ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาพจำที่ไม่ตรงกับภาพจริง

ชื่อตอน : ภาพจำที่ไม่ตรงกับภาพจริง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 244

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 12:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาพจำที่ไม่ตรงกับภาพจริง
แบบอักษร

5 

ภาพจำที่ไม่ตรงกับภาพจริง 

                วันหยุดประจำสัปดาห์เช่นนี้บรรยากาศภายในโฮมออฟฟิศของบริษัทออกแบบเสื้อผ้าและรองเท้าภายใต้ชื่อแบรนด์ 'คีติกา' จึงเป็นไปด้วยความสงบ ไม่มีเสียงจอแจของพนักงานให้ระคายหู จะมีก็แต่เสียงเพลงบรรเลงสร้างความผ่อนคลายที่เคล้าไปเสียงน้ำพุในอ่างทรงกลมขนาดเล็กอันตั้งอยู่ท่ามกลางเงาไม้เขียวขจีอย่างต้นบอสตันเฟิร์นและกลุ่มก้อนของปาล์มต้นไผ่ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คีติกาเป็นคนวางแปลนออกแบบด้วยตนเอง โดยเน้นความผ่อนคลายของบรรยากาศเป็นหลัก เพราะเธอเชื่อว่าสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีย่อมเอื้อต่อการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์

                โฮมออฟฟิศแห่งนี้เป็นอาคารปูนเปลือยกรุด้วยแผ่นกระจกเป็นส่วนใหญ่ ภายใต้พื้นที่ใช้สอย ๒๑๐ ตารางเมตร มีบันไดแบบไร้ราวกั้นทอดขึ้นสู่ชั้นสอง ซึ่งด้านบนนั้นเป็นพื้นที่การทำงานของพนักงานรวมถึงใช้เป็นสตูดิโอสำหรับถ่ายแบบคอลเลคชั่นใหม่ๆ ส่วนคีติกาผู้เป็นบอสใหญ่ของบริษัทจับจองพื้นที่โปร่งสบายชั้นล่าง เธอจัดสรรทุกอย่างให้ดูสะอาดตาและเน้นความเขียวขจีของไม้ประดับเป็นหลัก ผนังด้านข้างโต๊ะทำงานเป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่สามารถมองออกไปด้านนอกได้อย่างชัดแจ้ง แต่คนที่สัญจรบนท้องถนนไม่อาจแลเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในได้ ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่คีติกาเลือกทำงานอยู่ชั้นล่าง เพราะเธอชอบมองออกไปด้านนอก เฝ้าดูความเป็นไปของชีวิตมนุษย์เงินเดือน จับสังเกตสีหน้าที่ยิ้มละไมแต่นัยน์ตาซ่อนเร้นด้วยความรู้สึกตรงกันข้าม หรือหากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการใส่หน้ากากเข้าหากัน เธอไม่ได้มองพวกเขาด้วยความเย้ยหยันหรือเหยียดย่ำฐานะความเป็นอยู่ หากแต่มองเพื่อให้เกิดไอเดียสร้างสรรค์คอลเลคชั่นใหม่ๆ ด้วยงานของเธอเกี่ยวข้องกับผู้คนเป็นหลัก ดังนั้นแรงบันดาลใจจึงรายล้อมอยู่รอบตัวไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง

                และนับจากวันนั้นจนวันนี้โฮมออฟฟิศที่เกิดจากแปลนความคิดของคีติกาก็ยืนยงอยู่ในย่านธุรกิจแห่งนี้เป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว โดยมีต้นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ คีติกาก่อร่างสร้างแบรนด์โดยเริ่มจากการออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งผลประกอบการก็พอถูๆ ไถๆ ได้บ้าง กระทั่งผ่านไปหกเดือน เธอเลยลองจับทางมาที่การออกแบบรองเท้าสำหรับสตรียุคใหม่ ซึ่งผลตอบรับกลับดีเกินคาด คีติกาสนุกสนานกับการทำงานในต่างแดนและไม่มีแพลนย้ายกลับเมืองไทยอยู่ในหัวเลย กระทั่งเธอทราบข่าวการหมั้นหมายของคติยาและมหากุลที่ทางบ้านพยายามปกปิดเธอสุดใจ แต่ความลับก็ไม่อาจเป็นความลับได้ตลอดกาล คีติกาหอบเอาความโกรธแค้นสู่แดนสยามหมายมาดกวาดทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง กระทั่งเหตุการณ์ปวดเศียรเวียนเกล้านั้นผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเล คีติกาก็ตั้งใจจะกลับลอนดอนทันที และหมายมั่นว่าจะไม่มาเหยียบเมืองไทยอีก ตราบใดที่ยังไม่มีการจัดพิธีฌาปนกิจศพของบุคคลที่เธอเคารพรัก ทว่าพอเจอคำรั้งของมหากุลเข้าหน่อยคีติกาก็ยอมคล้อยตามอย่างว่าง่าย ทั้งที่เขาเข้าพิธีหมั้นกับคติยาไปแล้วแท้ๆ แต่คีติกาก็ยังยอมใจอ่อนกับเขาเสมอมา...และอาจจะตลอดไป

                คีติกานั่งหมุนเก้าอี้ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่ากับความคิดที่กระจัดกระจายของตัวเอง เพราะไม่ว่าจะดึงสมาธิให้จดจ่อกับงานออกแบบแค่ไหน สุดท้ายสติของเธอก็ไม่เคยอยู่ในออฟฟิศนี้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้หญิงสาวจึงตัดสินใจลุกจากเก้าอี้หมายจะไปชงกาแฟเพิ่มอีกแก้ว แต่เสียงเรียกเข้าของโปรแกรมแชทบนหน้าจอแล็ปท็อปก็ดังขึ้นขัดเสียก่อน พอเห็นว่าเป็นใครที่ติดต่อมาเธอจึงกดปุ่มรับสายอย่างไม่ลังเล

                “ว่าไงยายจูน เอ๊ะ! แล้วนั่นกำลังจะไปไหนน่ะ” คีติกาเอ่ยทักเสียงเนือย ก่อนนิ่วหน้าด้วยความสนใจเมื่อภาพจากวิดีโอคอลเผยให้เห็นเพื่อนสาวในชุดไปรเวททะมัดทะแมง กำลังยืนเคียงข้างกระเป๋าเดินทางสีโรสโกลด์ท่ามกลางฉากหลังที่จอแจไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ

                “ถามแบบนี้แสดงว่าลืมแน่นอน” จิรัศยาหรือจูนกลอกตาเล็กน้อยกับคำถามของเพื่อน แต่ไม่เก็บเป็นอารมณ์เพราะเธอรู้ดีว่าช่วงที่ผ่านมาเพื่อนสาวต้องเผชิญกับอะไรบ้าง “วันนี้ฉันกำลังจะไปแคนาดาไง ไปจัดการเรื่องเรียนต่อ อยากสำรวจละแวกมหา’ลัยเพื่อเลือกที่พักเอง ไปให้เห็นกับตาดีกว่านั่งเลื่อนดูในมือถือ”

                “จริงสินะ! ฉันลืมไปเลยอะจูน บอร์ดดิ้งกี่โมง ฉันยังไปส่งทันอยู่ไหม” คีติกาถามรัวเสียงรน

                “ไม่ทันแล้ว ฉันเข้าเกตมาแล้ว ที่โทร.มาก็เพื่อจะถามไถ่ว่าเป็นไงบ้าง โทษทีนะ หลังจากงานวันเกิดฉันก็ไม่ได้โทร.หาแกเป็นเรื่องเป็นราวเลย”

                “ก็โอเคแล้วล่ะ คิดว่าคงไม่มีอะไรน่าห่วง” คีติกาคลี่ยิ้มส่งกลับ ถึงแม้จะคุยผ่านเครื่องมือสื่อสารแต่เพื่อนที่คบค้ากันมานานนับสิบปีย่อมมองออกได้อย่างปรุโปร่งว่าคีติกาโอเคอย่างที่ปากว่าจริงหรือเปล่า

                “ขอให้ไม่น่าห่วงจริงเถอะ แต่ก็นะ ฉันก็เห็นว่าทุกอย่างมันดีขึ้นแล้วจริงๆ อาจจะดีกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ” จิรัศยาป้องปากทำหน้าตามีเลศนัย

                “หมายความว่าไง”

                “ก็เรื่องพี่กุลไง ที่เขาจำแกได้คนเดียว จริงๆ ฉันก็เห็นใจยายหนึ่งเหมือนกันนะ แต่ในขณะเดียวกันฉันก็แอบเชียร์แก ไม่ได้สิ! พูดอย่างนี้ฉันก็ดูเป็นเพื่อนที่แย่มากเลย แต่ก็นะ ฉันสงสารยายหนึ่งจังที่คู่หมั้นเป็นแบบนั้น แต่ว่าตอนนี้ก็ดีใจกับแกด้วยจริงๆ อะน้ำหนาว”

                คีติกาส่ายหน้าให้กับจิรัศยาที่เอียงคอซ้ายขวาทำเป็นเลือกข้างอย่างสับสน “สรุปแกจะเชียร์ฉันหรือพี่หนึ่งกันแน่”

                “โอ๊ย! เลือกยากอะ ไม่เลือกได้ป่ะ ก็เพื่อนฉันทั้งสองคนเลยนี่นา” ถึงแม้จิรัศยาจะสนิทกับคติยาน้อยกว่าคีติกาก็ตาม เพราะไลฟ์สไตล์ของเธอกับคติยาค่อนข้างแตกต่างกัน รายนั้นเรียบร้อยพูดน้อยต่างกับเธอที่โฉบเฉี่ยวฉูดฉาด คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น โดยรวมแล้วนิสัยใจคอของจิรัศยาจึงเข้ากับคีติกาได้ดีกว่า

                “เอาเถอะ ไว้กลับมาแล้วแกค่อยดูล่ะกันว่าเรื่องนี้มันจะจบอย่างไร แล้วนี่แกจะกลับไทยเมื่อไหร่”

                “เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ ยังไม่มีแพลน”

                “งั้นก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ เดินทางปลอดภัยจ้ะเพื่อน”

                “เดี๋ยวสิ! อย่าเพิ่งวาง” จิรัศยาร้องทักเมื่อคีติกาทำท่าเหมือนจะผละจากการสนทนา “คือว่าหน้าตาแกก็ดูสดใสขึ้นบ้างแล้ว แกบอกเองว่าตอนนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะฉะนั้น...”

                เมื่อเห็นเพื่อนหลุบตาทำยิ้มเจื่อนราวกับไม่กล้าพูด คีติกาจึงถอนหายใจใช้น้ำเสียงกึ่งออกคำสั่ง “มีอะไรก็พูดมา ชักช้าเสียเวลา”

                “ถ้าแกโอเคแล้วจริงๆ ก็ช่วยคุยกับพี่จิณณ์หน่อยเถอะ พี่ชายฉันเขาอยากคุยกับแกมากเลยนะ”

                “หึ!” คีติกาแค่นเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย “อยากคุยในที่นี้คือการสอบปากคำใช่ไหม”

                “ก็ทำนองนั้นแหละ ให้มันจบเคลียร์ๆ ไปเถอะ ฉันรู้ดีว่าเหตุการณ์วันนั้นมันเข้าไปกระตุ้นปมในใจแกออกมา ฉันรู้ว่าแกยังผวา แต่ฉันก็เชื่อว่าคีติกาแกร่งพอที่จะรับมือได้ ให้พี่ชายฉันช่วยจับคนร้ายมาลงโทษเถอะนะ” จิรัศยาเว้าวอนสีหน้าจริงจัง คนฟังได้แต่นิ่งคิดพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ สงสัยจิรภัทรคงอยากได้ข้อมูลจากเธอมาก ใช้คติยามาเกลี้ยกล่อมไม่พอ นี่ยังส่งน้องสาวตัวเองมาช่วยด้วยอีกแรง

