดเสียที และพี่กุลเองทนความงี่เง่าของน้ำหนาวไม่ไหว” พอเล่ามาถึงจุดนี้คีติกาก็คลี่ยิ้มขมขื่นกล้ำกลืนความเจ็บปวดลงกลางอก เป็นเธอเองที่เดินถือกรรไกรไปตัดเยื่อใยสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เธอทำมันพังกับมือ ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาคีติกาก็พยายามปรับปรุงตัวและเดินหน้าง้อมหากุล แต่ฝ่ายนั้นบอกว่าขอระยะห่างเพื่อดูใจ ก็ไม่รู้ว่าดูอีท่าไหนพอผ่านไปได้ไม่กี่เดือนเขาก็กลับไปเข้าพิธีหมั้นกับพี่สาวของเธออย่างหน้าตาเฉย  

                “แล้วผู้หญิงสวยๆ ใส่ชุดสีเหลืองคนที่มาเยี่ยมพี่ที่โรงพยาบาลวันนั้นล่ะ คนที่น้ำหนาวต่อปากต่อคำด้วย เขาเป็นใครเหรอครับ” 

                จากโทนอารมณ์เหม่อเศร้าเมื่อครู่ กลายเป็นการถอนหายใจหน่ายพร้อมกลอกกลิ้งสายตาไปมา “ชื่อเกวลีค่ะ เป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อของพี่เอง ซึ่งพี่เกลกับพี่กุลเคยคบหาดูใจกันมาตั้งสองปีแน่ะ ก่อนที่พี่เกลจะไปเรียนต่อที่ประเทศจีน ซึ่งพี่เกลเป็นฝ่ายบอกเลิกพี่เอง” 

                “บอกเลิกเพราะอะไร” 

                “อันนี้ก็ไม่รู้สิคะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างพี่กุลกับพี่เกล” อันที่จริงคีติการู้ทุกอย่างแต่แค่ไม่อยากพูดถึง เพราะทั้งสองนั้นเลิกรากันด้วยดี ไม่มีความขุ่นข้องหมองใจเป็นตัวแปรเลยสักนิด 

                พอหญิงสาวไม่ยอมให้คำตอบเวทิศก็ไม่คาดคั้นให้มากความ กลับจมดิ่งในห้วงความคิดส่วนตัว ชีวิตของมหากุลนี่ก็ใช่ย่อย เจ้าเสน่ห์ไม่เบาเลยแฮะมีแต่สาวๆ สวยๆ ห้อมล้อมหวังขอหัวใจคืน แต่ละคนก็ดูมีดีให้รักอย่างกินกันไม่ลงเลย 

                “พอรู้อย่างนี้แล้วพี่ก็เลยเลือกไม่ถูกใช่ไหมว่าจะกลับไปหาใครดี”  

                เวทิศยิ้มเล็กน้อย ก่อนยกฝ่ามือประสานท้ายทอยแล้วเอนหลังกับพนักโซฟา “ฉันเลือกเธอแล้ว ฉันเปลี่ยนใจไม่ได้อีกแล้ว”  

                “หมายความว่าไงคะ” คำตอบที่ชัดเจนของเขาก็ทำเธอใจชื้นได้อยู่หรอก ติดก็ตรงประโยคสุดท้ายที่ฟังดูตงิดๆ อีกทั้งน้ำเสียงที่ใช้มันราวกับแฝงแววตัดพ้ออยู่ในที  

                “ไม่มีอะไรหรอกครับ ว่าแต่เหตุการณ์คืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น พี่หมายความว่าพี่ตายเพราะอะไร” 

                คีติกาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางกลอกตามองบน ก่อนลุกหนีไปนั่งที่โต๊ะทำงาน “ก็ตามที่เล่าให้พี่จิณณ์ฟังนั่นแหละค่ะ บอกแล้วไงว่าไม่อยากพูดถึงอีกแล้ว” 

                “เรื่องมันมีแค่นั้นจริงๆ เหรอครับ” ร่างสูงสาวเท้าตามมาพลางใช้ฝ่ามือยันขอบโต๊ะอีกฝั่ง คีติกาช้อนตาดุมองโดยปราศจากแววหวั่นกลัว เพราะตอนนี้ในหัวของเธอมีแต่ความรำคาญที่ร่างสูงไม่ยอมปล่อยผ่านเหตุการณ์คืนนั้นเสียที  

