ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : คำให้การ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 292

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ม.ค. 2564 12:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คำให้การ
แบบอักษร

4 

คำให้การ 

               คล้อยหลังดาราสาวเพียงครู่เดียว นายแพทย์ธาดา ประสาทศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลก็เดินเข้ามาพร้อมกับพยาบาลสาว ทันทีที่เวทิศในร่างมหากุลเห็นหน้าหมอก็ถอนหายใจเสียงดัง ความเหนื่อยหน่ายระอาใจแสดงออกมาทางแววตาโดยไม่ปิดบัง

                “มาอีกแล้ว” เวทิศบ่นอุบอิบ

               นายแพทย์ธาดายิ้มขำพลางเยื้องกายเข้ามาใกล้ “หมอขอดูอาการหน่อยนะครับ”

                “ไม่ให้ดู!” คนป่วยหน้าบึ้งปฏิเสธทันควัน ทั้งยังเขยิบกายหนีจนติดขอบเตียงอีกฟาก “หมอจะตรวจอะไรนักหนา เมื่อเช้าก็ยัดผมเข้าเครื่องนั่นนี่ไปทีหนึ่งแล้ว แถมยังสูบเลือดผมไปอีก ไหนบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วไงจะตรวจหาอะไรนักหนา อยากกลับบ้านแล้วเข้าใจไหม”

                “ไม่โวยวายสิตากุล คุณหมอก็แค่ทำตามหน้าที่” มารดาปราม นิสัยขี้โวยวายรวมถึงอาการชักสีหน้าเช่นนี้มหากุลไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มคนเดิมผู้นิ่งขรึม เรียบร้อยและพูดน้อยหายไปไหนเสียแล้ว

                “ก็เพราะคุณมหากุลเป็นเคสที่น่าติดตามไงครับ หมอก็เลยต้องเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะด้วยบ่อยๆ สภาพคุณก่อนกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลอยู่ในภาวะวิกฤตเต็มที ทั้งกะโหลกยุบทั้งกระดูกสันหลังหัก ซึ่งถือว่าหนักหนาเอาการ ถึงรอดมาได้ก็ต้องผ่าตัดอยู่ดี ทั้งยังเป็นไปได้สูงที่จะเป็นอัมพาตหรือสมองพิการ แต่ดูคุณตอนนี้สิ...” นายแพทย์วัยกลางคนชี้นิ้วเหี่ยวย่นไล่ตั้งแต่ศีรษะของมหากุลไปจนถึงปลายเท้า “…คุณดูเป็นปกติทุกอย่างหลังจากเกิดเรื่องไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ราวกับว่าคุณแค่ลื่นล้มหัวแตกแล้วมาทำแผลที่โรงพยาบาลงั้นแหละ”

               ถ้อยคำบอกเล่าของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทำเอาหลายชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมตกอยู่ในห้วงครุ่นคิด ฟังเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าอาการของมหากุลไม่ใช่เล่นๆ เลย แต่ภาพที่เห็นหลังจากผ่านไปชั่วข้ามคืนร่างกายของเขากลับดูปกติเกือบสมบูรณ์ เคลื่อนไหวคล่องแคล่วโดยไร้ความเจ็บปวด แล้วแบบนี้จะไม่ให้มีความเคลือบแคลงเกิดขึ้นได้อย่างไร

               เวทิศผ่อนลมหายใจหนักหน่วง เขาเริ่มรับรู้ถึงสายตากังขาจากทุกคน มนุษย์ไม่เหมือนเทพหรือภูติผีปีศาจในภพภูมิอื่นๆ พวกเขาเป็นเพียงสสารที่ไร้พลังวิเศษ บาดเจ็บล้มตายเป็นเรื่องง่ายดาย การที่เทพอย่างเขาเข้าสิงร่างแล้วได้รับเวทจากยมทูตเพื่อสมานให้กายหยาบนี้สามารถคงอยู่ได้ จึงกลายเป็นความมหัศจรรย์พันลึกในสายตามนุษย์เดินดิน

                “ผมรู้ว่าคุณเป็นคนเก่งและเรื่องที่เกี่ยวกับสายงานของคุณเช่นนี้คุณย่อมสงสัยเป็นธรรมดา แต่ผมอยากให้คุณหมอรู้ไว้ว่าในจักรวาลอันไร้การสิ้นสุดนี้ยังมีคำถามอีกเป็นตันที่ไม่อาจหาคำตอบได้ เช่นเดียวกับในกรณีของผม หมอก็คิดซะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือปาฏิหาริย์ คือสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของคุณหมอ” เวทิศตอบเสียงขรึม เค้าหน้าจริงจังที่ไร้การเหยียดยิ้มยิ่งส่งให้ถ้อยคำของเขาดูศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น ทุกคนต่างรับฟังอย่างคล้อยตาม แม้แต่นายแพทย์ธาดาเองที่ตลอดช่วงชีวิตของการเป็นหมอพานพบกับเคสรักษามาแล้วหลากหลายรูปแบบ สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนให้กับมหากุล ส่วนหนึ่งที่ทำให้การหาคำตอบเป็นเรื่องยากเพราะเจ้าตัวไม่ยอมให้ความร่วมมือในการตรวจรักษาอย่างละเอียด หรือครั้งนี้เขาควรยอมรับตามที่คนไข้แนะนำว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมไปแล้ว

                “สรุปว่าคุณมหากุลจะไม่ยอมให้หมอตรวจอีกรอบใช่ไหมครับ” นายแพทย์ธาดาถามอย่างใจเย็นใบหน้าเปื้อนยิ้มตามลักษณะของคนใจดี

                “ตามนั้น” มหากุลตอบพลางกอดอกอย่างไว้เชิง นายแพทย์พยักหน้ารับแล้วชักชวนให้พยาบาลสาวออกไปจากห้อง ในเมื่อผู้ป่วยไม่ยอมให้ความร่วมมือ อีกทั้งอาการของเขาก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้ว ป่วยการที่จะดึงดันเอาชนะผู้ชายคนนี้