                แต่จะว่าไปคีติกาก็หาคำอธิบายให้ตัวเองไม่ได้เช่นกันว่าเหตุใดเธอถึงไม่ยอมไปให้ปากคำแก่ตำรวจ ทั้งที่เรื่องนี้เธอไม่ผิดเสียหน่อย ขืนยังบ่ายเบี่ยงไม่เลิกมีหวังจิรภัทรคงทักทึกว่าเธอมีพิรุธ และอาจวางตัวเธอเป็นผู้ต้องสงสัยได้ ช่วงนี้เธอหลุดโฟกัสบ่อย ไร้สมาธิในทุกการกระทำ ถึงเวลาแล้วสินะที่คีติกาต้องดึงสติตัวเองกลับมา

                “เฮ้! เหม่ออีกแล้ว ชอบทิ้งฉันไว้กลางทางอยู่เรื่อยเลย” จิรัศยาบ่นเพราะคีติกามักมีนิสัยชอบหลุดจากบทสนทนาและหลบลี้ไปอยู่ในห้วงภวังค์

                “โทษที ก็ได้ๆ ฉันจะไปคุยกับพี่จิณณ์ อ๊ะ! ไม่ต้องแล้วสินะ ตายยากจริงๆ” คีติกาละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อปเมื่อได้ยินเสียงกริ่งหน้าประตู ด้วยตัวอาคารที่กรุกระจกรอบด้านจึงทำให้ดีไซน์เนอร์สาวมองเห็นว่าใครที่มาเยือนในวันหยุด และคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังจิรภัทรก็ทำหญิงสาวใจเต้นแรงในบัดดล

                “พี่จิณณ์มาเหรอ”

                “ใช่ แค่นี้ก่อนนะ ถึงแคนาดาแล้วบอกด้วยล่ะกัน บาย” คีติกาไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายบอกลา เธอรัวลิ้นเสร็จก็กดวางสายทันที ก่อนสูดลมหายใจลึกสุดปอดแล้วเดินตรงไปที่ประตู ในวันหยุดหรือวันที่เธออยู่ออฟฟิศตามลำพังมักล็อกประตูจากข้างในไว้เพื่อความไม่ประมาทในชีวิตและทรัพย์สิน

                “สวัสดีค่ะพี่จิณณ์ บุกมาถึงรังเลยนะคะ” คีติกายกยิ้มพลางผายมือเชิญสองหนุ่มเข้ามาด้านใน ก่อนปิดล็อกประตูตามความเคยชินแล้วเดินนำไปยังโซนรับแขก

                “แน่นอนสิครับ ก็น้ำหนาวเล่นปิดกั้นพี่แบบนี้ ใจคอจะตัดความสัมพันธ์กันเลยหรือไง” จิรภัทรประชดอย่างไม่จริงจัง ก่อนดึงมหากุลที่สอดส่ายสายตามองบรรยากาศอย่างใคร่รู้ให้นั่งลงที่โซฟาสีเงิน

                “เปล่านี่คะ หนาวก็แค่ต้องการระยะทำใจ ใจหนาวไม่ได้แกร่งเป็นหินนะคะที่จะรับเรื่องต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย”

                “ใจอาจไม่ได้แกร่งเป็นหิน แต่เย็นชาเหมือนน้ำแข็งขั้วโลกนี่เรื่องจริง” จิรภัทรค่อนขอด ผู้กองหนุ่มคนนี้มักมาพร้อมกับวาจาเจ็บแปลบซึ่งบางคนอาจเบือนหน้าหนี แต่ไม่ใช่สำหรับคีติกา เธอมองว่าเขาจริงใจไม่เสแสร้ง พูดแรงแต่ตรงประเด็น คีติกาคิดว่านี่แหละคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของจิรภัทร ซึ่งที่ผ่านมาถึงแม้เขามีท่าทีจีบๆ หยอดๆ เธอ แต่ก็ไร้ถ้อยคำหวานเลี่ยนหรือการกระทำโรแมนติก ตรงกันข้ามกลับเป็นนิสัยแบบเถรตรงเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม ถึงคีติกาจะชอบนิสัยของเขาแค่ไหนทว่าก็ไม่มีทีท่าเปิดใจรับความสัมพันธ์ เพราะเธอวางจิรภัทรไว้ในฐานะพี่ชายแล้ว และไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงหรือเลื่อนขั้นให้เหนื่อยหน่ายหัวใจ

                “ก็คงงั้นแหละค่ะ พี่จิณณ์กับพี่กุลรับกาแฟไหมคะ เดี๋ยวหนาวไปชงให้” 

                “ก็ดีครับ” จิรภัทรเป็นฝ่ายตอบ เพราะคนความจำเสื่อมไม่มีทีท่าสนองตอบแต่อย่างใด สายตาจอมสงสัยนั้นยังคงไล่มองข้าวของในออฟฟิศสไตล์ลอฟท์ของคีติกาอย่างใคร่รู้

                “นึกออกหรือยังว่าเคยมา” จิรภัทรถามคนข้างๆ ที่เค้าหน้าฉาบไปด้วยความงุนงง

                “ไม่คุ้นเลยสักนิด” จะคุ้นได้อย่างไรในเมื่อเขาเพิ่งเคยมาครั้งแรก ที่เอาแต่จดๆ จ้องๆ ก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมนุษย์มันไม่เหมือนบนสรวงสวรรค์เลยสักนิด จึงเป็นธรรมดาที่เวทิศต้องใช้เวลาเพื่อสำรวจและทำความเข้าใจ 

                “เอาเถอะ อย่าเพิ่งเร่งรีบ ไม่ต้องกดดัน ทำตัวสบายๆ พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่เคยอยู่เข้าไว้เดี๋ยวความทรงจำเก่าๆ ของแกก็คงกลับมาเองแหละ” จิรภัทรแนะนำส่งๆ โดยอาศัยความเข้าใจที่ไร้ข้อมูลจริง ก็เขาไม่เคยศึกษาเรื่องพวกนี้มาก่อน ครั้นจะให้กำลังใจโดยอาศัยหลักวิชาการก็คงทำไม่ได้

                “กาแฟดำไม่ใส่ไซรัป ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่อะไรเลยมาแล้วค่ะ” คีติกาเสิร์ฟกาแฟให้ผู้มาเยือนพลางยอบนั่งฝั่งตรงข้าม หญิงสาวรู้ดีว่าชายหนุ่มสองคนนี้มีรสนิยมชอบดื่มกาแฟขมๆ แบบไร้แคลอรี่เป็นชีวิตจิตใจ