                “ทำไมคะ? พี่สงสัยอะไรก็พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า”

                “ก็แค่รู้สึกไม่ชอบมาพากล” 

                แววตาและรอยยิ้มแฝงนัยยะราวกับมั่นใจนักหนาในข้อสันนิษฐานของตนทำคีติการู้สึกสั่นวาบในอก กระนั้นเธอก็พยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้ดูน่าสงสัยหรือตื่นตระหนกจนสังเกตได้ 

                “รอให้ภาพเหตุการณ์คืนนั้นฉายกลับเข้ามาในหัวพี่ก่อนดีกว่านะคะแล้วค่อยมารู้สึกสังหรณ์บ้าๆ บอๆ ระหว่างนี้หากอยากทำตัวเป็นนักสืบแนะนำว่าให้ไปอยู่กับพี่จิณณ์ซะนะ” เพราะรายนั้นก็ดูท่าจะกัดไม่ปล่อยเช่นกัน 

                “จริงสินะ หมอนั่นคงช่วยได้แน่” เวทิศพยักหน้า ดวงตาเปล่งประกายวาววาบก่อนเดินกลับไปนั่งที่เดิม  

                ‘ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวเลยน้ำหนาว เธออย่าตีตนไปก่อนไข้’ 

                คีติกาได้แต่พร่ำบอกตัวเองในใจพลางผ่อนลมหายใจเชื่องช้า ภาพมหากุลที่กำลังยิ้มพรายคล้ายในหัวเต็มไปด้วยไอเดียจับผู้ร้ายมาลงโทษ ทำคีติการู้สึกอึดอัดและหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก ปาฏิหาริย์อุตส่าห์พาเขากลับมาหาเธออีกครั้ง แล้วไยถึงไม่พรากปัญหาหนักอกหนักใจออกไปด้วย ให้เธอใช้ชีวิตอย่างสุขสมหวังเฉยๆ ไม่ได้เลยสินะ 

                กริ๊งๆ 

                คีติกากำลังตัดพ้อโชคชะตาอยู่ในใจพลันสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงกริ่งสำนักงานดังขัดความคิด พอหันไปมองทางประตูหล่อนก็หน้านิ่วคิ้วขมวดทันที ร้อยวันพันปีไม่เคยโผล่มาเหยียบที่นี่ แล้ววันนี้ลมอะไรถึงหอบร่างแบบบางนั้นมาได้  

                “ไม่ไปเปิดประตูหน่อยเหรอ” เวทิศถามผู้เป็นเจ้าของที่ยังนั่งนิ่งไม่มีทีท่าอยากต้อนรับ 

                “พี่กุลอยู่ใกล้ประตูมากกว่าก็ไปเปิดสิคะ” หญิงสาวโบ้ยหน้าตาเฉย คนถูกใช้ไม่ต่อล้อต่อเถียงและเดินไปเปิดประตูอย่างว่าง่าย 

                “กุลอยู่นี่นี่เอง คิดถึงจังเลยค่ะ” พอร่างอรชรก้าวผ่านธรณีประตูมาได้หล่อนก็โผกอดคอเวทิศและหอมแก้มซ้ายขวาทันที เทพหนุ่มที่โดนจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัวถึงกับอึกอักไปไม่เป็นเลยทีเดียว 

                “มาถึงก็กระโดดกอดจูบผู้ชายเลย หน้าไม่ด้านทำไม่ได้นะคะพี่เกล” คีติกาเดินวนมาหยุดตรงโซนรับแขก กอดอกมองเกวลีที่แต่งตัวสวยจัดได้อย่างไม่เคยหลุดเทรนด์  

                “เพื่อนกันค่ะ น้องน้ำหนาวคิดอะไรอยู่ล่ะคะ อยู่เมืองนอกเมืองนามาหลายปีน่าจะชินกับเรื่องแบบนี้นะคะ” เกวลีเอามือทาบอกแสร้งทำหน้าระอากับคำต่อว่าของดีไซน์เนอร์  