               คล้อยหลังนายแพทย์ธาดาและพยาบาล นางภีมพิมลก็นำอาหารมาเสิร์ฟให้บุตรชาย เวทิศรับประทานอย่างเอื่อยเชื่อย ไม่กล่าวว่าอะไรอีก ด้วยท่าทางที่ดูเคร่งขรึมกว่าเดิมบวกกับสายตาที่เอาแต่มองผ้าม่านสีขาวปลิวไสวราวกับประกาศเป็นนัยๆ ว่าเขาไม่อยากยุ่งกับใคร จึงไม่มีใครเอ่ยขัดอะไรเขาอีก สองสาวพี่น้องเห็นดังนั้นจึงขอตัวกลับ ปล่อยให้ภีมพิมลและมหาธนดูแลคนป่วยตามหน้าที่

                “พี่หนึ่งกลับบ้านเองนะ หนาวจะไปคอนโดฯ”

                “ได้จ้ะ” คติยาตอบรับสั้นๆ พลางเหลือบมองเสี้ยวหน้าของน้องสาวที่ดูปราศจากริ้วรอยกังวล ไร้ความหวาดหวั่นในแววตา ซึ่งแตกต่างจากตอนขามามากโข เธอจึงอดถามออกไปไม่ได้ “เป็นยังไงบ้างหลังจากได้คุยกับพี่กุล”

                “ก็สบายใจขึ้นค่ะ ก็ดีเหมือนกันที่พี่กุลจำเรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้” คำตอบของเธอช่างฟังดูไร้สำนึก เย็นชาและเห็นแก่ตัว แต่พี่สาวก็ไม่เอ่ยปรามอะไร คีติกาอายุยี่สิบห้าปีแล้ว ทั้งสองต่างประสบพบพานเรื่องราวมามากมาย แม้คติยามีศักดิ์เป็นพี่สาวก็ใช่ว่าจะสอนหรือปรามน้องได้เสมอไป

                “อืม พี่ก็ว่างั้น” คติยาเออออเสียงเรียบ

                “แต่หนาวว่าพี่กุลดูเปลี่ยนไป เปลี่ยนแบบแตกต่างจากพี่กุลคนเดิมมากราวกับคนละคนเลย” คีติกาเอียงคอครุ่นคิด ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องผู้ป่วย เธอลอบสังเกตชายหนุ่มเป็นระยะๆ นี่ถ้าเมื่อคืนเธอไม่ได้เฝ้าอยู่หน้าห้องฉุกเฉินตลอดเวลาล่ะก็ คีติกาคงปักใจเชื่อว่าคนที่เธอไปเยี่ยมเมื่อครู่ไม่ใช่มหากุลตัวจริง หากแต่เป็นคนหน้าเหมือนที่ปลอมตัวสวมรอยเข้ามา

                “พี่ก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เขาดูดุ ไม่ค่อยอ่อนโยนเหมือนแต่ก่อน แววตาก็แข็งกร้าวและดูหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา” พี่สาวให้ความเห็น จากนั้นต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในความเงียบงันราวกับระบบความคิดกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง พลันคำพูดของมหากุลที่บอกกับคุณหมอก็แว่วมาให้คติยาคิด

                ‘หมอก็คิดซะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือปาฏิหาริย์ คือสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของคุณหมอ’

               จริงสินะ บางทีเหตุการณ์บ้าๆ บอๆ ที่เกิดขึ้นตอนนี้อาจอยู่เหนือการควบคุมไปแล้วก็ได้ ทุกอย่างมันพิศวงชวนงงตั้งแต่มหากุลเดินกุมขมับออกมาจากห้องฉุกเฉินภายหลังจากแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถึงจะกล่อมใจให้คิดเช่นนั้นคติยาก็ยังรู้สึกครามครัน เธอต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนกว่านี้ ไหนจะสายตาและท่าทีของมหากุลที่มีต่อคีติกาอีก ทุกอย่างตอนนี้มันราวกับว่านาฬิกาของชายหนุ่มหมุนย้อนกลับไปตอนที่คบกับน้องสาวของเธอ คติยาทั้งสับสนทั้งเจ็บปวด ครั้นจะให้สลัดความคิดวุ่นวายเหล่านี้ทิ้งไปก็ทำได้ไม่ง่ายเลย

                “ขอโทษนะพี่หนึ่งที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ ขอโทษที่พี่กุลจำพี่หนึ่งไม่ได้” คีติกาหยุดเดินหมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับพี่สาว ถ้อยคำของเธอไม่มีความเสแสร้งหรือเหยียดหยันสะใจ คติยาดูออกว่าน้องสาวเองก็เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

               คติยายิ้มละมุนพลางส่ายหน้าระรัว ฝ่ามือนุ่มนิ่มเลื่อนมากุมมือน้องสาว “ไม่เป็นไรนะอย่าคิดมาก จำน้องได้ก็ดีกว่าจำอะไรไม่ได้เลย น้ำหนาวต้องดูแลและช่วยให้พี่กุลฟื้นความทรงจำให้ได้ในเร็ววันนะ...ลุงสิทธิ์มาแล้วพี่ไปก่อนนะ แล้วเจอกันจ้ะ” คติยาบอกลาเมื่อเห็นคนขับรถยืนรออยู่หน้าโรงพยาบาล คีติกาพยักหน้าเล็กน้อยส่งสายตาหมายมาดมองตามหลังพี่สาว

                “ไม่ต้องห่วง พี่กุลจะไม่มีทางจำอะไรเดิมๆ ได้ทั้งนั้น เช่นเดียวกับหัวใจของเขาที่ฉันจะไม่ยอมให้มันวิ่งกลับไปหาพี่อีกเป็นอันขาด” คีติกาพึมพำ แม้ส่วนหนึ่งในใจจะรู้สึกผิดบาปแต่คนอย่างเธอไม่เคยปล่อยโอกาสดีๆ หลุดมือไป เช่นเดียวกับครั้งนี้

               ปาฏิหาริย์นี้มันเป็นของเธอ ไม่ใช่ของพี่สาวอีกต่อไป

               ดีไซน์เนอร์สาวกำลังจะจรดฝีเท้าก้าวเดินต่อไป แต่ต้องชะงักกลับที่เดิมเมื่อสมาร์ตโฟนในกระเป๋าสั่นครืดคราด คีติกาหยิบมาดูพร้อมถอนหายใจหนักๆ เมื่อเห็นว่าใครที่โทร.มา ก่อนยอมกดรับสายในที่สุด

                “ว่าไงคะพี่จิณณ์”

                “น้ำหนาวเป็นไงบ้างครับ พี่พยายามติดต่อเราตั้งแต่เมื่อคืนแล้วแต่เราไม่รับสาย” ร้อยตำรวจเอกจิรภัทรกรอกเสียงเข้มเจือด้วยความเป็นห่วงมาตามสาย