                “ขอบคุณครับ” จิรภัทรยกกาแฟขึ้นดื่มทันที ในขณะที่เวทิศยกมาอังจมูกเพื่อสูดดม พอประสาทสัมผัสประมวลผลว่ามันมีกลิ่นหอมจรุงใจแบบประหลาด และคล้ายสมองกำลังตอบสนองต่อกลิ่นนี้ราวกับฟ้องว่าเขาคุ้นเคยกับมันมาก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงเวทิศไม่เคยลิ้มรสหรือสูดดมเครื่องดื่มที่เรียกว่ากาแฟมาก่อน ทางเดียวที่จะพิสูจน์ความคุ้นเคยนี้ก็คือการจรดริมฝีปากละเลียดน้ำสีเข้มสู่ผิวลิ้น ทว่าไม่ทันไรเขาก็สำลักหน้าดำหน้าแดงแทบจะทันที คีติกาตกใจวิ่งไปเอากล่องทิชชู่บนโต๊ะทำงานของเธอมาให้

                “เป็นอะไรคะพี่กุล กาแฟร้อนเหรอ”

                เวทิศรับกระดาษทิชชู่จากมือบางพลางเช็ดคราบที่มุมปาก รวมทั้งที่เปรอะตรงเสื้อเชิ้ตสีครีม “เปล่า! มันขมต่างหาก นี่บอระเพ็ดหรือเปล่า”

                สีหน้าเบ้แบบบอกบุญไม่รับบวกกับท่าทีรังเกียจกาแฟถ้วยนั้นทำเอาจิรภัทรและคีติกาหันมาสบตากันอัตโนมัติ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มหากุลชอบมาก ถึงขนาดเคยไปลงคอร์สบาริสต้าเลยด้วยซ้ำ

                “อะไรกันไอ้กุล นี่กาแฟในแบบที่แกชอบเลยนะ แต่ก่อนแกกินวันสองสามแก้วเลยด้วยซ้ำ”

                “แต่ก่อนอาจใช่แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วไง” สายตาดุวาบหันมาทางจิรภัทรราวกับต้องการเตือนย้ำถึงสิ่งที่เขาเคยพูดไว้ก่อนออกจากบ้าน ในทำนองว่าให้จิรภัทรทำใจหากมหากุลคนใหม่กับคนเดิมอาจแตกต่างกันในหลายๆ เรื่อง

                “โอเคๆ ตอนนี้แกคือคนใหม่แล้ว”

                “เดี๋ยวหนาวไปเอาน้ำเปล่ามาให้ค่ะ” เธอแจ้นหายเข้าไปในโซนครัวอีกครั้งก่อนแวบกลับมาภายในไม่กี่วินาที พอได้น้ำสีใสสะอาดเขาก็รีบกรอกใส่ปากทันทีเพื่อหวังล้างความขมเฝื่อนที่ยังติดตรึงลิ้น

                “ดีขึ้นบ้างหรือยังคะพี่กุล” คำถามนั้นมาพร้อมกับดวงตาใสแจ๋วที่ลุ้นตาม หล่อนไม่ใช่คนประเภทตามใจใครเก่ง แต่มหากุลคือกรณียกเว้นสำหรับหล่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

                “ครับ ดีขึ้นบ้างแล้ว” เวทิศยิ้มรับประสานมองดวงตาใสนั้นอย่างชอบใจ บางอย่างในตัวคีติกามีพลังดึงดูดจนรู้สึกอยากจดจ้องอยู่เช่นนั้น หรืออาจเป็นเพราะกมลสันดานของเทพเจ้าสำราญมากนารีอย่างเขาก็ได้ ซึ่งเวทิศยังหาคำตอบที่แน่ชัดไม่เจอเพราะยังไม่มีโอกาสได้รู้จักมักจี่กับคีติกาอย่างถ่องแท้เลย 

                “เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า” จิรภัทรเอ่ยขัดบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วน สายตาคู่นั้นที่เพื่อนรักใช้มองผู้หญิงตรงหน้ามันคล้ายเป็นสัญญาณเตือนกลายๆ ว่าถึงเวลาแล้วที่จิรภัทรต้องยอมยกธงขาวให้กับความสัมพันธ์ที่ไม่เคยคืบหน้าของตนกับคีติกา “สภาพจิตใจน้ำหนาวตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ”

                “ข้ามเรื่องนั้นไปเถอะค่ะ เข้าประเด็นเลยล่ะกัน พี่จิณณ์อยากรู้อะไรล่ะคะ”

                ร้อยตำรวจเอกจิรภัทรยิ้มให้กับความไม่อ้อมค้อมของหล่อน “น้ำหนาวเล่าให้พี่ฟังหน่อยว่าในงานวันเกิดของยายจูนมันเกิดอะไรขึ้น”

                “อืม ก็มีดาราชายที่ยายจูนชื่นชอบมาร่วมงานด้วยโดยเป็นเซอร์ไพร์สเล็กๆ น้อยๆ จากหนาวเอง ซึ่งน้องสาวพี่จิณณ์ก็กระดี๊กระด๊าเป็นปลากระดี่ได้น้ำเลยล่ะค่ะ” เมื่อเห็นตำรวจหนุ่มทำท่าจะเอ่ยขัดหญิงสาวก็ชิงแทรกขึ้นก่อน “อ้อ! และนางก็กรี๊ดสุดพลังทำท่าจะเป็นลมตอนได้แอร์เมส เบอร์กิ้นใบละเก้าแสนเจ็ด ซึ่งน่าจะเป็นของขวัญที่แพงที่สุดในงานแล้วมั้งคะ ผู้ชายที่ตามจีบยายจูนลงทุนเปย์ให้เลย นี่ขนาดแค่จีบๆ นะเนี่ย ถ้าปีหน้าคบกันจริงจังยายจูนคงได้คอนโดมิเนียมสุดหรูย่านสาทรแน่เลยค่ะ”

                “พี่หมายถึงเหตุการณ์หลังจากที่น้ำหนาวขับรถออกจากงานน่ะครับ” นัยน์ตาของจิรภัทรเหมือนกำลังสื่อว่าหญิงสาวช่างกวนประสาทได้ผิดเวลาเสียจริง