                “แน่ใจว่าคิดกับพี่กุลแค่เพื่อน ไอ้ภาพเมื่อกี้มองจากตึกฝั่งตรงข้ามชั้นสี่สิบก็ยังรู้เลยว่าพี่อยากเป็นมากกว่าเพื่อนจนตัวสั่น แต่ถ้าพี่เกลไม่เชื่อเดี๋ยวน้ำหนาวเอาภาพจากกล้องวงจรปิดมาให้ดูก็ได้นะคะ เอ? หรือว่าจะเอาไปให้พี่ๆ นักข่าวสายบันเทิงช่วยวิเคราะห์ด้วยอีกแรง ดีไหมนะ?” คีติกาบุ้ยปากไปทางกล้องวงจรปิดที่หันเลนส์มาทางประตูพอดี ซึ่งถ้อยคำเชิงข่มขู่นั้นทำเอาเกวลีชักสีหน้าขุ่นเขียวใส่ทันที

                “คิดจะแบล็กเมล์ฉันเหรอ” 

                “โอ๊ย! ไม่คิดหรอกค่ะ สงสาร เห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงขาลงของพี่ด้วยนี่คะ ก็อย่างว่าแหละนะเด็กสมัยนี้ทั้งสวยทั้งเก่ง มีความสามารถรอบด้าน ดาราที่เริ่มเหี่ยวอย่างพี่เกลก็คงต้องทำใจเผื่อไว้หน่อย หากตำแหน่งซุปตาร์จะเลื่อนไปอยู่แถวกลางจนกระทั่งร่วงไปอยู่ท้ายแถวในที่สุด”  

                “นังเด็กปากดี ขอตบทีเถอะ!”  

                “อ๊ะๆ คิดดีแล้วเหรอถึงมาหาเรื่องเจ้าของบริษัทถึงถิ่นแบบนี้ บอกแล้วไงว่าที่นี่มีกล้องแถมภาพชัดแจ๋วดีด้วยนะ” คีติกาชี้นิ้วปรามรุ่นพี่ใจร้อนที่โดนกวนอารมณ์จนหน้าแดงถึงใบหู  

                “เอาละๆ อย่าทะเลาะกันเลยนะ ผมปวดหัว” หลังจากทนฟังมาครู่หนึ่ง เทพหนุ่มจึงออกโรงห้ามทัพ  

                “ก็ยายเด็กนี่มันปากไม่ดีเองนะคะ กุลก็ได้ยินนี่ ทำไมไม่สั่งสอนยายน้ำหนาวบ้างปล่อยให้เห่าเกลอยู่ได้” ดาราสาวเจ้าบทบาทขยับมาเกาะแขนร่างสูงแน่น ทำเสียงเล็กเสียงน้อยอย่างออดอ้อน  

                “พี่เกลมาที่นี่ทำไมคะ ครั้งหนึ่งเคยประกาศไว้ไม่ใช่เหรอว่าจะไม่มีวันมาเหยียบสตูดิโอของคีติกาเด็ดขาด”  

                “สบายใจได้เลยว่าฉันไม่ได้มาหาแกแน่นอน ฉันมาเพราะกุลต่างหาก” เกวลีช้อนสายตาหวานเชื่อมมองร่างสูงที่หล่อนยังคล้องแขนแกร่งไว้ไม่ยอมปล่อย “พอดีก่อนหน้านี้เกลแวะไปหากุลที่บ้านมาค่ะ แต่คุณป้าบอกว่ากุลกับจิณณ์มาหาน้ำหนาว เกลโทรไปถามจิณณ์ก็เลยทราบว่ากุลอยู่ที่นี่” 

                “อ๋อ งั้นเหรอ ผมสบายดีครับ” เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี สถานการณ์มันชวนกระอักกระอ่วนไปหมด ฝั่งหนึ่งก็ส่งสายตาพิฆาตพร้อมฟาดฟันไม่ไว้หน้า ส่วนอีกคนก็เกาะแขนเขาแน่น เวทิศจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเลยก็ทำไม่ได้ ก็เธอสวย เอ้ย! เธอเป็นเพื่อนสนิทของมหากุลนี่นา ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการเรียกความทรงจำกลับคืน ฉะนั้นแล้วเวทิศจึงควรทำดีกับเธอไว้ก่อน ไม่ควรด่วนตัดรอนความสัมพันธ์  