                “เมื่อคืนหนาวไม่สะดวกรับสายเลยค่ะ พี่ก็น่าจะรู้ว่าเพราะอะไร”

                “ครับพี่รู้ เมื่อเช้าพี่ก็ไปเยี่ยมไอ้กุลมาแล้ว แปลกดีนะครับ อาการไม่เหมือนคนเจ็บหนักเลย” เสียงปลายสายกลั้วหัวเราะแต่คีติกาฟังออกว่ามีความเคลือบแคลงแฝงไว้ไม่น้อย หญิงสาวลอบถอนหายใจบางเบาก่อนเอ่ยต่อเสียงเรียบ

                “หนาวก็ว่างั้นแหละค่ะ ว่าแต่พี่จิณณ์มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

                “ครับ ที่โทร.มาก็เพราะมีธุระน่ะแหละ” ชายหนุ่มแฝงความประชดประชันไว้ในน้ำเสียงเล็กน้อยซึ่งคนฉลาดอย่างคีติกาก็รู้ทัน หล่อนเพียงยกยิ้มบางเบา แต่ประโยคต่อมาของผู้กองหนุ่มนี่สิทำเอาหญิงสาวหุบยิ้มโดยพลัน “น้ำหนาวว่างไหม มาให้ปากคำที่โรงพักหน่อยสิ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน พี่รับทำคดีนี้ต่อจากผู้กองคนเดิมที่ต้องไปช่วยราชการจังหวัดอื่นกะทันหัน”

               คีติกาสัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วขึ้นราวกับถูกเครื่องช็อตไฟฟ้ากระตุ้น เธอเงียบอยู่ครู่หนึ่งจนจิรภัทรส่งเสียงเรียก

                “ฮัลโหลน้ำหนาวยังอยู่ไหม”

                “หนาวไม่ว่าง มีงานต้องทำ แค่นี้นะคะ” หล่อนรัวถ้อยคำประสงค์จบภายในไม่กี่วินาทีก่อนกดวางสายอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนฝ่ายนั้นไม่เข้าใจยังคงต่อสายตามตื๊อ คีติกาจึงกดปิดเครื่องเพื่อตัดปัญหาที่ไม่ประสงค์เผชิญ

               เธอไม่พร้อม ไม่ต้องการระลึกถึงเรื่องเลวร้ายเหล่านั้นอีก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ แผลเธอยังสดเกินไป ใจเธอก็อลหม่านเกินต้าน

.............................. ............................ ................................ 

               คติยานั่งนิ่งสงวนท่าทีภายใต้อาการสงบเสงี่ยมไร้แววตื่นตระหนกทางสีหน้า เธอกวาดตามองรอบห้องสี่เหลี่ยมที่อบอวลด้วยไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ มันหนาวจนหญิงสาวแอบสะท้านกายบ่อยครั้ง เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้แบบที่เป็นพนักพิงหลังตั้งตรงไร้ที่พักวางแขน ด้านหน้าคือโต๊ะตัวใหญ่สี่เหลี่ยมผืนผ้าอันปราศจากวัตถุใดๆ วางกีดขวาง ฝั่งตรงข้ามคือเก้าอี้ว่างเปล่าหนึ่งตัวที่รอคนมานั่ง ทั้งห้องแต่งแต้มด้วยโทนสีเบจให้ความรู้สึกสบายตา ทั้งยังเปิดไฟเหนือหัวสว่างโร่ ตรงมุมห้องมีกล้องวงจรปิดที่พุ่งมาทางเธอ คติยาหันมองกระจกที่อยู่ด้านข้างซึ่งสะท้อนเงาของเธอเอง แต่คติยารู้ดีว่าบุคคลที่อยู่อีกฟากฝั่งสามารถมองเห็นทุกอย่างในห้องนี้ได้อย่างปรุโปร่ง

               “โทษทีนะที่ให้รอ พอดีพี่ติดงานด่วนนิดหน่อย” ร้อยตำรวจเอกจิรภัทร ดลยากุล รองสารวัตรสอบสวนกล่าวในขณะเดินมายอบนั่งตรงข้ามคติยา ชายหนุ่มอยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจเต็มยศแต่ไม่พกพาอาวุธใดๆ 

                “สวัสดีค่ะพี่จิณณ์” คติยาพนมมือไหว้แถมด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ นายตำรวจยิ้มรับอย่างเป็นกันเองเพื่อคลายใจให้เธอไม่รู้สึกกดดัน

                “น้องน้ำหนึ่งเป็นไงบ้างครับ”

                “หนึ่งโอเคค่ะ ขอแค่พี่กุลปลอดภัยหนึ่งก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

               จิรภัทรรู้ดีว่าคำตอบของเธอฟังดูฝืนแค่ไหน เขามองเธอออกอย่างทะลุปรุโปร่ง คติยารักและให้หัวใจกับมหากุลไปทั้งดวงแม้ปากจะบอกไม่เป็นไร แต่ดวงตาของหล่อนมันชอกช้ำและจวนเจียนแตกสลายเต็มที จิรภัทรรู้จักคติยามาหลายปีแล้วโดยผ่านตัวกลางอย่างจิรัศยา แต่สำหรับคีติกาเขาเคยเห็นเธอผ่านหูผ่านตาเพียงแค่ไม่กี่ครั้งเมื่อตอนเด็กๆ ก่อนได้มีโอกาสรู้จักกันจริงๆ จังๆ ก็ตอนที่คีติกากลับมาอยู่เมืองไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา

                “อดทนอีกสักหน่อยเถอะนะ พี่ว่าเจ้ากุลต้องจำทุกอย่างได้แน่นอน” ผู้กองหน้าคมเอ่ยปลอบ รอยยิ้มจริงใจแฝงความอบอุ่นพลอยทำคนมองรู้สึกสบายใจตามไปด้วย

                “ค่ะ หนึ่งก็หวังว่าอย่างนั้น” มหากุลไม่จำเป็นต้องระลึกได้หมดทุกเรื่องที่เคยพัดผ่านมาในชีวิตของเขา ขอเพียงแค่มีที่ว่างสำหรับเธออีกสักเล็กน้อยในกล่องความทรงจำของเขา เท่านี้เธอก็พอใจแล้ว