                “ก็พี่จิณณ์ถามเองนี่คะว่าวันงานเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ดีไซน์เนอร์สาวผายมือยักไหล่เป็นเชิงว่าตัวเองไม่ผิด ก่อนปรับเปลี่ยนสีหน้าสู่โหมดเข้มขรึม “คืนนั้นหนาวยอมรับว่าดื่มไปหลายแก้ว แต่แปลกที่มันมึนเบลอเป็นพิเศษ พอรู้ตัวว่าเริ่มไม่ไหวก็เลยคิดจะกลับคอนโดฯ”

                “ทำไมถึงดื้อจังล่ะ รู้ตัวว่าเมาก็ยังจะขับรถ มันผิดกฎหมายเรารู้ใช่ไหม ทำไมไม่บอกยายจูน” รองสารวัตรสอบสวนรัวคำสอนทันที

                “ก็หนาวมั่นใจว่ายังไหวนี่คะ อีกอย่างก็แชทไปบอกจูนแล้ว ที่หนาวไม่ไปบอกตัวต่อตัวเพราะเห็นว่าจูนกำลังถูกห้อมล้อมในวงเพื่อนฝูงอยู่”

                “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมาแล้วขับนอกจากผิดกฎหมายแล้วอาจเกิดอันตรายต่างๆ ตามมาได้”

                คีติกาพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตัดบทอ้อมๆ ว่าเธอไม่อยากฟังเขาบ่น “ดิฉันรู้ค่ะ ดิฉันผิดไปแล้วค่ะผู้กอง อยากฟังต่อไหมคะ ถ้าจะฟังก็โปรด skip เรื่องเมาแล้วขับไปก่อน”

                ผู้กองหน้าคมพ่นลมหายใจสั้นห้วนอย่างขัดใจก่อนพยักหน้าให้หญิงสาวร่ายต่อ

                “พอหนาวขับรถไปได้สักพักก็รู้สึกเหมือนมีมอเตอร์ไซค์สองคันขับตามมาและมีท่าทีคุกคาม หนาวเลยเร่งความเร็ว แต่หนีได้ไม่เท่าไหร่มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็ขับมาขวางหน้ารถ หนาวตกใจมากก็เลยเหยียบเบรกกะทันหัน อันที่จริงน่าจะพุ่งชนให้พวกมันตายคาที่ไปเลย” คีติการู้สึกเดือดดาลตามที่พูดจริง ยิ่งย้อนถึงเหตุการณ์หล่อนยิ่งนึกเสียดาย หากวันนั้นไม่มัวเห็นแก่เมตตาธรรม วันนี้หล่อนคงไม่ต้องทนเผชิญกับฝันร้ายฝังใจ

                “ใจเย็นครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นน้ำหนาวคงโดนข้อหาหนักแน่”

                “ก็นั่นแหละค่ะ พอรถหนาวจอดนิ่งสนิทพวกมันสี่คนก็เดินมาวนรอบรถ พยายามเปิดประตูรถ ตอนนั้นหนาวลนลานมาก ควานหาโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นระริกแต่ยังไม่ทันได้ขอความช่วยเหลือจากใคร พวกนั้นก็ใช้ก้อนหินทุบกระจกรถและลากหนาวออกมา” คีติกาหยุดเล่าใบหน้าสวยเริ่มตื่นกลัว นัยน์ตาไหวระริกไปมา เธอบีบมือเข้าหากันแน่นก่อนกลั้นใจเล่าต่อ “หนาวพยายามดิ้นรนทั้งเตะทั้งถีบเท่าที่แรงผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้ พอสบโอกาสก็วิ่งลงข้างทาง จนไปถึงอาคารร้าง หนาวรีบพุ่งเข้าไปในนั้นเพราะคิดว่าอย่างน้อยต้องมีมุมมิดชิดสักมุมให้ซ่อนตัวได้ กระทั่งพวกมันตามมาเจอแล้วจากนั้นไม่นานพี่กุลก็ตามมาค่ะ พี่กุลต่อสู้กับพวกมันอุตลุด จนพวกมันเห็นว่าพี่กุลเจ็บหนัก คงกลัวความผิดเลยพากันเผ่นแน่บไป”

                ร้อยตำรวจเอกจิรภัทรนิ่งรออีกครู่ใหญ่ ทว่าหญิงสาวก็เงียบไปไม่เอ่ยอะไรอีก “เท่านี้เหรอครับ”

                “ค่ะ เหตุการณ์ทั้งหมดก็มีเท่านี้แหละ หนาวไม่อยากจดจำมันด้วยซ้ำ” ถ้อยคำแข็งกร้าวแฝงด้วยความเจ็บลึกทำเอาจิรภัทรหนักใจ แต่กระนั้นเพื่อความกระจ่างในคดีเขาจึงจำต้องต้อนต่อ

                “น้ำหนาวเมาจนเกิดภาพหลอนหรือเปล่า”

                คำถามของจิรภัทรทำเอาหญิงสาวช้อนตาดุมองทันที “พี่จิณณ์หมายความว่าไงคะ หาว่าน้ำหนาวหลอนและคิดเองเออว่ามีมอเตอร์ไซค์ขับตามมางั้นเหรอ?”

                “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ใจเย็นๆ ก่อน” ผู้กองหนุ่มยกมือปรามเมื่อเห็นว่าหญิงสาวกำลังอารมณ์ขึ้น “ที่พี่ถามแบบนี้เพราะคำให้การของน้ำหนาวขัดกับหลักฐานที่มี”

                “หลักฐานอะไร”

                “น้ำหนาวบอกว่าพวกคนร้ายทุบกระจกรถใช่ไหม”

                “ใช่ค่ะ”

                “แต่สภาพรถของน้ำหนาว ณ จุดเกิดเหตุวันนั้นไม่มีร่องรอยกระจกแตกแต่อย่างใด ทุกอย่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์”

คีติกาดีดตัวลุกขึ้นยืน ใบหน้าทั้งตื่นตกใจและโกรธเกรี้ยว “ไม่มีทาง! ก็กระจกฝั่งคนขับถูกพวกนั้นทุบแตก แล้วมันก็เอื้อมมือมาปลดล็อกเพื่อดึงตัวหนาวออกมา แล้วรถจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ได้ยังไง พี่จิณณ์กำลังกล่าวหาว่าหนาวบ้านะ!”