                “คือเกลมีเรื่องอยากคุยด้วยน่ะค่ะ” เกวลีผละออกจากลำแขนแข็งแรง ดวงตาคู่สวยมองผสานอย่างต้องการให้เห็นถึงเจตนารมย์นั้น  

                “ได้สิครับ” 

                “คุยแบบเป็นการส่วนตัวนะคะ” เกวลีบอกชายหนุ่มเสียงนุ่มเสนาะหูก่อนหันมาทางคีติกาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป “ขอฉันคุยกับกุลเป็นการส่วนตัวหน่อยนะ” 

                “แล้วไง? พี่เกลจะไล่หนาวออกไปจากออฟฟิศของตัวเองงั้นเหรอคะ ที่นี่คือบริษัทของน้ำหนาวนะคะ” คีติกาปั้นหน้าเหรอหราประหนึ่งว่าคำขอของเกวลีช่างงี่เง่าสิ้นดี ราวกับพูดออกมาโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างไงอย่างงั้น

                “งั้นก็หาห้องหรือที่เงียบๆ ให้ฉันกับกุลได้คุยกันสิ” เกวลีต่อรอง 

                คีติกาเท้าเอว กลอกตาให้กับความหน้าฉาบปูนซีเมนต์ของนักแสดงรุ่นพี่ “แล้วทำไมพี่เกลไม่พาพี่กุลไปคุยที่อื่นล่ะ ร้านกาฟงกาแฟแถวนี้ก็มีเยอะแยะ” 

                “คิดบ้างสิคะน้องน้ำหนาว พี่เป็นดาราดังนะคะจะเดินเหินเข้าไปในร้านสุ่มสี่สุ่มห้าพร้อมกับผู้ชายได้ยังไง”  

                “ไหนเคยประกาศกับสื่อว่าพี่กุลเป็นแค่เพื่อนไงคะ แล้วทีนี้จะมากลัวทำไม” ริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อย เกวลีกับมหากุลเคยตกเป็นข่าวด้วยกันหลายครั้งหลายครา แต่หล่อนก็ออกมาปฏิเสธว่าเป็นเพียงเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่มัธยมต้น ด้วยความสนิทสนมและมักไปไหนมาไหนด้วยกันจึงทำให้ทั้งคู่โดนแชะภาพแชร์ว่อนอินเตอร์เน็ตอยู่บ่อยครั้ง  

                ในใจเกวลีอยากประกาศให้โลกรู้แทบตายว่าเธอรักเขามากแค่ไหนถ้าไม่ติดว่ามหากุลมีคู่หมั้นไปแล้ว ซึ่งเธอไม่อยากโดนตราหน้าว่าแย่งแฟนชาวบ้าน ดังนั้นเธอจึงต้องรอเวลาเหมาะสมเพื่อเปิดตัวด้วยสถานะที่ดีกว่านี้ 

                “ฉันสงสารกุลไม่อยากให้เขาตกเป็นข่าวเสียๆ หายๆ อีก” เกวลีเชิดหน้าตอบ “ว่าไงจะให้ความเป็นส่วนตัวกับเราสองคนได้ไหม” 

                “พูดจาขอร้องดีๆ อีกสักนิดก็คงให้แล้วล่ะค่ะ” คีติกากอดอกอย่างวางมาด เผยอรอยยิ้มเล็กน้อยอย่างที่เธอชอบเอาไว้ใช้กับลูกน้องเวลาสั่งงาน  

                เกวลีถอนหายใจเฮือกก่อนปั้นหน้าฉีกยิ้ม “น้ำหนาวจ๊ะขอที่เงียบๆ ให้พี่กับพี่กุลได้คุยกันหน่อยได้ไหมจ๊ะ” 

                “เชิญที่ชั้นสองได้เลยค่ะ ไม่มีคนอยู่ และก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแอบฟังหรอกนะคะ มีมารยาทพอ” คีติกาจบประโยคเพียงเท่านั้นแล้วจึงเดินสะบัดตูดไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเองต่อ เกวลีเบะปากมองตามอย่างหมั่นไส้ก่อนจูงมือมหากุลเดินขึ้นบันไดไม้ที่ไร้ราวกั้นอันทอดขึ้นสู่ชั้นสองของออฟฟิศ 

ความคิดเห็น