                “ก่อนอื่นเลยพี่ขอขอบคุณน้ำหนึ่งนะครับที่เสียสละมาให้ปากคำ” เพราะคีติกาหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร่วมมือกับคดีที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มจึงต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากคติยาผู้เป็นพี่สาวที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นแทน

                “หนึ่งยินดีค่ะพี่จิณณ์ ถามมาได้เลยค่ะ ถ้าหนึ่งทราบหนึ่งจะตอบตามความจริงทุกประการ” ดวงตาหวานใสตั้งมั่นแน่วแน่แม้ยังแฝงความกังวลไว้เล็กน้อยก็ตาม

                “น้ำหนึ่งเล่าให้พี่ฟังหน่อยสิว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกับน้ำหนาว”

               ริ้วรอยเป็นกังวลถูกฉายออกมาจากแววตาสีสนิม ดวงหน้าหวานใสย่นคิ้วเล็กน้อยก่อนตั้งต้นเล่า “น้ำหนาวเล่าให้หนึ่งฟังว่าตอนน้องขับรถออกมาจากงานเลี้ยง สักพักหนึ่งก็มีกลุ่มมอเตอร์ไซค์ประมาณสี่คนขับจี้ตามน้องมา กระทั่งได้จังหวะจึงขับปาดหน้ารถ น้ำหนาวก็เลยต้องเหยียบเบรกกระทันหัน น้องเล่าว่าจากนั้นคนร้ายได้ทุบกระจกฝั่งคนขับเพื่อเปิดประตู”

                “ทุบรถงั้นเหรอ” ร้อยตำรวจเอกจิรภัทรนิ่วหน้า

                “ใช่ค่ะ พอน้องโดนลากลงจากรถก็คงต่อสู้ขัดขืนกระทั่งสามารถเอาตัวรอดได้ น้ำหนาวเล่าว่าเธอวิ่งเข้าไปในทางรกเรื้อข้างทางกระทั่งไปเจออาคารร้าง...พี่จิณณ์มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้าอย่างนั้น” คติยาหยุดเล่าเมื่อเห็นใบหน้าหล่อคมของผู้กองหนุ่มดูครุ่นคิดและเคร่งเครียดกว่าเดิม

                “พี่ติดใจตรงที่บอกว่ารถถูกทุบกระจก เพราะสภาพรถที่เห็นไม่มีร่องรอยการถูกงัดแงะเลย เพียงแค่ประตูรถเปิดอ้าออกกว้างเท่านั้น” จิรภัทรตอบคำถามรุ่นน้องอย่างระมัดระวังก่อนหันไปสั่งความผ่านกระจกสี่เหลี่ยมผืนผ้าบานใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าเบื้องหลังนั้นมีเจ้าหน้าตำรวจอีกสองสามนายที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ “หมวดช่วยเช็กภาพจากกล้องวงจรปิดแถวนั้นให้ทีสิ”

                “แต่น้ำหนาวบอกหนึ่งแบบนั้นจริงๆ นะคะว่าคนร้ายทุบกระจบรถเธอ จัดการปลดล็อกประตูแล้วลากตัวน้องออกมา” คติยายืนยันด้วยสีหน้าตกใจ เธอจดจำถ้อยคำพรั่งพรูของน้องสาวได้เกือบทั้งหมด แม้ว่าค่ำคืนที่ผ่านมาทั้งคู่ต่างตกอยู่ในสภาพตื่นตระหนก แต่คติยาก็มั่นใจว่าน้องสาวพูดเช่นนั้นจริงๆ “แต่เพื่อความชัวร์พี่จิณณ์คงต้องถามจากน้ำหนาวอีกทีแล้วล่ะค่ะ”

               จิรภัทรระบายลมหายใจยาวยืดก่อนเอ่ย “พี่อยากสอบปากคำน้ำหนาวยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง แต่น้องสาวเราไม่ยอมมาที่โรงพัก ไม่ให้ความร่วมมืออะไรเลยสักอย่าง ยังไงก็ฝากน้ำหนึ่งช่วยเกลี้ยกล่อมด้วยนะ”

                “ได้ค่ะ แต่พี่จิณณ์ต้องเข้าใจนะคะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันยังสั่นสะเทือนใจของน้ำหนาวอยู่ คงต้องให้เวลาน้องอีกสักนิด ในระหว่างนี้หนึ่งจะช่วยเกลี้ยกล่อมด้วยอีกแรง แต่ไม่อยากรับปากพี่จิณณ์ให้เก้อเลย ยายหนาวเป็นคนดื้อมากๆ ลองพูดว่าไม่ก็คือไม่” ผู้เป็นพี่สาวได้แต่ส่ายหน้าระอา คติยารู้ดีถึงฤทธ์เดชของน้องสาว ตั้งแต่เล็กจนโตคีติกาไม่เคยเปลี่ยนเลย เธอมีมาดเหมือนราชินีจอมโหดที่สั่งอะไรต้องได้อย่างนั้น แต่ถ้าเวลาดีก็ดีจนน่าใจหาย

                “พี่รู้ดีว่าน้องสาวเราแสบแค่ไหน แต่เคสนี้มันเกี่ยวข้องกับน้ำหนาวโดยตรง ยังไงก็ต้องมาให้ปากคำกับตำรวจให้ได้ พี่เองก็อยากจับตัวคนร้ายที่ทำร้ายไอ้กุลมาลงโทษ”

               จิรภัทรกับมหากุลเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ดังนั้นไม่ว่าจะบุคคลหรือเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมหากุลย่อมผ่านหูผ่านตาจิรภัทรเป็นธรรมดา ซึ่งก่อนหน้านี้จิรภัทรก็อยู่ในช่วงทำคะแนนกับคีติกา แต่คงพยายามไม่มากพอเพราะสาวเจ้าไม่มีท่าทีหวั่นไหวเลยสักนิด มีก็แต่ระดับความเย็นชาที่ลดลงกว่าเดิม รวมถึงแววตาและสีหน้าที่วางมาดน้อยลงเช่นกัน

                “ค่ะ หนึ่งจะช่วยพูดให้น้องมาหาพี่จิณณ์นะคะ”

                “ว่าแต่คืนเกิดเหตุน้ำหนาวเมาใช่ไหม หนึ่งถึงต้องการให้มีคนขับรถตามน้ำหนาวไป”

                “ใช่ค่ะ หนึ่งเห็นน้องอาการไม่ค่อยดีแต่ก็ยังฝืนขับรถเอง ด้วยความเป็นห่วงหนึ่งเลยวานพี่จิณณ์ช่วยขับตามไปส่ง”