                “พี่ไม่ได้กล่าวหาพี่พูดไปตามหลักฐาน ก็ถึงถามอยู่นี่ไงว่าเราเมาจนเห็นภาพหลอนหรือเปล่า” จิรภัทรลุกขึ้นประจันหน้าบ้างเมื่อรู้สึกว่าเริ่มนั่งไม่ติดที่แล้วเช่นกัน ในขณะที่เวทิศยังคงเอนกายพิงพนักรับฟังทุกรายละเอียดและจดบันทึกไว้ในสมองเพื่อเก็บไปวิเคราะห์ภายหลัง

                “ไม่มีทางที่จะเมาจนหลอนเป็นตุเป็นตะอย่างนั้นหรอก ไหนล่ะคะหลักฐานที่พี่ว่า”

                จิรภัทรล้วงสมาร์ตโฟนในกระเป๋ากางเกง เลื่อนหาวิดีโอที่บันทึกเก็บไว้ในคลังภาพก่อนยื่นให้คีติกาดู “ในคลิปเราเพียงแค่เปิดประตูรถแล้ววิ่งลงข้างทาง พี่เช็กดูแล้วไม่มีการเคลื่อนไหวของคนร้ายที่วิ่งตามน้ำหนาวไปเลย พี่ไม่ได้หมิ่นประมาทน้องนะ อาจเป็นไปได้ที่คนร้ายจอดรถทิ้งห่างจากเราแล้ววิ่งตามไปโดยหลบมุมกล้องวงจรปิด”

                “ไม่จริง! ฉันไม่เชื่อ” คีติกายัดโทรศัพท์คืนให้จิรภัทร เธอทั้งโกรธทั้งตกใจไหนจะความสับสนที่วิ่งวนอยู่ในหัว มันเป็นไปได้อย่างไร ไม่มีทางที่เธอจะหลอนไปเองแน่

                “น้ำหนาวใช้ยาอะไรหรือเปล่า” แม้รู้ดีว่าคำถามนี้คงโดนอีกฝ่ายฟาดงวงฟาดงาใส่แน่ แต่ความคับข้องใจทั้งหมดมันต้องได้รับการไขให้กระจ่าง

                “นี่พี่กล่าวหาว่าหนาวใช้สารเสพติดเหรอ”

                “พี่หมายถึงพวกยาปฏิชีวนะที่อาจส่งผลต่อระบบการทำงานของประสาทและสมอง” จิรภัทรระบายลมหายใจเครียดๆ เขาเองก็รู้สึกแย่อยู่หรอกที่ทำหญิงสาวหัวร้อน ทั้งยังบังคับให้เธอหวนนึกถึงฝันร้ายอีก แต่การทำร้ายจิตใจเธอครั้งนี้มันสำคัญต่อรูปคดีจริงๆ เขาจำเป็นต้องทำ

                “หนาวไม่ได้กินยาอะไรทั้งนั้น”

                “แล้ว...”

                “นับจากนี้ไปหนาวไม่ขอตอบอะไรอีกแล้ว ให้คุยผ่านทนายเท่านั้น” หญิงสาวตัดบทเมื่อเริ่มรับรู้ถึงไอทะมึนที่เข้าครอบงำชีวิต ความสับสนปนผวากำลังไต่ระดับเร่งความระทึกให้เธอสะท้านทรวง มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ...อะไรที่มันทำให้ความทรงจำของเธอบิดเบี้ยว

                “ได้ครับ” เมื่อเธอยืนยันเจตนารมย์เช่นนั้นเขาเองก็ไม่อาจขัดความประสงค์ได้ อีกอย่างจิรภัทรอยากหยุดอารมณ์ของคีติกาไว้เพียงเท่านี้ น้ำกำลังเชี่ยวอย่าเอาเรือเข้าไปขวาง เผลอๆ หากเขายังดึงดันจะเอาความจริงให้ได้คีติกาคงตัดสัมพันธ์กับเขาไปตลอดกาล “ป่ะ กลับกันเถอะไอ้กุล”

                “แกกลับไปเถอะ ฉันยังไม่อยากกลับ” เทพหนุ่มผู้ไม่ยี่หระกับอารมณ์ขุ่นข้องหมองใจของทั้งสองฝ่าย บอกปัดจิรภัทร ก่อนหันไปช้อนตามองคีติกา “พี่ขออยู่ต่ออีกสักพักได้ไหมครับน้ำหนาว”

                “ตามใจค่ะ”

                “งั้นพี่ฝากไปส่งไอ้กุลที่บ้านด้วยนะ ขอโทษด้วยที่พี่ทำให้น้ำหนาวไม่พอใจ แต่เรื่องนี้มันสำคัญจริงๆ หวังว่าน้ำหนาวคงเข้าใจ”

                “ก็คงจะเข้าใจแหละค่ะ ถ้าพี่ไม่หาว่าหนาวประสาทหลอน”

                จิรภัทรได้แต่เกาท้ายทอยตัวเองแก้เก้อกับถ้อยคำและสายตาประชดประชันของหล่อน ก่อนตัดสินใจบอกลาวงสนทนา แต่ยังไม่ทันเอื้อมมือเปิดประตูเสียงใสปนดุของคีติกาก็ดังขัดขึ้น

                “เดี๋ยวก่อนค่ะพี่จิณณ์ หนาวอยากถอนแจ้งความ ไม่อยากรู้ตัวคนร้าย ไม่ต้องการรับรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว”

                จิรภัทรหมุนตัวกลับมาตั้งท่าอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจ “น้ำหนาวถอนแจ้งความได้ครับ”

                “ดีค่ะ” เธอพยักหน้าพอใจ แต่รอยยิ้มยังไม่ทันได้คลี่สุดปากก็มีอันต้องหุบลงฉับ

                “แต่นี่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย แม้ว่าน้ำหนาวจะยอมความแต่ก็ไม่มีผลให้คดียุติ การสอบสวนยังคงต้องดำเนินต่อไป อีกอย่างในกรณีนี้มีไอ้กุลก็เป็นผู้เสียหายด้วยอีกราย น้ำหนาวถามมันหรือยังว่าจะถอนแจ้งความด้วยหรือเปล่า” จิรภัทรโยนหินไปให้มหากุล “ว่าไงกุลแกอยากถอนแจ้งความไหม”