                “ว่าแต่ทำไมหนึ่งถึงไปอยู่ในจุดเกิดเหตุพร้อมน้องสาวได้ล่ะครับ”

               คติยากลอกตาไปมาราวกับนึกย้อนถึงเหตุการณ์ตอนนั้นเพื่อจะได้ตั้งต้นเล่าให้อย่างถูกต้อง “ตอนนั้นพี่จิณณ์บอกว่าจะขับรถตามน้ำหนาวไป แต่ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีหนึ่งก็เจอพี่จิณณ์ที่หน้าห้องน้ำเพราะมีคนอ้วกใส่เสื้อพี่จิณณ์พอดี”

                “ใช่ครับ เพื่อนยายจูนเมาเลอะเทอะแล้วเดินมาอ้วกใส่พี่ในขณะที่กำลังจะเดินไปขึ้นรถ พี่เลยต้องวกไปล้างคราบอ้วกในห้องน้ำ ซึ่งระหว่างนั้นเจอไอ้กุลเข้าพอดี พี่เลยเล่าว่ากำลังจะตามน้ำหนาวไปแต่ดันเป็นแบบนี้ซะก่อน กุลก็เลยอาสาขับตามไปเอง” จิรภัทรทำหน้าเลี่ยนเมื่อนึกถึงคราบสกปรกที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันเกิดของจูนหรือจิรัศยา น้องสาวของจิรภัทรและมีศักดิ์เป็นเพื่อนสนิทของคีติกาและคติยา ซึ่งค่ำคืนที่ผ่านมาจิรภัทรสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นมหกรรมแห่งความวุ่นวายของจริง เพราะหลังจากทำความสะอาดเสื้อผ้าที่เลอะไปด้วยคราบอาเจียนแล้ว จิรภัทรยังต้องรับหน้าที่เคลียร์เหตุทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นในงานวันเกิดของน้องสาว ซึ่งบานปลายใช่เล่นเพราะถึงขั้นเลือดตกยางออกเลยทีเดียว เขาจึงไม่มีโอกาสตามไปดูอาการของมหากุลที่โรงพยาบาล

                “ค่ะ หลังจากนั้นหนึ่งก็เจอพี่จิณณ์หน้าห้องน้ำ พอทราบว่าพี่กุลขับรถตามน้ำหนาวไปหนึ่งก็เลยเป็นห่วงค่ะ เพราะพี่กุลเองก็เมาได้ที่แล้วเหมือนกัน” คติยาเว้นวรรคเพื่อระบายลมหายใจเล็กน้อย “พี่จิณณ์จำได้ใช่ไหมคะว่าตอนที่พี่กุลเรียนอยู่อังกฤษ เคยประสบอุบัติเหตุเพราะเมาแล้วขับ หนึ่งเป็นห่วงก็เลยเรียกแท็กซี่ตามไปค่ะ”

                “นานไหมกว่าแท็กซี่จะจอดรับ”

                “ไม่นานเลยค่ะ หนึ่งวิ่งออกไปหน้าบ้านพอดีกับที่รถแท็กซี่แล่นมา”

                “แล้วยังไงต่อครับ”

                “พอแท็กซี่ขับไปได้สักพัก หนึ่งเห็นรถของพี่กุลจอดทิ้งไว้ข้างทางโดยมีรถน้ำหนาวจอดทิ้งระยะอยู่ข้างหลังสักสองสามเมตรเห็นจะได้ค่ะ”

                “แล้วหนึ่งเห็นหรือเปล่าว่ารถน้ำหนาวมีสภาพอย่างไร”

               หญิงสาวย่นหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ “หนึ่งไม่ทันได้สังเกตหรือเข้าไปเช็กดูให้ดีเลยค่ะ แท็กซี่ที่หนึ่งนั่งมาจอดไกลจากรถของพี่กุลเยอะอยู่ หนึ่งก็เห็นจากทางสายตาไกลๆ ว่ารถที่จอดอยู่ตรงนั้นอีกคันคือรถยายหนาว แล้วจากนั้นหนึ่งก็วิ่งเข้าไปข้างทาง อาศัยวิเคราะห์จากรูปการณ์ก็เลยคิดเอาเองว่าทั้งสองคงหายเข้าไปในนั้น”

                “มืดๆ เปลี่ยวๆ แบบนั้นน้ำหนึ่งไม่กลัวเหรอ” ผู้กองหนุ่มจ้องอีกฝ่ายอย่างเก็บทุกอาการเพื่อเอาไว้วิเคราะห์ ซึ่งคนตรงหน้าก็ยังคงสงวนท่าทีไว้ภายใต้อาการเรียบเฉย ไร้แววขลาดกลัวหรือพิรุธใดๆ แสดงออกมา

                “กลัวสิคะพี่จิณณ์ หนึ่งไหว้วานให้คนขับแท็กซี่อยู่รอเป็นเพื่อนแล้ว แต่เขาคงเห็นสีหน้าซีดกลัวของหนึ่งเลยเผ่นแน่บไป หนึ่งไม่มีทางเลือกค่ะ จึงงมตามความมืดไปเพราะเป็นห่วง กระทั่งได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากโรงงานร้างเลยรีบวิ่งไปดู ซึ่งตอนหนึ่งไปถึงก็พี่กุลก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสแล้วค่ะ”

                “แล้วน้ำหนาวล่ะ”

                “ตอนนั้นน้องร้องไห้สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วค่ะ”

               คติยาเล่ารายละเอียดเท่าที่ทราบให้ตำรวจหนุ่มฟังจนหมด จิรภัทรตกอยู่ในอาการครุ่นคิดพักใหญ่ ซึ่งเธอก็ปล่อยให้เขาใช้เวลาไล่เรียงเรื่องราวโดยไม่รบกวน กระทั่งเหลียวหลังไปดูนาฬิกาที่แขวนบนผนังจึงหันกลับมาถามชายหนุ่มอย่างเกรงใจ “พี่จิณณ์มีอะไรจะถามหนึ่งอีกไหมคะ พอดีหนึ่งนัดกับคุณแม่ไว้ตอนบ่ายสองน่ะค่ะ”

                “เบื้องต้นคงมีเท่านี้แหละครับ ถ้ายังไงพี่ฝากน้ำหนึ่งช่วยตามน้ำหนาวมาให้ปากคำทีนะครับ การสอบปากคำมันไม่ควรยืดเยื้อหลายวัน” จิรภัทรกล่าวพลางหยัดกายลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำหญิงสาวไปทางประตู 

                “ค่ะพี่จิณณ์”

                “และก็อย่าเครียดมากนะครับ ทุกปัญหาย่อมมีทางออกของมันเสมอ” ผู้กองหนุ่มหันมายิ้มให้กำลังใจในขณะที่เดินไปส่งเธอหน้าสถานีตำรวจ

                “ไม่มีอะไรให้ต้องเครียดเลยค่ะ” คติยายิ้มกว้างเต็มวงหน้า ทุกประโยคที่เธอเอ่ยมักลงท้ายด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยเสมอ ราวกับเป็นบุคลิกประจำกายที่ต้องการให้ใครต่อใครเห็นว่าเธอไม่เป็นไรจริงๆ

                “ไม่จริงน่า เราเป็นคนปากไม่ตรงกับใจใครๆ ก็รู้ ดูแววตาน้ำหนึ่งพี่ก็เห็นอย่างปรุโปร่งแล้วว่าเราเสียใจแค่ไหนที่ไอ้กุลความจำเสื่อม ลืมสิ้นทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่ดั๊นจำแฟนเก่าได้คนเดียว”

               “พี่จิณณ์รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอคะ”

                “ก็พี่ธีร่านั่นแหละที่เล่าให้ฟัง น้ำหนาวคงปลื้มใหญ่เลยล่ะมั้งที่กลายเป็นความทรงจำเดียวที่เหลืออยู่ของไอ้กุล” ประโยคแสนเศร้านัยน์ตาแสนสลดพลอยทำคนมองใจชาวูบตามไปด้วย คติยารู้ดีว่าจิรภัทรรู้สึกอย่างไรกับน้องสาวของเธอ ผู้กองหนุ่มหน้ามนคนหล่อประจำสน.ตามจีบคีติกาต้อยๆ มาตั้งแต่ปีกลาย ทว่าสุดท้ายความสัมพันธ์กลับไม่มีอะไรคืบหน้า ราวกับหัวใจของคีติกาถูกลั่นดาลไว้แล้วเรียบร้อย

               ร้อยตำรวจเอกจิรภัทรเห็นใบหน้านวลของอีกฝ่ายเจื่อนลงจึงรู้ตัวว่าเผลอพูดเรื่องที่ไม่น่าฟังออกไป “เอาเป็นว่าน้ำหนึ่งอย่าเพิ่งถอดใจง่ายๆ นะครับ พี่เชื่อว่าทุกอย่างต้องดีขึ้น ไม่ช้าไม่เร็วกุลต้องจำคู่หมั้นที่น่ารักอย่างน้ำหนึ่งได้แน่นอน”

               ร่างบางยิ้มเศร้าเปล่งเสียงแหบแห้งเบาหวิวคล้ายกับปุยนุ่นที่ลอยละล่องตามสายลม “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ให้มันเป็นหน้าที่ของโชคชะตาเถอะ หนึ่งเหนื่อยไม่อยากสู้ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ หนึ่งสู้ใครไม่ไหวหรอกค่ะ สุดท้ายแล้วไม่ว่าพี่กุลจะเลือกใครหนึ่งก็พร้อมยินดีเสมอ” พอพูดเสียดใจดำตัวเองจบน้ำตาหนึ่งหยดก็ไหลแหมะลงมา นิ้วเรียวรีบปัดป้องแล้วเงยหน้ายิ้มหวานให้ชายหนุ่ม

               เห็นแบบนั้นจิรภัทรก็ถึงกับไปไม่เป็น เขาไม่รู้ว่าควรต้องพูดปลอบอย่างไรดี เขาเป็นผู้ชายสายลุยที่หาความละมุนอ่อนโยนในตัวไม่ค่อยเจอ จึงทำได้แค่วางมือหนาบนไหล่บางพลางตบสองสามทีเป็นเชิงให้กำลังใจ

                “หนึ่งขอตัวกลับก่อนนะคะพี่จิณณ์ ไว้เจอกันค่ะ” นิ้วเรียวทั้งสิบพนมไหว้อย่างอ่อนช้อยก่อนเดินไปขึ้นรถ ซึ่งลุงสิทธิ์คนขับรถวัยห้าสิบปียืนรออยู่ก่อนแล้ว

               สายตาของจิรภัทรยังคงตรึงอยู่ที่รถคันหรูสีดำปรอท ราวกับต้องการส่งความเห็นอกเห็นใจตามไปให้ถึงผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่นั่งอยู่ตรงเบาะหลัง เป็นเวลากว่าสองปีที่จิรภัทรเฝ้ามองการเติบโตทางความสัมพันธ์ของมหากุลและคติยาอย่างชื่นชมปนเอาใจช่วย เพราะเส้นทางรักของทั้งคู่เสมือนมีมือที่มองไม่เห็นคอยดึงให้แยกออกจากกัน จิรภัทรรู้เรื่องความสัมพันธ์ของมหากุลเป็นอย่างดีและพูดกล่อมให้มหากุลเลือกคติยาพร้อมกำราบเหมือนพ่อสอนลูกว่าอย่าวอกแวกให้มากความ ไม่มีใครเหมาะสมกับมหากุลเท่าคติยาอีกแล้ว โดยทั้งสองหมั้นหมายกันไว้และกลายเป็นคู่ตุนาหงันที่ถูกสังคมจับตามอง ฝ่ายชายนั้นเป็นนักธุรกิจเนื้อหอม มีเสน่ห์ตรงมาดนิ่งขรึมแต่ไม่เย็นชา ความหล่อเหลาเคล้าเรือนกายที่สมบูรณ์แบบ ส่งผลให้นิตยสารด้านการเงินจัดอันดับให้มหากุลเป็นหนึ่งในสิบนักธุรกิจหนุ่มสุดฮอตถึงสองปีซ้อน พอประกาศหมั้นหมายกับสาวสังคมที่อุทิศตนให้งานด้านการกุศลอย่างคติยาจึงมีแต่เสียงชื่นชมตามมาทั่วสารทิศว่าช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก 

               แต่ใครเลยจะคิดว่าโชคชะตาจะเล่นบทโหดกับมนุษย์ถึงเพียงนี้ เข้ามาแทรกแซงเพื่อพรากคนทั้งสองออกจากกัน มันคือบททดสอบความรักหรือเป็นโชคชะตาที่ต้องยอมรับกันแน่ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นแบบไหน จิรภัทรก็ขอภาวนาให้สุดท้ายคติยาได้ลงเอยกับมหากุล คนดีๆ เช่นเธอสมควรได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทน

               แต่ใครเลยจะรู้ว่าดวงจิตที่กำลังครอบครองร่างมหากุลอยู่ จะเป็น ‘สิ่งดีๆ’ ตามที่จิรภัทรคาดคิดจริงหรือเปล่า

 

               เวทิศในร่างมหากุลยืนกอดอกทอดสายตาคมดุมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีครามด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง พอหวนนึกถึงวิมานสถานที่ซึ่งตนจากมา เปลวเพลิงในหัวใจก็ถูกจุดให้ลุกโหมโชติช่วง ยิ่งจินตนาการถึงใบหน้ากระหยิ่มยิ้มสะใจของทัตเทพ ความคั่งแค้นยิ่งทะลักแผ่ซ่านเต็มอก เพราะเจ้าเทพบ้านั่นเลยทีเดียวที่ทำให้เขาต้องมารับบทเทวดาตกสวรรค์เช่นนี้

                “ไงครับไอ้คุณกุล กำลังพยายามระลึกความทรงจำอยู่เหรอ” ผู้กองจิรภัทรส่งเสียงทักทายแจ่มใส ในขณะสาวเท้ามาหาร่างสูงที่ยืนถอนหายใจทิ้งริมสระว่ายน้ำซึ่งตั้งอยู่ในคฤหาสน์ของตระกูลพิพัศเกียรติ “อะๆ ทำหน้าอย่างงี้จำฉันไม่ได้ล่ะสิ”

                “แล้วเป็นใครล่ะ” เวทิศเอ่ยถามพลางขมวดคิ้วมุ่น คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอกันแล้ว

                “ฉันชื่อจิณณ์ จิรภัทร ที่ไปเยี่ยมแกที่โรงพยาบาลเมื่อสองวันก่อนไง” จิรภัทรแนะนำตัวใหม่อย่างไม่ถือสา “เอาเถอะ ฉันเข้าใจว่าสมองแกได้รับการกระทบกระเทือนค่อนข้างหนัก แต่มันอะเมซิ่งมากเลยนะที่อวัยวะทั้งภายในและภายนอกของแกฟื้นตัวเร็วขนาดนี้ หรือว่า…”

               น้ำเสียงตกใจและดวงตาสีดำขลับที่เบิกกว้างของจิรภัทรทำเทพหนุ่มพลอยนิ่วหน้างุนงง “หรือว่าอะไร?”

                “หรือว่าตอนที่แกตาย แกได้รับพรวิเศษจากยมบาลมาใช่ไหม” ผู้กองหนุ่มทำเสียงกระซิบกระซาบ ใบหน้าหล่อเข้มนั้นไม่ได้ดูจริงจังกับคำถามสักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามกลับเจือด้วยความขบขัน แต่เวทิศไม่ตลกด้วย ชายหนุ่มหรี่ตาวาววาบส่งให้เพื่อนสนิทของมหากุล อดนึกแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดมนุษย์ตนนี้ถึงคาดเดาได้อย่างใกล้เคียง หรือมนุษย์โลกก็รับรู้การมีอยู่ของภพภูมิอื่นๆ ด้วยเช่นกัน?

                “ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

                “ก็แหม ตายแล้วฟื้นมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เปล่าวะ มีข่าวและการสร้างกระแสทำนองนี้เกิดขึ้นมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน บางคนก็อ้างว่าตอนที่พวกเขาตายยมบาลได้พาไปท่องนรกก่อนนำตัวส่งกลับขึ้นมาบนโลก เพราะเอาวิญญาณไปผิดตัว” จิรภัทรไหวไหล่คว่ำปากเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ไม่ได้เชื่อเรื่องพรรค์นี้ เขาศรัทธาในหลักฐานและความเป็นจริงที่จับต้องได้มากกว่า

                “บางทีนรกอาจมีจริงก็ได้ กลัวไว้ก็ไม่เสียหายนะ” เวทิศกระตุกยิ้มบางเบาแล้วผินหน้ากลับไปมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นดำทะมึน บ่งบอกถึงสัญญาณของหยาดพิรุณ

                “เอาเถอะ จะนรกหรือสวรรค์ยังไงก็ให้มันเป็นแค่ความเชื่อเถอะ” จิรภัทรบอกปัดก่อนเหลือบมองเสี้ยวหน้าของเพื่อนสนิทที่ทั้งเข้มขรึม เครียดเขม็ง และแฝงด้วยความดุดันในขณะเดียวกัน เขาอยากสอบปากคำมหากุลใจจะขาด แต่ถามไปก็คงไม่ได้อะไร เพราะเวลานี้ความทรงจำของเพื่อนรักลอยละล่องไปอยู่ทิศทางไหนก็ไม่อาจรู้ได้เลย “ไม่ว่าจะปาฏิหาริย์หรือพรวิเศษใดๆ ที่ทำให้แกฟื้นขึ้นมาได้ฉันก็รู้สึกซาบซึ้งทั้งนั้น ขอบคุณนะโว้ยที่ยังไม่ตาย”

               เวทิศมองฝ่ามือที่ตบบ่าให้กำลังใจเขาอย่างอดรู้สึกผิดไม่ได้ หากมนุษย์ที่แวดล้อมตัวมหากุลรับรู้ว่าดวงวิญญาณที่แท้จริงได้หลุดลอยจากร่างไปอยู่ในอีกภพภูมิหนึ่งแล้ว พวกเขาจะใจสลายแค่ไหนกันนะ

                “ทำไมทำหน้าอย่างงั้นวะ”

                “เปล่า แค่สงสัยว่าเราสนิทกันมากใช่ไหม” ดูท่ามนุษย์คนนี้คงพอพึ่งพาได้บ้าง หากเวทิศลดตัวไปผูกมิตรไว้ก็ไม่น่าเสียหายอะไร ที่สำคัญอาจเป็นผลดีต่อภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายจากท่านฉันทัช เมื่อตระหนักได้ดังนั้นเวทิศจึงลดมือที่กอดอกแล้วหันมาประจันหน้ากับชายหนุ่มที่มีส่วนสูงไล่เลี่ยกับเขา