                สายตาสองคู่พุ่งตรงมายังร่างที่นั่งเอกเขนกดูมวยต่างเพศอย่างสบายอารมณ์มาพักใหญ่ แล้วนี่เขาต้องเลือกอย่างไร คนสวยนัยน์ตาดุเหมือนอยากให้เขาถอนคำร้อง ส่วนผู้รักษากฎหมายอีกคนก็ไม่รู้ว่าต้องการคำตอบแบบไหน เพราะสีหน้าและแววตาดูมีเลศนัยชอบกล ซึ่งเวทิศเองก็ไม่อาจเดาใจได้ถูก

                “ว่าไงคะพี่กุล ถอนๆ ไปเถอะเรื่องจะได้จบ”

                “ไม่จบหรอกครับ พี่บอกแล้วไงว่าถึงจะยอมความแต่ก็ไม่มีผลให้คดีสิ้นสุด”

                “อ้าว! แล้วเมื่อกี้พี่โยนไปทางพี่กุลทำไมในเมื่อไม่ว่าจะตอบซ้ายหรือขวาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

                “พี่แค่อยากรู้ว่ามันจะเลือกอะไร”

                “หรือจะเลือกอยู่ข้างใครว่างั้น?” คีติกาแก้ไขประโยคให้ถูกต้อง เมื่อคาดเดาความหมายในถ้อยคำนั้นได้แล้ว

                “เอาเป็นว่าไม่ถอนแจ้งความล่ะกัน คนร้ายก็ต้องถูกลงโทษสิจริงไหม” เวทิศที่เริ่มหน่ายกับเสียงทะเลาะของทั้งสองจึงยอมเลือกในที่สุด เขาไม่ได้โพล่งเพื่อเข้าข้างคนใดคนหนึ่ง แต่ตอบไปตามความรู้สึกที่ใจบอก เวทิศลงมาโลกมนุษย์เพื่อไขคดีการตายของมหากุล ดังนั้นแล้วเขาก็ต้องเดินหน้าตามเส้นทางที่เอื้ออำนวยให้เขาได้กลับสวรรค์ไวที่สุดสิ

                “คำตอบถูกใจมากไอ้กุล ไปล่ะ อยู่กับน้ำหนาวดีๆ นะ จะพูดจะจาอะไรก็ระวังด้วยไม่งั้นอาจปากแตกไม่รู้ตัว” จิรภัทรขู่เสร็จก็รีบเร้นกายหายไปจากออฟฟิศคีติกา หญิงสาวหมายจะคว้ากล่องทิชชู่เขวี้ยงใส่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

                พอพ้นเงาตำรวจหนุ่มร่างบางก็กระแทกก้นนั่งลงที่เดิมพลางถอนหายใจเสียงดัง ใบหน้าเกรี้ยวกราดสายตาพร้อมแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้หากใครต่อใครเห็นคงรีบหลบฉากถอยห่าง ทว่าไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับเทพหนุ่ม ตรงกันข้ามเขากลับยกยิ้มอย่างพอใจ

                ผู้หญิงคนนี้เอาเรื่องเหมือนกันแฮะ

                “พี่กุลยิ้มอะไรคะ” หล่อนถามอย่างหาเรื่อง อารมณ์ยิ่งขุ่นขลักเป็นสีน้ำตาลข้นอยู่ด้วย พอเห็นชายหนุ่มยิ้มขำแบบนี้น้ำโหของหล่อนก็ยิ่งเพิ่มระดับความเข้มของสีเข้าไปใหญ่

                “แค่ยิ้มก็ไม่ได้เหรอ” เวทิศตอบคำถามด้วยคำถาม สีหน้าสบายอกสบายใจนั้นยิ่งทำคีติกาหัวร้อน

“ไม่ได้สิคะ ถึงพี่จะความจำเสื่อมแต่ก็น่าจะดูบรรยากาศออกว่ามันไม่ได้อบอวลด้วยรอยยิ้ม หนาวกำลังโมโห เลือดในอกมันวิ่งพลุ่งพล่านไปหมด” ถ้าไม่ติดว่าเขาคือคนป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล หล่อนคงพุ่งไปซัดหมัดใส่แผ่นหลังนั่นเพื่อเป็นการระบายอารมณ์แล้ว

                “ถ้าพี่จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ก็คงช่วยยืนยันในคำพูดของน้ำหนาวได้ใช่ไหมครับ” เวทิศผุดรอยยิ้มบางเบาในขณะจ้องหน้าอีกฝ่าย เขาไม่ได้หวังคาดคั้นแค่อยากช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นว่าเขานั้นอยู่เคียงข้างเธอ แต่คีติกากลับเงียบ ดวงตากลอกกลิ้งและไหววูบแวบหนึ่ง ก่อนจะขยับกายยืดตัวตรงประสานมือกอดอกอย่างไว้เชิง

                “คงงั้นมั้งคะ”

                “ทำไมน้ำหนาวดูไม่มั่นใจ”

                คำถามไล่ต้อนของชายหนุ่มทำคีตีกาเลื่อนสายตากลับไปมองสบอย่างไม่แน่ใจว่าเขาต้องการอะไร หรือนึกอยากสวมบทเป็นนักสืบอีกคน “ที่ดูไม่มั่นใจไม่ใช่ว่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรอกค่ะ ยังไงหนาวก็ไม่ใช่คนร้ายแน่นอน แต่ที่พูดแบบนั้นเพราะไม่มั่นใจต่างหากว่าความทรงจำของพี่จะกลับคืนมา คนความจำเสื่อมใช่ว่าจะระลึกทุกอย่างได้ภายในไปกี่วันหรอกนะคะ”

                “งั้นเหรอครับ” เวทิศยิ้มกว้าง เลื่อนฝ่ามือสองข้างประสานท้ายทอยแล้วเอนหลังกับพนักโซฟา ท่าทีผ่อนคลายราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นนั้นทำคีติกาตงิดใจและไม่สบอารมณ์