                “สนิทมาก แกกับฉันเราเป็นเพื่อนกันมาเกือบยี่สิบปีแล้ว รู้จักกันมาเกือบครึ่งชีวิตแน่ะ”

                “งั้นเห็นทีนายคงต้องลบมหากุลคนเก่าออกไปจากสมองก่อน แล้วแทนที่ด้วยมหากุลคนใหม่ซะ”

               น้ำเสียงเข้มขรึม แววตาแน่วแน่ที่สะท้อนออกมาทำเอาผู้กองหนุ่มขยับหัวคิ้วเข้าหากันอย่างประหลาดใจ “แกหมายความว่าไงวะ”

                “หมายความว่าต่อจากนี้ไปฉันอาจไม่ใช่คนเดิมที่นายเคยรู้จัก หากนิสัยหรือการกระทำบางอย่างผิดแผกจากที่มหากุลเคยเป็นก็ไม่ต้องสงสัยให้เหนื่อยสมองนะ เพราะนี่คือคนใหม่ที่ถือกำเนิดในร่างเดิม” 

               คำปรารภของเวทิศทำจิรภัทรนิ่งงันครู่ใหญ่ ความไม่เข้าใจยังฉายชัดออกมาทางสีหน้า ในขณะเดียวกันก็พยายามค้นหาบางอย่างที่เร้นแฝงอยู่ในประกายตาคู่คมของเพื่อนสนิท “แกกำลังทำให้ฉันขนลุกว่ะ”

                “เอาเถอะ เดี๋ยวก็เข้าใจเองแหละ”

                “อืม ฉันจะพยายามเข้าใจล่ะกัน จริงๆ แกก็ดูเปลี่ยนไปมากอยู่หรอก แต่เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา ไม่ว่ายังไงการที่แกยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว”

                “ฉันอยากเจอคีติกา...น้ำหนาวน่ะ” เวทิศโพล่งเปลี่ยนเรื่อง หลังจากเจอคีติกาที่โรงพยาบาลเมื่อสองวันก่อนเขาก็ไม่มีโอกาสได้พบปะเธออีกเลย เขาอยากพูดคุย อยากทำความรู้จักกับเธอให้ลึกซึ้ง เพื่อขับเคลื่อนให้ภารกิจไปถึงเส้นชัยในเร็ววัน

               จิรภัทรนิ่งคิดเพียงแวบเดียวก่อนพยักหน้าตกลง “ได้สิ เดี๋ยวพาไป ฉันเองก็มีเรื่องอยากคุยกับน้ำหนาวเหมือนกัน”

                “ตอนนี้เลย” นี่ไม่ใช่การขอร้องหากแต่แฝงไปด้วยคำสั่ง

                “ครับคุณกุล ไปตอนนี้เลยก็ได้ครับ ยังไงวันนี้ฉันก็ว่างทั้งวันอยู่แล้ว” จิรภัทรตอบพลางวาดแขนโอบไหล่พาเพื่อนเข้าไปในบ้าน เวทิศมองอาการสนิทสนมนั้นอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ว่าอะไร

                “จะไปไหนกันลูก” นางภีมพิมลเอ่ยทักเมื่อเห็นจิรภัทรกำลังพามหากุลไปที่รถ

                “ไปหาน้ำหนาวน่ะครับคุณป้า ไอ้กุลมันรีเควส” จิรภัทรตอบ นางภีมพิกุลทำได้เพียงส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่กระนั้นก็ไม่เอ่ยขัดขวาง

                “งั้นก็ไปเถอะจ้ะ เผื่อบางทีอาจเป็นผลดีต่อความทรงจำของตากุล ยังไงก็ฝากจิณณ์ดูแลกุลด้วยนะ”

                “ไม่ต้องห่วงครับคุณป้า” จิรภัทรรับคำหนักแน่นก่อนยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ที่เคารพแล้วเปิดประตูให้เพื่อนเข้าไปนั่ง

                “อ้อ เดี๋ยวๆ” นางภีมพิมลร้องเรียกเสียงหลงก่อนกึ่งวิ่งกึ่งเดินหายเข้าไปในบ้าน เพียงครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมเครื่องมือสื่อสารสีดำวาว “กุลเอาโทรศัพท์ไปด้วยลูก เผื่อแม่จะติดต่อไป”

                ‘โทรศัพท์...อะไร?’

               เวทิศได้แต่เอียงหน้ามองวัตถุสี่เหลี่ยมสีดำแวววาวที่มารดาของมหากุลยื่นส่งมาให้ มันคืออะไร เอาไว้ใช้ทำอะไร เขาไม่อาจคาดเดาได้ ก็บนสวรรค์ไม่มีอุปกรณ์หน้าตาแบบนี้นี่นา

                “รับไปสิลูก พกไว้ยังไงก็อุ่นใจกว่า” อย่างน้อยผู้เป็นมารดาอย่างเธอก็อุ่นใจแล้ว

                “ขอบคุณ...ครับ” เวทิศรับโทรศัพท์เครื่องนั้นมาไว้ ก่อนเอ่ยขอบคุณห้วนๆ ตามนิสัยดั้งเดิมของเวทิศ แต่เมื่อแลสบสายตาเชิงเตือนเป็นนัยๆ ของภีมพิมลเขาจึงยอมเติมคำว่าครับลงไป เพราะก่อนหน้านี้ภีมพิมลทั้งปรามทั้งสอนว่าอย่าพูดจาสั้นห้วนเกินไปนัก หัดเติมหางเสียงลงไปบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าเวทิศก็เถียงกลับสารพัดบอกว่าไม่จำเป็น ถึงอย่างไรก็ยังฟังดูสุภาพไม่หยาบคาย ทว่ามารดาก็อ้างว่า

                ‘มหากุลของแม่เป็นคนพูดเพราะวาจาสุภาพ ลูกอย่าเปลี่ยนไปมากนักสิ แม่ใจคอไม่ดี’

               เวทิศได้ฟังดังนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขามองออกว่าภายใต้สายตาห่วงใยของภีมพิมลมันเจือด้วยแววสงสัยเคลือบแคลง ในขณะเดียวกันก็มีความหนักใจรวมอยู่ในนั้นด้วย อย่างไรเสีย เพราะเวทิศเห็นแก่ความโอบอ้อมอารีที่ภีมพิมลมีต่อบุตรชาย (ปลอมๆ) คนนี้เขาจึงตั้งมั่นไว้ว่าจะดื้อกับเธอให้น้อยที่สุด

ความคิดเห็น