                “ทำไมคะ? อย่าบอกนะว่าพี่กุลก็สงสัยหนาวเหมือนที่พี่จิณณ์กล่าวหา หนาวไม่ได้ใช้ยาเสพติดหรือยาอะไรก็ตามที่ทำให้ประสาทหลอน ภาพเหตุการณ์คืนนั้นมันแจ่มชัดในความรู้สึกเกินกว่าจะเป็นเพียงจินตนาการได้ พี่กุลกำลังทำให้น้ำหนาวโมโหนะ” เธอกระฟัดกระเฟียด พูดได้เต็มปากว่าเกลียดรอยยิ้มและแววตายียวนคู่นั้น เขาเปลี่ยนไปจากมหากุลคนเดิมอย่างน่าประหลาด ผู้ชายคนนั้นมีมาดนิ่งขรึม เป็นคนสงวนท่าที ยิ่งความกวนประสาทยิ่งไม่ต้องพูดถึง มหากุลไม่ค่อยมีมุมยียวนกวนใจให้ใครเห็นนัก

                “ใจเย็นสิ อย่าพาล” ริมฝีปากหยักลึกคลี่ยิ้มกวนใจหล่อนอีกหนจนคีติกาส่งสายตาค้อนขวับไปให้

                ‘พี่กุลก็พี่กุลเถอะ ตอนนี้อยากไล่ไปให้พ้นหน้าชะมัด ถ้าไม่ติดว่ากลัวคุณป้าโกรธ พี่ไม่มีทางมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อกวนโมโหอยู่ตรงนี้แน่’

                “ด่าอะไรพี่หรือเปล่าครับ”

                คีติกาอ้าปากหวอมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา นี่ถึงขั้นอ่านใจเธอได้ด้วยหรือไง พูดราวกับได้ยินเสียงบริพาษที่ก่นดังอยู่ในห้วงความคิดของหล่อนอย่างนั้นแหละ

                “คงงั้นมั้งคะ”

                “เอาเถอะ ถ้าด่าแล้วสบายใจก็ทำไป” เวทิศขยับกายเปลี่ยนมานั่งไขว่ห้าง ยกน้ำเปล่าขึ้นจิบเล็กน้อยก่อนชวนคุยต่อ “จริงๆ แล้วคืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

                “ตะกี้พี่กุลหลับเหรอคะ? ไม่ได้ยินในสิ่งที่หนาวเล่าให้พี่จิณณ์ฟังเลยหรือไง” ผู้ชายคนนี้ชักจะเพิ่มความขุ่นหมองให้เธอเรื่อยๆ ทั้งที่เมื่อสักครู่เขานั่งมองการซักถามของจิรภัทรอย่างสนอกสนใจทุกถ้อยคำ

                “ได้ยิน แต่อยากให้น้ำหนาวเล่าอีกครั้ง เท่าที่ฟังมาเหมือนว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง”

                “สำหรับหนาวแล้วไม่มีอะไรผิดพลาดทั้งนั้น ทุกคำที่เล่าให้พี่จิณณ์ฟังเป็นความจริงโดยไร้การมโนเสริมแต่ง ที่สำคัญหนาวแค่เมา ไม่ได้เสพยาแต่อย่างใด” คีติกาเม้มริมฝีปากสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนปิดเปลือกตาลงเพื่อควบคุมระดับลมหายใจ “เอาเป็นว่าอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้ได้ไหมคะ หนาวใกล้ระเบิดอารมณ์เต็มทีแล้ว”

                “ก็ได้ วันหน้าวันหลังยังมีให้คุยอีกเยอะ”

                “พี่กุลจะกลับบ้านเลยไหมคะ หนาวจะได้ไปส่ง”

                เวทิศแค่นหัวเราะที่โดนไล่อย่างสุภาพ การกวนใจมนุษย์สาวคนนี้ทำเขาอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก “ยังไม่อยากกลับ”

                “แต่หนาวมีงานต้องทำ”

                “อยู่คุยกันก่อนสิ พี่มีเรื่องสงสัยเป็นร้อยเป็นพันเลยแหละ”

                “ถ้าจะถามถึงเหตุการณ์บ้าๆ ที่เกิดขึ้นก็หุบปากไปเลยค่ะ หนาวไม่พูด!” เธอลั่นวาจาแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง เวทิศใช่จะสะทกสะท้านกับถ้อยคำแรงๆ ของหล่อน เขามีเพียงรอยยิ้มถูกอกถูกใจแสดงออกมาเท่านั้น

                “ไม่ถามเรื่องนั้นก็ได้” เวทิศเปลี่ยนตำแหน่งใหม่โดยลุกมานั่งข้างเธอ คีติกาถอนสายตากลับมามองอย่างไม่เข้าใจ

                “อะไรของพี่”

                “เธอคือคนที่ฉันคุ้นเคยที่สุดบนโลกแสนพิศวง คือความทรงจำเดียวที่อยู่ในนี้” เวทิศเคาะขมับตัวเอง พลางเลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ เขาอยากสบตาและค้นหาความรู้สึกที่อยู่ข้างในของหญิงสาว คีติกาไม่ใช่คนเปิดเผยเธอยังมีเปลือกที่ห่อหุ้มไว้อยู่ แต่ไม่ว่าเธอจะหุ้มไว้กี่ชั้นเขาก็อยากกะเทาะให้เห็นถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ข้างใน “ทุกคนที่รายล้อมรอบกายฉันเหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ฉะนั้นเธอช่วยทบทวนเรื่องราวที่เกี่ยวกับมหากุลให้ฟังหน่อยได้ไหม”

                คีติกาสบตาเขานิ่งงันราวกับโดนสะกด มหากุลคือชายคนเดียวที่เธอปักใจรักเสมอมา เธอจดจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขาได้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะดวงตาขรึมเข้ม ทว่าตอนนี้เธอค้นหาความสุขุมลุ่มลึกแบบเก่าไม่เจอแล้ว...ประหลาดจัง เวลาเพียงชั่วข้ามคืนสามารถจับคนคนหนึ่งพลิกเปลี่ยนได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

ความคิดเห็น